แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตคริสตชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิตคริสตชน แสดงบทความทั้งหมด

07 สิงหาคม 2563

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตคริสตชน

ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สถานการณ์แวดล้อมสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเรา เราต่างเครียดไปตาม ๆ กัน  บ้างเครียดมาก บ้างเครียดน้อย แล้วแต่แต่ละคนว่ามี “ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ” มากน้อยแค่ไหน และเมื่อเครียดมากหรือเครียดติด ๆ กันยาวนาน ดูเหมือนความอดทนมันหดหายลดน้อยลงอย่างน่าห่วง

แต่ในฐานะคริสตชน พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นผู้ที่ “มีจิตใจที่เมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง” (แทนที่จะเครียด หดหู่ อารมณ์เสีย) พระคริสต์ประสงค์ให้สาวกของพระองค์มีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่เมื่อเขาคนนั้นเหมาะสมที่จะได้รับความเมตตาปราณีจากเราเท่านั้น แต่พระคริสต์ทรงเรียกให้เรามีจิตใจที่เมตตาปรานีแก่คนที่ไม่สมควรที่จะได้รับความรักเมตตาปรานีจากเราด้วย  

และนี่จึงมิใช่การที่มีจิตใจเมตตากรุณาเท่านั้น แต่เป็น “จิตใจที่เปี่ยมด้วยพระคุณพระเจ้า” และนี่คือพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่เราแต่ละคน

“พระคุณพระเจ้า” ที่แท้จริงนั้นเป็นพระคุณที่ให้แม้คนรับที่ไม่สมควรที่จะได้รับพระคุณนั้น

พระเยซูคริสต์ทรงเรียก และ คาดหวังจากเราแต่ละคนให้มีชีวิตประจำวันที่มี “พระคุณพระเจ้า” ในการดำเนินชีวิต   และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชีวิตของเราจะต้องเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่เป็นช่องทางนำพระคุณพระเจ้าเข้าไปยังชีวิตคนอื่นรอบข้างเราในแต่ละวัน และไม่ละเว้นคนที่ไม่สมควรจะได้รับด้วย นั่นเป็นเรื่องยากสำหรับเราหลายคนใช่ไหมครับ?

แทนที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่พระคุณของพระเจ้าจะไหลไปสู่คนอื่น ๆ ผ่านชีวิตของเรา แต่ชีวิตของเรากลับเป็นเหมือนสระน้ำนิ่ง (ที่มีแต่ท่อรับน้ำเข้า แต่ไม่ได้มีท่อที่ไหลไปสู่ผู้อื่น นอกจากท่อน้ำเสียน้ำทิ้งเท่านั้น) เราล้มเหลวในการที่จะส่งต่อพระคุณพระเจ้าที่เราไม่สมควรจะได้รับไปยังคนอื่นรอบข้าง แต่กลับกอดยึดพระคุณนั้นไว้คนเดียวอย่างเหนียวแน่น คงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เห็นแก่ตัว

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”  ไม่ใช่สระน้ำนิ่ง” ที่มีท่อเปิดรับเอาพระคุณของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตตนเท่านั้น แทนที่เรามุ่งที่จะรอรับพระคุณพระเจ้าตลอดเวลา เราควรจะตั้งใจและเต็มใจที่จะเป็นท่อแห่งพระคุณที่ให้พระคุณพระเจ้าไหลไปยังคนอื่น และนี่เป็นอีกการทรงเรียกหนึ่งในชีวิตคริสตชนแต่ละคน

แล้วทุกวันนี้ เราเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่ส่งต่อพระคุณเข้าไปในชีวิตคนอื่นรอบข้าง หรือ เป็นสระน้ำนิ่งที่เก็บกักพระคุณพระเจ้าไว้สำหรับตนเองเท่านั้น?

เราเป็นท่อแห่งพระคุณของพระเจ้า

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตเราเป็นเหมือน “สระน้ำนิ่ง” มากกว่า “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ในเวลาเช่นนั้นให้เรากลับมาทบทวนไตร่ตรองสะท้อนคิดถึงชีวิตที่เราได้รับพระคุณของพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ และเมื่อเราได้หยั่งลึกลงถึงความจริงของพระคุณพระเจ้าเราจะได้ไม่เก็บกักพระคุณนั้นไว้จากคนอื่น

เรามิได้รับการทรงเรียกเพียงเพื่อให้มารับ “พระคุณพระเจ้า” แต่ทรงเรียกเราให้นำพระคุณพระเจ้าไปเป็นพระพรในชีวิตของคนอื่น ๆ ด้วย และเราจะมีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราตั้งใจและเต็มใจสำแดงพระคุณของพระเจ้าผ่านชีวิตประจำวันของเราไปยังคนอื่น ๆ รอบข้าง ยิ่งชีวิตคริสตชนของเรามีความเข้าใจในพระคุณลึกซึ้งเท่าใด เราก็ยิ่งเห็นความจำเป็นที่ชีวิตของเราต้องมีพระคุณและส่งต่อพระคุณนั้นไปยังชีวิตคนรอบข้าง

ทุกสิ่งที่เรามี ทุกสภาพที่เราเป็น ทุกอย่างในชีวิตของเราเราพึ่งในพระคุณของพระเจ้าที่ไหลลงมายังชีวิตของเรา   เมื่อสัจจะแห่งพระคุณซึมลึกเข้าในจิตใจ ความนึกคิดของเรา เราจะมีชีวิตที่สำนึกในพระคุณของพระองค์ และตอบสนองพระคุณดังกล่าวของพระเจ้าที่หลั่งไหลลงมาในชีวิตของเราด้วยพระทัยกว้างขวาง ด้วยการที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา

บ่อยครั้งเราใช้คำว่า “พระคุณพระเจ้า” ที่มีความหมายความเข้าใจที่คลุมเครือ หรือ พูดให้เพราะว่าเป็นความหมายแบบนามธรรม แต่ถามหน่อยเถิดครับว่า เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปถึงชีวิตของคนอื่น นั้นเป็นอย่างไรกันแน่?   หรือ เราต้องทำอย่างไร? มีท่าทีและการกระทำแบบไหน? หรือเราจะแปลง “พระคุณพระเจ้า” ให้เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างไร?

ให้เราดูจากพระวจนะของพระเจ้าว่า “เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่นสะท้อนให้เห็นการกระทำแบบไหนที่เป็นการนำพระคุณของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่น?”

1. ไม่พยายามเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง แต่แสวงหาที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง (เอเฟซัส 4:3)

2. เต็มใจที่จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก (ฟีลิปปี 5:2)

3. แสวงสวัสดิภาพ และ สิ่งดีดีเพื่อคนอื่น (ฟีลิปปี 2:3)

4. พูดแต่สิ่งที่เสริมสร้างกันและกัน มิใช่พูดสิ่งที่ทำร้ายทำลายกัน (เอเฟซัส 4:29)

5. อย่าพยายามเรียกร้องให้คนอื่นฟังตน แต่จงมุ่งมั่นตั้งใจในการฟังคนอื่น (สุภาษิต 18:2)

6. ใส่ใจในความต้องการจำเป็นของผู้อื่น แทนที่สนใจแต่สิ่งที่ตนเองต้องการ (ฟีลิปปี 2:4)

7. จงกระทำด้วยใจถ่อมสุภาพ มิใช่ด้วยอวดตัว และ หยิ่งผยอง (1โครินธ์ 13:4)

8. ไม่จดจำความผิดของผู้อื่น (1โครินธ์ 13:5)

9. แสวงหาทางที่จะช่วยและหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น (โรม 12:10)

10. การให้อภัยโดยไม่คิดค่าราคาหรือสิ่งตอบแทน (เอเฟซัส 4:32)

11. หาทางที่จะเข้าใจคนอื่น เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (โรม 12:18)

12. ไม่คิดที่จะแก้เผ็ดตอบโต้ (โรม 12:14)

13. มุ่งเน้นที่ความสำคัญของเป้าหมายเหนือสถานการณ์ล้อมรอบ (ฟีลิปปี 3:13-14)

14. สำแดงพระคุณโดยไม่แบ่งแยก ชนชั้น หน้าตา คนดี คนเลว (ฟีเลโมน 1:17)

