แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสริมสร้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสริมสร้าง แสดงบทความทั้งหมด

11 มีนาคม 2561

เมื่อเรามีเป้าหมาย พระเจ้าทรงเสริมสร้างภายในตัวเรา


จากข้อเขียนที่ผ่านมา   ได้กล่าวถึงเหตุผล 3 ประการที่คริสตชนจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายเพราะ  เป้าหมายเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณของเรา   เป้าหมายเป็นคำแถลงการณ์แห่งความเชื่อ  และ เป้าหมายจะช่วยกำกับการใช้พลังชีวิตของเรา   ในข้อเขียนฉบับนี้ได้อ้างถึงเหตุผลของ ริก วอร์เรน อีก 3 ประการที่ท่านเห็นว่า คริสตชนควรกำหนดเป้าหมายในชีวิต

เราจำเป็นจะต้องมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายให้ความหวังทำให้เราเคลื่อนต่อไปด้วยความอดทน

โยบกล่าวว่า “ข้าเอากำลังจากไหนหนอจึงยังมีความหวังอยู่?   ข้ามีความคาดหมายอะไรหนอถึงทนอยู่ได้?” (โยบ 6:11 อมธ.)   คริสตชนจำเป็นจะต้องมีเป้าหมาย   เพื่อที่จะทำให้เรายังก้าวต่อไปไม่หยุด

เป้าหมายที่ว่านี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเป้าหมายที่ใหญ่โตอะไร เช่น เมื่อเราเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์  เป้าหมายสูงสุด เราต้องการกลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง  เป้าหมายย่อยแรกคือ เราคาดว่าเราสามารถจะสามารถลุกขึ้นนั่งบนเตียงได้   จากนั้น เราสามารถจะยืนบนพื้นข้างเตียงได้  หลังจากนั้นเรามีเป้าหมายย่อยต่อไปว่าเราสามารถเดินรอบ ๆ เตียง   แล้วค่อย ๆ เดินไปยังทางเดินในหอพักผู้ป่วยได้

เป้าหมายที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเป้าหมายเล็ก ๆ  ที่มีความต่อเนื่องกัน  เป็นกระบวนการพัฒนาในชีวิตของเรา   ชีวิตเคลื่อนจากเป้าหมายเล็กหนึ่งไปสู่อีกเป้าหมายหนึ่งอย่างเชื่อมโยง   แต่ขอเน้นว่า  ทุกเป้าหมายเล็ก ๆเหล่านี้มีความสำคัญทุกเป้าหมาย

การที่เราจะก้าวจากจุดที่เราเป็นอยู่ไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไม่สามารถทำแบบก้าวกระโดดเพียงก้าวใหญ่ ๆ ก้าวเดียว   แต่ต้องค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าว   อย่างที่สุภาษิตจีนกล่าวว่า “ร้อยลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก”  และขออนุญาตต่อเติมว่า “แล้วก้าวต่อไปทีละก้าวอย่างตั้งใจและมั่นคง”   เป้าหมายที่สำคัญไม่ได้วัดกันที่ว่า เป้าหมายใหญ่โตแค่ไหน หรือ สวยงามเพียงใด   แต่เป้าหมายที่ดีเป็นเป้าหมายที่สามารถเห็นย่างก้าวเล็ก ๆ หลาย ๆ ก้าว ที่เคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง   เป้าหมายเช่นนี้จะให้กำลังใจแก่เราขับเคลื่อนไปแม้จะก้าวทีละก้าว  แต่มีพลังก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง

เราจำเป็นในการกำหนดเป้าหมายเพราะเป้าหมายจะช่วยเสริมสร้างอุปนิสัยและบุคลิกภาพของเรา

ผลที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไม่ใช่ผลสำเร็จที่เราสามารถสัมผัสจับต้องได้ภายนอก   แต่ส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตของเราคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชีวิตของเราในขณะที่เราก้าวเดินสู่เป้าหมายไปทีละก้าวทีละเป้าหมาย

