แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

11 สิงหาคม 2563

เราต้องทำอะไร...ที่จะเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอด?

ผู้นำที่ดี เป็นผู้นำที่ต้องการให้คนอื่นได้พบกับความสำเร็จ

ต้องการให้เกิดผลตามเป้าหมาย มากกว่าความเด่นดังของตนเอง

การเป็นผู้นำที่ดีต้องทำอย่างไร?

นี่เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องผู้นำ บางทีท่านอาจกำลังสงสัยในเรื่องนี้พอดี  เพื่อเราจะมีความชัดเจนในประเด็นนี้ ให้เราลองศึกษาเรียนรู้จากผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดท่านหนึ่งด้วยกัน

John Stockton ผู้นำในด้านการกีฬาที่ดีที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“การเป็นผู้นำที่ดี เราต้องเป็นผู้ที่ต้องการให้คนอื่น ๆ ประสบความสำเร็จ และมีความต้องการที่จะชนะในเกมที่เล่น  มากกว่าต้องการให้ตนเองมีความเด่นดัง”   

จากคำกล่าวนี้เราพบว่า ถ้าเราต้องการจะเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอด เราจะต้องทำ 4 ประการด้วยกัน

1. ผู้นำที่ดีมุ่งเน้น-ให้ความสำคัญในคนอื่น  
    เขาตระหนักชัดว่าเขาต้องการคนอื่น

2. ผู้นำที่ดีปรารถนาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับคนเหล่านั้น  
    เขาต้องการให้คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จในชีวิต

3. ผู้นำที่ดีมุ่งเน้นที่ความสำเร็จ  
    “เป็นผู้ที่ต้องการความสำเร็จในชีวิต” เมื่อผู้นำชักชวนให้คนอื่นติดตามเขาไปสู่อนาคตที่สดใส เขาต้องทำให้คนที่เขาชวนสามารถเห็นประจักษ์ชัดถึงความสำเร็จดังกล่าวอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

4. ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้นำที่มีน้ำใจ ไม่เห็นแก่ตัว  
    “มิใช่เพื่อความเด่นดังของตนเอง แต่เพื่อความสำเร็จของคนอื่น และความสำเร็จในเป้าหมายร่วมกัน”

ท่านเห็นว่าข้อใดที่จะทำให้ท่านเป็นผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดได้?

ใครบ้างในวงการของเราที่มีลักษณะผู้นำตาม 4 ประการข้างต้น?

ในองค์กร/คริสตจักรของเรา มีผู้นำลักษณะเช่นนี้สักกี่เปอร์เซ็นต์?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




26 มิถุนายน 2563

ผู้นำในภาวะวิกฤติ...เขานำกันอย่างไร?

ความโดดเด่นของผู้นำในภาวะที่วิกฤติ

คุณลักษณะบางประการของผู้นำที่โดดเด่นในภาวะวิกฤติ

ผู้คนจะพบว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ น่านับถือยกย่องเป็นผู้นำที่ฝ่าวิกฤติที่หฤโหด เพราะภาวะวิกฤตินั้นเองที่ทำให้เราเห็นถึงภาวะผู้นำที่แตกต่างจากผู้นำทั่วไป ดังที่ จอห์น เคนเน็ธ เกลเบรธ เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้นมีคุณลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ ตั้งใจและเต็มใจเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติตึงเครียดครั้งใหญ่ของผู้คนในเวลานั้น ๆ”

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นผู้นำที่โน้มตัวเข้าหาความท้าทาย ในขณะที่คนอื่นหดหัวจากความท้าทายในยามวิกฤติ   ดังนั้น ภาวะวิกฤติที่ยากลำบากเป็นสิ่งกระตุ้นให้คนรอบข้างเห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้นำคนนั้น เฉกเช่นเมื่อเราคั้นส้มเราก็ได้น้ำส้ม เมื่อเราคั้นมะนาวเราก็ได้น้ำมะนาว และเมื่อมนุษย์ถูกบีบและคั้นในภาวะวิกฤติตึงเครียด สิ่งที่ได้ออกมาคือสิ่งที่มีอยู่ในตัวผู้นำคนนั้น เช่น เขาเป็นคนที่มองลบ หรือ มองบวก เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ในสถานการณ์วิกฤตินี้เองที่ผู้นำคนนั้นฉายแววเด่นชัดในความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่

1. ผู้นำเผชิญหน้ากับวิกฤติจะยึดมั่นบนความเป็นจริง

[1] คำจำกัดความของภาวะวิกฤติคือ เมื่อเราไม่สามารถที่จะพูดว่า “ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม”

[2] ความรับผิดชอบประการแรกของผู้นำคือ การแยกแยะความจริงของสถานการณ์ในตอนนั้นให้ชัดเจน Peter Drucker กล่าวไว้ว่า “ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นช่วงเวลาที่อันตรายยิ่ง แต่สิ่งที่อันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ กับดักที่ทำให้เราหลบเลี่ยงและปฏิเสธความจริงของสถานการณ์นั้น”

[3] ถ้าผู้คนที่ล้อมรอบตัวผู้นำเองเป็นคนที่มีลักษณะเหมือน ๆ กับผู้นำ...ผู้นำจะกลายเป็นผู้นำที่โดดเดี่ยว (ไม่ใช่ผู้นำที่โดดเด่น) หลักการของผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในยามวิกฤติ

1) ท่านต้องตัดสินใจให้พระเจ้าเป็นผู้ชี้นำจุดหมายปลายทางในชีวิตของท่าน มิเช่นนั้นแล้วคนอื่นจะเข้ามาบงการชี้นำจุดหมายปลายทางในชีวิตของท่าน

2) ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอย่างที่มันเป็นอยู่ในขณะนี้ มิใช่ความจริงในอดีต หรือ ความจริงในอนาคตที่เราคาดฝันไว้

3) ท่านจงเป็นคนมีน้ำใสใจจริง ตรงไปตรงมากับทุกคน

4) อย่าเป็นเพียงผู้รับมือ หรือ จัดการ แต่ท่านต้อง “นำ”

5) จงเปลี่ยนแปลงตนเองบนความเป็นจริง มิใช่เปลี่ยนแปลงเมื่อจำเป็นต้องเปลี่ยนเพื่อพรางตัวอย่างกิ้งก่า

6) อย่าคิดที่จะทำเพื่อแข่งขัน หรือ ชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น แต่จงทำอย่างสุดกำลังตามของประท่านที่มีในตัวท่าน

2. ในช่วงเวลาที่วิกฤติยากลำบาก ผู้นำมุ่งมองที่ภาพใหญ่  

[1] เป็นผู้นำที่มองได้รอบด้านกว่าคนอื่น มองเห็นก่อนคนอื่น มองเห็นในส่วนที่คนอื่น ๆ ต้องการมองเห็น

[2] ในขณะที่ผู้ตามมองเห็นว่ามันเป็นอะไร แต่ผู้นำจะมองเห็นว่ามันควรจะเป็นอะไร  

[3] ผู้ตามจะคิดถึงตนเองก่อน แต่ผู้นำคิดถึงคนอื่นก่อน

[4] ผู้ตามมองเห็นโทษที่จะได้รับจากความล้มเหลว ในขณะที่ผู้นำมองเห็นผลตอบแทนที่ได้จากความสำเร็จ

[5] ความคลุมเครือ ความไม่ชัดเจน หรือความไม่แน่นอน มิใช่ตัวบ่งชี้ว่าผู้นำ คนนั้นเป็นผู้นำที่ไม่ดี แต่เป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้นำคนนั้นมีภาวะผู้นำไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เราในฐานะผู้นำในยามวิกฤติเราไม่สามารถมีทุกคำตอบ แต่เรารู้ว่าเรากำลังมุ่งไปสู่ที่ไหน

3. ในยามวิกฤติที่ยากลำบาก ผู้นำจะต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด

[1] การตัดสินใจเลือกในยามวิกฤติสำคัญกว่าการไม่ตัดสินใจในภาวะสถานการณ์วิกฤติ

[2] ผู้นำทุกคนต่างรู้แน่แก่ใจว่า จะเกิดวิกฤติในบางครั้งการตัดสินใจเลือกในช่วงวิกฤติ

1) ตัดสินใจด้วยความกล้า: วิกฤติขจัดตัวเลือกของเรา แต่เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? “เวลาใดก็ตามที่เราได้เห็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แสดงว่าได้มีบางคนที่ได้ตัดสินใจด้วยความกล้าหาญ” (ปีเตอร์ ดรากเกอร์)

2) การตัดสินใจลำดับความสำคัญ: จะต้องทำอะไรให้สำเร็จก่อน

3) เปลี่ยนการตัดสินใจ: เราจะต้องทำอะไรที่ต่างไปจากที่ได้วางแผนมาก่อน “หากมีใครบางคนกำลังเดินไปบนเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง เขาไม่ต้องการแรงจูงใจในการกระตุ้นให้เขาก้าวไปเร็วขึ้น สิ่งที่จำเป็นต้องการของเขาคือ เขาต้องการเรียนรู้ว่าจะหันหลังกลับอย่างไร” (จิม รอห์น)

4) การตัดสินใจที่สร้างสรรค์: แล้วมีทางเลือกอื่นไหม?

5) การตัดสินใจรับการหนุนเสริม: ใครสามารถช่วยเราได้บ้าง?

4. ผู้นำพัฒนาแผนงาน ในช่วงเวลาที่วิกฤติลำบาก  

[1] กำหนดแนวทางปฏิบัติล่วงหน้า

[2] กำหนดเป้าหมาย

[3] ปรับลำดับความสำคัญก่อนหลัง ให้เราปรับลำดับความสำคัญของการดำเนินการและเป้าหมายที่ไม่ค่อยเข้าที่เข้าลำดับ

[4] แจ้งเตือนบุคลากรหลัก

[5] ให้เวลาที่จะพิจารณาการยอมรับ

[6] มุ่งสู่การขับเคลื่อนดำเนินการ

[7] คาดหวังว่าอาจจะมีปัญหาและความขัดแย้ง

[8] ให้มุ่งมองไปยังความสำเร็จเสมอ เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในช่วงเวลาของวิกฤติ

[9] ให้ทบทวนตรวจสอบความคืบหน้าเป็นรายวัน

5. ในช่วงของวิกฤติ ผู้นำปรับแผนงาน

[1] ผู้นำเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่สำเร็จ “วิกฤตินี้ต้องไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง”

[2] บทเรียนรู้ที่ดีที่สุดนั้น ผู้นำเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับในสถานการณ์ที่เลวร้าย

[3] เรามักไม่พร้อมที่จะรับการสอนในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

6. ในช่วงวิกฤติลำบาก ผู้นำให้คุณค่าแก่ทีมงาน

กฎแห่งภูเขาเอเวอร์เรส  “ยิ่งท้าทายมากเท่าใด ความจำเป็นของทีมงานเอเวอร์เรสก็มากยิ่งขึ้นเท่านั้น” ตัวบ่งชี้ความสำเร็จของผู้นำมิใช่ความสามารถที่จะทำให้คนอื่นทำงาน แต่เป็นความสามารถที่ทำให้คนในทีมงานทำงานหนักมากขึ้น

7. ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผู้นำคือผู้ให้ความหวัง

ความหวังคือรากฐานของการเปลี่ยนแปลง... ถ้าไม่มีความหวังการเปลี่ยนแปลงก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
“สิ่งแรกและภารกิจสุดท้ายของผู้นำคือการรักษาให้ความหวังยังมีชีวิตขับเคลื่อน เป็นความหวังที่เราสามารถแสวงหาให้พบเส้นทางที่นำไปสู่โลกที่ดีกว่า...”  

“การมองโลกในแง่ดี คือการที่เราเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ด้วยความหวังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความเชื่อศรัทธา ทั้งสองร่วมกันที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น การมองโลกในแง่ดีเป็นคุณธรรมที่แฝงอยู่ในความหวังเชิงปฏิบัติ การมีมุมมองในแง่ดีไม่ต้องมีความกล้าหาญ แต่การที่จะมีความหวังเชิงปฏิบัติจะต้องมีความกล้าหาญอย่างยิ่ง” (โจนาธาน เสคส์)

8. ในช่วงเวลายากลำบาก เป็นช่วงเวลาการทำให้บางสิ่งเกิดขึ้น

[1] เราสามารถประเมินภาวะความเป็นผู้นำ จากขนาดของปัญหาที่ผู้นำเต็มใจที่จะแก้ไข

[2] ถ้าเราไม่สามารถทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นแก่ตนเอง เราจะไม่สามารถทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นแก่คนอื่น

[3] ในความสะดวกสบาย...“เราทำในสิ่งที่เรารู้แล้วว่าเราสามารถทำได้”

[4] แต่ในความท้าทาย... “เราพยายามทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำสำเร็จมาก่อน”

[5] “การทำให้บางสิ่งให้เกิดขึ้น” เราจำเป็นต้องเสี่ยง

[6] ในช่วงวิกฤติ ปัญหาคือ “ตัวปลุกกระตุ้น” ให้เรามีความสร้างสรรค์

9. ในช่วงเวลาที่วิกฤติลำบาก ผู้นำจะระแวดระวังมุมมอง/ทัศนคติของตน

[1] มุมมอง/ทัศนคติเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องเลือก เราไม่สามารถที่จะเลือกสถานการณ์ที่เกิดแก่เราเสมอไป แต่เราสามารถที่จะเลือกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในคือ มุมมองและทัศนคติของเรา

[2] มุมมอง/ทัศนคติ เป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่ใช้ในการรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญ

[3] ในช่วงเวลาวิกฤติลำบาก มุมมอง/ทัศนคติได้แบ่งแยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

10. ในช่วงวิกฤติ ผู้นำวางใจในพระเจ้า

“พระเจ้าทรงดีเกินกว่าที่จะไร้ความเมตตา และ รู้แจ้งเห็นจริงเกินกว่าที่จะสับสน แม้ว่าฉันจะไม่สามารถเกาะยึดพระหัตถ์ของพระเจ้า แต่ฉันวางใจพระองค์ได้เสมอ” (ซี.เอ็ช. สเปอร์เจียน)

สิบหลักการนี้พอจะช่วยเราในการนำในภาวะวิกฤติชีวิต ที่ต้องเผชิญหน้ากับ “พวงปัญหา” ที่เป็นผลจากวิกฤติการแพร่ระบาดของ “โควิด 19” ได้ไหมครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


12 กันยายน 2562

ฉันเป็น “ผู้นำ-ผู้รับใช้” ที่สร้างอาณาจักรของตนเองหรือเปล่า?

