แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความชื่นชมยินดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความชื่นชมยินดี แสดงบทความทั้งหมด

21 ธันวาคม 2562

ใครขโมย “ความชื่นชมยินดี” ของศิษยาภิบาลไป?

ในเทศกาลคริสต์มาส เพลงฮิตที่เราร้องเป็นประจำทุกปีคือ “พระทรงบังเกิดโลกจงยินดี” แต่ในชีวิตจริงของเราในยุคนี้การที่จะมีความชื่นชมยินดีนั้นแสนยากลำบากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร เรารู้ว่าความชื่นชมยินดีในชีวิตคริสตชนเป็นของประทานเฉพาะจากพระเจ้า แต่เราก็ยังต้องต่อสู้กันภายในชีวิตจิตใจของตน เหมือนกับว่า มีใครที่มาขโมย “ความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรา” ไป

แล้วคริสต์มาสปีนี้...ใครขโมยความชื่นชมยินดีของศิษยาภิบาลไปครับ?

1. สมาชิกที่มักมองและวิจารณ์ ศบ. ในเชิงลบ พระเจ้าสามารถที่จะหลั่งพระพรลงมาแก่เรา แต่ศิษยาภิบาลไม่สบายใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ ที่ได้ยินมาบ่อย ๆ

2. สมาชิกที่ไม่สนใจในพระวจนะของพระเจ้า ศิษยาภิบาลเทศนาพระวจนะของพระเจ้าทุกสัปดาห์ แต่จะมีบางคนหรือกลุ่มคนที่ยังเลือกจะดำเนินชีวิตตามแผนการ และ วิถีชีวิตของตนเอง พูดง่าย ๆ ไม่เชื่อฟังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศิษยาภิบาลถามในใจตนเองว่า นี่จำเป็นจะต้องจัดการกับวินัยชีวิตของสมาชิกหรือยัง หรือพวกเขาแก่เกินแก้?

3. ครอบครัวของสมาชิกเกิดการแตกแยก เมื่อมองดูอิทธิพลของกระแสสังคมที่เข้ามาในมีอิทธิพลต่อชีวิตแต่งงานของสมาชิกคริสตจักร ทำให้เกิดผลเชิงลบในครอบครัวของสมาชิก สิ่งนี้ทำให้ศิษยาภิบาลมีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุข

4. เทศนาไม่ได้ดั่งใจหวัง บ่อยครั้งที่ศิษยาภิบาลคาดหวังว่า คำเทศนาในเช้าวันอาทิตย์จะเป็นที่สนใจของสมาชิก ที่จะช่วยให้สมาชิกสู้กับความสิ้นหวังท้อแท้ แต่เมื่อตกเย็นศิษยาภิบาลกลับไม่พอใจกับการเทศนาของตนเองในเช้าวันนี้

5. ความผิดบาปของตนเองที่ไล่ล่าชีวิตของศิษยาภิบาล เมื่อชีวิตของศิษยาภิบาลตกอยู่ในอำนาจของความบาป ยากที่จะหาพบความชื่นชมยินดีที่แท้จริงในชีวิต ความบาปผิดในตัวของศิษยาภิบาลในหลายกรณีเป็นเรื่องส่วนตัวและซ่อนเร้น และถ้าศิษยาภิบาลท่านนั้นเลือกที่ยังจะอยู่ในความบาปนั้น แน่นอนมันจะปล้นขโมยความชื่นชมยินดีของศิษยาภิบาลไปแน่

6. มีจิตใจที่จดจ่ออยู่ที่จะหาคริสตจักรที่ใหญ่กว่า อุดมสมบูรณ์กว่า ดีกว่า ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น ปัญหาประการนี้ในศิษยาภิบาล เป็นปัญหาของความ “อยากได้ใคร่มี” ตามความต้องการของตนเอง เขาจะมีชีวิตที่ไม่รู้จักพอ หรือ ไม่มีความพึงพอใจในชีวิตของตน ศิษยาภิบาลท่านนั้นไม่สามารถที่จะมีความชื่นชมยินดีในชีวิตตราบใดที่ยังคิดว่าตนเองสมควรที่จะต้องได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้มากกว่านี้

7. ทีมผู้อภิบาล คณะธรรมกิจคริสตจักรเกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ ไม่มีใครที่ต้องการจะทำงานในบรรยากาศของความขัดแย้ง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า แม้แต่ในกลุ่มผู้นำคริสตชนพวกเราก็ยังมีการสู้กัน เป็นการยากยิ่งที่เราจะพบความชื่นชมยินดี ศิษยาภิบาลรู้สึกว่าไม่อยากไปทำงาน เพราะต้องพบกับความขัดแย้ง