พระเจ้าสนพระทัยในการเสริมสร้างอุปนิสัย และ บุคลิกภาพ ตัวตนที่แท้จริงของเราภายในมากกว่าผลสำเร็จที่เห็นภายนอกจากการทำงาน  และพระเจ้าใส่ใจเสริมสร้างชีวิตภายในของเราเพราะ  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน นิรันดร์

ดังที่เปาโลกล่าวในฟิลิปปี 3:12 ที่ว่า  “...ดังนั้นข้าพเจ้าจึงยังคงมุ่งมั่นไปสู่หลักชัย...”  เปาโลใช้พลังชีวิต ความมานะพยายาม และมีจุดประสงค์ที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้   และเมื่อเรากำลังมุ่งก้าวไปสู่เป้าหมาย  พระเจ้าก็เสริมสร้างเราภายในให้มีอุปนิสัยและบุคลิกภาพของเราให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น  และสิ่งนี้เองที่เป็นตัวผลักดันให้พฤติกรรมท่าทีในชีวิตประจำวันของเราสะท้อนชีวิตเยี่ยงพระคริสต์มาสู่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ผู้คนสามารถเห็นและสัมผัสได้

เราจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมาย เพราะเป้าหมายที่ดีจะทำให้เกิดผลตอบแทน

สุภาษิต 11:27 กล่าวไว้ว่า  “คนที่​แสวง​หา​ความ​ดี ก็​เสาะ​หา​ความ​โปรดปราน...” (มตฐ.) เมื่อเราใช้ชีวิตของเรามุ่งไปสู่เป้าหมายที่ดี   ก็จะนำเกียรติ การนับถือ และเสริมสร้างมรดกที่สร้างสรรค์แก่สังคมโลก

แต่ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการที่กำหนดเป้าหมายที่ดีนั้นนำไปสู่ความยั่งยืนนิรันดร์   พระคัมภีร์กล่าวไว้ใน 1โครินธ์ 9:25-26 ว่า “ผู้เข้าแข่งขันทุกคนผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด เขาทำอย่างนั้นเพื่อมงกุฎอันไม่ยืนยง ส่วนเราทำเพื่อมงกุฎอันยืนยงเป็นนิตย์  เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ได้วิ่งอย่างไม่มีจุดหมาย ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อสู้เหมือนคนชกลม” (อมธ.)    

เรายอมรับเลยว่า เปาโลเป็นผู้ที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนในชีวิตประจำวัน   และคริสตชนทุกคนก็ควรเป็นเช่นเปาโล   เพื่อเราจะมุ่งไปสู่ชัยชนะ  เพื่อรับรางวัลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อเราในแผ่นดินของพระองค์

“ข้าพเจ้ายังไปไม่ถึงหลักชัย  และข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนที่ดีพร้อม  
แต่พระคริสต์ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้  
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงยังคงมุ่งมั่นไปสู่หลักชัยเพื่อรับรางวัลที่ได้รับการทรงเรียกจากเบื้องบน  
ซึ่งเป็นรางวัลที่พระเจ้าโปรดประทานผ่านทางพระเยซูคริสต์  
พวกเราทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วควรมีทัศนะเช่นนี้” (ฟิลิปปี 3:12, 14-15 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

23 ตุลาคม 2556

เมื่อศิษยาภิบาลเสริมสร้างฝึกฝน “คนรับใช้”

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ.)

ณ วันนี้เราตระหนักชัดแล้วว่า   พลังขับเคลื่อนชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรมาจากสมาชิกแต่ละคนและทุกคนในคริสตจักร   ที่ยอมอุทิศถวายตัวแด่พระคริสต์  และรับการเสริมสร้างและฝึกฝนในการทำพันธกิจรับใช้ด้านต่างๆ จากศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร   โดยทำงานรับใช้ด้วยการหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระธรรมเอเฟซัส 4:12 ฉบับภาษากรีกที่เป็นต้นฉบับใช้แปลเป็นภาษาต่างๆ เขียนไว้ว่า  พระคริสต์ทรงให้(ประทานให้)บางคนเป็นอัครทูต  บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์  “เพื่อเตรียม(เสริมสร้าง)ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน)ให้เป็นคนรับใช้   เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น”  

ดังนั้น  ในที่นี้งานหลักที่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรด้านต่างๆ ที่พระเจ้าประทานให้นั้นคือ  การเตรียมและเสริมสร้างให้ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน  สมาชิกคริสตจักร)ให้สามารถทำงานรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น   เราจึงเห็นว่าหน้าที่ของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรที่ได้รับมอบหมายจากพระคริสต์คือ การเตรียมและเสริมสร้างสมาชิกใน 2 ภารกิจสำคัญคือ 
การสร้างสมาชิกแต่ละคน(ทุกคน)ให้เป็นคนรับใช้  
(ซึ่งเป็น)การเสริมสร้างคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์ให้เข้มแข็งมีพลังในการขับเคลื่อนงานรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ โดยสมาชิกคริสตจักรซึ่งมีของประทาน-ความสามารถที่หลากหลาย   

การปรับเปลี่ยนมุมมองจาก  ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคือผู้ทำพันธกิจงานรับใช้เองทั้งหมด   มาเป็นการเสริมสร้างและฝึกฝนให้สมาชิกทุกคนให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของพระคริสต์นั้นต้องใช้เวลา   นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีมุมมองที่ถูกต้องว่า   สมาชิกคริสตจักร หรือ ประชากรของพระเจ้าแต่ละคนต้องเป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ในคริสตจักรของตน   เพื่อคริสตจักรจะเกิดพลังเข้มแข็งในการขับเคลื่อนพันธกิจของคริสตจักรร่วมกันของสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักร   นั่นหมายความว่า มิใช่เพียงศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบการขับเคลื่อนพันธกิจด้านต่างๆ   แต่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบต่อพระคริสต์ในการเสริมสร้างและฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้เป็นคนที่สามารถรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักร   และรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ อย่างประสาน สอดคล้อง เกื้อหนุนและกลมกลืนกันตามพระประสงค์ของพระคริสต์

กระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้มีชีวิตที่เป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” นั้นเป็นการเตรียมและเสริมสร้างอย่างเป็นกระบวนการ   เป็นการเตรียมและเสริมสร้างตลอดชีวิต   ดังนั้น  แค่การมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์  การฟังคำเทศนา  และการเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์   ทำการฟื้นฟู   เข้าค่ายครอบครัวปีละครั้ง   ไม่เพียงพอ   เพราะมิได้มีกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   ทั้งชีวิตในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องพิจารณาถึงกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรให้เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ท่ามกลางชุมชนและคริสตจักรใน 5 มิติด้วยกันคือ

1. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตส่วนตัว:  มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า,  มีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิต,  มีพระวจนะเป็นเครื่องชี้นำในการเผชิญหน้ากับความสุขและความทุกข์ในชีวิต  และในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ,  ให้เรียนรู้พระประสงค์ของพระเจ้าผ่านพระวจนะ และ ประสบการณ์ชีวิตที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตและผ่านชีวิตของตน

2. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตครอบครัว:  คริสตจักรมีกระบวนการให้สมาชิกเป็นพ่อแม่คริสเตียน ที่เอาใจใส่เลี้ยงดูคนในครอบครัว   ตลอดจนการบ่มเพาะ เลี้ยงดู ฟูมฟักความเชื่อ  และการวางรากฐานพระวจนะของพระเจ้า และวินัยชีวิตคริสเตียน,  เสริมสร้างมุมมอง ทัศนคติ ทั้งโลกทัศน์  ชีวิทัศน์  สังคมทัศน์  และเศรษฐทัศน์บนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์,   สร้างครอบครัวบนรากฐานพระกิตติคุณ

3. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในคริสตจักร:  หนุนเสริมให้สมาชิกทุกคนถวายทั้งชีวิตแด่พระคริสต์,  ได้รับการวางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  ชีวิตคริสเตียนสำหรับการดำเนินชีวิต,  สนับสนุนสมาชิกแต่ละคนเข้าร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ผ่านชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร  ทั้งในด้านการกอบกู้  เยียวยา  และเสริมสร้างชีวิตใหม่,   เป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ทำหน้าที่สอดประสานกับอวัยวะอื่นๆ ในพระกายนั้น,  เสริมสร้างและสนับสนุนสมาชิกแต่ละคนพัฒนาและใช้ของประทานในงานรับใช้ต่างๆ,   เตรียมพ่อแม่/ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตร  วางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  และวินัยชีวิตคริสเตียนแก่บุตรและสมาชิกในครอบครัว,  เตรียมสมาชิกมีชีวิตที่สำแดงความรักของพระคริสต์ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ครอบครัว และคริสตจักร,   เตรียมสมาชิกที่กำลังเข้าสู่ผู้สูงวัยและกลุ่มผู้สูงวัย   เริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยนี้ตามพระประสงค์ด้วยพระคุณของพระเจ้า.

4. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตอาชีพการงาน:  เตรียมสมาชิกให้มีชีวิตคริสเตียนที่สำแดงความรักเมตตา สัตย์ซื่อ และเสียสละแบบพระคริสต์ในงานอาชีพที่รับผิดชอบ,  เตรียมและเสริมสร้างสมาชิกให้มีภาวะผู้นำแบบพระคริสต์,  ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ,  เปิดชีวิตให้พระเจ้าทรงใช้ในที่ทำงาน  และร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงกระทำผ่านชีวิตของตน

5. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในสังคมชุมชน:  เสริมสร้างชีวิตสมาชิกให้มีจิตใจที่ห่วงใยเอาใจใส่ต่อชุมชนสังคมที่ตนใช้ชีวิตด้วย,  มีสัมพันธภาพที่สร้างสรรค์ รับใช้  และหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนรอบข้าง,   ริเริ่มและดำเนินพันธกิจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  ผ่านพันธกิจการกอบกู้ เยียวยารักษา  และเสริมสร้างใหม่ในประเด็นชีวิตที่เป็นจริงของชุมชน

การเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ดังที่กล่าวข้างต้นนี้   เริ่มต้นที่คริสตจักรท้องถิ่นครับ   ไม่ใช่ที่สภาคริสตจักร  คริสตจักรภาค  หน่วยงาน หรือ สถาบันใดๆ  และแต่ละคริสตจักรเริ่มต้นตามของประทานที่พระเจ้าประทานให้  และสถานการณ์ที่เป็นจริงของตน   ไม่จำเป็นจะต้องมีรูปแบบ ขั้นตอนที่เหมือนกันตายตัวครับ

อย่าลืมนะครับ   เรามิได้ริเริ่ม หรือ ทำเองนะครับ   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและเป็นกำลังที่หนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เราแต่ละคริสตจักรครับ


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

11 กันยายน 2555

เสรีที่เสริมสร้าง


อ่าน พระธรรมโรม 14:20-15:2

“อย่าทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเพราะเห็นแก่อาหารเลย
อาหารทุกอย่างปราศจากมลทินก็จริง
แต่การกินอาหารซึ่งทำให้ผู้อื่นสะดุดก็เป็นสิ่งไม่ดี”
(โรม 14:20 ฉบับมาตรฐาน)

จากที่กล่าวมาแล้วว่า  คนในคริสตจักรโรมประกอบด้วยคนที่มีภูมิหลังที่แตกต่างกัน   มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย  วิธีคิดหรือกรอบคิดที่ไม่เหมือนกัน   เมื่อกลับใจมาเชื่อในพระเยซูคริสต์  มาเป็นอวัยวะหนึ่งในคริสตจักรจึงยังมีความเห็นในบางเรื่องที่แตกต่างกันออกไป   เช่น  คนที่มาจากภูมิหลังของมังสวิรัติ ก็มองว่าไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์  ในขณะที่คนอีกพวกหนึ่งเห็นว่าเนื้อสัตว์เป็นอาหารที่พระเจ้าทรงประทานให้  และเห็นว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ผิด   เปาโลได้เขียนถึงสมาชิกในคริสตจักรโรมว่า  สำหรับคริสเตียนแล้วอาหารทุกอย่างย่อมกินได้แล้วแต่ความชอบหรือไม่ชอบของแต่ละคน   เพราะเมื่อมาเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วเราต่างได้รับเสรีในชีวิต

