30 มีนาคม 2560

ผู้นำที่ผู้คนนิยมชื่นชอบ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากการที่มีโอกาสลงสนามงานในที่ต่าง ๆ ในหลากหลายองค์กร ทั้งคนทำงานที่เป็น
คริสตชน และ ที่ไม่ได้เป็นคริสตชน ผมมีโอกาสพูดคุย ถาม และเก็บข้อมูลความคิดจากคนในทีมงานต่าง ๆ ที่ไปพบปะสนทนามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่า “จากประสบการณ์ในการทำงานของท่าน ผู้นำที่ท่านชื่นชอบ และอยากทำงานด้วยมีลักษณะอย่างไรบ้าง? หรือ ลักษณะอะไรบ้างที่ทำให้ผู้นำคนนั้นที่เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการนำ?” ผมต้องขอบพระคุณบุคคลเหล่านี้ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลจากประสบการณ์ของตนที่มีค่ามากมาย ผมจะขอสกัด หรือ ตกตะกอนประสบการณ์เหล่านั้นไว้ดังนี้

ผู้นำที่ฉันนิยมชื่นชอบ คือผู้นำที่คอยถามถึง ความคิดเห็น และ ความริเริ่มของฉัน และบางครั้งได้นำเอา
ข้อคิดเห็นของฉันไปใช้ในการวางแผนก้าวต่อไปในการทำงาน เป็นผู้นำที่คอยกระตุ้นหนุนเสริมให้ลูกทีมมี
ความคิดที่สร้างสรรค์ เขาเป็นคนที่ใส่ใจในความคิด และ ข้อเสนอแนะของฉัน แล้วนำไปใช้อย่างมีคุณค่าและ
ชาญฉลาด

สำหรับฉัน ผู้นำที่ฉันชื่นชอบคือผู้นำที่สนับสนุนทีมงาน ให้โอกาสและพื้นที่ในการทำงานของฉัน และแต่ละคนมีโอกาสพบกับผู้นำตัวต่อตัวเป็นประจำ (ทุกวันอังคาร) ทำให้ฉันมีโอกาสที่จะรายงานความก้าวหน้าของงานที่ทำ และ สิ่งที่พบตลอดมา

ผู้นำที่ดีเยี่ยมสำหรับฉันคือ ผู้นำคนนั้นควรเป็นโค้ชที่ดี เขาใส่ใจถามถึงสิ่งที่ฉันต้องการรับการสนับสนุนในการทำงาน และ แนะนำพื้นที่ชีวิตและการงานที่ทำให้ฉันสามารถทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ แล้วชอบมากเลยที่ผู้นำให้เวลาและโอกาสที่ฉันจะทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ วิธีการใหม่ๆ

ผู้นำที่เยี่ยมยอดสำหรับฉันเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณของการรับใช้ทีมงาน ผู้นำคนนั้นมองเห็นศักยภาพในตัวฉันบางครั้งมากกว่าที่ฉันมองเห็นเสียอีก แล้วผู้นำคนนั้นยังมีชีวิตและการทำงานที่เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีในการนำคนอื่น เป้าหมายแรก ๆ ของผู้นำคือการเสริมสร้างภาวะผู้นำในทีมงานแต่ละคน ทำให้กิจการงานสามารถขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องราบรื่นแม้ผู้นำจะไม่อยู่ในที่ทำงานก็ตาม

ผู้นำที่ดีสำหรับฉันแล้ว เป็นผู้นำที่ไว้วางใจฉันว่าจะทำงานได้อย่างดี และเป็นผู้ที่รับรู้ รับทราบ และยอมรับในงานที่ฉันได้ทำไปแล้ว และผู้นำคนนั้นชอบที่จะถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมงานแต่ละคน แล้วยังสนับสนุนให้มีการค้นหาว่า ทีมงานแต่ละคนมีจุดแข็งในด้านใดบ้าง แล้วใส่ใจช่วยทีมงานแต่ละคนให้ใช้/พัฒนา “จุดแข็ง” ของตนในการชนะจุดอ่อนที่แต่ละคนมีอยู่

ผมขออนุญาตสรุปจากบทสกัด หรือ ตกตะกอนประสบการณ์และความคิดข้างต้นไว้ดังนี้

1) ผู้นำที่ดี เป็นผู้ที่ไว้วางใจทีมงานแต่ละคน และ ให้โอกาสในการทำงานที่แต่ละคนได้รับมอบหมาย

2) ผู้นำที่ดีเยี่ยม เป็นผู้นำที่เข้าถึงลูกทีมแต่ละคน

3) ผู้นำที่เยี่ยมยอดคือผู้นำที่รู้ถึงจุดแข็งในตัวของลูกทีม และหนุนเสริมให้แต่ละคนพัฒนาจุดแข็งที่มีอยู่

4) ผู้นำที่ดี เป็นผู้ที่รู้ถึงคุณค่าของทีมงานแต่ละคน และรู้ถึงศักยภาพ และ ความสามารถของแต่ละคนที่จะทำงานไปสู่ความสำเร็จ แม้ตัวผู้นำไม่อยู่ด้วยก็ตาม

5) ผู้นำที่เยี่ยมยอด เป็นผู้นำที่สร้างความแกร่งของทีมด้วยคำพูด ที่ยืนยันถึงศักยภาพและความสามารถของ
ทีมงาน ให้กำลังใจ และชื่นชมทีมงานทุกคนในงานที่ได้ทำจนประสบความสำเร็จ

ในเวลาเดียวกันผมก็มีโอกาสถามว่า อะไรที่ไม่ใช่คุณลักษณะที่ดีของผู้นำ ซึ่งสามารถสรุปได้ประเด็นสำคัญดังนี้

≠ ผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้นำที่ทำตัวเป็น “เจ้านาย” หรือ แสดงอำนาจบาทใหญ่เหนือลูกน้อง เพียงเพราะมีตำแหน่งที่สูงกว่า นั่นหมายความว่าผู้นำที่ดี คือผู้นำที่ตระหนักชัด และ สำนึกเสมอว่า ในฐานะผู้นำ ตนไม่ใช่เจ้านาย แต่ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่มีความรับผิดชอบในการเอื้อและเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศที่คนทำงานทุกคนจะพัฒนาตนทำงานได้ดียิ่งขึ้น เป็นบรรยากาศที่ไม่สร้างความกลัว เป็นบรรยากาศที่ทุกคนที่เติบโตขึ้นในภาวะผู้นำในการทำงานและรู้สึกปลอดภัยที่จะทำงานให้เกิดผลดีเยี่ยม