บ่อยครั้งที่ผู้นำที่เรียกตนเองว่าผู้รับใช้พระเจ้าและคนอื่น กลับกลายเป็น “ผู้สร้างอาณาจักรของตนเอง”  แทนที่จะสร้าง “แผ่นดินของพระเจ้า”   ตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ผู้นำผู้รับใช้   ผู้นำกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่น่าสังเกตคือ

1. เมื่อเขานำการประชุม แม้เขาจะเปิดโอกาสให้คนอื่นแสดงความคิดเห็นแต่เขาก็จะไม่ยอมเปลี่ยนความคิดที่เขามีอยู่แล้ว เขาเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายเป็นพิธีเท่านั้น แต่คำตอบเขาได้ตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้ว

2. ถ้าเขาทำผิดเขาจะไม่ค่อยยอมรับ เขามักเข้าข้างตนเองว่า ตนทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครที่จะทำได้ดีกว่านี้ คนอื่นยังต้องเรียนรู้อีกมาก

3. ทีมงานมักทำงานด้วยในช่วงเวลาสั้น ๆ เขาเก่งในการสรรหาคนเก่งเข้ามาร่วมทีม   แต่กลับอ่อนแอในการรักษาคนทำงานที่ดีเหล่านั้น เขาต้องการลูกน้องที่ตามใจเขามากกว่าเพื่อนร่วมคิดร่วมทำ

4. เขาไม่ค่อยยอมให้คนอื่นเทศนา ธรรมมาสน์เป็นเวทีสำหรับเขาเท่านั้น ไม่ยอมให้คนอื่นใช้เวทีนี้ ยิ่งคนที่พูดเก่งสื่อสารมีประสิทธิภาพที่เขามองว่าเก่งกว่าตน อย่าหวังจะได้โอกาสใช้เวทีนี้

5. เขากระทำต่อคนอื่นเป็นคนใต้อำนาจของเขา เขาใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือที่จะบรรลุเป้าหมายของตน เป็นเครื่องมือที่จะสร้างอาณาจักรของเขา มากกว่าที่เป็นเพื่อนร่วมงาน  มากกว่าการเป็นพี่น้องในพระคริสต์

6. เขาต้องการให้คนอื่นจงรักภักดีต่อเขาอย่างไร้เงื่อนไข และมองว่าการแสดงความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ถือว่าเป็นการขัดขืน การกบฏ

7. เขาขยายอาณาจักของตนแผ่กว้างออกไปแต่ไม่หยั่งรากลงลึกมั่นคง ในที่สุดอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นจึงขาดแคลนสาวกพระคริสต์ที่รับใช้จริงจัง ผู้คนจะเริ่มรู้ถึงปัญหาลักษณะภาวะผู้นำแบบนี้

8. ผู้คนที่รู้จักผู้นำคนนี้ดีก็จะมีคำถามเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตจิตวิญญาณของผู้นำคนนี้ พวกเขารู้ว่าผู้นำคนนี้เป็นอย่างไรเมื่อเขาลับตาคนอื่น

9. ผู้นำแบบนี้จะลงมือทำพันธกิจด้วยตนเองน้อยลง เขาอาจจะเคยเริ่มต้นด้วยการรับใช้คนอื่น โดยจุดประสงค์เพื่อให้คนเหล่านี้มารับใช้ตนเองในที่สุด ความคิดความเข้าใจของเขาคือผู้นำไม่ต้องรับใช้คนอื่น แต่คนอื่นจะต้องรับใช้ผู้นำ

10. เป็นสิ่งยากสำหรับผู้นำประเภทนี้ที่จะมีการอธิษฐานเป็นสิ่งแรกในชีวิตของเขา  คงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำประเภทนี้พึ่งพิงความสามารถของตนเอง มิใช่พึ่งพิงในพระเจ้า

11. ผู้นำพวกนี้ไม่คิดที่จะมีคนอื่นมาสืบทอดการเป็นผู้นำต่อจากตน เขาอาจจะพูดถึงเรื่องการเกษียณอายุในบางด้าน แต่มักเป็นเพียงการพูดเท่านั้น ลึก ๆ แล้ว ผู้นำพวกนี้จะไม่ยอมออกจากตำแหน่งง่าย ๆ

เราอาจจะตัดสินผู้นำพวกนี้จริงจังไปหน่อย แต่เราก็พึงระมัดระวังว่า ตัวเราเองกำลังเป็นผู้นำบนวิถีที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ความภาคภูมิใจในตนเอง ความหยิ่งผยองมักเป็นตัวหลอกล่อผู้นำคริสตชนให้หลงทางเสมอ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



04 สิงหาคม 2562

ผู้นำเริ่มต้นที่นำ “ตนเอง”... เริ่มที่ใจของตนเอง

อะไร หรือ ใครเป็นตัวกำกับการกระทำของคุณ! เฉกเช่นคำกล่าวของเปาโลที่กล่าวกับกลุ่มผู้ปกครองจากคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสด้วยน้ำตา ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ที่มีในผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ   เปาโลได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้ไปกระทำในสิ่งที่เขาต้องได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัส พระวิญญาณเตือนเขาตลอดเวลาว่า คุกและความทุกข์ยากลำบากรอเขาอยู่ข้างหน้า 

และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนในที่นี้คือ  ผู้นำเริ่มต้นที่การนำตนเอง  เริ่มต้นที่ “จิตใจ” ของตนเอง
22“และบัดนี้พระวิญญาณทรงบังคับ1 (นำ) ให้ข้าพเจ้าไปกรุงเยรูซาเล็ม ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าพเจ้าที่นั่น 23รู้เพียงแต่ว่าในทุก ๆ เมืองพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนว่าคุกและความยากลำบากรอคอยข้าพเจ้าอยู่ 24ถึงกระนั้นข้าพเจ้าถือว่าชีวิตของข้าพเจ้าไม่ได้มีคุณค่าอันใดสำหรับตน ขอเพียงแต่ข้าพเจ้าวิ่งให้ถึงหลักชัยและทำภารกิจซึ่งองค์พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายให้สำเร็จก็แล้วกัน คือการเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐที่สำแดงพระคุณของพระเจ้า (กิจการ 20:22-24 อมธ.   ตัวเอน จาก มตฐ.)
1คำว่าบังคับ ในภาษากรีกที่ใช้ในที่นี้มีความหมายว่า “ผูกมัด จำจอง”