แต่ในพระธรรมตอนนี้เปาโลได้ชี้ชัดถึง “เสรีในพระคริสต์” นั้นต่างจากเสรีตามกระแสสังคม

เสรีตามกระแสสังคมเน้นความสำคัญถึง “สิทธิส่วนบุคคล” ที่สามารถกระทำถ้าการกระทำนั้นไม่ขัดหรือทำผิดกฎหมาย  เป็นสิทธิของคนๆ นั้นจะทำเช่นนั้นตามที่เขาปรารถนา

แต่สำหรับ “เสรีในพระคริสต์” นั้นหมายถึงบุคคลนั้นไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจของบาป  เป็นเสรีที่ไม่ต้องกระทำตามกฎบังคับของอำนาจแห่งความบาปเพราะพระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราออกจากอำนาจชั่วนั้น   เราจึงมีเสรีจากการครอบงำของอำนาจชั่ว  และมีเสรีในการดำเนินชีวิตของเรา   แต่การดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรามิใช่การกระทำใจปรารถนาของเราเอง

สิ่งที่ผมเชิญชวนให้สังเกตคือ  เมื่อเราได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจชั่วแล้ว  เราจึงมี “เสรีในพระคริสต์”   เรามิได้มีเสรีตามใจปรารถนาของเรา(ตามวิธีคิดตามกระแสสังคมปัจจุบัน)   แต่เรามีเสรี “ในพระคริสต์” 

แล้วเสรีในพระคริสต์นั้นเป็นอย่างไรกันแน่!  แตกต่างจากเสรีทั่วไปอย่างไร?

ประการแรก  เสรีในพระคริสต์   เป็นเสรีที่เราไม่ทำตามใจปรารถนาของตนเอง   แต่เป็นการยอมที่จะไม่ทำเพื่อไม่ทำให้คนอื่นๆ ต้องสะดุดเพราะการกระทำของเราในฐานะคริสเตียน   เปาโลพูดชัดเจนว่า ท่านพร้อมที่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ถ้าการรับประทานนั้นทำให้พี่น้องมังสวิรัติต้องสะดุด   แต่ในที่นี้คนที่เป็นมังสวิรัติก็จะไม่ตีตรากล่าวร้ายว่าการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นความบาป   ดังนั้น  เสรีในพระคริสต์คือเสรีที่จะไม่ทำให้พี่น้องต้องสะดุด  “อย่าทำลายสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเพราะเห็นแก่อาหารเลย   อาหารทุกอย่างปราศจากมลทินก็จริง  แต่การกินอาหารซึ่งทำให้คนอื่นสะดุดก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี” (ในอมตธรรมแปลว่า เป็นสิ่งที่ผิด)  โรม 14:20

ประการที่สอง  เสรีในพระคริสต์  เป็นเสรีที่จะเสริมสร้างกันและกัน  เสรีในพระคริสต์คือเสรีที่จะกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์   คือให้คำนึงและเอื้อการเสริมสร้างชีวิตแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า   อดทนต่อข้อบกพร่องของคนที่อ่อนกำลังในชีวิต   และที่สำคัญคือ เรามีเสรีที่เสริมสร้างความเชื่อของกันและกันให้เข้มแข็งขึ้นอย่างพระคริสต์  
“พวกเราซึ่งมีความเชื่อที่เข้มแข็ง
ควรจะอดทนต่อข้อบกพร่องของผู้ที่มีความเชื่ออ่อนแอ
ไม่ควรทำอะไรตามความพอใจของตนเอง
เราทุกคนจงทำให้เพื่อนบ้านของเราพอใจ
เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างความเชื่อของเขา” (โรม 15:1-2)

ประการที่สาม  เสรีในพระคริสต์  เป็นเสรีที่เสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคริสตจักรคือพระวรกายของพระคริสต์    เปาโลได้กล่าวชัดเจนว่า “เพราะว่าพระคริสต์ไม่ทรงกระทำสิ่งที่พอพระทัยของพระองค์เอง...” (โรม 15:3)   แต่พระองค์ยอมทนทุกข์ตามน้ำพระทัยของพระบิดาเพื่อก่อตั้งคริสตจักรของพระองค์  และกล่าวต่อไปว่า