≠ ผู้นำที่ดีมิใช่ผู้นำที่ใช้ฐานะตำแหน่งเป็นโอกาสตักตวงผลประโชน์และสร้างอำนาจเพื่อตนเอง การเป็นผู้นำมิใช่เพื่อที่จะหาสิ่งดีที่ตนต้องการ แต่เป็นโอกาสที่มองหาสิ่งดีในผู้อื่นและสร้างทีมงานให้มีภาวะผู้นำ

≠ ผู้นำที่ดี ไม่ใชผู้ที่เอาฐานะตำแหน่งแสวงหาการให้คนอื่นมารับใช้ตน เอาตำแหน่งเพื่อแสวงหาเกียรติและการยกย่องจากคนอื่น แต่ตรงกันข้าม การเป็นผู้นำที่ตนจะรับใช้คนอื่นและทีมงาน และในเวลาเดียวกันรับใช้ หนุนเสริมเพิ่มพลังให้ทีมงานสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ดังนั้น การเป็นผู้นำจึงเป็นผู้ที่จะให้ด้วยความรักเมตตาและถ่อมใจ มิใช่เป็นผู้ที่จะแสวงหาที่อยากจะได้อยู่ร่ำไป

1เปโตร 5:2-4 กล่าวถึงลักษณะผู้นำ และ ศิษยาภิบาลคริสตจักรไว้ชัดเจนว่า

จงเลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ท่ามกลางพวกท่าน...
โดยเอาใจใส่ดูแล ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ
ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ไม่ใช่ด้วยใจโลภในทรัพย์สิ่ของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น
และไม่เป็นเหมือนผู้ใช้อำนาจ(บาตรใหญ่)ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล
แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น
และเมื่อพระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาปรากฏ พวกท่านจะได้รับมงกุฎแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีวันร่วงโรย
(1เปโตร 5:2-4 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 มีนาคม 2560

กล้าเสี่ยง...แม้อาจจะทำผิด...แต่ก็จะเกิดการเรียนรู้

ริก วอร์เรน  บอกกับทีมงานของตนว่า   แต่ละคนควรจะทำผิดพลาดสัปดาห์ละครั้ง

ใช่ครับ...  เราเรียนรู้แล้วว่าถ้าใครไม่ทำผิดอะไรเลยก็แสดงว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ทดลอง หรือ พยายามทำสิ่งใหม่อะไรเลย   และหลายคนที่ไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ ที่ตนไม่คุ้นชินก็เพราะเขาไม่กล้าเสี่ยง   เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำผิดใช่ไหม   เพราะไม่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่ใช่ไหมจึงไม่ได้เรียนรู้  

แต่มีข้อแม้ครับ   ในการทำสิ่งที่ผิดพลาดสัปดาห์ละครั้ง   ต้องไม่ทำสิ่งผิดพลาดซ้ำในสิ่งเดิม   เพราะการกระทำผิดพลาดซ้ำในสิ่งเดิมแสดงให้เห็นว่า เมื่อทำผิดพลาดแล้วไม่มีการเรียนรู้   แต่ ริก วอร์เรน บอกทีมงานว่า “ให้ทำสิ่งที่ผิดพลาดใหม่ ๆ แต่ละสัปดาห์”   เพราะในการทำผิดพลาดเรื่องใหม่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเปิดประตูแห่งการเรียนรู้บานใหม่ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตนไม่เคยทำมาก่อนเลย

ในการที่ใครคนใดคนหนึ่งกล้าที่จะทำแม้อาจจะพบกับความผิดพลาดได้นั้น  คน ๆ นั้นต้องมีความเชื่อศรัทธา   เพราะถ้าใครที่ขาดความเชื่อศรัทธาแล้วย่อมไม่กล้าที่จะเสี่ยง  ยิ่งกว่านั้นคน ๆ นั้นจะกลัวว่าทำแล้วจะผิดพลาดได้   ดังนั้น  ใครที่จะกล้าเสี่ยงที่อาจทำผิดคน ๆ นั้นต้องมีความเชื่อศรัทธา  และความเชื่อศรัทธาเป็นหัวใจที่นำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ   การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นำไปสู่การเกิดผลในชีวิต และ ความสำเร็จ

ท่านเชื่อไหมว่า  พระเจ้ามีประสงค์ยิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของเราแต่ละคน?

ถ้าท่านเชื่อ  ท่านจะเชื่อแต่ในใจเท่านั้นไม่ได้  เพราะถ้าเชื่อจริงจะต้องลงมือทำตามความเชื่อนั้น  แต่การที่ใครจะลงมือกระทำกระสิ่งที่ตนเชื่อที่ยังไม่เห็นผลเกิดขึ้น   คน ๆ นั้นต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยงลงมือทำสิ่งที่เชื่อ   จากนั้นจะเกิดผลจากการลงมือทำ   แม้ผลที่เกิดขึ้นนั้นบ่งบอกว่ามีการผิดพลาด   แต่การผิดพลาดนั้นก็เป็นสิ่งที่คน ๆ นั้นสามารถเรียนรู้ได้   เขาต้องถาม ค้นหา แสวงหาว่า  ทำไมถึงผิดพลาด  ทำอย่างไรถึงผิดพลาด   ในเวลาเดียวกันแม้ทำลงไปแล้วถูกต้องเกิดผล   คน ๆ นั้นจะค้นหา แสวงหา ถามสะท้อนคิดว่า  ทำไมทำเช่นนี้แล้วจึงเกิดผล   มันเกิดผลเช่นนี้ได้อย่างไร?   การค้นพบในระดับต่อไปนั่นคือการเรียนรู้  การเรียนรู้เช่นนี้กลายเป็นความเชื่อศรัทธาที่หยั่งรากลึกลงไปในประสบการณ์กับการทำงานของพระเจ้าในชีวิตของเรา

