แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรงเรียก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทรงเรียก แสดงบทความทั้งหมด

12 พฤศจิกายน 2561

พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นผู้นำ...!

ตลอดเรื่องราวและคำสอนในพระคัมภีร์เราพบว่า  พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างให้มีความรับผิดชอบสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในรูปแบบต่าง ๆ หรือ เราอาจจะเรียกในภาษาปัจจุบันว่า   พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่ทรงสร้างให้เป็น “ผู้นำ” ในบริบทและรูปแบบต่าง ๆ

พระเจ้าทรงเรียกทุกคนให้เป็นผู้นำที่รับใช้พระองค์ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

แล้ว​พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “ให้​เรา​สร้าง​มนุษย์​ตาม​ฉายา​ของ​เรา ตาม​อย่าง​ของ​เรา ให้​ครอบ​ครอง​ฝูง​ปลา​ใน​ทะเล ฝูง​นก​ใน​ท้อง​ฟ้า​และ​ฝูง​สัตว์​ใช้​งาน ให้​ปก​ครอง​แผ่น​ดินโลก​ทั้ง​หมด และ​สัตว์​เลื้อย​คลาน​ทุก​ชนิด​บน​แผ่น​ดิน​ทั้ง​หมด” (ปฐมกาล 1:26 มตฐ.)

พระเจ้าทรงเป็น “ผู้นำที่ดีเยี่ยมยอดที่สุด”  และพระองค์ทรงเรียกผู้ที่เชื่อและศรัทธาในพระองค์ให้เป็น “ผู้นำที่ดี” ตามอย่างพระองค์ท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง   แท้จริงแล้ว พระเจ้ามีทางเลือกและวิธีการอื่น ๆ ในการเสริมสร้างผู้ที่จะรับผิดชอบและสานต่อพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำไว้   แต่พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเลือกที่จะเสริมสร้างมนุษย์ให้มีความรับผิดชอบ และ สานต่องานทรงสร้างของพระองค์ต่อจากพระองค์  ด้วยการระบายลมปราณแห่งชีวิตและพระวิญญาณของพระองค์เข้าในชีวิตมนุษย์  ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาทั้งลักษณะและศักยภาพอย่างพระองค์ใส่ในชีวิตของมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง และให้มนุษย์สามารถติดต่อสัมพันธ์สื่อสารกับพระองค์และติดตามพระองค์  

ยิ่งกว่านั้น สิ่งเหล่านี้พระเจ้ามิได้ “บีบบังคับ” ให้มนุษย์ต้องเป็นอย่างที่พระเจ้ามีพระประสงค์   พระเจ้าให้มนุษย์มีโอกาสที่จะเลือก และ ตัดสินใจด้วยตนเอง  มนุษย์จึงสามารถที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกเป็น “ผู้นำ”  ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  หรือ จะเป็น “ผู้นำ” ตามใจปรารถนาของตนเอง  หรือเลือกที่จะเป็น “ผู้นำที่เป็นคู่แข่ง หรือ เป็นผู้นำที่สนองตอบพระประสงค์” ของพระเจ้า

แต่เมื่อมนุษย์ตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้นำที่เป็นคู่แข่ง และ คู่ขัดพระประสงค์พระเจ้า”  ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจึงได้รับความเสียหาย เกิดความเลวร้าย ถูกทำร้ายทำลาย   ในสถานการณ์เช่นนี้พระเจ้าย่อมมีสิทธิที่จะมีแผนการใหม่ของพระองค์   แผนการการกอบกู้สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างที่ไม่จำเป็นที่จะมีมนุษย์ต่อไป   แต่ในแผนการใหม่แห่งการกอบกู้ของพระองค์ก็ยังมี “มนุษย์” ที่ทำตัวเป็น “คู่แข่ง และ คู่ขัด” ของพระองค์ร่วมอยู่ด้วย   และพระเจ้ายังให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างยัง “มีอำนาจเหนือ และ ครอบครอง” สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (ดู ปฐมกาล 1:28)

พระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง  เป็นกระบวนการทำงานของพระเจ้าที่เกิดขึ้นอย่างตลอดต่อเนื่องทั้งพระคัมภีร์   เมื่อพระเจ้าตัดสินใจเลือกชนเผ่าที่จะเป็นประชาชาติของพระองค์   พระองค์มิได้ทรงเรียกฝูงชนทั้งชนเผ่าดังกล่าว   แต่พระองค์ทรงเรียก “ผู้นำ” คนหนึ่ง คืออับราฮัม ที่จะนำและสร้างชนชาติของพระองค์   และเมื่อพระเจ้าต้องการที่จะช่วยกู้ชนเผ่าอิสราเอลออกจากการเป็นทางทาสในประเทศอียิปต์   พระองค์มิได้นำประชากรชนเผ่าอิสราเอลทั้งหมดเอง   แต่พระเจ้าทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้นำคนในชนเผ่าอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์   และเมื่อประชาชนคนชนเผ่าอิสราเอลจะข้ามแม่น้ำเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา   ประชาชนอิสราเอลติดตามการนำของโยชูวาที่พระเจ้าทรงเรียกและเลือก

ทุกครั้งเมื่อพระเจ้าประสงค์ในการทำการใหญ่แห่งพระราชกิจของพระองค์   พระองค์ทรงเรียกคนที่จะพระองค์จะทรงใช้ให้เป็น “ผู้นำ” ในงานใหญ่นั้น  

วันนี้พระเจ้าทรงเรียกท่านให้เป็นผู้นำในงานที่พระองค์ประสงค์จะให้ท่านรับผิดชอบ และ สานต่อพระราชกิจของพระองค์   ซึ่งมีทั้งงานใหญ่ หรือ งานเล็กในสายตาของแต่ละคน  

แต่ทุกงานเป็นงานที่สำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

10 พฤษภาคม 2556

ทรงเรียกเราไปทำไม?


อ่าน 2เธสะโลนิกา 2:13-17

13 พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ผู้​เป็น​ที่​รัก​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า เรา​ควร​ขอบ​พระ​คุณ​พระเจ้า​เพราะ​ท่าน​อยู่​เสมอ เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​เลือก​ท่าน​ไว้​ตั้ง​แต่​เดิม​เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ความ​รอด โดย​การ​ชำระ​ของ​พระ​วิญญาณ​ให้​บริสุทธิ์ และ​โดย​การ​เชื่อ​ความ​จริง   

14 พระ​องค์​ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​เพื่อ​การ​นี้​โดย​ทาง​ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​เรา เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​ร่วม​ใน​ศักดิ์​ศรี​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา   

15 เพราะ​ฉะนั้น พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย​จง​มั่น​คง​ไว้ และ​ยึด​ถือ​คำ​สอน​ที่​ท่าน​ได้​เรียน​จาก​เรา ไม่​ว่า​จะ​ด้วย    ​คำ​พูด​หรือ​ด้วย​จด​หมาย 

 16ขอ​ให้​​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา และ​พระเจ้า​พระ​บิดา​ของ​เรา ผู้​ทรง​รัก​เรา​ และ   ​ประ​ทาน​ให้​เรา​มี​ความ​ชู​ใจ​นิรันดร์ และ​ความ​หวัง​อัน​ดี​โดย​พระ​คุณ   17 ทรง​ชู​ใจ​และ​ทรง​เสริม​ท่าน​ให้​มั่น​คง ใน​การ​กระ​ทำ​และ​ใน​วาจา​อัน​ดี​ทุก​อย่าง (ฉบับมาตรฐาน)

เราท่านต่างเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “การทรงเรียกของพระเจ้า” แต่มีความหมายเช่นไรสำหรับเราแต่ละคน?