เปาโลกล่าวถึงผู้นำคือ ผู้นำที่เริ่มต้นนำตนเอง  ด้วยการเริ่มที่ภายใน ที่ใจตนเอง  ดังนี้...
©       ใจยืนหยัดมั่นคง – เปาโลมีชีวิตที่มั่นคงในขณะที่เกิดความวุ่นวายท่ามกลางพวกเขา
©       เปิดใจเปิดเผย – เขาดำเนินชีวิตด้วยความถ่อม และเต็มใจเปิดเผยถึงความอ่อนแอในตนเอง
©       ใจกล้าหาญ – เปาโลไม่ย่อท้อหมดใจในการกระทำสิ่งที่ถูกต้อง
©       มีความมั่นใจ – เปาโลพูดถึงสิ่งที่เขามั่นใจอย่างใจกล้าหาญ
©       ใจที่อุทิศมุ่งมั่น – เปาโลออกจากกรุงเยรูซาเล็มด้วยความเต็มใจยอมตายเพื่อพระเยซูคริสต์
©       ใจที่ยอมจำนนเพื่อคนอื่น – เปาโลแสดงให้เห็นว่า การยอมจำนนมิใช่เพื่อตนเองจะอยู่รอด  แต่เพื่อคนอื่น

ทุกวันนี้  เราเป็นผู้นำแบบไหน?   เราเป็นผู้นำเพื่อตนเอง หรือ เราเป็นผู้นำเพื่อคนอื่น?



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

07 มิถุนายน 2562

ผู้นำที่ฉันฝันหา...!

  1. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ปราดเปรื่อง ที่เป็นผู้นำที่ตระหนักรู้เท่าทันตนเอง มิใช่รู้สารพัดเรื่อง แต่กลับไม่รู้เท่าทันตนเอง
  2. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่เป็นผู้นำที่รับผิดชอบต่อผลจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้น มิใช่ผู้นำที่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ลูกน้อง สาดโคลนฝ่ายตรงกันข้าม
  3. ฉันฝันหา...ผู้นำที่นำบวก ใช้ช่วงเวลาแห่งวิกฤติ เป็นช่วงเวลาของความเชื่อศรัทธา “กล้าที่จะก้าวเท้าออกจากเรือ หยั่งเท้าลงในคลื่นทะเลที่กำลังบ้าคลั่ง” อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนั้นฟังเสียงของพระคริสต์ และกระบวนการนี้มิใช่กล้าที่จะเชื่อศรัทธาเท่านั้น แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เสริมสร้างความเชื่อศรัทธาแก่ทั้งผู้นำและเพื่อนร่วมองค์กรด้วย
  4. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ตระหนักรู้ชัดว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมโลกทั้งใบ แต่ “ช่วงเวลาวิกฤติเป็นช่วงเวลาแห่งความเชื่อ คือเชื่อในการทรงนำตามแผนการของพระเจ้า มิใช่เชื่อในความรู้ความสามารถของ “ตนเอง” หรือ เชื่อว่า “กูทำได้”  “ฉันมีแผนแล้ว” 
  5. ฉันฝันหา...ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะให้สิ่งดีขององค์กรมาเป็นอันดับต้น ก่อนความสนใจและสิ่งดี ๆ สำหรับตนเอง มิใช่ “ฉันมาก่อน พวกพ้องตามมา ส่วนบรรดาประชากรค่อยวันกันทีหลัง”


ชีวิตองค์กรจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ก็อยู่ที่ภาวะผู้นำ ของคน ๆ นั้น ทีม ๆ นั้น และ ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ...คนในองค์กรนั้น ๆ ว่ามี “ฐานเชื่อกรอบคิด” (mindset) เกี่ยวกับองค์กรของเราอย่างไร?

ผมเชื่อว่า... สิ่งแรกคือ อยู่ที่ภาวะผู้นำของตัวฉันเองว่าเป็นอย่างไรกันแน่!? ในฐานะที่เป็นอวัยวะหนึ่งในองค์องค์กรนี้

ฉันฝันหา... “นนำน”  มิใช่เริ่มต้นที่  “นนำนอื่น” ครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

30 พฤศจิกายน 2561

ผู้นำที่...แตะใจ...ก่อนแตะมือ!

ตลอด 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 11  ได้บันทึกถึงความบาปผิดอันร้ายแรงของโซโลมอน อันเป็นสาเหตุให้แผ่นดินที่พระเจ้าประทานให้ต้องฉีกแยกออกจากกันเป็นสองแผ่นดินคือ อาณาจักรภาคเหนือ (ประกอบด้วย 10 เผ่า ดูข้อ 35) และอาณาจักรภาคใต้ (2 เผ่า)

ความบาปผิดที่รุนแรงของกษัตริย์โซโลมอน ที่ผู้คนชื่นชมถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมและมีชื่อเสียงเลื่องลือไกล  ได้ดำเนินชีวิตฝ่าฝืนพระบัญญัติของพระเจ้า   แต่งงานกับหญิงของชนชาติที่พระบัญญัติห้ามไว้ (ดูข้อ 3)  เพราะหญิงเหล่านี้เองที่เอาพระของตนเข้ามามีอิทธิพลครอบงำเหนือชีวิต ความคิด ปัญญา และการตัดสินใจของโซโลมอน “พระ​องค์​ทรง​มี​มเห​สี 700 คน และ​นาง​ห้าม 300 คน และ​บรร​ดา​มเห​สี​ของ​พระ​องค์​ก็​หัน​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์​ไป​เสีย...บรร​ดา​มเห​สี​ของ​พระ​องค์​ได้​หัน​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์​ไป​ตาม​พระ​อื่น ๆ และ​พระ​ทัย​ของ​พระ​องค์​ไม่​ภักดี​ต่อ​พระ​ยาห์​เวห์ พระ​เจ้า​ของ​พระ​องค์”(ดูข้อ 3, 4 มตฐ.)  เขาสร้างปูชนียสถานสูงบนภูเขาตรงกันข้ามกับกรุงเยรูซาเล็ม(ดูข้อ 7)

ภายหลังการตายของกษัตริย์โซโลมอน  เรโหโบอัมลูกชายของกษัตริย์ก็ขึ้นครองอำนาจต่อจากพ่อ   ฝ่ายเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ทางภาคเหนือยกพวกพร้อมกับเยโรโบอัมบุตรเนบัท ที่กบฏต่อโซโลมอนแล้วหนีไปอยู่ในอียิปต์ (ดูข้อ 26-40)  ก็กลับมาและรวมอยู่กับพวกจากภาคเหนือมาพบกับเรโหโบอัมด้วย

กลุ่มอิสราเอลที่อยู่ภาคเหนือมาร้องขอให้กษัตริย์ใหม่ลดหย่อนการเกณฑ์แรงงานจากพวกเขาให้เบาลงกว่าในสมัยของโซโลมอน   และบอกว่าพวกตนยังจะสวามิภักดิ์รับใช้กษัตริย์องค์ใหม่ต่อไป  เมื่อเรโหโบอัมมาปรึกษากับคณะที่ปรึกษาอาวุโส  ซึ่งเคยให้คำปรึกษาแก่โซโลมอนมาก่อน ได้แนะนำเรโหโบอัม กษัตริย์องค์ใหม่ว่า   หากวันนี้ฝ่าพระบาทจะทรงเป็นผู้รับใช้ประชาชน ปรนนิบัติเขา และตอบตามที่เขาต้องการ พวกเขาก็จะเป็นผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเสมอไป” (ข้อ 7 อมธ.)