ไม่มีสิ่งยิ่งใหญ่ใดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเสี่ยง   อิสราเอลก้าวลงในทางเดินที่พระเจ้าทรงแหวกน้ำออกจากกัน   พวกเขาต้องกล้าเสี่ยง   กล้าเสี่ยงที่น้ำทั้งสองข้างจะไหลกลับมาท่วมกลบพวกเขาตายในทะเล   เพราะเขามีความเชื่อแล้วจึงกล้าเสี่ยงเขาจึงได้รอดพ้นจากเงื้อมมือทำร้ายทำลายของพวกทหารอียิปต์   พวกเขาเรียนรู้ว่า  พระเจ้าทรงปกป้องพวกเขาได้แน่นอน   อิสราเอลมีความเชื่อศรัทธาที่มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น   พวกเขากล้าที่จะไว้วางใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   พวกอิสราเอลมีความเชื่อศรัทธาที่เข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น

ตรงกันข้าม   ถ้าเราไม่กล้าที่จะเสี่ยง  เรากลายเป็นคนที่ขาดความเชื่อ   แม้ปากจะบอกว่าเชื่ออย่างมั่นคง   แต่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงมือทำตามความเชื่อ  เรากลายเป็นคนที่ไม่สัตย์ชื่อต่อพระเจ้า   ไม่ต่างอะไรกับโยนาห์ที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้า   แต่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำสิ่งที่ทรงเรียกให้เขากระทำ   นอกจากที่ไม่กล้าเสี่ยงทำตามที่พระเจ้าทรงเรียกให้ทำแล้ว   เขายังหนีไปหลบซ่อนอยู่ใต้ท้องเรือ   และทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้กระทำ   ไปคนละทิศกับที่ที่พระเจ้าทรงเรียกให้เขาไป   นอกจากชีวิตของโยนาห์ไม่เกิดผลแล้ว   เขากลายเป็นคนที่ไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า   ความเชื่ออ่อนแอล้มเหลว   ไม่ได้เกิดการเรียนรู้ในชีวิต

คริสตชนคนใดที่มีชีวิตประจำวันที่กล้าเสี่ยงทำตามความเชื่อศรัทธา   ความเชื่อศรัทธาของคน ๆ นั้นยังมีชีวิตอยู่  มิเพียงเท่านั้น แต่เติบโต เข้มแข็ง และหยั่งรากลึกลงมากขึ้น   แต่คริสตชนคนใดที่ไม่กล้าเสี่ยง หรือ ไม่ยอมเสี่ยงตามความเชื่อศรัทธา   แม้เขาคนนั้นยังมีชีวิตอยู่แต่ความเชื่อศรัทธาของเขาได้ตายด้านเสียแล้ว

วันนี้  จงกล้าเสี่ยงทำในสิ่งที่ท่านเชื่อศรัทธา   แม้อาจจะทำผิดพลาด  เกิดผลลบ   แต่ท่านจะเรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้า   เรียนรู้ว่าทำไมถึงผิดพลาด   ทำอย่างไรถึงจะไม่ผิดพลาดอีก   และทางที่ถูกต้องจะต้องทำอย่างไร   ท่านจะเรียนรู้ชัดเจนยิ่งขึ้น   ความเชื่อศรัทธาของท่านจะแข็งแรง เติบโต  มั่นคงยิ่งขึ้น

วันนี้  จงกล้าเสี่ยงทำในสิ่งที่ท่านเชื่อศรัทธา   ถ้าการกระทำนั้นถูกต้อง  เกิดผลดี   ท่านก็ยังต้องเรียนรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้า   แล้วเรียนรู้ว่าทำไมถึงเกิดสิ่งดี   ทำอย่างไรที่จะเกิดผลดียิ่งกว่านี้อีก   ทำอย่างไรที่จะตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าได้ดียอดเยี่ยม   ความเชื่อศรัทธาของท่านจะแข็งแรง เติบโต และมั่นคงยิ่งขึ้น

วันนี้  จงกล้าเสี่ยงที่จะกระทำตามในสิ่งที่ท่านเชื่อ   ไม่ว่าจะเกิดผลอย่างไรก็ตาม   เราจะได้เรียนรู้ และ มีความเชื่อศรัทธาที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 มีนาคม 2560

ใช้กลยุทธการตลาดกับการขยายคริสตจักร... ใช่คำตอบหรือ???

ตอนนี้เราจะเห็นว่า   ได้มีการใช้สื่อทันสมัยในรูปแบบต่าง ๆ   ทั้งในการประชาสัมพันธ์  การโฆษณาถึงคริสตจักร และ กิจกรรมที่ทำในคริสตจักร   บ้างลงในเฟสบุ๊คเชิญชวนให้ผู้คนไปร่วม  บางคริสตจักรลงทุนถึงกับมีมุมกาแฟสดสำหรับคนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าในคริสตจักร   มีอาหารกลางวัน หรือ สิ่งดึงดูดอีกมากมาย  เรียกได้ว่าคริสตจักรในตอนนี้ใช้วิธีการตลาดในการทำงานพันธกิจของตนด้วย   แต่ผมคิดแล้วคิดอีก ใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีกว่า   นี่เป็นคำตอบในการทำพันธกิจของคริสตจักรที่ทำตามการทรงเรียกและบัญชาของพระคริสต์หรือไม่?

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ   ใช่ครับ ผมอายุ 66 แต่ไม่พยายามทำตัวให้ล้าสมัยครับ   ผมไม่ต่อต้านใช้การตลาดกับงานพันธกิจของคริสตจักร   หรือใช้การตลาดกับการขยายคริสตจักรนะครับ  หรือ ใช้การตลาดเพื่อให้คนได้ยินได้ฟังพระกิตติคุณเพิ่มมากขึ้น   ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องเหล่านี้นะครับ และกลับเห็นดีด้วย

แต่ผมเห็นว่า...ถ้าอยากจะใช้การตลาดในการขยายคริสตจักรละก็   สิ่งที่จะต้องพิจารณาก่อนคือ   คริสตจักรและคนในคริสตจักรของเรามีสภาพชีวิตพร้อมที่จะรับคนทั้งหลายที่จะเข้ามายังคริสตจักรหรือไม่?   หรือ เราต้องการเห็นคนเข้ามามากมายแล้วก็จากไปไม่หวนกลับมาอีก?   ถ้าเช่นนั้น เรากำลังใช้กลยุทธการตลาดกับ “คริสตจักรถุงก้นรั่ว” ครับ

คงต้องพูดกันแบบตรงไปตรงมาอย่างจริงใจนะครับว่า...

ถ้าคริสตจักรของเราชะงัก  ไม่เติบโต ...   การตลาดไม่ใช่คำตอบ

ถ้าคนในคริสตจักรมีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนแปลง ...  การตลาดไม่ใช่คำตอบ

ถ้าคริสตจักรของเรามีปัญหาภายใน    การตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นของเรา   สื่อสารออนไลน์ทันสมัยเหล่านั้นไม่สามารถแก้ปัญหาภายในของเราได้   ต่อให้มีป้ายโฆษณาข้างถนน มุมสี่แยกใหญ่มหึมาก็ช่วยแก้ปัญหาของคริสตจักรไม่ได้   หรือ จะพิมพ์เอกสารเชิญชวนที่สีสันน่าสนใจก็ไม่ช่วยให้ปัญหาในคริสตจักรหมดไปได้   หรือ ต่อให้จัดมุมกาแฟสดรสเลิศในคริสตจักรบริการฟรีสำหรับคนมาร่วมนมัสการพระเจ้า   ก็ช่วยแก้ปัญหาภายในคริสตจักรไม่ได้   หรือ ช่วยทำให้ชีวิตของคนในคริสตจักรดีขึ้นไม่ได้

จึงเห็นชัดเจนว่า   ถ้าชีวิตคริสตจักรภายในไม่มีการเปลี่ยนแปลง พัฒนาที่มีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์แล้ว   ต่อให้มือการตลาดที่ฉมังระดับเซียนเหยียบโลกก็ช่วยอะไรคริสตจักรนั้นไม่ได้?

ดังนั้น  จุดเริ่มต้นของการทำตามแบบพระคริสต์และตามพระบัญชาของพระองค์   สิ่งที่ต้องกลับมามองและเอาจริงเอาจังคือ การตรวจสอบความพร้อมและเข้มแข็งของคริสตจักรก่อนดังนี้

? คนในคริสตจักรยังเชื้อเชิญเพื่อนของเขามาร่วมในชีวิตคริสตจักรอยู่หรือไม่
? สภาพ และ บริบทในคริสตคจักรทำให้คนที่มาคริสตจักรแล้วอยากกลับมาอีกหรือไม่
? คริสตจักรเสริมสร้างให้ผู้คนในคริสตจักรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันหรือไม่
? คริสตจักรของเราสามารถตอบโจทย์ชีวิตของคนที่มาหรือไม่
? คริสตจักรของเราใส่ใจและไวต่อการทรงนำของพระเจ้าหรือไม่

กลยุทธการตลาดจะไม่ช่วยชีวิตคริสตจักรเลยถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้...
  • ถ้าคริสตจักรไม่ใส่ใจที่จะทำในสิ่งที่ ตนพูด สอน เทศน์
  • อย่าเข้าใจผิด  “ความดัง” ของคริสตจักร  มิได้ชี้วัดว่า คริสตจักรดังกล่าวดีกว่า
  • ต้องระวัง  กลยุทธการตลาดอาจจะทำให้คริสตจักรมัวแต่จะสร้างการประชาสัมพันธ์   แต่ไม่ได้ใส่ใจสิ่งสำคัญที่คริสตจักรสื่อสารกับผู้คน
  • กลยุทธการตลาดมักพยายามชี้ให้คนอื่นเห็นว่าเรานั้นสำคัญและยิ่งใหญ่   แทนที่จะมีชีวิตที่สื่อสารและทำพันธกิจที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตทั้งผู้คนและสังคม
  • คริสตจักรต้องระวังและตระหนักชัดว่า   เราไม่สามารถบีบให้ผู้คนให้ต้องการอย่างที่เราคิดว่าเขาต้องการ
  • คริสตจักรพึงตระหนักชัดว่า  เราควรลดการพยายามที่จะแข่งขัน   แต่ทุ่มเทใส่ใจที่จะสื่อสารข่าวดีของพระคริสต์ผ่านการดำเนินชีวิตของเรา
  • เรารู้ว่าเราต่างพยายามที่จะเข้าถึงผู้คนทุกคน   แต่ในเวลาเดียวกันเราก็รู้แน่แก่ใจว่า  เราไม่สามารถที่จะเข้าถึงทุกคนได้   ดังนั้น เราต้องพึ่งในพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
  • สิ่งที่สำคัญคือ   การกระทำ   เราต้องทำในสิ่งที่เราสอน เราเทศน์ หรือ เราพูด   มิใช่ดีแต่พูดเท่านั้น


ผมไม่ต่อต้านในการที่คริสตจักรอาจจะเลือกใช้กลยุทธการตลาดในพันธกิจคริสตจักรของท่าน   แต่ใคร่ให้เราพิจารณาอย่างดีว่า   ชีวิตภายในคริสตจักรของเราพร้อมที่จะรับและทำพันธกิจข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่เข้าในชีวิตคริสตจักรของเราแล้วหรือยัง?   ถ้าชีวิตข้างในยังมีปัญหา  ยังไม่พร้อม    ให้เราเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตในคริสตจักร และ พัฒนาเสริมสร้างให้แต่ละคนเป็นคนที่พระคริสต์จะใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเขาดีไหมครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

20 มีนาคม 2560

ภาวะผู้นำที่ผุดงอกจากข้างใน

พระธรรมสุภาษิตบทที่ 31 จะถูกอ้างอิงมากที่สุดในวันแม่ หรือ วันสตรี   พระธรรมบทนี้ได้กล่าวถึงคุณธรรมของสตรี   และคุณธรรมทั้งสิ้นเป็นภาวะของผู้นำทั้งสิ้น   เป็นคุณธรรมรอบด้าน  เป็นวินัยชีวิต  และ เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ด้านต่าง ๆ และที่สำคัญภาวะผู้นำที่เปี่ยมล้นในสตรีและผู้เป็นแม่เหล่านี้   มิใช่เป็นภาวะผู้นำที่เสริมสร้างแต่ภาพลักษณะภายนอก   แต่เป็นภาวะผู้นำที่บ่มเพาะ ผุดงอกออกมาจากภายในต่างหาก   เป็นภาวะผู้นำจากก้นบึ้งชีวิตที่เธอเป็น  จนคนรอบข้างสังเกตเห็นและสัมผัสได้

ลักษณะภาวะผู้นำที่บ่มเพาะผุดงอกจากภายในของแต่ละคน  มีลักษณะที่สำคัญ ๆ เห็นได้ดังนี้

คุณลักษณะ
©       เป็นผู้นำที่ไว้วางใจได้
©       เป็นผู้นำที่สร้างเสริมพลังที่สร้างสรรค์แก่ผู้คนรอบข้าง
©       เป็นผู้นำที่ทำงานอย่างทุ่มเท
©       เป็นผู้นำที่มีการวางแผนในชีวิต
©       เป็นผู้นำที่ปกป้องอารักขาผู้อื่น

