แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณลักษณะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณลักษณะ แสดงบทความทั้งหมด

16 เมษายน 2564

คุณลักษณะคริสตจักรที่เตรียมธรรมิกชน... มีอะไรบ้าง?

ตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ หน้าที่ที่สำคัญมากประการหนึ่งของคริสตจักรท้องถิ่นคือ  การเตรียมและเสริมสร้างธรรมิกชนให้เป็นผู้ที่ปรนนิบัติรับใช้พระคริสต์ในสังคมโลกปัจจุบัน และร่วมในพันธกิจการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้แข็งแรง และมีประสิทธิภาพตามพระประสงค์มากขึ้น

“เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์”

(เอเฟซัส 4:12 มตฐ.) 

แต่ในความเป็นจริง  มิใช่ทุกคริสตจักรที่เลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกของตนตามเป้าหมายแห่งพระประสงค์ของพระคริสต์ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คริสตจักรของเรามีการเตรียม เลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกตามเป้าหมายข้างต้นหรือไม่?  

ต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัด 14 ประการที่สามารถใช้ในการประเมินชีวิตและพันธกิจของแต่ละคริสตจักรท้องถิ่นว่า เป็นคริสตจักรที่มีคุณลักษณะในการในการเลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกให้เป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้  และร่วมกันเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้แข็งแรง และ มีประสิทธิภาพตามพระประสงค์มากน้อยแค่ไหน

1. เป็นคริสตจักรที่คาดหวังว่าสมาชิกทุกคนในพระกายของพระคริสต์จะเป็นคนรับใช้ด้วยความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่ตนมีศักยภาพ โดยคริสตจักรมีกระบวนการฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้ใช้ศักยภาพที่ตนมีอยู่รับใช้ในงานพันธกิจคริสตจักร

2. ศิษยาภิบาลจะเป็นพี่เลี้ยงของผู้นำ 2-3 คนในแต่ละครั้ง เพื่อสร้างเสริมและฝึกฝนพวกเขาให้สามารถทำพันธกิจใดพันธกิจหนึ่ง และมอบหมายให้เขาออกไปทำพันธกิจนั้น ๆ ตามที่ได้รับการฝึกฝน (มิใช่เปิดชั้นเรียน มีสมาชิกมาเรียน แต่เรียนแล้วไม่มีใครรับใช้)

3. สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนได้รับการฝึกฝนเตรียมพร้อมให้เป็นพยานถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และได้รับการท้าทายให้เข้าไปเป็นพยานถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในชุมชน-เพื่อนบ้านข้างเคียง และ พื้นที่ที่ตนทำงานประจำวัน

4. คริสตจักรมีวิธีการ กระบวนการ เครื่องมือ ในการฝึกอบรมเสริมสร้างสมาชิกให้ออกไปเป็นพยานชีวิตถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ โดยสมาชิกเหล่านี้ต่างได้ออกไปเป็นพยานชีวิตและนำผู้เชื่อใหม่เข้ามาร่วมในคริสตจักร และรับการเลี้ยงดูเสริมสร้างให้มีวุฒิภาวะในชีวิตแห่งความเชื่อต่อไป

5. ผู้เชื่อใหม่แต่ละคนจะมีพี่เลี้ยงที่เคียงข้างชีวิตของเขาเพื่อคอยหนุนเสริม เมื่อผู้เชื่อใหม่เริ่มต้นในการดำเนินชีวิตบนเส้นทางชีวิตของพระเยซูคริสต์

6. สมาชิกที่มีศักยภาพในการสื่อสารสั่งสอน จะได้รับการเสริมสร้างฝึกฝนให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอน และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอนในคริสตจักร

7. ผู้นำที่สอนถึงหลักการความเชื่อตามพระคัมภีร์ จะเน้นย้ำถึงวิธีการและแนวทางการใช้หลักข้อเชื่อแต่ละข้อในการปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน

8. ผู้นำที่ผ่านการฝึกอบรมให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอน จะทำหน้าที่ในการสอนในกลุ่มต่าง ๆ ที่กำหนด โดยผลัดเปลี่ยนกับผู้นำในการสื่อสารสั่งสอนคนอื่น ๆ พร้อมกันนั้นจะเสริมสร้างคนใหม่ ๆ ให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอนต่อไปด้วย