แต่เรโหโบอัมเลือกที่จะทำตามคำแนะนำของที่ปรึกษาที่เป็นเพื่อนคนใกล้ชิดของเขาตั้งแต่วัยหนุ่มว่าให้ตอบกลับไปอย่างรุนแรง เรโหโบอัมจึงตรัสกับคนที่มาจากทางภาคเหนือว่า  “เสด็จพ่อของเราวางแอกหนักให้พวกเจ้า เราจะให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก เสด็จพ่อของเราเคยใช้แส้เฆี่ยนเจ้า ส่วนเราจะใช้แมงป่องเล่นงานเจ้า”  ” (ข้อ 14 อมธ.)  

ผลที่ตามมาคือความสัมพันธ์แตกหักแยกแผ่นดินกันปกครอง พวกที่มาจากภาคเหนือก็ตอบกษัตริย์เรโหโบอัมแบบตัดเยื่อใยเช่นกันว่า    “เราเกี่ยวข้องอะไรกับดาวิด?   เรามีส่วนอันใดกับบุตรเจสซี?   อิสราเอลเอ๋ย กลับบ้านกันเถิด! ให้ดาวิดดูแลปกครองพวกตัวเองไปก็แล้วกัน!” ดังนั้นชนอิสราเอลจึงพากันกลับบ้าน  (ข้อ 16 อมธ.)  

การเป็นผู้นำเริ่มต้นและมีรากฐานหยั่งลึกในความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามก่อน   หรืออย่างที่คณะที่ปรึกษาอาวุโสแนะนำเรโหโบอัมว่า ให้กษัตริย์เริ่มต้นด้วยการ “รับใช้ประชาชนก่อน เพื่อที่จะแตะใจ หรือ ได้รับใช้ประชาชน  เพื่อประชาชนจะรู้สึกใกล้ชิดสัมพันธ์กับกษัตริย์ และ ได้ใจของประชาชน  เพื่อที่ประชาชนจะเต็มใจจะรับใช้กษัตริย์ตลอดไป”

ผู้นำจะต้อง “แตะใจ” (ได้ใจ)  ก่อนที่จะ “แตะมือ” (ได้มือ) ของประชาชนที่จะรับใช้พระองค์ตลอดไป

สัมพันธภาพที่ผู้นำจะมีกับผู้ตามมิใช่เรื่องลำบากซับซ้อนอะไร   แต่ผู้นำจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยความเต็มใจและจริงใจ   และสิ่งนี้คือสิ่งที่บุตรชายของโซโลมอนคือเรโหโบอัมได้มองข้ามความสำคัญ   เรโหโบอัมมองข้ามความสำคัญของการเป็นผู้นำในเรื่องอะไรบ้าง?

1.     คนที่ท่านนำย่อมเต็มใจยินดีที่จะทำตามถ้าผู้นำที่เข้าถึง “ใจ” และ “ความรู้สึก” ของเขาก่อน
2.     เมื่อผู้นำเป็นผู้ให้ก่อน คนที่ท่านนำก็จะให้ตอบ   เมื่อท่านรับใช้คนที่ท่านนำก่อน  ผู้คนที่ท่านนำก็จะรับใช้ผู้นำด้วยความเต็มใจ
3.     เมื่อผู้นำให้ใจ ใส่ใจของตนแก่แต่ละคนที่เขานำ   ผู้นำก็จะได้ใจของคนที่ตนนำทั้งหมด
4.     เมื่อผู้นำยื่นมือ ยื่นชีวิต เข้าถึงใจและชีวิตของผู้คนก่อน  ผู้ตามก็จะยื่นมือยื่นชีวิตกลับมายังผู้นำ
5.     ไม่ว่าผู้นำเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งในฐานะผู้นำ  หรือเป็นผู้นำมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว   ถ้าผู้นำจะประสบความสำเร็จในการนำ  ผู้นำจะต้องมีความสัมพันธ์กับคนที่ตนนำอย่างลึกซึ้งและจริงใจเป็นทุนเดิมในการนำก่อน  มิใช่ใช้อำนาจและมีอำนาจ(จากตำแหน่ง)เป็นทุนเดิม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

12 พฤศจิกายน 2561

พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นผู้นำ...!

ตลอดเรื่องราวและคำสอนในพระคัมภีร์เราพบว่า  พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างให้มีความรับผิดชอบสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในรูปแบบต่าง ๆ หรือ เราอาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันว่า   พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่ทรงสร้างให้เป็น “ผู้นำ” ในบริบทและรูปแบบต่าง ๆ

พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้เป็นผู้นำที่รับใช้พระองค์ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

แล้ว​พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “ให้​เรา​สร้าง​มนุษย์​ตาม​ฉายา​ของ​เรา ตาม​อย่าง​ของ​เรา ให้​ครอบ​ครอง​ฝูง​ปลา​ใน​ทะเล ฝูง​นก​ใน​ท้อง​ฟ้า​และ​ฝูง​สัตว์​ใช้​งาน ให้​ปก​ครอง​แผ่น​ดินโลก​ทั้ง​หมด และ​สัตว์​เลื้อย​คลาน​ทุก​ชนิด​บน​แผ่น​ดิน​ทั้ง​หมด” (ปฐมกาล 1:26 มตฐ.)

พระเจ้าทรงเป็น “ผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดที่สุด”  และพระองค์ทรงเรียกผู้ที่เชื่อและศรัทธาในพระองค์ให้เป็น “ผู้นำที่ดี” ตามอย่างพระองค์ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง   แท้จริงแล้ว พระเจ้ามีทางเลือกและวิธีการอื่น ๆ ในการเสริมสร้างผู้ที่จะรับผิดชอบและสานต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำไว้   แต่พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเลือกที่จะเสริมสร้างมนุษย์ให้มีความรับผิดชอบ และ สานต่องานทรงสร้างของพระองค์ต่อจากพระองค์  ด้วยการระบายลมปราณแห่งชีวิตและพระวิญญาณของพระองค์เข้าในชีวิตมนุษย์  ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาทั้งลักษณะและศักยภาพอย่างพระองค์ใส่ในชีวิตของมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง และให้มนุษย์สามารถติดต่อสัมพันธ์สื่อสารกับพระองค์และติดตามพระองค์  