8. สมาชิกคริสตจักรที่เรียกร้องต้องการความสนใจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มจำนวนมากขึ้น สมาชิกมีชีวิตที่เหนื่อยล้า ผิดหวัง สับสน ศิษยาภิบาลไม่สามารถที่จะทำให้พวกเขาพึงพอใจในชีวิตของเขาได้ ไม่ว่าศิษยาภิบาลจะทำพันธกิจมากมายหลายด้าน หรือทำพันธกิจเพื่อสมาชิกเหล่านี้ หรือแม้แต่ทำพันธกิจแทนสมาชิกเหล่านี้ ก็จะไม่ช่วยให้สมาชิกเหล่านี้มีความพึงพอใจในชีวิตได้ แน่นอนครับ ศิษยาภิบาลไม่สามารถที่จะรับใช้คนเหล่านี้ด้วยความชื่นชมยินดีได้เช่นกัน

9. คริสตจักรไม่อดทนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง คริสตจักรเป็นนาวาที่จะหันกลับได้ยากยิ่ง ในความปรารถนาของศิษยาภิบาลเขาเห็นหลายอย่างในคริสตจักรที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นกระบวนการที่ต้องให้เวลามาก ที่อาจจะทำให้ศิษยาภิบาลท้อแท้หมดกำลังใจได้ง่าย ๆ

10. พึ่งกำลังความสามารถของตนเองมากเกินไป เป็นการยากลำบากอย่างยิ่งที่ศิษยาภิบาลจะมีชีวิตที่ชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อศิษยาภิบาลมิได้พึ่งพิงในพระกำลังของพระองค์

มีอะไรอย่างอื่นไหมครับท่าน... ที่มาขโมยความชื่นชมยินดีในชีวิตและการรับใช้ของศิษยาภิบาล?

คริสต์มาสปีนี้ ให้เราคืน “ความชื่นชมยินดี” เป็นของขวัญจากสมาชิกคริสตจักรแก่ศิษยาภิบาลของเราดีไหมครับ? แล้วเราต้องทำอย่างไรครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


01 กรกฎาคม 2557

ความชื่นชมยินดีที่บริบูรณ์

อ่าน ยอห์น 15:1-11

เพื่อ​ให้​ความ(ชื่นชม)​ยินดี​ของ​เรา​อยู่​ใน​ท่าน และ​
ให้​ความ​ยินดี​ของ​ท่าน​เต็ม​เปี่ยม(บริบูรณ์) 
(ยอห์น 15:11 มตฐ.  ข้อความในวงเล็บมาจาก อมต.)

อะไรที่ทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดี?
ส่วนมากแล้ว  เราเกิดความชื่นชมยินดีเมื่อสิ่งที่เราคาดหวังได้สำเร็จเป็นจริงในชีวิต
เช่นนี้เราเรียกว่า   เราชื่นชมยินดีเพราะชีวิตของเรา “ได้ดั่งใจเรา”
แล้วความชื่นชมยินในคำตรัสของพระเยซูคริสต์ข้างต้นเป็นความชื่นชมยินดีอย่างเดียวกันไหม?

คำตอบคือ “คงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน” ครับ
ความชื่นชมยินดีที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในเรา
เกิดจากความชื่นชมยินดีของพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่ในชีวิตจิตใจของเราก่อน
เราถึงจะเกิดความชื่นชมยินดีอย่างเต็มเปี่ยม (ดู้ข้อ 11)

แล้วอะไรที่ทำให้พระเยซูเกิดความชื่นชมยินดี?
ที่พระเยซูชื่นชมยินดีเพราะ พวกเรามีชีวิตที่เกิดผล  และดำเนินชีวิตตามแบบพระองค์ (ดูข้อ 10)
ที่เราจะเกิดผล และ มีชีวิตตามแบบพระองค์ได้นั้น  
เพราะเราดำเนินชีวิตด้วยความรัก(ติดสนิทกับความรัก)ของพระองค์
และคำสอนของพระองค์ถูกกระทำเป็นรูปธรรมในชีวิตของเรา (ดูข้อ 7)
นี่คือการติดสนิทกับพระคริสต์   เหมือนกิ่งติดสนิทกับลำต้น
และนี่คือพลังชีวิตที่ทำให้ “กิ่ง”  อย่างเราได้ “น้ำเลี้ยง” ชีวิตจากลำต้นคือพระเจ้า
นี่คือต้นเหตุที่ทำให้เราเกิดผลในชีวิต
และทำให้เกิดความชื่นชมยินดีในพระคริสต์
เพราะพระบิดาทรงได้รับเกียรติจากชีวิตที่ “เกิดผล” และมีชีวิต “ตามแบบพระคริสต์”

เพราะพระคริสต์มีความชื่นชมยินดีนี้เอง
ที่ทำให้เราในฐานะที่เป็นสาวกของพระองค์จึงเกิดความภูมิใจ มีคุณค่า เกิดความปิติชื่นชม
ดังนั้นที่คริสต์ชนเกิดความชื่นชมยินอย่างเต็มเปี่ยมบริบูรณ์
เพราะเราดำเนินชีวิตของเรา “ได้ดั่งใจพระคริสต์” ครับ


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 พฤษภาคม 2556

เส้นทางการบ่มเพาะความชื่นชมยินดี


ท่านต้องการมีความชื่นชมยินดีมากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?  