15. ไม่มองข้ามความบาปผิด แต่มุ่งใส่ใจใสสิ่งที่บริสุทธิ์ (1โครินธ์ 13:6)

คุณลักษณะของพระคุณในชีวิตดูจะหนักหนาสาหัสไหม? โปรดตระหนักชัดว่า พระเจ้าประทานทุกสิ่งที่จำเป็นในชีวิตแก่เรา ที่เราจะมีชีวิตดำเนินไปตามทางของพระองค์ (2เปโตร 1:3)  

ในช่วงเวลาใดก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกว่ายากที่จะสำแดงพระคุณแก่ใครบางคน ให้เราทูลต่อพระเจ้าโปรดช่วยให้เราสามารถสำแดงพระคุณของพระองค์แก่คน ๆ นั้น และตระหนักชัดเสมอว่า เราได้รับพระคุณจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




05 พฤศจิกายน 2561

ชีวิตคริสตชนแบบ “เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ แล้วบินเฉียงเตลิดไป”

เราคงเคยพบคนแบบนี้มาแล้ว   คริสตชนเหล่านี้ดูไม่มีความเร่งด่วนอะไรในชีวิต  อีกทั้งไม่สนใจที่จะระแวดระวังในการดำเนินชีวิตประจำวัน  เวลาฟังอะไรก็ดูเหมือนฟังผ่าน ๆ ไป ไม่ใส่ใจ  มิได้มุ่งมองไปที่พระคริสต์ในการดำเนินชีวิตในทุกสถานการณ์   ผลที่เกิดขึ้นกับคริสตชนคนแบบนี้คือ ชีวิตมิได้มีจุดยืนจุดเชื่อที่มั่นคง   ชีวิตของเขามักเลื่อนลอยลื่นไถลไปตามกระแสสังคมรอบตัวเขา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “เขาไม่มีจุดยืนจุดเชื่อที่มั่นคง”  เขามิได้ตระหนักว่า การดำเนินชีวิตในสังคมโลกปัจจุบันนี้มิใช่เป็นเหมือนน้ำในสระน้ำ หรือ ทะเลสาบ ที่ดูนิ่งสงบ   แต่ชีวิตในสังคมโลกปัจจุบันเป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกราด   เป็นเหมือนทะเลที่บ้าคลั่งที่มีคลื่นใหญ่น้อยที่ซัดเข้าชายฝั่งอย่างรุนแรง   ถ้าชีวิตไม่มีจุดยืนจุดเชื่อที่มั่นคงก็จะถูกซัดกระหน่ำให้ล้มคว่ำจมลงก้นทะเล   และ  

ถ้าในชีวิตประจำวันของเรามิได้ฟังพระคริสต์อย่างจริงจังตั้งใจ   ถ้าสายตาของเรามิได้มุ่งจ้องมองจริงจังที่พระคริสต์ในทุกนาทีชั่วโมงของชีวิต   ชีวิตจะถดถอย แล้วจะถูกกระแสคลื่นซัดสาดให้ชีวิตต้อง “หลุดลอย” “ไหลลื่น” ไปตามแรงที่ซัดสาดนั้น   ชีวิตของเราก็จะออกห่างจากพระคริสต์มากขึ้นทุกทีทุกขณะ

ชีวิตคริสตชนที่ “เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ” เป็นชีวิตที่อันตราย  ชีวิตที่กำลังเข้าใกล้ความตายที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัว   แล้วเราจะเยียวยารักษาชีวิตที่ “เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ” ได้อย่างไร?  ฮีบรู 2:1 บอกกับเราว่า  “เหตุฉะนั้นเราต้องเอาใจใส่สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเราจะไม่เตลิดไป” (อมธ.)  กล่าวคือ เราต้องใส่ใจพระวจนะ คำสอนของพระคริสต์  ที่เราได้ฟังได้อ่านมาแล้ว เพ่งมองไปที่แบบอย่างชีวิตของพระคริสต์และคำสอนของพระองค์

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่เรามีชีวิตที่ไหลลื่นล่องลอยไปตามกระแสโลกมิใช่เพราะเราไม่มีทักษะที่ดีในการ “แหวกว่าย” ในสถานการณ์ชีวิตและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ แต่ที่สำคัญคือ  เราตัดสินใจ “ปล่อย” ให้ชีวิตของเราว่ายตามกระแสสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบัน เราตัดสินใจไม่ว่ายทวนกระแสน้ำแห่งสังคม มันอยู่ที่เราตัดสินใจ ไม่ได้อยู่ที่ความยากง่ายหรือทักษะการว่ายทวนกระแสสังคมและวัฒนธรรม และแย่กว่านั้นคือ  บ่อยครั้งที่เราปรารถนาที่และเต็มใจที่จะปล่อยให้ชีวิตของเราล่องลอยไปตามกระแสสังคมและวัฒนธรรมปัจจุบัน

ที่สำคัญคือ  การที่เรายอมปล่อยตนเองให้ล่องลอยไปตามกระแสชีวิตสังคมโลก   เพราะลึก ๆ แล้วมันมาจากความปรารถนาที่เราหลอกลวงตนเองต่างหาก

วันนี้เราเริ่มต้นใหม่ได้ครับ ให้ตาของเรามุ่งมองไปที่พระคริสต์   ให้หูของเราเปิดกว้างฟังเสียงของพระองค์   ว่าในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญในวันนี้พระคริสต์ต้องการให้มุ่งไปทิศทางไหน  จากนั้นให้เราพึ่งพาพระกำลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระองค์ประทานแก่เรา

เพราะการว่ายทวนกระแสสังคมและวัฒนธรรมของโลกปัจจุบัน เป็น “สงครามชีวิต” ของพระคริสต์กับอำนาจแห่งความชั่วร้าย มิใช่สงครามระหว่างเรากับอำนาจแห่งความชั่วร้าย   ดังนั้น เราต้องพึ่งในพระกำลังจากพระเจ้า   เพราะเราเป็นเพียงผู้หนึ่งที่ร่วมงานใน “กองทัพ” ของพระองค์ครับ!


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

07 สิงหาคม 2556

ชีวิตคริสตชนของท่านเติบโตไหม?

อ่านยากอบ 1:22

การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ หรือ เจริญขึ้นในการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์นั้น   มิได้เกิดขึ้นเพราะเราไปฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์  การถวายสิบลด  หรือ ถวายทรัพย์ เท่านั้น    ความจริงที่ปรากฏชัดเจนคือ คริสตชนหลายต่อหลายคนที่ทำเช่นกล่าวนี้ก็ยังเป็นคริสตชนที่เฉื่อยชา  อ่อนล้า แคระแกร็น  และตีบตันในเส้นทางการดำเนินชีวิตของตน   รากฐานที่สำคัญในการดำเนินชีวิต 2 ประการที่เราจะเติบโตขึ้นมีชีวิตที่เหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   คือการเรียนรู้คำสอนจากพระวจนะ  ขุดค้นลงลึกถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา  แล้วนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน   และรากฐานทั้งสองประการนี้เป็นรากฐานเดียวกันที่แยกออกจากกันต่างหากไม่ได้

การเรียนรู้ถึงสัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเป็นจุดเริ่มแรกที่สำคัญ   ที่มิใช่มีเป้าหมายเพียงการเรียนรู้เท่านั้นแต่เป็นการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์  แนวทาง  หรือ  วิถีชีวิตที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่เราจะต้องเชื่อฟังและกระทำตาม  

พระเยซูคริสต์ทรงสอนฝูงชนว่า  

“...คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข” (ลูกา 11:28 มตฐ)

“ทำไมพวกท่านเรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ แต่ไม่ทำตามสิ่งที่เราบอกนั้น? (ลูกา 6:46 มตฐ)

แล้วพระเยซูคริสต์ทรงเปรียบเทียบผู้ที่ฟังพระวจนะของพระองค์แล้วดำเนินชีวิตตามที่พระองค์สั่งสอนนั้นว่า   เป็นผู้ที่สร้างบ้านบนรากฐานศิลาที่แข็งแรงมั่นคงว่า   “47 ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเราแล้วทำตาม เราจะสำแดงให้พวกท่านรู้ว่าเขาเป็นเหมือนอะไร  48 เขาเป็นเหมือนคนหนึ่งที่สร้างบ้าน เขาขุดลึกลงไปแล้ววางรากฐานอยู่บนศิลา เมื่อมีน้ำท่วมและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาซัดบ้านนั้น มันก็ไม่หวั่นไหว เพราะถูกสร้างไว้อย่างมั่นคง”     (ลูกา 6:47-48 มตฐ)

และเปาโลยืนยันคำสอนนี้เช่นกัน 

“เพราะว่าคนที่เพียงแต่ฟังธรรมบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า
คนที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติต่างหากที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม” (โรม 2:13 มตฐ)

แล้วเราจะเรียนรู้ถึงสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?   หนทางหนึ่งที่สำคัญและมีประสิทธิภาพมากคือ   การที่คริสตชนแต่ละคนมีวินัยชีวิตในการเข้าเฝ้าพระเจ้าเป็นการส่วนตัวเป็นประจำทุกวัน    เพราะเป็นเวลาที่เขาคนนั้นจะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า   อ่านพระวจนะ  แล้วใคร่ครวญ  สงบนิ่งรับฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   รับการทรงเปิดเผยจากพระวิญญาณของพระเจ้า   มีเวลาที่จะสนทนากับพระเจ้าตัวต่อตัวในทุกเรื่องของชีวิต    ทูลขอการทรงเปิดเผย   และการทรงนำในความรู้  ความเข้าใจ  ความคิดและมุมมองต่างๆในชีวิต   ทั้งนี้เพื่อจะได้รับแนวทางการดำเนินชีวิตในวันนั้นจากพระเจ้า

การได้รับการทรงสอน  การทรงเปิดเผย   และรู้ถึงสัจจะความจริงและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรานั้นเป็นเหมือนเราได้รับอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา   แต่การที่ชีวิตคริสตชนของเราจะเจริญ เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผลได้นั้น   อาหารแห่งชีวิตนั้นจะต้องได้รับการย่อย  แล้วดูดซึมเข้าทุกอณูของชีวิต   และถูกใช้เป็นพลังในการดำเนินชีวิตในวันนั้น   จากการดำเนินชีวิตตามสัจจะความจริงของพระวจนะทำให้เราได้รับประสบการณ์ชีวิตที่เป็นรูปธรรม   และประสบการณ์ตรงเช่นนี้เองที่ทำให้เรียนรู้ถึงสัจจะความจริงในชีวิตคริสตชน   มั่นใจในแนวทางการดำเนินชีวิตที่พระเจ้าประทานให้   และในที่สุดกลายเป็นสัจจะที่เราเรียนรู้  แนวทางที่เราสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม  และโดยกระบวนการนี้ที่เสริมสร้างวินัยชีวิตคริสตชนขึ้นในชีวิตของเรา

ดังนั้น   การฟังคำเทศนาในวันอาทิตย์จากศิษยาภิบาล  การเรียนพระคัมภีร์จากศาสนาจารย์   หรือเข้าไปร่วมกลุ่มอธิษฐานแล้วจะทำให้เราเป็นคริสตชนที่เข้าถึงสัจจะความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าเสมอไปหรือ?   เพราะผมพบหลายคนต่อหลายคนที่เข้าไปทำอย่างข้างต้นพบว่า   เขาอาจจะรู้ข้อมูลและเรื่องราวคำสอนในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น   อาจจะได้ประกาศนียบัตรจากบทเรียนทางไปรษรีย์หลายใบขึ้น   ท่องข้อพระคัมภีร์ได้หลายข้อขึ้น   หรือแม้แต่ได้ประกาศนียบัตรชนะเลิศการแข่งขันพระคัมภีร์ระดับประเทศ    ใช่เลยครับ  คนเหล่านี้มีพื้นฐานความรู้เรื่องราวข้อมูลในพระคัมภีร์ที่ดี   แต่ชีวิตของเขาเหล่านี้กลับยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง  

แน่นอนครับ  พระวจนะของพระเจ้าเป็นชีวิต   เราจึงต้องให้พระวจนะของพระเจ้าสำแดงออกในวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น   การเติบโตของชีวิตคริสตชนต้องการมากกว่าการหยิบยื่นเติมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวคำสอนในพระคัมภีร์ลงในความจำ ในสมอง เท่านั้น   แต่ต้องการการหนุนเสริมให้เกิดการบดย่อยและดูดซึมเอาสัจจะความจริงแห่งพระวจนะเข้าไปเป็นอาหารที่เสริมสร้างและเป็นพลังในการดำเนินชีวิตคริสตชนของเรา   จนชีวิตคริสตชนสามารถสำแดงพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของคริสต์ชนคนนั้นครับ  

ยากอบกล่าวว่า   “กายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นตายแล้วอย่างไร ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติก็ตายแล้วอย่างนั้น” (ยากอบ 2:26 มตฐ)

การที่เรารู้เรื่องพระคัมภีร์มากขึ้นเท่านั้น   อย่าหลงหลอกตนเองว่าชีวิตคริสตชนของตนเติบโตเข้มแข็งขึ้นตามความรู้ที่ได้รับ   แต่การที่เราฟัง  ใคร่ครวญ พระวจนะของพระเจ้าอย่างเปิดใจและใส่ใจ   แล้วให้ชีวิตของเราดำเนินตามแนวทางของสัจจะในพระวจนะนั้นต่างหากที่เรากำลังก้าวสู่การเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   แล้วเราจะสามารถเห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าชีวิตที่ดำเนินตามสัจจะของพระองค์จะได้รับการเปลี่ยนแปลง   มีชีวิตที่เปลี่ยนเป็นเหมือนชีวิตพระคริสต์มากขึ้นทุกที   และสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสัมผัสได้คือเรามีความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์   ต้องการให้พระวจนะของพระเจ้ามีส่วนในทุกเรื่องในชีวิตของเรา   ไม่ว่าความสุข ความทุกข์ หรือการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน

จำเป็นที่เราจะต้องตรวจสอบว่า   เราเป็นนักฟังคำเทศนา     นักศึกษาพระวจนะของพระเจ้า  แล้วตอบสนองพระวจนะนั้นด้วยการดำเนินชีวิตของเราในวันนี้หรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
081-2894499

26 เมษายน 2556

แก่นหลักของชีวิตคริสตชน


อ่านเอเฟซัส 1:15-16

“ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ยินถึงความเชื่อของท่านในพระเยซูเจ้า  
และความรักของท่านที่มีต่อประชากรทุกคนของพระเจ้า  
ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่าน 
และเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (อมตธรรม)

ถ้ามีคนมาขอท่านช่วยบอกถึงหัวใจความหมายของคำว่า “ชีวิตคริสตชน”  ท่านจะให้ความจำกัดความของคำว่า “ชีวิตคริสตชน” หรือ “ชีวิตคริสเตียน” ว่าอย่างไร?   คำจำกัดความที่สั้น กะทัดรัด และกินความครอบคลุมความหมายที่ครบถ้วนที่สุดของท่านคืออะไร?

เปาโลได้ให้ความจำกัดความชีวิตคริสตชนไว้อย่างกะทัดรัดใน เอเฟซัส 1:15 ไว้ว่า

คือผู้ที่มี...“ความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เจ้าและความรักที่มีต่อประชากรของพระองค์”  หรือสกัดลงเหลือเพียงสั้นๆ ว่า “เชื่อและรัก”

ถ้าเราจะพิจารณาข้อเขียนในจดหมายฉบับอื่นๆ ของเปาโลเราจะพบว่า มีอีกคำหนึ่งคือ  “ความหวัง” ในคำจำกัดความคำว่าชีวิตคริสตชนของเปาโลด้วย เช่น ใน 1โครินธ์ 13:13 “...ความเชื่อ ความหวัง และ ความรัก...”  แท้จริงแล้วในเอเฟซัสบทเดียวกันนี้ในข้อที่ 18 ก็กล่าวถึงความหวังไว้ด้วยเช่นกัน

ด้วยแก่นหลักของชีวิตคริสตชนดังกล่าวของสมาชิกคริสตจักรในเมืองเอเฟซัส   ทำให้เปาโลเกิดความปีติสุขในชีวิตของท่าน  ท่านอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพราะการดำเนินชีวิตคริสตชนในเมืองเอเฟซัส  และยังเฝ้าอธิษฐานเผื่อสมาชิกคริสตจักรในเมืองนี้อย่างต่อเนื่องด้วย  

ให้เราใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ถึงบทเรียนชีวิตคริสตชนทั้งระดับชีวิตคริสตชนส่วนตัว   ชีวิตคริสตชนในฐานะผู้รับใช้  และชีวิตคริสตชนในความเป็นชุมชนคริสตจักร  ดังนี้

ชีวิตคริสตชนส่วนตัว

ให้เราใคร่ครวญพิจารณาถึงชีวิตคริสตชนของเราเองดูว่า   ในชีวิตแต่ละวันของเราได้มีชีวิตประจำวันที่ 

(1) เชื่อและศรัทธาในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราหรือไม่  มากน้อยแค่ไหน?  