พระเจ้ายังทรงเรียกผู้คนในปัจจุบันด้วยหรือ?   หรือพระเจ้าทรงเรียกแต่คนในยุคพระคัมภีร์เท่านั้น?

พระเจ้าตรัสเรียกบางคนที่พระองค์ประสงค์จะเรียกเท่านั้นใช่ไหม  หรือพระองค์ทรงเรียกเราทุกคน?

พระองค์อาจจะมิได้เรียกด้วยเสียงดัง แต่พระองค์ยังทรงกระทำพระราชกิจแห่งการทรงเรียกให้ผู้คนติดตามพระองค์ในปัจจุบัน

แล้วพระเจ้าทรงเรียกเราไปทำไม?

ตามความเข้าใจและความเชื่อบนรากฐานพระคัมภีร์   การทรงเรียกมี 3 ลักษณะที่สำคัญดังนี้

1.   ทรงเรียกให้มารับความรอด:  

เพราะอำนาจแห่งความบาปชั่วได้ฉุดลากกระชากมนุษย์ให้ออกห่างจากพระเจ้า   ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้าต้องฉีกขาดลง   ดังนั้น การทรงเรียกประการแรกของพระองค์ก็เพื่อที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ขึ้นใหม่   โดยพระเจ้าช่วยเราให้หลุดรอดออกจากการอยู่ภายใต้อำนาจความบาปชั่วโดยการเชื่อพึ่งศรัทธาในพระเยซูคริสต์   

2.   ทรงเรียกเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตใหม่ในพระคริสต์:  

เมื่อเราได้รับการกอบกู้และฉุดช่วยให้กลับมามีสัมพันธภาพใหม่กับพระเจ้า   เกิดการคืนดีกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์แล้ว   ชีวิตของเราในช่วงนี้ยังมิใช่ชีวิตที่มีความสมบูรณ์เข้มแข็ง   หรือที่พระคัมภีร์ใช้ภาษาที่ว่า  ชีวิตของเรายังมิได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ 

หมายความว่าชีวิตของเรายังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้มีความคิด มุมมอง  ความเข้าใจ  และการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า  

หมายความว่า เป้าหมายปลายทางชีวิตของเรายังไปได้เป็นไปตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์   แต่ในกระบวนการทรงเรียกในระดับที่สองนี้  เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของเราเริ่มมีเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะมุ่งไปสู่ทิศทางแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า  และนี่เป็นพระราชกิจของพระเจ้า  โดยผ่านองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์  และในส่วนของเราจะต้องเชื่อฟังที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายชีวิตแห่งพระประสงค์   บนจุดนี้ต้องการความตั้งใจ ชีวิตที่อุทิศ  มอบถวายทั้งชีวิตของเราแด่พระเจ้า  

แต่ถ้าเราเลือกที่จะไม่ยอมเข้าร่วมในกระบวนการการเสริมสร้างชีวิตของเราใหม่ให้เป็นสาวกของพระคริสต์   การพัฒนาสู่ชีวิตสาวกของพระคริสต์ในตัวเราก็จะถูก “แช่แข็ง”  การเติบโตของชีวิตในพระคริสต์ของเราก็จะสะดุดหยุดชะงักไป   อย่างนี้พระคัมภีร์เรียกว่า ชีวิตของเรายังไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์

3.   ทรงเรียกให้รับใช้:  

พระเจ้าทรงเลือกและเรียกผู้เชื่อแต่ละคนให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์   ตามของประทานด้านต่างๆ  ตามทักษะความสามารถ ตามทรัพยากร และ โอกาสที่พระเจ้าทรงประทานให้  และที่สำคัญคือเราแต่ละคนควรเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์ตามแผนการของพระองค์ และเพื่อให้บรรลุสำเร็จตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์

ถ้าเช่นนั้น  ทุกวันพระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนตามพระประสงค์ของพระองค์

เราคงจำเป็นต้องถามว่า  
ทุกวันนี้เราได้ตอบสนองเช่นใดบ้างต่อการทรงเรียกขององค์พระผู้เป็นเจ้า?  