ท่านสามารถที่จะบ่มเพาะเมล็ดแห่งความชื่นชมยินดีให้มันงอก  แทงยอด  เติบโตขึ้นในชีวิตของท่าน!  

เมล็ดแห่งความชื่นชมยินดีจะแตกตัวและหยั่งราก  แล้วแทงยอดใบอ่อนขึ้นในชีวิตอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมแห่งจิตวิญญาณของเราแต่ละคน   และมุมมองของเราที่มีต่อแต่ละสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  ด้วยสายตามุมมองจากเบื้องบนในจิตวิญญาณของเราที่ว่า   ความชื่นชมยินดีในชีวิตจิตวิญญาณของเราบังเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา  และที่สำคัญคือ  เรามิใช่มองด้วยมุมมองแห่งสายตาในชีวิตของเราตามเงื่อนไข ปัจจัยของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น   และตามกระแสนิยมแห่งโลกนี้    เส้นทางบ่มเพาะความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรามีดังนี้ 

1. ทบทวนเสียงภายในของเราที่มีต่อพระเจ้าว่า  ทำไมเราถึงไว้วางใจในพระองค์

อย่างเช่นกษัตริย์ดาวิดที่ทบทวนถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตของตน   สำนึกและขอบพระคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมีพระคุณในชีวิตของตน   ระลึกถึงการทรงช่วยกู้ของพระเจ้าในสถานการณ์ชีวิตต่างๆ ที่ผ่านมา   และชื่นชมยินดีในน้ำพระทัยของพระเจ้า   ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างและอ่านได้จาก สดุดี 103 

ดาวิด ถวายสาธุการแด่พระเจ้า และ เตือนตนเองให้ระลึกและจดจำถึง
“พระราชกิจอันมีพระคุณของพระเจ้า” (ข้อ 1-2)
“ทรงอภัยความชั่ว” ทั้งสิ้นของเรา (3)
“ทรงรักษาโรคทั้งสิ้น” ของตน (3)
“ทรงไถ่ชีวิต...จากหลุมมรณะ” (4)
“ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณา” แก่เรา(4)
“ทรงให้เราอิ่มด้วยของดีตลอดชีวิตของเรา”(5)
“ทรงกระทำการชอบธรรมและการยุติธรรมแก่คนที่ถูกบีบบังคับ”(6)
“ทรงสำแดงพระมรรคา” ของพระองค์แก่เรา(7)
“ทรงพระกรุณาและมีคุณ กริ้วช้า อุดมด้วยความรักมั่นคง” (8)
“ไม่ทรงตำหนิเสมอ” (9)
“มิได้ทรงทำแก่เราตามบาป-ชั่วของเรา” (10)
พระองค์มีความรักมั่นคงต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ (11)
ทรงปลดการละเมิดของเรา (12)
พระองค์ทรงสงสารคนที่ยำเกรงพระองค์ (13)
ความจำกัดในชีวิตมนุษย์เราคู่ควรกับความรักมั่นคงอันนิรันดร์ของพระเจ้า(14-19)

ด้วยเหตุนี้  กษัตริย์ดาวิดจึงเรียกร้องมิใช่ตนเองเท่านั้น หรือ เพียงอิสราเอลเท่านั้น   แต่ทรงเรียกร้องให้สรรพสิ่งทั้งสิ้นที่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าสรรเสริญพระองค์   แล้วท่านลงท้ายด้วยการกล่าวกับจิตใจของตนเองว่า  “จิตใจของข้าเอ๋ย  จงถวายสาธุการแด่พระยาเวห์”(22)

2. มุ่งมั่นจาริกไป “บนเส้นทางแห่งความชื่นชมยินดี”