(2) แล้วในความเชื่อศรัทธานั้นเราได้มีชีวิตประจำวันที่รักด้วยการกระทำของเราต่อประชากรของพระเจ้าทุกคนหรือไม่? อย่างไร?  

(3) ที่ผ่านมาชีวิตประจำวันของเรามีอะไรที่เป็น “เสาหลัก” ในการดำเนินชีวิตคริสตชนของเราบ้าง?

ชีวิตคริสตชนในฐานะผู้รับใช้
(1) ในการดำเนินชีวิตคริสตชนในแต่ละวันของเราได้เป็นแบบอย่าง หรือ เป็นการสำแดงถึงความเชื่อศรัทธาในองค์พระเยซูคริสต์อย่างไรบ้าง?   สร้างผลกระทบต่อชีวิตของพี่น้องคริสตชนด้วยกัน และ คนรอบข้างอย่างไรบ้าง?

(2) ในชีวิตประจำวันของเรา   มีใครบ้างกี่คนที่เป็นบุคคลเป้าหมายที่ท่านต้องการหนุนเสริมให้เติบโตขึ้นในชีวิตคริสตชน?   ท่านมีวิธีการ และ กระบวนการเสริมสร้างชีวิตคริสตชนให้บุคคลดังกล่าวเติบโตขึ้นในความเชื่อพระเยซูคริสต์ และ ในความรักที่เขามีต่อพี่น้องคริสตชน  และ คนรอบข้างอย่างไร?

(3) เกิดผลอะไรบ้างในชีวิตคริสตชนในฐานะผู้รับใช้ของท่าน?

ชีวิตคริสตชนในความเป็นชุมชนคริสตจักร

(1) ในชุมชนคริสตจักรที่ท่านร่วมอยู่ในปัจจุบันได้เป็นชุมชนที่ทำให้เกิดการเสริมสร้างความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์แก่กันและกันในชุมชนคริสตจักรนี้หรือไม่?   เพราะเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?

(2) ในชุมชนคริสตจักรของท่าน   ได้กระตุ้น เอื้ออำนวย และหนุนเสริมให้ผู้ร่วมในชุมชนคริสตจักรแต่ละคนได้สำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์ต่อกันและกันหรือไม่?  อย่างไร?  ได้เกิดผลลัพธ์ และ ผลกระทบอย่างไรบ้าง?

(3) ในชุมชนคริสตจักรที่ท่านร่วมอยู่ในปัจจุบันนี้   ได้กระตุ้นหนุนเสริมให้ผู้ร่วมในชุมชนคริสตจักร  มีชีวิตประจำวันที่สำแดงความรักเมตตาของพระเยซูคริสต์แก่ผู้คนในครอบครัว  ชุมชน และ ที่ทำงานหรือไม่?   ถ้ามี ได้มีวิธีการและกระบวนการในการหนุนเสริมในเรื่องนี้อย่างไร?   เกิดผลลัพธ์ และ ผลกระทบอย่างไรบ้าง?

ความเชื่อศรัทธาของคริสตชน

โดยปกติแล้วความเชื่อศรัทธาของคริสตชน  มิใช่เป็นเพียงเรื่องของความรู้  ตรรกะ  เหตุผล  

ในหลายครั้ง   มีบางเรื่องที่ “สามัญสำนึก”  บอกว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น หรือ ฟันธงลงไปว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแน่   แต่จะมีคนบางคนบางกลุ่มที่ยังยืนยันว่า 

ถึงกระนั้นก็ตาม “ฉันก็ยังเชื่อ   ฉันก็ยังศรัทธา  และ ฉันก็ยังไว้วางใจ(ในเรื่องนั้น ในบุคคลนั้น)  

ถึงแม้คนอื่นจะบอกว่าเป็นเรื่อง “งี่เง่า”  “ไร้สาระ”  แต่ฉันก็ยังเชื่อและศรัทธาอยู่

ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนนั้นมีความแตกต่างจากความเชื่อศรัทธาทั่วๆ ไป   นอกจากที่ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนจะมิได้ยืนอยู่บนรากฐานของตรรกะ  เหตุผล  และการพิสูจน์ได้หรือไม่ได้  หรือการคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งอย่างเป็นระบบของมนุษย์   อีกทั้งความเชื่อศรัทธาของคริสตชนมิใช่ความคิดที่เปี่ยมด้วยความหวังเท่านั้น (หรือการคิดเชิงบวกเท่านั้น)  

การที่คริสตชนมีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเพราะการทรงสำแดงและการทรงเปิดเผยพระองค์เองของพระเจ้า   พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์เองผ่านกระบวนเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติและโลก   ที่เราสามารถค้นหาและพบได้ในพระคัมภีร์  ท่ามกลางชีวิตชุมชนของผู้เชื่อศรัทธา  และจากชีวิตที่เป็นรูปธรรมของพระเจ้าในโลกนี้โดยผ่านชีวิตของพระเยซูคริสต์  

การทรงสำแดงเปิดเผยพระองค์เองของพระเจ้าแก่เรามิใช่เพื่อเราจะเห็นพระองค์อย่างแจ้งชัดครั้งเดียวแล้วทำให้เราต้องเชื่อพระองค์ทันที   แต่การทรงเปิดเผยของพระเจ้าแก่เรา  เป็นการทรงเปิดเผยในสิ่งที่เป็นความล้ำลึกที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจในพระองค์   ผ่านทางพระเมตตาและพระปัญญาของพระองค์   พระองค์ทรงสำแดงให้เราค่อยๆ เห็น สัมผัส และรู้ถึงว่าพระองค์เป็นใคร   เพราะฉะนั้นภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่เราเห็นและสัมผัสจากการทรงเปิดเผยแม้ในครั้งแรกเริ่มจะเป็นเพียงภาพ “...สลัวๆ เหมือนดูในกระจก”  แต่ในที่สุดภาพของพระองค์จะเป็นภาพที่เปาโลกล่าวว่า “...ข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า”  (1โครินธ์ 13:12 ฉบับมาตรฐาน)

ดังนั้น  ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนจึงมิใช่ “สามัญสำนึกที่ตอบสนองต่อสิ่งสูงสุดในชีวิต”   แต่ความเชื่อศรัทธาของคริสตชนคือการที่คนๆ นั้นตอบสนองต่อการทรงสำแดงเปิดเผยพระองค์เองของพระเจ้าที่มีต่อคริสตชนคนๆ นั้น   และการตอบสนองที่เกิดขึ้นของคริสตชนมิใช่เพราะประเมินตรวจสอบแล้วว่าสิ่งที่ทรงเปิดเผยสำแดงนั้นมีเหตุมีผลมีความเป็นไปได้เท่านั้น   เพราะบ่อยครั้งเรื่องที่เราเชื่อศรัทธาและไว้วางใจในพระเจ้ามักดูเหมือนว่าเป็นเรื่อง “โง่เขลาเบาปัญญา”  เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ตามมุมมองแห่งโลกนี้

แต่เพราะ การที่เราคริสตชนมุ่งมองไปที่การทรงเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา   เราจึงได้สัมผัสกับการทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเราและสถานการณ์ที่เราประสบพบเจอ   คริสตชนจึงไม่เกิดความรู้สึกว่า   เรื่องที่ตนเชื่อศรัทธาในพระเจ้านั้นเป็นเรื่อง “โง่เขลาเบาปัญญา”   อย่างไรก็ตามคริสตชนคนๆ นั้นจะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้างยอมรับและไว้วางใจด้วยจิตใจที่เรียบง่าย เปิดกว้าง และไว้วางใจอย่างจิตใจของเด็กเล็ก

