แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพิ่มพลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพิ่มพลัง แสดงบทความทั้งหมด

03 สิงหาคม 2563

หนุนเสริมเพิ่มพลังเพื่อน...เมื่อเขาตกในวิกฤติชีวิต!

ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ทำให้เกิด “ชุดวิกฤติชีวิต” กล่าวคือ เป็นวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจในทุกระดับ วิกฤติทางสังคม-ความสัมพันธ์ วิกฤติในการประกอบอาชีพการงานและการศึกษา อีกทั้งเป็นวิกฤติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนกระทบต่อศานติสุข สงบสุข และสันติภาพของสังคมโลก

ในภาวะที่เราท่านต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ชุดวิกฤติชีวิต” ในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำในทุกวันนี้คือ เพื่อนฝูง คนสนิท คนรอบข้างเราหลายคนที่ต้องประสบกับ “เวลาที่ยากลำบาก” แล้วมาระบาย ปรึกษาเรา แล้วเราในฐานะคริสตชนจะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เขาเหล่านี้ได้อย่างไร?

1. อธิษฐานเพื่อเพื่อนคนนั้นโดยเฉพาะ

สิ่งที่ดีที่สุดในวิกฤติกาลนี้ที่เราสามารถทำได้เพื่อเพื่อนคนนี้คือ อธิษฐานเพื่อเขาในการที่จะเดินหน้ากล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อเขาจะได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต และมีชัยในพระคริสต์ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ในพระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกัน 

ยากอบเขียนไว้ว่า “[16] เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล” (ยากอบ 5:16 มตฐ.) และให้เราทำอย่างที่เปาโลทำคือ “[16] ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่านและเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (เอเฟซัส 1:16 อมธ.) และให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อเขา และบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ

2. หนุนเสริมเพิ่มพลังใจแก่เพื่อน

ตามที่เปาโลเขียนไว้ว่า “[11] เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” (1เธสะโลนิกา 5:11 มตฐ.) 

ให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังคนอื่นให้ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพลังแห่งโลกนี้มีแต่ปัญหาอุปสรรคจะกดทับให้ชีวิตของแต่ละคนจมลง อย่างที่เราท่านต่างก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ในชีวิตเพื่อนสิ่งสำคัญคือ “หนุนใจและเสริมสร้างกัน” คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง “เราอยู่ข้างเดียวกัน” “เราอยู่เคียงข้างกัน” ดังนั้น ให้เราเคียงข้างไปในชีวิตของเขาทั้งในเวลาที่เขาทุกข์ยากโศกเศร้า ลำบาก และในเวลาที่กลับมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี

3. ให้เวลาแก่เพื่อน

ในยุคนี้เราต่างมีภาระความรับผิดชอบมากมาย จนเรา “ไม่มีเวลา” เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กับเพื่อนในการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตคือ “เวลา” เวลาในการอธิษฐานด้วยกัน  เวลาที่จะอยู่พูดคุยกัน เวลาที่จะรับประทานอาหารด้วยกัน หรือ ช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนต้องการจำเป็นและเราสามารถที่จะทำได้ เราสามารถที่จะให้สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ตะลันต์ความสามารถ และเวลา แต่ในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ “เวลา” และ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างมาก

4. ให้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อน

เปาโลได้แสดงให้เราเห็นชัดถึง “ความเข้าใจในความแตกต่าง” ว่า “[7] พวกท่านที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจ ในฐานะที่เธอเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และจงให้เกียรติเธอ...” (1เปโตร 3:7 มตฐ.)  

พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา แต่กระตุ้นให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนต่าง ๆ ท่ามกลางความแตกต่างในชีวิตของแต่ละคน ที่มีทั้งสิ่งดีเด่น เข้มแข็ง อ่อนแอ หรือ ข้ออ่อนด้อย เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในความแตกต่างกันของเรา เราอาจจะพูดหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างกระทบ ระคายเคืองต่อความความรู้สึกและความสัมพันธ์ของกันและกัน และอาจจะขยายลงลึกถึงการทำร้ายต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา เมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจถึงความแตกต่างของคู่ชีวิต คนแต่ละคนในครอบครัว  และกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากเรา และเมื่อคนรอบข้างเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าอกเข้าใจเขา และท่านคือคนที่เขาไว้วางใจและต้องการพึ่งพิง

5. แบ่งปันประสบการณ์ผ่านวิกฤติชีวิตแก่เพื่อน

เมื่อเราพบว่าเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้เราหวนคิดถึงครั้งเมื่อ “จิตวิญญาณของเราต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิด” และเพื่อนคงผ่านสถานการณ์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับที่เราเคยพบมาแล้ว  

และในสถานการณ์นั้นเราพบว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมดไว้ เราสามารถเล่าแบ่งปันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนเพื่อหนุนใจ และให้รู้ด้วยอีกว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ของเราที่ผ่านมาอย่างไร พระคัมภีร์บอกกับเราว่า

“[4] พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:4 มตฐ.)  

เมื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา ในบางเหตุการณ์เราพบว่า พระเจ้าทรงใช้บางคนในกลุ่มเพื่อนของเราเพื่อปลอบประโลมหนุนเสริมเราใช่ไหม?

เช่นกัน เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของเราเพื่อเป็นการหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต

สรุป

ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยเพื่อนให้เพื่อนคิดได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ ผมยอมรับว่า บ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่างไร และ แนะนำเช่นไร เฉกเช่นกับเพื่อนของโยบในพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่นั่งเงียบด้วยกันกับโยบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีวิธีการที่แน่นอนตายตัว ให้เราอธิษฐานเพื่อเพื่อน และบอกเพื่อนว่าเราอธิษฐานเพื่อเขา แล้วหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เพื่อน สิ่งที่มีค่าในเวลาวิกฤติเช่นนี้คือการที่อยู่เคียงข้างเขา ให้ตัวท่านแก่เขา หมายความว่า ให้เวลาของท่าน ให้ความใส่ใจ ให้หูที่จะฟังอย่างใส่ใจ ให้ความเข้าอกเข้าใจ ให้การประเล้าประโลมเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม อย่างที่พระเจ้าเคยประเล้าประโลมเราเมื่อเราต้องอยู่ในวิกฤติ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




20 เมษายน 2561

หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนรอบข้าง


ในภาวะวิกฤติคุณภาพภาวะผู้นำที่จะสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์   ในภาวะวิกฤติที่เราขาดวิสัยทัศน์ หรือ นิมิตหมายที่ชัดเจน ให้มุ่งไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า และ ในวิกฤติความขัดแย้งสูง  มีแต่การ  “ชี้ผิดจับผิด” ขาดการ “ผู้ชี้ถูกจับถูก” มีแต่เสียงให้ “ทำลายคนชั่ว” แต่ไม่รู้จะ “หนุนเสริมคนดีของพระเจ้า” อย่างไร

ในภาวะวิกฤติเช่นนี้คริสตจักรไทยต้องการผู้ที่ “หนุนเสริมเพิ่มพลังคนรอบข้าง” ให้มีภาวะผู้นำที่สามารถสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์   เฉกเช่น บารนาบัสได้กระทำเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมและเกิดผลยิ่งใหญ่มาแล้วครับ!

เมื่อเซาโลมาถึงเยรูซาเล็มก็พยายามเข้าร่วมกับเหล่าสาวกแต่เขาเหล่านั้นล้วนกลัวเซาโลไม่เชื่อว่าเขาเป็นสาวกจริง ๆ   

แต่บารนาบัสพาเซาโลไปพบเหล่าอัครทูตและเล่าให้ฟังว่าที่กลางทางเซาโลได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์ตรัสกับเขาอย่างไร และเขาได้เทศนาที่เมืองดามัสกัสในพระนามของพระเยซูโดยไม่เกรงกลัวอย่างไรบ้าง   

ดังนั้นเซาโลจึงได้พักกับพวกเขาและเข้านอกออกในอย่างอิสระในกรุงเยรูซาเล็มและกล่าวในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความอาจหาญ (กิจการ 9:26-28 อมธ.)

บารนาบัสหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เซาโล   เพื่อเซาโลจะมีโอกาสที่จะใช้ของประทาน ชีวิต ศักยภาพและความสามารถที่มีอยู่เพื่อสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียก   ในเวลานั้น แม้เซาโลจะกลับใจและมอบกายถวายชีวิตแด่พระคริสต์  ประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ด้วยใจกล้าหาญอย่างเป็นรูปธรรมแล้วก็ตาม   แต่สาวกพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็มยังไม่เชื่อและวางใจว่า  เซาโลกลับใจจริง   หรือ อาจจะเป็นกลวิธีหลอกล่อพวกคริสตชนเพื่อจะหาทางฆ่าทำลายให้สิ้นซาก

ในภาวะเช่นนี้  บารนาบัสได้เข้ามา “หนุนเสริมเพิ่มพลัง” แก่เซาโล   ด้วยการเอาชีวิตของตนเข้ามา “ค้ำประกันเซาโล”  ว่าได้มาเป็นสาวกพระคริสต์อย่างแท้จริง   ด้วยการพาเขาเข้าไปถึงวงในของพวกอัครทูต  จนเซาโลได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากสาวกพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม  และประกาศพระกิตติคุณของพระคริสต์ด้วยใจกล้าหาญ   เขาได้รับการหนุนเสริมเพิ่มพลัง  อีกทั้งได้รับความเชื่อวางใจ  ทั้งในการประกาศพระกิตติคุณ  และ เป็นคนที่เข้านอกออกในในกลุ่มของอัครทูตด้วย

บารนาบัสหนุนเสริมเพิ่มพลังเซาโล ให้ได้รับความไว้วางใจจากอัครทูต และ สาวกพระคริสต์คนอื่น ๆ  เซาโลมีโอกาสในการเสริมสร้างกระบวนการขับเคลื่อนพระกิตติคุณของพระคริสต์ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ   เขาได้ใช้ของประทาน  ศักยภาพ ทักษะความสามารถ  ที่พระเจ้าจัดเตรียมเขาตั้งแต่เกิดในการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์เจ้า

คริสตจักรของเราต้องการผู้นำอย่างบารนาบัสครับ   เราต้องการผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนอื่นรอบข้าง   เพื่อเขาจะมีโอกาสรับใช้พระคริสต์อย่างเต็มที่  ด้วยสุดกำลังความคิด จิตใจ และสุดชีวิต

แต่การที่จะเป็นผู้ที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในคนรอบข้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย   เราต้องทุ่มและลงทุนทั้งชีวิต    เพราะเราต้องเอาชีวิตของเราเข้าค้ำประกัน เสริมหนุนเขาให้มีโอกาสใช้พลังภาวะผู้นำทั้งสิ้นของเขาในการรับใช้สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในสังคมชุมชนโลกนี้

การที่เราจะทุ่มเทหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น   สิ่งที่เราต้องเผชิญ ต้องให้ ต้องทุ่มทั้งชีวิตคือ...

ท่านต้องเสี่ยง   เฉกเช่นบารนาบัสกล้าเสี่ยงที่จะคบสัมพันธ์กับเซาโล ในขณะที่คริสตชนคนอื่น ๆ เห็นว่า เซาโลคือศัตรูตัวร้ายของคริสตจักร

ท่านต้องกล้า   เฉกเช่นบารนาบัสกล้าที่จะพาเซาโลไปพบกับอัครทูต และ ค้ำประกันเซาโลว่าเขากลับใจมาเป็นสาวกพระคริสต์ และ ทุ่มเทชีวิตสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ที่ทรงมอบหมาย   หลายคนไม่กล้าที่จะเสริมเพิ่มพลังคนอย่างเซาโล   เพราะถ้าเซาโลมิได้เป็นอย่างที่ตนค้ำประกันล่ะ   ตนเองจะเสียหายขนาดไหน   หลายคนไม่อยาก “เปลืองตัว”  

