แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิษยาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิษยาภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

19 มกราคม 2565

ศิษยาภิบาลที่อาวุโสมากกว่า ส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ในงานรับใช้ แก่ศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่า


ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุปกรณ์ เครื่องมือ และทรัพยากรต่าง ๆ สำหรับศิษยาภิบาลที่ใช้ในการทำพันธกิจได้แพร่หลายมากมายขึ้น เมื่อทำการวิจัยชีวิตคริสตจักร การวิจัยมักให้ความสนใจมุ่งไปที่ศิษยาภิบาล เมื่อผมมองดูชั้นหนังสือในสำนักงาน มีหนังสือหลายเล่มสำหรับการเป็นผู้นำของผู้อภิบาล การฝึกอบรม การสัมมนา หลักสูตรในพระคริสต์ธรรม และหน่วยงานเสริมพันธกิจคริสตจักรต่างพุ่งเป้าไปที่ศิษยาภิบาลเพื่อการพัฒนาความเป็นผู้นำ แต่ทั้งสิ้นเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่การให้คำปรึกษาจากพี่เลี้ยงผู้อภิบาล และ การโค้ชชิ่งการอภิบาลได้ และแนวโน้มความต้องการพัฒนาการรับใช้ของผู้ปกครองคริสตจักร

ท่านอดีตศิษยาภิบาลมากมายหลายท่าน ถ้าเป็นทหารก็เป็นทหารผ่านศึกของพระคริสต์ ท่านเหล่านี้เป็นศิษยาภิบาลที่คร่ำหวอดโชกโชนด้วยประสบการณ์การอภิบาลชีวิตผู้คนผ่านมาเป็นเวลาหลายสิบปี มีประสบการณ์ บทเรียนรู้ องค์ความรู้การอภิบาลที่สั่งสมไว้มากมาย ทำอย่างไรถึงจะได้ใช้ในการแบ่งปัน สะท้อนคิดกับศิษยาภิบาลรุ่นใหม่ ศิษยาภิบาลมือใหม่ในปัจจุบัน เพื่อศิษยาภิบาลรุ่นใหม่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่พวกเขาประสบพบเจอ

ศิษยาภิบาลรุ่นน้อง รุ่นลูก หรือ แม้แต่รุ่นหลานจะเรียนรู้อะไรได้บ้างในงานพันธกิจการอภิบาลชีวิตจากผู้อาวุโสที่คร่ำหวอดในงานพันธกิจการอภิบาลชีวิตของผู้คน? ศิษยาภิบาลอาวุโสจะเป็นพี่เลี้ยงของศิษยาภิบาลรุ่นน้อง รุ่นลูก และรุ่นหลานได้อย่างไรที่จะก่อเกิดประโยชน์ล้ำค่ามากมายแก่ชีวิตและการรับใช้ในงานพันธกิจคริสตจักร?

[1] ศิษยาภิบาลอาวุโสสำแดงชีวิตที่มีเกียรติ “น่ายกย่องนับถือ” แก่ศิษยาภิบาลรุ่นต่อๆ มา

เมื่อศิษยาภิบาลรุ่นต่อ ๆ มา “ปรารถนา” ที่จะเป็นศิษยาภิบาล  พวกเขาปรารถนาบางสิ่งที่ “มีเกียรติ” ตาม 1 ทิโมธี บทที่ 3 พระธรรมตอนนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า พฤติกรรมที่บ่งชี้พิสูจน์ถึงชีวิตที่ “มีเกียรติ” เป็นชีวิตที่ควบคุมตนเอง รู้จักประมาณตน น่านับถือ มีน้ำใจรับรองแขก สามารถที่จะสอนคนอื่นได้ ไม่ดื่มสุราเมามาย ไม่ก้าวร้าวแต่สุภาพอ่อนโยน ไม่ชอบทะเลาะวิวาท ไม่เป็นคนรักเงิน สามารถดูแลจัดการครอบครัวของตนเองได้อย่างดี อบรมสั่งสอนลูกหลานของตนเองให้เคารพเชื่อฟังตนได้

ศิษยาภิบาลที่รับใช้ในคริสตจักรมาหลายสิบปี จะมีประสบการณ์กับวันอันมืดมัวในชีวิตการทำงานพันธกิจคริสตจักรที่ตนรับผิดชอบมากมายหลายครั้ง ศิษยาภิบาลรุ่นใหม่ต่อ ๆ มาก็จะประสบพบเจอปัญหาของตนเองขณะรับใช้เช่นกัน ศิษยาภิบาลที่มีอาวุโสมากกว่าสามารถเดินเคียงข้างไปกับศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์และเตือนพวกเขาว่า แม้ชีวิตของเราต้องเดินเข้าไปในหุบเขาเงาแห่งความมืดมิด เราก็ยังจะมั่นคงในคำสัญญาที่เราให้กับพระเจ้า และเรายังจะจงรักภักดีต่อพระองค์เสมอไป

[2] ศิษยาภิบาลที่มีอาวุโสกว่าสามารถชี้นำศิษยาภิบาลรุ่นต่อ ๆ มาให้ก้าวย่างผ่านสิ่งที่เขาไม่รู้

ผมสังเกตเห็นว่า ศิษยาภิบาลมือใหม่ หรือ รุ่นต่อ ๆ มาเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร จะทำให้พวกเขาต้องชะงักหยุดนิ่ง  ใช่ครับ  เมื่อเราต้องพบกับสิ่งที่เราไม่รู้ หรือ ไม่เคยมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น หรือเหตุการณ์นั้น ๆ จะทำให้เราเกิดความลังเล ศิษยาภิบาลอาวุโสสามารถชวนศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์ร่วมกันสำรวจสิ่งที่เขาไม่รู้จักนั้น ซึ่งในหลาย ๆ กรณี ศิษยาภิบาลที่มีอาวุโสกว่า อาจจะเคยผ่านและพบกับสิ่งนั้นมาก่อนแล้ว แต่จะไม่รีบ “ใส่ประสบการณ์ และ ความคิด” ที่เราได้รับลงในศิษยาภิบาลปัจจุบัน แต่จะชวนคิดชวนคุย “จะถาม” เพื่อกระตุ้นให้ ศบ.ปัจจุบัน ได้คิด ค้นหา ใคร่ครวญ

แต่ในที่นี้ขอย้ำว่า บทบาทก้าวแรกในเรื่องนี้ของศิษยาภิบาลที่มีอาวุโสกว่าชวนศิษยาภิบาลมือใหม่ หรือ รุ่นเยาว์กว่าให้ร่วมกันสำรวจ   และชวนคิดพิจารณาต่อไปว่า ตามกำลังความสามารถของเขาคิดว่าน่าจะรับมือหรือจัดการได้อย่างไรบ้าง ในที่นี้ศิษยาภิบาลที่อาวุโสกว่าต้องไม่ใจอ่อนลงไปทำแทนศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่า หรือเสนอวิธีการที่ตนเคยใช้ทำและประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุผลคือ สถานการณ์ที่เราประสบในอดีตอาจจะแตกต่างจากสถานการณ์ในตอนนี้ ประการที่สอง เรากำลังหนุนเสริมให้ศิษยาภิบาลที่รุ่นเยาว์กว่าให้กล้าและสามารถจัดการด้วยตนเองภายใต้การทรงนำของพระเจ้า

[3] ศิษยาภิบาลที่มีอาวุโสมากกว่าควรแสดงให้ศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่าได้เห็นถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงของศิษยาภิบาลที่ตนจะต้องมี

ชื่อเสียงที่ดีได้รับหลังจากที่ได้ทำงานหนัก ศิษยาภิบาลที่อาวุโสกว่าที่ซื่อสัตย์รู้ว่าชื่อเสียงที่ดีจะไม่คงอยู่ตลอดไปหากปราศจากความเต็มใจที่จะรับผิดชอบ ศิษยาภิบาลที่มีอายุมากกว่าสามารถให้คำปรึกษาแก่ศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์โดยแสดงให้เห็นว่าความเต็มใจที่จะรับผิดชอบนั้นเป็นอย่างไร

การเป็นพี่เลี้ยงและให้การปรึกษา และ การโค้ชชิ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ การให้การปรึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมที่เป็นทางการ  หรือต้องมีเวลากำหนดพบปะกันที่ตายตัว การให้การปรึกษาศิษยาภิบาลที่อาวุโสมากกว่าสามารถใช้ทุกโอกาสที่มีเป็นแบบอย่างพฤติกรรมสำหรับศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่า ศิษยาภิบาลที่อาวุโสน้อยกว่าจำเป็นที่จะต้องได้ยินได้ฟังเรื่องราวบาดแผลที่ได้รับของศิษยาภิบาลที่อาวุโสกว่า  ศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่าจำเป็นที่ต้องเห็นถึงการเสียสละของศิษยาภิบาลที่อาวุโสมากกว่า ศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่าจำเป็นต้องเรียนรู้ความคิดริเริ่มจากศิษยาภิบาลที่อาวุโสมากกว่า และศิษยาภิบาลรุ่นเยาว์กว่า จะไม่เรียนรู้ความรับผิดชอบที่แท้จริงเว้นแต่ศิษยาภิบาลที่อาวุโสกว่าจะดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่าง

เอมมาอูส

07 ตุลาคม 2563

ใครจะหนุนเสริม ค้ำจุนศิษยาภิบาล?

ท่านศิษยาภิบาลครับ ท่านไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยตัวของท่านเอง ท่านเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า เหมือนกับสมาชิกคริสตจักรทั้งหลายที่ท่านกำลังนำเขาอยู่

จากภาพอาคารคริสตจักรที่พระคัมภีร์ได้ยกมาเปรียบเทียบในเรื่องนี้ ในตัวอาคารคริสตจักร ส่วนต่าง ๆ ของอาคารมีการเชื่อมต่อ ประสาน หนุนเสริม และ ค้ำจุนกันและกันไว้ให้เป็นตัวอาคารคริสตจักรที่ตั้งมั่นอยู่ด้วยกัน

ส่วนต่าง ๆ ของอาคารคริสตจักรต่าง “หนุนและเสริม” ซึ่งกันและกัน

ในบทบาทของท่านศิษยาภิบาลที่เป็นผู้นำคริสตจักร ท่านจะเห็นและตระหนักชัดในบทบาทส่วนของท่านในโครงร่างส่วนต่าง ๆ ของคริสตจักร และมีบางเวลาที่ท่านต้องการหรือที่จำเป็นจะต้องได้รับการหนุนเสริมจากคนอื่น ๆ ในคริสตจักรด้วย ในเวลาดังกล่าวถ้าท่านแยกตัวออกห่างอยู่แต่ตัวคนเดียวท่านอาจจะล้มลงได้

ในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระคริสต์ในคริสตจักรว่า “[21] ในพระองค์ ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิท และประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า [22] และในพระองค์ ท่านก็เช่นกันกำลังรับการทรงสร้างขึ้นด้วยกันให้เป็นที่ประทับซึ่งพระเจ้าสถิตอยู่โดยพระวิญญาณของพระองค์ (เอเฟซัส 2:21-22 อมธ.)

เมื่อส่วนต่าง ๆ ในชุมชนคริสตจักรร่วมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เรารวมกันเป็นพระวิหาร เป็น “อาคาร” ที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย

แต่ถ้าเราแต่ละคนในคริสตจักรต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการหนุนเสริมค้ำชูกันเราก็จะไม่มั่นคง ชีวิตของเราก็ขาดเสถียรภาพ จำเป็นที่ส่วนต่าง ๆ ของอาคารคริสตจักร หรือ สมาชิกแต่ละคนเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ควรที่จะต่างคนต่างอยู่ หรือ อยู่อย่างแตกแยกโดดเดี่ยว

ตำแหน่งในงานพันธกิจมิได้ป้องกันความเจ็บปวดในชีวิตของท่าน พระคัมภีร์กล่าวว่า “[12] คือที่ท่านและข้าพเจ้าจะได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกันโดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (โรม 1:12 อมธ.)

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร?

พลังทำลายล้างที่ท้าทายและรุนแรงในการทำงานพันธกิจยุคเรานี้คือความโดดเดี่ยว ว้าเหว่ จากการที่มีโอกาสพูดคุยกับศิษยาภิบาลหลายท่าน หลายท่านที่รู้สึกว่าทำงานพันธกิจอย่างโดดเดี่ยว และ สิ้นหวัง

ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะยาวนานไปอีกมากน้อยแค่ไหน ยิ่งทำให้ศิษยาภิบาลจำนวนมากที่รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ในการทำงานพันธกิจคริสตจักร

ท่านศิษยาภิบาลครับ ท่านจำเป็นที่จะต้องได้รับการหนุนเสริม สัมพันธ์ และค้ำจุนจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในคริสตจักรด้วยครับ ท่านต้องการคนในคริสตจักรที่จะรักท่านและสนับสนุนชีวิตและการทำพันธกิจของท่าน ไม่ว่าท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นใดก็ตาม

ผมหวังว่า ท่านจะมีกลุ่มสมาชิกคริสตจักรหรือกลุ่มคนที่ท่านสามารถไว้วางใจที่ท่านสามารถเปิดใจถึงชีวิตของท่านที่กำลังต้องพบกับสถานการณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในชีวิตและการทำพันธกิจในขณะนี้

ท่านสมาชิกคริสตจักรครับ ขออย่าเพียงรอให้ศิษยาภิบาลมาอภิบาลชีวิตของท่านเท่านั้น ยุคนี้เป็นเวลาและโอกาสที่เราสมาชิกจะต้องลุกขึ้น “อภิบาล” ชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรของศิษยาภิบาลของเรา ชุมชนคริสตจักรของเรามิใช่ที่เราสมาชิกมารับบริการ แต่เป็นชุมชนที่ทุกคนรู้จักให้บริการ และบริการซึ่งกันและกันในพระคริสต์ ดังที่เปาโลกล่าวในโรม 1:12 ว่า  “...หมายความว่าจะได้มีการหนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



07 กันยายน 2563

ประโยคที่ศิษยาภิบาลไม่อยากได้ยิน?

ประโยคที่ศิษยาภิบาลไม่อยากได้ยินเลยคงมีหลายประโยค หลายวลี แต่ประโยคหนึ่งที่ไม่อยากได้ยินเลยคือ... “วันนี้ไม่เห็นได้อะไรจากคำเทศนา” แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า ไม่มีใครที่จะไปพูดประโยคนี้ตรง ๆ กับศิษยาภิบาล ศิษยาภิบาลมักจะไปได้ยินมาโดยบังเอิญมากกว่า

ผมเคยเทศนามาก่อน และ ก็เคยเป็นคนฟังเทศน์มาก็มาก ผมเคยได้ยินการวิจารณ์ในทำนองนี้ และเคยวิจารณ์นักเทศน์คนอื่นด้วยประโยคดังกล่าว แท้จริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพ และคุณภาพของการเทศน์ แต่ในเวลาเดียวกันเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและการใส่ใจของผู้ฟังเทศน์ด้วยเช่นกัน

ผมเองต้องสารภาพว่า ผมเคยเทศนาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีพลังกระตุ้นดลใจ

แต่ก็อยากจะบอกความจริงอีกด้านด้วยว่า ตลอดทุก ๆ อาทิตย์ การเป็นศิษยาภิบาลต้องปล้ำสู้กับการเลือกประเด็นที่จะเทศน์ และเนื้อหาในคำเทศน์ รวมถึงกระบวนการวิธีการสื่อสารคำเทศน์ในแต่ละสัปดาห์ เป็นงานหนักมาก เป็นภาระหนักอึ้ง หนักใจด้วยครับ

อยากจะบอกท่านผู้ฟังเทศน์ว่า ผู้เทศน์ไม่ได้พออกภูมิใจในคำเทศน์ของตนเสียทุกครั้งไป บางครั้งก็พบจุดบกพร่องในคำเทศน์ของตน แล้วต้องนั่งวิพากษ์วิจารณ์ตนเองในจิตใจ

แต่ในเวลาเดียวกันเรามักไม่ค่อยมีการพูดถึง “อีกด้านหนึ่งของเหรียญการเทศนา” คือตัวผู้ฟัง มิใช่ผู้เทศนาที่มีความรับผิดชอบในการเตรียมเทศน์เท่านั้น แต่ผู้ฟังเทศน์ก็ต้องเตรียมจิตใจชีวิตของตนเพื่อฟังเทศนาด้วยเช่นกัน และนี่เป็นงานใหญ่สำหรับผู้ฟังเทศน์แต่ละคนมักละเลย  

แล้วผู้ฟังเทศน์มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบอะไรบ้างครับ?

1. ท่านได้เตรียม จิตใจ จิตวิญญาณ และร่างกายของท่านสำหรับวันอาทิตย์หรือไม่?

“วันอาทิตย์ของท่านเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในคืนวันเสาร์ของท่าน” เราต้องตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักร แล้วเราได้มีการเตรียมจิตใจของเราในค่ำคืนวันเสาร์เพื่อที่จะรับพระวจนะของพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์หรือไม่?

เราตัดสินใจเข้านอนเช้าหน่อยหรือไม่? เราได้วางแผนเตรียมตัวเราสำหรับวันอาทิตย์ที่จะได้เป็นเวลาที่เราเข้าส่วนใกล้ชิดกับพระเจ้าหรือเปล่า? และร่วมสามัคคีธรรมกับเพื่อนสมาชิกคริสตจักรหรือไม่? ในบางอาทิตย์เราอาจจะไม่ได้อะไรจากคำเทศนา เพราะการเทศน์ไม่มีประสิทธิภาพ

แต่ในเวลาเดียวกันอาจจะมีสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ เช่น คืนวันเสาร์เราไปนอนเอาตีหนึ่งเพราะดูรายการโทรทัศน์ที่เป็นรายการโปรดของเรา แล้วไปง่วงซึมในเช้าวันอาทิตย์ ถึงกาแฟดำเข้มแก่แค่ไหนก็ไม่สามารถปลุกให้เราตื่นได้! แล้วเราจะฟังเทศน์รู้เรื่องได้หรือครับ?

2. เราเปรียบเทียบศิษยาภิบาลของเรากับนักเทศน์คนอื่นหรือเปล่า?

ท่านเป็น “นักฟังเทศน์” ใช่ไหม? มีความชำนาญในการฟังเทศน์ รู้ว่านักเทศน์ดัง ๆ ในสื่อทีวี สื่อออนไลน์มีใครบ้าง   แล้วท่านมักเปรียบเทียบลีลา เนื้อหา และการสื่อสารคำเทศน์ของศิษยาภิบาลของท่านกับนักเทศน์เหล่านั้น

แต่ส่วนใหญ่มักจะคิดและรู้สึกว่า นักเทศน์ทางสื่อ ต่างเทศน์ดีกว่าศิษยาภิบาลของตน และมักคิดว่าตนเองรู้เรื่องการเทศนามากมาย(ชำนาญ) จึงมักตั้งตัวเป็นอาจารย์ให้คะแนนการเทศนาของศิษยาภิบาล (ไม่ตั้งใจ บ้างก็โดยไม่รู้ตัว)

ในกรณีนี้เราต้องตระหนักชัดว่า นักเทศน์ดัง ๆ ที่เราฟังเหล่านั้นไม่มีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการ “เลี้ยงดู/อภิบาล” สมาชิก (หรือ ลูกแกะ) คือผู้ฟัง พวกเขา “เทศน์ทิ้ง” (ให้พระเจ้ารับผิดชอบจัดการต่อ???) แต่ศิษยาภิบาลเมื่อเทศนาแล้วยังต้องตามไปอภิบาลชีวิต และ เลี้ยงดูจิตวิญญาณของผู้ฟังเทศน์

เราไม่เคยจดไม่เคยนับดูว่า ศิษยาภิบาลของเราต้องเดินทางไปเยี่ยมเยียนอภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักรปีละกี่กิโลเมตร? ไม่น้อยเลยครับ ศิษยาภิบาลไม่ใช่มีหน้าที่ตั้งหน้าตั้งตาเทศนาเท่านั้น ไปเยี่ยมเราที่บ้าน บางครั้งที่ทำงาน หรือที่โรงพยาบาลเมื่อเราเจ็บป่วย อธิษฐานเผื่อสมาชิกที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต   และลงท้ายด้วยการประกอบพิธีศพของเราเมื่อตายไป นักเทศน์ดัง ๆ เก่ง ๆ ทั้งหลาย เขาไม่ต้องทำเช่นนี้ในคริสตจักรของเรา

3. เราเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของวันอาทิตย์หรือไม่?