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (3): เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...ขอให้เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร

อ่านลูกา 1:26-38
“...พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายัง...นาซาเร็ธ...ไปหาหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ...หญิงคนนี้ชื่อมารีย์ ...แล้ว(ทูตสวรรค์)บอกกับมารีย์ว่า  ‘เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก   จงชื่นชมยินดีเถิด  องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่กับเธอ’
มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น...ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า  ‘มารีย์เอ๋ย  อย่ากลัวเลย  เพราะเธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน...เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย  จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู   บุตรนั้นจะเป็นใหญ่  และจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด...พระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิด...ให้แก่ท่าน...’
มารีย์จึงพูดกับทูตสวรรค์องค์นั้นว่า  ‘เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร   เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด’   ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า ‘พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหนือเธอ   ฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ  เพราะฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่เกิดมานั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า
‘นี่แนะ  ถึงแม้นางเอลีซาเบธญาติของเธอจะชราแล้วก็ยังตั้งครรภ์บุตรชาย   บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหมันก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว   เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้’
มารีย์จึงกล่าวว่า  ‘นี่แนะ  ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมจะเป็นไปตามคำของท่าน’  (ฉบับมาตรฐาน)

จากตอนที่แล้ว  เราพบว่าพระเจ้าทรงเรียกเศคาริยาห์พร้อมทั้งเอลีซาเบธเข้าร่วมในพระราชกิจแห่งการทรงกอบกู้ของพระเจ้า   เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจถึงการทรงเรียกนั้นที่มิได้ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ควรจะเป็น  แต่เป็นไปตามแผนการและพระประสงค์ของพระองค์   ในฐานะผู้นำศาสนาเศคาริยาห์ไม่รู้จะอธิบายแก่ผู้คนรอบข้างอย่างไร   วิธีการของพระเจ้าคือให้เศคาริยาห์เป็นใบ้   ไม่จำเป็นที่ทุกเรื่องที่ทรงเรียกเราให้ทำต้องพิสูจน์  หรือจะต้องอธิบายให้ผู้คนเข้าใจได้ถ่องแท้ชัดเจน   หลายต่อหลายเรื่องไม่สามารถพิสูจน์หรืออธิบายได้   จนกว่าเมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นเป็นจริงแล้วผู้คนรอบข้างจะประจักษ์ด้วยตัวเขาเอง   ทูตสวรรค์จึงบอกเศคาริยาห์ว่า     เศคาริยาห์จะเป็นใบ้  พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น (ข้อ 20)   และเมื่อเอลีซาเบธรู้ว่าตนตั้งครรภ์ในห้าเดือนแรกนางเก็บตัว “อยู่กับบ้านอย่างเงียบๆ” (ข้อ 24 ฉบับมาตรฐาน)

เรื่องในทำนองคล้ายกันนี้ได้เกิดขึ้นกับมารีย์ หญิงพรหมจารีที่หมั้นกับโยเซฟ   เมื่อทูตสวรรค์องค์เดียวกันนี้มาแจ้งแก่เธอว่า   เธอเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า และ พระเจ้าสถิตกับเธอ   และบอกอีกว่าเธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   พระคัมภีร์บอกว่า  “มารีย์ตกใจเพราะคำพูดนั้น” (ข้อ 29)   และในข้อเดียวกันนี้บอกต่อไปอีกว่า  “เธอรำพึงว่า คำทักทายมีความหมายว่าอย่างไร”  

ลักษณะพิเศษในที่นี้คือ  มารีย์ตกใจในสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกเธอ   แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธหรือก็มิได้ไม่ยอมเชื่อสิ่งที่ทูตสวรรค์บอก   แต่เธอรำพึง  คิด ใคร่ครวญคำพูดเหล่านั้นของทูตสวรรค์ว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่!

อะไรในคำพูดของทูตสวรรค์ที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการแรก   เธอเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง  มิได้เป็นคนดีเด่นสำคัญอะไรเลย  แต่ทูตสวรรค์มาบอกเธอว่า  เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน  และพระเจ้าสถิตอยู่กับเธอ   สำหรับสามัญชนในวัฒนธรรมคนยิวที่มีบุรุษเป็นใหญ่และสำคัญ   สิ่งที่ทูตสวรรค์ทักทาย ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมารีย์ได้  เพราะเธอเป็นเพียงเด็ก และ ผู้หญิง   คำพูดนี้ทำให้เธอตกใจ   แต่เธอใคร่ครวญ คิด รำพึงว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่

ประการที่สอง  ทูตสวรรค์บอกเธอว่า เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย   ในขณะนั้นมารีย์ได้หมั้นกับ   โยเซฟแล้ว   ตามวัฒนธรรมยิวเรื่องการหมั้นการแต่งงานมีสามขั้นตอนสำคัญคือ   ขั้นตอนแรก เมื่อเด็กหญิงชายยังเล็กอยู่พ่อแม่จะหมายหมั้นกันไว้ก่อน  ในขั้นตอนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้     ขั้นตอนที่สอง เมื่อมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง พ่อแม่จะจัดการหมั้นเด็กหนุ่มหญิงสาวให้เป็นคู่หมั้นกัน   ในขั้นตอนนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว   แต่หนุ่มสาวคู่นี้จะยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน    ขั้นที่สาม  เมื่อถึงเวลาอันควรหนุ่มสาวก็เข้าสู่พิธีแต่งงานและร่วมหอลงเรือนด้วยกัน

สำหรับมารีย์และโยเซฟอยู่ในขั้นตอนที่สอง  คือได้ทำพิธีหมั้นแล้ว   และในช่วงนี้ถ้าฝ่ายหญิงเกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่ง  หญิงและชู้จะต้องถูกหินขว้างตาย  และโยเซฟคู่หมั้นที่เธอรักจะคิดอย่างไรกับเธอ   คงต้องคิดว่าเธอไปคบชู้แน่   และนี่คือสิ่งที่ทำให้มารีย์ตกใจ

ประการที่สาม   ทูตสวรรค์แจ้งแก่เธอว่า  บุตรชายที่เธอจะคลอดนั้นมิใช่เด็กชายธรรมดา   แต่จะเป็นพระบุตรของพระเจ้า   เป็นเด็กที่เกิดมาโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์   เรื่องนี้ยากที่เธอจะเข้าใจได้   แต่เธอรำพึง ใคร่ครวญในเรื่องนี้ว่าหมายความว่าอย่างไร   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่รู้จะบอกคนอื่นอย่างไร  หรือถ้าจะพูดจะบอกใครก็เกรงว่า   ผู้คนจะมองว่าเธอ “เพี้ยนไปแล้ว” หรือไม่ก็ “เธอท่าจะบ้า”   หรือถ้าพูดไม่ถูกกาลเทศะจะพาลให้เธอถูกหินขว้างตายก็ได้  เพราะการพูดเช่นนี้เป็นการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า  และประการนี้ก็ทำให้มารีย์ตกใจเช่นกัน

ประการที่สี่   ทูตสวรรค์บอกกับเธอว่า   เด็กชายที่จะเกิดมานี้จะเป็นกษัตริย์ที่สืบทอดราชบัลลังก์จากกษัตริย์ดาวิด   นั่นหมายความว่า  บุตรชายของเธอที่จะเกิดมานี้จะเป็นผู้นำในการปฏิวัติปลดแอกการปกครองของพวกโรมัน  เพื่อสถาปนาอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่   ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งด้วยสาเหตุคือ   เธอจะให้กำเนิดบุตรชายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งตามพระสัญญาของพระเจ้า   และอีกเหตุผลหนึ่งที่น่าตกใจคือ  บุตรชายของเธอจะกลายเป็น “กบฏแผ่นดิน” กลายเป็นคนนอกกฎหมาย  คนที่ถูกตามล้างตามฆ่าจากทั้งกษัตริย์ที่ปกครองอิสราเอลซึ่งในตอนนั้นคือเฮโรดมหาราช   และกองกำลังที่แข็งแกร่งของจักรวรรดิโรมัน   ชีวิตของเธอไม่มีความสงบสุขแน่   นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าตกใจสำหรับมารีย์เช่นกัน