“ขอพระเจ้าผู้เป็นแหล่งความทรหดอดทน และ การหนุนใจ
ทรงช่วยท่านให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์
เพื่อท่านจะได้พร้อมใจกันสรรเสริญพระเจ้า
ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
(โรม 15:5 ฉบับมาตรฐาน)


ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญ

1. ท่านเคย “ยอม” ที่จะไม่กระทำตามเสรีตามกระแสสังคม  แต่ “ยอม” ทำตามเสรีในพระคริสต์ หรือไม่?  ท่านทำในเรื่องอะไร?   มีผลเกิดขึ้นอย่างไร?
2. ท่านเคยยอมที่จะไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพส่วนตัว   เพราะเห็นแก่พี่น้องคนรอบข้าง  เพื่อเสริมสร้างเขาให้มีความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้นหรือไม่?   ท่านยอมในเรื่องอะไร?  ผลเป็นเช่นไร?
3. ในวันนี้  ท่านคิดว่าจะใช้ “เสรีในพระคริสต์” ในที่ทำงานของท่านกับใคร?  อย่างไรบ้าง?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ   ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงประทานเสรีในชีวิตนี้แก่ข้าพระองค์   แต่เป็นการยากยิ่งที่ข้าพระองค์จะระมัดระวังที่จะไม่ใช้เสรีตามใจปรารถนาของตนเอง  ขอโปรดอภัยแก่ข้าพระองค์ในความผิดนี้ด้วย

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ข้าพระองค์ขอน้อมรับความจริงว่า   มีเวลาที่ข้าพระองค์ต้องพร้อมที่จะไม่ใช้เสรีที่ได้จากพระองค์ทำตามใจปรารถนาของตนเอง   เพราะเห็นแก่พี่น้องคนรอบข้างจะมิได้สะดุดในความเชื่อ   เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำให้พระวรกายของพระองค์คือคริสตจักรต้องแตกแยกฉีกขาด เพื่อมิให้พี่น้องต้องได้รับบาดแผลในชีวิตเพราะเสรีตามใจปรารถนาของข้าพระองค์

โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้ใช้เสรีในพระคริสต์ที่จะเสริมสร้างพี่น้องคนรอบข้างด้วยความอดทน เพื่อคริสตจักรของพระองค์จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  และแข็งแรงขึ้น

ขอพระเจ้าผู้เป็นแหล่งแห่งความทรหดอดทนและการหนุนใจ   ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์   เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้พร้อมใจกันสรรเสริญพระเจ้า   ผู้ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าของเรา  อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

17 กุมภาพันธ์ 2555

คุณลักษณะที่ดีของพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง

ในข้อเขียนนี้ขอใช้คำว่า “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” หมายถึงคำว่า Mentor ในภาษาอังกฤษ โดยคำจำกัดความของคำว่า Mentor นั้นหมายถึงคนที่สร้างสรรค์ เสริมสร้าง คือผู้ที่ใช้ตนเองเพื่อเสริมสร้างช่วยเหลือคนอื่นให้เกิดการเรียนรู้ เจริญเติบโตขึ้น และประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น จึงขอแปลคำว่า “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” แทนคำว่า Mentor ในภาษาอังกฤษ

สติปัญญาที่ลุ่มลึกของพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor) สามารถกลายเป็นการมองการณ์ไกลของคนที่เขาเสริมสร้าง Bud Bilanich ได้กล่าวถึงคุณลักษณะเฉพาะของ “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง” (mentor) ที่ดีไว้ ดังนี้

1) เป็นผู้ที่เต็มใจที่จะแบ่งปันสติปัญญา ความรู้ ทักษะ และความชำนาญที่ตนมีอยู่แก่ผู้ที่ตนเสริมสร้าง

2) มีมุมมองต่อชีวิตในทางบวก-สร้างสรรค์ เป็นคนที่พร้อมช่วยแหลือเมื่อผู้อื่นที่อยู่ในความยากลำบาก และชี้แนะให้คนอื่นได้ค้นพบโอกาสท่ามกลางความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่นั้น

