แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม่มี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม่มี แสดงบทความทั้งหมด

06 มีนาคม 2560

สิทธิที่ผู้นำไม่มีคือ...?

ในยุคนี้ต่างพูดถึงเรื่องสิทธิ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักมุ่งเน้นให้ความสำคัญด้านสิทธิส่วนบุคคล  เราจึงพูดถึงสิทธิต่าง ๆ ที่ตนพึงมีพึงได้   คนที่ไม่ได้รับตามสิทธิพึงมีพึงได้ก็มักจะลุกขึ้นเรียกร้องทวงถามถึงสิทธิของตน   แต่น่าสังเกตว่า   มีสิทธิหนึ่งที่ผู้นำที่รับใช้แบบพระเยซูคริสต์จะไม่ได้รับเลยคือ... สิทธิในการเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน   สิทธิในการเห็นแก่ตน  หรือพูดแบบฟันธงคือ สิทธิในการเห็นแก่ตัว

การเป็นผู้นำที่รับใช้   การเป็นผู้นำที่ไม่เห็นแก่ตัว   มีลักษณะบางประการ ดังนี้.
  1. ผู้นำที่ปฏิเสธตนเอง:   ผู้นำตามคำสอน และ แบบอย่างของพระเยซูคริสต์คือผู้นำที่ไม่มุ่งเน้นความสำคัญ และ ความปรารถนาของตนเอง   กล่าวคือต้องปฏิเสธตนเอง   พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​บรร​ดา​สา​วก​ของ​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​ติด​ตาม​เรา ให้​คน​นั้น​ปฏิ​เสธ​ตน​เอง รับ​กาง​เขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา” (มัทธิว 16:24 มตฐ.)   ซึ่งพระคริสต์ได้เป็นแบบอย่างที่ดีในชีวิตของพระองค์   พระองค์ยอมทนทุกข์และสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อมนุษยชาติ
  2. ผู้นำที่เสริมสร้างคนอื่น:   ผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์  เมื่อปฏิเสธตนเองแต่ต้องยอมรับคนอื่น   และเสริมสร้างคนอื่น   เปาโลกล่าวในโรม 15:2 ว่า “(ให้)เรากระทำเพื่อเสริมสร้างความเชื่อของเขา” (มตฐ.)   และการที่เราเสริมสร้างเขาคนนั้นมิใช่เพราะเขาเป็นคนดี หรือ คนที่เราพอใจ หรือ คนที่เรารัก   แต่เพราะเราต้องการเสริมสร้างทุกคนที่เราเป็นผู้นำของเขา   และเราต้องการเสริมสร้างให้คนที่เรานำมีคุณค่ามากขึ้นในชีวิตของเขา
  3. ผู้นำที่ทรหดอดทน:   ผู้นำตามแบบพระเยซูคริสต์   เป็นผู้นำที่เปี่ยมล้นด้วยน้ำอดน้ำทน  ทั้งต่อการกระทำที่มิดีมิงาม   การทำร้าย  การกล่าวร้าย และ การเยาะเย้ย (ดูโรม 15:3, 4)   ทั้งนี้เพราะผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์   เขาเป็นผู้นำมิใช่เพื่อจะทำตามสิ่งที่ตนเองพอใจ   แต่มุ่งสร้างความพอใจแก่คนรอบข้างที่เขานำ   และนำประโยชน์ให้เกิดขึ้นในชีวิตของผู้คน   แต่การที่ใครจะเป็นผู้นำที่รับใช้แบบนี้ได้นั้น   มิใช่เพราะความแข็งแกร่งของคน ๆ นั้น   แต่เพราะคน ๆ นั้นได้รับพลังหนุนเสริมจากพระวจนะของพระเจ้า (ดูข้อ 4 มตฐ.)   และสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้นำที่รับใช้คือ  การทำตามแบบอย่างของพระคริสต์
  4. เสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระคริสต์:  ผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์มุ่งเสริมสร้างชุมชน องค์กรที่ตนเองเป็นผู้นำที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   การที่องค์กร หรือ ชุมชนจะสามารถดำเนินการทุกอย่างให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าได้นั้น   เพราะชุมชนนั้น องค์กรนั้นเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์   ทั้งนี้เพราะคนทั้งหลายจะรู้จักว่าเราเป็นองค์กร เป็นชุมชนของพระคริสต์ก็เพราะเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน   ดังนั้น บทบาทผู้นำที่รับใช้จึงมิเพียงแต่ทำทุกอย่างให้คนในองค์กร และ ชุมชนรัก และ ยอมรับตนเองเท่านั้น   แต่เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนรักพระคริสต์และรักซึ่งกันและกัน (ระบบการเมืองน้ำเน่าปัจจุบันจึงไม่เหมาะสมสำหรับผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์ต้องการ) (ดูโรม 15:6)


ถ้าเราจะเป็นผู้นำที่รับใช้แบบพระคริสต์ตามลักษณะดังกล่าวข้างต้น   สิทธิประการหนึ่งที่เรามีไม่ได้คือ  สิทธิที่เราจะเห็นแก่ตัว   สิทธิที่เราจะทำเพื่อตนเอง   สิทธิเพื่อตนเอง   เพราะทั้งสิ้นที่เราเป็นเราทำก็ทำตามแบบอย่างพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

24 กรกฎาคม 2556

ไม่มีของประทานที่เล็กน้อยเกินไป

ของประทานในแต่ละตัวคนมีคุณค่า   เพราะของประทานมาพร้อมกับพระประสงค์ของพระเจ้า

เมื่อเปรียบกับคนอื่น

สมัยที่ผมเรียนอยู่ในวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม  ผมใฝ่ฝันที่อยากเป็นนักไวโอลินกับเขาบ้าง   จึงตัดสินใจขอเครื่องไวโอลินจากพี่ชายแล้วไปเรียนเล่นไวโอลินจากอาจารย์ฝรั่งท่านหนึ่งที่มีความชำนาญในด้านไวโอลิน   มีลูกศิษย์ลูกหาจากที่ต่างๆ หลายคน   ทั้งอายุมากกว่าผมและเด็กกว่าผมเกือบสิบปี   ในแต่ละครั้งเมื่อผมไปเรียนบทเรียนไวโอลิน   ผมต้องเล่นบทเพลงบทที่ผู้สอนสั่งให้ไปฝึกซ้อมมา   ดูท่าทางผู้สอนพอใจในสิ่งที่ผมทำได้   แล้วอธิบายบทเรียนแบบฝึกหัดไวโอลินเพลงใหม่   เพื่อผมจะฝึกซ้อมในอาทิตย์ต่อไป   เมื่อผมเก็บข้าวของเรียบร้อยเพื่อนักเรียนคนใหม่จะเข้ามาเรียนต่อจากผม    เด็กนักเรียนชายอายุ 9 ขวบเข้ามาเรียนต่อ   ผมขออนุญาตนั่งฟังเขาเล่นเพลงที่ฝึกซ้อมตามที่ครูสั่ง    ผมทึ่งในความสามารถของเด็กคนนี้   อายุเพียงเก้าขวบเล่นเพลงของนักตนตรีที่มีชื่อเสียง   เอาอย่างงี้ก็แล้วกันครับ   เล่นเก่งกว่าผมเกินกว่าร้อยเท่าเอาเลยทีเดียว   ผมคิดในใจว่า ของประทานความสามารถเล่นไวโอลินของผมมันเล็กน้อยเกินไป   ยากที่ผมจะเป็นนักไวโอลินแน่

ภาพและความรู้สึกจากการเปรียบเทียบตนเองกับเด็กคนนั้น   ท่านเชื่อไหมครับในที่สุดผมเลิกไปเรียนไวโอลิน   ความรู้สึกต้องการเป็นนักไวโอลินของผมอันตรธานไปไหนเมื่อไหร่ไม่รู้   ใช่ครับ  จนถึงทุกวันนี้ผมยังเล่นไวโอลินไม่เป็นครับ

เต็มใจที่จะฝึกหัดพัฒนา

ของประทาน หรือ ที่คนทั้งหลายเรียกว่าศักยภาพ   ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละคนได้รับติดตัวมาแต่เกิด   บางครั้งบางคนเรียกว่าพรสวรรค์   พรจากพระเจ้า   ซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า    ที่พระเจ้าบรรจงสอดใส่ลงในชีวิตของแต่ละคน   หลังจากนั้นคนๆ นั้นจะต้องค้นหาให้พบว่า   ตนเองมีพรจากพระเจ้า หรือ ของประทานจากพระเจ้าอะไรบ้าง   แล้วเอาศักยภาพ  หรือของประทานดังกล่าวมาฝึกฝนพัฒนาให้เป็นความสามารถ  สู่ความชำนาญ   และกลายเป็นอัจฉริยะในด้านนั้นๆ ต่อไป 

สมัยที่ผมมีโอกาสลงไปทำงานในชุมชนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรชนบท   ผมได้พบกับเพื่อนต่างชาติที่ทำงานด้านการวิจัยชีวิตชุมชนและมุ่งเน้นการสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ในหมู่ประชาชนคนสามัญชนคนธรรมดาทั้งหลาย   และกระบวนการเรียนรู้ที่กล่าวนี้ใช้กระบวนการการกระตุ้นคิดและค้นหาด้วยการตั้งคำถามและการวิเคราะห์ประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำของคนๆ นั้น

ผมไม่คิดว่าตนเองจะทำสิ่งนี้ได้   ประการแรกผมไม่ได้เรียนเรื่องอย่างนี้ในวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม   ประการต่อมางานในคริสตจักรไม่เคยเห็นคนเขาใช้กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว   ส่วนมากเป็นการเทศน์การสอนทั้งสิ้น   ประการสุดท้ายมักคิดว่าตนเองเป็นเด็กที่เติบโตในเมือง   ในคริสตจักรจีน   ไม่น่าจะมีความสามารถในเรื่องประเภทนี้   และไม่คิดว่าตนจะทำได้   มีอยู่สิ่งหนึ่งในเรื่องนี้ที่มีในตัวผมเวลานั้นคือ   ผมรู้สึกสนุก  ตื่นเต้นกับการค้นพบสิ่งใหม่   กล้าและเต็มที่ที่จะลองทำลองฝึกหัด   แล้วก็พบว่าตนเองทำได้   และทำได้ดีขึ้น

การมีพี่เลี้ยงที่กระตุ้นหนุนเสริมให้แสวงหา  ฝึกฝน  พัฒนา  และที่สำคัญให้กำลังใจ   จนผมเองเริ่มเห็นคุณค่าในของประทานในศักยภาพดังกล่าวจึงทุ่มเทฝึกฝนพัฒนาจนเป็นความสามารถ  ความชำนาญ   ที่ตนชอบ  สนุกกับมัน   และภาคภูมิใจ   กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน   จนสามารถเชื่อมโยงของประทานนี้กับพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตผม   เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าทำแล้วเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า   และนี่คือคุณค่าที่ผมพบ

ในความอ่อนด้อยแต่มีของประทานพิเศษ

พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้เอาของประทานในตนเองไปเปรียบเทียบกับของประทานที่มีในคนอื่น    แต่พระองค์ต้องการให้เราใช้ของประทานที่เราแต่ละคนได้รับด้วยความรับผิดชอบอย่างสัตย์ซื่อ   ไม่ว่าของประทานนั้นจะใหญ่โตหรือเล็กน้อยปานใดก็ตาม (ลูกา 16:10;  มัทธิว 25:14-29;  1โครินธ์ 4:2)   เปาโลได้กล่าวถึงของประทานที่ได้รับในแต่ละคนว่า   เราไม่กล้าจัดชั้นหรือเปรียบเทียบ(ของประทานใน)ตัวเรากับคนที่ยกย่องตนเอง   เมื่อพวกเขาเอาตนเองเป็นเครื่องวัดและเปรียบเทียบกันเอง   พวกเขาก็ไม่ฉลาด”  (2โครินธ์ 10:12 อมตธรรม)  

เป็นการเขลาที่นำของประทานในแต่ละตัวคนมาเปรียบเทียบกันว่าของใครดีเด่นกว่า   เพราะเราต้องรู้เท่าทันในเรื่องนี้ว่า  คริสตชนสองคนต่างก็ได้รับของประทานที่แตกต่างกัน   หรือแม้จะมีประเภทของประทานเดียวกันแต่ลักษณะความละเอียดอ่อนในแต่ละด้านก็ไม่เหมือนกันด้วย   สมัยที่ผมเรียนในวิทยาลัยพระคริสต์ธรรม   มีนักศึกษารุ่นพี่ของผมคนหนึ่งเขาร้องเพลงเดี่ยวได้ไพเราะมาก   ผมแสดงความชื่นชมในความสามารถของเขา   ผมต้องแปลกใจเมื่อเขาบอกผมว่า   “น้องชายนายไม่รู้หรอกว่าหูพี่มีปัญหาเรื่องการแยกแยะระดับเสียงดนตรีแตกต่างจากคนอื่น   พี่ร้องเพลงเดี่ยวได้   พี่นำคณะนักร้องได้   แต่พี่หมดสิทธิที่จะร้องเพลงในคณะนักร้อง   เพราะจะพาลให้คณะนักร้องเกิดเสียงเพี้ยนล่มลงได้”    จะเป็นการไม่ฉลาดอย่างยิ่งที่จะเอาของประทานด้านดนตรีของพี่คนนี้ไปเปรียบเทียบกับความสามารถด้านดนตรีของนักศึกษาคนอื่นในวิทยาลัย

นักศึกษารุ่นพี่คนนี้ของผมมีความอ่อนด้อยในความสามารถการแยก ระดับเสียงดนตรี   แต่ถ้าพี่คนนี้ร้องเพลงเดี่ยวในคริสตจักรจะสร้างความอัศจรรย์ใจและความชื่นชมแก่ผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้า   และถ้าเขาเดี่ยวไวโอลินครั้งใด   ที่นมัสการทั้งหมดเงียบกริบ   ว่ากันว่าแม้เข็มสักเล่มหนึ่งหล่นตกพื้นก็จะได้ยินเสียง   ในมุมมองหนึ่งดูเหมือนว่าของประทานของพี่เขาจะมีปัญหา  มีข้ออ่อนด้อย    แต่กลับเป็นของประทานที่ถูกพัฒนาขึ้นในตัวเขากลายเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่เขากระทำได้อย่างมีคุณค่า   ที่เขาสามารถใช้กระทำในชีวิตเพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า   และนำความสุขมาสู่ผู้คนในคริสตจักร

ในแผนการใหญ่ของพระเจ้า

บางครั้งเราแต่ละคนอาจจะมีความรู้สึกว่าของประทาน  พรจากพระเจ้า  ความสามารถที่เราได้รับเป็นเพียงของประทานที่เล็กน้อย   แต่เราต้องตระหนักเสมอว่า   พระเจ้าใส่ของประทานพระพรของพระองค์ลงในชีวิตของเราแต่ละคนที่อาจจะดูว่าเล็กน้อย   แต่ของประทานชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการใหญ่ของพระเจ้าที่จะให้ผู้คนใช้ของประทานประสานเกาะเกี่ยวกันให้เกิดผลที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ   พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าผลที่จะเกิดขึ้นในเป้าหมายปลายทางทั้งสิ้นนี้คืออะไร

เมื่อเราไม่สามารถรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นที่เป้าหายปลายทางคืออะไร   เราเป็นใครที่จะตัดสินตีตราว่า   ของประทานในตัวเรา หรือ ในตัวคนอื่นว่าเป็นความสามารถที่เล็กน้อยไม่สูงค่า?   พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในการใช้ของประทานเหล่านั้นในแต่ละตัวคนให้มีส่วนในการเสริมสร้างตามแผนงานใหญ่ของพระองค์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมด้วยการหนุนเสริมเชื่อมสัมพันธ์กันและกัน

ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวเตือนประชาชนอิสราเอลว่าไม่ควรดูหมิ่นดูแคลน “สิ่งเล็กน้อย” เกี่ยวกับการซ่อมสร้างพระวิหารขึ้นใหม่โดยเศรุบบาเบล   ประชาชนมองว่าพระวิหารที่ซ่อมสร้างขึ้นใหม่นั้นมีขนาดเล็กและไม่งดงามตระการตาเท่าพระวิหารที่สร้างในสมัยโซโลมอน  ผู้เผยพระวจนะเศคาริยาห์ย้ำว่า   สิ่งที่ยิ่งใหญ่และงดงามมิได้หมายความว่าเป็นสิ่งดีกว่าเสมอไป   สิ่งที่เรากระทำเพื่อพระเจ้าอาจจะดูเล็กน้อยและไม่สำคัญในขณะนี้   แต่พระองค์กลับชื่นชมในสิ่งที่กระทำถูกต้อง   จงสัตย์ซื่อในสิ่งที่เรากระทำแม้จะเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อยแค่ไหนก็ตาม   ให้เราเริ่มต้นจากจุดที่เราทำได้ส่วนผลทั้งหมดพระเจ้าจะทรงรับผิดชอบ   เศคาริยาห์กล่าวว่า  “เศรุบบาเบลได้ลงมือวางรากของพระวิหารจนสำเร็จ   แล้วเจ้าจะรู้ว่า พระเยโฮวาห์ผู้ทรงฤทธิ์ได้ทรงส่งเรามาหาพวกเจ้า   ใครบังอาจดูถูกสิ่งเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในวันนี้   เพราะพระเนตรทั้งเจ็ดขององค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งมองไปทั่วพิภพจะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นศิลามุมเอกที่คัดสรรอยู่ในมือเศรุบบาเบล” (เศคาริยาห์ 4:9-10 อมตธรรม)

ให้เรามีจิตใจที่ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับของประทานที่พระองค์ประทานแก่เราด้วยพระกรุณาสำหรับคริสตจักรต่างๆ  และคนแต่ละคนในคริสตจักร   แต่จงไว้วางใจในแผนการใหญ่ของพระเจ้า   เมื่อถึงวันที่พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงแผนการใหญ่ทั้งหมดของพระองค์   เราต่างต้องอัศจรรย์ใจถึงของประทานเล็กน้อยในแต่ละตัวคนของเราเมื่อเชื่อมโยงเข้าในแผนงานใหญ่ของพระองค์แล้วเกิดสิ่งที่เกินความคาดเดาของเราได้    เพราะแม้จะเป็นของประทานเล็กน้อยพระองค์ทรงกระทำให้เกิดคุณค่าอย่างสูงในสายพระเนตรของพระองค์

เปาโลกล่าวว่า  “แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ตั้ง​อวัยวะ​แต่​ละ​อวัยวะ​ไว้​ใน​ร่าง​กาย​ตาม​ชอบ​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์” (1โค-รินธ์ 12:18 มตฐ)  “ความ​จริง​มี​อวัยวะ​หลาย​อย่าง แต่​ก็​ยัง​เป็น​ร่าง​กาย​เดียว​กัน...แต่​หลายๆ อวัยวะ​ของ​ร่าง​กาย​ที่​เรา​คิด​ว่า​อ่อน​แอ​กว่า ก็​ยัง​เป็น​สิ่ง​จำ​เป็น...อวัยวะ​ของ​ร่าง​กาย​ที่​เรา​คิด​ว่า​ไร้​เกียรติ เรา​ก็​ยัง​ทำ​ให้​มี​เกียรติ​ยิ่ง​ขึ้น... ส่วน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​กาย​ของ​พระ​คริสต์ และ​แต่​ละ​อวัยวะ​ก็​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ของ​กาย​นั้น ... ” (ข้อ 20,  22-23, 27ความรับผิดชอบของเราคือ  การพัฒนาและใช้ของประทานที่มีในตัวเราอย่างสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า...ไม่ว่าของประทานนั้นจะเล็กหรือใหญ่   จะสำคัญปานใดก็ตาม


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อไม่มีสัญญาณจากพระเจ้า

ขอโทษค่ะ...ไม่มีสัญญาณจากหมายเลขที่ท่านเรียก

ผมได้ประสบกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชีวิตของเขากำลังตกลงในหุบเหว “เงามัจจุราช” ผมได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญลึกๆ ในชีวิตของเขา เขาบ่นออกมาอย่างไร้เป้าหมายว่า...

ชีวิตของ “ฮา” (เป็นภาษาเมืองเหนือแปลว่า กู ที่เขาใช้คำนี้กับผมเพราะความสนิทสนม) ทำไมถึงตกต่ำถึงขนาดนี้
นี่ฮายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะถึงก้นเหว
หุบเหวเงามัจจุราชของฮาไม่เหมือนของดาวิดว่ะ
ชีวิตฮาดิ่งลงอย่างไร้เป้าหมาย
และที่สำคัญคือ ฮารู้สึกได้เลยว่า พระเจ้าอยู่ห่างไกลจากฮาจนฮาเอื้อมไม่ถึง
ฮาพยายามอ่านพระคัมภีร์ แต่ในใจฮามีแต่ความสับสน วุ่นวาย อ่านไม่รู้เรื่อง ฮาเลยไม่อยากอ่าน
ฮาพยายามอธิษฐาน แต่ฮาก็ไม่รู้จะพูดกับพระเจ้าอะไรอีกแล้ว
ที่สำคัญคือฮารู้สึกว่า พูดไปก็ไม่มีใครฟัง พระเจ้าไม่รู้อยู่ที่ไหน

อ้ายพวก “เซนต์” (เขาหมายถึงพวกคริสเตียนที่ทำตัวดูบริสุทธิ์ มีชีวิตที่ดีตามความคาดหมายของคริสตจักรทั่วไป) มันคงพูดกันอย่างสะใจว่า จิตวิญญาณของฮามันอยู่ในค่ำคืนที่มืดดำสนิท (เขาหมายถึงจิตวิญญาณที่ตกในอำนาจแห่งความบาป)...