ยิ่งกว่านั้น สิ่งเหล่านี้พระเจ้ามิได้ “บีบบังคับ” ให้มนุษย์ต้องเป็นอย่างที่พระเจ้ามีพระประสงค์   พระเจ้าให้มนุษย์มีโอกาสที่จะเลือก และ ตัดสินใจด้วยตนเอง  มนุษย์จึงสามารถที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกเป็น “ผู้นำ”  ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  หรือ จะเป็น “ผู้นำ” ตามใจปรารถนาของตนเอง  หรือเลือกที่จะเป็น “ผู้นำที่เป็นคู่แข่ง หรือ เป็นผู้นำที่สนองตอบพระประสงค์” ของพระเจ้า

แต่เมื่อมนุษย์ตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้นำที่เป็นคู่แข่ง และ คู่ขัดพระประสงค์พระเจ้า”  ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจึงได้รับความเสียหาย เกิดความเลวร้าย ถูกทำร้ายทำลาย   ในสถานการณ์เช่นนี้พระเจ้าย่อมมีสิทธิที่จะมีแผนการใหม่ของพระองค์   แผนการการกอบกู้สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างที่ไม่จำเป็นที่จะมีมนุษย์ต่อไป   แต่ในแผนการใหม่แห่งการกอบกู้ของพระองค์ก็ยังมี “มนุษย์” ที่ทำตัวเป็น “คู่แข่ง และ คู่ขัด” ของพระองค์ร่วมอยู่ด้วย   และพระเจ้ายังให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างยัง “มีอำนาจเหนือ และ ครอบครอง” สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (ดู ปฐมกาล 1:28)

พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง  เป็นกระบวนการทำงานของพระเจ้าที่เกิดขึ้นอย่างตลอดต่อเนื่องทั้งพระคัมภีร์   เมื่อพระเจ้าตัดสินใจเลือกชนเผ่าที่จะเป็นประชาชาติของพระองค์   พระองค์มิได้ทรงเรียกฝูงชนทั้งชนเผ่าดังกล่าว   แต่พระองค์ทรงเรียก “ผู้นำ” คนหนึ่ง คืออับราฮัม ที่จะนำและสร้างชนชาติของพระองค์   และเมื่อพระเจ้าต้องการที่จะช่วยกู้ชนเผ่าอิสราเอลออกจากการเป็นทางทาสในประเทศอียิปต์   พระองค์มิได้นำประชากรชนเผ่าอิสราเอลทั้งหมดเอง   แต่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้นำคนในชนเผ่าอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์   และเมื่อประชาชนคนชนเผ่าอิสราเอลจะข้ามแม่น้ำเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา   ประชาชนอิสราเอลติดตามการนำของโยชูวาที่พระเจ้าทรงเรียกและเลือก

ทุกครั้งเมื่อพระเจ้าประสงค์ในการทำการใหญ่แห่งพระราชกิจของพระองค์   พระองค์ทรงเรียกคนที่จะพระองค์จะทรงใช้ให้เป็น “ผู้นำ” ในงานใหญ่นั้น  

วันนี้พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นผู้นำในงานที่พระองค์ประสงค์จะให้ท่านรับผิดชอบ และ สานต่อพระราชกิจของพระองค์   ซึ่งมีทั้งงานใหญ่ หรือ งานเล็กในสายตาของแต่ละคน  

แต่ทุกงานเป็นงานที่สำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

08 พฤศจิกายน 2561

เขาเป็น... “เจ้านาย” หรือเป็น “ผู้นำ”?

คนนำทีมงานของเรา  ไม่ว่าในคริสตจักร หรือ ในองค์กร...
... เขาคนนั้นเป็น “เจ้านาย” หรือเป็น “ผู้นำ”...?
ทุกวันนี้ผมมักได้ยินคนบ่นว่า “เขาทำตัวเป็นเจ้านาย  เขาไม่ใช่ผู้นำ”???
การเป็น “เจ้านาย” เหมือนหรือต่างกับการเป็น “ผู้นำ” อย่างไร?
อะไรคือ ลักษณะของ “เจ้านาย” ที่ทำให้แตกต่างจากการเป็น “ผู้นำ”?
ต่อไปนี้เป็น 10 ลักษณะของคนที่เป็น “เจ้านาย”  ที่ไร้ซึ่งความเป็นผู้นำ

1.    เขาเป็นผู้ตัดสินใจในทุกเรื่องของทีมงาน
2.    เขารู้ว่าคนในทีมงานเกรงกลัวตน...เขาจึงรู้สึกดีและมั่นใจในอำนาจของตนเองมากขึ้น
3.    เขามีรายการงานที่ต้องทำสำหรับวันนี้   แต่ไม่มีนิมิต/วิสัยทัศน์สำหรับอนาคต
4.    เขา “นำ” ทีมงาน แต่เขากลับมีชีวิตแยกออกห่างจากคนอื่น ๆ ในทีมงาน
5.    เขาคิดว่า ถ้าตนมีตำแหน่งจะทำให้ตนเองมีอำนาจในการจัดการ
6.    เขาเชื่อว่าคำพูดของตนดังกว่าผลกระทบจากการกระทำของตน
7.    เขากล่าวโทษคนอื่น  แต่เอาความดีเข้าตนเอง
8.    เขาไม่เคยถาม “คนใต้บังคับบัญชาของตน”  หรือ ขอความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงาน
9.    เขาสนใจแต่งานที่ทำ แต่กลับไม่ใส่ใจคนที่ทำงานกับตน
10.  เขาเป็นเจ้านาย แต่ไม่มีใครที่จะติดตามเขาด้วยความเต็มใจต่อไป
(ขอท่านช่วยบอก ลักษณะของ “เจ้านาย” ที่เพิ่มมากกว่านี้ด้วยครับ?)

ทุกวันนี้คนที่นำ  องค์กร หน่วยงาน หรือ คริสตจักรของท่านเป็น “เจ้านาย” หรือ “ผู้นำ”?
อะไรคือผลดี ผลเสีย ที่คนนำองค์กรเป็น “เจ้านาย” หรือ “ผู้นำ”?
ท่านต้องการคนนำองค์กรของท่านเป็น “เจ้านาย” หรือ “ผู้นำ”?  ทำไม?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

27 เมษายน 2561

ข่าวดีสำหรับผู้นำ “ที่หยุดนำ”

ผู้นำที่ “หยุดนำ” สามารถกลับมานำใหม่ได้ครับ!

ในตอนก่อนเราได้แบ่งปันถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ” ในองค์กร หรือ คริสตจักร   และเราแบ่งปันกันอีกว่า   เหตุผลประการหลักที่ผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  คือ ความท้อแท้หมดกำลังใจ

บางท่านคิดว่า เมื่อผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  คือสัญญาณจุดจบของการเป็นผู้นำหรือเปล่า?
ข่าวดีครับ...   ผู้นำที่ “หยุดนำ” สามารถกลับมานำใหม่ได้ครับ!
คำถามคือ   แล้วจะเริ่มนำใหม่ได้อย่างไร?

1.   ผู้นำครับ...เลี้ยงดู ใส่ใจจิตวิญญาณของตนเองก่อนครับ!