9. คณะนักร้องสรรเสริญพระเจ้า จะได้รับการเรียนรู้ ฝึกฝนจนมีทักษะในด้านการดนตรีและการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และนำเพื่อนสมาชิกเข้าร่วมสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน

10. ผู้ที่เข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าได้เรียนรู้ถึงการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง และ ได้รับการนำเข้าสู่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง

11. สมาชิกคริสตจักรทุกคนได้รับการสอนสร้างให้มีวินัยชีวิตจิตวิญญาณ คริสตจักรท้าทายให้สมาชิกทุกคนดำเนินชีวิตตามวินัยชีวิตจิตวิญญาณดังกล่าว

12. มัคนายกได้รับการฝึกฝนทักษะการดูแลเอาใจใส่และรับผิดชอบในการทำพันธกิจการรับใช้ในด้านต่าง ๆ

13. ศิษยาภิบาล และ คณะผู้อภิบาลจะต้องรับผิดชอบต่อการเจริญเติบโตด้านจิตวิญญาณของตนเอง รวมถึงการดำเนินชีวิต และในการทำพันธกิจ

14. มีการประเมินผลถึงกระบวนการเสริมสร้างฝึกฝนชีวิตจิตวิญญาณสมาชิกของคริสตจักร และจะต้องมีการประเมินผลอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง

แน่นอนครับ  ท่านผู้อ่านแต่ละท่านย่อมมีประสบการณ์ในเรื่องการเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรให้เป็นผู้รับใช้พระคริสต์ จะมีตัวชี้วัดที่ผมมิได้กล่าวถึงในที่นี้  โปรดกรุณาแบ่งปันในที่นี้ เพื่อการเรียนรู้และเกิดประโยชน์ร่วมกันครับ



07 สิงหาคม 2563

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตคริสตชน

ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สถานการณ์แวดล้อมสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเรา เราต่างเครียดไปตาม ๆ กัน  บ้างเครียดมาก บ้างเครียดน้อย แล้วแต่แต่ละคนว่ามี “ความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณ” มากน้อยแค่ไหน และเมื่อเครียดมากหรือเครียดติด ๆ กันยาวนาน ดูเหมือนความอดทนมันหดหายลดน้อยลงอย่างน่าห่วง

แต่ในฐานะคริสตชน พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้เป็นผู้ที่ “มีจิตใจที่เมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง” (แทนที่จะเครียด หดหู่ อารมณ์เสีย) พระคริสต์ประสงค์ให้สาวกของพระองค์มีจิตใจที่เมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่เมื่อเขาคนนั้นเหมาะสมที่จะได้รับความเมตตาปราณีจากเราเท่านั้น แต่พระคริสต์ทรงเรียกให้เรามีจิตใจที่เมตตาปรานีแก่คนที่ไม่สมควรที่จะได้รับความรักเมตตาปรานีจากเราด้วย  

และนี่จึงมิใช่การที่มีจิตใจเมตตากรุณาเท่านั้น แต่เป็น “จิตใจที่เปี่ยมด้วยพระคุณพระเจ้า” และนี่คือพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่เราแต่ละคน

“พระคุณพระเจ้า” ที่แท้จริงนั้นเป็นพระคุณที่ให้แม้คนรับที่ไม่สมควรที่จะได้รับพระคุณนั้น

พระเยซูคริสต์ทรงเรียก และ คาดหวังจากเราแต่ละคนให้มีชีวิตประจำวันที่มี “พระคุณพระเจ้า” ในการดำเนินชีวิต   และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ชีวิตของเราจะต้องเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่เป็นช่องทางนำพระคุณพระเจ้าเข้าไปยังชีวิตคนอื่นรอบข้างเราในแต่ละวัน และไม่ละเว้นคนที่ไม่สมควรจะได้รับด้วย นั่นเป็นเรื่องยากสำหรับเราหลายคนใช่ไหมครับ?