ท่าทีและเจตคติ
©       เป็นผู้นำที่มีความรื่นเริงและสุขใจ
©       เป็นผู้นำที่มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง
©       เป็นผู้นำที่มีความรักเมตตา และ กรุณา
©       เป็นผู้นำที่ทำเพื่อส่วนรวม

การบรรลุผล
©       เป็นผู้นำที่ทำให้บรรลุผลเพื่อความจำเป็นต้องการของคนรอบข้าง
©       เป็นผู้นำที่ทุ่มเททำงานเพื่อคนรอบข้าง คนในองค์กร
©       เป็นผู้นำที่ใส่ใจท่าที รูปลักษณะของตนเอง
©       เป็นผู้นำที่หนุนเสริมคนอื่นให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

คนที่น่ายกย่องสรรเสริญ
©       เป็นผู้นำที่ได้รับการยกย่องจากคนในองค์กร และ ผู้คนรอบข้าง
©       เป็นผู้นำที่ได้รับการนับถือสรรเสริญจากคนข้างเคียง
©       เป็นผู้นำที่ได้รับการยกย่องจากพระวจนะของพระเจ้า
©       เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญเพราะผลงานที่เขาได้ทำ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 มีนาคม 2560

อย่าให้แต่ความเห็น...แต่ให้หัวใจด้วย

ปัจจุบัน   เราสามารถพบเห็นนักพูด นักวาทศิลป์  นักเทศน์ มากมาย  แต่ละเลยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ   ที่เข้าถึงจิตใจของผู้รับสารหรือผู้ฟัง  หรือ ที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ฟัง                 

                                                “ข้า​เคย​ได้​ยิน​เรื่อง​อย่าง​นี้​มา​มาก​แล้ว
ท่าน​ทุก​คน​เป็น​ผู้​ปลอบ​โยน​ที่​ทำ​ให้​ยิ่ง​ทุกข์​ใจ...” (โยบ 6:2 มตฐ.)
ข้าเคยได้ยินเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว
ท่านทุกคนเป็นผู้ปลอบโยนที่น่าสังเวช (โยบ 6:2 สมช.***)

สำหรับเพื่อนทั้งสามของโยบ พวกเขาให้แต่ความคิดเห็น แต่ที่น่าสังเวชคือเป็นความคิดเห็นที่ผิด ๆ    เป็นการแสดงออกถึงภาวะผู้นำที่อ่อนด้อย  เขาเป็นผู้นำที่ไม่สามารถสื่อข่าวสารที่ถูกต้องถึงผู้ฟัง  ทั้งนี้เพราะ
1.     เพราะเขาไม่มีข้อมูล ความจริงของคนที่เขาสื่อสารด้วย (ในที่นี้หมายถึงโยบ)
2.     เขาไม่มีภาวะผู้นำที่เข้าถึงหัวอกหัวใจ  ความนึกคิด ความรู้สึกของคนที่ตนสื่อสารด้วย

ผู้นำจำนวนมากกระทำผิดพลาดในลักษณะข้างต้น   เขามักชอบแสดงความคิดความเห็น    แต่กลับมองข้ามและไม่ใส่ใจข้อมูลความจริงที่สำคัญ   แล้วก็ไม่ได้เข้าอกเข้าใจถึงจิตใจของผู้ที่ฟังความคิดเห็นของเขา   โยบเรียกสหายทั้งสามของท่านว่า “ผู้ปลอบโยนที่น่าสังเวช”   นักสื่อสารที่ดีทุกคนจะแสวงหาความเข้าอกเข้าใจคนที่เขาสื่อสารด้วย  ก่อนที่คนเหล่านั้นจะเข้าใจเขา  

น่าสังเกตว่าผู้สื่อสารที่ดีแตกต่างจากนักพูดในที่สาธารณะ  ดังนี้
นักพูดสาธารณะ
นักสื่อสาร
1)    แสวงหาทางให้คนฟังที่จะเข้าใจและชอบตนเอง
1)   แสวงหาความเข้าใจ และ เข้าถึงจิตใจคนอื่น
2)    มักถามว่า “ฉันมีอะไร” จะพูด
2)    มักถามว่า“ผู้ที่เขาสื่อสารด้วยจำเป็นต้องการอะไร”
3)    มุ่งเน้นให้ความสำคัญที่เทคนิคการพูด
3)    มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับบรรยากาศในการสื่อสาร
4)    เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง
4)    เอาผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง
5)    มุ่งที่จะพูดหรือบรรยายให้จบ/สำเร็จ
5)    มุ่งเสริมสร้าง หรือ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
6)    ให้ความสำคัญในเนื้อหาที่บรรยาย/พูด
6)    เน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตผู้คน


ทุกวันนี้เราเป็นนักพูดฝีปากคมกริบ หรือ เป็นนักสื่อสารที่นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตผู้คนและชุมชนครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 มีนาคม 2560

ไว้วางใจพระเจ้าทีละวัน ในแต่ละวัน

พระเจ้าประสงค์ให้เราไว้วางใจในพระองค์วันต่อวัน  ไว้วางใจพระองค์ไปทีละวัน
พระองค์มิได้ประสงค์ให้เราไว้วางใจพระองค์สำหรับสัปดาห์หน้า เดือนหน้า หรือ ปีหน้า
แต่จงไว้วางใจพระองค์วันต่อวัน   ไว้วางใจพระองค์ทีละวัน  ไว้วางใจพระองค์วันนี้
พระองค์สอนสาวกอธิษฐานว่า  ขอ​ประ​ทาน​อาหาร​ประ​จำ​วัน​แก่​พวก​ข้า​พระ​องค์​ “ใน​วัน​นี้” (มตฐ.)