แต่จากการรำพึง ใคร่ครวญ ของมารีย์ต่อคำพูดของทูตสวรรค์  ที่สร้างความตกใจแก่เธอนั้น   ทำให้เธอได้ยินถึงการทรงเรียกของพระเจ้า  ให้เธอเข้าร่วมในพระราชกิจครั้งสำคัญของพระองค์   ดังนั้น  มารีย์จึงตอบสนองการทรงเรียกด้วยการตอบทูตสวรรค์ที่ว่า   “...ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”  (ข้อ 38 ฉบับมาตรฐาน)

ในการตอบสนองการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างมารีย์มีสองประการที่สำคัญคือ

หนึ่ง   มารีย์สำนึกว่า ตนเป็น “ทาส” รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ในการเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกเราในชีวิตประจำวัน   เรามิได้เข้าร่วมในพระราชกิจเพราะเรามีบางสิ่งบางอย่างที่คิดว่าต้องทำ  หรือ  เพราะเรามีความสามารถที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง  หรือเพราะเรามีตำแหน่งสูง  แต่การเข้าร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น   เรายอมตนที่จะทำตามที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ   เราทำตาม “กระแสรับสั่ง” จากพระเจ้า  เพราะเราสำนึกว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

สอง   มารีย์พร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์ชีวิตที่จะเกิดขึ้น   ชีวิตของเธอพร้อมที่จะเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า   มิใช่แผนการของเธอเอง   มิใช่ตามแผนการความคิดที่เธอคิดวางไว้   แต่พร้อมที่จะเดินไปตามที่พระเจ้ามีแผนการให้เธอเดินไป  มารีย์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน”

ในช่วงสี่สัปดาห์ที่เราใคร่ครวญชีวิตคริสตชนถึงการทรงเรียกของพระเจ้า 

1. ท่านเคยมีประสบการณ์ที่วางใจในการกระทำตามการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่?   เกิดเหตุการณ์อะไรบ้างในครั้งนั้น?   และเกิดผลเช่นไรบ้าง?

2. วันนี้ ท่านได้เปิดชีวิตฟังให้ได้ยินถึงเสียงแห่งการทรงเรียกหรือไม่?   อย่างไร?

3. ท่านพร้อมที่วางใจในพระประสงค์ และ แผนงานของพระองค์สำหรับชีวิตและอนาคตของท่านหรือไม่?  ท่านวางใจด้วยการกระทำอย่างไรบ้าง?

4. ในการยอมดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกและแผนการของพระเจ้า  อาจนำความกลัวและความเสี่ยงเข้าในชีวิตของท่าน   ท่านจะจัดการกับความกลัวและความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

10 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน(2):เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...ท่านตอบสนองอย่างไร?


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร


อ่านลูกา 1:5-25

“มีทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่เศคาริยาห์  ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมนั้น...
 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจ   แต่ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า  “เศตาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย
         เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว  
 นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชาย  ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น...(ข้อ 11-13)
 เศคาริยาห์จึงพูดกับทูตสวรรค์ว่า  “ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร  
 เพราะข้าพเจ้าชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว?
 ทูตสวรรค์องค์นั้นจึงตอบว่า...
 “เราคือกาเบรียล  ซึ่งยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  และพระองค์ทรงใช้ให้มาพูดกับท่าน 
         และนำข่าวดีนี้มาแจ้ง  
         นี่แน่ะ  เพราะท่านไม่ได้เชื่อถ้อยคำของเราที่จะสำเร็จตามกำหนด 
         ท่านจะเป็นใบ้  พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น” (ข้อ 18-20)

บ่อยครั้ง  ที่คริสตชนมิได้ใส่ใจต่อการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตประจำวัน   จึงมิได้ตระหนักรู้ถึงการทรงเรียกของพระองค์  และพลาดโอกาสที่จะตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าในครั้งนั้นๆ  

แต่ก็มีหลายครั้งอีกเช่นกันที่พระเจ้าทรงเรียกเราในการดำเนินชีวิตประจำวัน   ให้เรากระทำในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ขอพระองค์ตามวิธีการของพระองค์    แต่เพราะการทรงเรียกดังกล่าวมิได้เป็นไปตามอย่างที่เราคิดเราคาดหวัง   ดังนั้น เราจึงมิได้ตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าว  เพราะมิได้เป็นไปอย่างที่คิดอย่างที่คาดจึงไม่คิดว่านั่นเป็นการทรงเรียกของพระเจ้า   เราจึงไม่สนใจ  ละเลย ต่อการทรงเรียกของพระองค์

ในชีวิตของบางคนเคยทูลขอพระเจ้าในบางสิ่งบางอย่าง   แต่สิ่งที่ทูลขอไม่เห็นเกิดเป็นจริง หรือ พระเจ้ามิได้ประทานให้สักที   เหตุการณ์เหล่านั้นล่วงเลยไปเป็นเวลานมนาน   จนคนนั้นบอกกับตนเองว่า พระเจ้าคงไม่ประสงค์ที่จะประทานสิ่งที่ตนได้ทูลขอ   และตนเองก็เลิกที่จะคาดหวังจากพระเจ้า   เพราะเวลาและโอกาสที่ควรจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ล่วงเลยไปแล้ว   แต่จู่ๆ พระเจ้ากลับตอบคำอธิษฐานที่เราทูลขอมานานโขในอดีต   แล้วเจ้าตัวกลับสงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้อย่างไร   เพราะมันเลยเวลาที่ควรจะเกิดควรจะมี   เพราะเขาคิดว่าพระเจ้ามิได้ตอบในเวลาที่เหมาะสมที่ควรตอบตามความคิดของเขา  

แต่คนนั้นลืมไปว่า  เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์   พระองค์มีเวลาที่เหมาะสมสำหรับการกระทำพระราชกิจของพระองค์เอง   มิได้ทรงกระทำพระราชกิจตามความคิด ความเหมาะสม ตามตรรกะหลักการเหตุผลของมนุษย์

เศคาริยาห์  เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนี้   ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นปุโรหิตสืบทอดจากตระกูลอาโรน   เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาอิสราเอล   เป็นตัวกลางที่ติดต่อสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์   เป็นผู้ประกอบศาสนพิธีในนามตัวแทนของประชาชน   ยิ่งกว่านั้นพระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า  สองสามีภรรยาคู่นี้เป็น “คนชอบธรรมต่อพระเจ้า  และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่ติ” (ข้อ 6 ฉบับมาตรฐาน)   แต่ในข้อ 7 บอกชัดว่าทั้งสองไม่มีบุตร  เพราะภรรยาเป็นหมัน   และตอนนี้ทั้งสองก็แก่เกินกว่าที่จะมีบุตรได้แล้ว

การที่ทั้งสองไม่มีบุตรในวัฒนธรรมและความเชื่อของยิวเชื่อว่า  ทั้งสองมิได้รับพระพรจากพระเจ้า   หรืออาจจะสร้างความสงสัยคลางแคลงใจสำหรับบางคนว่า  ทั้งสองได้มีชีวิตที่ไม่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่?   พระเจ้าจึงไม่อวยพระพรให้ทั้งสองมีบุตร   ซึ่งเป็นเหมือนการถูก     ตีตราจากสังคม   และเรื่องนี้ได้ตีตราทั้งสองมาตลอดชีวิต   อย่างที่เอลีซาเบธเมื่อรู้ว่าพระเจ้าให้ตนมีบุตรชาย  นางกล่าวว่า  “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ทรงทอดพระเนตร   เพื่อว่าความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไป”  (ข้อ 25 ฉบับมาตรฐาน)

แน่นอนว่าทั้งเศคาริยาห์และเอลีซาเบธ ได้เคยทูลขอบุตรต่อพระเจ้า   แต่คำทูลขอของทั้งสองไม่เป็นจริงอย่างที่ตนคาดคิดและต้องการ   แต่เมื่อพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของทั้งสองตามเวลาแห่งแผนการของพระเจ้า   ในมุมมองของเศคาริยาห์มองว่า มันล่วงเลยเวลาในสิ่งที่ทูลขอจะสามารถเกิดเป็นจริงได้   เพราะเศคาริยาห์มองพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องทรงกระทำผ่านมิติความเป็นจริงของโลกนี้   ในที่นี้หมายถึงสรีระ ช่วงอายุที่จะสามารถมีบุตรได้   แทนที่จะเข้าใจว่า พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือกฎเกณฑ์ของโลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้าง

