แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุนเสริม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุนเสริม แสดงบทความทั้งหมด

07 ตุลาคม 2563

ใครจะหนุนเสริม ค้ำจุนศิษยาภิบาล?

ท่านศิษยาภิบาลครับ ท่านไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยตัวของท่านเอง ท่านเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า เหมือนกับสมาชิกคริสตจักรทั้งหลายที่ท่านกำลังนำเขาอยู่

จากภาพอาคารคริสตจักรที่พระคัมภีร์ได้ยกมาเปรียบเทียบในเรื่องนี้ ในตัวอาคารคริสตจักร ส่วนต่าง ๆ ของอาคารมีการเชื่อมต่อ ประสาน หนุนเสริม และ ค้ำจุนกันและกันไว้ให้เป็นตัวอาคารคริสตจักรที่ตั้งมั่นอยู่ด้วยกัน

ส่วนต่าง ๆ ของอาคารคริสตจักรต่าง “หนุนและเสริม” ซึ่งกันและกัน

ในบทบาทของท่านศิษยาภิบาลที่เป็นผู้นำคริสตจักร ท่านจะเห็นและตระหนักชัดในบทบาทส่วนของท่านในโครงร่างส่วนต่าง ๆ ของคริสตจักร และมีบางเวลาที่ท่านต้องการหรือที่จำเป็นจะต้องได้รับการหนุนเสริมจากคนอื่น ๆ ในคริสตจักรด้วย ในเวลาดังกล่าวถ้าท่านแยกตัวออกห่างอยู่แต่ตัวคนเดียวท่านอาจจะล้มลงได้

ในพระคัมภีร์กล่าวถึงพระคริสต์ในคริสตจักรว่า “[21] ในพระองค์ ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิท และประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า [22] และในพระองค์ ท่านก็เช่นกันกำลังรับการทรงสร้างขึ้นด้วยกันให้เป็นที่ประทับซึ่งพระเจ้าสถิตอยู่โดยพระวิญญาณของพระองค์ (เอเฟซัส 2:21-22 อมธ.)

เมื่อส่วนต่าง ๆ ในชุมชนคริสตจักรร่วมตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เรารวมกันเป็นพระวิหาร เป็น “อาคาร” ที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย

แต่ถ้าเราแต่ละคนในคริสตจักรต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการหนุนเสริมค้ำชูกันเราก็จะไม่มั่นคง ชีวิตของเราก็ขาดเสถียรภาพ จำเป็นที่ส่วนต่าง ๆ ของอาคารคริสตจักร หรือ สมาชิกแต่ละคนเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ควรที่จะต่างคนต่างอยู่ หรือ อยู่อย่างแตกแยกโดดเดี่ยว

ตำแหน่งในงานพันธกิจมิได้ป้องกันความเจ็บปวดในชีวิตของท่าน พระคัมภีร์กล่าวว่า “[12] คือที่ท่านและข้าพเจ้าจะได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกันโดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย” (โรม 1:12 อมธ.)

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไร?

พลังทำลายล้างที่ท้าทายและรุนแรงในการทำงานพันธกิจยุคเรานี้คือความโดดเดี่ยว ว้าเหว่ จากการที่มีโอกาสพูดคุยกับศิษยาภิบาลหลายท่าน หลายท่านที่รู้สึกว่าทำงานพันธกิจอย่างโดดเดี่ยว และ สิ้นหวัง

ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ที่ยังไม่รู้ว่าจะยาวนานไปอีกมากน้อยแค่ไหน ยิ่งทำให้ศิษยาภิบาลจำนวนมากที่รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ในการทำงานพันธกิจคริสตจักร

ท่านศิษยาภิบาลครับ ท่านจำเป็นที่จะต้องได้รับการหนุนเสริม สัมพันธ์ และค้ำจุนจากสมาชิกคนอื่น ๆ ในคริสตจักรด้วยครับ ท่านต้องการคนในคริสตจักรที่จะรักท่านและสนับสนุนชีวิตและการทำพันธกิจของท่าน ไม่ว่าท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นใดก็ตาม

ผมหวังว่า ท่านจะมีกลุ่มสมาชิกคริสตจักรหรือกลุ่มคนที่ท่านสามารถไว้วางใจที่ท่านสามารถเปิดใจถึงชีวิตของท่านที่กำลังต้องพบกับสถานการณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในชีวิตและการทำพันธกิจในขณะนี้