เราต้องตระหนักเสมอว่า  ทุกวันเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์ของพระองค์...
เป็นเวลาที่เราจะต้องรายงานผลการตอบสนองการทรงเรียกของวันที่ผ่านมาแล้วต่อพระองค์   
เป็นเวลาที่เราสามารถที่จะทูลปรึกษาพระองค์ถึงสิ่งที่เราไม่มั่นใจ  ที่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  
เป็นเวลาที่เราจะต้องสารภาพยอมรับในความหละหลวม ล้มเหลว ไร้วินัยในชีวิตของเรา  
เป็นเวลาที่เราจะทูลขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ในการตอบสนองการทรงเรียกของพระองค์  
เป็นเวลาที่เราจะทูลขอพระปัญญาและการทรงนำ    และ
เป็นเวลาที่เราจะทูลขอกำลังจากพระองค์

วันนี้ท่านได้ยินการทรงเรียกของพระเจ้าเช่นไรบ้าง?
วันนี้ท่านตอบสนองการทรงเรียกของพระองค์อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (3): เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...ขอให้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร

อ่านลูกา 1:26-38
“...พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายัง...นาซาเร็ธ...ไปหาหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ...หญิงคนนี้ชื่อมารีย์ ...แล้ว(ทูตสวรรค์)บอกกับมารีย์ว่า  ‘เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก   จงชื่นชมยินดีเถิด  องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่กับเธอ’
มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น...ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า  ‘มารีย์เอ๋ย  อย่ากลัวเลย  เพราะเธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน...เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย  จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู   บุตรนั้นจะเป็นใหญ่  และจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด...พระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิด...ให้แก่ท่าน...’
มารีย์จึงพูดกับทูตสวรรค์องค์นั้นว่า  ‘เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร   เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด’   ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า ‘พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหนือเธอ   ฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ  เพราะฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่เกิดมานั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า
‘นี่แนะ  ถึงแม้นางเอลีซาเบธญาติของเธอจะชราแล้วก็ยังตั้งครรภ์บุตรชาย   บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหมันก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว   เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้’
มารีย์จึงกล่าวว่า  ‘นี่แนะ  ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมจะเป็นไปตามคำของท่าน’  (ฉบับมาตรฐาน)

จากตอนที่แล้ว  เราพบว่าพระเจ้าทรงเรียกเศคาริยาห์พร้อมทั้งเอลีซาเบธเข้าร่วมในพระราชกิจแห่งการทรงกอบกู้ของพระเจ้า   เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจถึงการทรงเรียกนั้นที่มิได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ควรจะเป็น  แต่เป็นไปตามแผนการและพระประสงค์ของพระองค์   ในฐานะผู้นำศาสนาเศคาริยาห์ไม่รู้จะอธิบายแก่ผู้คนรอบข้างอย่างไร   วิธีการของพระเจ้าคือให้เศคาริยาห์เป็นใบ้   ไม่จำเป็นที่ทุกเรื่องที่ทรงเรียกเราให้ทำต้องพิสูจน์  หรือจะต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจได้ถ่องแท้ชัดเจน   หลายต่อหลายเรื่องไม่สามารถพิสูจน์หรืออธิบายได้   จนกว่าเมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงแล้วผู้คนรอบข้างจะประจักษ์ด้วยตัวเขาเอง   ทูตสวรรค์จึงบอกเศคาริยาห์ว่า     เศคาริยาห์จะเป็นใบ้  พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น (ข้อ 20)   และเมื่อเอลีซาเบธรู้ว่าตนตั้งครรภ์ในห้าเดือนแรกนางเก็บตัว “อยู่กับบ้านอย่างเงียบๆ” (ข้อ 24 ฉบับมาตรฐาน)