ในขณะที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจตามแผนการ และ ตามเวลาโอกาสที่เหมาะสม   และที่สำคัญคือตามแผนการแห่งพระประสงค์ของพระองค์   แต่เศคาริยาห์มองพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์เท่านั้น   ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าประทานบุตรเพื่อเป็นพระพรจากพระเจ้าสำหรับเขาและครอบครัว   และเพื่อจะทำให้สังคมจะตระหนักและยอมรับว่า เขาและครอบครัวเป็นคนที่พระเจ้าทรงโปรดปราณ    แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแผนการของพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์   บุตรชายที่เกิดมาในครอบครัวของเศคาริยาห์และเอลีซาเบธมิใช่เพื่อครอบครัวนี้เท่านั้น   แต่เป้าหมายใหญ่คือพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านครอบครัวนี้   เพื่อสำเร็จตามแผนการของพระเจ้า

พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้ชัดว่ายอห์นเกิดมาตามพระประสงค์ของพระเจ้า  “...คนจำนวนมากจะชื่นชมยินดีที่บุตรนั้นเกิดมา...  เขาจะเป็นใหญ่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า...เขาจะเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์...เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า...ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก  ให้คนดื้อด้านกลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม   เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้พร้อมสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 14-17 ฉบับมาตรฐาน)

แท้จริงแล้ว  เหตุการณ์ในครั้งนี้ คือการทรงเรียกของพระเจ้าให้เศคาริยาห์และเอลีซาเบธให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าที่กำลังกระทำในกระบวนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในเวลานั้น   แต่เศคาริยาห์กลับมองการทรงเรียกของพระเจ้าให้เขาเป็นผู้กระทำพันธกิจนี้ด้วยตัวของเขาและภรรยา   ดังนั้น  เขาถึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก หรือ เป็นไปไม่ได้เลย   แต่ถ้าเขามองว่านี่เป็นการทรงเรียกของพระเจ้าให้เขาเข้าไปร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำหลักแล้ว   เหตุการณ์ทั้งสิ้นจะไม่เป็นเช่นนี้   แต่จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดีที่มีโอกาสร่วมในพระราชกิจของพระเจ้ามากมายสักปานใด

ในช่วงเวลาของการใคร่ครวญชีวิตคริสตชนถึงการทรงเรียกของพระเจ้าก่อนวันคริสตสมภพสี่สัปดาห์   ขอให้เรามีโอกาสที่จะสงบจิตใจ  ชีวิต  และใส่ใจเสียงแห่งการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของเราช่วงนี้   เพื่อเราจะไม่พลาดโอกาสที่จะน้อมรับการทรงเรียกให้เราถวายชีวิตทั้งสิ้นกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา  

แต่เราจะต้องตระหนักชัดว่า  เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์ทรงเรียกเราให้ทุ่มเทชีวิตกระทำงานร่วมในพระราชกิจของพระองค์  เพื่อตอบสนองตามเป้าประสงค์แห่งแผนการของพระองค์   มิใช่ตอบสนองความอยากได้ใคร่มีหรือตามความต้องการของเรา   แต่ถ้าเราหมกมุ่นฟังการทรงเรียกตามความต้องการหรือตามความคิดของตนเอง   เราจะพลาดโอกาสเข้าร่วมงานกับพระองค์ตามพระประสงค์    บางครั้งพระเจ้าจะมีวิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา  อย่างเช่นทรงปรับเปลี่ยนชีวิตและสร้างความเข้าใจใหม่แก่เศคาริยาห์   พระองค์ทรงให้เขามีชีวิตที่เงียบลง   เพื่อมีโอกาสจะได้ยิน ใคร่ครวญ และ เข้าใจการทรงเรียกของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน (1): พระราชกิจแห่งการกอบกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่


อ่านสดุดี 80:1-19

สี่สัปดาห์ก่อนคริสตสมภพ

ในช่วงสี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ สากลคริสตจักรมีธรรมเนียมปฏิบัติใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสแห่งการใคร่ครวญถึงชีวิตของตนกับพระประสงค์ของพระเจ้า   ที่ผ่านมา คริสตจักรเชิญชวนให้คริสตชนใช้ช่วงเวลานี้ในการ “เตรียมรับเสด็จ”   ในภาษาอังกฤษเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นเทศกาล “Advent”  ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาละตินที่มีความหมายว่า “กำลังเสด็จมา”  หรือ  “การมาเยี่ยม”    ซึ่งมีรากฐานความคิดความเชื่อของชาวยิวที่รอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ด้วยความหวังตามพระสัญญาของพระเจ้า   ซึ่งพี่น้องชาวยิวก็ยังรอคอยพระเมสสิยาห์ของตนอยู่   เพราะเขามิได้ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือพระเมสสิยาห์ของพระเจ้าที่เสด็จมาตามพระสัญญาแล้ว  

สำหรับคริสตชนในปัจจุบันเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาเพื่อกระทำพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงสัญญาไว้แล้ว   พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อกอบกู้ชีวิตของมนุษย์ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วร้ายที่สำแดงผลออกมาในรูปแบบต่างๆ   และพระองค์ได้ทรงเริ่มพลิกฟื้นและเสริมสร้างชีวิตคนเหล่านั้นที่ตัดสินใจยอมตนติดตามเป็นสาวกของพระคริสต์  ให้เป็นชีวิตที่อยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้า   มีชีวิตในสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า   พระราชกิจแห่งการทรงช่วยกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่ของพระคริสต์ได้เริ่มต้นแล้ว   และกำลังดำเนินต่อไปสู่ความสำเร็จสมบูรณ์ในอนาคต   โดยการทรงเรียกให้คริสตจักรเข้าร่วมสานต่อพระราชกิจนี้ของพระคริสต์   ด้วยการหนุนเสริมผ่านการทรงทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ  จึงเป็นช่วงเวลาที่คริสตจักรจัดไว้สำหรับคริสตชนที่จะใคร่ครวญถึงชีวิตและสัมพันธภาพของตนที่มีกับพระเจ้า   เป็นเวลาที่คริสตชนจะหันกลับมองย้อนหลังถึงชีวิตของตนกับพระเจ้า   และเป็นเวลาที่จะแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราสำหรับวันนี้   เพื่อเราจะมองไปข้างหน้าถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา  แล้วก้าวเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าสู่ความสำเร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคตตามแผนการของพระองค์ 

ดังนั้น   สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพปีนี้   ผมขอเชิญชวนท่านและคริสตชนในประเทศไทย   ให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์สนิทของท่านกับพระเจ้าอย่างจริงจังและทุ่มเทในการแสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของตน  ครอบครัวของตน  คริสตจักรของตน  องค์กรของตน  และชุมชนสังคมประเทศไทย   ให้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่เราจะเปิดพื้นที่ชีวิตน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าเข้ามาเป็นเป้าหมายปลายทางแห่งชีวิตของเรา   เป็นเวลาที่เราจะเปิดจิตใจและจิตวิญญาณของเราให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา   และเป็นเวลาที่เราจะตัดสินใจน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าและทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณรับใช้สานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา   และบนเส้นทางนี้ผมเชื่ออย่างมั่นคงว่า  เป็นเส้นทางที่พระเมสสิยาห์จะเสด็จมาในครั้งที่สองและเราจะได้ต้อนรับพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

ทรงกอบกู้และพลิกฟื้นชีวิตใหม่

“ข้าแต่พระผู้เลี้ยงของอิสราเอล   ขอทรงสดับฟัง
 พระองค์ผู้ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแกะ
 พระองค์ผู้ทรงประทับเหนือเครูบ
 ขอทรงสำแดงพระเกียรติสิริของพระองค์  ต่อหน้าเอฟราอิม เบนยามิน  และมนัสเสห์
 ขอทรงสำแดงพระเดชานุภาพมาช่วยข้าพระองค์ทั้งหลาย”  (สดุดี 80:1-2 อมตธรรม)