นี่เพื่อนผมคนนี้ใช้คำทางคริสต์ศาสนศาสตร์ ที่ นักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน มีชีวิตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ท่านได้กล่าววลีที่ว่า “ค่ำคืนที่มืดมิดแห่งจิตวิญญาณ” (The Dark Night of the Soul) แต่ท่านมิได้ใช้ในความหมายเหมือนกับเพื่อนคนนี้ของผม ท่านหมายความว่า เป็นช่วงเวลาที่จิตวิญญาณจะเจริญเติบโตสูงสุด แต่แน่นอนครับที่จิตวิญญาณของหลายต่อหลายคนต้องประสบพบเจออย่างเพื่อนของผมคนนี้ก่อนที่จะพัฒนา เติบโต สู่ชีวิตจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง แต่เมื่อชีวิตจิตวิญญาณตกอยู่ในภาวะสับสนยุ่งเหยิง วุ่นวาย ไร้เป้าหมายที่เป็นหนทางนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและเติบโตนี้ เขาต้องการเพื่อนสักคนหนึ่งครับ

ถ้าผมเป็นเหมือนเพื่อนคนนี้ เมื่อตกอยู่ในสภาพชีวิตอย่างเขา ผมต้องการเพื่อนที่ยอมรับผม เพื่อนที่ฟังผม(แม้ว่าการพูด บ่น ไม่เข้าท่าปานไหนก็ตาม) ผมต้องการเพื่อนที่อดทนกับผม เพราะในช่วงเวลาเช่นนั้นชีวิตจิตวิญญาณของผมมัน “เตลิด” อย่างไร้ทิศทาง ผมต้องการเพื่อนที่พยายามเข้าใจสถานการณ์ชีวิตของผม (แม้จะเข้าใจยากแค่ไหนก็ตาม) ผมต้องการเพื่อนที่อยู่กับผม (แม้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็ตาม) เพียงอยู่เป็นเพื่อนของผมก็พอแล้ว เพื่อว่าเมื่อสถานการณ์ชีวิตถึงจุดหักเห เมื่อชีวิตถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างการที่จะตัดสินใจกลับไปเส้นทางชีวิตดั้งเดิม กับการเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่กำลังประสบความทุกข์ยากลำบาก ผมจะได้มีเพื่อนที่ประสานมือกันอย่างมั่นคงแน่นหนาสู่ทางแห่งการเติบโตในชีวิตจิตวิญญาณ ท่านรู้ไหมครับว่า มือของเพื่อนคนนั้นที่ประสานกุมแน่นมือผมในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ แท้จริงแล้วคือพระหัตถ์ของพระคริสต์ พระกำลังจากพระคริสต์ที่ฉุด ลาก และนำผมไปในทางของพระองค์ มันเป็นมือของเพื่อนที่พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของผม ผ่านชีวิตของเพื่อน ผ่านมือของเพื่อนครับ

สถานการณ์ชีวิตอย่างที่กล่าวข้างต้น เป็นชีวิตเหมือนที่พระเยซูคริสต์เปรียบเหมือนหญิงที่กำลังคลอดบุตร (ยอห์น 16:20-22 ฉบับมาตรฐาน)

“เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า
ท่านจะร้องไห้และคร่ำครวญ แต่โลกจะชื่นชมยินดี
พวกท่านจะเป็นทุกข์ แต่ความทุกข์ของท่านจะกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี
เมื่อผู้หญิงจะคลอดบุตร นางก็มีแต่ความทุกข์เพราะถึงกำหนด
แต่เมื่อคลอดบุตรแล้วนางก็ไม่คิดถึงความเจ็บปวดนั้นเลย
เพราะมีความชื่นชมยินดีที่มีคนหนึ่งเกิดมาในโลก...”

