แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นทาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เส้นทาง แสดงบทความทั้งหมด

06 พฤษภาคม 2556

เส้นทางการบ่มเพาะความชื่นชมยินดี


ท่านต้องการมีความชื่นชมยินดีมากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้หรือไม่?  

ท่านสามารถที่จะบ่มเพาะเมล็ดแห่งความชื่นชมยินดีให้มันงอก  แทงยอด  เติบโตขึ้นในชีวิตของท่าน!  

เมล็ดแห่งความชื่นชมยินดีจะแตกตัวและหยั่งราก  แล้วแทงยอดใบอ่อนขึ้นในชีวิตอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมแห่งจิตวิญญาณของเราแต่ละคน   และมุมมองของเราที่มีต่อแต่ละสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  ด้วยสายตามุมมองจากเบื้องบนในจิตวิญญาณของเราที่ว่า   ความชื่นชมยินดีในชีวิตจิตวิญญาณของเราบังเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา  และที่สำคัญคือ  เรามิใช่มองด้วยมุมมองแห่งสายตาในชีวิตของเราตามเงื่อนไข ปัจจัยของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น   และตามกระแสนิยมแห่งโลกนี้    เส้นทางบ่มเพาะความชื่นชมยินดีในชีวิตของเรามีดังนี้ 

1. ทบทวนเสียงภายในของเราที่มีต่อพระเจ้าว่า  ทำไมเราถึงไว้วางใจในพระองค์

อย่างเช่นกษัตริย์ดาวิดที่ทบทวนถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตของตน   สำนึกและขอบพระคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงมีพระคุณในชีวิตของตน   ระลึกถึงการทรงช่วยกู้ของพระเจ้าในสถานการณ์ชีวิตต่างๆ ที่ผ่านมา   และชื่นชมยินดีในน้ำพระทัยของพระเจ้า   ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างและอ่านได้จาก สดุดี 103 

ดาวิด ถวายสาธุการแด่พระเจ้า และ เตือนตนเองให้ระลึกและจดจำถึง
“พระราชกิจอันมีพระคุณของพระเจ้า” (ข้อ 1-2)
“ทรงอภัยความชั่ว” ทั้งสิ้นของเรา (3)
“ทรงรักษาโรคทั้งสิ้น” ของตน (3)
“ทรงไถ่ชีวิต...จากหลุมมรณะ” (4)
“ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณา” แก่เรา(4)
“ทรงให้เราอิ่มด้วยของดีตลอดชีวิตของเรา”(5)
“ทรงกระทำการชอบธรรมและการยุติธรรมแก่คนที่ถูกบีบบังคับ”(6)
“ทรงสำแดงพระมรรคา” ของพระองค์แก่เรา(7)
“ทรงพระกรุณาและมีคุณ กริ้วช้า อุดมด้วยความรักมั่นคง” (8)
“ไม่ทรงตำหนิเสมอ” (9)
“มิได้ทรงทำแก่เราตามบาป-ชั่วของเรา” (10)
พระองค์มีความรักมั่นคงต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ (11)
ทรงปลดการละเมิดของเรา (12)
พระองค์ทรงสงสารคนที่ยำเกรงพระองค์ (13)
ความจำกัดในชีวิตมนุษย์เราคู่ควรกับความรักมั่นคงอันนิรันดร์ของพระเจ้า(14-19)

ด้วยเหตุนี้  กษัตริย์ดาวิดจึงเรียกร้องมิใช่ตนเองเท่านั้น หรือ เพียงอิสราเอลเท่านั้น   แต่ทรงเรียกร้องให้สรรพสิ่งทั้งสิ้นที่เป็นพระราชกิจของพระเจ้าสรรเสริญพระองค์   แล้วท่านลงท้ายด้วยการกล่าวกับจิตใจของตนเองว่า  “จิตใจของข้าเอ๋ย  จงถวายสาธุการแด่พระยาเวห์”(22)

2. มุ่งมั่นจาริกไป “บนเส้นทางแห่งความชื่นชมยินดี”

