แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤติชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิกฤติชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

09 กันยายน 2563

อธิษฐานในยามวิกฤติชีวิต

เมื่ออธิษฐานในยามชีวิตวิกฤติ เราแนะนำพระเจ้า หรือ ขอพระเจ้าทรงนำและชี้นำ?

“ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์  
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:10 มตฐ.)

อธิษฐาน...เราขอตามใจใคร?

เราท่านคริสตชนต่างรู้ว่า เมื่อเราอธิษฐานเราทูลขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในบนแผ่นดินโลกนี้ แต่เราคงต้องยอมรับว่าบางครั้งหรือบ่อยครั้งเราอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าทำให้สำเร็จและเป็นไปตาม “ใจปรารถนาของเรา” แต่กลับมิใช่ตามน้ำพระทัยของพระองค์ เราต่างรู้ว่า น้ำพระทัยของพระเจ้าคือ ให้พระนามของพระเยซูคริสต์ได้รับการยกย่อง ให้ชีวิตของเราเติบโตขึ้นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เพื่อเราจะนำเอาข่าวดี(พระกิตติคุณ)ของพระเยซูคริสต์ไปถึงทั้งโลก (มัทธิว 28:19-20; กิจการ 1:8) และร่วมในพระราชกิจแห่งการสร้างโลกใหม่ที่พระคริสต์ได้เริ่มต้นไว้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า บางครั้งเราอธิษฐานขอให้พระเจ้าทำให้สำเร็จตามความต้องการของเรา มิใช่สำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์  

เราทูลขอต่อพระเจ้า เหมือนอธิษฐานขอต่อผู้วิเศษที่จะทำตามสิ่งที่เราขอหรือเปล่า? เรามักลืมตัวอธิษฐานให้พระเจ้าทำตามสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า? แทนที่เราจะอธิษฐานแสวงหาน้ำพระทัย/พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเราบนโลกใบนี้

พระเยซูคริสต์เป็นส่วนหนึ่งในพระประสงค์ของพระเจ้าพระบิดา

อย่างน้อยในพระคัมภีร์เราพบสองครั้งว่า พระเยซูคริสต์อธิษฐานทูลขอให้พระบิดาเลื่อนถ้วย(แห่งการทนทุกข์และความตายบนกางเขน)ออกไปจากพระองค์ (ดู มัทธิว 26:39, 42) แต่เราเห็นชัดเจนว่า พระเยซูยังยืนหยัดให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระประสงค์ของพระบิดา

การที่เราทูลขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์มิได้หมายความว่า เราไม่ต้องทำอะไร ให้พระบิดาทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ในเหตุการณ์นี้พระเยซูคริสต์ต้อง “ดื่มจากถ้วย” แห่งความทุกข์และความตาย   พระเยซูยังต้องรับการเยาะเย้ย สบประมาท ดูหมิ่น ทำให้ขายหน้า ทำให้เสียเกียรติ ถูกทรมาน ถูกตรึงบนกางเขน   และในที่สุดถูกฆ่าจนสิ้นชีวิต

พระเยซูรู้ว่าพระองค์จะต้องได้รับการกระทำอย่างไร และนั่นมิใช่สิ่งที่จะรับได้ง่าย ๆ ดังนั้นพระองค์จึงอธิษฐานทูลขอต่อพระบิดาว่า “ถ้าเป็นไปได้ขอให้...” “ถ้วยแห่งความทุกข์และความตาย” เลื่อนไปจากพระองค์ พระองค์ทูลอธิษฐานเช่นนี้อย่างน้อยสองครั้ง แต่สิ่งสำคัญยิ่งคือ พระเยซูคริสต์ยังคงยืนหยัดให้ทุกอย่างต้องสำเร็จไปตามพระประสงค์ของพระองค์ มิใช่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ของตนเอง (มัทธิว 26:39, 42)

หลังจากที่พระเยซูอธิษฐานเช่นนั้น พระองค์ก็ยังต้องถูกตรึงที่กางเขน แสดงให้เห็นถึงพระประสงค์ของพระบิดาในเรื่องนี้แน่ชัดขึ้น ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าเมื่อเราอธิษฐานพระเจ้าทรงเสริมพลังชีวิตของเราให้ก้าวไปตามแผนการของพระองค์อย่างมั่นคง เด็ดเดี่ยวตามพระประสงค์ของพระเจ้า และนั่นคือชีวิตของเราที่มีส่วนร่วมในแผนการของพระเจ้า  

อธิษฐานและปฏิบัติการ

เรารู้ว่า เราต้องอธิษฐานให้ทุกสิ่งให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระเจ้า นั่นมิได้ทำให้เราไม่ต้องทำหรือรับผิดชอบอะไรต่อไป ตัวอย่างเช่น เรากำลังหางาน เราอธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าช่วยให้เรามีงานทำและเป็นงานที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ แต่เรายังต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการการหางานนั้น เราต้องลุกขึ้นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว  เตรียมเอกสารประวัติของตนสำหรับสมัครงาน ดูโฆษณาเกี่ยวกับงานที่ต้องการคนทำ แล้วก็ออกไปสมัครงาน

เราจะไม่เอาแต่อธิษฐานทูลขอให้พระเจ้าช่วยหางานสำหรับเรา และในเวลาเดียวกันเราก็จะไม่พึ่งความสามารถของตนเองในการหางานด้วยตนเองเท่านั้น

เมื่อเราอธิษฐาน เราทูลขอหรือขอให้(แนะนำ)พระเจ้าทำในสิ่งต่าง ๆ หรือเปล่า? หรือเราอธิษฐานทูลขอพระเจ้าว่า ขอทรงช่วยให้เราสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คำอธิษฐานของเราได้รับคำตอบตามพระประสงค์จากพระเจ้า?

ภาวนาธิษฐาน

พระเจ้าพระบิดา โปรดยกโทษข้าพระองค์ที่บ่อยครั้งอธิษฐานต่อพระองค์อย่างเห็นแก่ตัว ที่มุ่งเน้นที่ความปรารถนา และ ความต้องการของข้าพระองค์เอง มิใช่การอธิษฐานเพื่อแสวงหาพระประสงค์ของพระองค์ ข้าพระองค์ตระหนักชัดว่า ข้าพระองค์ต้องรับผิดชอบและกระทำในส่วนของข้าพระองค์ ด้วยความไว้วางใจพระองค์ต่อผลที่จะเกิดขึ้น   ข้าพระองค์อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



03 สิงหาคม 2563

หนุนเสริมเพิ่มพลังเพื่อน...เมื่อเขาตกในวิกฤติชีวิต!

ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ทำให้เกิด “ชุดวิกฤติชีวิต” กล่าวคือ เป็นวิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจในทุกระดับ วิกฤติทางสังคม-ความสัมพันธ์ วิกฤติในการประกอบอาชีพการงานและการศึกษา อีกทั้งเป็นวิกฤติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนกระทบต่อศานติสุข สงบสุข และสันติภาพของสังคมโลก

ในภาวะที่เราท่านต่างต้องเผชิญหน้ากับ “ชุดวิกฤติชีวิต” ในแต่ละวัน สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำในทุกวันนี้คือ เพื่อนฝูง คนสนิท คนรอบข้างเราหลายคนที่ต้องประสบกับ “เวลาที่ยากลำบาก” แล้วมาระบาย ปรึกษาเรา แล้วเราในฐานะคริสตชนจะหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เขาเหล่านี้ได้อย่างไร?

1. อธิษฐานเพื่อเพื่อนคนนั้นโดยเฉพาะ

สิ่งที่ดีที่สุดในวิกฤติกาลนี้ที่เราสามารถทำได้เพื่อเพื่อนคนนี้คือ อธิษฐานเพื่อเขาในการที่จะเดินหน้ากล้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อเขาจะได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิต และมีชัยในพระคริสต์ในสถานการณ์วิกฤตินี้ ในพระคัมภีร์บอกเราแล้วว่าให้เราอธิษฐานเพื่อกันและกัน 

ยากอบเขียนไว้ว่า “[16] เพราะฉะนั้นท่านจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเผื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค คำวิงวอนของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังมากและเกิดผล” (ยากอบ 5:16 มตฐ.) และให้เราทำอย่างที่เปาโลทำคือ “[16] ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่านและเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน” (เอเฟซัส 1:16 อมธ.) และให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อเขา และบอกให้เจ้าตัวรู้ว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ

2. หนุนเสริมเพิ่มพลังใจแก่เพื่อน

ตามที่เปาโลเขียนไว้ว่า “[11] เพราะฉะนั้นจงหนุนใจกัน และต่างคนต่างจงเสริมสร้างกันขึ้น ตามอย่างที่พวกท่านกำลังทำอยู่นั้น” (1เธสะโลนิกา 5:11 มตฐ.) 

ให้เราแต่ละคนมีชีวิตที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังคนอื่นให้ยืนหยัดอยู่ได้ เพราะพลังแห่งโลกนี้มีแต่ปัญหาอุปสรรคจะกดทับให้ชีวิตของแต่ละคนจมลง อย่างที่เราท่านต่างก็เคยประสบพบเจอมาแล้ว ในเวลาวิกฤติเช่นนี้ในชีวิตเพื่อนสิ่งสำคัญคือ “หนุนใจและเสริมสร้างกัน” คำนี้ในภาษากรีกหมายถึง “เราอยู่ข้างเดียวกัน” “เราอยู่เคียงข้างกัน” ดังนั้น ให้เราเคียงข้างไปในชีวิตของเขาทั้งในเวลาที่เขาทุกข์ยากโศกเศร้า ลำบาก และในเวลาที่กลับมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี

3. ให้เวลาแก่เพื่อน

ในยุคนี้เราต่างมีภาระความรับผิดชอบมากมาย จนเรา “ไม่มีเวลา” เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับทุกคน ดังนั้น ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราสามารถให้กับเพื่อนในการเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิตคือ “เวลา” เวลาในการอธิษฐานด้วยกัน  เวลาที่จะอยู่พูดคุยกัน เวลาที่จะรับประทานอาหารด้วยกัน หรือ ช่วยทำในสิ่งที่เพื่อนต้องการจำเป็นและเราสามารถที่จะทำได้ เราสามารถที่จะให้สิ่งของ ทรัพย์สิน เงินทอง ตะลันต์ความสามารถ และเวลา แต่ในวิกฤติชีวิตเช่นนี้ “เวลา” และ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการอย่างมาก

4. ให้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อน

เปาโลได้แสดงให้เราเห็นชัดถึง “ความเข้าใจในความแตกต่าง” ว่า “[7] พวกท่านที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจ ในฐานะที่เธอเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และจงให้เกียรติเธอ...” (1เปโตร 3:7 มตฐ.)  

พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของสามี-ภรรยา แต่กระตุ้นให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับคนต่าง ๆ ท่ามกลางความแตกต่างในชีวิตของแต่ละคน ที่มีทั้งสิ่งดีเด่น เข้มแข็ง อ่อนแอ หรือ ข้ออ่อนด้อย เพราะถ้าเราไม่ระมัดระวังในความแตกต่างกันของเรา เราอาจจะพูดหรือกระทำบางสิ่งบางอย่างกระทบ ระคายเคืองต่อความความรู้สึกและความสัมพันธ์ของกันและกัน และอาจจะขยายลงลึกถึงการทำร้ายต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกันทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ได้

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเรา เมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจถึงความแตกต่างของคู่ชีวิต คนแต่ละคนในครอบครัว  และกับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากเรา และเมื่อคนรอบข้างเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ทุกข์ยากลำบาก พวกเขาต้องการคนที่สามารถเข้าอกเข้าใจเขา และท่านคือคนที่เขาไว้วางใจและต้องการพึ่งพิง

5. แบ่งปันประสบการณ์ผ่านวิกฤติชีวิตแก่เพื่อน

เมื่อเราพบว่าเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ยากลำบาก ทำให้เราหวนคิดถึงครั้งเมื่อ “จิตวิญญาณของเราต้องพบกับค่ำคืนที่มืดมิด” และเพื่อนคงผ่านสถานการณ์บางอย่างที่คล้ายคลึงกันกับที่เราเคยพบมาแล้ว  

และในสถานการณ์นั้นเราพบว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ที่เลวร้ายทั้งหมดไว้ เราสามารถเล่าแบ่งปันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นให้เพื่อนเพื่อหนุนใจ และให้รู้ด้วยอีกว่า พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์ของเราที่ผ่านมาอย่างไร พระคัมภีร์บอกกับเราว่า

“[4] พระองค์ผู้ทรงหนุนใจเราในความยากลำบากทั้งหมดของเรา เพื่อเราจะสามารถหนุนใจคนทั้งหลาย ที่มีความยากลำบากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยการหนุนใจ ซึ่งเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2โครินธ์ 1:4 มตฐ.)  

เมื่อทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา ในบางเหตุการณ์เราพบว่า พระเจ้าทรงใช้บางคนในกลุ่มเพื่อนของเราเพื่อปลอบประโลมหนุนเสริมเราใช่ไหม?