ให้เราบันทึกถึงพระราชกิจ “อันมีพระคุณทั้งสิ้น” และ “ความสัตย์ซื่อ” และ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตประจำวันของเรา   อย่างเช่นดาวิดได้บันทึกประสบการณ์ชีวิตของตนลงในบทเพลงสดุดีหลายบท   และถ้าเป็นไปได้แล้ว  ให้สะสมภาพของเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงกระทำให้ท่านเกิดความชื่นชมยินดีในชีวิต   พร้อมกับเขียนบทภาวนาอธิษฐานของท่านในเหตุการณ์นั้นๆ   และบันทึกถึงบุคคลต่างๆ ที่พระเจ้าทรงให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชีวิตช่วงนั้นๆ ของท่าน   จากนั้น เรียบเรียงเหตุการณ์  บุคคล  และสิ่งที่นำมาซึ่งความชื่นชมยินดีที่ท่านได้รับในเหตุการณ์นั้นๆ    เมื่อภายหลังท่านกลับมาเปิดอ่านสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นหนุนเสริมให้ท่านเกิดคามชื่นชมยินดีในพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตของท่าน

3. จงอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความชื่นชมยินดี

ความชื่นชมยินดีเป็นเหมือนคลื่นทะเลที่เคลื่อนกระทบกันออกไปสู่วงกว้าง   มุ่งที่จะเสริมสร้างสัมพันธ์กับมิตรสหาย หรือ ผู้คนที่ตนพบและเกี่ยวข้องที่เขาแสดงออกถึงความไว้วางใจอย่างมั่นคงในพระเจ้า   แล้วทูลขอต่อพระเจ้า ที่ท่านและคนรอบข้างกลุ่มดังกล่าวจะมีความชื่นชมยินดีในพระคริสต์ และ เพิ่มพูนความชื่นชมยินดีแก่กันและกันให้มากยิ่งขึ้น

4. เผชิญหน้ากับความท้าทาย และ ยากลำบากด้วยความเชื่อมั่นในพระประสงค์อันดีของพระเจ้า

พระเจ้ามิได้มองข้ามและละทิ้งสถานการณ์แวดล้อมที่ทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   แต่พระองค์ทรงใช้สถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นในการพัฒนาพระลักษณะของพระองค์ให้เกิดขึ้นและเด่นชัดยิ่งๆ ขึ้นในชีวิตของเรา และ กลายเป็นบุคลิกของเราในชีวิต

“โดยทางพระคริสต์เราจึงเข้ามายืนอยู่ในร่มพระคุณ...
และเราชื่นชมยินดีในความหวังว่า  จะได้มีส่วนในพระสิริของพระองค์
ยิ่งกว่านั้น  เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย
เพราะเรารู้ว่า ความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน
...ความทรหดอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้...” (ข้อ 2-4 ฉบับมาตรฐาน)

พระธรรมยากอบ บทที่ 1 กล่าวไว้ว่า  “...เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง   เพราะพวกท่านรู้ว่า การทดสอบความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความทรหดอดทน   และจงให้ความทรหดอดทนนั้นมีผลอย่างสมบูรณ์   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และดีพร้อมโดยไม่ขาดสิ่งใดเลย” (ข้อ 2-4)

ความชื่นชมยินดีเป็นกระบวนการ และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ทุกข์ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่   แต่เราจะเกิดความชื่นชมยินดีเมื่อเราเห็นบทเรียนจากความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญว่าแท้จริงแล้วคือสิ่งดีมีค่ายิ่งที่พระเจ้าทรงประทานแก่เรา  เพราะพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากนั้น

5. มีจิตใจที่สรรเสริญ ยกย่อง และ ขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ

ทุกวันให้ใคร่ครวญพิจารณาว่า  พระเจ้าทรงดูแลเอาใจใส่ในสิ่งจำเป็นในชีวิตของท่านหรือไม่?  ถ้ามีจงขอบพระคุณ และ สรรเสริญพระองค์   ท่านได้เห็นหรือสัมผัสถึงพระราชกิจแห่งพระคุณของพระองค์ในชีวิตของท่านหรือไม่?   ถ้ามี  จงขอบพระคุณพระเจ้า   จงให้ชีวิตของท่านมีความชื่นชมยินดีด้วยความสำนึกในพระคุณของพระเจ้าเปี่ยมล้นจากจิตใจในชีวิตของท่าน   ก่อนที่ท่านจะหลับนอนในค่ำคืน  ให้ท่านเขียนถึงพระพร 3-5 ประการที่ท่านได้รับในวันนี้ ลงในสมุดบันทึกประจำวันของท่าน   จงกระทำเช่นนี้จนติดเป็นนิสัย   แล้วเฝ้าสังเกตดูท่าทีชีวิตที่ชื่นชมยินดีของท่านที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น

6. ให้ความคิดจิตใจและจิตวิญญาณของท่านเปี่ยมล้นด้วยบทเพลง

ให้ฟัง หรือ ร้องเพลง หรือ ภาวนาบทเพลงในจิตใจ   เพื่อความคิดจิตใจของท่านจะเข้าใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า

7. มองให้ยาวและไกล

นักวิเคราะห์หุ้นมักแนะนำลูกค้าหุ้นให้มองไปในระยะไกล  อย่ากังวลกับการขึ้นลงของหุ้นในแต่ละวัน  ชีวิตในทุกวันนี้สร้างการท้าทายต่อเราอย่างไม่น่าเชื่อใช่ไหม?   สถานการณ์ชีวิตตอนนี้ของท่านลุ่มๆ ดอนๆ หรือ?  หรือชีวิตของท่านในวันนี้กำลังมีความชื่นชมที่พุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่อง?   อย่างไรก็ตามให้ท่านมุ่งมองไปให้ไกล   มองด้วยสายตาที่ยาวไกล   ระลึกเสมอว่าพระเจ้ายังทรงอยู่เคียงข้างท่านในทุกวัน   และพระองค์ยังทรงกระทำให้พระลักษณะของพระองค์เกิดขึ้นและสำเร็จในชีวิตของท่าน  โปรดตระหนักเสมอทุกเวลาว่า   ความชื่นชมยินดีในชีวิตบังเกิดจากการที่ท่านมองทุกสถานการณ์ชีวิตด้วยมุมมองนิรันดร์จากเบื้องบน   จงไว้วางใจเถิดว่าพระเจ้าทรงควบคุมในทุกรายละเอียดความเป็นไปในชีวิตของท่าน  “เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า  คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28)   พระองค์ทรงสนใจและสดับฟังทุกเสียงทูลขอจากจิตใจของท่าน “ข้าพเจ้ารักพระยาเวห์ เพราะพระองค์ทรงฟังเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า” (สดุดี 116:1)  และความชื่นบานของเราในพระยาเวห์เป็นกำลังของเรา (เนหะมีย์ 8:10)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 มีนาคม 2554

ไม่มีความชื่นชมยินดีที่ยิ่งใหญ่กว่านี้

จงถอนตัวออกจากกระแสแห่งโลกนี้เพื่อเข้าติดสนิทในองค์พระผู้เป็นเจ้า
แล้วท่านจงผ่อนพักในความนิ่งสงบและศานติ
ชีวิตของท่านจะไม่พบความชื่นชมยินดีที่ยิ่งใหญ่กว่านี้คือ
เมื่อท่านหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์

ท่านเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เมื่อท่านพบบ้านที่ผ่อนพักอาศัยแห่งจิตวิญญาณของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า
เมื่อนั้นชีวิตที่แท้จริงได้เริ่มต้น
ในแผ่นดินของพระเจ้ามิได้นับช่วงเวลาชีวิตเป็นปีอย่างที่มนุษย์นับกันในโลกนี้
องค์พระผู้เป็นเจ้านับช่วงชีวิตเริ่มจากการบังเกิดใหม่(คือการเกิดครั้งที่สอง)
ตามที่พระคริสต์เคยสนทนากับนิโคเดมัสว่า
“เจ้าจะต้องบังเกิดใหม่” (ยอห์น 3:15)
เราทั้งหลายรู้ว่าเราไม่มีชีวิตนอกจากชีวิตนิรันดร์ และ
เมื่อมนุษย์ย่างก้าวเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ เขาจึงเป็นผู้ที่มีชีวิต

นี่คือชีวิตนิรันดร์
คือเมื่อท่านได้รู้จักพระเจ้าพระบิดา และ
พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระบุตรที่พระเจ้าส่งเข้ามาในโลกนี้ (ยอห์น 3:17)
ดังนั้น จงดำเนินชีวิตเป็นเหมือนผู้เยาว์ เป็นเหมือนเด็ก (มัทธิว 18:3)
เป็นชีวิตที่ให้สิ่งดีภายในหลั่งไหลออกมาสู่ภายนอก
ทำให้เป็นชีวิตที่มีที่ว่าง
องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานความรักเมตตาไหลพรมเหนือท่าน
แล้วท่านจงส่งต่อความรักเมตตานั้นไปยังคนอื่นๆ

อย่ากลัวเลย
การกลัวก็เป็นเหมือนเด็กโง่คนหนึ่งมีพ่อที่ร่ำรวย
เขามีเหรียญเล็กๆ เหรียญหนึ่ง
แต่เด็กนั้นหมกมุ่นวุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับเหรียญนั้น
จะให้คนกู้ยืมเหรียญนั้นอย่างไร เอาดอกเบี้ยเท่าไหร่ จะให้จ่ายคืนอย่างไร
งานนี้เป็นงานของพ่อมิใช่หรือ?
ท่านควรจะไว้วางใจองค์พระผู้เป็นเจ้าในทุกเรื่องทุกกรณี (1เธสะโลนิกา 5:18)

23 พฤศจิกายน 2553

ลำแสงแห่งความชื่นชมยินดี

14“ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ 15เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น 16ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ (มัทธิว 5:14-16)

ท่านมิเพียงแต่จะมีความชื่นชมยินดีเท่านั้น
แต่ท่านจะต้องสำแดงความชื่นชมยินดีนั้นให้คนทั้งหลายได้รู้ได้เห็นด้วย
เทียนไขควรจุดไว้บนเชิงตะเกียง
ไม่ควรเอาถังครอบไว้
เพื่อเทียนนั้นจะส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น

คนทั้งหลายจะต้องเห็นและรู้ถึงความชื่นชมยินดีของท่าน และ
พวกเขาได้เห็นและรู้อย่างไม่มีข้อสงสัยถึงความชื่นชมยินดีของท่าน
ว่าเป็นความชื่นชมยินดีที่เกิดจากการที่ท่านไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า และ
เกิดจากการที่ท่านมีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์

วิถีที่มิใช่ทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า และ เป็นทางที่ไม่ฉลาดอย่างยิ่ง
คือการละทิ้งหลีกหนีที่จะเดินไปบนเส้นทางขององค์พระผู้เป็นเจ้า

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม
พระองค์รู้แล้วว่าเสียงร้องว่าโฮซันนา และ
ขบวนที่เต็มไปด้วยเสียงแห่งความยินดีมีชัย
บนเส้นทางนั้นพระองค์กลับต้องถูกปฏิเสธ
ถูกหมิ่นประมาท
ถูกถากถางด่าทอ
ถูกกระทำด้วยความหยาบคาย และ
ถูกคนศรัทธา ใกล้ชิด และสนิททอดทิ้ง
ความตายรอองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ข้างหน้า

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าสู่มหานครเยรูซาเล็ม
แต่พวกเขามิได้สังเกตเห็นถึงความเศร้า
ที่องค์พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก่สาวกของพระองค์ในอาหารมื้อสุดท้าย

แต่เมื่อพระองค์ร้องเพลงสรรเสริญแล้ว
องค์พระผู้เป็นเจ้าเดินทางต่อไปยังภูเขามะกอกเทศ
พระองค์ทุ่มเทแรงทั้งชีวิตในการอธิษฐานต่อพระบิดา
เพื่อพระองค์จะมีกำลังเพียงพอที่จะกล้าหาญมั่นคงเดินไปบนเส้นทางแห่งพระประสงค์
แม้รู้อยู่เต็มอกว่าความตายยืนตระหง่านรอคอยอยู่ข้างหน้าก็ตาม
เพื่อพระองค์จะทอแสงแห่งความชื่นชมยินดีบนเส้นทางชีวิตที่ขรุขระ ทุกข์ยาก และความตาย
เพื่อพระองค์จะไม่หนี ละทิ้งพระราชกิจที่พระบิดาทรงมอบหมาย

บนเส้นทางชีวิตที่ขรุขระ ทุกข์ยาก ลำบาก และความมืดมน ในวันนี้
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเดินเคียงข้างไปกับท่านอย่างสงบ มั่นคง
บนเส้นทางชีวิตสายนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้ท่านส่องสว่างแห่งความปีติยินดี
เพื่อคนรอบข้างจะได้รับ “ความสว่างและไออุ่น” จากแสงแห่งความปีติชื่นชม

พระธรรมภาวนา

ยอห์น 16:22
ฉันใดก็ดี ขณะนี้ท่านทั้งหลายมีความทุกข์ แต่เราจะมาหาท่านอีก และใจท่านจะชื่นชมยินดี และไม่มีผู้ใดจะช่วงชิงความชื่นชมยินดีไปจากท่านได้

โรม 12:12
จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงอดทนต่อความยากลำบาก จงขะมักเขม้นอธิษฐาน

ฟิลิปปี 4:4
จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด

1 เปโตร 1:6
ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

1 เปโตร 4:13
แต่ว่าท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดีในการที่ท่านได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย

16 พฤษภาคม 2553

ความชื่นชมยินดีสองประการ

ท่านผู้เป็นบุตรที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า
จิตใจที่กระหายหาการกระทำตามพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น
ไม่มีสิ่งใดที่จะต่อต้านให้หยุดชะงักได้ และ
แน่ชัดอีกว่าไม่มีอุปสรรคใดที่จะมาขวางกั้นไว้ได้

ผู้ที่ทอดทิ้งพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เป็นผู้ที่ขวางกั้นพระประสงค์ของพระองค์ยิ่งกว่าผู้ที่ไม่เชื่อศรัทธาในพระองค์
พฤติกรรมใดล่ะที่เป็นความผิดมหันต์ต่อความรัก ที่ยิ่งกว่าการทอดทิ้งผู้ที่เขาเคยรัก?
ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทำงานในจิตใจและชีวิตของผู้ใด
ผู้นั้นควรต้อนรับพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี

การทอดทิ้งประการเดียวที่องค์พระผู้เป็นเจ้ายอมรับคือ
การที่ท่าน...ปฏิเสธตนเอง
เป็นการละทิ้งความเป็น “ตัวกู” ตามที่พระองค์บัญชา
เป็นการยอมลงจากบัลลังก์ชีวิตของท่านเอง และ
อัญเชิญพระองค์ขึ้นครอบครองแทน และ
สาวกคนนั้นจะกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความเต็มใจ
ด้วยการยินดีต้อนรับพระประสงค์ของพระองค์อย่างปลาบปลื้มใจ

ในบรรดาสาวกที่แท้จริงขององค์พระผู้เป็นเจ้า
สาวกแต่ละคนจะมีพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ
ในขั้นแรกจะมีความชื่นชมยินดีและอัศจรรย์ใจเมื่อแรกพบองค์พระผู้เป็นเจ้า
จากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้บทเรียนชีวิตการเป็นสาวก และ
บ่มเพาะวินัยชีวิตด้วยความราบเรียบและต่อเนื่องยาวนาน
เมื่อท่านหวนระลึกถึงอดีตที่ผ่านมา...
ท่านจะบังเกิดความชื่นชมยินดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต

ด้วยประสบการณ์ที่ท่านมีในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความอดทนอย่างต่อเนื่องของท่านในงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
ทำให้เกิดการสั่งสมประสบการณ์ในตัวท่าน
ที่พระองค์ทรงเสริมสร้างสนับสนุนท่าน
ด้วยการทรงนำของพระองค์
ด้วยโอกาสและสถานการณ์นับครั้งไม่ถ้วน
ที่ท่านต้องอัศจรรย์ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อท่านมองย้อนหลัง...
ท่านจะพบความรักของพระองค์ที่มีต่อท่าน
ตามที่เคยบอกท่านไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น
ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เป็นประสบการณ์ชีวิต
เป็นบทเรียนชีวิตที่ค่อยๆ เพิ่มและพูนขึ้น
ก่อเกิดความรู้สึกและการอัศจรรย์ใจที่มากขึ้น
อย่างต่อเนื่อง และเสมอมา
ตลอดกาลเวลาที่ผ่านมาด้วยความชื่นชมยินดี

ความชื่นชมยินดีนั้นมีสองประการ
ประการแรก ความชื่นชมยินดีที่ก่อเกิดขึ้นมาจากความรักและความอัศจรรย์ใจ และ
ประการต่อมา ความชื่นชมยินดีที่ก่อเกิดจากความรักและความรู้ และ
ระหว่างประสบการณ์ของความชื่นชมยินดีทั้งสองประการนี้ปูด้วยฐานแห่งวินัยชีวิต
ความสิ้นหวังจึงถูกขจัดออกไป

แต่การที่ท่านจะไปถึงซึ่งความชื่นชมยินดีดังกล่าว...
ท่านต้องฝ่าฟันในชีวิตด้วยกำลังขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ท่านต้องพึ่งพาพระองค์ในการฝ่าฟันดังกล่าว
เพราะในตัวท่านเองมีแต่ความมืดบอด และไร้ความช่วยเหลือใดๆ
ท่านต้องให้องค์พระผู้เป็นเจ้าต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้น

ส่วนตัวท่าน...
จงยอมเชื่อฟังพระประสงค์ของพระองค์
ยอมรับวินัยชีวิตจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
แล้วความชื่นชมยินดีประการที่สองก็จะตามมา


ความชื่นชมยินดีประการที่สองนี้ก็คือความชื่นชมยินดีที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเคยกล่าวว่า
“ความชื่นชมยินดีที่เราให้แก่เจ้านั้น ไม่มีใครจะเอาไปจากเจ้าได้”

อย่าพึงพอใจเพียงความชื่นชมยินดีในประการแรกเท่านั้น
เพราะความชื่นชมยินดีประการที่สอง
เป็นของประทานที่ยิ่งใหญ่กว่า

01 กุมภาพันธ์ 2553

ความสุขที่ชื่นชมยินดี

การยอมจำนนและมอบตนทำตามการทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เป็นรากฐานของความสุขอันแท้จริงยั่งยืนในชีวิต
(มิใช่ความพึงพอใจเมื่อความปรารถนาของตนสำเร็จเท่านั้น)

ความสุขนี้เป็นความชื่นชมยินดี เหนือเงื่อนไข ปัจจัย และสถานการณ์แวดล้อม
แต่เป็นความชื่นชมยินดีจากการที่ได้ใกล้ชิดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ในทุกขณะจิต ทุกสถานการณ์ของชีวิต