สดุดีบทที่ 80 เป็นเสียงร้องขอการทรงช่วยกอบกู้   ผู้เขียนสดุดีบทนี้ใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบให้เห็นว่า  พระเจ้าทรงเป็น “พระผู้เลี้ยง” ของอิสราเอล(ข้อ 1)  และอีกภาพพจน์หนึ่งคือ  พระเจ้าทรงเป็น “ผู้ทรงปลูกและเลี้ยงดู” เถาองุ่น  คืออิสราเอลไว้ในแผ่นดินแห่งพระสัญญา (ข้อ 8-11)  ทั้งสองภาพนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าที่อิสราเอลมีชีวิตอยู่นี้เพราะการทรงปกป้องดูแลและเอาใจใส่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

แต่บทเพลงสดุดีบทนี้เป็นการคร่ำครวญถึงสภาพชีวิตและสังคมของอิสราเอลกำลังตกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม  กำลังประสบกับอันตรายด้วยสองปัจจัยใหญ่คือ   ประการแรก  อิสราเอลกำลังอยู่ในสภาพที่ได้กระทำผิดและไม่เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า  “พระพิโรธ...คุกรุ่น”  ต่อคำอธิษฐานของประชาอิสราเอล (ข้อ 4)   ประการที่สองอิสราเอลกำลังถูกโจมตีและทำร้ายจากประเทศรอบข้างตนเองและต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ระทม อิสราเอลต้อง “กินน้ำตาต่างอาหาร” (ข้อ 5)   อิสราเอลเป็นที่ “ดูหมิ่นของเพื่อนบ้าน”  และ  “ถูกศัตรูเย้ยหยัน” (ข้อ 6)   สภาพชีวิตของประชาอิสราเอลตกในสภาพที่ไร้สวัสดิภาพและความปลอดภัย   เป็นเหมือนบ้านที่ถูกพังทลายกำแพงลง (ข้อ 12)   เป็นเหมือนองุ่นที่ถูก “รุมทึ้ง”  “ถูกสัตว์ป่ากัดกิน” (ข้อ 13)   อิสราเอล “ถูกโค่น” และ “ถูกเผาอย่างวอดวาย” (ข้อ 16)  

ในเวลาเดียวกัน  สดุดีบทนี้เป็นการคร่ำครวญด้วยความหวัง   เราจะพบว่าผู้ประพันธ์สดุดีบทที่ 80 ได้เน้นประเด็นหลักคือ  เขาทูลขอพระเจ้าทรงทำให้ประชาอิสราเอล  “คืนสู่สภาพเดิม”  สามครั้งด้วยกันในสามข้อ  ซึ่งเป็นเหมือนข้อร้องรับ (ข้อ 3,  7, และ 19)   กล่าวได้ว่า  หัวใจของสดุดีบทนี้คือ  เสียงคร่ำครวญต่อพระเจ้าด้วยความหวังรับการฟื้นฟู  สร้างใหม่  ให้กลับมีสัมพันธ์ดังเดิมกับพระเจ้า   มีพระเจ้าทรงเป็นแสงสว่างและเป็นใหญ่ในชีวิต   และที่สำคัญคือเพื่อได้รับการทรงปลดปล่อยให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยการทรงช่วยกู้จากพระเจ้า

ประการสำคัญในสดุดีบทนี้คือ  สัมพันธภาพระหว่างประชากรกับพระเจ้าที่แตกหักฉีกขาดจะคืนสู่สภาพดี   พระเจ้าทรงพร้อมที่จะช่วยกู้ประชากรของพระองค์ให้รอด   แต่ประชากรของพระองค์ต้องตระหนักชัดว่า “จะไม่หันหนีพระองค์อีก” (ข้อ 18)   ต้องกลับมาหาพระองค์ด้วยจริงใจ  ต้องรักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ   การหันกลับมาหาพระเจ้าจะได้รับการทรง “ฟื้นฟู” ทั้งชีวิตและสังคมขึ้นใหม่ (ข้อ 18)   และพระเจ้าจะเป็นผู้สูงสุดในชีวิตของประชากรของพระองค์   นั่นหมายความว่า  ประชากรที่หันกลับมาหาพระเจ้าพร้อมที่จะรับเอาพระประสงค์เป็นเป้าหมายในการดำเนินชีวิตประจำวันของตน   และพร้อมที่จะขับเคลื่อนชีวิตเพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเจ้าด้วยการหนุนเสริมพระกำลังจากพระเจ้าผ่านการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ดำเนินเคียงข้างไปกับชีวิตของเรา

ในช่วงเวลาของการใคร่ครวญถึงชีวิตที่ได้รับการทรงกอบกู้และการทรงพลิกฟื้นจากพระเจ้าในปีนี้  บางท่านต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในเรื่องสำคัญยิ่งในชีวิต   บางท่านต้องการที่จะทูลขอพระเจ้าให้ทรงช่วยกอบกู้ชีวิตของตนขึ้นใหม่   และสำหรับคริสตชนอีกหลายๆ ท่านที่ได้รับการทรงช่วยกู้ให้ชีวิตหลุดรอดออกจากอำนาจบาปชั่วทั้งหลายแล้ว   ต้องการที่จะรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจมากยิ่งขึ้น   ต้องการอุทิศถวายตัวเพื่อร่วมสานต่อในพระราชกิจของพระเจ้ามากยิ่ง   ก็เป็นโอกาสที่จะใคร่ครวญถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าว่ามีพระประสงค์อะไรในชีวิตของตน   ที่จะนำการเปลี่ยนแปลง (คืนสู่สภาพดี) มาสู่ชีวิตของตนและเพื่อนบ้านรอบข้าง  เช่น  พระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงช่วยผู้คนให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งเหล้าสุรา  ยาเสพติด  เรื่องเพศ  การตกเป็นทาสของเงินทอง  หรือ  พระประสงค์แห่งพระราชกิจของการเป็นผู้เลี้ยงที่ช่วย “เย็บชุนจิตใจที่ฉีกขาด”   หรือการบูรณะสัมพันธภาพใหม่ในครอบครัวที่แตกแยก เจ็บปวด  หรือ  พระประสงค์ของพระเจ้าที่ให้เราเอาใจใส่ช่วยเหลือและฟื้นฟูสภาพชีวิตของคนที่อดอยาก ทุกข์ทน ที่เห็นมากมายรอบข้างชีวิตของเรา   หรือการให้ความใส่ใจต่อผู้คนที่ตกลงในสภาพชีวิตที่ถูกเหยียบย่ำ  ทำร้าย  ทำลาย  และผู้ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม   รวมไปถึงการใส่ใจและมอบความรักเมตตาแก่ผู้ที่ว้าเหว่  ถูกทอดทิ้ง  คนที่ถูกตราบาปจากสังคม  เฉกเช่นที่พระคริสต์ได้กระทำให้เราเห็นแล้ว

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ในช่วงเวลานี้ท่านประสงค์ให้พระเยซูคริสต์กอบกู้ ฉุดช่วยท่านออกจากอำนาจชั่วร้ายในเรื่องอะไรในชีวิตทุกวันนี้?    ท่านมีโอกาสทูลขอต่อพระเจ้าในเรื่องนี้แล้วหรือยัง?

2. เมื่อพูดถึงพระเจ้าว่าเป็น “ผู้เลี้ยงที่ดี”  ท่านมีประสบการณ์อะไรบ้างที่พบถึงการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีในชีวิตของท่าน?   ในช่วงเวลาสี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ท่านมีความประสงค์ให้พระเจ้าทรง “ฟื้นฟู และ พลิกฟื้น”  ชีวิตด้านไหน  ในเรื่องอะไรบ้าง “ให้คืนสู่สภาพดี” ?

3. ขอท่านอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าโปรดทรงนำและชี้แนะว่า   ในช่วงเวลาก่อนคริสตสมภพปีนี้   พระองค์มีพระประสงค์อะไรในชีวิตของท่านที่จะให้ท่านสานต่อพระพระราชกิจของพระองค์ในการ “ฟื้นฟู และ พลิกฟื้น” ชีวิตของเพื่อนบ้านรอบข้างของท่าน   เพื่อบุคคลนั้น หรือ ครอบครัวนั้น จะเป็นเป้าหมายของท่านในการสานต่อพระราชกิจของพระเจ้าในช่วงเวลาคริสตสมภพปีนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499