ในฟีลิปปี 4:6 และ 8 เปาโลได้เตือนเราให้ไว้วางใจพระเจ้า  ด้วยการ...
อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ใน​สิ่ง​ใด ๆ เลย แต่​จง​ทูล​พระ​เจ้า​ให้​ทรง​ทราบ​ทุก​สิ่ง​ที่​พวก​ท่าน​ขอ โดย​การ​อธิษ​ฐาน​และ​การ​วิง​วอน พร้อม​กับ​การ​ขอบ​พระ​คุณ... ​จง​ใคร่​ครวญ​ดู​สิ่ง​เหล่า​นี้​คือ สิ่ง​ที่​เป็น​จริง สิ่ง​ที่​น่า​นับ​ถือ สิ่ง​ที่​ยุติ​ธรรม สิ่ง​ที่​บริ​สุทธิ์ สิ่ง​ที่​น่า​รัก สิ่ง​ที่​ควร​แก่​การ​สรร​เสริญ รวม​ทั้ง​ถ้า​มี​สิ่ง​ใด​ที่​ยอด​เยี่ยม สิ่ง​ใด​ที่​น่า​ยก​ย่อง  (ฟิลิปปี 4:6, 8 มตฐ.)

ซึ่งสามารถให้เห็นชัดว่าเราจะไว้วางใจพระเจ้าในแต่ละวันอย่างไรบ้าง
  1. อย่ากังวล หรือ กระวนกระวายด้วยสิ่งใดเลย   ทำไมถึงคิดว่าเรื่องความวิตกกังวลเป็นเรื่องใหญ่?   เพราะความกังวลเป็นผลสืบเนื่องมาจากอิทธิพลของความบาปที่กระทบในชีวิตของเรา   แต่เราสามารถที่จะไว้วางใจในพระองค์ว่าจะทรงดูแลเอาใจใส่เรา   พระองค์บอกเราถึงความจริงที่ว่า “เพราะ​ฉะนั้น อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​วัน​พรุ่งนี้ เพราะ​ว่า​พรุ่ง​นี้​ก็​มี​เรื่อง​กระ​วน​กระ​วาย​ของ​มัน​เอง แต่​ละ​วัน​ก็​มี​ทุกข์​พอ​อยู่​แล้ว” (มัทธิว 6:34 มตฐ.)   แต่ที่สำคัญคือพระองค์จะทรงดูแลเราแต่ละวันแม้ต้องเผชิญหน้ากับความห่วงกังวลเช่นไรก็ตาม
  2. จงทูลทุกเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างต่อพระเจ้า   การอธิษฐานคือพลังที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง   โรม 8:32 ถามถึงความไว้วางใจของเราต่อพระเจ้าว่า  “พระ​องค์​ผู้​ไม่​ทรง​หวง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​เอง แต่​ประ​ทาน​พระ​บุตร​นั้น​เพื่อ​เรา​ทุก​คน ถ้า​เช่น​นั้น​พระ​องค์​จะ​ไม่​ประ​ทาน​สิ่ง​สาร​พัด​ให้​เรา​ด้วย​กัน​กับ​พระ​บุตร​นั้น​หรือ” (มตฐ.)  พระเจ้าทรงกระทำการกอบกู้และไถ่ถอนเราออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว   พระองค์ผู้ทรงนำคุณภาพชีวิตในสวรรค์มาเป็นจริงในแผ่นดินโลก   เมื่อพระองค์ทรงรักเรามากมายถึงเพียงนี้ ขนาดให้ชีวิตแก่เราแล้ว   แค่ความวิตกกังวลในแต่ละวันพระองค์จะไม่ใส่ใจและสามารถที่จะจัดการปัญหาที่เราแต่ละคนเผชิญได้หรือ?  
  3. จงขอบพระคุณทุกสิ่งที่ทรงกระทำในชีวิตของเรา   ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  จงขอบพระคุณพระเจ้า   มิได้หมายความว่าที่เราขอบพระคุณพระเจ้าเพราะสิ่งเลวร้ายมาจากพระเจ้า   แต่จงขอบพระคุณในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเราเชื่อและไว้วางใจว่า พระองค์ทรงเอาใจใส่เราทุกคน  จะทรงกระทำให้เกิดสิ่งดีสำหรับเราแต่ละคนท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายที่เราเผชิญในวันนี้
  4. จงคิดและใคร่ครวญในสิ่งที่สอดคล้องกับพระประสงค์และสัจจะความจริงของพระองค์  กล่าวคือสิ่งที่เป็นสัจจะความจริงของพระองค์ สิ่งที่ยุติธรรม  สิ่งที่เป็นที่ยกย่อง/สรรเสริญ  สิ่งที่บริสุทธิ์  สิ่งที่น่ารัก  สิ่งที่เห็นว่าดีเยี่ยม   สิ่งเหล่านี้เราสามารถพบและใคร่ครวญในพระวจนะของพระเจ้า   และให้พระวจนะเหล่านั้นซึมลึกเข้าในความคิดจิตใจของเรา   น่าคิดว่า วันหนึ่งเราเปิดไลน์กี่ครั้ง   แล้วเราเปิดอ่านพระวจนะของพระเจ้าบ่อยแค่ไหน?   อิสยาห์เคยกล่าวว่า  “พระ​องค์​จะ​ทรง​พิ​ทักษ์​ผู้​มีใจ​แน่ว​แน่(ในพระองค์)   ​ไว้​ใน​สวัสดิ​ภาพ​ที่สม​บูรณ์” (อิยาห์ 26:3 มตฐ.) เพราะ​เขา​วาง​ใจใน​พระ​องค์


ในปีที่ผ่านมาเราวิตกกังวลในเรื่องอะไรบ่อยมากที่สุด?
ในปีที่ผ่านมาเราไว้วางใจใคร/อะไรมากที่สุด?
ในปีที่ผ่านมาเราคิดใคร่ครวญในเรื่องอะไรมากที่สุด?
ในปีที่ผ่านมา  ท่านมีเหตุการณ์ใดที่จะขอบพระคุณพระเจ้าบ้าง?
แล้วในปีหน้า จะให้เราคิดใคร่ครวญในพระวจนะและรำลึกถึงพระสัญญาของพระองค์ในแต่ละวันอย่างไรดี?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 มีนาคม 2560

สิ่งดีมีคุณค่า...หาใช่ได้มาอย่างง่าย ๆ

มีหลายสิ่งที่กีดขวางเราไม่ให้บรรลุความสำเร็จในชีวิต   แล้วอะไรล่ะที่เป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ ที่ขัดขวางความสำเร็จในชีวิตเรา    การผัดวันประกันพรุ่งในชีวิต  หรือ ความท้อแท้หมดกำลังใจที่จะบากบั่นมุ่งไปกันแน่?   ถ้าอำนาจแห่งความเลวร้ายไม่สามารถยุแหย่ให้เราทิ้งงานความรับผิดชอบของเรา   มันก็จะกลั่นแกล้งให้เราหมดกำลังใจจนยอมแพ้

เปาโลได้สอนคริสตชนว่า  เราต้องต้านทานอย่างแข็งขันไม่ให้ตกลงในหลุมพรางความท้อแท้หมดกำลังใจว่า  “อย่าให้เราอ่อนล้าในการทำดี เพราะถ้าเราไม่ย่อท้อ เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันเหมาะสม”  (กาลาเทีย 6:9 อมต.)