ท่านสมาชิกคริสตจักรครับ ขออย่าเพียงรอให้ศิษยาภิบาลมาอภิบาลชีวิตของท่านเท่านั้น ยุคนี้เป็นเวลาและโอกาสที่เราสมาชิกจะต้องลุกขึ้น “อภิบาล” ชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักรของศิษยาภิบาลของเรา ชุมชนคริสตจักรของเรามิใช่ที่เราสมาชิกมารับบริการ แต่เป็นชุมชนที่ทุกคนรู้จักให้บริการ และบริการซึ่งกันและกันในพระคริสต์ ดังที่เปาโลกล่าวในโรม 1:12 ว่า  “...หมายความว่าจะได้มีการหนุนใจซึ่งกันและกัน โดยความเชื่อของเราทั้งสองฝ่าย”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



03 สิงหาคม 2563

หนุนเสริมเพิ่มพลังเพื่อน...เมื่อเขาตกในวิกฤติชีวิต!

ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ทำให้เกิด “ชุดวิกฤติชีวิต” กล่าวคือ เป็นวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจในทุกระดับ วิกฤติทางสังคม-ความสัมพันธ์ วิกฤติในการประกอบอาชีพการงานและการศึกษา อีกทั้งเป็นวิกฤติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนกระทบต่อศานติสุข สงบสุข และสันติภาพของสังคมโลก

ในภาวะที่เราท่านต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ชุดวิกฤติชีวิต” ในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำในทุกวันนี้คือ เพื่อนฝูง คนสนิท คนรอบข้างเราหลายคนที่ต้องประสบกับ “เวลาที่ยากลำบาก” แล้วมาระบาย ปรึกษาเรา แล้วเราในฐานะคริสตชนจะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เขาเหล่านี้ได้อย่างไร?

1. อธิษฐานเพื่อเพื่อนคนนั้นโดยเฉพาะ

สิ่งที่ดีที่สุดในวิกฤติกาลนี้ที่เราสามารถทำได้เพื่อเพื่อนคนนี้คือ อธิษฐานเพื่อเขาในการที่จะเดินหน้ากล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อเขาจะได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต และมีชัยในพระคริสต์ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ในพระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกัน 

ยากอบเขียนไว้ว่า “[16] เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล” (ยากอบ 5:16 มตฐ.) และให้เราทำอย่างที่เปาโลทำคือ “[16] ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่านและเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (เอเฟซัส 1:16 อมธ.) และให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อเขา และบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ

2. หนุนเสริมเพิ่มพลังใจแก่เพื่อน

ตามที่เปาโลเขียนไว้ว่า “[11] เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” (1เธสะโลนิกา 5:11 มตฐ.) 

ให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังคนอื่นให้ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพลังแห่งโลกนี้มีแต่ปัญหาอุปสรรคจะกดทับให้ชีวิตของแต่ละคนจมลง อย่างที่เราท่านต่างก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ในชีวิตเพื่อนสิ่งสำคัญคือ “หนุนใจและเสริมสร้างกัน” คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง “เราอยู่ข้างเดียวกัน” “เราอยู่เคียงข้างกัน” ดังนั้น ให้เราเคียงข้างไปในชีวิตของเขาทั้งในเวลาที่เขาทุกข์ยากโศกเศร้า ลำบาก และในเวลาที่กลับมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี

3. ให้เวลาแก่เพื่อน

ในยุคนี้เราต่างมีภาระความรับผิดชอบมากมาย จนเรา “ไม่มีเวลา” เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กับเพื่อนในการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตคือ “เวลา” เวลาในการอธิษฐานด้วยกัน  เวลาที่จะอยู่พูดคุยกัน เวลาที่จะรับประทานอาหารด้วยกัน หรือ ช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนต้องการจำเป็นและเราสามารถที่จะทำได้ เราสามารถที่จะให้สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ตะลันต์ความสามารถ และเวลา แต่ในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ “เวลา” และ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างมาก

4. ให้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อน

เปาโลได้แสดงให้เราเห็นชัดถึง “ความเข้าใจในความแตกต่าง” ว่า “[7] พวกท่านที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจ ในฐานะที่เธอเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และจงให้เกียรติเธอ...” (1เปโตร 3:7 มตฐ.)  

พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา แต่กระตุ้นให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนต่าง ๆ ท่ามกลางความแตกต่างในชีวิตของแต่ละคน ที่มีทั้งสิ่งดีเด่น เข้มแข็ง อ่อนแอ หรือ ข้ออ่อนด้อย เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในความแตกต่างกันของเรา เราอาจจะพูดหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างกระทบ ระคายเคืองต่อความความรู้สึกและความสัมพันธ์ของกันและกัน และอาจจะขยายลงลึกถึงการทำร้ายต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา เมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจถึงความแตกต่างของคู่ชีวิต คนแต่ละคนในครอบครัว  และกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากเรา และเมื่อคนรอบข้างเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าอกเข้าใจเขา และท่านคือคนที่เขาไว้วางใจและต้องการพึ่งพิง

5. แบ่งปันประสบการณ์ผ่านวิกฤติชีวิตแก่เพื่อน

เมื่อเราพบว่าเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้เราหวนคิดถึงครั้งเมื่อ “จิตวิญญาณของเราต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิด” และเพื่อนคงผ่านสถานการณ์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับที่เราเคยพบมาแล้ว  

และในสถานการณ์นั้นเราพบว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมดไว้ เราสามารถเล่าแบ่งปันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนเพื่อหนุนใจ และให้รู้ด้วยอีกว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ของเราที่ผ่านมาอย่างไร พระคัมภีร์บอกกับเราว่า

“[4] พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:4 มตฐ.)  

เมื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา ในบางเหตุการณ์เราพบว่า พระเจ้าทรงใช้บางคนในกลุ่มเพื่อนของเราเพื่อปลอบประโลมหนุนเสริมเราใช่ไหม?

เช่นกัน เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของเราเพื่อเป็นการหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต

สรุป

ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยเพื่อนให้เพื่อนคิดได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ ผมยอมรับว่า บ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่างไร และ แนะนำเช่นไร เฉกเช่นกับเพื่อนของโยบในพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่นั่งเงียบด้วยกันกับโยบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีวิธีการที่แน่นอนตายตัว ให้เราอธิษฐานเพื่อเพื่อน และบอกเพื่อนว่าเราอธิษฐานเพื่อเขา แล้วหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เพื่อน สิ่งที่มีค่าในเวลาวิกฤติเช่นนี้คือการที่อยู่เคียงข้างเขา ให้ตัวท่านแก่เขา หมายความว่า ให้เวลาของท่าน ให้ความใส่ใจ ให้หูที่จะฟังอย่างใส่ใจ ให้ความเข้าอกเข้าใจ ให้การประเล้าประโลมเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม อย่างที่พระเจ้าเคยประเล้าประโลมเราเมื่อเราต้องอยู่ในวิกฤติ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




20 เมษายน 2561

หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนรอบข้าง


ในภาวะวิกฤติคุณภาพภาวะผู้นำที่จะสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์   ในภาวะวิกฤติที่เราขาดวิสัยทัศน์ หรือ นิมิตหมายที่ชัดเจน ให้มุ่งไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า และ ในวิกฤติความขัดแย้งสูง  มีแต่การ  “ชี้ผิดจับผิด” ขาดการ “ผู้ชี้ถูกจับถูก” มีแต่เสียงให้ “ทำลายคนชั่ว” แต่ไม่รู้จะ “หนุนเสริมคนดีของพระเจ้า” อย่างไร

ในภาวะวิกฤติเช่นนี้คริสตจักรไทยต้องการผู้ที่ “หนุนเสริมเพิ่มพลังคนรอบข้าง” ให้มีภาวะผู้นำที่สามารถสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์   เฉกเช่น บารนาบัสได้กระทำเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลยิ่งใหญ่มาแล้วครับ!

เมื่อเซาโลมาถึงเยรูซาเล็มก็พยายามเข้าร่วมกับเหล่าสาวกแต่เขาเหล่านั้นล้วนกลัวเซาโลไม่เชื่อว่าเขาเป็นสาวกจริง ๆ   

แต่บารนาบัสพาเซาโลไปพบเหล่าอัครทูตและเล่าให้ฟังว่าที่กลางทางเซาโลได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ตรัสกับเขาอย่างไร และเขาได้เทศนาที่เมืองดามัสกัสในพระนามของพระเยซูโดยไม่เกรงกลัวอย่างไรบ้าง   

ดังนั้นเซาโลจึงได้พักกับพวกเขาและเข้านอกออกในอย่างอิสระในกรุงเยรูซาเล็มและกล่าวในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความอาจหาญ (กิจการ 9:26-28 อมธ.)

บารนาบัสหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เซาโล   เพื่อเซาโลจะมีโอกาสที่จะใช้ของประทาน ชีวิต ศักยภาพและความสามารถที่มีอยู่เพื่อสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียก   ในเวลานั้น แม้เซาโลจะกลับใจและมอบกายถวายชีวิตแด่พระคริสต์  ประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ด้วยใจกล้าหาญอย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ตาม   แต่สาวกพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็มยังไม่เชื่อและวางใจว่า  เซาโลกลับใจจริง   หรือ อาจจะเป็นกลวิธีหลอกล่อพวกคริสตชนเพื่อจะหาทางฆ่าทำลายให้สิ้นซาก

ในภาวะเช่นนี้  บารนาบัสได้เข้ามา “หนุนเสริมเพิ่มพลัง” แก่เซาโล   ด้วยการเอาชีวิตของตนเข้ามา “ค้ำประกันเซาโล”  ว่าได้มาเป็นสาวกพระคริสต์อย่างแท้จริง   ด้วยการพาเขาเข้าไปถึงวงในของพวกอัครทูต  จนเซาโลได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากสาวกพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม  และประกาศพระกิตติคุณของพระคริสต์ด้วยใจกล้าหาญ   เขาได้รับการหนุนเสริมเพิ่มพลัง  อีกทั้งได้รับความเชื่อวางใจ  ทั้งในการประกาศพระกิตติคุณ  และ เป็นคนที่เข้านอกออกในในกลุ่มของอัครทูตด้วย

บารนาบัสหนุนเสริมเพิ่มพลังเซาโล ให้ได้รับความไว้วางใจจากอัครทูต และ สาวกพระคริสต์คนอื่น ๆ  เซาโลมีโอกาสในการเสริมสร้างกระบวนการขับเคลื่อนพระกิตติคุณของพระคริสต์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ   เขาได้ใช้ของประทาน  ศักยภาพ ทักษะความสามารถ  ที่พระเจ้าจัดเตรียมเขาตั้งแต่เกิดในการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์เจ้า

คริสตจักรของเราต้องการผู้นำอย่างบารนาบัสครับ   เราต้องการผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนอื่นรอบข้าง   เพื่อเขาจะมีโอกาสรับใช้พระคริสต์อย่างเต็มที่  ด้วยสุดกำลังความคิด จิตใจ และสุดชีวิต

แต่การที่จะเป็นผู้ที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนรอบข้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย   เราต้องทุ่มและลงทุนทั้งชีวิต    เพราะเราต้องเอาชีวิตของเราเข้าค้ำประกัน เสริมหนุนเขาให้มีโอกาสใช้พลังภาวะผู้นำทั้งสิ้นของเขาในการรับใช้สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในสังคมชุมชนโลกนี้

การที่เราจะทุ่มเทหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น   สิ่งที่เราต้องเผชิญ ต้องให้ ต้องทุ่มทั้งชีวิตคือ...

ท่านต้องเสี่ยง   เฉกเช่นบารนาบัสกล้าเสี่ยงที่จะคบสัมพันธ์กับเซาโล ในขณะที่คริสตชนคนอื่น ๆ เห็นว่า เซาโลคือศัตรูตัวร้ายของคริสตจักร

ท่านต้องกล้า   เฉกเช่นบารนาบัสกล้าที่จะพาเซาโลไปพบกับอัครทูต และ ค้ำประกันเซาโลว่าเขากลับใจมาเป็นสาวกพระคริสต์ และ ทุ่มเทชีวิตสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงมอบหมาย   หลายคนไม่กล้าที่จะเสริมเพิ่มพลังคนอย่างเซาโล   เพราะถ้าเซาโลมิได้เป็นอย่างที่ตนค้ำประกันล่ะ   ตนเองจะเสียหายขนาดไหน   หลายคนไม่อยาก “เปลืองตัว”  

ท่านต้องหนุนเสริมต่อเนื่อง   เฉกเช่นบารนาบัส เมื่อเซาโลเข้านอกออกในในกลุ่มอัครทูตได้แล้ว   บารนาบัสไม่ได้หยุดการหนุนเสริมเพิ่มพลังเซาโลเพียงแค่นั้น   แต่เขาตามติดใกล้ชิดและร่วมในการทำพันธกิจของพระคริสต์ไปในที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง    เป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน   เป็นทั้งโค้ช เป็นทั้งเพื่อนคู่คิดในยามที่พันธกิจเกิดความขัดแย้ง   แล้วร่วมกันรับมือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์ด้วยกัน

ในการหนุนเสริมเพิ่มพลังผู้คนให้มีพลังภาวะความเป็นผู้นำอย่างเป็นรูปธรรมนั้น   มิใช่เพียงเราเชื่อในศักยภาพว่าเขาจะเป็นผู้นำในเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้อย่างดีเท่านั้น   แต่เราจะต้องก้าวลงไปหนุนเสริมให้เขาพัฒนาศักยภาพเป็นทักษะความสามารถที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม   ถ้าเราประสงค์ที่จะให้เขาใช้พลังภาวะผู้นำที่มีในตัวเขาอย่างเต็มที่  เราต้องทุ่มเทหนุนเสริมเพิ่มพลังด้วยทั้งชีวิตของเราครับ

การหนุนเสริมเพิ่มพลัง เป็นการทุ่มเทชีวิตแบบตัวต่อตัว (มิใช่ทุ่มเทแบบอุตสาหกรรม สร้างสาวกแบบโหล) เป็นการที่เราหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เขาด้วยพลังชีวิตของเรา  และด้วยเวลาชีวิตของเราด้วย   อยากจะบอกว่า การทุ่มเทเสริมหนุนเพิ่มพลังเช่นนี้สุดจะคุ้มครับ   และพระคริสต์ก็ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างด้วยชีวิตของพระองค์ครับ

เพื่อนใกล้ชิดของผมหลายคนถามผมส่วนตัวว่า   การทำเช่นนี้แล้วเราจะได้อะไร?

ผมอยากบอกว่า ได้มากกว่าที่เราท่านคาดหวังครับ   เราจะได้ชีวิตที่มีคุณภาพในแผ่นดินของพระเจ้า   เราจะได้สังคมชุมชนที่พระคริสต์ทุ่มเททั้งชีวิตให้ได้มา   หรืออย่างน้อยที่สุด ตัวท่านเองก็ได้ครับ  การหนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะความเป็นผู้นำในคนอื่นจนเกิดผลเป็นรูปธรรม  สิ่งที่ท่านได้คือ ท่านกลายเป็นคนที่คนในองค์กร ในคริสตจักรยอมรับพลัง และ ให้เกียรติในภาวะผู้นำของท่านในองค์กรนั้น    ที่มิได้แลกเปลี่ยนมาด้วยผลประโยชน์ส่วนตน  ด้วยทรัพย์สินเงินทอง หรือ ด้วยตำแหน่งผลประโยชน์  ที่มีผู้มาประเคนให้ท่านครับ

คริสตจักร และ องค์กรคริสตชน ต้องการผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในผู้คนรอบข้างครับ!

สำหรับคริสตชนแล้ว  คริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะต้องมีพลังที่รักเมตตาอย่างไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์    ที่จะมาขับไล่และขจัดอำนาจชั่วร้ายให้ออกจากคริสตจักรและสังคมโลกได้   และนี่คือพระราชกิจของพระคริสต์ที่บัญชาให้เราทุกคนสานต่องานนี้ของพระองค์  

ไม่ใช่ขับไล่อำนาจชั่วด้วยเพียงสำนึกความถูกต้องดีชั่วของเราเอง!  
แต่ขับไล่อำนาจแห่งความบาปชั่วด้วยความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์ต่างหาก...ครับ!
ให้เราเริ่มต้นด้วย  รับความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก่อนดีไหมครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

22 กันยายน 2559

คริสตจักร...ครอบครัวพระคริสต์ ที่หนุนเสริมกันเติบโต

พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะให้เราเป็น “เฒ่าทารกในชีวิต จิตวิญญาณ” ตลอดไป แต่พระเจ้าประสงค์ให้เราแต่ละคนเติบโตและเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์  

พระเจ้าประสงค์ให้เราแต่ละคนเติบโตขึ้นในทุกด้านของชีวิต

แต่เราต้องระวังหลุมพราง!  

ที่เราต้องเติบโตขึ้นให้มีชีวิตเป็นเฉกเช่นพระเยซูคริสต์   แต่เราไม่สามารถที่จะเติบโตด้วยตัวของเราเองได้   เหมือนกับเด็กทารกที่ไม่สามารถที่จะทำให้ตนเองเจริญเติบโตได้   เด็กน้อยคนนี้ต้องการความช่วยเหลือเอาใจใส่จากพ่อแม่และคนในครอบครัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    ในด้านจิตวิญญาณเราแต่ละคนก็ต้องการคนจากครอบครัว ที่จะเอาใจใส่เลี้ยงดู อภิบาลฟูมฟัก ด้านจิตวิญญาณ และการดำเนินชีวิตประจำวัน

และพลังชีวิตที่ทำให้เราเติบโตแข็งแรงคือ  พระกำลังจากเบื้องบน  

และนี่คือบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของครอบครัวคริสตจักร   ที่จะช่วยเลี้ยงดู หนุนเสริมให้สมาชิกเติบโตขึ้น  และสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับแหล่งพลังนั้น

พระคัมภีร์บอกเราว่า  “เนื่อง​จาก​พระ​องค์​นี้​เอง ร่าง​กาย​ทั้ง​หมด​จึง​ได้​รับ​การ​เชื่อม​และ​ประ​สาน​เข้า​ด้วย​กัน​โดย​ทุกๆ ข้อ​ต่อ​ที่​ประ​ทาน​มา​นั้น และ​เมื่อ​แต่​ละ​ส่วน​ทำ​งาน​ตาม​หน้าที่​แล้ว ก็​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​เจริญ​และ​เสริม​สร้าง​ตน​เอง​ขึ้น​ด้วย​ความ​รัก”  (เอเฟซัส 4:16 มตฐ.)

ในฐานะศิษยาภิบาล ก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะเอาใจใส่ว่า  ผู้คนในคริสตจักรของตนมีชีวิตที่เจริญเติบโต   นี่เป็นงานความรับผิดชอบของศิษยาภิบาลทุกท่าน และ ทีมงานอภิบาล และ แกนนำในคริสตจักร   ตลอดไปจนถึงผู้นำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์   กลุ่มเล็กเพื่อการเสริมสร้าง และ การรับใช้ต่าง ๆ   ซึ่งพระคัมภีร์ได้บอกชัดเจนไว้ว่า   “เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติและ​การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์   จน​กว่า​เรา​ทุก​คน​จะ​บรรลุ​ถึง​ความ​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน​ใน​ความ​เชื่อ​และ​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า บรรลุ​ถึง​ความ​เป็น​ผู้​ใหญ่ คือ​โต​เต็ม​ถึง​ขนาด​ความ​บริบูรณ์​ของ​พระ​คริสต์” (เอเฟซัส 4:12-13 มตฐ.)  

คำถามที่กระตุ้นเตือนศิษยาภิบาล และ แกนนำคริสตจักรทุกท่านคือ   “เราจะหนุนเสริมสมาชิกเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นมีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์ได้อย่างไร?”

ในพระมหาบัญชาสั่งให้คริสตจักรสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ในคริสตจักร   การสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์เป็นกระบวนการที่หนุนเสริมให้สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนมีชีวิตจิตวิญญาณเติบโตขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   นั่นหมายความว่าคริสตจักรต้องเสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนมีชีวิตที่เป็นสาวก   ที่เติบโตขึ้นมีวุฒิภาวะด้านจิตวิญญาณด้วย   มีวุฒิภาวะในความเชื่อศรัทธา   มีความแข็งแกร่งขึ้นในการดำเนินชีวิตคริสเตียน   แต่ละคนกลายเป็น “กล้ามเนื้อ” ที่แข็งแกร่งมีพลังในร่างกายนั้น คือ คริสตจักร

เกิดคำถามว่า   แล้วเราจะเติบโตขึ้นในการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร?

ในกิจการ 2:41-42 บอกแก่เราว่า  “คน​ทั้ง​หลาย​ที่​รับ​ถ้อย​คำ​ของ​เป​โตร​ก็​รับ​บัพติสมา ใน​วัน​นั้น​มี​คน​เข้า​เป็น​สา​วก​ประมาณสาม​พัน​คน    เขา​ทั้ง​หลาย​อุทิศ​ตัว​เพื่อ​ฟัง​คำ​สอน​ของ​บรรดา​อัคร​ทูต​และ​ร่วม​สามัคคีธรรม รวม​ทั้ง​หัก​ขนม​ปัง​และ​อธิษ​ฐาน” (กิจการ 2:41-42 มตฐ.)

จุดเริ่มแรกคือ   เราต้องเชื่อ   จากนั้นรับบัพติสมา   และส่วนสำคัญคือ   เราต้องเลือกมีชีวิตในคริสตจักร หรือ ครอบครัวของพระคริสต์ที่เราสามารถเข้ามีส่วนร่วมทั้งในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในคริสตจักร   ร่วมในกลุ่มเล็กที่จะเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้า   ร่วมในกลุ่มสามัคคีธรรมที่สร้างเสริมซึ่งกันและกันให้เติบโต และ รับใช้พระคริสต์ตามของประทาน   และร่วมในกลุ่มที่เสริมสร้างให้เรารับใช้พระคริสต์ทั้งในคริสตจักร และ ในชุมชน  

และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยคือ   เป็นคริสตจักรที่ศิษยาภิบาล และ แกนนำคริสตจักรมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง   ที่ทำในสิ่งที่สอนและเทศน์  และเทศน์/สอนในสิ่งที่เขาทำในชีวิต   เพื่อเราจะสามารถเรียนรู้ได้จากตัวอย่างชีวิตของคนเหล่านี้

นอกจากนั้นแล้ว   คริสตจักรยังเป็นชุมชนที่เราสามารถเลือกมีเพื่อนสนิท   ที่เป็นทั้งเพื่อนคู่คิด มิตรในความเชื่อและจิตวิญญาณ   ที่จะหนุนเสริมกันและกันให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์   ให้เป็นสาวกของพระคริสต์ในพระกายของพระองค์คือคริสตจักร

คริสตจักรในวันนี้   เป็นครอบครัวของพระคริสต์ที่สร้างสาวกของพระองค์อยู่ใช่ไหม?