ให้เราบันทึกถึงพระราชกิจ “อันมีพระคุณทั้งสิ้น” และ “ความสัตย์ซื่อ” และ “ความรักมั่นคง” ของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตประจำวันของเรา   อย่างเช่นดาวิดได้บันทึกประสบการณ์ชีวิตของตนลงในบทเพลงสดุดีหลายบท   และถ้าเป็นไปได้แล้ว  ให้สะสมภาพของเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงกระทำให้ท่านเกิดความชื่นชมยินดีในชีวิต   พร้อมกับเขียนบทภาวนาอธิษฐานของท่านในเหตุการณ์นั้นๆ   และบันทึกถึงบุคคลต่างๆ ที่พระเจ้าทรงให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชีวิตช่วงนั้นๆ ของท่าน   จากนั้น เรียบเรียงเหตุการณ์  บุคคล  และสิ่งที่นำมาซึ่งความชื่นชมยินดีที่ท่านได้รับในเหตุการณ์นั้นๆ    เมื่อภายหลังท่านกลับมาเปิดอ่านสิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นหนุนเสริมให้ท่านเกิดคามชื่นชมยินดีในพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตของท่าน

3. จงอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความชื่นชมยินดี

ความชื่นชมยินดีเป็นเหมือนคลื่นทะเลที่เคลื่อนกระทบกันออกไปสู่วงกว้าง   มุ่งที่จะเสริมสร้างสัมพันธ์กับมิตรสหาย หรือ ผู้คนที่ตนพบและเกี่ยวข้องที่เขาแสดงออกถึงความไว้วางใจอย่างมั่นคงในพระเจ้า   แล้วทูลขอต่อพระเจ้า ที่ท่านและคนรอบข้างกลุ่มดังกล่าวจะมีความชื่นชมยินดีในพระคริสต์ และ เพิ่มพูนความชื่นชมยินดีแก่กันและกันให้มากยิ่งขึ้น

4. เผชิญหน้ากับความท้าทาย และ ยากลำบากด้วยความเชื่อมั่นในพระประสงค์อันดีของพระเจ้า

พระเจ้ามิได้มองข้ามและละทิ้งสถานการณ์แวดล้อมที่ทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   แต่พระองค์ทรงใช้สถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นในการพัฒนาพระลักษณะของพระองค์ให้เกิดขึ้นและเด่นชัดยิ่งๆ ขึ้นในชีวิตของเรา และ กลายเป็นบุคลิกของเราในชีวิต

“โดยทางพระคริสต์เราจึงเข้ามายืนอยู่ในร่มพระคุณ...
และเราชื่นชมยินดีในความหวังว่า  จะได้มีส่วนในพระสิริของพระองค์
ยิ่งกว่านั้น  เราก็ชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย
เพราะเรารู้ว่า ความทุกข์ยากนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน
...ความทรหดอดทนทำให้เห็นว่าเราเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้...” (ข้อ 2-4 ฉบับมาตรฐาน)

พระธรรมยากอบ บทที่ 1 กล่าวไว้ว่า  “...เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง   เพราะพวกท่านรู้ว่า การทดสอบความเชื่อของท่านนั้นทำให้เกิดความทรหดอดทน   และจงให้ความทรหดอดทนนั้นมีผลอย่างสมบูรณ์   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์และดีพร้อมโดยไม่ขาดสิ่งใดเลย” (ข้อ 2-4)

ความชื่นชมยินดีเป็นกระบวนการ และสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ทุกข์ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่   แต่เราจะเกิดความชื่นชมยินดีเมื่อเราเห็นบทเรียนจากความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญว่าแท้จริงแล้วคือสิ่งดีมีค่ายิ่งที่พระเจ้าทรงประทานแก่เรา  เพราะพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากนั้น

5. มีจิตใจที่สรรเสริญ ยกย่อง และ ขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ

ทุกวันให้ใคร่ครวญพิจารณาว่า  พระเจ้าทรงดูแลเอาใจใส่ในสิ่งจำเป็นในชีวิตของท่านหรือไม่?  ถ้ามีจงขอบพระคุณ และ สรรเสริญพระองค์   ท่านได้เห็นหรือสัมผัสถึงพระราชกิจแห่งพระคุณของพระองค์ในชีวิตของท่านหรือไม่?   ถ้ามี  จงขอบพระคุณพระเจ้า   จงให้ชีวิตของท่านมีความชื่นชมยินดีด้วยความสำนึกในพระคุณของพระเจ้าเปี่ยมล้นจากจิตใจในชีวิตของท่าน   ก่อนที่ท่านจะหลับนอนในค่ำคืน  ให้ท่านเขียนถึงพระพร 3-5 ประการที่ท่านได้รับในวันนี้ ลงในสมุดบันทึกประจำวันของท่าน   จงกระทำเช่นนี้จนติดเป็นนิสัย   แล้วเฝ้าสังเกตดูท่าทีชีวิตที่ชื่นชมยินดีของท่านที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น

6. ให้ความคิดจิตใจและจิตวิญญาณของท่านเปี่ยมล้นด้วยบทเพลง

ให้ฟัง หรือ ร้องเพลง หรือ ภาวนาบทเพลงในจิตใจ   เพื่อความคิดจิตใจของท่านจะเข้าใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า

7. มองให้ยาวและไกล

นักวิเคราะห์หุ้นมักแนะนำลูกค้าหุ้นให้มองไปในระยะไกล  อย่ากังวลกับการขึ้นลงของหุ้นในแต่ละวัน  ชีวิตในทุกวันนี้สร้างการท้าทายต่อเราอย่างไม่น่าเชื่อใช่ไหม?   สถานการณ์ชีวิตตอนนี้ของท่านลุ่มๆ ดอนๆ หรือ?  หรือชีวิตของท่านในวันนี้กำลังมีความชื่นชมที่พุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่อง?   อย่างไรก็ตามให้ท่านมุ่งมองไปให้ไกล   มองด้วยสายตาที่ยาวไกล   ระลึกเสมอว่าพระเจ้ายังทรงอยู่เคียงข้างท่านในทุกวัน   และพระองค์ยังทรงกระทำให้พระลักษณะของพระองค์เกิดขึ้นและสำเร็จในชีวิตของท่าน  โปรดตระหนักเสมอทุกเวลาว่า   ความชื่นชมยินดีในชีวิตบังเกิดจากการที่ท่านมองทุกสถานการณ์ชีวิตด้วยมุมมองนิรันดร์จากเบื้องบน   จงไว้วางใจเถิดว่าพระเจ้าทรงควบคุมในทุกรายละเอียดความเป็นไปในชีวิตของท่าน  “เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า  คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28)   พระองค์ทรงสนใจและสดับฟังทุกเสียงทูลขอจากจิตใจของท่าน “ข้าพเจ้ารักพระยาเวห์ เพราะพระองค์ทรงฟังเสียงและคำวิงวอนของข้าพเจ้า” (สดุดี 116:1)  และความชื่นบานของเราในพระยาเวห์เป็นกำลังของเรา (เนหะมีย์ 8:10)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

25 มีนาคม 2553

บนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธา

อ่าน มาระโก 5:21-43 อย่างใคร่ครวญ

เมื่อพระเยซูนั่งเรือข้ามฟากกลับมาอีกครั้ง ฝูงชนกลุ่มใหญ่พากันมาห้อมล้อมพระองค์ขณะที่พระเยซูทรงอยู่ที่ริมทะเล มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสมาที่นั่น เมื่อเห็นพระเยซูก็หมอบลงแทบพระบาทพระองค์ ทูลอ้อนวอนว่า “ลูกสาวเล็กๆ ของข้าพระองค์กำลังจะตาย โปรดเสด็จไปวางมือให้เพื่อเขาจะหายและไม่ตาย”

ดังนั้นพระเยซูจึงเสด็จไปกับเขา ผู้คนคับคั่งตามมาเบียดเสียดกันอยู่รอบพระองค์ ที่นั่นมีหญิงคนหนึ่งตกเลือดเรื้อรังมาสิบสองปีแล้ว ทุกข์ทรมานมาก เสียเงินหาหมอมาหลายคนจนหมดตัว แทนที่จะดีขึ้นอาการกลับทรุดลง เมื่อได้ยินถึงเรื่องพระเยซูจึงเดินปะปนกับฝูงชนตามข้างหลังพระองค์ และแตะต้องฉลองพระองค์ เพราะนางคิดว่า “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ทันใดนั้นเองเลือดก็หยุดไหล และนางรู้สึกว่าตนหายโรคแล้ว

พระเยซูทรงทราบทันทีว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์จึงหันกลับมาทางฝูงชนและตรัสถามว่า “ใครแตะต้องเสื้อผ้าของเรา?”

เหล่าสาวกทูลว่า “พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้วว่า ผู้คนเบียดเสียดพระองค์กันแน่น ไฉนจึงทรงถามว่า “ใครมาแตะต้องเรา?””

แต่พระเยซูยังทอดพระเนตรไปรอบดูว่าใครเป็นผู้ทำเช่นนั้น หญิงนั้นซึ่งรู้เรื่องดีว่าอะไรเกิดขึ้นกับนาง ก็กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด

พระองค์ตรัสกับนางว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”

พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำก็มีคนจากบ้านไยรัสนายธรรมศาลามาบอกว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?”

พระเยซูไม่ทรงฟัง ตรัสกับนายธรรมศาลาว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น”

พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ใครติดตามไป ยกเว้นเปโตรและยากอบกับยอห์นน้องชายของยากอบ เมื่อมาถึงบ้านของนายธรรมศาลา พระเยซูทรงเห็นความอึกทึกวุ่นวาย ผู้คนสะอื้นร่ำไห้เสียงดัง พระองค์ทรงเข้าไปข้างในตรัสกับพวกเขาว่า “ร้องไห้วุ่นวายกันไปทำไม? เด็กน้อยยังไม่ตาย เพียงแต่หลับอยู่” แต่พวกเขาพากันหัวเราะเยาะพระองค์

หลังจากให้ผู้คนออกไปแล้ว พระองค์ทรงพาพ่อแม่ของเด็กกับสาวกที่ตามมาเข้าไปหาเด็กนั้น พระองค์ทรงจับมือเด็กน้อยตรัสว่า “ทาลิธา คูม!” (ซึ่งแปลว่า “แม่หนูเอ๋ย เราบอกเจ้าให้ลุกขึ้น!”) ทันใดนั้น เด็กหญิงก็ลุกขึ้นเดินไปรอบๆ (เด็กคนนี้อายุสิบสองขวบ) คนทั้งปวงอัศจรรย์ใจยิ่งนัก พระองค์ทรงกำชับเด็ดขาดมิให้บอกเรื่องนี้แก่ใคร และตรัสสั่งให้นำอาหารมาให้เด็กรับประทาน (TBS02b)

เปรียบเทียบ “เส้นทางความเชื่อ” ของนายธรรมศาลา กับ หญิงตกเลือด

1. สถานการณ์ชีวิต
นายธรรมศาลา : ลูกสาวของนายธรรมศาลาอายุ 12 ปีกำลังป่วยหนัก

หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงคนนี้ตกเลือดมา 12 ปีแล้ว ต้องการที่จะหาย เพราะนอกจากความเจ็บป่วยทางกาย ยังเป็นตราบาปว่าเป็นคนไม่สะอาด ถูกกีดกันออกจากสังคมชุมชน

2. เงื่อนไขชีวิต
นายธรรมศาลา : กำลังเผชิญวิกฤติชีวิต ป่วยหนักและอาจจะตาย พ่อไม่ต้องการเสียลูกสาวไป ต้องการให้เธอมีชีวิต

หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เธอสิ้นหวังเพราะสูญเสียเงินทองทรัพย์สินจนหมดตัว แต่อาการตกเลือดกลับทรุดลง หมดทางและโอกาสที่จะรักษาชีวิต เศรษฐกิจ และสถานภาพสังคมในเวลานั้นของนาง

3. ความเชื่อมีเป้าหมาย
นายธรรมศาลา : เพื่อให้ลูกสาวที่ป่วยกำลังจะตายหายจากป่วยและไม่ตาย

หญิงตกเลือดเรื้อรัง : เพื่อหายจากการตกเลือดมาเป็นเวลายาวนานที่รักษามาตลอด 12 ปีไม่หายสักที แต่กลับทรุดลง แต่ในครั้งนี้นางเชื่อว่า แค่ได้แตะชายฉลองของพระเยซูตนก็จะหาย

4. กรอบ/ขอบเขตของความเชื่อ
นายธรรมศาลา : เชื่อว่าพระเยซูจะสามารถรักษาลูกสาวของตนที่ป่วยให้หายได้ แต่มิได้คาดคิดว่าพระเยซูจะทำให้ลูกสาวเป็นขึ้นจากตายได้ เพราะคนจากบ้านนายธรรมศาลากล่าวว่า “ลูกสาวของท่านเสียชีวิตแล้ว จะรบกวนพระอาจารย์อีกทำไม?” ความเชื่อของเขามีกรอบว่า พระเยซูรักษาคนที่เจ็บป่วยได้ แต่เมื่อคนนั้นตายแล้วก็อยู่เหนือกรอบความสามารถของพระเยซูคริสต์

หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ความเชื่อของหญิงตกเลือดเกิดจากที่ได้ยินได้ฟังและได้เห็นถึงความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ โดยสภาพชีวิตของนางไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นในเวลาวันนั้น ไม่มีโอกาสที่จะกราบลงอย่างนายธรรมศาลาเพื่อขอการทรงรักษา เพราะนางไม่สะอาด นางจะแทรกตัวอยู่ในฝูงจนไม่ได้ เพราะจะทำให้คนที่นางไปถูกต้องพลอยไม่สะอาดไปด้วย และถ้าฝูงชนรู้นางอาจจะถูกประชาทัณฑ์ก็ได้ และพระเยซูแตะต้องนางก็จะทำให้พระองค์ไม่สะอาดไปด้วย

แต่กรอบความเชื่อของนางกว้างกว่านั้น คือ “ขอเพียงแค่แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้นเราก็จะหายโรค” ความสามารถและฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์มิได้ถูกจำกัด ติดยึดอยู่กับรูปแบบ เงื่อนไข วิธีการ “พิธี” หรือกฎระเบียบ เท่านั้น แต่นางเชื่อว่าพระเยซูมีท่าทีและฤทธิ์เดชเหนือกรอบดังกล่าว

5. มิติของความเชื่อศรัทธา
นายธรรมศาลา : ความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาเป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นจากการได้รับอิทธิพลจากภายนอกคือเห็นคนอื่นได้รับการรักษาจากพระเยซู เมื่อไม่รู้จะพึ่งใคร หรือ สิ่งใด จึงมาพึ่งพระเยซูคริสต์ เป็นความเชื่อศรัทธาในมิติของความคาดหวัง แต่มิใช่ความเชื่อศรัทธาที่เชื่อมั่นคงภายในชีวิต ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ล้อมรอบชีวิตเปลี่ยน ความเชื่อจึงเปลี่ยนตามด้วย

พระเยซูคริสต์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อนายธรรมศาลา พระองค์ทรงเสริมสร้าง วางรากฐานความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลา พระองค์ให้กำลังใจว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทรงเริ่มต้นวางรากฐานความเชื่อภายในของนายธรรมศาลา ยังไม่สามารถให้ความเชื่อขยายมีอิทธิพลสู่สังคมชุมชนรอบข้าง จึงให้พ่อแม่และสาวกคนสนิทเท่านั้นที่เขาไปในเหตุการณ์การรักษาลูกสาวของนายธรรมศาลาครั้งนี้ และยังต้องพิสูจน์ย้ำให้ความเชื่อศรัทธาภายในชีวิตของนายธรรมศาลาให้มั่งคงแข็งแรงขึ้นด้วยการให้นำอาหารมาให้ลูกสาวของเขารับประทาน เพื่อพิสูจน์ให้พ่อแม่มั่นใจว่า เด็กที่เดินไปมานั้นมิใช่ผีแต่เป็นคน
แต่อย่างไรก็ตามถ้าความเชื่อศรัทธาของนายธรรมศาลาถ้าได้มีการเลี้ยงดูฟูมฟักก็จะเข้มแข็ง เกิดผล มีอิทธิพลสู่ความเชื่อศรัทธาที่แสดงออกภายนอกชีวิตรอบข้าง สังคมและชุมชนได้ในอนาคต

หญิงตกเลือดเรื้อรัง : ด้วยความคิดความเชื่อและความตั้งใจของหญิงเลือดตกคนนี้ต้องการรับการรักษาจากพระเยซูอย่าง “เป็นการลับ” เพราะความเชื่อภายในส่วนลึกของชีวิตนางเชื่ออย่างหมดใจ แต่พระคริสต์ต้องการมากกว่าความเชื่อและการหายตกเลือดของนางเท่านั้น พระองค์มีพระทัยเมตตาที่จะเยียวยารักษามิติชีวิตทางสังคมชุมชนด้วย จึงทรงต้องการเปิดเรื่องนี้ให้สังคมชุมชนรู้และยอมรับการหายโรคตกเลือด หายจากการไม่สะอาด หายจากการถูกกีดกันในชีวิต