แทนที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่พระคุณของพระเจ้าจะไหลไปสู่คนอื่น ๆ ผ่านชีวิตของเรา แต่ชีวิตของเรากลับเป็นเหมือนสระน้ำนิ่ง (ที่มีแต่ท่อรับน้ำเข้า แต่ไม่ได้มีท่อที่ไหลไปสู่ผู้อื่น นอกจากท่อน้ำเสียน้ำทิ้งเท่านั้น) เราล้มเหลวในการที่จะส่งต่อพระคุณพระเจ้าที่เราไม่สมควรจะได้รับไปยังคนอื่นรอบข้าง แต่กลับกอดยึดพระคุณนั้นไว้คนเดียวอย่างเหนียวแน่น คงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เห็นแก่ตัว

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”  ไม่ใช่สระน้ำนิ่ง” ที่มีท่อเปิดรับเอาพระคุณของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตตนเท่านั้น แทนที่เรามุ่งที่จะรอรับพระคุณพระเจ้าตลอดเวลา เราควรจะตั้งใจและเต็มใจที่จะเป็นท่อแห่งพระคุณที่ให้พระคุณพระเจ้าไหลไปยังคนอื่น และนี่เป็นอีกการทรงเรียกหนึ่งในชีวิตคริสตชนแต่ละคน

แล้วทุกวันนี้ เราเป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ที่ส่งต่อพระคุณเข้าไปในชีวิตคนอื่นรอบข้าง หรือ เป็นสระน้ำนิ่งที่เก็บกักพระคุณพระเจ้าไว้สำหรับตนเองเท่านั้น?

เราเป็นท่อแห่งพระคุณของพระเจ้า

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตเราเป็นเหมือน “สระน้ำนิ่ง” มากกว่า “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า” ในเวลาเช่นนั้นให้เรากลับมาทบทวนไตร่ตรองสะท้อนคิดถึงชีวิตที่เราได้รับพระคุณของพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ และเมื่อเราได้หยั่งลึกลงถึงความจริงของพระคุณพระเจ้าเราจะได้ไม่เก็บกักพระคุณนั้นไว้จากคนอื่น

เรามิได้รับการทรงเรียกเพียงเพื่อให้มารับ “พระคุณพระเจ้า” แต่ทรงเรียกเราให้นำพระคุณพระเจ้าไปเป็นพระพรในชีวิตของคนอื่น ๆ ด้วย และเราจะมีประสบการณ์กับพระคุณของพระเจ้าอย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อเราตั้งใจและเต็มใจสำแดงพระคุณของพระเจ้าผ่านชีวิตประจำวันของเราไปยังคนอื่น ๆ รอบข้าง ยิ่งชีวิตคริสตชนของเรามีความเข้าใจในพระคุณลึกซึ้งเท่าใด เราก็ยิ่งเห็นความจำเป็นที่ชีวิตของเราต้องมีพระคุณและส่งต่อพระคุณนั้นไปยังชีวิตคนรอบข้าง

ทุกสิ่งที่เรามี ทุกสภาพที่เราเป็น ทุกอย่างในชีวิตของเราเราพึ่งในพระคุณของพระเจ้าที่ไหลลงมายังชีวิตของเรา   เมื่อสัจจะแห่งพระคุณซึมลึกเข้าในจิตใจ ความนึกคิดของเรา เราจะมีชีวิตที่สำนึกในพระคุณของพระองค์ และตอบสนองพระคุณดังกล่าวของพระเจ้าที่หลั่งไหลลงมาในชีวิตของเราด้วยพระทัยกว้างขวาง ด้วยการที่จะมีชีวิตที่เป็น “ท่อแห่งพระคุณพระเจ้า”

คุณลักษณะพระคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา

บ่อยครั้งเราใช้คำว่า “พระคุณพระเจ้า” ที่มีความหมายความเข้าใจที่คลุมเครือ หรือ พูดให้เพราะว่าเป็นความหมายแบบนามธรรม แต่ถามหน่อยเถิดครับว่า เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปถึงชีวิตของคนอื่น นั้นเป็นอย่างไรกันแน่?   หรือ เราต้องทำอย่างไร? มีท่าทีและการกระทำแบบไหน? หรือเราจะแปลง “พระคุณพระเจ้า” ให้เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างไร?

ให้เราดูจากพระวจนะของพระเจ้าว่า “เมื่อเรานำพระคุณพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่นสะท้อนให้เห็นการกระทำแบบไหนที่เป็นการนำพระคุณของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตของคนอื่น?”

1. ไม่พยายามเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง แต่แสวงหาที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง (เอเฟซัส 4:3)

2. เต็มใจที่จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก (ฟีลิปปี 5:2)

3. แสวงสวัสดิภาพ และ สิ่งดีดีเพื่อคนอื่น (ฟีลิปปี 2:3)

4. พูดแต่สิ่งที่เสริมสร้างกันและกัน มิใช่พูดสิ่งที่ทำร้ายทำลายกัน (เอเฟซัส 4:29)

5. อย่าพยายามเรียกร้องให้คนอื่นฟังตน แต่จงมุ่งมั่นตั้งใจในการฟังคนอื่น (สุภาษิต 18:2)

6. ใส่ใจในความต้องการจำเป็นของผู้อื่น แทนที่สนใจแต่สิ่งที่ตนเองต้องการ (ฟีลิปปี 2:4)

7. จงกระทำด้วยใจถ่อมสุภาพ มิใช่ด้วยอวดตัว และ หยิ่งผยอง (1โครินธ์ 13:4)

8. ไม่จดจำความผิดของผู้อื่น (1โครินธ์ 13:5)

9. แสวงหาทางที่จะช่วยและหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น (โรม 12:10)

10. การให้อภัยโดยไม่คิดค่าราคาหรือสิ่งตอบแทน (เอเฟซัส 4:32)

11. หาทางที่จะเข้าใจคนอื่น เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข (โรม 12:18)

12. ไม่คิดที่จะแก้เผ็ดตอบโต้ (โรม 12:14)

13. มุ่งเน้นที่ความสำคัญของเป้าหมายเหนือสถานการณ์ล้อมรอบ (ฟีลิปปี 3:13-14)

14. สำแดงพระคุณโดยไม่แบ่งแยก ชนชั้น หน้าตา คนดี คนเลว (ฟีเลโมน 1:17)

15. ไม่มองข้ามความบาปผิด แต่มุ่งใส่ใจใสสิ่งที่บริสุทธิ์ (1โครินธ์ 13:6)

คุณลักษณะของพระคุณในชีวิตดูจะหนักหนาสาหัสไหม? โปรดตระหนักชัดว่า พระเจ้าประทานทุกสิ่งที่จำเป็นในชีวิตแก่เรา ที่เราจะมีชีวิตดำเนินไปตามทางของพระองค์ (2เปโตร 1:3)  

ในช่วงเวลาใดก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกว่ายากที่จะสำแดงพระคุณแก่ใครบางคน ให้เราทูลต่อพระเจ้าโปรดช่วยให้เราสามารถสำแดงพระคุณของพระองค์แก่คน ๆ นั้น และตระหนักชัดเสมอว่า เราได้รับพระคุณจากพระเจ้าทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




21 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (2) คุณลักษณะเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ

พระเยซูคริสต์มิได้สอน และ พระกิตติคุณทั้ง 4 ฉบับก็มิได้บันทึกเรื่อง “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” ไว้ตรง ๆ ยิ่งกว่านั้น ในพระกิตติคุณยังไม่มีคำว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” ปรากฏที่ไหนเลย แต่ “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” เป็นการสังเคราะห์จากคำสอน และ การกระทำของพระเยซูคริสต์ที่ได้บันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 ฉบับ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะค้นหาสิ่งที่เป็น “กรอบคิดฐานเชื่อ” (หรือ mindset) ในเรื่องนี้ของพระเยซูคริสต์ เพื่อคริสตชนจะรู้ชัดและมีหลักยึด ที่ส่งผลต่อมุมมอง วิธีคิด การตัดสินใจ และ การดำเนินชีวิตในด้านเศรษฐศาสตร์ของชีวิตที่ปัจจุบันมีอิทธิพลครอบงำทุกด้าน/ทุกมิติในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

(1) ชีวิตของทุกคนมีคุณค่า

จากคำอุปมาเรื่องการทำงานและค่าจ้าง (มัทธิว 20:1-16) ที่มีกลุ่มแรงงานมาทำงานตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย และตอนเย็น แต่เมื่อเสร็จการทำงานนายจ้างให้ค่าแรงแก่ทุกคนเท่ากับค่าแรงหนึ่งวันแก่ทุกคน คนที่มาก่อนคิดในใจว่า ตนน่าจะได้เงินค่าจ้างมากกว่า เพราะตนมาทำงานนานกว่า แต่เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างทุกคนได้เท่ากัน คนที่มาก่อนก็โวยวายว่า นี่มัน “ไม่ยุติธรรม” ทำไมคนทำงานงานน้อยชั่วโมงจึงได้เงินค่าจ้างเท่ากับคนที่ทำงานหลายชั่วโมง หรือ ทำงานทั้งวัน?

แต่นายจ้างชี้แจงว่า ทุกคนได้เงินค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ นายจ้างไม่ได้โกงค่าแรงของใครเลย แต่การที่นายจ้างเต็มใจให้ค่าจ้างแก่คนที่มาทำงานทีหลังด้วยค่าแรงเต็มวัน ก็เพื่อช่วยให้ครอบครัวแรงงานทุกคนมีรายได้ที่จะอยู่รอดได้ เพราะนายจ้างให้เงินค่าจ้างเต็มวันมิใช่เพราะเขาทำงานให้มาก แต่เพราะเขาและครอบครัวควรที่จะอยู่รอดในวันนี้ และนี่เป็น “พระคุณ” ของนายจ้าง

ดังนั้น ในระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ จึงมิใช่เน้นทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย แต่เน้นคุณค่าชีวิตที่ทุกคนจะต้องอยู่รอดได้วันนี้ (ขอประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้) ความยุติธรรมของ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความยุติธรรมใน “ระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม” เพราะสิ่งต่าง ๆ ในระบบทุนนิยมเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยน และในเรื่องนี้เขาเอาแรงงานมาแลกเปลี่ยนกับค่าจ้าง ดังนั้น คนที่ทำงานมาก ต้องได้รับค่าแรงมากตามกรอบคิดของระบบทุนนิยม แต่สำหรับระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณเน้นเรื่องคุณค่าและความสำคัญของชีวิตและความสัมพันธ์เป็นสำคัญ ในที่นี้ชีวิตสำคัญมากกว่า “ค่าแรงงาน” และ “จำนวนแรงงานที่ได้ทุ่มเททำลงไป” หรือ “ใครมาทำงานก่อน ใครมาทำงานทีหลัง” แต่ความสำคัญอยู่ที่แต่ละคนควรมีโอกาสที่จะอยู่รอด และ อยู่อย่างมีคุณค่าและความหมายในชีวิต

(2) เศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องชีวิตสำคัญกว่าทรัพย์สิน

เรื่องบุตรคนเล็กที่ใช้จ่ายทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว (ลูกา 15:11-32) โทรมกลับมาหาพ่อ ขอสมัครเป็นคนงานในบ้านพ่อ แต่พ่อกลับกอด จูบ และต้อนรับเขาในฐานะลูกที่รัก มิหนำซ้ำยังจัดงานเลี้ยงใหญ่เฉลิมฉลองการกลับมาของลูก แต่พี่ชายไม่พอใจที่พ่อทำเช่นนั้น เพราะน้องผลาญทรัพย์ที่เอาไปจากบ้านจนหมดสิ้น แต่พ่อพูดกับลูกคนโตว่า “น้องของเจ้าเหมือนตายไปแล้ว และกลับมามีชีวิตใหม่” พ่อมิได้ให้ความสำคัญที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่พ่อกลับมองว่า การมีชีวิตกลับมายังบ้านสำคัญกว่าทรัพย์สินมากมายที่สะสมไว้ในบ้าน และทรัพย์สินที่สูญเสียไป

ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ ให้ความสำคัญที่สุดที่ “ชีวิต” เป็นชีวิตนิยม มิใช่อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง หรือ การมีทุนสะสมมาก ๆ ที่เป็น “ทุนนิยม” “วัตถุนิยม”