เรื่องในทำนองคล้ายกันนี้ได้เกิดขึ้นกับมารีย์ หญิงพรหมจารีที่หมั้นกับโยเซฟ   เมื่อทูตสวรรค์องค์เดียวกันนี้มาแจ้งแก่เธอว่า   เธอเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า และ พระเจ้าสถิตกับเธอ   และบอกอีกว่าเธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   พระคัมภีร์บอกว่า  “มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น” (ข้อ 29)   และในข้อเดียวกันนี้บอกต่อไปอีกว่า  “เธอรำพึงว่า คำทักทายมีความหมายว่าอย่างไร”  

ลักษณะพิเศษในที่นี้คือ  มารีย์ตกใจในสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกเธอ   แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธหรือก็มิได้ไม่ยอมเชื่อสิ่งที่ทูตสวรรค์บอก   แต่เธอรำพึง  คิด ใคร่ครวญคำพูดเหล่านั้นของทูตสวรรค์ว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่!

อะไรในคำพูดของทูตสวรรค์ที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการแรก   เธอเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง  มิได้เป็นคนดีเด่นสำคัญอะไรเลย  แต่ทูตสวรรค์มาบอกเธอว่า  เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน  และพระเจ้าสถิตอยู่กับเธอ   สำหรับสามัญชนในวัฒนธรรมคนยิวที่มีบุรุษเป็นใหญ่และสำคัญ   สิ่งที่ทูตสวรรค์ทักทาย ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมารีย์ได้  เพราะเธอเป็นเพียงเด็ก และ ผู้หญิง   คำพูดนี้ทำให้เธอตกใจ   แต่เธอใคร่ครวญ คิด รำพึงว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่

ประการที่สอง  ทูตสวรรค์บอกเธอว่า เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   ในขณะนั้นมารีย์ได้หมั้นกับ   โยเซฟแล้ว   ตามวัฒนธรรมยิวเรื่องการหมั้นการแต่งงานมีสามขั้นตอนสำคัญคือ   ขั้นตอนแรก เมื่อเด็กหญิงชายยังเล็กอยู่พ่อแม่จะหมายหมั้นกันไว้ก่อน  ในขั้นตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้     ขั้นตอนที่สอง เมื่อมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง พ่อแม่จะจัดการหมั้นเด็กหนุ่มหญิงสาวให้เป็นคู่หมั้นกัน   ในขั้นตอนนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว   แต่หนุ่มสาวคู่นี้จะยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน    ขั้นที่สาม  เมื่อถึงเวลาอันควรหนุ่มสาวก็เข้าสู่พิธีแต่งงานและร่วมหอลงเรือนด้วยกัน

สำหรับมารีย์และโยเซฟอยู่ในขั้นตอนที่สอง  คือได้ทำพิธีหมั้นแล้ว   และในช่วงนี้ถ้าฝ่ายหญิงเกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่ง  หญิงและชู้จะต้องถูกหินขว้างตาย  และโยเซฟคู่หมั้นที่เธอรักจะคิดอย่างไรกับเธอ   คงต้องคิดว่าเธอไปคบชู้แน่   และนี่คือสิ่งที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการที่สาม   ทูตสวรรค์แจ้งแก่เธอว่า  บุตรชายที่เธอจะคลอดนั้นมิใช่เด็กชายธรรมดา   แต่จะเป็นพระบุตรของพระเจ้า   เป็นเด็กที่เกิดมาโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   เรื่องนี้ยากที่เธอจะเข้าใจได้   แต่เธอรำพึง ใคร่ครวญในเรื่องนี้ว่าหมายความว่าอย่างไร   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่รู้จะบอกคนอื่นอย่างไร  หรือถ้าจะพูดจะบอกใครก็เกรงว่า   ผู้คนจะมองว่าเธอ “เพี้ยนไปแล้ว” หรือไม่ก็ “เธอท่าจะบ้า”   หรือถ้าพูดไม่ถูกกาลเทศะจะพาลให้เธอถูกหินขว้างตายก็ได้  เพราะการพูดเช่นนี้เป็นการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า  และประการนี้ก็ทำให้มารีย์ตกใจเช่นกัน