ท่านเคยเกิดความท้อแท้ในการกระทำดีไหม?   ผมคิดว่าทุกคนเคยประสบกับความรู้สึกเช่นนี้   บางครั้งเราท่านจะรู้สึกว่าการทำสิ่งที่ผิดมันทำง่ายกว่าสิ่งที่ถูกต้อง

เมื่อเราเกิดความรู้สึกท้อแท้ใจ   เราเริ่มเป็นคนที่เฉื่อยชาไร้ประสิทธิภาพ   เมื่อเราเกิดความรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจเรากำลังเกิดความขัดแย้งภายในกับความเชื่อศรัทธาของเรา

เมื่อท้อแท้หมดกำลังใจ  เรากำลังบอกว่า  “ฉันทำไม่ได้”  “ฉันทำให้สำเร็จไม่ได้”   ซึ่งเป็นเสียงภายในชีวิตของเราที่ค้านกับเสียงแห่งความเชื่อศรัทธาของเราที่ว่า “ฉันรู้ว่าพระเจ้าที่สถิตในชีวิตฉันสามารถทำสิ่งนี้ได้เพราะพระคัมภีร์ยืนยันแก่ฉันไว้ว่า   ฉันเผชิญทุกสิ่งได้ด้วยพระคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังของฉัน”

ท่านเคยถามคำถามเหล่านี้กับตนเองไหม?
  • ฉันรับมือกับเหตุการณ์ความล้มเหลวในชีวิตอย่างไร?
  • เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันคาด   ฉันเกิดความไม่พอใจหรือเปล่า?
  • เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันคาด   ฉันผิดหวัง สับสนในชีวิตหรือไม่?
  • เมื่อชีวิตไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันคาด   ฉันเริ่มบ่น  เริ่มกล่าวหาคนอื่นหรือไม่?
  • ฉันทำสิ่งที่ได้เริ่มต้นไว้ให้สำเร็จหรือไม่?
  • ฉันมีความวิริยะพากเพียรหรือไม่  อย่างไร  แค่ไหน?


เมื่อเราท่านเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจ   เราต้องไม่ยอมแพ้แบบไม่ยอมต่อกรกับมัน   ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ต้องสู้ทน และ ทุ่มแรง

เมื่อนักปฏิมากรแกะสลักหิน   เขาต้องค่อย ๆ แกะค่อย ๆ สลักเอาหินส่วนที่ไม่ต้องการออกไป  ชิ้นแล้วชิ้นเล่า   ครั้งแล้วครั้งเล่า   แล้วหินที่เขาแกะสลักนั้นค่อย ๆ เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา   แล้วค่อย ๆ ฉายประกายความงดงามให้ผู้คนได้เห็น   เขาลงแรงด้วยค้อนลงไปที่สิ่วที่ใช้แกะสลักด้วยแรงที่เหมาะสมพอดีกับหินก้อนที่เขาจะสลักออกไป   ครั้งแล้วครั้งเล่า   ทีละนิดทีละหน่อย  ด้วยความอดทน และ ทุ่มเท

กระบวนการดังกล่าวก็เป็นจริงในชีวิตของเรา   สิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตไม่ได้ได้มาด้วยความสะดวกง่ายดาย   เป็นการที่ต้องทำครั้งแล้วครั้งเล่า   เป็นการทำอย่างต่อเนื่อง   เป็นการกระทำที่ต้องใช้เวลาและความอดทน   ทีละนิดทีละน้อยอย่างเหมาะเจาะ   จนกลายเป็นชิ้นงามชิ้นเยี่ยมแห่งพระคุณของพระเจ้า

ความจริงก็คือว่า  คนที่ยิ่งใหญ่เขาเป็นเพียงคนสามัญธรรมดาคนหนึ่ง   ที่มีความไม่ธรรมดาในความมุ่งมั่นและการตัดสินใจเท่านั้น  

คนที่ยิ่งใหญ่ไม่รู้ว่าการยอมแพ้นั้นเป็นอย่างไร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 มีนาคม 2560

สิทธิที่ผู้นำไม่มีคือ...?

ในยุคนี้ต่างพูดถึงเรื่องสิทธิ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักมุ่งเน้นให้ความสำคัญด้านสิทธิส่วนบุคคล  เราจึงพูดถึงสิทธิต่าง ๆ ที่ตนพึงมีพึงได้   คนที่ไม่ได้รับตามสิทธิพึงมีพึงได้ก็มักจะลุกขึ้นเรียกร้องทวงถามถึงสิทธิของตน   แต่น่าสังเกตว่า   มีสิทธิหนึ่งที่ผู้นำที่รับใช้แบบพระเยซูคริสต์จะไม่ได้รับเลยคือ... สิทธิในการเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน   สิทธิในการเห็นแก่ตน  หรือพูดแบบฟันธงคือ สิทธิในการเห็นแก่ตัว