(3) เศรษฐศาสตร์แห่งการให้: การให้ชีวิตเพื่อคนอื่นจะได้ชีวิตใหม่ และ โอกาสใหม่

พ่อค้าชาวสะมาเรียที่เดินทางไปยังเมืองเยริโค ตัดสินใจรีบลงไปช่วยชาวยิวที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายชีวิต เขาให้ชีวิตด้วยการให้ทุกอย่างที่เขามีในตอนนั้น เช่น ยอมให้เวลาที่ลงไปช่วยชาวยิวที่บาดเจ็บ ใช้เหล้าองุ่น ผ้าพันแผลที่มีติดตัวมารักษาคนเจ็บ เอาคนยิวที่บาดเจ็บขึ้นบนหลังลาบรรทุกเขาจนไปถึงในเมือง ใช้เงินเช่าห้องพัก และ จ้างคนดูแลในโรงแรมใช้ดูแลอย่างดี ตนจะกลับมาเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด เขายอมเสี่ยงที่จะถูกโจรทำร้ายที่ลงไปช่วยคนยิว และที่สำคัญคือ ในความสัมพันธ์ เขามองข้ามความเกลียดชังและการเหยียดหยามดูถูกที่คนยิวมีต่อคนสะมาเรีย และ มองข้ามพรมแดนความเป็นมิตรและศัตรู

ระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณ ที่ให้ชีวิตคือให้ทุกอย่างที่ตนมีในเวลานั้นของชีวิต เพื่อที่จะช่วยให้คนที่เราสัมพันธ์สัมผัสนั้นรอดมีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง

(4) ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ เป็นเส้นทางนำสู่ความรอด

เศรษฐีหนุ่มมาถามพระเยซูคริสต์ว่า เขาต้องทำอย่างไรถึงจะได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ พระเยซูบอกเขาว่า ให้เอาทรัพย์สมบัติที่เขามีขายแล้วนำเงินไปช่วยคนยากคนจน เขาออกจากวงสนทนาไปด้วยความทุกข์ใจโศกเศร้า ชีวิตนิรันดร์ก็อยากได้ ทรัพย์สมบัติเงินทองก็ต้องการเก็บสะสมไว้ให้มีมาก ๆ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ตกลงระหว่างชีวิตนิรันดร์ กับ ทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายที่เขามีอยู่อะไรที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐีหนุ่มคนนั้น?

พระเยซูคริสต์ได้เล่าคำอุปมาเรื่องเศรษฐีโง่ ที่ต้องการสะสมทรัพย์สินเงินทองเก็บไว้เพื่อตนเอง แต่เขากลับไม่ใส่ใจว่า ชีวิตของเขาจะต้องจบสิ้นลง แล้วทรัพย์สินเงินทองที่สะสมไว้มากมายมหาศาลจะเป็นประโยชน์อะไรสำหรับเขา

แต่ “ระบบเศรษฐกิจแห่งการให้” ที่พระเยซูคริสต์บอกเขา เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ชีวิตที่ไปถึงความรอด ชีวิตที่สานต่อแผ่นดินของพระเจ้าบนโลกนี้

***อ่านต่อตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้***


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




29 กันยายน 2562

คุณลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่เข้มแข็ง


เมื่อมีโอกาสชวนพูดคุยกับอนุชนในคริสตจักรว่า ลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่พวกเขาต้องการเห็นในยุคนี้ ควรจะมีลักษณะอย่างไร? เมื่อนำสิ่งที่ได้จากการพูดคุยต่างกรรมต่างวาระต่างคริสตจักรมาประมวลเข้ากัน พ่อแม่คริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่อนุชนคริสตจักรอยากเห็นมีภาพดังนี้

1. มีความเชื่อที่จริงแท้: มิใช่ความเชื่อในคริสตจักรเป็นอย่างหนึ่ง ในบ้านเป็นอีกอย่างหนึ่ง และในที่ทำงาน ในสังคมชุมชนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

2. เมื่อทำผิดกล้าที่จะรับผิดและขอโทษ: ไม่มีใครที่เป็นคนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ตลอดเวลา เรามีเวลาที่พลาดพลั้ง แม้กับคนที่ตนรักก็ตาม แต่การถ่อม จริงใจ กล้าที่จะกล่าวขอโทษยอมรับผิด การกระทำเช่นนี้จะฝังในจิตสำนึกของลูกที่ยากจะลืมได้

3. รักซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ: ความรักต่อกันของพ่อแม่นั้นเห็นได้เด่นชัดและครอบคลุมความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในบ้าน ลูก ๆ รู้และมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่สุขสงบปลอดภัยในครอบครัวนี้ ชีวิตในครอบครัวจะไม่แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ

4. เป็นพ่อแม่ที่รับมือกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์: เรามักได้ยินเสียงของเด็ก หนุ่มสาว ในบ้านพูดถึงพ่อที่ขี้โมโห กระทำความรุนแรงต่อลูก หรือ ต่อแม่ แล้วเราจะคาดหวังว่าเด็ก ๆ ในครอบครัวเช่นนี้จะมีคุณลักษณะในการจัดการกับความไม่เห็นด้วยกันด้วยความรักและเมตตาได้อย่างไร?

5. เป็นพ่อแม่ที่ตั้งใจที่จะทำให้บรรยากาศในบ้านอยู่กันอย่างสนุกสนาน: พูดคุยกันหยอกล้อกันด้วยความสนิทสนม เป็นบ้านที่เปิดรับเพื่อน ๆ ของลูก เป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ เพื่อทำให้ลูก ๆ รู้สึกรักครอบครัวของเขา

6. เป็นพ่อแม่ที่มีโอกาสอธิษฐานกับลูกเสมอ: พ่อแม่จำนวนมากที่อธิษฐานกับลูกเมื่อลูกยังเล็กอยู่ และมักหยุดที่จะอธิษฐานเมื่อลูกเติบโตขึ้น แต่ในยุคนี้เราต้องการพ่อแม่ที่อธิษฐานกับลูกแม้จะเติบโตขึ้น หรือแม้เมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

7. พ่อแม่ทำให้คริสตจักรเป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของเขา: เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ลูก ๆ ก็จะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรด้วย แต่ถ้าเมื่อกลับบ้าน พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบต่อศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ หรือ สมาชิกบางคนในคริสตจักร ก็จะทำให้ลูก ๆ ไม่ค่อยอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในคริสตจักรนั้น

8. พ่อ แม่ให้ความสำคัญแก่ครอบครัวในอันดับต้น ๆ : เมื่อชวนเด็กโตคุยกันถึงลักษณะพ่อแม่ที่ตนประทับใจ พวกเขากล่าวว่า “เมื่อเราจำเป็นต้องการพ่อแม่ เขามีเวลาสำหรับเรา” “เรารู้เสมอว่า พ่อแม่รักเราเสมอ แม้เราจะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านก็ตาม” “เวลาสำหรับครอบครัวพ่อแม่จะอยู่กับเราทุกครั้ง”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



17 กุมภาพันธ์ 2555

คุณลักษณะที่ดีของพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง

ในข้อเขียนนี้ขอใช้คำว่า “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” หมายถึงคำว่า Mentor ในภาษาอังกฤษ โดยคำจำกัดความของคำว่า Mentor นั้นหมายถึงคนที่สร้างสรรค์ เสริมสร้าง คือผู้ที่ใช้ตนเองเพื่อเสริมสร้างช่วยเหลือคนอื่นให้เกิดการเรียนรู้ เจริญเติบโตขึ้น และประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น จึงขอแปลคำว่า “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” แทนคำว่า Mentor ในภาษาอังกฤษ

สติปัญญาที่ลุ่มลึกของพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor) สามารถกลายเป็นการมองการณ์ไกลของคนที่เขาเสริมสร้าง Bud Bilanich ได้กล่าวถึงคุณลักษณะเฉพาะของ “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” (mentor) ที่ดีไว้ ดังนี้

1) เป็นผู้ที่เต็มใจที่จะแบ่งปันสติปัญญา ความรู้ ทักษะ และความชำนาญที่ตนมีอยู่แก่ผู้ที่ตนเสริมสร้าง

2) มีมุมมองต่อชีวิตในทางบวก-สร้างสรรค์ เป็นคนที่พร้อมช่วยแหลือเมื่อผู้อื่นที่อยู่ในความยากลำบาก และชี้แนะให้คนอื่นได้ค้นพบโอกาสท่ามกลางความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่นั้น