พระคริสต์ทรงเสริมเพิ่มความเชื่อศรัทธาของนางจากมิติภายในชีวิต สู่ความเชื่อศรัทธาที่มีอิทธิพลกระทบต่อสภาพรอบข้างของชีวิต คุณภาพชีวิตของเธอ และ ขยายกรอบความเชื่อศรัทธาของสังคมชุมชน พระเยซูกล่าวแก่เธอว่า “...ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายโรค จงกลับไปด้วยสันติสุขและพ้นทุกข์เถิด”

6. ความเชื่อแบบตั้งรับ
นายธรรมศาลา : แน่นอนว่า เพราะเป็นการวางฐานทางความเชื่อนายธรรมศาลาจึงเริ่มต้นความเชื่อของตนจากการตั้งรับ คาดหวังให้พระเยซูมารักษาลูกสาวที่บ้าน ความเชื่อในระดับนี้ต้องการเวลาของการบ่มเพาะ ต้องการพี่เลี้ยงที่จะเอาใจใส่เลี้ยงดูให้เติบโตแข็งแรง ต้องการประสบการณ์ตรงในชีวิต ต้องการการสัมผัสจากพระคริสต์

ความเชื่อที่ต้องเสี่ยง
หญิงตกเลือดเรื้อรัง : หญิงตกเลือดไม่มีทางเลือก และการที่นางตัดสินใจรับการรักษาด้วยการแตะที่เสื้อผ้าของพระเยซูนั้นเป็นความคิดที่อันตรายและเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะตามบัญญัติของยิว เธอจะทำให้พระเยซูไม่สะอาดไปด้วย และเมื่อพระเยซูถามหาคนที่แตะต้องเสื้อผ้าของพระองค์ เธอจึง...กลัวจนตัวสั่น เข้ามาหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลความจริงทั้งหมด

จากวิกฤตินี้พระเยซูเสริมเพิ่มความเชื่อของนางไปสู่อีกระดับหนึ่ง จากความเชื่อว่า นางจะทำให้พระเยซูไม่สะอาด แต่กลับพบความจริงว่า ความบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ทำให้เธอพลอยสะอาดไปด้วย ความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ได้ขจัดความสกปรกและอำนาจบาปที่ปนเปื้อนในชีวิตของเธอออกไป และนี่คือฤทธิ์เดชของธรรมบัญญัติที่นำถึงความตาย ส่วนฤทธิ์เดชพระกิตติคุณของพระคริสต์ที่นำถึงซึ่งชีวิต

นี่คือความเชื่อที่ “พลิกคว่ำ” จากความเชื่อที่ยึดมั่นที่กฎระเบียบ กฎบังคับ สู่ความกล้าที่จะเชื่อและไว้วางใจในพระคุณของพระคริสต์ กล้าเสี่ยงรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระองค์

7. บทเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาสายนี้ พระองค์ทรงเรียกหญิงตกเลือดออกมาเพื่อเป็นบทเรียนแห่งความเชื่อศรัทธาสำหรับนายธรรมศาลาเมื่อชีวิตเผชิญกับวิกฤติ “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น” พระองค์ทำให้หญิงตกเลือดหายสะอาดปกติได้ ลูกสาวของเขาก็จะได้รับการรักษาด้วย

บนเส้นทางแห่งความเชื่อศรัทธาในชีวิตประจำวัน พระองค์ทรงให้ชีวิตของบางคนที่เรามิได้คาดคิด เพื่อเป็นบทเรียนหนุนเสริมความเชื่อชีวิตของเรา เพื่อเราจะเรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อศรัทธานั้นเป็นเช่นไร เมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในความยากลำบาก ถึงทางตันหาทางออกมิได้ สิ้นหวัง จงเชื่อและไว้วางใจว่าพระองค์ทรงรู้และพร้อมที่จะสัมผัสเพื่อรักษาบาดแผลในส่วนลึกแห่งชีวิตของเรา และอาจจะใช้ชีวิตของท่านเป็นตัวอย่างที่จะดลอกดลใจคนอื่นให้มีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่เข้มแข็งขึ้น