ในพระคัมภีร์มักเปรียบเทียบการรับพระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนการรับประทานอาหารของชีวิตจิตวิญญาณของเรา

เรามักจะมีความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับการเติบโตขึ้นในความเป็นคริสตชนของเรา

เรามักเข้าใจผิดว่า ถ้าจะให้จิตวิญญาณที่ซึมเหงาเฉื่อยชาของเราตื่นขึ้น เราต้องเข้าไปร่วมในการฟื้นฟูใหญ่ เข้าไปร่วมรายการของค่ายพลิกฟื้นชีวิต ที่จะกระตุ้นปลุกเร้าจิตวิญญาณที่เฉื่อยชาง่วงเหงาหาวนอนในจิตวิญญาณของเราให้กลับไปหาพระคริสต์ แต่เรามักลืมไปว่าเราได้ฟังเทศนาอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าที่มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงพัฒนาความเชื่อ ความคิด ชีวิตจิตวิญญาณของเราทีละเล็กทีละน้อย และอย่างต่อเนื่องด้วย

ในชีวิตจริงของเรา เราไม่ได้กินเลี้ยงใหญ่ทุกมื้อทุกวัน แต่เรารับประทานอาหารทุกวัน มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น   บางมื้อเรารับประทานแบบรีบเร่ง บางมื้อเป็นอาหารแบบง่าย ๆ และเมื่อทำงานดึกดื่นบางครั้งมีมื้อดึก เป็นการรับประทานตามสิ่งที่มีเหลือในตู้เย็น แต่ที่สำคัญคือ เราทานอาหารทุกมื้อไม่ลืมที่จะรับประทานอาหาร แล้วอาทิตย์หนึ่งเราก็จะรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ศิษยาภิบาลเตรียมไว้อย่างดีเพื่อสมาชิกคริสตจักรแต่ละคน แต่อาจจะถูกปากบางคนแต่ไม่ถูกใจอีกบางคน แต่ที่สำคัญทุกคนได้รับประทานอาหารเพื่อมีร่างกายที่แข็งแรง เติบโตขึ้น

ที่ชีวิตคริสตชนเติบโตขึ้นมิได้เพราะรับประทานอาหารอย่างดีที่ถูกปากถูกใจปีละครั้งที่ค่าย หรือ ที่การฟื้นฟูคริสตจักร อาหารมื้อพิเศษนี้เป็นประโยชน์และถูกใจ แต่เราเติบโตเพราะอาหาร 3 มื้อในแต่ละวันที่รับประทานอย่างสม่ำเสมอมากกว่างานเลี้ยงใหญ่ปีละครั้งสองครั้ง?

4. เราคิดถึง “คนนั้นคนนี้” น่าจะได้ฟังเทศน์นี้หรือเปล่า?

บางครั้งเราฟังเทศนา แล้วบอกกับตนเองว่า คนนั้นคนนี้น่าจะได้ยินคำเทศนานี้เพื่อเขาจะได้เห็นบาปผิดของตนได้ชัดเจน ที่เป็นเช่นนี้เพราะนี่เป็นการที่เรากำลังกลบเกลื่อนความรู้สึกว่าคำเทศนาของศิษยาภิบาลกำลังชี้ชัดถึงความบาปผิดของตน หรือ คนในครอบครัวของเราเอง

บางครั้งเราคิดว่า คำเทศนาของศิษยาภิบาลไม่แหลมคมพอเพราะไม่สามารถที่จะทำให้เพื่อนคนนั้นของเราสำนึกผิดในเรื่องที่ศิษยาภิบาลเทศน์ หรือกล่าวหาว่าคำเทศนาของศิษยาภิบาลมิได้ชี้ชัดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นหยุดนินทาว่าร้ายคนอื่น หรือ คำเทศน์น่าจะกล่าวชัด ๆ ว่าเธอจะต้องได้รับการลงโทษ

แต่เป็นไปได้ไหมว่า คำเทศนาในวันนั้นพระเจ้าประสงค์ขจัดบางสิ่งบางอย่างจากชีวิตภายในของเราเอง (ที่เราไม่อยากได้ยินได้ฟัง) เป็นไปได้ไหมเมื่อพระเจ้าต้องการเอาบางสิ่งบางอย่างที่ชั่วออกจากชีวิตของเรา แต่เรากลับไม่ยอมให้สิ่งนั้นถูกขจัดออกไป เราจึงรู้สึกว่า คำเทศนาในวันนั้นไม่มีพลังอะไรต่อชีวิตของเรา

5. เราแสวงหาความบันเทิงพอใจมากกว่าการสั่งสอนเสริมสร้างหรือไม่?

บางครั้งอาจจะเป็นเพราะเราปรารถนาให้ศิษยาภิบาลเทศนาด้วยภาษา ท่าที หรืออารมณ์ที่เราต้องการในเวลานั้น   โดยเราลืมไปว่า เมื่อพระเจ้าตรัสพระองค์ตรัสกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในการนมัสการครั้งนั้นด้วย และมองข้ามไปว่าพระเจ้าอาจกำลังตรัสกับชุมชนคริสตจักรในฐานะอวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่ร่วมกันในพระกายของพระคริสต์ด้วย

ในเวลาเดียวกัน คนที่มานมัสการพระเจ้าใจวันอาทิตย์หลายต่อหลายคนมาพร้อมด้วยบาดแผลในชีวิต มาด้วยความเหนื่อยล้าหมดกำลัง ถูกสถานการณ์ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาบดขยี้ชีวิตของตน ดังนั้น การนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์บ่อยครั้งจึงเป็นที่ลี้ภัยจากสถานการณ์เลวร้ายในชีวิตของบางคน และเป็นการเยียวยารักษาบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตของอีกหลายคน

จุดประสงค์ของการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ที่กล่าวข้างต้นมิได้อยู่ที่คำพูดคำเทศน์ของศิษยาภิบาลเท่านั้น   แต่อยู่ในการนมัสการเทิดทูนพระเจ้าร่วมกัน การได้ยินได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า และสามัคคีธรรมในความสัมพันธ์ของสมาชิกคริสตจักรที่มีร่วมกันด้วย

แต่บ่อยครั้งเรามาร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ด้วยท่าทีความคาดหวังว่า “เราจะได้อะไรจากการนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์?” เป็นท่าทีความคิดแบบบริโภคนิยม และเป็นความเชื่อแบบประโยชน์นิยมเพื่อส่วนตัว ไม่สนใจถึงความต้องการจำเป็นของคนอื่น ๆ ในคริสตจักร และไม่ใส่ใจต่อสมาชิกคริสตจักรในพระกายพระคริสต์คนอื่น ๆ ด้วย

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่ได้อะไรจากการฟังเทศน์ในวันอาทิตย์ก็ได้!?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



19 มิถุนายน 2563

สมาชิกที่ทำให้ศิษยาภิบาลปวดเศียรเวียนเกล้า

เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับศิษยาภิบาลในบริบทต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่มีในทุกคริสตจักรคือ สมาชิกประเภทที่นำมาซึ่งการปวดเศียรเวียนเกล้าของศิษยาภิบาล แต่สมาชิกประเภทเหล่านี้อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เมื่อรวบรวมประมวลเข้าด้วยกันมีประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. สมาชิกที่เห็นอะไรก็ผิดไปทั้งนั้น

ไม่มีอะไรที่ถูกในสายตาสมาชิกคนนั้น และไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง ศิษยาภิบาลพยายามหลีกทางเลี่ยงพบคนแบบนี้

2. ขู่ว่าจะออกไปจากคริสตจักร

สมาชิกพวกนี้มักชอบขู่ว่าจะออกไปจากคริสตจักรด้วยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ศิษยาภิบาลควรจะเรียนรู้ที่จะ “นิ่ง” ต่อคำขู่ของเขา (จริง ๆ แล้วถ้าเขาจะไปจริงก็น่าจะดีนะ???)

3. สมาชิกประเภททำตัวเป็นนักคริสต์ศาสนศาสตร์  

สมาชิกประเภทนี้มักคิดว่าตนเองรู้เรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ดีกว่าคนอื่น ๆ (และ ศบ. ด้วย)  และมักชอบถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ และมักแสดงท่าทีว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อต่อสู้ปกป้องและส่งเสริมคริสต์ศาสนศาสตร์

4. สมาชิกประเภทรู้ทุกเรื่อง  

เขาต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขารู้ทุกเรื่องในคริสตจักร แท้จริงแล้วเขาร่วมวงในการซุบซิบนินทาในทุกกลุ่มทุกเรื่อง และถ้ากลุ่มใดที่ไม่ให้เขาเข้าไปร่วมด้วย เขาก็จะโกรธ   

5. สมาชิกประเภทยืนยันการเป็นสมาชิกใหม่ 

สมาชิกประเภทมาคริสตจักรหกเดือนครั้ง แล้วถวายชีวิตแก่พระเยซูคริสต์ใหม่ แล้วหายไปอีกหกเดือน

6. สมาชิกประเภทนักธรรมนูญคริสตจักร  

ไม่มีใครที่รู้ธรรมนูญคริสตจักรได้ดีเท่าคน ๆ นี้ และถ้าเขาไม่ชอบอะไรในคริสตจักรเขาจะเขียนโจมตีโดยอ้างอิงธรรมนูญคริสตจักร 

7. สมาชิกประเภทเปรียบคำเทศน์ของศิษยาภิบาลกับคำเทศน์ในอินเตอร์เน็ท  

เขาฟังแสวงหาฟังคำเทศนาในอินเตอร์เน็ท แล้วก็นำเอาคำเทศนาของศิษยาภิบาลไปเปรียบเทียบแล้ววิพากษ์วิจารณ์ จริง ๆ แล้วเขาฟังเทศน์ของศิษยาภิบาลเพื่อจับผิดมากกว่าที่จะนำคำเทศนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

8. สมาชิกประเภทนักปกป้อง “อดีต”

สมาชิกคนนั้นรู้ถึงประวัติความเป็นมาของคริสตจักรอย่างดี และเขามองว่าบทบาทของเขาคือผู้พิทักษ์ปกป้องและสู้กับทุกสิ่งใหม่ที่จะนำเข้ามาทำในคริสตจักรต่างไปจากเดิม

9. สมาชิกประเภทไม่ยอมยกโทษ  

เขาเคยโกรธอะไรบางอย่างเมื่อหลายปีก่อน แต่เขายังไม่ยอมยกโทษ หรือ ให้เรื่องนั้นจบลง เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องนั้นอีกเขาจะให้เหตุผลว่าเขาเป็นฝ่ายถูก

10. สมาชิกประเภทหยุดทำพันธกิจ  

ไม่ว่าศิษยาภิบาลจะพูดจะทำอย่างไร สมาชิกประเภทนี้จะปฏิเสธที่จะทำพันธกิจคริสตจักร โดยอ้างว่า “ฉันเคยทำหน้าที่เหล่านี้ของฉันแล้วในอดีต”  

พูดแบบตรงไปตรงมาได้ว่า สมาชิกประเภทต่าง ๆ ข้างต้นนี้ทำให้การทำพันธกิจการอภิบาลไม่สนุกเท่าใดนัก   ขอให้กำลังใจแก่ผู้อภิบาลว่า ใช้เวลาในการอธิษฐานสำหรับสมาชิกเหล่านี้ครับ

เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนและสร้างเขาใหม่ได้ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


21 ธันวาคม 2562

ใครขโมย “ความชื่นชมยินดี” ของศิษยาภิบาลไป?

ในเทศกาลคริสต์มาส เพลงฮิตที่เราร้องเป็นประจำทุกปีคือ “พระทรงบังเกิดโลกจงยินดี” แต่ในชีวิตจริงของเราในยุคนี้การที่จะมีความชื่นชมยินดีนั้นแสนยากลำบากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร เรารู้ว่าความชื่นชมยินดีในชีวิตคริสตชนเป็นของประทานเฉพาะจากพระเจ้า แต่เราก็ยังต้องต่อสู้กันภายในชีวิตจิตใจของตน เหมือนกับว่า มีใครที่มาขโมย “ความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรา” ไป

แล้วคริสต์มาสปีนี้...ใครขโมยความชื่นชมยินดีของศิษยาภิบาลไปครับ?

1. สมาชิกที่มักมองและวิจารณ์ ศบ. ในเชิงลบ พระเจ้าสามารถที่จะหลั่งพระพรลงมาแก่เรา แต่ศิษยาภิบาลไม่สบายใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ ที่ได้ยินมาบ่อย ๆ

2. สมาชิกที่ไม่สนใจในพระวจนะของพระเจ้า ศิษยาภิบาลเทศนาพระวจนะของพระเจ้าทุกสัปดาห์ แต่จะมีบางคนหรือกลุ่มคนที่ยังเลือกจะดำเนินชีวิตตามแผนการ และ วิถีชีวิตของตนเอง พูดง่าย ๆ ไม่เชื่อฟังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศิษยาภิบาลถามในใจตนเองว่า นี่จำเป็นจะต้องจัดการกับวินัยชีวิตของสมาชิกหรือยัง หรือพวกเขาแก่เกินแก้?

3. ครอบครัวของสมาชิกเกิดการแตกแยก เมื่อมองดูอิทธิพลของกระแสสังคมที่เข้ามาในมีอิทธิพลต่อชีวิตแต่งงานของสมาชิกคริสตจักร ทำให้เกิดผลเชิงลบในครอบครัวของสมาชิก สิ่งนี้ทำให้ศิษยาภิบาลมีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุข

4. เทศนาไม่ได้ดั่งใจหวัง บ่อยครั้งที่ศิษยาภิบาลคาดหวังว่า คำเทศนาในเช้าวันอาทิตย์จะเป็นที่สนใจของสมาชิก ที่จะช่วยให้สมาชิกสู้กับความสิ้นหวังท้อแท้ แต่เมื่อตกเย็นศิษยาภิบาลกลับไม่พอใจกับการเทศนาของตนเองในเช้าวันนี้

5. ความผิดบาปของตนเองที่ไล่ล่าชีวิตของศิษยาภิบาล เมื่อชีวิตของศิษยาภิบาลตกอยู่ในอำนาจของความบาป ยากที่จะหาพบความชื่นชมยินดีที่แท้จริงในชีวิต ความบาปผิดในตัวของศิษยาภิบาลในหลายกรณีเป็นเรื่องส่วนตัวและซ่อนเร้น และถ้าศิษยาภิบาลท่านนั้นเลือกที่ยังจะอยู่ในความบาปนั้น แน่นอนมันจะปล้นขโมยความชื่นชมยินดีของศิษยาภิบาลไปแน่

6. มีจิตใจที่จดจ่ออยู่ที่จะหาคริสตจักรที่ใหญ่กว่า อุดมสมบูรณ์กว่า ดีกว่า ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ปัญหาประการนี้ในศิษยาภิบาล เป็นปัญหาของความ “อยากได้ใคร่มี” ตามความต้องการของตนเอง เขาจะมีชีวิตที่ไม่รู้จักพอ หรือ ไม่มีความพึงพอใจในชีวิตของตน ศิษยาภิบาลท่านนั้นไม่สามารถที่จะมีความชื่นชมยินดีในชีวิตตราบใดที่ยังคิดว่าตนเองสมควรที่จะต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้มากกว่านี้

7. ทีมผู้อภิบาล คณะธรรมกิจคริสตจักรเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ ไม่มีใครที่ต้องการจะทำงานในบรรยากาศของความขัดแย้ง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า แม้แต่ในกลุ่มผู้นำคริสตชนพวกเราก็ยังมีการสู้กัน เป็นการยากยิ่งที่เราจะพบความชื่นชมยินดี ศิษยาภิบาลรู้สึกว่าไม่อยากไปทำงาน เพราะต้องพบกับความขัดแย้ง

8. สมาชิกคริสตจักรที่เรียกร้องต้องการความสนใจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น สมาชิกมีชีวิตที่เหนื่อยล้า ผิดหวัง สับสน ศิษยาภิบาลไม่สามารถที่จะทำให้พวกเขาพึงพอใจในชีวิตของเขาได้ ไม่ว่าศิษยาภิบาลจะทำพันธกิจมากมายหลายด้าน หรือทำพันธกิจเพื่อสมาชิกเหล่านี้ หรือแม้แต่ทำพันธกิจแทนสมาชิกเหล่านี้ ก็จะไม่ช่วยให้สมาชิกเหล่านี้มีความพึงพอใจในชีวิตได้ แน่นอนครับ ศิษยาภิบาลไม่สามารถที่จะรับใช้คนเหล่านี้ด้วยความชื่นชมยินดีได้เช่นกัน

9. คริสตจักรไม่อดทนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง คริสตจักรเป็นนาวาที่จะหันกลับได้ยากยิ่ง ในความปรารถนาของศิษยาภิบาลเขาเห็นหลายอย่างในคริสตจักรที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ต้องให้เวลามาก ที่อาจจะทำให้ศิษยาภิบาลท้อแท้หมดกำลังใจได้ง่าย ๆ

10. พึ่งกำลังความสามารถของตนเองมากเกินไป เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่ศิษยาภิบาลจะมีชีวิตที่ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อศิษยาภิบาลมิได้พึ่งพิงในพระกำลังของพระองค์

มีอะไรอย่างอื่นไหมครับท่าน... ที่มาขโมยความชื่นชมยินดีในชีวิตและการรับใช้ของศิษยาภิบาล?

คริสต์มาสปีนี้ ให้เราคืน “ความชื่นชมยินดี” เป็นของขวัญจากสมาชิกคริสตจักรแก่ศิษยาภิบาลของเราดีไหมครับ? แล้วเราต้องทำอย่างไรครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


09 ธันวาคม 2562

ลักษณะของผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ”

ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 มีผู้นำ/ศิษยาภิบาล ส่วนหนึ่งที่ถวายตัวรับใช้พระเจ้าท่ามกลางประชากรของพระองค์ และในสังคมโลกอย่างสัตย์ซื่อ แต่ก็มีผู้นำ/ศิษยาภิบาลอีกหลายต่อหลายคนที่แสวงหา “อำนาจ” ส่วนหนึ่งแสดงออกมาชัดเจนว่า “กระหายหาอำนาจ” มากกว่าการรับใช้   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวงการคริสตจักรในประเทศไทยของเรานำเอาระบบการเมืองประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง (ที่สกปรก ไร้คริสต์จริยธรรมมาใช้ในวงการคริสตจักร) ที่ส่อถึงการตกอยู่ใต้อำนาจของความบาปชั่วร้ายอย่างสิ้นเชิง

พระเจ้ามอบหมายให้คริสตจักรทำพันธกิจรับใช้ในชุมชนสังคม มิใช้ให้คนของพระองค์มีอำนาจ   แต่ทรงมอบหมายให้ทำพันธกิจจากจิตวิญญาณการรับใช้ด้วยชีวิตแบบพระคริสต์ เพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการในชีวิตของผู้คนในสังคม  