ท่านอาจจำเป็นที่ต้องมีเวลาพักผ่อน  มีที่ปรึกษาที่กอปรด้วยสติปัญญาจากเบี้องบน  และที่สำคัญคือตัวผู้นำเองจะต้องอธิษฐานด้วยความจริงใจอย่างต่อเนื่อง และ อีกสิ่งหนึ่งคือผู้นำจะต้องกลับมาตรวจสอบถึงอารมณ์ จิตวิญญาณของตนว่าเป็นอย่างไร  เพื่อที่ตนจะรู้เท่าทันตนเอง  

ท่านอาจจะจำเป็นหาวันใดวันหนึ่งทั้งวันที่ท่านจะมีเวลาอยู่กับพระเจ้าตัวต่อตัว   เพื่อท่านจะแสวงหาทางที่จะกลับคืนเข้าสู่วิถีชีวิตแห่งการทรงเรียกของท่าน    บางครั้งบางท่านอาจจะจำเป็นหรือต้องการสติปัญญาและกำลังใจจากเพื่อนสนิท  อย่างไรก็ตาม  บางครั้งท่านอาจจำเป็นที่จะต้องขุดค้นลงลึก หรือ ต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อให้จิตใจของท่านกลับฟื้นคืนดีสู่เส้นทางการทรงเรียกอีกครั้งหนึ่ง   อย่าลังเลใจที่จะทุ่มเทชีวิตของท่านเพื่อการนี้

2.   พลิกฟื้นคืนดีการทรงเรียกของท่าน

ท่านไม่ควรมีการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของท่าน  จนกว่าชีวิตจิตวิญญาณของท่านได้รับการพลิกฟื้นคืนดีกับพระเจ้าก่อน   เพื่อท่านจะมีมุมมองในชีวิต และ ความนึกคิดต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่ถูกต้อง  

จากนั้นใช้เวลาในการสะท้อนคิดถึงการทรงเรียกในชีวิตของท่าน...   พระเจ้าตรัสอะไรกับท่านบ้าง?   การทรงเรียกนั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่?   ท่านเชื่อหรือไม่ว่า การทรงเรียกของพระเจ้าให้ท่านรับใช้พระองค์มีมากกว่านี้?  ดูเหมือนว่า พระเจ้าไม่ได้เปลี่ยนความคิดของพระองค์   และพระองค์ยังมีพันธกิจที่มีความหมายที่ให้ท่านรับใช้พระองค์หรือไม่?   การแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งต่อภาวะผู้นำในตัวท่าน  พระเจ้ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่าน?   แล้วท่านละ  ท่านต้องการอะไรในชีวิตของท่าน?

3.   รู้จักคนที่จะเคียงข้างท่าน

ไม่มีใครถูกกำหนดให้ชีวิตต้องจาริกไปตัวคนเดียว และ รับผิดชอบในการนำไปอย่างโดดเดี่ยวด้วยตนเอง

เป็นเรื่องธรรมชาติปกติที่คนเราจำเป็นต้องมีเพื่อนสนิทบางคนที่ตนเองไว้วางใจได้ และ วางแผนงานพันธกิจด้วยกันได้   ถ้าคริสตจักรของท่านเป็นคริสตจักรขนาดเล็ก   ท่านอาจจะเริ่มมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง  แต่ให้อธิษฐานและมองหาคนต่อ ๆ ไปด้วย   ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่ใหญ่โต   และที่ท่านกำลังแสวงหานี้ท่านแสวงหาเพื่อนสนิท  มากกว่าการแสวงหาคนที่เป็นผู้นำ


4.   ชัดเจนในเรื่องที่ท่านนำ

ในการนำท่านไม่จำเป็นที่จะต้องมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ มากมายอะไร   แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำคริสตจักรจำเป็นจะต้องทำคือ  เราต้องกล้าก้าวไปล่วงหน้า “หนึ่งก้าว” ก่อนคริสตจักร หรือ คนอื่นในองค์กร  เช่น การเริ่มพันธกิจใหม่ของคริสตจักร หรืออาจจะเป็น “การยกเครื่อง” พันธกิจคริสตจักรใหม่ทั้งหมด   อาจจะเป็นการสร้างอาคารใหม่ของคริสตจักร   หรือ อาจจะเป็นความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการนมัสการในคริสตจักร และ ฯลฯ   ประเด็นในที่นี้คือ  ท่านกำลังนำในเรื่องอะไร?   ท่านกำลังก้าวไปสู่ทิศทางไหน?  ในฐานะผู้นำ  ท่านจะต้องมีความชัดเจนสิ่งที่ท่านนำ และ จะนำไปสู่ทิศทางใด?

5.   เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็ก ๆ ที่รู้ว่าจะสำเร็จ

บ่อยครั้งที่ผู้นำไม่เห็น หรือ มองข้ามความสามารถ หรือ ศักยภาพ ที่คริสตจักร/องค์กรมีอยู่ (แม้จะเล็กน้อย หรือ ธรรมดา) ว่ามีคุณค่า การที่ผู้คนจะเห็นคุณค่าความสามารถ และ ศักยภาพที่เล็กน้อยธรรมดาเหล่านั้นก็ต่อเมื่อมีผู้กระตุ้นในชุมชนคริสตจักร หรือ องค์กรได้ใช้สิ่งเล็กน้อยและธรรมดาเหล่านั้นมาทำให้เกิดผลและเป็นประโยชน์ก่อน   ทั้งผู้นำและคนในคริสตจักรก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของศักยภาพ และ ความสามารถที่ธรรมดาและน้อยนิดเหล่านั้น

ดังนั้นในการเริ่มต้น  ผู้นำสามารถเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เป็นความจำเป็นต้องการของคนในคริสตจักร และ/หรือ คนในชุมชน  ที่ผู้นำและสมาชิกนำเอาความสามารถ หรือ ศักยภาพที่มีอยู่แล้วมาทำให้เป้าหมายสำเร็จเกิดผลตามความต้องการ   ในกระบวนการนี้ให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย  (มิใช่ผู้นำทำเอง/ทำแทนสมาชิก)   ทั้งนี้เพื่อทั้งผู้นำและทีมงานพันธกิจจะเกิดการเรียนรู้  และได้รับกำลังใจจากชัยชนะครั้งแรกที่เล็กแต่สำเร็จและสำคัญ   ที่จะนำไปสู่การคิด พิจารณา วางแผน และก้าวเดินงานพันธกิจต่อไปที่สำคัญและใหญ่ขึ้น

ศักยภาพ และ ความสามารถที่ธรรมดาและเล็กน้อยเหล่านี้   มิใช่เพียงชัยชนะเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น   แต่เป็นประกายไฟที่จุดตะเกียงที่จะส่องค้นพบตนเองของผู้นำและคริสตจักรหรือองค์กรในความมืดมิดที่ผ่านมา

ชัยชนะที่ธรรมดาเล็กน้อยนี้เป็นเหมือนเมล็ดผักกาดที่พระเยซูคริสต์เปรียบเทียบ   เมื่อหว่านลงไปในดินแล้วก็จะงอก เติบใหญ่ เกิดดอกออกผล   และขยายพันธุ์ต่อไป   และนี่คือการทำพันธกิจ   และนี่คือลักษณะของแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์อธิบายไว้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

25 เมษายน 2561

ทำไมผู้นำถึง “หยุดนำ”?