เช่นกัน เราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตของเราเพื่อเป็นการหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เพื่อนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต

สรุป

ยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยเพื่อนให้เพื่อนคิดได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่เขากำลังประสบอยู่ ผมยอมรับว่า บ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนแต่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่างไร และ แนะนำเช่นไร เฉกเช่นกับเพื่อนของโยบในพระคัมภีร์ พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรได้แต่นั่งเงียบด้วยกันกับโยบ ในเวลาเช่นนี้ไม่มีวิธีการที่แน่นอนตายตัว ให้เราอธิษฐานเพื่อเพื่อน และบอกเพื่อนว่าเราอธิษฐานเพื่อเขา แล้วหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เพื่อน สิ่งที่มีค่าในเวลาวิกฤติเช่นนี้คือการที่อยู่เคียงข้างเขา ให้ตัวท่านแก่เขา หมายความว่า ให้เวลาของท่าน ให้ความใส่ใจ ให้หูที่จะฟังอย่างใส่ใจ ให้ความเข้าอกเข้าใจ ให้การประเล้าประโลมเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม อย่างที่พระเจ้าเคยประเล้าประโลมเราเมื่อเราต้องอยู่ในวิกฤติ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




05 ธันวาคม 2561

วิกฤติชีวิตจากการทรงเรียก!: กับการรับมือแบบมารีย์

ทุกวันนี้   เราท่านหลายคนต้องพบกับความผิดคาด  ผิดหวัง  ท้อแท้ หมดแรงในชีวิต   บ้างตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ตนไม่พึงประสงค์   บ้างไม่คาดคิดเลยว่าตนจะพบกับสถานการณ์เลวร้ายอย่างที่เป็นอยู่   บ้างต้องตัดสินใจที่ก้าวเคลื่อนไปข้างหน้าทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ปลายทางของมันจะเป็นอย่างไรกันแน่

อยากจะบอกว่า  คนที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า   มิได้มีชีวิตที่สวยหรูวิจิตรน่าพึงพอใจเสมอไป   แต่ส่วนใหญ่แล้ว “การทรงเรียกของพระเจ้า”  ทำให้คนนั้นต้องพบกับสถานการณ์ที่  ผิดคาด ผิดหวัง เสียใจ  จนกระทั่งบางคนอาจจะหมดกำลังที่จะเคลื่อนต่อไปในชีวิต  บ้างหาทางหลบลี้...

มารีย์ เป็นคนหนึ่งที่พบกับวิกฤติชีวิตจากการทรงเรียกของพระเจ้า   แล้วเธอมีท่าทีอย่างไร?  เธอตอบสนองอย่างไร ต่อวิกฤติชีวิตจากการทรงเรียก?

ความคาดหวังของเธอมิได้ขึ้นอยู่กับใครบางคน!

สำหรับมารีย์ เป็นการง่ายอย่างยิ่งที่เธอจะตั้งความคาดหวังของเธอในตัวของโยเซฟ   เธอจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือให้แผนการของพระเจ้าสำเร็จ แต่เท่าที่เธอรู้ โยเซฟกำลังคิดที่จะจากเธอไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อเขารู้ว่าเธอตั้งครรภ์?

เมื่อมารีย์ตอบสนองสาส์นที่ทูตสวรรค์นำมาจากพระเจ้าถึงเธอ   เธอกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า...” (ลูกา 1:38ก. อมธ.)  ผู้ที่จะตอบสนองการทรงเรียกด้วยการเชื่อฟังพระเจ้าเพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าคือตัวของมารีย์เอง   เธอไม่ได้คาดหวังจากใครคนอื่น   เธอมุ่งมองไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า   ใส่ใจในการทรงเรียกและพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อเธอ  ไม่ว่าโยเซฟจะอยู่หรือจะไปจากเธอ

เมื่อเรามั่นใจว่าชีวิตของเราได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า   ตัวเราเองต้องมุ่งมองที่พระองค์และมั่นใจในการทรงเรียกและพระสัญญาของพระองค์   ความคาดหวังของเรามุ่งคาดหวังในพระเจ้าเท่านั้น  

อย่ามีความคาดหวังขึ้นอยู่กับ “มุมมองของคนอื่น” ที่มีต่อเรา

ถ้ามารีย์เอาความคาดหวังของเธอไปขึ้นอยู่กับเรื่องชื่อเสียง ภาพลักษณ์ที่คนอื่นมอง  คนอื่นคิดและเข้าใจ  ถ้าเธอมีมุมมองว่า เมื่อเป็นแผนดำเนินการที่มาจากพระเจ้าจะต้องเป็นแผนการที่ดีเยี่ยมไม่มีที่ติ  “ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี”   ถ้าเธอคาดหวังในสิ่งเหล่านี้  ก็จะต้องพบกับความผิดหวังเสียใจแน่

ทูตสวรรค์บอกชัดว่า  “มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เธอเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า” (ลูกา 1:30 อมธ.)  เธอกำลังจะมีประสบการณ์สิทธิพิเศษกว่าบุตรีทั้งหลายในตระกูลดาวิด   แต่ “ความโปรดปราน” ของพระเจ้าจะมีผลอย่างไรในชีวิตของเธอ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีผลต่อเรื่องชื่อเสียงของเธอในสังคมอย่างไร?  แล้วคนรอบข้างจะเข้าใจสิ่งใหม่ในพระราชกิจของพระเจ้าทรงกระทำที่อยู่เหนือมารีย์ที่จะควบคุมได้อย่างไร? 

อย่ามีความคาดหวังขึ้นอยู่กับบางที่บางแห่ง

ในชีวิตของเราแต่ละคน จะมีที่บางแห่งที่เราชอบ คุ้นชิน และรู้สึกปลอดภัย  ที่เราเลือกจะไปที่นั่นเมื่อชีวิตประสบกับวิกฤติ   สำหรับมารีย์เธอไปหานางเอลิซาเบธญาติสนิท แม้จะเป็นเหมือนที่หลบภัยทางสังคมของเธอ  แต่เธออยู่ที่นั่นได้เพียง 6 เดือน  จากนั้น เธอตัดสินใจเผชิญกับความจริงจากการทรงเรียก  เธอกับโยเซฟมุ่งหน้าสู่เบธเลเฮม   ที่บางแห่งที่ปลอดภัย คุ้นชิน มิได้ช่วยให้เราเผชิญหน้ากับวิกฤติจากการทรงเรียกได้   แต่การก้าวเดินออกไปเผชิญกับวิกฤติต่างหากที่เราจะเห็นพระราชกิจพระเจ้าในชีวิต

บทเรียนชีวิตที่ได้รับจากมารีย์

สิ่งสำคัญประการแรกที่พึงสังเกตคือ  ในเหตุการณ์การทรงเรียกของพระเจ้า   มารีย์ดูเหมือนว่า เธอมิได้เข้าใจทุกอย่างในแผนการของพระเจ้า  หรือ แม้แต่ความเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้ากำลังกระทำพระราชกิจของพระองค์ในขณะนั้น  และนี่คือบทเรียนอันสำคัญสำหรับเราว่า  คนที่พระเจ้าทรงเรียกนั้นมิได้เข้าใจรายละเอียดในแผนการตามการทรงเรียกทุกเรื่องเสมอไป

สิ่งสำคัญประการที่สองคือ อยู่เหนือ “สายตาคนรอบข้างที่มองเธออย่างตัดสิน”   เธอไม่ยอมให้ “ความคิดเห็นของคนรอบข้าง” ที่มองเธอมีอิทธิพลเหนือ “ความสำคัญแห่งการทรงเรียกของพระเจ้า”  ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจทุกรายละเอียดในแผนการแห่งการทรงเรียกของพระเจ้า  การขาดรายละเอียดที่ชัดเจนในการทรงเรียกไม่ได้ทำให้เธอสูญเสียความมั่นใจในแผนการการทรงเรียกของพระเจ้า   ในวินาทีนี้เธอเลือกที่จะยอมรับเอาความคิดใหม่ความเข้าใจใหม่จากการทรงเรียกจากพระเจ้าที่มาถึงเธอ

สิ่งสำคัญประการที่สาม  จากบทเรียนชีวิตของมารีย์  ทำให้ได้เรียนรู้ว่า   เมื่อชีวิตเผชิญหน้ากับวิกฤติ   เมื่อชีวิตต้องการที่จะหลุดพ้นจากความเสียใจผิดหวัง  เมื่อชีวิตไปถึง “ทางแพร่ง”   เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับสิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมในความคาดคิดของตน   ในเวลาที่จะต้องสละสิ่งที่มีค่าคุ้นชินในชีวิตของตนไปยังที่ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร   ในสถานการณ์เช่นนี้นำมาซึ่งความสิ้นหวังท้อใจ หมดกำลังชีวิต   แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้จากมารีย์คือ  เธอนำเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาใคร่ครวญในจิตใจในความคิดของเธอ   และนี่คือโอกาสที่เธอจะเติบโตขึ้น และ มีวุฒิภาวะในชีวิตและความเชื่อจากการเปิดเผยของพระเจ้า  

บทเรียนที่ผู้คนไม่อยากรับคือ  ในเวลาที่สิ้นหวัง หมดแรง   มารีย์ได้เรียนรู้ว่า  พระเจ้าสามารถใช้สถานการณ์สิ้นหวัง เสียใจ และเมื่อชีวิตหมดแรง  ในการพัฒนาให้เธอมีความเชื่อที่มั่นคงขึ้นในพระเจ้า   มารีย์มิได้วางความมั่นใจในตนเอง ในเพื่อนฝูง  ในมนุษย์  ในตำแหน่ง  ในทรัพย์สินเงินทองสิ่งของ  หรือมิได้มั่นใจในที่ใดที่หนึ่ง   แต่เธอมีความคาดหวัง  มีความมั่นใจในพระเจ้าเท่านั้น    สถานการณ์เหล่านี้กลับกลายเป็นโอกาสและเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้ในการเสริมสร้างเราแต่ละคนให้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพตามที่พระเจ้าทรงเรียกเรา และ ตามที่พระองค์ต้องการใช้เรามากขึ้น

คริสต์มาสปีนี้พระเจ้าทรงเรียกท่านในเรื่องอะไรครับ?  

แล้วท่านจะตอบสนองการทรงเรียกของพระองค์อย่างไรครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

07 พฤษภาคม 2561

ทำไมพระเจ้าให้เราเผชิญกับวิกฤติชีวิตอย่างยืดเยื้อ?

บางคนอ่านเรื่องราวยาโคบปล้ำสู้กับบุรุษท่านหนึ่ง(ซึ่งรู้กันว่าคือพระเจ้า)ตลอดคืนยังรุ่งแต่ไม่สามารถเอาชนะสักที  บางท่านเกิดคำถามในใจว่า   ยาโคบเก่งแค่ไหนนะพระเจ้าถึงสู้ไม่ชนะสักที?   หรือ ไม่ก็ถามในทำนองที่ว่า  ทำไมพระเจ้าไม่เผด็จศึกเอาชนะยาโคบให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย?   ทำไมพระองค์ปล่อยให้การปล้ำสู้ยาวยืดเยื้อจนถึงรุ่งสาง(หมดเวลาสำหรับพระเจ้า???)? (ดู ปฐมกาล 32:26)   ท่านเคยมีประสบการณ์ในชีวิตที่ต้องปล้ำสู้กับปัญหาอย่างยาวนานไหม?   ทำไม?

ทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้วิกฤติชีวิตที่เกิดขึ้นกับเราเป็นไปอย่างยืดเยื้อ(ตามความรู้สึกของเรา  หรือ บางครั้งก็เป็นจริงเช่นนั้น)  ทำไมพระองค์ไม่ลงมือจัดการแก้ไขทันทีเมื่อเราอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์   เรามักพบว่า พระเจ้าจะทรงให้วิกฤตินั้นดำเนินต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง   ทั้งนี้เพราะพระองค์ต้องการที่จะทำให้เรารู้ตัว หรือ รู้เท่าทันตนเองว่าจริง ๆ แล้วเราได้เชื่อและวางใจในพระองค์แค่ไหน?   และเราแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจหรือเปล่า?

การที่พระเจ้าทรงตอบสนองวิกฤติและการอธิษฐานของเราทันทีทันใด   อาจจะสร้างความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนว่า การอธิษฐานเป็นเหมือนวิธีการวิเศษ เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จ  เมื่อต้องการก็อธิษฐาน(กดปุ่ม)แล้วมันจะเกิดขึ้นตามที่ต้องการ?   แต่พระเจ้าใช้วิกฤติในการเสริมสร้างคนของพระองค์ให้มีความเชื่อ ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ และเติบโตขึ้นในความสัมพันธ์และเชื่อศรัทธาในพระองค์

บ่อยครั้งที่ผมเห็นเพื่อนคริสตชนจำนวนมาก   ที่อธิษฐานร้องทูลขอการอัศจรรย์จากพระเจ้าให้ช่วยปลดหนี้มหาศาล หนักอึ้งที่ทับถมในชีวิตของเขา  เพราะเขาไม่รู้จะไปพึ่งใครที่ไหนได้อีกแล้ว

เขาทูลขอพระเจ้าทำการอัศจรรย์ให้หนี้ของเขาหลุดลอยออกจากชีวิตในทันที!

แต่น่าคิดว่า   เขาได้เรียนรู้หรือไม่ว่า   หนี้สินรุงรังและหนักอึ้งของเขามันเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติการเงินและหนี้สินไหม?   แน่นอนว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นมีที่มา มีสาเหตุ  เขาและครอบครัวมีส่วนที่ทำให้หนี้สินเกิดและพอกพูนขึ้น   แล้ววันหนึ่งก็มาขอพระเจ้าช่วยขจัดปัดเป่าหนี้เหล่านั้นให้อันตรธานหายวับไปชั่วพริบตานั้นถูกต้องแล้วหรือ?   สมมติว่า หนี้นั้นเกิดหลุดลอยไปจริง   เราท่านต่างไม่คิดหรือว่า เขาจะไม่กลับก่อหนี้ยืมสินใหม่อีกหรือ?   เพราะถ้าหนี้ท่วมหัวก็สามารถกลับมาขอให้พระเจ้าปลดหนี้ได้?

พระเจ้าสนใจและใส่ใจหนี้สินที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคน   พระเจ้าประสงค์ที่จะช่วยเราให้สามารถปลดหนี้   ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าประสงค์ให้เราได้เรียนรู้ที่จะไม่กลับไปก่อหนี้ใหม่!   ทำอย่างไรที่จะไม่เป็นหนี้?  จะใช้จ่ายและบริหารจัดการเงินทองในชีวิตประจำวันอย่างไร?  เราจะสามารถหยุดการใช้เงินล่วงหน้า(คือใช้เงินส่วนที่เรายังไม่มี)ได้อย่างไร?  พระองค์ประสงค์ที่จะเสริมสร้างวินัยชีวิตการเงินของเรา   และตลอดระยะเส้นทางการทรงใส่ใจของพระเจ้า   พระองค์ทรงเคียงข้างเราในความทุกข์ยากลำบากในชีวิต   จนเวลาที่โซ่ตรวนแห่งหนี้สินหลุดจากชีวิตของเราพระองค์ก็ยังจะอยู่กับต่อไป

ถ้าขณะนี้ที่กำลังอยู่ในวิกฤติชีวิตเรื่องหนี้สิน   ขอยืนมั่น ณ จุดความจริงนั้น  อย่าท้อถอยยอมแพ้   อย่าหลบหนีจากความจริง    ทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วค่ำคืนเดียว   เพราะบางคนใช้เวลาที่ก่อตัวพอกพูนปัญหานั้นมาเป็นระยะเวลายาวนาน   แต่ละท่านอาจจะมีรูปแบบที่ก่อเกิดปัญหี่แตกต่างกันออกไป  บางปัญหาฝังลึกในตน  ไม่ว่าการตอบโต้สื่อสารกับคนอื่น  วินัยชีวิตเชิงลบ ที่สร้างสั่งสมมาเป็นแรมปี   ขอบอกตรงไปตรงมา ณ ที่นี้ว่า   พระเจ้าจะไม่ลบล้างสิ่งเหล่านั้นออกจากชีวิตของเราหมดไปทันที   พระองค์ยังใส่ใจ และ เสริมสร้างให้เราค่อย ๆ เรียนรู้ปัญหาที่ซับซ้อนนั้นทีละชั้น   อย่างที่เราลอกหอมหัวใหญ่ทีละชั้น   ค่อย ๆ แกะออกทีละชั้น  ความหวังค่อย ๆ เกิดมากขึ้น  บางคนก็แสบตา น้ำตาไหล  แต่จงมั่นใจเถิดครับ พระเจ้าอยู่กับเรา  พระองค์เคียงข้างเรา   พระองค์คอยบอกและค่อย ๆ เอื้อให้เราได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิตของตนเองลึกลงไปทีละชั้น   ด้วยวิธีนี้พระเจ้าช่วยให้เราค้นพบตนเอง และ เรียนรู้การจัดการปัญหาจากพระองค์ไปทีละก้าวทีละขั้น   ให้เราวางใจในการทรงชี้นำและสำแดง   ให้เราได้เรียนรู้จากพระองค์

อย่าลืมว่า พระเจ้าอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ชีวิต   พระเจ้ากระทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในชีวิต   เมื่อท่านทูลขอต่อพระองค์ให้ทรงช่วยแก้ปัญหาในชีวิต   ท่านจะต้องวางใจในการทรงประทานของพระองค์ในชีวิตของเรา   แล้วเราจะได้รับประสบการณ์แห่งสันติสุข พระปัญญา  และ พระพรจากพระองค์   พร้อมทั้งการทรงช่วยกู้ที่มากยิ่งกว่าความเข้าใจและต้องการของเราเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

28 กุมภาพันธ์ 2561

ทำไมพระเจ้าให้เราเผชิญกับวิกฤติชีวิตอย่างยืดเยื้อ?


บางคนอ่านเรื่องราวยาโคบปล้ำสู้กับบุรุษท่านหนึ่ง(ซึ่งรู้กันว่าคือพระเจ้า)ตลอดคืนยันรุ่งแต่ไม่เอาชนะสักที  บางท่านเกิดคำถามในใจว่า   ยาโคบเก่งแค่ไหนนะพระเจ้าถึงสู้ไม่ชนะสักที?   หรือ ไม่ก็ถามในทำนองที่ว่า  ทำไมพระเจ้าไม่เผด็จศึกเอาชนะยาโคบให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย?   ทำไมพระองค์ปล่อยให้การปล้ำสู้ยาวยืดเยื้อจนถึงรุ่งสาง? (ดู ปฐมกาล 32:26)   ท่านเคยมีประสบการณ์ในชีวิตที่ต้องปล้ำสู้กับปัญหาอย่างยาวนานไหม?   ทำไม?

ทำไมพระเจ้าถึงอนุญาตให้วิกฤติชีวิตที่เกิดขึ้นกับเราเป็นไปอย่างยืดเยื้อ(ตามความรู้สึกของเรา  หรือ บางครั้งก็เป็นจริงเช่นนั้น)  ทำไมพระองค์ไม่ลงมือจัดการแก้ไขทันทีเมื่อเราอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์   เรามักพบว่า พระเจ้าจะทรงให้วิกฤตินั้นดำเนินต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง   ทั้งนี้เพราะพระองค์ต้องการที่จะทำให้เรารู้ตัวว่าจริง ๆ แล้วเราได้เชื่อและวางใจในพระองค์แค่ไหน?   และเราแสวงหาพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจหรือเปล่า?

การที่พระเจ้าทรงตอบสนองวิกฤติและการอธิษฐานของเราทันทีทันใด   อาจจะสร้างความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนได้ว่า   การอธิษฐานเป็นเหมือนวิธีการวิเศษ  เมื่อต้องการก็อธิษฐานแล้วมันจะเกิดขึ้นตามที่ต้องการ?   แต่พระเจ้าใช้วิกฤติในการเสริมสร้างคนของพระองค์ให้มีความเชื่อ ไว้วางใจในพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจ

บ่อยครั้งที่ผมเห็นเพื่อนคริสตชนจำนวนมาก   ที่อธิษฐานร้องทูลพระเจ้าให้ช่วยปลดหนี้มหาศาล และ หนักอึ้งที่มีในชีวิตของเขา   และทูลขอการอัศจรรย์จากพระเจ้าในการช่วยปลดหนี้ของเขาทันที   เพราะเขาไม่รู้จะไปพึ่งใครที่ไหนได้อีกแล้ว

เขาทูลขอพระเจ้าทำการอัศจรรย์ให้หนี้ของเขาหลุดลอยออกจากชีวิตในทันที!

แต่น่าคิดว่า   เขาได้เรียนรู้หรือไม่ว่า   หนี้สินรุงรังและหนักอึ้งของเขามันเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติการเงินและหนี้สินไหม?   แน่นอนว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นมีที่มา มีสาเหตุ  เขาและครอบครัวมีส่วนที่ทำให้หนี้สินเกิดและพอกพูนขึ้น   แล้ววันหนึ่ง มาขอพระเจ้าขจัดปัดเปล่าหนี้เหล่านั้นให้อันตรธานหายวับไปชั่วพริบตานั้นถูกต้องแล้วหรือ?   สมมติว่า หนี้นั้นเกิดหลุดลอยไปจริง   เราท่านต่างไม่คิดหรือว่า เขาจะไม่กลับก่อหนี้ยืมสินใหม่อีกหรือ?   เพราะถ้าหนี้ท่วมหัวก็สามารถกลับมาขอให้พระเจ้าปลดหนี้ได้อีก?

พระเจ้าสนใจและใส่ใจหนี้สินที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคน   พระเจ้าประสงค์ที่จะช่วยเราให้สามารถปลดหนี้   ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าประสงค์ให้เราได้เรียนรู้ที่จะไม่กลับไปก่อหนี้ใหม่   ทำอย่างไรที่จะไม่เป็นหนี้อีก  จะใช้จ่ายและบริหารจัดการเงินทองในชีวิตประจำวันอย่างไร  เราจะสามารถหยุดการใช้เงินล่วงหน้า(คือใช้เงินส่วนที่เรายังไม่มี)ได้อย่างไร?  พระองค์ประสงค์ที่จะเสริมสร้างวินัยชีวิตการเงินของเรา   และตลอดระยะเส้นทางการทรงใส่ใจของพระเจ้า   พระองค์เคียงข้างเราในความทุกข์ยากลำบากในชีวิต  จนกว่าเวลาที่โซ่ตรวนหนี้สินหลุดจากชีวิตของเรา

ถ้าขณะนี้ที่กำลังอยู่ในวิกฤติชีวิตเรื่องหนี้สิน   ขอยืนมั่น ณ จุดความจริงนั้น  อย่าท้อถอยยอมแพ้   อย่าหลบหนีจากความจริง    ทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วค่ำคืน   เพราะบางคนใช้เวลาที่ก่อตัวพอกพูนปัญหานั้นมาเป็นระยะเวลายาวนาน   บางท่านอาจจะมีรูปแบบที่ก่อเกิดปัญหาบางปัญหาฝังลึกในตน  ไม่ว่าการตอบโต้กับคนอื่น  วินัยชีวิตเชิงลบ ที่สร้างสั่งสมมาเป็นแรมปี   ขอบอกตรงไปตรงมา ณ ที่นี้ว่า   พระเจ้าจะไม่ลบล้างสิ่งเหล่านั้นออกจากชีวิตของเราหมดไปทันที   พระองค์คอยใส่ใจ และ เสริมสร้างให้เราเรียนรู้ปัญหาที่ซับซ้อนนั้นทีละชั้น   อย่างที่เราลอกหอมหัวใหญ่ทีละชั้น   ค่อย ๆ แกะออกทีละชั้น   แต่ความหวังค่อย ๆ เกิดมากขึ้น   จงมั่นใจเถิดครับ พระเจ้าอยู่กับเรา  พระองค์เคียงข้างเรา   พระองค์ค่อย ๆ บอกให้เรารู้จักที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิตของตนเองลึกลงไปทีละชั้น   ด้วยวิธีนี้พระเจ้าช่วยให้เราค้นพบตนเอง และ เรียนรู้การจัดการปัญหาจากพระองค์ไปทีละก้าวทีละขั้น   ให้เราวางใจในการทรงชี้นำและสำแดงให้เราได้เรียนรู้จากพระองค์

อย่าลืมว่า พระเจ้าอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ชีวิต   พระเจ้ากระทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในชีวิต   เมื่อท่านทูลขอต่อพระองค์ให้ทรงช่วยแก้ปัญหาในชีวิต   ท่านจะต้องวางใจในการทรงประทานของพระองค์ในชีวิตของเรา   แล้วเราจะได้รับประสบการณ์แห่งสันติสุข พระปัญญา  และ พระพรจากพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

18 มกราคม 2554

เมื่อต้องรอคอยในยามที่ชีวิตวิกฤติ

43และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล” เขาก็ลุกขึ้นมองและตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” และท่านบอกว่า “จงไปดูอีกเจ็ดครั้ง” 44และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล ...”(1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สตรีคริสเตียนที่ติดตามพระคริสต์อย่างอุทิศตนคนหนึ่ง ชีวิตของเธอถูกดึงระหว่างความเชื่อกับสถานการณ์ทุกข์ยากลำบาก เกิดการต่อสู้กันในตัวเธอระหว่างความเชื่อศรัทธาในพระเจ้ากับความรู้สึกสิ้นหวังในสถานการณ์ที่เธอกำลังถูกทดลอง เธออธิษฐานแต่ตอนนี้เกิดความไม่แน่ใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเธอต่อไปหรือไม่ ในแต่ละวันเธอพยายามมุ่งมองหาแสงสว่าง แต่เธอไม่เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกข้างหนึ่ง” เลย

ท่านเคยประสบกับสถานการณ์อย่างเช่นสตรีคริสเตียนคนนี้หรือไม่? หรือคนที่ท่านรักหรือใกล้ชิดท่านเคยพบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้หรือไม่? ตอนนี้ยังอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่หรือเปล่า? ทางของพระเจ้าและเวลาของพระองค์นั้นล้ำลึกอย่างไม่ต้องสงสัย บางครั้ง บนเส้นทางของพระเจ้านั้นดูวุ่นวายสับสน แต่พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา ทรงจัดเตรียมกำลังและความหวังสำหรับเราเมื่อเราทูลขอต่อพระองค์... แต่การที่เราจะต้องรอคอยนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากแต่เป็นวินัยด้านชีวิตจิตวิญญาณ

เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระคัมภีร์ที่ชี้ชัดถึงภาพที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ที่ทูลขอและรอคอยพระองค์ ภาพของพระเจ้าที่ทรงสัตย์ซื่อในเรื่องราวของเอลียาห์เป็นเรื่องที่ติดตาตรึงใจผู้อ่านอย่างยิ่ง (ตอนนี้ให้ท่านอ่านพระธรรม 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 และ 18) เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่น่าทึ่งและยอดนิยมของชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของเอลียาห์เปี่ยมด้วยพลังอำนาจและน่าอัศจรรย์ เฉกเช่นที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของสตรีคริสเตียนท่านนั้น และในชีวิตของเราแต่ละคนด้วย

เป็นเวลาหลายปีที่อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล และเยเซเบลพระมเหสีได้ประพฤติชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์นมัสการรูปเคารพ นมัสการพระบาอัลแทนที่จะนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าที่เที่ยงแท้ด้วยความสัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นการกระทำให้พระเจ้าพิโรธ พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ และเอลียาห์ได้ทูลกษัตริย์อาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท” (1พงศ์กษัตริย์ 17:1) อาหับโกรธเป็นเดือดเป็นแค้น พระองค์ต้องการให้เอลียาห์ตายๆ ไปเสีย แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการชีวิตของเอลียาห์ พระองค์ทรงนำและปกป้องเอลียาห์และจัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในชีวิตของเอลียาห์ในช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้ง

ในปีที่สามแห่งความแห้งแล้งนั้น พระเจ้าให้เอลียาห์กลับไปเฝ้ากษัตริย์อาหับ และท้าให้ประลองพิสูจน์ว่าพระเจ้าของใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้ที่ภูเขาคารเมล เป็นเหมือนมวยโลกคู่เอก เป็นการต่อสู้ระหว่างพระบาอัลกับบรรดาพระผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จของเขาในมุมหนึ่ง พบกับพระเจ้าพระเยโฮวาห์กับเอลียาห์อีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ยกที่หนึ่ง พวกของพระบาอัลทำพิธีสัตวบูชาแก่พระของพวกเขาร้องเรียกพระเจ้าของเขาตั้งแต่เช้ายันบ่ายเพื่อขอไฟจากฟ้า แต่พระบาอัลกลับเงียบเชียบ ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะพระบาอัลมิใช่พระเจ้าที่เที่ยงแท้

เอลียาห์รู้และมั่นใจว่า ท่านรับใช้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจ เอลียาห์ขึ้นไป “บนเวที” ด้วยความมั่นใจ ท่านซ่อมแซมแท่นบูชาของพระเจ้า เตรียมเครื่องถวายบูชา แล้วได้ทูลขอต่อพระเจ้าโปรดสำแดงความเป็นพระเจ้าโดยการส่งไฟลงจากฟ้ามายังเครื่องบูชา พระเจ้าทรงส่งไฟลงมายังแท่นเครื่องบูชา พระบาอัลถูกน๊อกล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า

เมื่อการประลองจบสิ้นลง พระเจ้าให้เอลียาห์ไปบอกกษัตริย์อาหับว่า 41...“ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา” (1พงศ์กษัตริย์ 18:41) กษัตริย์อาหับกลับวัง ส่วนเอลียาห์กลับไปบนเขาคาราเมล เพื่อไปดูฝนอันอัศจรรย์จากพระเจ้า

เอลียาห์บอกคนใช้ของตนว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล”

คนใช้ของท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” เอลียาห์สั่งให้คนใช้ไปดูถึงเจ็ดครั้ง

ในครั้งที่เจ็ดคนใช้ของเอลียาห์บอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล” (1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สิ่งที่สะดุดตาของผมเมื่อศึกษาในพระธรรมตอนนี้คือ เอลียาห์ไม่ได้รับคำตอบการอัศจรรย์จากพระเจ้าทันที พระเจ้าเปิดท้องฟ้าแล้วเทฝนและให้พายุตกกระหน่ำลงมันทันทีไม่ได้หรือ? ได้แน่ แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เอลียาห์ต้องรอคอย คนใช้ของท่านต้องลุกขึ้นไปดูครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเจ็ดครั้ง

มิใช่มีแต่ท่านและผมที่ต้องรอคอย ขนาดเอลียาห์ก็ต้องรอ ท่านที่รัก...พระประสงค์ของพระเจ้าก็คือพระประสงค์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของมนุษย์ แต่เรามนุษย์จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเรายอมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นเองเราจึงพบกับพระกำลังของพระเจ้าและสันติสุขในพระองค์ แม้ในเวลาที่เรารอคอยก็ตาม

45และอยู่มาอีกครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม และมีฝนหนัก... (1พงศ์กษัตริย์ 18:45)

อีกครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ให้เราใคร่ครวญดูว่า พระเจ้าทรงใช้เอลียาห์ในงานที่ใหญ่โต เอลียาห์พูดในนามของพระเจ้า ท่านเป็นทหารแนวหน้าของพระเจ้า ท่านได้ช่วยเด็กที่ตายแล้วได้กลับมีชีวิตเพื่อเป็นพระพรแก่แม่ของเด็กที่เป็นหม้าย และเอลียาห์นำในการอัศจรรย์ของพระเจ้าให้ไฟตกลงมาจากฟ้า... ได้เผาไหม้เครื่องบูชา และทำให้จิตใจของอิสราเอลหันกลับมาหาพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงทำผ่านเอลียาห์ แต่เมื่อเอลียาห์เผชิญหน้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน พระเจ้ายังให้เอลียาห์รอคอย รอคอยเวลาของพระองค์ รอคอยการกระทำพระราชกิจของพระองค์

เมื่อท่านตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจและรู้สึกว่าดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ยินคำร้องทูลของท่าน ท่านถูกบังคับให้รอคอยพระเจ้า เมื่อท่านพบว่าชีวิตของท่านถูกดึงระหว่างความเชื่อศรัทธากับสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ในชีวิต เมื่อท่านพบว่า ในเวลานั้น “ท่านไม่มีอะไรเลย” ไม่มีสิ่งที่จะบ่งบอกถึงการอัศจรรย์ของพระเจ้าที่น่าจะเกิด ในเวลาเช่นนั้น โปรดระลึกว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ทรงฤทธานุภาพ และพระองค์ทรงเป็นคำตอบ ท่านเคยพบกับพระองค์ครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ท่ามกลางความยากลำบากในอดีต และท่านจะพบพระองค์ท่ามกลางการทดลองในอนาคต ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชีวิตในขณะนี้จะสุ่มเสี่ยงและท้าทายเพียงใด ท่านจงมั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงเฝ้ามองอยู่ ทรงฟังคำร้องทูลของท่าน และพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถช่วยท่านได้ “4จงแสวงหาพระเจ้า และพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป” (สดุดี 105:4)

11 มีนาคม 2553

พบพระเจ้าในวิกฤติชีวิต

เมื่อตรึกตรองถึงประสบการณ์ ในเหตุการณ์ ในสิ่งต่างๆ และในผู้คนที่ได้สัมผัส พบปะเจอะเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ท่านได้ตระหนักเห็นถึงสาระแก่นสารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่ท่านในผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ท่านมีโอกาสซึมซับและร่วมรู้สึกยินดี, ปวดร้าว, ว้าเหว่, สิ้นหวังที่ดูเหมือนจะตาย แต่กลับเกิดความหวังอีกครั้งในชีวิตร่วมกับธรรมชาติรอบกายและเหตุการณ์รอบข้างที่สะท้อนและสำแดงถึงความรู้สึกแห่งชีวิตออกมาหรือไม่

ท่ามกลางฤดูกาลแห่งชีวิตที่แปรเปลี่ยนเวียนวน, ที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ในคนละฤดูกาลแห่งชีวิตในเวลาเดียวกัน

บางแห่งหนาวแล้งจนดูเหมือนต้นไม้จะยืนแห้ง กำลังตาย ในขณะที่บางแห่งกลับฝนตกฟ้าคะนองจนน้ำท่วมล้น, บางแห่งหิมะตกหนักดูเหมือนไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ท่านคงสัมผัสถึงความทุกข์ ปวดร้าว กังวล สิ้นหวัง และสูญเสียได้

ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาในเมืองเชียงใหม่ เมื่อเดินไปที่ต่างๆ จะพบต้นไม้ใหญ่บางต้นใบร่วงหล่น แห้งกรอบ เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นไปทั้งต้น ดูเหมือนกำลังยืนรอความตาย แล้วมันจะตายจริงหรือไม่นี่!

ทำให้วกไปวิตกกังวลกับสภาพอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงรุนแรง ทำให้ด่วนสรุปฟันธงลงไปว่านี่ก็อีกรายละซิที่เป็นผลกระทบจากอากาศโลกที่เปลี่ยนไป!

อีกไม่กี่วันต่อมา เกิดพายุฝนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูร้อน ฝนตกลมแรง ทำให้ห่วงกังวลว่าแล้วต้นไม้แห้งโกร๋นพวกนั้นจะล้มโค่นลงหรือไม่!

จากนั้นผ่านไปสองอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น ต้นไม้แห้งโกร๋นที่คิดว่ากำลังยืนตายกลับแตกใบอ่อน เกิดชีวิตใหม่(ในต้นไม้แก่ๆ ต้นนั้น)!

เสียงหนึ่งในจิตใจร้องค้านขึ้นว่า ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก มันก็แค่เพียงเป็นไปตามกระบวนการวงจรชีวิตในธรรมชาติเท่านั้น

อีกเสียงหนึ่งถามด้วยความฉงนแต่สงบว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ผ่านมา 1-2 เดือนนี้ ทำไมท่านถึงวิตกกังวลและเป็นห่วงว่า ต้นไม้แก่ต้นนั้นกำลังยืนรอความตายแน่?

ทำไมท่านรีบโยงโยนสาเหตุจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนรุนแรงของโลกนี้ เพื่อจะสามารถเชื่อมโยงถึงต้นเหตุผ่านมาที่ผู้คนทำร้ายทำลายธรรมชาติแวดล้อม?

เมื่อเรามองดูสภาพชีวิตแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนเวียนไปด้วย “แว่นตาแห่งข่าวสารข้อมูล” และข้อสรุปต่างๆ มักโน้มเอียงให้การมองของเราหาสาเหตุของชีวิตที่แปรเปลี่ยนเหล่านั้น แล้วพยายามเชื่อมโยงหาเหตุผล “โยงโยน” ว่าสาเหตุเกิดจากคนอื่น สิ่งอื่น!

แต่ถ้าเรามุ่งมองสภาพชีวิตที่กำลังเป็นไปและเปลี่ยนแปลงด้วย “แว่นตาแห่งชีวิต” ที่มองให้เห็นถึงพระประสงค์ และ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านต้นไม้แก่ต้นนั้น เราจะเห็นความรัก ความงดงามของพระองค์ ที่ทรงเอาใจใส่ด้วยน้ำพระทัยแห่งความรักเมตตาของพระองค์

เราจะเห็นถึงพระประสงค์แห่งการทรงสร้าง, การทรงหนุนเสริม, ค้ำชู, และการทรงกอบกู้ของพระองค์ในเหตุการณ์ชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นวนเวียนด้วยความรักเมตตาอย่างไม่ย่อท้อและเหนื่อยล้า

เราเห็นถึงพระคุณของพระเจ้าท่ามกลางอุปสรรค, วิกฤติชีวิต, การโหมกระหน่ำของผู้ไม่หวังดี, การจู่โจมอย่างไม่ลดละของคนชั่ว เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความสามารถที่เราจะรับมือได้

ในเวลาเช่นนั้น มิใช่เวลาของการสรรหาทฤษฎี ความรู้ เทคนิกวิธีการ, กระบวนการการแก้ปัญหา, การรับมือกับความขัดแย้ง, การจะใช้ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์เชิงไหน!

แต่เป็นเวลาที่เราจะค้นหา รอคอย การทรงเปิดเผยของพระเจ้าถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเหตุการณ์นั้นว่า

พระองค์มีพระประสงค์อะไรที่จะให้สิ่งดีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น?

พระองค์มีน้ำพระทัยเช่นไรต่อมวลชีวิตที่เกี่ยวข้องวนเวียนในสถานการณ์นั้น?

พระองค์ต้องการสอน, เสริมสร้าง, และหล่อหลอมให้เราเป็น “เครื่องมือ” ของพระองค์เพื่อทำอะไร และ อย่างไร?

พระองค์กำลังหนุนเสริมเพิ่มกำลังด้านต่างๆ ในตัวเราให้ทำพันธกิจอะไร แบบใด ในวิกฤติชีวิตที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ด้วย?

สิ่งสำคัญทางคุณธรรมแห่งชีวิตจิตวิญญาณของเราคือ “การรอคอย” เราต้อง “รอคอย” เวลาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนี่เป็นพระราชกิจของพระองค์ ต้องตระหนักชัดเสมอว่า เราเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของพระองค์ เราเป็นเพียง “คนใช้” ของพระองค์

เราต้องไม่ใจร้อนด่วนทำก่อนเวลาในแผนการของพระเจ้า เพราะนั่นเรากำลังทำตามใจของเรา!

ความเข้าใจประการสำคัญคือ เรามักรีบด่วนแสวงหา “ความรู้” ก่อนทำ (เพราะเราคิดว่า เพื่อจะทำอย่างถูกต้อง) แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าเรายอมทำอย่างเชื่อฟัง เราจะเรียนรู้พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า

เราเรียนรู้ จากการเชื่อฟัง
เราเรียนรู้ เราจึงหยั่งรากลงลึกในความเชื่อศรัทธา
เราเรียนรู้ เราจึงเติบโต เข้มแข็ง
เราเรียนรู้ เราจึงเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่คือการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมิใช่หรือ!

ท่ามกลางวิกฤติชีวิต...
จึงเป็นโอกาสที่เราจะพบและสัมผัสกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับการ “ตัดแต่ง” เสริมสร้างและหล่อหลอมจากพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นของชีวิตจิตวิญญาณในพระเยซูคริสต์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราได้รับพระคุณและความรักของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับใช้พระองค์ และ
ในวิกฤติชีวิตนั้นเองเรากำลังอยู่กับพระเจ้า

จงชื่นชมยินดีเถิด

ดังนั้น เราจึงมิใช่ผู้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
แต่ในวิกฤติชีวิตนั้นเอง
พระเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เราต่างหาก

พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน
พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์
แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า
พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย (ปัญญาจารย์ 3:11)

40ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย
41ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร
42ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน
43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม...
48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ (มัทธิว 5:40-48)