พระคริสต์เป็นแบบอย่างมากมายในเรื่องนี้ พระองค์ถ่อมลงเข้าถึงคนต่ำต้อย เล็กน้อย และคนชายขอบสังคม พระองค์ไปหาคนเหล่านี้เพื่อให้ชีวิตของพระองค์ เพื่อคนเหล่านี้จะมีโอกาสได้ชีวิตใหม่ในสังคม พระองค์ล้างเท้าให้สาวก มาตรฐานของ “ผู้นำ” ตามพระประสงค์ของพระคริสต์คือ “ใครต้องการเป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นต้องรับใช้พวกท่าน”  (มาระโก 10:43;  ยอห์น บทที่ 13)

ผู้นำที่แสวงหาอำนาจ แสวงหาความสำเร็จตามสิ่งที่ตนเองต้องการ  ซึ่ง โจเซฟ เมทเทร่า  ได้แจงลักษณะของผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” ไว้ 11 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

1. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” จะติดต่อเกี่ยวข้องกับคนที่มีอำนาจเท่านั้น
ผู้นำและศิษยาภิบาลกลุ่มนี้จะใช้เวลาในงานสังคมอย่างมาก เพื่อแสวงหาคนที่จะสนับสนุนตนเองในการ “ไต่บันไดความสำเร็จ” ในสังคมและคริสตจักร พวกนี้ใช้คนอื่นเพื่อผลประโยชน์แห่งตนมากกว่ารับใช้คนอื่น

2. ศิษยาภิบาล/ผู้นำที่ “กระหายหาอำนาจ” จะพูดถึงตนเอง และ ความสำเร็จของตน
ผู้นำกลุ่มนี้ มักจะพูดถึงความสำเร็จของตนเอง ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ตำแหน่งในสังคม เช่นเป็นกรรมการมากมาย หรือได้ปริญญาเอกจากที่โน่นที่นี่ ที่เขาพูดเลอะเทอะมากมายเช่นนี้เพียงเพื่ออวดว่า ตนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต

3. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” จะแข่งขันกับผู้นำ/ศิษยาภิบาลคนอื่น ๆ
ผู้นำกลุ่มนี้จะเบียดเพื่อนที่ทำงานอาชีพเดียวกันให้ตกขอบถ้าไม่ใช่พวกของตนเองหรือสนับสนุนตนเอง และ หาทางให้คนของตนเองมีตำแหน่งเพื่อมีอำนาจมาหนุนเสริมความยิ่งใหญ่ของตน    ผู้นำกลุ่มนี้ดูด้อยวุฒิภาวะผู้นำและความเชื่อ

4. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” ยอมตนเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน
ผู้นำกลุ่มนี้มี “ภาวะผู้นำแบบกิ้งก่า” ปรับเปลี่ยน(สี)ตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ไม่คำนึงถึงความจริงและความถูกต้อง ที่ทำเช่นนี้เพื่อให้คนกลุ่มต่าง ๆ หนุนตนเองให้มีอำนาจ

5. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” ขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจจากความเห็นแก่ตัว แทนที่จากแรงบันดาลใจที่จะรักเมตตาคนอื่น
ผู้นำกลุ่มนี้ทำงานหนักครับ แต่ที่ทุ่มเททำงานหนักก็เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายอันสูงสุดในชีวิตของเขาคือ เขาอยู่ในอำนาจ  มิใช่เพื่อตอบสนองความจำเป็นต้องการในชีวิตของผู้คน

6. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” ชอบที่จะให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญตนเอง
ผู้นำกลุ่มนี้ชอบที่จะมีคนมายกยอปอปั้นตนเอง พวกนี้เป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเองต่ำ เขาต้องหาสิ่งที่มาป้อนความมั่นใจของตนเองเสมอ เพื่อมั่นใจว่าตนยังจะมีอำนาจอยู่ และถ้าเกิดความไม่เชื่อมั่นคนของตนคนใดคนหนึ่งก็จะรีบ “เขี่ย” ออกเพื่อตนเองจะปลอดภัย

7. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” มักเป็นคนที่ยอมประนีประนอมผ่อนปรนคุณค่าทางคริสต์จริยธรรม
เรื่องความถูกผิดสำคัญน้อยกว่าการที่ตนจะมีอำนาจ ผู้นำกลุ่มนี้ยอม “ซุกความเชื่อ” ไว้เพื่อที่ตนจะได้ตำแหน่งอำนาจที่พึงประสงค์

8. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” มักมีความจำกัดที่จะรักษาสุขภาวะส่วนตัวและครอบครัว
ในแต่ละวันผู้นำกลุ่มนี้ไม่มีเวลาที่ตนจะใช้ในการสะท้อนคิด ใคร่ครวญ และไม่มีเวลาที่จะฟื้นฟูจิตวิญญาณ ความนึกคิด และอารมณ์ของตนเอง ไม่ต้องพูดถึงคนในครอบครัว ยิ่งไม่มีเวลาใหญ่

9. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “หิวกระหายอำนาจ” จะจงรักภักดีต่อพรรค-พวกตนเองเท่านั้น
ผู้นำกลุ่มนี้ เป็นผู้นำที่หลงตนเอง เขาต้องการที่จะควบคุมทุกสถานการณ์ คนในองค์กร ทั้งในปัจจุบัน และ อนาคต นั่นหมายความว่าเขาต้องการให้คนในองค์กรจงรักภักดีต่อตนเท่านั้น   แล้วเลี่ยงไม่ได้ว่า คนวงในของตนส่วนหนึ่งก็เป็นลูกน้องแบบ “เลียแข้งเลียขา” คนพวกนี้ก็รู้อยู่กับอกว่า เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน 

10. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” แสวงหาแต่การก้าวสูงขึ้นไปในองค์กรมากกว่าแสวงหาช่องทางในการรับใช้ให้กว้างไกลขึ้น
การทุ่มเทเดินทางไปที่ต่าง ๆ ขององค์กรจึงมิได้ไปเพื่องานของการทรงเรียกอย่างแท้จริง แต่เพื่อที่จะมีโอกาสปรากฏตัว สร้างบารมีให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เขาทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจก่อน  และเมื่อมีอำนาจแล้วเงินทองก็จะตามมาเอง

11. ผู้นำ/ศิษยาภิบาลที่ “กระหายหาอำนาจ” มีชีวิตภายในที่ตื้นเขินเปราะบาง
ผู้นำกลุ่มนี้ลึก ๆ ไม่กล้าที่จะเปิดใจของตนแก่พระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เข้าไปตรวจสอบ เพราะเขากลัวที่จะพบแรงบันดาลใจที่แท้จริงในชีวิตของตน ผู้นำกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีชีวิตแห่งการอธิษฐานใคร่ครวญ และที่อ่านพระคัมภีร์ก็เพื่อเตรียมเทศนา และที่อันตรายอย่างยิ่งคือ ลึก ๆ แล้วพวกนี้ต้องการให้(ใช้)พระเจ้าทำอย่างที่ตนเองต้องการ แทนที่จะมอบกายถวายชีวิตให้พระเจ้าใช้ตามพระประสงค์

แล้วในองค์กร ในคริสตจักรของเรา ปัจจุบันเรามีผู้นำ/ศิษยาภิบาลแบบนี้มากน้อยแค่ไหน? เป็นผู้นำในระดับไหน? ที่ต้องระวังอย่างมากคือ นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องผู้นำกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ผู้นำแบบนี้กำลังตกอยู่ใต้อำนาจของมารร้าย ที่คนในคริสตจักร และ คนในองค์กรของเราต้องอธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้าที่จะรับมือกับอำนาจชั่วเหล่านี้
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



18 พฤศจิกายน 2562

ข้อมูลเชิงลึก 9 ประการในชีวิตสมาชิก ที่ศิษยาภิบาลพึงรู้เท่าทัน

ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร  มีความสำคัญต่อชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักร  

สิ่งสำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร รู้เท่าทันเกี่ยวกับความเป็นจริงในชีวิตและความเชื่อของสมาชิกฆราวาสในคริสตจักรของตนลุ่มลึกมากน้อยเพียงไรย่อมมีผลต่อการบริหารจัดการความสัมพันธ์ การอภิบาล และการทำพันธกิจในชีวิตคริสตจักรมากเท่านั้น

จากประสบการณ์และข้อมูลที่ได้จากการพูดคุย/สัมภาษณ์ ช่วยให้ผมได้รับข้อสรุป-บทเรียนรู้ความจริงที่สำคัญเชิงลึกเกี่ยวกับสมาชิกฆราวาสในคริสตจักร ถ้าศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรมองข้าม หรือ มองไม่เห็นความจริงเหล่านี้ของสมาชิกฆราวาสในคริสตจักร จะมีผลต่อการอภิบาลชีวิตและการทำพันธกิจของศิษยาภิบาล และผู้นำคริสตจักรอย่างมีนัยสำคัญ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเชิงลึก 9 ประการ

1. สมาชิกฆราวาสบางคนยังไม่มีความเชื่อศรัทธา การที่ศิษยาภิบาลจะต้องเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก เราคงต้องพูดความจริงตรงไปตรงมาแต่แรกว่า เมื่อพระเยซูคริสต์มีสาวก 12 คน หนึ่งในสาวกเป็น “สาวกเทียม” “สาวกปลอม” เราคงไม่สามารถทำต่อสมาชิกประเภทนี้ในคริสตจักรของเราได้ดีไปกว่าพระเยซูคริสต์ได้กระทำมาแล้ว

2. สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่ในคริสตจักรรักองค์พระผู้เป็นเจ้า ยกเว้นสมาชิกฆราวาสในข้อ ที่ 1   ตลอดเวลาที่ผ่านเราพบว่า สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่(จำนวนมาก)ในคริสตจักรที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้า   พวกเขาบางคนอาจจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในการติดตามพระคริสต์ แต่นั่นมิใช่เพราะว่าพวกเขาไม่รักพระองค์ (โปรดดูในประเด็นต่อไป)