ในตอนก่อนเราได้แบ่งปันกันถึงความจริงว่า  แม้ว่าใครที่มีตำแหน่งผู้นำทั้งในคริสตจักร หรือ ในองค์กร  มิใช่ทุกคนที่จะทำหน้าที่ “นำ” องค์กรของตนเสมอไป   และพบว่า มีผู้นำในตำแหน่งบางคนที่ “ไม่ได้นำ” หรือ “หยุดนำ”  ทั้ง ๆ ที่เราพบว่า เขาทำงานหนัก หรือ วุ่นกับงานในองค์กรของเขา

จากนั้น   เราได้ให้ประเด็นที่ใช้ในการบ่งชี้ว่า  ถ้าผู้นำที่ “นำ” ในองค์กรของตนเอง   จะมี 12 ประเด็นบ่งชี้ที่ชัดเจน  ถึงแม้จะไม่เกิดครบพร้อมทั้ง 12 ประการในครั้งเดียวกันก็ตาม   แต่สามารถประเมินว่า  ผู้นำคนนั้นของเรากำลัง “นำ” หรือ “หยุดนำ” ในฐานะและตำแหน่งผู้นำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หลายท่านคงถามต่อในใจว่า  แล้วทำไมจึงมีผู้นำที่ “ไม่นำ” หรือ “หยุดนำ” ล่ะ?

เหตุผล 10 ประการที่ผู้นำ “หยุดนำ”

1.   ผลกระทบสะสมจากการร้องเรียนและวิพากษ์วิจารณ์
การวิพากษ์วิจารณ์ หรือ การร้องเรียน  ทำให้เกิดความท้อแท้ง่ายกว่าการชื่นชม/ชมชื่น

2.  ยิ่งทำงานนานเท่าใด   ยิ่งทำให้จิตวิญญาณเหนื่อยล้ามากเท่านั้น
เราทุกคนต่างได้รับความเหนื่อยอ่อนในชีวิต   แต่ถ้าเมื่อใดที่ฤทธิ์ความเหนื่อยอ่อนแทรกตัวเข้าในไขกระดูกหรือจิตวิญญาณ   ย่อมทำให้คนนั้นยากที่จะก้าวต่อไปในชีวิตของเขา

3.  พยายามทำมากเกินไป  และมักทำงานคนเดียว
แทนที่จะนำ  ผู้นำกลับลงไปทำเอง  บ้างอาจจะเพราะไม่เชื่อ/มั่นใจว่าคนที่เรามอบหมายจะทำอย่างใจได้เลยรีบทำแทนหรือให้ทำตามที่ตนต้องการ  หรือไม่ก็นำแบบตัวคนเดียว ย่อมทำให้งานที่นำนั้นไม่ยั่งยืน

4.  กลัวที่จะประสบความล้มเหลว
ถ้าผู้นำมุ่งที่จะเลือกทำงานที่มีแต่ความปลอดภัย  ยอมเลี่ยงไม่ได้   เพราะตนกลัวว่าจะพบกับความล้มเหลว 

5.  สูญเสียความเชื่อแห่งการทรงเรียก และ แผนการของพระเจ้า
เมื่อผู้นำมืดมัว หรือ คลุมเครือ ไม่มีความชัดเจนในการทรงเรียกของพระเจ้า การอยู่ด้วยของพระองค์ และแผนงานของพระองค์   ผู้นำคนนั้นก็เกือบหมดสภาพในการนำของเขา

6.  ชีวิตส่วนตัวไม่มีการเจริญเติบโต
ไม่มีใครที่จะสามารถนำเกินกว่าประสบการณ์ชีวิตที่ตนผ่านพบและเรียนรู้มา ดังนั้น ถ้าผู้นำหยุดการมีประสบการณ์ใหม่ และ เรียนรู้สิ่งใหม่ชีวิตส่วนตัวไม่เติบโตก้าวหน้า  และก็จะทำให้การนำจมปลักอยู่กับที่

7.  การปล้ำสู้ในชีวิตส่วนตัว
เราต่างต้องเผชิญหน้าสถานการณ์ชีวิตกับการปล้ำสู้ในลักษณะต่าง ๆ เป็นครั้งคราว   แต่การที่จะต้องเผชิญหน้า ปล้ำสู้ ต่อสู้เรื่องนั้น ๆ เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน เช่น ปัญหาชีวิตสมรส  ชีวิตครอบครัว  ปัญหาเรื่องสุขภาพ  สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้ผู้นำคนนั้นหยุดในการนำของเขาได้

8. ไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง หรือ ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง
เป็นไปไม่ได้ที่จะนำให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ หรือ ไปถึงอนาคตที่พึงประสงค์โดยไม่ได้นำสู่การเปลี่ยนแปลง

9.  ขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและน่าสนใจ
จะนำได้อย่างไรในเมื่อผู้นำเองยังไม่รู้ว่าทิศทางที่จะมุ่งหน้าไปอยู่ที่ไหน  

10. ทุ่มเทและพยายามมาเป็นเวลาที่ยาวนาน
ผู้นำก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง   แต่ถ้าผู้นำคนนั้นนำไปยาวนานแล้วยังไม่เกิดผล   เป็นการนำที่พยายามรักษาสภาพเดิมที่คริสตจักร หรือ องค์กรเป็นอยู่   และผลที่ได้รับก็เป็นไปแบบเดิม ๆ  ย่อม “หยุดนำ” ไปโดยปริยาย

เหตุผลประการหลักที่ผู้นำ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  คือ ความท้อแท้หมดกำลังใจ

ความท้อแท้หมดกำลังใจเป็นผลที่สั่งสมรวมตัวเข้ากันของหลายสาเหตุ   แน่นอนว่าเราคงไม่เคยพบว่ามีผู้นำคนไหนที่ต้องพบกับสาเหตุข้างต้นทุกประการในการเป็นผู้นำของตน   แท้จริงแล้วแค่ สอง-สาม-สี่ ประการก็มากเกินพอแล้วที่จะเป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้ผู้นำคนนั้น “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”

การเริ่มตระหนักรู้ถึงสาเหตุต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้น  เป็นเพียงก้าวแรกที่ผู้นำจะไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือ เบี้ยล่างของสาเหตุเหล่านั้น   แต่ทำให้เกิดการใคร่ครวญพิจารณาเพื่อแสวงหาแนวทางที่จะ “สยบ” สาเหตุเหล่านั้นก่อนที่จะตกให้เป็นเหยื่อให้มันจะบดขยี้เอา

เมื่อเราพบสาเหตุที่ทำให้ “หยุดนำ” หรือ “ไม่นำ”  แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499