นอกจากจะต้องอุ้มท้องนานถึงประมาณ 9 เดือน บางคนแพ้ท้องบางคนกลับไม่แพ้ และเมื่อถึงช่วงเวลาที่จะคลอดบุตรเป็นช่วงเวลามรสุมชีวิต แม่ที่ตั้งครรภ์จะเจ็บท้องคลอด และเมื่อถึงจุดพลิกผัน เมื่อแม่เจ็บมากก็ต้องเบ่ง ใช้กำลังทั้งสิ้น “สุดแรงเกิด” เพื่อเบ่งให้ชีวิตใหม่เกิดมา ถ้าแม่ไม่ยอมเบ่ง หรือ แม่ไม่มีแรงเบ่งจะเป็นปัญหาหนึ่งของการคลอดลูก

ท่านเคยมีประสบการณ์ในห้องคลอดไหม ทั้งที่เป็นคนคลอดเอง หรือคนที่เป็นเพื่อนของคนที่จะคลอดลูก แต่ผมเคยอยู่ข้างเตียงเมื่อภรรยาคลอดลูกทั้งสองคน เมื่อถึงเวลาสุดยอดของการเบ่งให้ชีวิตใหม่เกิดมาในโลก ผมช่วยอะไรมากไม่ได้ แต่เอามือให้ภรรยาเกาะกุมไว้ ไม่ใช่เกาะกุมธรรมดาครับ แต่เมื่อเบ่งคลอด ภรรยาใช้มือผมเป็นที่ออกแรงเบ่งพร้อมบีบมือผมอย่างสุดแรงเกิดครับ นอกจากการเจ็บมือที่เราเองไม่สนใจ แต่เราเบ่งไปพร้อมกับคนคลอดลูกด้วยครับ ไม่ใช่เหงื่อของแม่ของทารกเท่านั้นที่ออกมาเป็นเม็ดโป้งๆ อ้ายเราคนอยู่ข้างเตียงคนคลอดเหงื่อก็แตกเปียกโชกไปด้วยเช่นกันครับ ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่า การเป็นเพื่อนที่ตกอยู่ในภาวะ “ค่ำคืนแห่งความมืดมิดของวิญญาณ” นั้นจะทำอะไรได้บ้าง จะเป็นเพื่อนแบบไหน

หลังจากการคลอดลูกคนแรกครั้งนั้น ผมมีโอกาสพูดคุยกับพยาบาลที่ทำคลอด ปรากฎว่ามีเรื่องราวมากมายในห้องคลอด ผมว่าน่าจะมีคนเขียน “เรื่องเล่าจากห้องคลอด” พี่พยาบาลท่านเล่าว่า เมื่อกำลังเจ็บท้องคลอดสุดขีด แม่บางคนพูดอะไรออกมาไม่รู้ตัว มีทั้งคำแช่งคำด่า คำอธิษฐาน และหลายต่อหลายคนมักจะบ่นว่าจะไม่ยอมตั้งครรภ์มีลูกอีกแล้ว คลอดลูกคนนี้ก็พอกันที แต่พี่พยาบาลเล่าต่อพร้อมทั้งเสียงหัวเราะเล็กว่า แล้วอีกสองปีก็พบว่าท้องโย้มาคลอดลูกอีกคนหนึ่ง

“เพื่อน” ที่อยู่ด้วยกับคนที่คลอดลูก เบ่งให้ทารกเกิดมาในโลกนี้แทนคนกำลังคลอดไม่ได้ครับ เบ่งแทนคนคลอดไม่ได้ครับ แต่เบ่งไปพร้อมกับคนคลอดได้ครับ! มือของเราเป็นที่กุมยึดและบีบของคนคลอดเมื่อเขาเจ็บครรภ์และเบ่งคลอดได้ครับ แต่เจ็บหน่อยนะครับ ในช่วงเวลานั้น ในบางกรณีต้องทนฟังคำที่กลั่นมาจากสุดแรงเกิดอย่างไม่ต้องคิดไม่ถือสาอะไรครับ ในหลายครั้งหลังคลอดแล้ว ผู้เป็นแม่ไม่รู้หรอกว่าตนเองบ่น ด่า สาปแช่ง หรือขอคำพรอะไรบ้าง แต่คำเหล่านั้นกลับค้างคาใจของเพื่อนผู้คลอด ทิ้งมันไว้ในห้องคลอดเถิดครับ หลายเรื่องหลายราวที่ดูเสียหายและดูไม่ดีเมื่อเพื่อนตกในภาวะสุดๆ ของ “ค่ำคืนที่มืดมิดแห่งจิตวิญญาณ” ให้ทิ้งไว้กับหุบเหวนั้น แต่ติดตามการเกิดมาของชีวิตใหม่ ความชื่นชมยินดีทั้งเม็ดเหงื่อ คราบน้ำตา ที่ใช้แรงจนหมดสิ้นแต่ยังสดชื่น

ทำให้เข้าใจในอีกแง่มุมมองหนึ่งของอุปมาเรื่องบุตรหาย (ลูกา 15:11-32 ฉบับมาตรฐาน) ที่พระเยซูคริสต์ทรงเล่า เมื่อบุตรคนเล็กชีวิตตกต่ำสุดๆ ไม่เหลืออะไรในชีวิต ทำผิดทำชั่วมากมาย รู้ว่าตนทำผิดต่อพ่อและทำผิดต่อพระเจ้า แต่เลือกที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับความจริง และขอพึ่งพระคุณของพ่อ สิ่งที่พ่อตอบสนองคือ แทนการไต่สวนกลับวิ่งออกไปรับลูก แทนการบีบให้ลูกสารภาพสิ่งที่ทำผิดกลับวิ่งเข้าโอบกอดและจูบลูก(ที่สกปรกโสมม) แทนการแจกแจงความผิดที่กระทำและโทษที่ควรรับอย่างยุติธรรม กลับกลายเป็นการเตรียมงานเลี้ยงใหญ่ แทนการเปลี่ยนสถานภาพของการเป็นลูกไปเป็นอย่างอื่นเพราะนำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล กลับนำเอาเครื่องประดับมาสวมใส่ให้ใหม่ ทั้งนี้เพราะพ่อมีมุมมองว่า “เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้วแต่กลับเป็นขึ้นอีก หายแล้วแต่ได้พบอีก” วิกฤติชีวิตของบุตรคนเล็กกลับกลายเป็นความชื่นชมยินดี เพราะวิกฤตินำมาซึ่งชีวิตใหม่

เรื่องนี้มิได้จบเพียงแค่นี้ พระเยซูคริสต์เล่าต่อไปถึงบุตรคนโตที่อยู่กับพ่อที่บ้าน รับผิดชอบงานบ้าน กลับจากงานที่ทุ่งนา พอรู้เรื่องก็ “โกรธไม่ยอมเข้าบ้าน” (ข้อ 28) (ทำตัวเหมือนคนปัจจุบันเลย “ถ้าบ้านนี้มีผมต้องไม่มีน้อง ถ้ามีน้องต้องไม่มีผม”?) แต่พ่อออกมาหาเขาเหมือนอย่างที่พ่อออกไปหาลูกคนเล็ก แต่สิ่งที่สร้างความอัดอั้นโกรธแค้นคือ “ความผิดอย่างมหันต์ที่น้องทำกับครอบครัว” (ข้อ 29-30) แต่พ่อเสนอมุมมองใหม่ ซึ่งเป็นมุมมองแห่งพระคุณ คือ แทนที่จะมัวติดยึดกับการกระทำที่ผิดพลาด ยังเกาะกุมด้วยความเจ็บปวด แต่พ่อบอกให้ลูกคนโตว่า “นี่เป็นเรื่องที่เราสมควรจะชื่นชมยินดีและรื่นเริง เพราะน้องคนนี้ของลูกตายไปแล้วแต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ยังได้พบกันอีก” (ข้อ 32)

ครับ อย่าให้เรามัวถูก “สิ่งที่ไม่ดีที่เพื่อนของเราแสดงออก” เมื่อชีวิตของเพื่อนที่ตกลงใน “ค่ำคืนที่มืดมิดแห่งจิตวิญญาณ” หรือ เหมือน “แม่ที่กำลังปวดเบ่งคลอด” ต้องเกาะกุมและกระตุ้นให้เราวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ในขณะที่เพื่อนของเราคนนั้นและคนอื่นกำลังชื่นชมยินดีและรื่นเริง เพราะเขากำลังเฉลิมฉลองกับชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้น

อย่างที่นักบุญยอห์นแห่งกางเขนบอกไว้ครับ นี่คือช่วงเวลาชีวิตของผู้ที่ตกลงในหุบเหวแห่งความมืดมิดของจิตวิญญาณที่จะพบกับพระคุณของพระเจ้าในชีวิตใหม่ ท่ามกลางความทุกข์ยาก เจ็บปวด สิ้นหวังของชีวิตจิตวิญญาณ ให้เราเป็นเพื่อนของผู้นั้นจนไปถึงเวลาแห่งการเกิดชีวิตใหม่ เวลาแห่งความชื่นชมยินดี เวลาแห่งการเติบโตแข็งแรง และที่จะนำสู่เวลาแห่งการเกิดดอกออกผล

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่