3. สมาชิกฆราวาสส่วนมากมิได้เป็น “สาวกพระคริสต์” ที่ดีมีคุณภาพ หลายคนเป็นสมาชิกในคริสตจักรโดยไม่เคยผ่านการสอน และ เสริมสร้างให้มีชีวิตประจำวันที่เป็นสาวกของพระคริสต์ ผลที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตประจำวันต้องประสบกับความล้มเหลว พ่ายแพ้ แล้วคนกลุ่มนี้บางคนก็มีตำแหน่งผู้นำในคริสตจักรทั้ง ๆ ที่มิได้รับการเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณ เราท่านคงต้องยอมรับว่า ตัวเราเองอาจจะเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ในอดีตมาแล้ว

4. สมาชิกฆราวาสจำนวนมากยังมีความเชื่อศรัทธาที่อ่อนหัด ถ้าผู้เชื่อไม่มีความตั้งใจที่จะมีชีวิตการเป็นสาวกของพระคริสต์ การเติบโตในชีวิตจิตวิญญาณของเขาจะหยุดชะงัก และแคระแกร็น และนี่เป็นความผิดพลาดของชุมชนคริสตจักรที่ไม่ใส่ใจ/สอนและเสริมสร้างให้สมาชิกฆราวาสทุกคนเป็นสาวกพระคริสต์ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ผู้นำคริสตจักรจะเกิดความผิดหวัง คับข้องใจกับสมาชิกกลุ่มนี้ เพราะศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคาดหวังว่า ผู้เชื่อเหล่านี้ควรจะมีชีวิตประจำวันที่แสดงออกถึงผู้เชื่อที่มีวุฒิภาวะ ที่เติบโตในความเชื่อของเขา

5. สมาชิกฆราวาสจำนวนมากที่มี “ของประทาน” มากกว่าศิษยาภิบาลในบางด้าน นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะเห็นคริสตจักรเป็นพระกายเดียวกันของพระคริสต์อย่างชัดเจนตามที่เขียนใน 1โครินธ์  บทที่ 12  ที่แต่ละคนในคริสตจักรใช้ของประทานที่ตนได้รับในการรับใช้และหนุนเสริมกันและกัน   แต่ถ้าเวลาใดที่ศิษยาภิบาลเลือกที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ในคริสตจักรด้วยตนเอง ศิษยาภิบาลกำลัง “บูชาตนเอง” ตนเองกลายเป็นรูปเคารพที่ตนกำลังกราบไหว้บูชา

6. สมาชิกเกือบทุกคนต้องการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าในคริสตจักร และ ผ่านคริสตจักร อย่างไรก็ตาม การที่สมาชิกฆราวาสแต่ละคนต้องการที่จะรับใช้แต่กลับไม่ได้รับใช้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร จะเริ่มต้นที่ไหนดี บางคนเคยได้รับ “ความเจ็บปวดผิดหวัง” จากการรับใช้มาก่อน ดังนั้น จึงกลัวที่จะรับใช้ ถึงแม้จิตใจของเขาต้องการที่จะสัตย์ซื่อในการรับใช้ก็ตาม

7. สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่รักศิษยาภิบาลของเขา จากประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาลของผม ผมไม่เคยพบว่ามีสมาชิกฆราวาสคนไหนที่ไม่รักผม มีบ้างบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมในบางเรื่อง และมีบ้างที่โกรธไม่พอใจผมที่ผมลาออกจากคริสตจักร แต่ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเขารักผมหรือไม่

8. สมาชิกฆราวาสหลายคนที่ต้องปล้ำสู้กับความบาปที่ซ่อนเร้น สมาชิกฆราวาสหลายคนที่รู้สึกว่า “ไม่มีใครที่ปลอดภัยพอที่ตนจะบอกหรือปรึกษาเรื่องบาปที่ซ่อนเร้นของตนได้” บางคนไม่มีสัมพันธภาพกับใครในคริสตจักรที่เขาจะปรึกษาเรื่องนี้ วันอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าเขาต้อง “ปล้ำสู้” กับความผิดบาปในชีวิตจิตวิญญาณของเขา และไม่รู้ไม่เข้าใจเลยว่าจะเอาชนะสงครามจิตวิญญาณภายในชีวิตของเขาดังกล่าวอย่างไรดี

9. สมาชิกฆราวาสที่สร้างความยุ่งเหยิง ลำบากใจแก่/ในคริสตจักร อย่างที่เคยเกิดขึ้นในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกที่เราพบในพระธรรมพันธสัญญาใหม่ ถ้าเราอ่านในพระธรรม 1โครินธ์ เราจะพบว่า คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกในพันธสัญญาใหม่ก็ต้องพบกับคนที่เป็นตัวปัญหาในคริสตจักร แต่ข่าวดีก็คือว่า ทุกวันนี้เรารับใช้พระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าที่ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ถึงแม้จะเป็นคริสตจักรที่มีปัญหายุ่งเหยิงเพียงใดก็ตาม

ข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกคริสตจักรทั้ง 9 ประการนี้ ศิษยาภิบาลจะต้องรู้เท่าทันชัดเจน และอธิษฐานขอการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยศิษยาภิบาลในการอภิบาลสมาชิกตามบริบทและสภาพความเป็นจริงในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน เพื่อเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้มีชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน และเราสามารถแบ่งปันประสบการณ์จากการอภิบาลสมาชิกที่มีสภาพชีวิตดังกล่าวข้างต้นแก่กันและกันต่อไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


10 พฤศจิกายน 2562

สมาชิกอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาล...ในวันจันทร์หรือเปล่า?

ท่านสมาชิกคริสตจักรที่รักทุกท่านครับ วันจันทร์อย่าลืมอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลของท่านนะครับ ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่สมาชิกคริสตจักรควรอธิษฐานเผื่อ ศบ. ในวันจันทร์ครับ!

1. วันอาทิตย์เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเหน็ดเหนื่อยมาก ศิษยาภิบาลที่ทุ่มเททำงานพันธกิจตลอดทั้งวัน แท้จริงแล้วมิใช่งานยุ่งในวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ (ยกเว้น ศบ. ที่ไม่ค่อยทำอะไรนอกจากเทศนา มักหายหน้าจากโบสถ์ในระหว่างสัปดาห์) ทั้งที่ต้องทุ่มเทกับการเตรียมสำหรับคืนวันพุธ งานวันเสาร์ แล้วงานทั้งวันในวันอาทิตย์ ศิษยาภิบาลต้องต้อนรับสมาชิก แขก รับคำขอให้อธิษฐานเผื่อจากคนต่าง   ๆ รับฟังคำบ่นจากสมาชิก ตอบประเด็นคำถามคนที่มาโบสถ์ ตระเตรียมทีมนำนมัสการ และยังต้องพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังที่เกิดขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ศิษยาภิบาลจะได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้า  

ให้เราอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับศิษยาภิบาลที่ทำงานหนัก ขอประทานพลังปัญญา  พลังกาย  และพลังจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง

2. การเทศนาดูดพลังไปจำนวนมาก เป็นงานหนักมากในการเตรียมพระวจนะที่จะนำเสนอ  และ ยังจะต้องนำเสนอพระวจนะอย่างชัดเจน กระชับรัดกุม และเป็นพระวจนะที่ท้าทายต่อผู้ฟัง  นี่คือพระวจนะของพระเจ้าที่ ศบ. ต้องสอน

อย่าลืมที่จะมีเวลาอธิษฐานให้ศิษยาภิบาลได้รับพลังใหม่จากพระเจ้า

3. ไม่มีคำเทศนาที่สมบูรณ์ครบถ้วน ศิษยาภิบาลมักถูกวิพากษ์วิจารณ์คำเทศนาไปในทางที่ลบ เรามักไม่ค่อยจะชื่นชมต่อคำเทศนาของศิษยาภิบาล และในหัวของเราก็จะมีแต่ส่วนที่บกพร่องของคำเทศน์ หรือคำพูดที่ไม่ถูกต้อง มันวนเวียนในความคิดของเราไปอีกหลายวัน วันจันทร์กลายเป็นวันที่ ศบ. จะต้องกดดันตนเองในความจริงเหล่านี้  

ขอพระปัญญาของพระเจ้า เป็นสติปัญญาของศิษยาภิบาลในการเตรียมคำสอนคำเทศนาจากพระวจนะ  และ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในการสื่อสารของศิษยาภิบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผล และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยผู้ฟังได้เข้าใจ

4. ความเครียดของวันหยุดสุดสัปดาห์ในครอบครัวของศิษยาภิบาล ศิษยาภิบาลจะมีงานยุ่งมากในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้เขาไม่มีเวลาให้แก่คนในครอบครัว คนในครอบครัวเฝ้าดูการใช้เวลาของศิษยาภิบาลเพื่ออภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักร คนในครอบครัวก็อยากได้การอภิบาลเช่นนั้นจากศิษยาภิบาลเช่นกัน และเมื่อตัวศิษยาภิบาลเองใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ในวันจันทร์ ทำให้เขาเกิดความเสียใจลึก ๆ ในชีวิตของเขา

สมาชิกคริสตจักรอย่าลืมอธิษฐานเผื่อครอบครัวของศิษยาภิบาล และ จิตใจของศิษยาภิบาลต่อเรื่องการอภิบาลคนในครอบครัวของตน และให้เราทูลขอความเข้าใจว่าตนจะมีส่วนในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

5. ประเด็นภาระหนักอกที่ศิษยาภิบาลได้รับในวันอาทิตย์ วันอาทิตย์เป็นวันหนึ่งที่สมาชิกจะมีโอกาสบอกเล่าพูดคุยกับศิษยาภิบาลแบบตัวต่อตัว หน้าต่อหน้า อาจจะเป็นเรื่องความแตกแยกในครอบครัว คู่รักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย เพิ่งมารับรู้ว่าลูกเป็นเกย์ เรื่องราวที่เป็นภาระหนักอกที่ศิษยาภิบาลได้ยินและรับรู้เหล่านี้กลายเป็นความเจ็บปวดในชีวิตศิษยาภิบาล  เมื่อเขาได้ใคร่ครวญในวันจันทร์