ประการที่สี่   ทูตสวรรค์บอกกับเธอว่า   เด็กชายที่จะเกิดมานี้จะเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดราชบัลลังก์จากกษัตริย์ดาวิด   นั่นหมายความว่า  บุตรชายของเธอที่จะเกิดมานี้จะเป็นผู้นำในการปฏิวัติปลดแอกการปกครองของพวกโรมัน  เพื่อสถาปนาอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่   ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งด้วยสาเหตุคือ   เธอจะให้กำเนิดบุตรชายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตามพระสัญญาของพระเจ้า   และอีกเหตุผลหนึ่งที่น่าตกใจคือ  บุตรชายของเธอจะกลายเป็น “กบฏแผ่นดิน” กลายเป็นคนนอกกฎหมาย  คนที่ถูกตามล้างตามฆ่าจากทั้งกษัตริย์ที่ปกครองอิสราเอลซึ่งในตอนนั้นคือเฮโรดมหาราช   และกองกำลังที่แข็งแกร่งของจักรวรรดิโรมัน   ชีวิตของเธอไม่มีความสงบสุขแน่   นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าตกใจสำหรับมารีย์เช่นกัน

แต่จากการรำพึง ใคร่ครวญ ของมารีย์ต่อคำพูดของทูตสวรรค์  ที่สร้างความตกใจแก่เธอนั้น   ทำให้เธอได้ยินถึงการทรงเรียกของพระเจ้า  ให้เธอเข้าร่วมในพระราชกิจครั้งสำคัญของพระองค์   ดังนั้น  มารีย์จึงตอบสนองการทรงเรียกด้วยการตอบทูตสวรรค์ที่ว่า   “...ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”  (ข้อ 38 ฉบับมาตรฐาน)

ในการตอบสนองการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างมารีย์มีสองประการที่สำคัญคือ

หนึ่ง   มารีย์สำนึกว่า ตนเป็น “ทาส” รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ในการเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกเราในชีวิตประจำวัน   เรามิได้เข้าร่วมในพระราชกิจเพราะเรามีบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าต้องทำ  หรือ  เพราะเรามีความสามารถที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง  หรือเพราะเรามีตำแหน่งสูง  แต่การเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น   เรายอมตนที่จะทำตามที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ   เราทำตาม “กระแสรับสั่ง” จากพระเจ้า  เพราะเราสำนึกว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

สอง   มารีย์พร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ชีวิตที่จะเกิดขึ้น   ชีวิตของเธอพร้อมที่จะเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า   มิใช่แผนการของเธอเอง   มิใช่ตามแผนการความคิดที่เธอคิดวางไว้   แต่พร้อมที่จะเดินไปตามที่พระเจ้ามีแผนการให้เธอเดินไป  มารีย์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”

ในช่วงสี่สัปดาห์ที่เราใคร่ครวญชีวิตคริสตชนถึงการทรงเรียกของพระเจ้า 

1. ท่านเคยมีประสบการณ์ที่วางใจในการกระทำตามการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่?   เกิดเหตุการณ์อะไรบ้างในครั้งนั้น?   และเกิดผลเช่นไรบ้าง?

2. วันนี้ ท่านได้เปิดชีวิตฟังให้ได้ยินถึงเสียงแห่งการทรงเรียกหรือไม่?   อย่างไร?

3. ท่านพร้อมที่วางใจในพระประสงค์ และ แผนงานของพระองค์สำหรับชีวิตและอนาคตของท่านหรือไม่?  ท่านวางใจด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง?

4. ในการยอมดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกและแผนการของพระเจ้า  อาจนำความกลัวและความเสี่ยงเข้าในชีวิตของท่าน   ท่านจะจัดการกับความกลัวและความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499