ด้วยความสนิทดังกล่าว
เราจึงได้เห็น ได้เรียนรู้ทีละนิด ทีละขั้น ทีละก้าว จากการทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า
มิเพียงแต่การเรียนรู้ถึงพระประสงค์ และ การทรงนำของพระองค์เท่านั้น
เรายังเรียนรู้ที่จะไว้วางใจอย่างสิ้นสุดจิต สิ้นสุดชีวิตในพระองค์

การทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นการเปิดทางให้เราเดินไป
ถ้าเรา “ยอม” ก้าวไปตามทางนั้น
เราก็จะพบและเรียนรู้พระประสงค์ของพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น

จากการเรียนรู้ดังกล่าว เราจึงใช้เป็นปัญญาในการดูและตัดสินใจสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้นใหม่
เพื่อจะเห็นการทรงนำของพระองค์ได้ชัดเจนลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ
ทำให้เราไว้วางใจอย่างสิ้นสุดชีวิตกว่าเดิม

นี่คือก้าวย่างที่จาริกไปบนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธา
เป็นเส้นทางที่เสริมสร้างความเข้มแข็งแห่งความเชื่อและศรัทธา และ
การผูกพัน ติดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากและหนักแน่นยิ่งขึ้น

นี่คือเส้นทางจาริกแห่งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเป็นสาวกติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า
ที่เดินไปบนเส้นทางสถานการณ์ที่หลากหลายของชีวิต
ที่ทำให้เรามีประสบการณ์กับพระเจ้า
ประสบการณ์การทรงนำ
ประสบการณ์ในพระประสงค์ของพระเจ้า
ประสบการณ์ในทุกสถานการณ์ทั้ง...
ความสำเร็จ อุปสรรค
การล้มลง การลุกขึ้น และ การชูช่วย

ประสบการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหวังของมนุษย์
แต่เป็นประสบการณ์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดเตรียมแก่เรา
แต่ละคน แต่ละวัน แต่ละสถานการณ์

เป็นประสบการณ์ที่ค่อยๆ หล่อหลอม ปั้นแต่งชีวิตภายในของเรา
ทีละเล็ก ทีละน้อย ทีละขั้น ทีละตอน
เพื่อเป็นตัวเราที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์
นี่ต่างหากที่ทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดีในแต่ละวัน

ทำให้ระลึกถึงพระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสกับผู้ที่เชื่อของพระองค์ว่า
พระองค์จะไปจัดเตรียมที่สำหรับเราแต่ละคน...
เพื่อว่า พระองค์อยู่ที่ไหน เราก็อยู่ที่นั่นกับพระองค์

เมื่อเราอ่านพระสัญญาตอนนี้ เรามักด่วนตีความและเข้าใจไปว่า
พระองค์ไปจัดเตรียมที่ที่สำหรับเราบนสรวงสวรรค์
เพื่อเมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว เราจะไปอยู่กับพระองค์ที่สวรรค์
ตามที่พระองค์ทรงจัดเตรียม ตามที่พระองค์สัญญา

แต่ในอีกมิติหนึ่ง
องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้บ่งบอกและจำกัดว่าเป็นเหตุการณ์หลังความตายเท่านั้น

ดังนั้น ในอีกความหมายหนึ่งคือ
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรง “จัดเตรียม” ทุกที่ ทุกสถานการณ์ในโลกนี้
แล้วพระองค์ทรงนำเราแต่ละคนเข้าไปสู่สถานการณ์นั้นๆ
ทรงอยู่กับเราในสถานการณ์นั้นๆ
พระองค์อยู่ที่ไหน เราอยู่ที่นั่นกับพระองค์
พระองค์อยู่ในสถานการณ์ใด เราอยู่กับพระองค์ในสถานการณ์นั้น

ที่นั่น ความรักของพระองค์ได้สำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรม
พระองค์ทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดของผู้ทุกข์ยากลำบาก
อำนาจความตายที่เกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบจะถูกกำราบให้ยุติและหมดสิ้นไป
เราอยู่กับพระเจ้า และ ร่วมพระราชกิจกับพระองค์
พระองค์อยู่กับเรา เราอยู่กับพระองค์
พระองค์จะทรงสอนเรา นำเรา
ตั้งแต่บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์

นี่คือความสุขที่แท้จริง
เพราะเป็นความชื่นชมยินดี ที่ได้พบกับคุณค่าและความหมายใหม่ ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จากการที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ด้วยกับเรา และ เราอยู่ด้วยกับพระองค์
เราเรียนรู้จากพระองค์ ผ่านการยอมจำนนและเชื่อฟังพระประสงค์
ตามย่างก้าวที่พระองค์ทรงเตรียมไว้เพื่อเรา