ขอแสงสว่างจากพระเจ้า ได้ฉายเข้าไปในจิตใจและความนึกคิดหนักอกหนักใจของศิษยาภิบาล   เพื่อภาระหนักอกเหล่านั้นจะได้รับการทรงเปิดเผยและทรงนำในทางที่จะอภิบาลอย่างสร้างสรรค์  

6. เสียงบ่นตำหนิศิษยาภิบาล เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง บ้างก็บ่นตำหนิศิษยาภิบาลแบบซึ่งหน้า   จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาบ่นตำหนิเป็นเรื่องเดิมเรื่องเก่า และไม่น่าแปลกใจที่พฤติกรรมเช่นนี้ของสมาชิกบางคนที่ทำให้ศิษยาภิบาลบางคนถอดใจอยากลาออกจากคริสตจักรนั้น

ทูลขอพระเจ้าโปรดประทานความหนักแน่น อดทนแก่ศิษยาภิบาล จิตใจที่รักเมตตา และมีน้ำใจของพระคริสต์ชโลมจิตใจของศิษยาภิบาลด้วย

7. บางคนไม่ได้มาร่วมนมัสการพระเจ้าอย่างที่คาดคิด ศิษยาภิบาลจะรู้จักและจำสมาชิกของตนเองได้ และศิษยาภิบาลจะรู้และจำได้ว่าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาใครไม่ได้มาร่วม หรือ บางครั้งแขกที่ไปเชิญให้มาร่วมในวันอาทิตย์ไม่ได้มาตามที่นัดแนะ หรือ สมาชิกในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาลดจำนวนน้อยลง ทำให้ศิษยาภิบาลเกิดความเครียดและกังวลใจว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่มาร่วมในวันอาทิตย์

ในวันจันทร์สมาชิกอย่าลืมที่จะอธิษฐานเผื่อจิตใจของศิษยาภิบาลที่ผู้คนไม่ได้มา หรือ มีสมาชิกมาร่วมน้อยคน

8. ไม่มีใครตอบสนองพระกิตติคุณของพระคริสต์ที่เทศน์ในวันอาทิตย์ แน่นอนครับนักเทศน์ย่อมต้องการให้ผู้ฟังตอบสนองพระกิตติคุณที่เขานำเสนอด้วยการปฏิบัติในชีวิตจริง   แต่เมื่อนักเทศน์รู้และเห็นว่าไม่มีใครตอบสนอง ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกสิ้นหวัง

ขอพระเจ้าประทานความเข้มแข็งภายในแก่ศิษยาภิบาล เมื่อสถานการณ์มิได้เป็นไปอย่างที่ศิษยาภิบาลคาดหวัง

9. ไม่มีสมาชิกสักคนขออธิษฐานเพื่อศิษยาภิบาลร่วมกับศิษยาภิบาลในวันอาทิตย์ ดูเหมือนประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ขอให้เราอย่ามองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ตัวศิษยาภิบาลนำในการอธิษฐาน อธิษฐานเพื่อคนอื่นมากมายและเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ตลอดวันอาทิตย์ แต่น้อยครั้งนักที่จะมีคนที่บอกศิษยาภิบาลว่า “ผมขออธิษฐานเพื่ออาจารย์ในการรับใช้ในวันนี้ด้วยกัน”   ท่ามกลางฝูงชนในคริสตจักรวันอาทิตย์ ศิษยาภิบาลอาจจะรู้สึกว้าเหว่โดดเดี่ยวก็ได้

อธิษฐานทูลขอพระเจ้าประเล้าประโลมจิตใจของศิษยาภิบาล และประทานความใส่ใจแก่สมาชิกในวันอาทิตย์  ที่จะเป็นเพื่อนและเป็นกำลังใจแก่การทำพันธกิจของศิษยาภิบาลด้วยการอธิษฐานร่วมกับศิษยาภิบาล 

10. วันนี้  เป็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าเมื่อวานนี้(วันอาทิตย์)เกิดอะไรขึ้น ศิษยาภิบาลยังต้องเริ่มต้นทำงานสัปดาห์ใหม่ในวันนี้ ความจำเป็นต้องการของสมาชิกคริสตจักรและโลกยังเป็นความจำเป็นต้องการ พันธกิจต้องดำเนินต่อไป การเทศนายังต้องเตรียม ภาระหนักอึ้งยังอยู่บนบ่าของศิษยาภิบาลที่ต้องแบกไป และต้องการคำอธิษฐานของท่านเสมอ

เรามิใช่อธิษฐานเผื่อ ศบ. ให้พระเจ้าทรงทำพระราชกิจในชีวิต และ ผ่านชีวิตของศิษยาภิบาลเท่านั้น แต่ขอให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงเปิดเผย และ เสริมสร้างให้เราเองแต่ละคน หนุนเสริม เพิ่มพลัง ในการรับใช้ของศิษยาภิบาลด้วย

เรียบเรียงจากข้อเขียนของ Chuck lawless

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


16 ตุลาคม 2557

ศิษยาภิบาลคือใคร? ใครคือศิษยาภิบาล?

ศิษยาภิบาลคือผู้ที่ตอบสนองการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์   ให้นำชุมชนคนที่เชื่อและไว้วางใจในพระองค์   ให้มีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่จะสานต่อพระราชกิจแห่งการกอบกู้  พลิกฟื้น  และการทรงสร้างใหม่ของพระองค์ให้ไปสู่การปกป้องคุ้มครองของพระเจ้า ในแผ่นดินของพระองค์

ศิษยาภิบาลจึงมิใช่ “ตำแหน่ง” ที่ให้สิทธิอำนาจแก่ศิษยาภิบาลเป็นผู้ที่มีสถานภาพเหนือกว่าผู้เชื่อคนอื่น ๆ ตรงกันข้าม  ศิษยาภิบาลคือคนรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตของผู้คนในสังคม  เฉกเช่นที่พระองค์มาเพื่อรับใช้มวลชนด้วยชีวิต   และประทานชีวิตของพระองค์เพื่อผู้คนเป็นอันมาก  

ดังนั้น  บทบาทของศิษยาภิบาลก็คือคนใช้ของพระเยซูคริสต์ ที่รับใช้ด้วย “สิทธิอำนาจ” ที่พระคริสต์ประทานให้ แต่ต้องตระหนักชัดในที่นี้ว่า สิทธิอำนาจนี้พระคริสต์ประทานให้เพื่อกอบกู้ พลิกฟื้น และทรงสร้างสังคมโลกนี้ขึ้นใหม่ ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์และพระบิดา คือการสานต่อพระราชกิจแห่งการนำ “แผ่นดินของพระเจ้า”  คือน้ำพระทัยของพระบิดาให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในสังคมบนแผ่นดินโลกนี้

กล่าวคือ ให้ศิษยาภิบาลรับใช้ด้วยสิทธิอำนาจจากพระคริสต์เพื่อให้บรรลุตามพระประสงค์ของพระองค์และพระบิดา   มิใช่ สนองตอบความต้องการตามความปรารถนาของตนเอง  กลุ่มพรรคพวก  หรือ องค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น   และก็มิใช่เพื่อผลประโยชน์ ค่าจ้างรางวัล เพราะค่าจ้างรางวัลพระเจ้าจะประทานให้เอง แต่ศิษยาภิบาลต้องรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตของมวลชน เพื่อให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ น้ำพระทัยของพระบิดาเป็นอย่างไรในสวรรค์ ให้เป็นเช่นนั้นในแผ่นดินโลกด้วย

พันธะความรับผิดชอบของศิษยาภิบาลที่มีต่อพระคริสต์เจ้าคือ
  1. วางรากฐาน และ เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของผู้เชื่อร่วมกับผู้เชื่อให้หยั่งรากลงในพระวจนะของพระเจ้า (ทั้งกายภาพ  จิตวิญญาณ อารมณ์  ความคิด  ความรู้สึก  และความสัมพันธ์)
  2. ฟูมฟักและเลี้ยงดูให้ผู้เชื่อเติบโตขึ้นให้มีวุฒิภาวะ(เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์)ทั้งในความเชื่อ  ความคิด  และการดำเนินชีวิตประจำวัน   ผ่านกระบวนการบ่มเพาะด้านต่าง ๆ ของชุมชนคริสตจักร
  3. สรรสร้างให้ผู้เชื่อหรือสมาชิกคริสตจักรเติบโตเข้มแข็งขึ้นเป็นสาวกพระคริสต์ และได้รับการพัฒนาไปสู่การเป็นคนรับใช้พระคริสต์ตามของประทาน ศักยภาพ ที่พระเจ้าทรงประทานให้
  4. เอื้ออำนวยให้ผู้เชื่อแต่ละคนได้เรียนรู้ และ มีประสบการณ์ตรงถึงพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตของตน ผ่านชีวิตชุมชนคริสตจักร ชีวิตประจำวัน และชีวิตในการรับใช้พระองค์
  5. พัฒนาเสริมหนุนให้ผู้ปกครอง  คณะธรรมกิจคริสตจักร  แกนนำคริสตจักรให้เป็นผู้อภิบาล  และร่วมเป็นทีมอภิบาลของคริสตจักรทำงานรับใช้ร่วมกับศิษยาภิบาล   และนำไปสู่การพัฒนาให้ชุมชนคริสตจักรเป็นชุมชนของการอภิบาล  เยียวยารักษาชีวิต  และเป็นชุมชนที่สร้างโอกาสใหม่  ชีวิตใหม่แก่ทุกคนที่เข้ามาสัมผัสกับชุมชนคริสตจักร   และในพื้นที่ที่ผู้เชื่อของคริสตจักรออกไปรับใช้พระคริสต์
  6. เกื้อหนุนให้เกิดการบริหารจัดการชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรอย่างมีส่วนร่วม   โดยสำนึกอย่างชัดเจนว่า   ชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรขับเคลื่อนไปได้อย่างเข้มแข็งด้วยการขับเคลื่อนของมวลสมาชิกที่เป็นผู้รับใช้พระคริสต์ทุกคน ภายใต้การทรงนำและพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
  7. ศิษยาภิบาลคือผู้ที่ทุ่มเทชีวิตในการอธิษฐานด้วยสุดชีวิตจิตใจ   ที่ใส่ใจอธิษฐานเจาะจงถึงชีวิตและการรับใช้ของสมาชิกแต่ละคน   เพื่อแต่ละคนจะมีชีวิตและการรับใช้ในแต่ละวันตามพระประสงค์  และมีประสบการณ์ตรงกับพระเจ้าในชีวิตแต่ละวัน


ศิษยาภิบาลคงไม่ “ติดหล่ม” ในการทำพันธกิจประจำของคริสตจักร  การใช้สิทธิอำนาจจากตำแหน่งในการประกอบศาสนพิธี  และฐานะพิเศษที่แยกต่างหากจากคนธรรมดาสามัญ   จนหมดแรงที่จะกระทำการตอบสนองการทรงเรียกของพระคริสต์ให้สานต่อพระราชกิจแห่งการกอบกู้ พลิกฟื้น และการทรงสร้างใหม่ของพระองค์   ให้ผู้คนมีชีวิตที่อยู่ใต้ร่มพระคุณ  ภายใต้การปกป้องคุ้มครอง  เป็นโอกาสใหม่ ชีวิตใหม่ในแผ่นดินของพระเจ้าในสังคมประเทศไทยและโลกนี้

ให้เราเดินร่วมกับพระคริสต์ในวันนี้   เพื่อรับใช้พระองค์ให้สังคมโลกนี้   ให้เราพาเพื่อมนุษย์เดินเข้าไปสู่แผ่นดินของพระเจ้า   ด้วยพระกำลังหนุนเสริมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 ตุลาคม 2556

เมื่อศิษยาภิบาลเสริมสร้างฝึกฝน “คนรับใช้”

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ.)

ณ วันนี้เราตระหนักชัดแล้วว่า   พลังขับเคลื่อนชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรมาจากสมาชิกแต่ละคนและทุกคนในคริสตจักร   ที่ยอมอุทิศถวายตัวแด่พระคริสต์  และรับการเสริมสร้างและฝึกฝนในการทำพันธกิจรับใช้ด้านต่างๆ จากศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร   โดยทำงานรับใช้ด้วยการหนุนเสริมเพิ่มพลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระธรรมเอเฟซัส 4:12 ฉบับภาษากรีกที่เป็นต้นฉบับใช้แปลเป็นภาษาต่างๆ เขียนไว้ว่า  พระคริสต์ทรงให้(ประทานให้)บางคนเป็นอัครทูต  บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ  บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์  “เพื่อเตรียม(เสริมสร้าง)ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน)ให้เป็นคนรับใช้   เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น”  

ดังนั้น  ในที่นี้งานหลักที่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรด้านต่างๆ ที่พระเจ้าประทานให้นั้นคือ  การเตรียมและเสริมสร้างให้ประชากรของพระเจ้า(ธรรมิกชน  สมาชิกคริสตจักร)ให้สามารถทำงานรับใช้   เพื่อเสริมสร้างพระกายพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น   เราจึงเห็นว่าหน้าที่ของศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรที่ได้รับมอบหมายจากพระคริสต์คือ การเตรียมและเสริมสร้างสมาชิกใน 2 ภารกิจสำคัญคือ 
การสร้างสมาชิกแต่ละคน(ทุกคน)ให้เป็นคนรับใช้  
(ซึ่งเป็น)การเสริมสร้างคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์ให้เข้มแข็งมีพลังในการขับเคลื่อนงานรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ โดยสมาชิกคริสตจักรซึ่งมีของประทาน-ความสามารถที่หลากหลาย   

การปรับเปลี่ยนมุมมองจาก  ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคือผู้ทำพันธกิจงานรับใช้เองทั้งหมด   มาเป็นการเสริมสร้างและฝึกฝนให้สมาชิกทุกคนให้เป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของพระคริสต์นั้นต้องใช้เวลา   นั่นหมายความว่าเราจะต้องมีมุมมองที่ถูกต้องว่า   สมาชิกคริสตจักร หรือ ประชากรของพระเจ้าแต่ละคนต้องเป็นคนรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ในคริสตจักรของตน   เพื่อคริสตจักรจะเกิดพลังเข้มแข็งในการขับเคลื่อนพันธกิจของคริสตจักรร่วมกันของสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักร   นั่นหมายความว่า มิใช่เพียงศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบการขับเคลื่อนพันธกิจด้านต่างๆ   แต่ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบต่อพระคริสต์ในการเสริมสร้างและฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้เป็นคนที่สามารถรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ ของคริสตจักร   และรับใช้ในพันธกิจด้านต่างๆ อย่างประสาน สอดคล้อง เกื้อหนุนและกลมกลืนกันตามพระประสงค์ของพระคริสต์

กระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้มีชีวิตที่เป็น “คนรับใช้ของพระคริสต์” นั้นเป็นการเตรียมและเสริมสร้างอย่างเป็นกระบวนการ   เป็นการเตรียมและเสริมสร้างตลอดชีวิต   ดังนั้น  แค่การมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์  การฟังคำเทศนา  และการเรียนพระคัมภีร์ในวันอาทิตย์   ทำการฟื้นฟู   เข้าค่ายครอบครัวปีละครั้ง   ไม่เพียงพอ   เพราะมิได้มีกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   ทั้งชีวิตในครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ในกลุ่มเพื่อนฝูง  และในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรจะต้องพิจารณาถึงกระบวนการเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรให้เป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ท่ามกลางชุมชนและคริสตจักรใน 5 มิติด้วยกันคือ

1. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตส่วนตัว:  มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า,  มีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิต,  มีพระวจนะเป็นเครื่องชี้นำในการเผชิญหน้ากับความสุขและความทุกข์ในชีวิต  และในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ,  ให้เรียนรู้พระประสงค์ของพระเจ้าผ่านพระวจนะ และ ประสบการณ์ชีวิตที่พระเจ้าทรงกระทำในชีวิตและผ่านชีวิตของตน

2. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตครอบครัว:  คริสตจักรมีกระบวนการให้สมาชิกเป็นพ่อแม่คริสเตียน ที่เอาใจใส่เลี้ยงดูคนในครอบครัว   ตลอดจนการบ่มเพาะ เลี้ยงดู ฟูมฟักความเชื่อ  และการวางรากฐานพระวจนะของพระเจ้า และวินัยชีวิตคริสเตียน,  เสริมสร้างมุมมอง ทัศนคติ ทั้งโลกทัศน์  ชีวิทัศน์  สังคมทัศน์  และเศรษฐทัศน์บนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์,   สร้างครอบครัวบนรากฐานพระกิตติคุณ

3. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในคริสตจักร:  หนุนเสริมให้สมาชิกทุกคนถวายทั้งชีวิตแด่พระคริสต์,  ได้รับการวางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  ชีวิตคริสเตียนสำหรับการดำเนินชีวิต,  สนับสนุนสมาชิกแต่ละคนเข้าร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ผ่านชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร  ทั้งในด้านการกอบกู้  เยียวยา  และเสริมสร้างชีวิตใหม่,   เป็นอวัยวะหนึ่งในพระกายของพระคริสต์ทำหน้าที่สอดประสานกับอวัยวะอื่นๆ ในพระกายนั้น,  เสริมสร้างและสนับสนุนสมาชิกแต่ละคนพัฒนาและใช้ของประทานในงานรับใช้ต่างๆ,   เตรียมพ่อแม่/ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูบุตร  วางรากฐานพระวจนะ  ความเชื่อศรัทธา  และวินัยชีวิตคริสเตียนแก่บุตรและสมาชิกในครอบครัว,  เตรียมสมาชิกมีชีวิตที่สำแดงความรักของพระคริสต์ในที่ทำงาน  ในชุมชน  ครอบครัว และคริสตจักร,   เตรียมสมาชิกที่กำลังเข้าสู่ผู้สูงวัยและกลุ่มผู้สูงวัย   เริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยนี้ตามพระประสงค์ด้วยพระคุณของพระเจ้า.

4. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตอาชีพการงาน:  เตรียมสมาชิกให้มีชีวิตคริสเตียนที่สำแดงความรักเมตตา สัตย์ซื่อ และเสียสละแบบพระคริสต์ในงานอาชีพที่รับผิดชอบ,  เตรียมและเสริมสร้างสมาชิกให้มีภาวะผู้นำแบบพระคริสต์,  ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ,  เปิดชีวิตให้พระเจ้าทรงใช้ในที่ทำงาน  และร่วมในพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงกระทำผ่านชีวิตของตน

5. การเตรียมและเสริมสร้างชีวิตในสังคมชุมชน:  เสริมสร้างชีวิตสมาชิกให้มีจิตใจที่ห่วงใยเอาใจใส่ต่อชุมชนสังคมที่ตนใช้ชีวิตด้วย,  มีสัมพันธภาพที่สร้างสรรค์ รับใช้  และหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนรอบข้าง,   ริเริ่มและดำเนินพันธกิจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  ผ่านพันธกิจการกอบกู้ เยียวยารักษา  และเสริมสร้างใหม่ในประเด็นชีวิตที่เป็นจริงของชุมชน

การเตรียม  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ดังที่กล่าวข้างต้นนี้   เริ่มต้นที่คริสตจักรท้องถิ่นครับ   ไม่ใช่ที่สภาคริสตจักร  คริสตจักรภาค  หน่วยงาน หรือ สถาบันใดๆ  และแต่ละคริสตจักรเริ่มต้นตามของประทานที่พระเจ้าประทานให้  และสถานการณ์ที่เป็นจริงของตน   ไม่จำเป็นจะต้องมีรูปแบบ ขั้นตอนที่เหมือนกันตายตัวครับ

อย่าลืมนะครับ   เรามิได้ริเริ่ม หรือ ทำเองนะครับ   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและเป็นกำลังที่หนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เราแต่ละคริสตจักรครับ


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499