3) เป็นผู้ที่เอาใจใส่อย่างแท้จริงในความสำเร็จของผู้ที่ตนเสริมสร้าง เป็นผู้ที่รอบรู้เฉลียวฉลาด และเป็นผู้ที่เข้าใจและร่วมรับรู้ในความรู้สึกของผู้ที่ตนเสริมสร้าง

4) เป็นผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และเป็นคนที่ได้รับการยอมรับนับถือในความรู้และทักษะที่เขามีอยู่

5) เป็นผู้ที่เสริมสร้างตนเองให้เจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบถาม ชอบค้นหา แต่ในบางครั้ง พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างกลับเล่นบทบาทในทางตรงกันข้าม เขาจะถามคนที่เขาเสริมสร้างว่ากำลังอ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วพี่เลี้ยงเองก็ไปอ่านหนังสือนั้น เพื่อตนเองจะได้เรียนรู้และที่สำคัญเพื่อที่จะได้พูดคุย สนทนา และถกเถียงอภิปรายความคิดที่ได้จากที่อ่านนั้นกับคนที่เขาเสริมสร้าง

6) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างคือผู้ที่ชี้แนวทางที่จะเดินไป และตอบสะท้อนย้อนกลับในเชิงสร้างสรรค์แก่คนที่เขาเป็นพี่เลี้ยง แล้วยังช่วยให้ผู้ที่เขาเสริมสร้างมีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น ชื่นชมยินดีเมื่อผู้ที่ตนเสริมสร้างพัฒนาขึ้นถึงจุดที่เขาคาดหมาย ยิ่งกว่านั้นเป็นผู้ที่ช่วยชี้แนะแก้ไขเมื่อผู้ที่เขาเสริมสร้างต้องประสบกับความล้มเหลว ด้วยท่าทีเมตตา ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำผิดซ้ำอีกในครั้งต่อไป

7) เป็นผู้ที่ได้รับการนับถือจากเพื่อนร่วมงาน และถ้ากลุ่ม องค์กร บริษัท หรือสถาบันใดจะคัดเลือกคนที่จะเป็นพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่เลือกจากคนที่ผู้คนในองค์กรยอมรับนับถือคนๆ นั้น

8) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างคือผู้ที่พยายาม “ดึงและประมวลความคิดและคุณค่าของคนอื่นออกมาให้เห็นชัด เขาเป็นคนที่ใส่อกใส่ใจในการฟังและช่วยให้คนอื่นฟังด้วยความสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เขาไม่เห็นด้วยหรือคิดเห็นแตกต่าง ด้วยวิธีนี้เขาได้ช่วยให้ผู้ที่เขาเสริมสร้างได้เกิดการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างใหม่

9) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor) คือผู้ที่ใช้ชีวิตและเวลาคลุกคลีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ที่เขาเสริมสร้าง และเสริมสร้างด้วยการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่เขาเสริมสร้างสามารถเห็นด้วยตา สัมผัสด้วยชีวิตจิตใจ และเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นอย่างซึมลึกลงในจิตวิญญาณ จนผุดเกิดเป็นสำนึกของผู้ที่ได้รับการเสริมสร้างว่า นี่คือสิ่งที่ฉันจะต้องเป็นต้องทำ (ข้อหลังนี้ผมขออนุญาตเติมเองครับ)

องค์กร หน่วยงาน สถาบันคริสเตียน คริสตจักร และสภาคริสตจักร กำลังร้องเรียกหาผู้นำ ผู้บริหาร ผู้อำนวยการ อธิการ คณบดี ผู้บริหารสภาคริสตจักร ศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ และ คนทำงานคริส-เตียนทุกคน และ ฯลฯ ที่มีจิตวิญญาณ และ ทักษะของการเป็น “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor)” แต่ไม่ใช่ไปตั้งอีกตำแหน่งหนึ่งในองค์กรนะครับ ไม่ใช่เด็ดขาด! อุ๊บ...ใช้คำตรงไปหน่อยไหมเนี่ย! (ขอโทษครับ)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499