เราจะตอบสนองการทรงเรียกและพระมหาบัญชาของพระคริสต์อย่างมีประสิทธิภาพ และ เกิดผลกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

27 มกราคม 2557

ผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มคุณค่าคนรอบข้าง

มงกุฎ และ ไม้ธารพระกรหรือคทา   ราชบัลลังก์และพระมหาราชวัง   อำนาจการปกครองและความมั่งคั่งร่ำรวย   คำพวกนี้เป็นคำใช้กับราชบัลลังก์ในยุคกลาง

ชื่อเสียงเกียรติยศ และ พิธีรีตอง   ความโอ่อ่าสง่างามและลีลารูปแบบ   เป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนและช่างภาพข่าวสังคม   คำพวกนี้เราใช้กับเจ้านายที่ทันสมัย

รุ่งริ่งพะรุงพะรังและคนเลี้ยงแกะ   คอกสัตว์และรางหญ้า   ความถ่อมตนและการเป็นคนรับใช้   คำพวกนี้เราใช้ในเทศกาลเฉลิมฉลองการบังเกิดของกษัตริย์องค์ใหม่ในเทศกาลคริสต์มาส

พระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธมิได้มีชีวิตอยู่เพื่อรับการปรนนิบัติ  แต่พระองค์เกิดมาเพื่อรับใช้คนอื่น   พระองค์ประทานชีวิตของพระองค์เพื่อคนอื่น   แบบอย่างชีวิตที่ธรรมดาเรียบง่ายของพระองค์ได้สื่อสารถึงสัจจะความจริงที่ลุ่มลึกกินใจที่ว่า  

“ความเป็นผู้นำมิได้วัดกันที่ว่าคนๆ นั้นก้าวหน้าไปแค่ไหน   แต่อยู่ที่ว่าคนๆ นั้นช่วยให้คนอื่นมีชีวิตที่ก้าวหน้าแค่ไหนต่างหาก”
เราจะหนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นอย่างไร?

1)    เราเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นเมื่อเราให้คุณค่าแก่ผู้อื่นอย่างจริงใจ

ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้นำในระดับไหนก็ตาม   ผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นเป็นคนที่เชื่อวางใจในคนที่ตนเองนำ  ก่อนที่เพื่อนร่วมงานจะเชื่อวางใจในตัวผู้นำเสียอีก    เขาเป็นผู้นำที่รับใช้ลูกน้องมากกว่าการเป็นผู้นำที่รอรับการรับใช้บริการจากลูกน้อง   สาวกของพระเยซูคริสต์ติดตามพระองค์ก่อนพวกเขาจะเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์  ทำไมหรือ?   เพราะพระเยซูคริสต์ได้เห็นและเชื่อมั่นในศักยภาพของสาวกแต่ละคนก่อน   และเชื่อในความสามารถที่สาวกจะมีชีวิตที่มีพลังต่อคนอื่นๆ ได้

2)    เราเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นเมื่อเราทำตัวเองให้เป็นคุณค่าแก่คนอื่น

หลักฐานเอกสารในประวัติศาสตร์ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและกิจการงานของพระเยซูมากสักเท่าใดนักในช่วงที่พระองค์เป็นวัยรุ่น หรือ ช่วงอายุ 20 ปี   เพียงแต่บอกว่า  “พระ​เยซู​เจริญ​ขึ้น​ใน​ด้าน​สติ​ปัญ​ญา​และ​ด้าน​ร่าง​กาย เป็น​ที่​ชอบ​ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​และ​ต่อ​หน้า​คน​ทั้ง​หลาย​ด้วย” (ลูกา 2:52 มตฐ.)   การที่จะหนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นขึ้นอยู่กับความคิดที่ว่า  คนๆ นั้นมีคุณค่าในตนเองในเรื่องนั้นๆ จึงจะหนุนเสริมและเพิ่มคุณค่าให้แก่คนอื่นได้   เราไม่สามารถหนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่คนอื่นได้  ถ้าตัวเราเองยังไม่มีคุณค่าประการดังกล่าว   การเติบโตขึ้นและมีพลังในคุณค่าด้านนั้นๆ จะนำหน้าคนนั้นและมีอิทธิพลต่อชีวิตคนรอบข้าง

