17 มิถุนายน 2563

พระคริสต์จะเสริมพลังในทุกเรื่องที่ฉันจะทำจริงหรือ?

เมื่อคริสตชนหลายคนต้องการกำลังใจ กำลังชีวิตทำในบางสิ่งบางอย่างที่ยากลำบาก หรือ ตนเองไม่ค่อยมั่นใจ    ก็จะอ้างพระคัมภีร์บางข้อเพื่อเป็นตัวกระตุ้นพลังใจที่จะเผชิญกับสิ่งที่ยากลำบากนั้น เช่น “ข้าพเจ้าเผชิญ (ทำ) ได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” (ฟีลิปปี 4:13 มตฐ.)

แต่ลึก ๆ เกิดคำถามขึ้นมาว่า “จริงหรือเปล่าที่พระเจ้าจะ “เสริมกำลัง” ให้เราเผชิญกับทุกเรื่องที่เราต้องเผชิญ ที่เราต้องการก้าวข้ามไปให้ได้?

คำตอบคือ ใช่ ข้อความนี้เป็นข้อความจากพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้า และจะเป็นความจริงอย่างที่พระคัมภีร์ข้ออื่น ๆ ที่เป็นความจริง แต่ในการอ่าน เข้าใจ หรือ ตีความหาความหมายของพระคัมภีร์แต่ละข้อ เราต้องใส่ใจพิจารณาถึงสถานการณ์เบื้องหลังในบริบทของพระคัมภีร์ข้อนั้น ๆ ทำไมผู้เขียนถึงเขียนเช่นนั้น? มีเบื้องหลังหรือสาเหตุอะไรไหม? และต้องการบอกอะไรแก่ผู้อ่าน? และพระเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับพระคัมภีร์ข้อนั้น?

เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังให้ดี เราท่านอาจจะทึกทักอ้างว่าเราสามารถกระทำสิ่งนั้นเรื่องนี้ที่เราต้องการให้ได้ ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องนั้นมิใช่พระประสงค์ของพระเจ้าในขณะนั้นสำหรับชีวิตของเรา กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระคัมภีร์ตอนนี้เปาโลมิได้หมายความว่า โดยพระเยซูคริสต์ เราจะสามารถบินเร็วยิ่งกว่าลูกกระสุน มีพลังยิ่งกว่ารถไฟฟ้าหัวกระสุน   หรือสามารถกระโดดลงจากตึกสูงอย่างกล้าหาญปลอดภัย และเปาโลก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถบรรลุความสำเร็จโดยไม่ต้องรับความเจ็บปวด หรือ มีการเติบโตขึ้นด้านวุฒิภาวะโดยไม่ต้องมีวินัยในชีวิต

เบื้องหลังบริบทของพระคัมภีร์ข้อนี้ เปาโลบอกเราว่า เปาโลต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก และ พบกับความมั่งคั่งอุดม ทั้งสองสถานการณ์นั้น เปาโลสามารถยืนหยัดในความเชื่อศรัทธาได้เพราะความสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเยซูคริสต์ และที่สำคัญคือ ทั้งสุขทุกข์ที่เปาโลเผชิญนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เปาโลต้องการกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

เช่นเดียวกัน ในสถานการณ์ชีวิตของเราที่ต้องการยินหยัดที่จะมีชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรง อุปสรรคขัดขวาง ลำบาก จนรู้สึกเกินกว่าที่เราจะรับมือด้วยตนเองได้ ในวิกฤติเช่นนั้นจะมีเสียงยืนยันและรับรองก้องภายในชีวิตของเราว่า เราจะเผชิญทุกอย่างทุกสถานการณ์ได้ด้วยกำลังจากพระเยซูคริสต์มิใช่กำลังของเราเอง

เมื่อเราได้รับการทรงเรียกให้มีชีวิตตามพระประสงค์ พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในเราจะประทานกำลังของพระองค์แก่เราที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่มาขวางกั้นน้ำพระทัยของพระเจ้า

ด้วยพละกำลังที่ท่านมีอยู่ ท่านไม่สามารถที่จะเผชิญทุกสถานการณ์ได้ แต่ถ้าสถานการณ์นั้นเป็นการทรงเรียกท่าน   และท่านยอมทำตาม ท่านจะสามารถกระทำได้ มิใช่ด้วยกำลังของท่าน แต่ด้วยพระกำลังของพระคริสต์ที่ประทานแก่ท่านในสถานการณ์นั้น ๆ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


15 มิถุนายน 2563

ใครเอาศิษยาภิบาลเกษียณไปไว้ไหน?

แม้ศิษยาภิบาลเกษียณอายุแล้ว  
แต่ยังไม่เกษียณจากพันธกิจชีวิต 
ถึงแม้จะเป็นศิษยาภิบาลที่สูงอายุ 
แต่ก็ควรได้รับการอภิบาลชีวิตด้วยมิใช่หรือ?

ในช่วงที่ผมยังมีโอกาสไปเยี่ยมคริสตจักรในพื้นที่ต่าง ๆ นอกจากที่ได้พบกับศิษยาภิบาล ธรรมกิจ และ สมาชิกคริสตจักรแล้ว ในพื้นที่ที่มีศิษยาภิบาลสูงอายุที่เกษียณอายุจากการรับใช้แล้ว ผมจะพยายามหาโอกาสพูดคุยสัมภาษณ์ท่านถึงสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในช่วงสูงวัยของท่าน และนี่คือสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังและได้เรียนรู้ถึงชีวิตของ “ผู้รับใช้อภิบาลชีวิตคริสตจักรและชุมชน” และในช่วงท้ายของชีวิตที่ท่านเป็นอยู่

[1] เป้าหมายชีวิตช่วงสูงวัยของศิษยาภิบาล

จากผู้อภิบาลที่เทศนาเกือบทุกอาทิตย์ และ หลายอาทิตย์ต้องเทศนามากกว่า 2-3 ครั้ง ต้องออกไปเยี่ยมเยียนครอบครัวต่าง ๆ นั่งพูดคุยกับผู้ป่วยติดเตียงที่บ้านที่เวลาส่วนใหญ่ต้องนอนเหงาอยู่คนเดียว ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาล กุมมือคนเจ็บป่วยอธิษฐานด้วยกัน อบรมสั่งสอนให้ผู้คนเติบโตขึ้นในความเชื่อ ชีวิต จิตวิญญาณ ทำพิธีแต่งงาน ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับบ้านใหม่ของสมาชิก ให้บัพติสมา ประกอบพิธีมหาสนิท เลี้ยงดูลูกแกะของพระคริสต์ ทำพิธีศพเมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตสมาชิก แล้วจู่ ๆ วันหนึ่ง ท่านกลายเป็นศิษยาภิบาลสูงอายุที่เกษียณจากการอภิบาลชีวิตคริสตจักร  

ยิ่งนานวัน ยิ่งเงียบเหงา  ยิ่งดูเหมือนชีวิตลดคุณค่าลง

จากชีวิตที่เคยมีงานพันธกิจล้นมือในแต่ละวัน ใจยังต้องการทำในสิ่งที่เคยทำ เทศนา สอนพระคัมภีร์ แต่วันนี้กลับต้องอยู่เงียบเหงา บางคนเส้นผมบนศีรษะเริ่มขาวโพลนหรือไม่ก็บางเบาโล่งล้าน แต่ที่น่าเศร้าใจคือ         ลึก ๆ ในจิตใจของอดีตศิษยาภิบาลหลายท่านรู้สึกว่าตนเองมีค่าลดน้อยถอยลง

ต้องยอมรับว่า ศิษยาภิบาลเกษียณอายุเหล่านี้ท่านทุ่มเทเวลาที่ผ่านมาในการรับใช้ ไม่มีโอกาสเตรียมตัว เตรียมใจ และจิตวิญญาณเข้าสู่ภาวการณ์เป็นศิษยาภิบาลผู้สูงอายุ

ผมมีโอกาสพบกับท่านศิษยาภิบาลสูงอายุ หรือ ศิษยาภิบาลอาวุโส ท่านบอกว่าเมื่อเกษียณอายุตอนแรก ๆ ท่านเกือบตั้งตัวไม่ได้ ท่านบอกว่าท่านต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “แล้วตอนนี้พระองค์ต้องการให้ผมทำอะไร?”  

อะไรคือเป้าหมายชีวิตของอดีตศิษยาภิบาลที่สูงอายุ?

ศิษยาภิบาลที่เกษียณอายุการอภิบาลหลายท่านได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า เมื่อต้องอยู่ในภาวะวัยเกษียณท่านพบว่า   นี่เป็นช่วงโอกาสใหม่ที่ท่านจะรับใช้พระเยซูคริสต์ ท่านยังรับใช้เป็นผู้อภิบาลอาวุโสได้โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง เช่น   ท่านยังสามารถสอนพระคัมภีร์ในกลุ่มผู้สนใจ ติดตามสมาชิกที่หลงหาย ช่วยสร้างสาวกพระคริสต์เป็นการส่วนตัว   โดยเฉพาะเป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษาชีวิต

ในช่วงเกษียณอายุจากพันธกิจการอภิบาลเป็นโอกาสที่จะเป็นสามี หรือ ภรรยา ที่ดี เป็นพ่อหรือแม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งตอนที่เป็นศิษยาภิบาลอาจจะไม่ค่อยมีเวลาทำได้อย่างเต็มที่

ในเวลาเดียวกัน คริสตจักรก็ไม่ควรมองข้ามคุณค่า สติปัญญา และ ประสบการณ์ดีดีมากมายที่มีในตัวของศิษยาภิบาลเกษียณอายุ และหลายท่ายังสามารถทำพันธกิจบางอย่างได้อย่างดี แต่คริสตจักรต้องรู้เท่าทันว่า ศิษยาภิบาลเกษียณอายุเหล่านี้รอให้เราขอ รอให้เราเชิญเข้าร่วมพันธกิจ เพราะท่านเหล่านี้ระมัดระวังที่จะไม่เข้ามาครอบงำผู้อภิบาลของคริสตจักร

ศิษยาภิบาลปัจจุบันอาจจะพิจารณาว่า ผู้อภิบาลเกษียณอายุยังสามารถที่จะเป็นที่ปรึกษา เป็นโค้ชส่วนตัวของศิษยาภิบาลหนุ่มสาวหรือที่ปรึกษาของคณะธรรมกิจหรือไม่ และถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคริสตจักรอย่ามองข้ามค่าสมนาคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะมีค่ามากสำหรับศิษยาภิบาลที่เกษียณอายุ ที่มีสวัสดิการชีวิตที่จำกัด หรือ บางท่านไม่มีเลย

[2] ศิษยาภิบาลเกษียณยังจำเป็นต้องกินต้องใช้

ศิษยาภิบาลเกษียณอายุหลายท่านที่รับใช้ในคริสตจักรบนที่สูง ชนบท หรือ คริสตจักรขนาดเล็ก ท่านเหล่านี้ได้รับเงินค่าตอบแทนที่จำกัดจำเขี่ย หลายท่านที่เกษียณแล้วมิได้มีเงินก้อน เงินสวัสดิการสังคม หรือเงินเกษียณอายุอย่างทำงานราชการ หรือ ในหน่วยงาน สถาบัน แต่ปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายประจำวันสูงขึ้น ทั้งค่าอาหาร และเครื่องใช้จำเป็นต่าง ๆ และค่าพยาบาลรักษาสุขภาพก็แพงผิดหูผิดตาจากอดีต

ศิษยาภิบาลเกษียณเกือบทุกคนแม้จะอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลังพวกท่านเหล่านี้จะไม่เอ่ยปากขอ ท่านเหล่านี้เป็นผู้ให้มาตลอดชีวิตของท่าน ยอมเสียสละเพื่อเห็นแก่ชีวิตของผู้อื่น เมื่อครอบครัวคริสตจักรรู้ว่าครอบครัวของท่านเหล่านี้ได้รับความทุกข์ยากลำบาก คริสตจักรควรใส่ใจและให้การช่วยเหลือหนุนเสริมศิษยาภิบาลเกษียณและคู่ชีวิต

[3] ผู้อภิบาลเกษียณอายุต้องการความสัมพันธ์

เมื่อศิษยาภิบาลเกษียณยังมีคู่ชีวิต ลูกหลาน หรือ พี่น้องล้อมหน้าล้อมหลัง ดูเหมือนว่าเขามีความอบอุ่นและมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่ถ้าเป็นศิษยาภิบาลเกษียณอายุที่คู่ชีวิตจากไป ลูกหลานอยู่ไกล หรือ ไม่มีลูกหลาน ตัวศิษยาภิบาลเกษียณต้องอยู่ตัวคนเดียวในกรณีนี้ คริสตจักร หรือ สมาชิกคริสตจักรจำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ทำอย่างไรที่จะช่วยไม่ให้รู้สึกว่าต้องอยู่โดดเดี่ยวตัวคนเดียว ยังมีสมาชิกคริสตจักรไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนอยู่สม่ำเสมอ และเอาใจใส่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของศิษยาภิบาลเกษียณอายุ และมีผู้คอยช่วยพาศิษยาภิบาลเกษียณอายุไปร่วมงานพันธกิจต่าง ๆ ของคริสตจักรเท่าที่ตัวท่านเองจะสะดวก และ ไปร่วมได้

ให้เราใส่ใจที่จะอภิบาลชีวิตผู้รับใช้ที่เคยอภิบาลผู้อื่นมาตลอดชีวิตด้วยครับ

คริสตจักรของท่าน เอาใจใส่ อภิบาลศิษยาภิบาลเกษียณอย่างไรบ้างครับ? เชิญแบ่งปันประสบการณ์กันหน่อยครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



14 มิถุนายน 2563

“วิถีชีวิตปกติ” สาวกพระคริสต์

ห้าวิถีชีวิตที่ให้เราเป็นเหมือนพระคริสต์

1. ยกโทษคนที่เกลียดชังเรา

เรื่องนี้ฟังดูดีแต่ทำยากสำหรับเราท่านหลาย ๆ คน และยิ่งยากเข้าไปใหญ่เมื่อเราคิดจะทำตามแบบพระคริสต์ การที่เราจะทำอย่างพระคริสต์ได้นั้น ก็ต่อเมื่อเรายอมเปิดชีวิตให้พระองค์เข้ามาจัดการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างชีวิตเราใหม่ให้เราสามารถมีชีวิตเยี่ยงพระองค์

อย่างที่พระคริสต์ได้ทูลขอต่อพระบิดาโปรดยกโทษแก่คนที่ตรึงพระองค์บนกางเขน (ลูกา 23:34) “พระบิดา ขอทรงยกโทษให้พวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร...” (มตฐ.) และเหมือนกับสเทเฟนที่อธิษฐานเผื่อผู้ที่เอาหินขว้างเขาว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ (กิจการ 7:60 มตฐ.) ดังนั้น คริสตชนจะต้องพร้อมจะยกโทษผู้คนที่จงเกลียดจงชัง ตั้งใจทำร้ายเราทั้งทางกายและทางใจ

2. ให้ชีวิตของเราแก่ผู้อื่น

พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์ และเราแต่ละคนด้วยว่า “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13 มตฐ.) นี่อาจจะมิได้หมายความว่าเราตายเพื่อคนอื่นเสมอไป แต่หมายความถึงเราต้องการเสียสละตนเองเพื่อที่จะรับใช้คนอื่นเหมือนกับพระคริสต์ เราสามารถให้ชีวิตของเราแก่ผู้คนมากมายในลักษณะต่าง ๆ เช่น การให้ความสัมพันธ์ ความใส่ใจ การให้เวลา ให้ทักษะความสามารถ ให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังกาย ให้ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีอยู่ และ ฯลฯ พระคริสต์ก็ต้องการให้เราทำอย่างพระองค์ที่ให้ทุกสิ่งในชีวิต และอย่างที่พระองค์ให้ชีวิตแก่มวลมนุษย์ด้วย

3. อธิษฐานเพื่อศัตรูของเรา

คำสอนที่โดดเด่นของพระเยซูคริสต์ที่แตกต่างจากคำสอนของอีกหลาย ๆ คนคือ จงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานเพื่อคนที่เกลียดชังท่าน พระเยซูคริสต์คาดหวังมาตรฐานการดำเนินชีวิตอย่างสูงจากสาวกพระองค์ พระองค์ตรัสว่า  “[44] แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน [45] เพื่อว่าพวกท่านจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม” (มัทธิว 5:44-45 มตฐ.) 

ไม่ง่ายเลยครับ...  แต่เป็นไปได้เมื่อพระคริสต์เข้ามาจัดการชีวิตของเราทั้งหมด

4. ร่วมในการทนทุกข์ของพระองค์

เราท่านเข้าใจใช่ไหมครับว่า ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เราได้รับการทรงเรียนให้ร่วมทนทุกข์กับพระเยซูคริสต์?   แต่ไม่ได้หมายว่าเราจะต้องได้รับความทุกข์แสนสาหัสอย่างที่กล่าวในอิสยาห์ บทที่ 53 แต่เราได้รับการทรงเรียกให้ร่วมในความทุกข์กับพระองค์ว่า “[12] ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าแปลกใจกับความทุกข์ยากแสนสาหัสที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกท่าน เพื่อทดสอบพวกท่านนั้น ราวกับว่าสิ่งประหลาดเกิดกับพวกท่าน [13] แต่จงชื่นชมยินดีเสมอ ที่ได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระองค์ปรากฏ พวกท่านก็จะชื่นชมยินดีจนเนื้อเต้น  [14] ถ้าพวกท่านถูกด่าเพราะพระนามของพระคริสต์ พวกท่านก็เป็นสุข เพราะว่าพระวิญญาณแห่งพระสิริคือพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับพวกท่าน” (1เปโตร 4:13-14 มตฐ.) 

ชีวิตที่เป็นตามแบบชีวิตของพระคริสต์มิใช่การที่เราพยายามทำดีเพื่อพระคริสต์! แต่ที่เราทำดีอย่างพระคริสต์ได้นั้น   เพราะพระคริสต์ทรงเป็นแบบอย่าง และ เปลี่ยนแปลงเราให้มีชีวิตตามพระประสงค์ ด้วยการหนุนเสริมจากองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าส่งให้มาอยู่กับเราและเป็นกำลังแก่เราในการดำเนินชีวิตประจำวัน

5. ทรงเรียกให้เราเป็นพยานของพระองค์  

พระเยซูคริสต์ได้สอน และ ส่งสาวกของพระองค์ออกไปเพื่อประกาศพระกิตติคุณแก่ทั้งคนยิว คนต่างชาติ และรวมถึงพวกทหารโรมันด้วย และพระคริสต์ก็ทรงเรียกเราทุกคนให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์แก่ผู้คนรอบข้าง เราถูกส่งออกไปยังคนในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างที่พระองค์ส่งสาวกในสมัยของพระองค์ออกไปในพื้นที่ต่าง ๆ (มัทธิว 28:19-20) แต่เราต้องไม่ละเลยมองข้ามเพื่อนบ้านข้างเคียงของเรา เราต้องสื่อสารในเนื้อหาข่าวสารที่พระคริสต์ได้สั่งสอน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจกลับใจใหม่ และเชื่อในข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า (มาระโก 1:15)

พระเยซูคริสต์ได้บัญชาให้สาวกดำเนินชีวิตติดตามอย่างพระองค์ให้เป็นผู้ที่ยกโทษคนอื่น ให้ชีวิตของเราแก่คนอื่น   อธิษฐานเพื่อศัตรูด้วยจิตใจที่รักเมตตา ร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐของพระองค์   และมีชีวิตที่เป็นพยานถึงข่าวดีแห่งแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นข่าวดีต่อชีวิตของผู้ได้ยินได้ฟัง ได้เห็น และได้สัมผัส (ยอห์น 3:18; 36 ข.)    

และนี่คือวิถีชีวิตปกติที่ สาวกพระคริสต์ทุกคนจะต้องเดิน ไม่มีทางเลี่ยง ไม่มีทางเบี่ยง แต่เป็นทางที่พระคริสต์ต้องการให้เราเดินไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


11 มิถุนายน 2563

“นวัตกรรม” หรือแค่ “การปรับตัว”

สิ่งที่เราตื่นเต้นคิดว่าเป็น “นวัตกรรม” ใหม่ของคริสตจักรท้องถิ่น ที่เกิดเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ในตอนที่ผู้คนต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และ สังคมนั้น  นั่นไม่ใช่ “นวัตกรรม” แต่เป็น “การปรับตัวต่างหาก”

แต่ถ้าคริสตจักรของเราต้องการเติบโตเข้มแข็งจริงในชีวิตและการทำพันธกิจ การรับใช้ผู้คนในสังคม เข้าถึงคนใหม่ ๆ นั่นหมายความว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ยังต้องการ “นวัตกรรม” อีกมากมาย ด้วยการการทดลองทำและถอดบทเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ

นั่นหมายความว่าเราต้องมีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และขับเคลื่อนทดลองอย่างร้อนรน ทุ่มเท และที่สำคัญครับ จะไม่ยอมเลิกราท้อถอย

ตัวอย่างจริงที่พบในวิกฤติโควิด 19 ครั้งนี้ พบว่ามีศิษยาภิบาลหญิงท่านหนึ่ง ท่านเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรชนบท-ชานเมือง ท่านต้องรีบปรับตัวเรื่องการนมัสการพระเจ้าที่ต้องทำกันในครอบครัวผ่านการถ่ายทอดออนไลน์  
แต่ศิษยาภิบาลท่านนี้เธอมิได้ทำการนมัสการและเทศนาออนไลน์เท่านั้น เพราะเธอตระหนักชัดว่า คริสตจักรชนบท-ชานเมืองเป็นชุมชนที่หล่อเลี้ยงและผูกพันด้วยสายใยแห่งความสัมพันธ์ ดังนั้น เธอจึงยังโทรศัพท์ไปหาสมาชิกแต่ละคน อธิษฐานด้วยกันทางโทรศัพท์ ปรึกษากันเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ สุขภาพ อาชีพการงาน และ รายได้ของครอบครัว จากการใช้โทรศัพท์ และ ไลน์ในการเยี่ยมเยียนเป็นรายครอบครัว ทำให้เธอรู้ถึงสภาพชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณของสมาชิกแต่บ้าน

จากนั้น เธอเลือกที่จะนัดเวลาเพื่อขอไปเยี่ยมที่บ้าน ในบางครอบครัวที่เธอไปพบว่า ต้องการการหนุนเสริม   แน่นอนครับเธอระมัดระวังเรื่องมาตรการการป้องกันการแพร่เชื้ออย่างเต็มที่ เธอสามารถเข้าถึงผู้คนในแต่ละครอบครัว และหาทางหนุนเสริมช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤติจำเป็นของครอบครัวนั้น ครอบครัวที่สถานการณ์หนักหนาสาหัสก็นำปรึกษาคณะธรรมกิจออนไลน์ เพื่อศึกษา แสวงหาแนวทางในการอภิบาลเชิงรูปธรรมต่อไป

ผมประทับใจมากครับ นอกจากที่เธอจัดการนมัสการ-เทศนาออนไลน์แล้ว เธอยังนัดพบกับคนในครอบครัวที่อยู่ใกล้กันในจุดต่าง ๆ ครั้งละ 2-3 ครอบครัว มีโอกาสพบปะ พูดคุย ถามถึงความทุกข์สุขของกันและกัน อธิษฐานด้วยกัน   ทบทวนเนื้อหาข่าวสารคำเทศนาในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่เป็นกำลังใจ หนุนเสริม และนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้บ้าง อะไรที่ทำจริงในชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะอะไร และจะทำอย่างไรต่อไป

ขอตั้งข้อสังเกตว่า เธอมิได้เน้นความสำคัญที่เทคนิค/วิธีการ หรือ เทคโนโลยี เท่านั้น แต่เน้นถึงเนื้อหาของการทำพันธกิจกับความเหมาะสมสอดคล้องต่อความจำเป็นต้องการในการดำเนินชีวิตประจำวันของสมาชิก  

นอกจากนั้น ศิษยาภิบาลหญิงอีกท่านหนึ่งเมื่อเธอได้ทราบถึงปัญหาของสมาชิกในการจำหน่ายสินค้าที่ตนปลูก/ผลิตในครัวเรือน เธอถ่ายภาพ แล้วนำมาประชาสัมพันธ์ในเฟสบุ๊คของเธอ เพื่อช่วยหาผู้ซื้อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกหนทางหนึ่งในการช่วยเรื่องรายได้ในครัวเรือนของสมาชิก

ศิษยาภิบาลชายท่านหนึ่ง ที่เป็นชนชาติพันธุ์ แต่ทำพันธกิจในพื้นที่อีสาน ท่านเข้าไปในชุมชน และสามารถเข้าถึงครอบครัวต่าง ๆ ของพี่น้องในชุมชน ท่านไปพร้อมกับสมาชิก 2-3 คนจากคริสตจักร ทีมงานทำความรู้จัก ถามถึงความเป็นอยู่ของชีวิต และเมื่อพบว่าหลายครอบครัวกำลังประสบกับเรื่องรายได้ในครอบครัว จนกระทบต่อความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน ทีมงานของท่านและคริสตจักรร่วมกันจัดทำ “ถุงแห่งพระพร” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวที่ได้ไปเยี่ยม และถ้าเจ้าบ้านอนุญาตทีมงานก็จะนำอธิษฐานเผื่อชีวิตของผู้คนในครอบครัวนั้น พร้อมกับได้บอกว่าพวกตนเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงทำเช่นนี้ ซึ่งเป็นการนำเสนอพระกิตติคุณผ่านการเอาใจใส่และอภิบาลชีวิตเพื่อนบ้านในยามที่ชีวิตมีวิกฤติ มีหลายคนที่เข้ารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ กระบวนการนี้เป็นการเข้าถึงชีวิตชุมชน และเป็นการสร้างให้ทีมงานให้มีชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ และเรียนรู้รูปแบบ กระบวนการในการสร้างคนอื่นให้เป็นสาวกพระคริสต์ด้วย

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือผลที่ได้รับจากการปรับวิธีการทำพันธกิจ และ การอภิบาลชีวิตในคริสตจักรและชุมชนในยามวิกฤติ และถ้ามีโอกาสชวนกันวิเคราะห์ สังเคราะห์ ถอดบทเรียนรู้ และนำสิ่งที่เรียนรู้จากการทดลองทำนี้มาประมวลเชื่อมโยงให้เห็นเป็นกระบวนการ นั่นจะเกิดเป็น “นวัตกรรมในการอภิบาลชีวิตคริสตจักรและชุมชน” สำหรับคริสตจักรของตน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


09 มิถุนายน 2563

เมื่อความแปลกใหม่ผ่านเลยไป...

คนเข้าร่วมการนมัสการออนไลน์เริ่มลดลง

หลายคริสตจักรตื่นเต้นกับการทำรายการนมัสการออนไลน์ที่มีทั้งสมาชิก และ ผู้สนใจเข้าชมรายการจำนวนไม่น้อยเลย จนทำให้ศิษยาภิบาลหลายท่านทำรายการอื่น ๆ ออนไลน์เพิ่มในวันอื่น ๆ ระหว่างสัปดาห์มากขึ้น แต่ถ้าสังเกตให้ดี ในขณะนี้หลายคริสตจักรกำลังเห็นว่ามีจำนวนคนเข้าร่วมรายการออนไลน์ลดลง ทำให้ผมถามตนเองว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้?  

เพื่อนผมบอกว่า “เพราะการตลาดของคริสตจักรไม่เจ๋งพอ” ผมงงครับ!!!!!

ผมยังคงถามตนเองว่า แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมเข้าชมหรือการเข้าร่วมนมัสการออนไลน์ลดลง?   สาเหตุหนึ่งคือ...

(1) ความรู้สึกแปลกใหม่กำลังผ่านเลยไป

ไม่ว่าคริสตจักรของท่านจะเคยมีการถ่ายทอดสดการนมัสการผ่านออนไลน์ก่อนวิกฤตโควิด 19 หรือไม่ก็ตาม คงต้องพบกับการตอบรับตื่นเต้นกับการนมัสการออนไลน์ไประยะหนึ่ง เกิดความตื่นเต้นสนใจเพราะเป็น “สิ่งแปลกใหม่” ที่กำลังเกิดขึ้น และนี่มิใช่เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ และเมื่อทำไปสักระยะเวลาหนึ่งแล้วความรู้สึกตื่นเต้นสนใจในความแปลกใหม่ก็ผ่านเลยไป จำนวนคนที่เข้าชม/ร่วมในการนมัสการออนไลน์เริ่มลดน้อยลง

(2) ประกอบกับในช่วงการรักษาระยะห่างทั้งระหว่างบุคคล และ สังคม หรือช่วงการเก็บกักตัวในบ้านหรือห้องพักได้ผ่านเลยไป และยิ่งคลายล็อคในระยะต่อมา โอกาสออกไปแสวงหาการผ่อนคลาย ความรื่นรมย์ การพบปะกันเริ่มทำกันมากขึ้น มีทางเลือกมากมายกว่าการที่ต้องเข้าชม/เข้าร่วมการนมัสการออนไลน์ นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมในการนมัสการออนไลน์น้อยลง

(3) ในเวลาเดียวกัน เราคงต้องยอมรับว่า จะมีสมาชิกส่วนหนึ่งที่ยังนิยมคุ้นชินกับการนมัสการแบบการพบปะตัวกัน ซึ่งส่วนมากจะมีอายุวัยกลางคนค่อนไปสู่วัยสูงอายุ ส่วนนี้เมื่อเปิดให้มีการนมัสการที่อาคารคริสตจักร สมาชิกกลุ่มนี้จะมาที่คริสตจักรโดยไม่ต้องพึ่งการนมัสการออนไลน์ต่อไป จำนวนคนส่วนนี้ที่เคยเข้าร่วมในการนมัสการออนไลน์ก็จะลดลงด้วย

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นเราต้องลงถึงรากแก้วของการนมัสการพระเจ้าว่า การที่เรามีการนมัสการพระเจ้าจะเป็นการมาร่วมพบปะกัน หรือ การนมัสการพระเจ้าออนไลน์นั้นเป้าหมาย/จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่? อย่าเน้นความสำคัญโดยการวัดที่จำนวนผู้เข้าชมเข้าร่วมเท่านั้น

ประการแรก การนมัสการพระเจ้าไม่ใช่การบริโภคสินค้าและการบริการ ที่ลูกค้ามักถูกกระตุ้นการบริโภคด้วยความแปลกใหม่ในลักษณะต่าง ๆ การนมัสการพระเจ้าเป็นกระบวนการในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่องไปตลอดช่วงชีวิตของเรา โดยมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันที่จะหนุนเสริมความเชื่อและการดำเนินชีวิตให้เจริญเติบโตขึ้น เข้มแข็ง และเกิดผล

ประการที่สอง เป้าหมายปลายทางของการนมัสการพระเจ้าไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามก็เพื่อที่จะสร้างเสริมให้แต่ละคนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น และความสัมพันธ์ที่ถูกต้องเหมาะสม และใกล้ชิดกับพระเจ้านี้เองที่นำคน ๆ นั้นให้มีสัมพันธภาพที่ดีและสร้างสรรค์กับคนอื่นรอบข้างที่ตนสัมผัสและสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน

ประการที่สาม การนมัสการพระเจ้าแท้จริงแล้วมีในทุกวันของชีวิต มิใช่มีแต่เช้าวันอาทิตย์เท่านั้น การนมัสการพระเจ้าเป็นเวลาของการฟังคำสอน เรียนรู้ ย้ำเตือน ตักเตือนตนเองเสมอว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่สูงสุดสำคัญสุดในชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้น เราจะต้องมีชีวิตประจำวันที่เชื่อฟังดำเนินชีวิตประจำวันตามพระประสงค์ของพระเจ้า   ในทุกด้านทุกมิติของชีวิต

อย่าให้ “ความแปลกใหม่” “ความตื่นเต้นเร้าใจ” “ความเจ๋ง” “ความน่าสนใจ” หรือ “ความสนุก”   อันเป็นเทคนิค วิธีการ มาเป็นตัวล่อตัวฉุด ตัวเร้าใจในการนมัสการพระเจ้า แต่ให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยชีวิต จิตใจ ด้วยจิตวิญญาณและความจริงในชีวิตประจำวันของเรา อันเป็นความสดใหม่ในเนื้อแท้แห่งชีวิตของเราแต่ละคน

ความแปลกใหม่ที่เราต้องได้รับจากเบื้องบนคือ ความแปลกใหม่ในเนื้อหาสาระแห่งความเชื่อศรัทธาของเราต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่เป็นตัวชี้นำ บ่มเพาะความเชื่อและการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้เข้าร่วมในการนมัสการแต่ละคน
ถ้าเช่นนั้น ความแปลกใหม่ในชีวิตจะไม่ผ่านเลยไปแม้แต่วันเดียวเพราะ...

[22] ความรักมั่นคงของพระยาห์เวห์ไม่เคยหยุดยั้ง
และพระกรุณาของพระองค์ไม่มีสิ้นสุด

[23] เป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า
ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก

(บทเพลงคร่ำครวญ 3:22-23 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


03 มิถุนายน 2563

นิวนอร์มอล์คริสตจักรท้องถิ่นไทย:

ครอบครัวเป็น “หัวหอก” ขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่น  

อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักรท้องถิ่นไทย หลังวิกฤต โควิด-19?

จาก “วิถีชีวิตปกติเดิม” ที่คริสตจักรเน้นเรื่องการนมัสการในวันอาทิตย์ เปลี่ยนไปเป็น คริสตจักรที่สร้างสาวกพระคริสต์ที่ร่วมในการสานต่อพระราชกิจการกอบกู้เปลี่ยนแปลงสังคมโลกให้เป็นสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า นี่จะเป็น “วิถีชีวิตปกติใหม่” หลังวิกฤติโควิด 19 และเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์การสร้างสาวกพระคริสต์ที่ใช้องค์กรคริสตจักรเป็นศูนย์กลางไปสู่วิถีชีวิตใหม่ที่มี ครอบครัวเป็น “หัวหอก และ แนวหน้า” ในการขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์

อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติเดิม ๆ” ที่ผ่านมาของคริสตจักรท้องถิ่น?

คริสตจักรของเราได้ “หลงทาง” เราเป็นคริสตจักรที่ให้ความสำคัญกับพิธีการนมัสการในวันอาทิตย์ เราตกอยู่ในวัฒนธรรมบริโภคนิยม “เราจึงเป็นคริสตจักรแห่งการบริโภค” กล่าวคือเป็นคริสตจักรที่แสวงหา “ที่จะได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่เราทำเราปฏิบัติในคริสตจักร” เช่น เวลาฟังเทศนาในวันอาทิตย์  บางคนบอกว่า วันนี้ได้กินพระวจนะอิ่มไปเลย การนมัสการในวันนี้ตื่นเต้นเร้าใจดี วันนี้ได้รับพระพรเต็มที่ ร้องเพลงแบบนี้ การอธิษฐานแบบนี้  ช่วยปลดปล่อยเราออกจากความเครียด เรานมัสการในวันอาทิตย์เพื่อที่จะได้อะไรบางอย่างที่เรากำลังต้องการ   และ ถ้าเราได้อย่างที่ต้องการเราก็บอกว่า พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน พระเจ้าอวยพระพรเรา ทั้งหมดทั้งนี้เน้นที่ “เราจะได้”

อะไรคือ “วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักรท้องถิ่นที่กำลังเปลี่ยนแปลง?

ใน “วิถีชีวิตปกติใหม่” ได้ให้ความสำคัญของคริสตจักรที่เป็น “กระบวนการขับเคลื่อนของผู้เชื่อ” เน้นคริสตจักรที่ลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยการขับเคลื่อนตามแบบพระคริสต์คือ การขับเคลื่อนที่เรียบง่ายโดยวิถีแห่งพระกิตติคุณของพระองค์ คือการขับเคลื่อนด้วยการให้ชีวิตเพื่อสังคมโลกจะได้ชีวิตใหม่ ดังนั้น หลังวิกฤติโควิด 19 ให้เราเข้าร่วมในกระบวนการขับเคลื่อนพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ บนรากฐานพระกิตติคุณของพระองค์ เพื่อเราจะเป็นสาวกของพระคริสต์ และ สร้างสาวกของพระองค์บนรากฐานแห่งพระกิตติคุณดังกล่าว ให้เราจาริกไปบนเส้นทางแห่งพระกิตติคุณ มุ่งสู่เป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระคริสต์ เพื่อเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมโลกให้เป็นสังคมที่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า มีคุณภาพชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์

คริสตจักรท้องถิ่นต้องเลือก แล้วจะเลือกวิถีชีวิตปกติแบบไหน?

หลังวิกฤติโควิด 19 เราอาจจะโหยหา “วิถีชีวิตปกติเดิม ๆ” แล้วกลับไปทำในสิ่งเดิม ๆ ที่เราคุ้นชิน ที่เราจะสบายใจ  หรือ เราจะยอมมุ่งหน้าไปหา “วิถีชีวิตปกติใหม่” ที่พบกับสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ที่เราไม่คุ้นชิน สิ่งใหม่ที่เราต้องเปลี่ยนตนเอง ปรับตัวเอง และรับการเสริมสร้างใหม่เพื่อที่จะสามารถเป็น “คริสตจักรที่ขับเคลื่อน” ที่มิใช่ “คริสตจักรที่เป็นองค์กร” ที่เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งตระหง่านแต่เกาะยึดอยู่กับที่เดิม? ไม่เคลื่อน ไร้ชีวิตที่แท้จริง หรือเป็นคริสตจักรที่เป็น “หอบาเบล” ที่ดูสูงตระหง่านเทียมฟ้าแต่สิ่งที่ได้มาคือความแตกแยกกระจัดกระจายในหมู่พวกเรากันเอง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มิได้หมายถึงศิษยาภิบาล ทีมงานอภิบาล คณะธรรมกิจคริสตจักร กรรมการคริสตจักรเท่านั้น   แต่ผมมุ่งเน้นหมายถึงสมาชิกคริสตจักร หรือ ผู้เชื่อทุกคนที่จะต้องเป็นคริสตจักรตาม “ปรากฏการณ์ปกติใหม่ วิถีชีวิตปกติใหม่” ที่ทุกคนต้องขับเคลื่อนชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ และสร้างสาวกพระคริสต์ในกระบวนงานแห่งพระราชกิจของพระคริสต์ในสังคมโลกนี้

จากวิกฤติโควิด 19 ที่หยุด “วิถีชีวิตปกติเดิม ๆ” ของคริสตจักร แต่พระเจ้าเปิดทางใหม่ให้เราใคร่ครวญทบทวนถึงคริสตจักรที่แท้จริงของพระคริสต์ คริสตจักรที่เป็นกระบวนการขับเคลื่อนชีวิตตามพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็น “วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักร ที่ท้าทายเราแต่ละคนว่า เราจะตอบสนอง “วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักร หรือ เราจะนั่งโหยหา “วิถีชีวิตปกติเดิม ๆ” ของคริสตจักรด้วยความอาลัยอาวรณ์

“วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักรท้องถิ่น เป็นการเปลี่ยนจาก “วิถีชีวิตปกติเดิม” ที่เน้นความสำคัญในการนมัสการในวันอาทิตย์ ไปเป็น “วิถีชีวิตปกติใหม่”  ที่เน้นพันธกิจหลักในการสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันเสริมสร้างสังคมชุมชนที่ตนมีชีวิตอยู่ให้เป็นชุมชนสังคม “แห่งแผ่นดินของพระเจ้า”
ครอบครัวคือ “หัวหอก และ แนวหน้า” ในการขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักร

การพบปะร่วมกัน หรือ การเชื่อมประสานกันในรูปแบบต่าง ๆ ก็เพื่อจะเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกพระคริสต์ และ สามารถที่จะเสริมสร้างคนอื่น ๆ ให้เป็นสาวกพระคริสต์อย่างตนด้วย ซึ่ง “วิถีชีวิตปกติใหม่” ที่มีครอบครัวเป็นหัวหอกและแนวหน้า มีลักษณะดังนี้ 

[1] พ่อแม่ในครอบครัวจะเป็นบุคคลกลุ่มพื้นฐานของคริสตจักรในการสร้างสาวกพระคริสต์ ด้วยการเอาใจใส่เสริมสร้างลูกหลาน และ คนในครอบครัวของตนให้เป็นสาวกพระคริสต์ที่มีประสิทธิภาพก่อน เป็นการสร้างสาวกพระคริสต์ผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันในแต่ละด้าน แทนที่จะเป็นการสร้างสาวกพระคริสต์ผ่านระบบชั้นเรียนในคริสตจักร

ใน “วิถีชีวิตปกติเดิม” พ่อแม่นำลูกไปให้ครูรวีวารศึกษาช่วยเสริมสร้าง แต่ใน “วิถีชีวิตปกติใหม่”  พ่อแม่จะเอาใจใส่เสริมสร้างชีวิตของตน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ลูกหลานจะเรียนรู้และทำตาม และพ่อแม่จะเป็นคนบ่มเพาะ เสริมสร้างชีวิตของลูกหลานให้มีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์

[2] พ่อแม่ในครอบครัวเป็นแกนนำลูกหลาน และ คนในครอบครัวที่จะเข้าถึงเพื่อนบ้านในชุมชน โดยอาจจะเริ่มจากเพื่อนบ้านข้างเคียง หรือ เพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกัน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างลูกหลานในการเอาใจใส่คนในชุมชน และ เริ่มเรียนรู้กระบวนการประกาศพระกิตติคุณฯ และ สร้างสาวกพระคริสต์ในชุมชนไปพร้อมกันด้วย

[3] พ่อแม่กระตุ้นหนุนเสริมลูกหลาน และ คนในครอบครัว ทั้งที่กำลังเรียนอยู่ หรือ ที่ทำงาน ว่าจะเข้าถึงเพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียน หรือ เพื่อร่วมงานในที่ทำงานได้อย่างไร จนนำไปถึงการเสริมสร้างเพื่อนเหล่านี้ให้เป็นสาวกพระคริสต์ในที่เรียน หรือ ที่ทำงาน

“วิถีชีวิตปกติใหม่” ของคริสตจักรท้องถิ่น

เมื่อคริสตจักรท้องถิ่นต้องเข้าสู่ “วิถีชีวิตปกติใหม่” คริสตจักรภาค หน่วยงานเสริมพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่น และสภาคริสตจักรฯ ก็จะต้องปรับเปลี่ยนตนเองตอบสนองชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรท้องถิ่นใน “วิถีชีวิตปกติใหม่”

นั่นหมายความว่า คริสตจักรจะต้องมีกระบวนการเสริมสร้างพ่อแม่ และ ว่าที่พ่อแม่ทุกคนในคริสตจักรให้รู้ถึงเป้าหมายในการเสริมสร้างวิถีชีวิตปกติใหม่ในการขับเคลื่อนเสริมสร้างชีวิตลูกหลานให้เป็นสาวกพระคริสต์   นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องมีเครื่องมือ เนื้อหา บทเรียน และกระบวนการเสริมสร้างเชิงปฏิบัติที่พ่อแม่จะนำไปใช้ได้ในครอบครัวของตน

และนี่คือ “ยุทธศาสตร์ใหม่ในการขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจคริสตจักร” ในวิถีชีวิตปกติใหม่ของคริสตจักรท้องถิ่น   ที่หน่วยงานศิษยาภิบาล หน่วยงานสตรีคริสเตียน  แผนกบ้านและครอบครัวคริสเตียน หน่วยงานเยาวชน หน่วยงานคริสเตียนศึกษาและบรรณศาสตร์ หน่วยงานสังคมและการพัฒนา และ หน่วยงานอื่นที่น่าจะเกี่ยวข้องที่จะบูรณการการทำงานร่วมกัน ในการเตรียมพร้อม และ เสริมสร้างพ่อแม่ในการขับเคลื่อนให้ครอบครัวเป็น “หัวหอก” และ “แนวหน้า” ในการขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรในพื้นที่ชุมชนที่ตนอาศัยอยู่

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


02 มิถุนายน 2563

เราอาจจะถูก “กักกัน” (Quarantine) จากคนอื่น

แต่ไม่มีใคร “กักกัน”พระกิตติคุณได้?  

อย่าสูญเสียโอกาสช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 อย่างน่ากลัว ในการแผ่อิทธิพลของพระกิตติคุณเข้าในชีวิตผู้คน-สังคมชุมชนรอบข้างเรา

คงไม่เป็นการกล่าวเกินเลยว่า ชีวิตที่ผ่านมาไม่มีช่วงเวลาใดที่มีโอกาสในการประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้อย่างน่าอัศจรรย์เท่ากับวิกฤติชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานี้ เราพบว่าช่วงเวลาวิกฤติชีวิตเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนแสวงหาความช่วยเหลือ แสวงหาที่พึ่ง แสวงหาที่ยึดที่เกาะในชีวิตของเขา และเราพบว่า ผู้คนเหล่านี้ยอมรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นสรณะ เป็นรากฐานในชีวิตของพวกเขา

ขอตั้งข้อสังเกตว่า น่าอัศจรรย์ประหลาดใจแค่ไหน ที่ผู้คนต้อง “รักษาระยะห่างทั้งทางกาย และ สังคม”  และรวมไปถึงคนที่ต้อง “เก็บกักตนเองอยู่ในบ้านหรือในห้อง” แต่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์กลับแผ่อิทธิพลเข้าในชีวิตของผู้คนเหล่านี้ได้อย่างมากกว่าโอกาสอื่นใดที่ผ่านมาอย่างน่าแปลกใจ?  

แต่ที่แน่ชัดต้องบอกก่อนว่า นี่มิใช่สิ่งดี (หรือ ความดี) ที่เกิดจากเจ้าเชื้อโควิด  ละนี่ก็มิใช่ “โอกาสดี” ที่เจ้าเชื้อร้ายโควิด 19 หยิบยื่นให้เรา แต่นี่เป็นพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงชี้นำและกระทำผ่านชีวิตประจำวันในช่วงวิกฤตินี้ของเราท่ามกลางการถล่มทลายทำลายชีวิตของผู้คนโดยเจ้าเชื้อวายร้ายตัวนี้

เปาโลมีประสบการณ์กับสถานการณ์คล้ายที่เราประสบในเวลานี้มาก่อน เมื่อเปาโลถูกคุมตัวไปถึงโรม ท่านถูกจำจองในบ้านเช่าที่มีทหารคอยคุมตัวตลอดเวลา (กิจการ 28:16) เพื่อรอเวลาที่จะถูกส่งตัวเข้าเฝ้ากษัตริย์เนโรห์ แต่เปาโลก็ได้พบแนวทางที่ทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ออกไป ใน ฟีลิปปี 1:12-13 เขียนไว้ว่า

 “[12] พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เกิดกับข้าพเจ้ากลับทำให้ข่าวประเสริฐแพร่ออกไป  [13]จนทหารทั้งปวงที่รักษาวัง (หรือคนทั้งวัง) และคนอื่น ๆ ทุกคนประจักษ์ทั่วกันว่าข้าพเจ้าถูกจองจำเพื่อพระคริสต์” (ฟีลิปปี 1:12-13 อมธ.) ตามข้อมูลในประวัติศาสตร์พบว่า ทหารหลายคนที่คอยควบคุมดูแลเปาโลได้กลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์

มีคำถามว่า แล้วในวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ในขณะนี้  พระกิตติคุณจะเข้าถึงชีวิตของผู้คนในชุมชนได้อย่างไร?

มีอยู่ 3 ประการที่คริสตชนจะต้องทำร่วมกันในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าต้องการให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แผ่อิทธิพลเข้าไปในชีวิตจิตใจของผู้คนที่ถูกครอบงำด้วยภัยร้ายจากผลกระทบของโควิด 19 คริสตชนต้อง  อธิษฐาน  ใส่ใจเพื่อนบ้าน  แบ่งปันทุ่มเทชีวิต

อธิษฐาน

การอธิษฐานคือเคล็ดลับความสำเร็จของเปาโลในการประกาศพระกิตติคุณ เปาโลอธิษฐานเพื่อผู้คนอย่างไม่ย่อท้อหยุดหย่อนทั้งชีวิต เพื่อให้คนเหล่านั้นได้รับความรอด  

“[1] พี่น้องทั้งหลาย ความปรารถนาในใจและคำอธิษฐานของข้าพเจ้าต่อพระเจ้าเพื่อชนชาติอิสราเอลคือ ขอให้เขาทั้งหลายได้รับความรอด” (โรม 10:1 อมธ.) และเราพบว่าพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของเปาโลเสมอ

แล้วเราในสถานการณ์เช่นนี้เราจะทำได้อย่างไร?

ในสถานการณ์วิกฤติโควิด 19 คริสตชนแต่ละคนสามารถทำได้ด้วยการเขียนชื่อของคนที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ตนรู้จัก และมีความสัมพันธ์สัก 2-3 ชื่อ แล้วอธิษฐานเผื่อเขาทุกวันเป็นประจำให้เขาได้รับการสัมผัสและรู้จักกับพระคริสต์ในที่สุด

การใส่ใจเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรม

เปาโลใส่ใจในชีวิตของผู้คนอย่างจริงใจด้วยความรักเมตตาและทุ่มเททั้งชีวิต เปาโลเขียนไว้ว่า “[1] ข้าพเจ้าพูดความจริงในพระคริสต์ ข้าพเจ้าไม่ได้กำลังมุสา จิตสำนึกของข้าพเจ้ายืนยันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า [2] ข้าพเจ้าทุกข์โศกยิ่งนักและปวดร้าวใจไม่หยุดหย่อน [3] เพราะข้าพเจ้าปรารถนาว่าถ้าเป็นไปได้ให้ข้าพเจ้าเองถูกสาปแช่งและถูกตัดขาดจากพระคริสต์เพื่อพี่น้องของข้าพเจ้าผู้เป็นคนเชื้อชาติเดียวกับข้าพเจ้า” (โรม 9:1-3 อมธ.)

เปาโลเป็นคนที่ใส่ใจอย่างลึกซึ้งในชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากในด้านต่าง ๆ แล้วท่านจะหาทางที่จะช่วยให้คนเหล่านี้ได้รับคำตอบในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องการเสมอ เปาโลเป็นผู้ที่ใส่ใจดูแลคนที่ต่ำต้อยด้อยค่าในสังคม “[10] เขาทั้งสาม (ยากอบ เปโตร และ ยอห์น) ขอแต่เพียงให้เราคิดถึงคนจนเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ากระตือรือร้นที่จะทำอยู่แล้ว” (กาลาเทีย 2:10 อมธ.) นี่เป็นคำกล่าวในจดหมายที่เปาโลเขียนถึงคริสตจักรในเมืองกาลาเทีย

จำนวนผู้คนมากมายในสังคมชุมชนขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19  ทั้งด้านสุขภาพ ความสัมพันธ์ เศรษฐกิจ  การงานอาชีพ และความมั่นคงในชีวิต หน้าที่ของคริสต์ชนคือการที่เราจะใส่ใจทั้งด้านร่างกายสุขภาพ อาหารความอยู่รอดในแต่ละวัน ทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึก ความต้องการเพื่อน ของทั้งเพื่อนบ้านข้างเคียง เพื่อนร่วมงาน ที่คริสตชนจะสำแดงความรักที่เสียสละแบบพระคริสต์ที่เป็นรูปธรรม ใส่ใจถามถึงความรู้สึกและอารมณ์ และมีอะไรบ้างไหมที่จำเป็นต้องการในขณะนี้ที่เราสามารถแบ่งปันได้ และนี่คือการที่เราเอาใจใส่ด้วยจริงใจอย่างแท้จริง

การสื่อสารแบ่งปันพระกิตติคุณ

ให้เรากล้าที่จะสื่อสาร แบ่งปันพระกิตติคุณด้วยวาจา และดำเนินแบบอย่างชีวิตที่เป็นรูปธรรม สำหรับเปาโลไม่ละอายที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยคำพูดวาจาของตน “[16] ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกกรีกด้วย” (โรม 1:16 อมธ.) คริสตชนปัจจุบันก็ไม่ละอายในการพูดถึงข่าวประเสริฐ  เพราะข่าวประเสริฐมิใช่วาทศิลป์  หรือการใช้เหตุผลตรรกะโต้เถียง แต่ข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ทำงานในชีวิตของผู้คนต่าง ๆ

คริสตจักรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนที่จะกล้า รู้จัก และสามารถที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คริสตจักรต้องเสริมสร้างตั้งแต่วันแรกที่คน ๆ นั้นตัดสินใจรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ จากวิกฤติครั้งนี้ชี้ชัดว่า นี่คือสิ่งที่คริสตจักรต้องเสริมสร้างสมาชิกทุกคนของตนในการประกาศแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตาม ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักรอาจจะเสริมสร้างสมาชิกแบบตัวต่อตัวในการประกาศสื่อสารพระกิตติคุณในสถานการณ์จริงในขณะนี้ได้ด้วย

ให้เราตระหนักชัดว่า ในช่วงเวลาวิกฤติชีวิต ผู้คนไขว่คว้า ยึดหาที่มั่นในชีวิต เป็นช่วงเวลาที่คริสตชนสามารถเข้าถึง แบ่งปัน และหนุนเสริมจิตวิญญาณของผู้คนรอบข้างในสังคมชุมชน เป็นโอกาสที่จะประกาศแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ให้เป็นคำตอบชีวิตของเพื่อนบ้านแต่ละคนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์

อย่าปล่อยให้ “โอกาสแห่งการทำพระราชกิจของพระคริสต์” ผ่านเลยไป

อย่าให้การกักเก็บตัวเองของเรากลายเป็นคนที่ “กักเก็บพระกิตติคุณไว้ในตนเองเท่านั้น” ในเวลาที่พระคริสต์ชี้นำ และ ประสงค์ที่ต้องการทำพระราชกิจร่วมกับเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499