การเป็นผู้นำที่รับใช้   การเป็นผู้นำที่ไม่เห็นแก่ตัว   มีลักษณะบางประการ ดังนี้.
  1. ผู้นำที่ปฏิเสธตนเอง:   ผู้นำตามคำสอน และ แบบอย่างของพระเยซูคริสต์คือผู้นำที่ไม่มุ่งเน้นความสำคัญ และ ความปรารถนาของตนเอง   กล่าวคือต้องปฏิเสธตนเอง   พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​บรร​ดา​สา​วก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​ติด​ตาม​เรา ให้​คน​นั้น​ปฏิ​เสธ​ตน​เอง รับ​กาง​เขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มัทธิว 16:24 มตฐ.)   ซึ่งพระคริสต์ได้เป็นแบบอย่างที่ดีในชีวิตของพระองค์   พระองค์ยอมทนทุกข์และสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อมนุษยชาติ
  2. ผู้นำที่เสริมสร้างคนอื่น:   ผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์  เมื่อปฏิเสธตนเองแต่ต้องยอมรับคนอื่น   และเสริมสร้างคนอื่น   เปาโลกล่าวในโรม 15:2 ว่า “(ให้)เรากระทำเพื่อเสริมสร้างความเชื่อของเขา” (มตฐ.)   และการที่เราเสริมสร้างเขาคนนั้นมิใช่เพราะเขาเป็นคนดี หรือ คนที่เราพอใจ หรือ คนที่เรารัก   แต่เพราะเราต้องการเสริมสร้างทุกคนที่เราเป็นผู้นำของเขา   และเราต้องการเสริมสร้างให้คนที่เรานำมีคุณค่ามากขึ้นในชีวิตของเขา
  3. ผู้นำที่ทรหดอดทน:   ผู้นำตามแบบพระเยซูคริสต์   เป็นผู้นำที่เปี่ยมล้นด้วยน้ำอดน้ำทน  ทั้งต่อการกระทำที่มิดีมิงาม   การทำร้าย  การกล่าวร้าย และ การเยาะเย้ย (ดูโรม 15:3, 4)   ทั้งนี้เพราะผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์   เขาเป็นผู้นำมิใช่เพื่อจะทำตามสิ่งที่ตนเองพอใจ   แต่มุ่งสร้างความพอใจแก่คนรอบข้างที่เขานำ   และนำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในชีวิตของผู้คน   แต่การที่ใครจะเป็นผู้นำที่รับใช้แบบนี้ได้นั้น   มิใช่เพราะความแข็งแกร่งของคน ๆ นั้น   แต่เพราะคน ๆ นั้นได้รับพลังหนุนเสริมจากพระวจนะของพระเจ้า (ดูข้อ 4 มตฐ.)   และสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้นำที่รับใช้คือ  การทำตามแบบอย่างของพระคริสต์
  4. เสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์:  ผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์มุ่งเสริมสร้างชุมชน องค์กรที่ตนเองเป็นผู้นำที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   การที่องค์กร หรือ ชุมชนจะสามารถดำเนินการทุกอย่างให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้นั้น   เพราะชุมชนนั้น องค์กรนั้นเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์   ทั้งนี้เพราะคนทั้งหลายจะรู้จักว่าเราเป็นองค์กร เป็นชุมชนของพระคริสต์ก็เพราะเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน   ดังนั้น บทบาทผู้นำที่รับใช้จึงมิเพียงแต่ทำทุกอย่างให้คนในองค์กร และ ชุมชนรัก และ ยอมรับตนเองเท่านั้น   แต่เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนรักพระคริสต์และรักซึ่งกันและกัน (ระบบการเมืองน้ำเน่าปัจจุบันจึงไม่เหมาะสมสำหรับผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์ต้องการ) (ดูโรม 15:6)


ถ้าเราจะเป็นผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์ตามลักษณะดังกล่าวข้างต้น   สิทธิประการหนึ่งที่เรามีไม่ได้คือ  สิทธิที่เราจะเห็นแก่ตัว   สิทธิที่เราจะทำเพื่อตนเอง   สิทธิเพื่อตนเอง   เพราะทั้งสิ้นที่เราเป็นเราทำก็ทำตามแบบอย่างพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 มีนาคม 2560

แล้วเราจะมีพลังของพระเจ้าในชีวิตเราอย่างไร?

ชีวิตที่ประสบกับความสำเร็จ  เราต้องดำเนินชีวิตด้วยพลังจากพระเจ้า

พระคัมภีร์บอกเราว่า  “เพราะแผ่นดินของพระเจ้ามิใช่เรื่องการดีแต่พูดเท่านั้น   แต่เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตด้วยพลังจากพระเจ้า”  (แปลจากฉบับ NLT 2nd edition)

พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะใช้เรา   แต่การที่เราจะรับใช้พระองค์ได้นั้นเราต้องมีพลังขับเคลื่อนในชีวิต   เปาโลกล่าวว่า “ขอ​ให้​พระ​เกียรติ​มี​แด่​พระ​องค์​ผู้​ทรง​สา​มารถ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ได้​มาก​ยิ่ง​กว่า​ที่​เรา​ทูล​ขอ​หรือ​คิด โดย​ฤทธา​นุภาพ​ที่​ทำ​กิจ​อยู่​ภาย​ใน​เรา” (เอเฟซัส 3:20 มตฐ.)
  1. เราได้รับพลังจากพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน   ถ้าเราไม่มีพลังในชีวิตของเรา   นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่ได้อธิษฐาน   พลังในการขับเคลื่อนชีวิตมาพร้อมกับการอธิษฐาน
  2. เราได้รับพลังจากพระเจ้าเมื่อเรากล้าที่จะเสี่ยงในการเชื่อฟังพระเจ้า   เมื่อเรากล้าเสี่ยงที่จะทำในสิ่งที่พระเจ้าบอกให้เราทำ   ถึงแม้มันจะยากเข็ญแสนสาหัส  หรือ ดูเฉิ่มไม่ทันสมัย   หรือ  เราอาจจะต้องทุ่มเทจ่ายค่าราคาในชีวิต  หรือ  บางครั้งดูเหมือนจะไม่เห็นเข้าท่าตามวิธีคิดของสังคม  หรือแม้กระทั่งว่าไม่มีใครที่ทำเช่นนั้น   แต่ถ้าท่านกล้าเสี่ยงทำตามพระเจ้า   พระองค์จะเทพลังชีวิตลงในท่าน
  3. เราได้รับพลังชีวิตจากพระเจ้าเมื่อเราไม่ยอมแพ้หรือล้มเลิก   อย่ายอมแพ้  อย่าล้มเลิก!   เพื่อเป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงกระทำให้ความเชื่อศรัทธาในท่านเติบโตเข้มแข็ง   เมื่อชีวิตของเราต้องดำเนินในท่ามกลางความทุกข์ ยากลำบาก  บางครั้งดูมันเชื่องช้าที่จะต้องรอคอย   ไม่รู้ว่าจะถึงเวลาเมื่อใด  รู้สึกสิ้นคิด หมดหวัง   ในเวลาเช่นนั้นบทเรียนที่เราได้รับจากพระเจ้าคือให้เราไว้วางใจในพระองค์  เราเรียนรู้ที่จะรอคอย   แล้วเราจะได้สัมผัสกับพระพรจากพระองค์   ได้รับการทรงเสริมสร้างจากพระองค์


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499