3) เป็นผู้ที่เอาใจใส่อย่างแท้จริงในความสำเร็จของผู้ที่ตนเสริมสร้าง เป็นผู้ที่รอบรู้เฉลียวฉลาด และเป็นผู้ที่เข้าใจและร่วมรับรู้ในความรู้สึกของผู้ที่ตนเสริมสร้าง

4) เป็นผู้ที่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และเป็นคนที่ได้รับการยอมรับนับถือในความรู้และทักษะที่เขามีอยู่

5) เป็นผู้ที่เสริมสร้างตนเองให้เจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบถาม ชอบค้นหา แต่ในบางครั้ง พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างกลับเล่นบทบาทในทางตรงกันข้าม เขาจะถามคนที่เขาเสริมสร้างว่ากำลังอ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วพี่เลี้ยงเองก็ไปอ่านหนังสือนั้น เพื่อตนเองจะได้เรียนรู้และที่สำคัญเพื่อที่จะได้พูดคุย สนทนา และถกเถียงอภิปรายความคิดที่ได้จากที่อ่านนั้นกับคนที่เขาเสริมสร้าง

6) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างคือผู้ที่ชี้แนวทางที่จะเดินไป และตอบสะท้อนย้อนกลับในเชิงสร้างสรรค์แก่คนที่เขาเป็นพี่เลี้ยง แล้วยังช่วยให้ผู้ที่เขาเสริมสร้างมีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น ชื่นชมยินดีเมื่อผู้ที่ตนเสริมสร้างพัฒนาขึ้นถึงจุดที่เขาคาดหมาย ยิ่งกว่านั้นเป็นผู้ที่ช่วยชี้แนะแก้ไขเมื่อผู้ที่เขาเสริมสร้างต้องประสบกับความล้มเหลว ด้วยท่าทีเมตตา ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งที่ไม่ควรทำผิดซ้ำอีกในครั้งต่อไป

7) เป็นผู้ที่ได้รับการนับถือจากเพื่อนร่วมงาน และถ้ากลุ่ม องค์กร บริษัท หรือสถาบันใดจะคัดเลือกคนที่จะเป็นพี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่เลือกจากคนที่ผู้คนในองค์กรยอมรับนับถือคนๆ นั้น

8) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้างคือผู้ที่พยายาม “ดึงและประมวลความคิดและคุณค่าของคนอื่นออกมาให้เห็นชัด เขาเป็นคนที่ใส่อกใส่ใจในการฟังและช่วยให้คนอื่นฟังด้วยความสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เขาไม่เห็นด้วยหรือคิดเห็นแตกต่าง ด้วยวิธีนี้เขาได้ช่วยให้ผู้ที่เขาเสริมสร้างได้เกิดการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างใหม่

9) พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor) คือผู้ที่ใช้ชีวิตและเวลาคลุกคลีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ที่เขาเสริมสร้าง และเสริมสร้างด้วยการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่เขาเสริมสร้างสามารถเห็นด้วยตา สัมผัสด้วยชีวิตจิตใจ และเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นอย่างซึมลึกลงในจิตวิญญาณ จนผุดเกิดเป็นสำนึกของผู้ที่ได้รับการเสริมสร้างว่า นี่คือสิ่งที่ฉันจะต้องเป็นต้องทำ (ข้อหลังนี้ผมขออนุญาตเติมเองครับ)

องค์กร หน่วยงาน สถาบันคริสเตียน คริสตจักร และสภาคริสตจักร กำลังร้องเรียกหาผู้นำ ผู้บริหาร ผู้อำนวยการ อธิการ คณบดี ผู้บริหารสภาคริสตจักร ศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ และ คนทำงานคริส-เตียนทุกคน และ ฯลฯ ที่มีจิตวิญญาณ และ ทักษะของการเป็น “พี่เลี้ยงที่เสริมสร้าง (mentor)” แต่ไม่ใช่ไปตั้งอีกตำแหน่งหนึ่งในองค์กรนะครับ ไม่ใช่เด็ดขาด! อุ๊บ...ใช้คำตรงไปหน่อยไหมเนี่ย! (ขอโทษครับ)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499