3)    เราเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นเมื่อรู้ถึง และ ตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการของผู้อื่น

ในฐานะผู้นำ  เป็นการอันตรายอย่างยิ่งที่ผู้นำจะสร้างความพอใจและให้คนอื่นนิยมตนเองด้วยสิ่งที่ผู้คน “อยากได้ใคร่มี” (หรือที่เราเรียกว่า “ประชานิยม” ในปัจจุบัน)   เราจำเป็นต้องออกห่างจากการทำตัวเพื่อหาคะแนนเสียงประชานิยม   แต่อย่างไรก็ตามเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องใส่ใจสิ่งที่เป็นความจำเป็นของผู้คน   คือความจำเป็นที่แต่ละคนจะต้องได้รับการยอมรับ  ได้รับเกียรติ   จำเป็นที่ชีวิตการทำงานของเขาจะได้ทำงานอย่างมีคุณค่าในชีวิต   จำเป็นที่ทุกชีวิตจะรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและคุณค่า   ในฐานะผู้นำเราต้องหนุนช่วยเขาได้พบกับความจำเป็นเหล่านี้ในชีวิต

“มี​การ​ทุ่ม​เถียง​กัน​เกิด​ขึ้น​ท่ามกลาง​พวก​สา​วก​ว่า​ใน​พวก​เขา​ใคร​ยิ่ง​ใหญ่​ที่​สุด    พระ​เยซู​ทรง​หยั่ง​รู้​ความ​คิด​ใน​ใจ​ของ​พวก​เขา จึง​ให้​เด็ก​คน​หนึ่ง​มา​ยืน​อยู่​ข้างๆ พระ​องค์    แล้ว​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​ใคร​ยอม​รับ​เด็ก​เล็กๆ คน​นี้​ใน​นาม​ของ​เรา คน​นั้น​ก็​ยอม​รับ​เรา และ​ใคร​ที่​ยอม​รับ​เรา คน​นั้น​ก็​ยอม​รับ​พระ​องค์​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา เพราะ​คน​ที่​เล็ก​น้อย​ที่​สุด​ใน​พวก​ท่าน​คือ​คน​ที่​ยิ่ง​ใหญ่​ที่​สุด” (ลูกา 9:46-48 มตฐ.)

จากพระธรรมตอนนี้   โปรดสังเกตว่าพระเยซูคริสต์ได้เห็นถึงความจำเป็นประการสำคัญที่ต้องแก้ไขของสาวกคือการผยองพองตัวอย่างโง่เขลา   พระองค์เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยให้สาวกเข้าใจเรื่องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจอย่างถูกต้อง  พระองค์ทรงชี้แนะนำให้สาวกได้รู้และเข้าใจว่า ตนเองจะเป็นคนที่สำคัญยิ่งใหญ่ได้โดยการยอมรับคนที่ถูกมองข้ามและถูกทอดทิ้งละเลย   และมีท่าทีชีวิตที่ถ่อมรับใช้คนอื่น   พระธรรมข้อนี้ที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.)   ภายหลังท่านได้สรุปแก่นสารของพระธรรมตอนนี้ว่า 

“ทุกคนสามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้  เพราะทุกคนสามารถรับใช้ผู้อื่นได้”

บทใคร่ครวญชวนคิด

การให้ชีวิต...เป็นการดำเนินชีวิตในระดับสูงสุด   เมื่อเราใช้ชีวิตของเราเพื่อนคนรอบข้าง   เราสามารถบรรลุความสำเร็จที่เราไม่สามารถซื้อหามาด้วยเงิน หรือ สร้างความพึงพอใจด้วยประชานิยม 
  • ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำในระดับใดก็ตาม   ท่านได้หนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นในทีมงานของท่านอะไรบ้าง?
  • การที่ท่านรับใช้คนอื่นรอบข้างได้เพิ่มเสริมคุณค่าในชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง?


ในวันนี้
ท่านจะหนุนเสริมเพิ่มคุณค่าชีวิตแก่ใคร   ในเรื่องอะไร?
ท่านจะทำอย่างไรที่จะเสริมคุณค่าชีวิตของคนๆ นั้น?

“ถ้าใครยอมรับเด็กเล็กๆ คนนี้ในนามของเรา คนนั้นก็ยอมรับเรา และใครที่ยอมรับเรา คนนั้นก็ยอมรับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา เพราะคนที่เล็กน้อยที่สุดในพวกท่านคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

ขอพระเจ้าโปรดอวยพระพรท่านในการหนุนเสริมเพิ่มคุณค่าแก่ผู้อื่นในพระนามของพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499