ท่านต้องหนุนเสริมต่อเนื่อง   เฉกเช่นบารนาบัส เมื่อเซาโลเข้านอกออกในในกลุ่มอัครทูตได้แล้ว   บารนาบัสไม่ได้หยุดการหนุนเสริมเพิ่มพลังเซาโลเพียงแค่นั้น   แต่เขาตามติดใกล้ชิดและร่วมในการทำพันธกิจของพระคริสต์ไปในที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง    เป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน   เป็นทั้งโค้ช เป็นทั้งเพื่อนคู่คิดในยามที่พันธกิจเกิดความขัดแย้ง   แล้วร่วมกันรับมือจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์ด้วยกัน

ในการหนุนเสริมเพิ่มพลังผู้คนให้มีพลังภาวะความเป็นผู้นำอย่างเป็นรูปธรรมนั้น   มิใช่เพียงเราเชื่อในศักยภาพว่าเขาจะเป็นผู้นำในเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้อย่างดีเท่านั้น   แต่เราจะต้องก้าวลงไปหนุนเสริมให้เขาพัฒนาศักยภาพเป็นทักษะความสามารถที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม   ถ้าเราประสงค์ที่จะให้เขาใช้พลังภาวะผู้นำที่มีในตัวเขาอย่างเต็มที่  เราต้องทุ่มเทหนุนเสริมเพิ่มพลังด้วยทั้งชีวิตของเราครับ

การหนุนเสริมเพิ่มพลัง เป็นการทุ่มเทชีวิตแบบตัวต่อตัว (มิใช่ทุ่มเทแบบอุตสาหกรรม สร้างสาวกแบบโหล) เป็นการที่เราหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เขาด้วยพลังชีวิตของเรา  และด้วยเวลาชีวิตของเราด้วย   อยากจะบอกว่า การทุ่มเทเสริมหนุนเพิ่มพลังเช่นนี้สุดจะคุ้มครับ   และพระคริสต์ก็ทำให้เห็นเป็นแบบอย่างด้วยชีวิตของพระองค์ครับ

เพื่อนใกล้ชิดของผมหลายคนถามผมส่วนตัวว่า   การทำเช่นนี้แล้วเราจะได้อะไร?

ผมอยากบอกว่า ได้มากกว่าที่เราท่านคาดหวังครับ   เราจะได้ชีวิตที่มีคุณภาพในแผ่นดินของพระเจ้า   เราจะได้สังคมชุมชนที่พระคริสต์ทุ่มเททั้งชีวิตให้ได้มา   หรืออย่างน้อยที่สุด ตัวท่านเองก็ได้ครับ  การหนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะความเป็นผู้นำในคนอื่นจนเกิดผลเป็นรูปธรรม  สิ่งที่ท่านได้คือ ท่านกลายเป็นคนที่คนในองค์กร ในคริสตจักรยอมรับพลัง และ ให้เกียรติในภาวะผู้นำของท่านในองค์กรนั้น    ที่มิได้แลกเปลี่ยนมาด้วยผลประโยชน์ส่วนตน  ด้วยทรัพย์สินเงินทอง หรือ ด้วยตำแหน่งผลประโยชน์  ที่มีผู้มาประเคนให้ท่านครับ

คริสตจักร และ องค์กรคริสตชน ต้องการผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มพลังภาวะผู้นำในผู้คนรอบข้างครับ!

สำหรับคริสตชนแล้ว  คริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะต้องมีพลังที่รักเมตตาอย่างไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์    ที่จะมาขับไล่และขจัดอำนาจชั่วร้ายให้ออกจากคริสตจักรและสังคมโลกได้   และนี่คือพระราชกิจของพระคริสต์ที่บัญชาให้เราทุกคนสานต่องานนี้ของพระองค์  

ไม่ใช่ขับไล่อำนาจชั่วด้วยเพียงสำนึกความถูกต้องดีชั่วของเราเอง!  
แต่ขับไล่อำนาจแห่งความบาปชั่วด้วยความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์ต่างหาก...ครับ!
ให้เราเริ่มต้นด้วย  รับความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์เปลี่ยนแปลงชีวิตของเราก่อนดีไหมครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง