แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอคอย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอคอย แสดงบทความทั้งหมด

08 ธันวาคม 2554

รอคอยแบบไหน?

เทศกาลเตรียมรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอย แต่การรอคอยเป็นสิ่งที่ไปคนละทางกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ขาดความอดทนในการรอคอย

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป: จากการรอคอยสู่ความรีบเร่ง

อย่างที่เราท่านมีประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวันแล้วว่า ในสังคมสมัยใหม่หรือสังคมแห่งความทันสมัยนี้เป็นวัฒนธรรมให้คุณค่ากับการเกิดผลิตผล ผลงานที่เกิดขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับ และความสำเร็จในชีวิต ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นถ้าเราสามารถได้สิ่งเหล่านี้โดยการลงทุนลงแรงและใช้ความพยายามที่น้อยลง ใช้เวลาน้อยลง เอื้ออำนวยความสะดวกสบายมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น เช่น การซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า และในเวลาเดียวกันเราก็เกิดความรู้สึกที่ต้องเร่งรีบไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว

ชีวิตทุกวันนี้ตกอยู่ในสภาพเร่งรีบ เร่งรัดมิใช่หรือ? แม้แต่อาหารเช้าของฝรั่งเขายังเรียกว่า “หยุดความรีบเร่ง” (breakfast) นี่แสดงว่ายังรู้ตัวอยู่บ้างนะ แต่กลับยอมรับความรีบร้อนเป็นบรรทัดฐานในวิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบัน

สิ่งสำคัญคือเราท่านถูกเลี้ยงดูหล่อหลอมให้เติบโตในวัฒนธรรมความรีบร้อน มีความอดทนรอคอยลดน้อยลง และเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็ถูกคนรุ่นเราหล่อหลอมต่อไป อิทธิพลวัฒนธรรมความรีบเร่งรีบร้อนนี้กำลังแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างสู่สังคมชนบท และ ชุมชนพี่น้องชาติพันธุ์ เฉกเช่นการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ผมมีโอกาสไปทำวิจัยในชุมชนหนึ่งในพื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ภูเขาอำเภอแม่ออน เชียงใหม่ ของ “คนเมือง” เขาเปลี่ยนไปทำไร่ข้าวโพดอ่อนส่งบริษัท จากการสนทนากลุ่ม ชาวบ้านได้เล่าว่า “ตอนนี้พวกเรากำลังปลูกพืชไร้ญาติ” ทำให้ผมงงอย่างยิ่ง จนออกปากถามว่าทำไมถึงว่าอย่างนั้นครับ? พวกเขาช่วยกันอธิบายว่า เมื่อก่อนนี้เวลามีงานแต่ง งานตาย งานบุญ พวกเราจะไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในฐานะเป็นญาติพี่น้องเป็นคนในชุมชนด้วยกัน แต่เมื่อมาทำไร่ข้าวโพดอ่อนเราไม่มีเวลาไปงานเช่นนั้น ได้แต่ฝากซองไปเท่านั้น ทำให้เราเห็นชัดว่าเราไม่มีความสัมพันธ์อย่างในวัฒนธรรมเดิมของเรา ปัจจุบันพวกเราเป็นเหมือนคนไม่มีญาติ ไม่มีมิตร มีแต่การเป็นสมาชิกสหกรณ์เท่านั้น

วัฒนธรรมทันสมัยแห่งความรีบเร่ง รีบร้อน และการทุ่มเทชีวิตเวลาทั้งหมดที่เรามีให้กับ “ผลผลิตและรายได้” จนต้องตัดสิ่งที่เคยมีค่าอื่นๆ ออกไปจากชีวิต แล้วกลับมารับเอาบรรทัดฐานคุณค่าชีวิตระบบใหม่คือ “ผลผลิตและรายได้” คือคำตอบของชีวิต ดังนั้น จึงทุ่มเททุกวิถีทางให้ได้ผลผลิตและรายได้ให้มากที่สุด ลงแรงลงทุนน้อยที่สุด หรือถ้าจำเป็นต้องทำบางสิ่งบางวิธีที่อาจจะขาดด้อยด้านศีลธรรม จริยธรรม หรือ ตัดทอนความเชื่อความศรัทธาบางประการออกไปก็ยอมทำ ขอให้ได้มาเพียง “ผลผลิตและรายได้ และ ความสำเร็จ” ที่อยู่ข้างหน้า(และอยากได้มากขึ้น)

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสร่วมทีมวิจัยเรื่องชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรท้องถิ่นในบริบทต่างๆ เช่น พี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยง พี่น้องชาติพันธุ์ลาหู่ พี่น้องคริสตจักรในพื้นที่ราบทั้งในเมืองใหญ่ ชานเมือง และชนบท สิ่งที่ผมพบว่าในทุกบริบทมีเหมือนกันคือ วัฒนธรรมความรีบเร่งรีบร้อนในชีวิตคริสเตียน เวลาที่เราจะมีสัมพันธภาพกันอย่างที่ผ่านมาในอดีตน้อยลงจนเกือบขาดหายไป แต่ที่น่าตกใจครับ เราพบความจริงว่า สมาชิกส่วนใหญ่ในคริสตจักรทุกบริบทไม่เว้นแม้แต่ในคริสตจักรของพี่น้องชาติพันธุ์ที่เราเข้าใจว่า “เคร่งครัด” และมีชีวิตใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า กลับเปลี่ยนเป็นชีวิตที่รีบเร่งและรีบร้อนที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีวิตในแต่ละวัน จนไม่มีเวลาที่จะสงบใจอธิษฐานกับพระเจ้า และ ใคร่ครวญถึงพระวจนะของพระองค์ เพราะต้องใช้เวลาในการทำมาหากิน เวลาสุมหัวรวมกลุ่มพูดคุยกันก็จะพูดคุยในเรื่องการทำมาหากิน และ สาระบันเทิงเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจจากสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน เพราะรู้สึกว่าชีวิตนี้ทำงานหนักมาตลอดทุกวัน ต้องการการพักผ่อน ต้องการความบันเทิงในชีวิต โทรทัศน์รายการต่างๆ ละครสำหรับแม่บ้านและเยาวชนคนหนุ่มสาว มวยสำหรับพ่อบ้านและผู้ชาย ตั้งวงสนทนาแล้วดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่อนคลายความเหนื่อยอ่อน และ ฯลฯ ระบบคุณค่าในชีวิตและชุมชนแม้แต่คริสตจักรเปลี่ยนไปมากแล้วครับ

โอกาสพลิกฟื้นรับพระคริสต์เข้าในชีวิตประจำวัน

แล้วช่วงเวลาของเทศกาลเตรียมชีวิตรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์จะเกิดขึ้นได้จริงหรือครับ? นอกจากการประกอบศาสนพิธีในโบสถ์วันอาทิตย์ที่ศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาล และผู้ปกครองพยายามทำให้มีขึ้นตามเทศกาล สมาชิกแต่ละคน ผู้ปกครองแต่ละท่าน ศิษยาภิบาลแต่ละครอบครัวจะสามารถเอาชนะวัฒนธรรมสมัยใหม่แห่งความรีบร้อนเร่งรัดนี้ได้เช่นไร คริสตจักรปัจจุบันจะช่วยให้สมาชิกคนในคริสตจักรที่จะ “รอคอย” พระเจ้า ใคร่ครวญถึงน้ำพระทัยของพระองค์ แสวงหาความเข้าใจถึงพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร? เราจะแน่ใจได้ไหมว่า ระบบคุณค่าของศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง มัคนายก และสมาชิกวัยต่างๆ ในคริสตจักรมิได้เปลี่ยนแปลงและถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมทันสมัยที่เร่งรัดรีบเร่งดังกล่าวมาแล้ว?

ในช่วงเวลาของการเตรียมชีวิตรับการเสด็จมาของพระคริสต์ในชีวิตของเราน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าในการพลิกฟื้นชีวิตและจิตวิญญาณของเราให้เข้มแข็ง มีพลัง เติบโตขึ้นในพระคริสต์ขึ้นใหม่ ทุกวันในช่วงเวลานี้วันหนึ่งอย่างน้อย 10-15 นาทีขึ้นไปเราควรจะ “หยุด” ความรีบเร่งรีบร้อนในชีวิตของเรา เหมือนเราหยุดรถเมื่อมาถึงทางแยก เพื่อดูซ้ายดูขวา ดูหน้าดูหลัง ก่อนจะตัดสินใจเคลื่อนรถต่อไป

ในความรีบเร่งเราจะไม่หยุดรถ เพราะเราคิดว่า “เราเป็นทางเอก” รถคันอื่นต้องหยุดให้ฉันผ่านไปก่อน หรือไม่ก็คิดว่าถนนน่าจะว่างเลยไม่หยุดรถดูซ้ายดูขวา หรือเพราะไฟมันสีเหลืองแล้ว เร่งส่งให้ทันพ้นก่อนไฟแดง หรือไม่ก็บอกกับตนเองว่า ไฟเพิ่งสีแดง ไฟของแยกอื่นยังไม่เขียว รีบเร่งข้ามไปก่อนที่จะต้องเสียเวลารออีก 4-5 นาที และเราก็ใช้นิสัยนี้กับชีวิตและความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าด้วยครับ (จะรู้ตัวหรือไม่ก็มีค่าเหมือนกันครับ)

ให้เรา “หยุด” ความรีบเร่งร้อนใจในชีวิตของเราแต่ละวันอย่างน้อยครั้งละ 10-15 นาทีเพื่อที่จะสงบใจกลับมาอยู่ตรงหน้าพระเจ้า มีเวลาใคร่ครวญถึงพระวจนะของพระองค์ มีเวลาที่จะสนทนาและฟังเสียงของพระองค์ในห้วงสำนึก ความคิด และในจิตวิญญาณของเรา อธิษฐานต่อพระองค์ แสวงหาน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์

จากนั้น ในช่วงที่เราดำเนินชีวิต ทำการงานในวันนั้น ให้เราไวและสนใจว่า พระเจ้าสำแดงพระประสงค์ ผ่านการงานและชีวิตของเพื่อนรอบข้างอะไรบ้าง พระเจ้าตรัสผ่านเพื่อนฝูงคนสนิทอะไรบ้าง แล้วคิดใคร่ครวญว่าเราจะตอบสนองพระองค์อย่างไรท่ามกลางธุรกิจการงาน ความรับผิดชอบ และสัมพันธภาพที่เรามีต่อคนรอบข้าง พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเรา พระองค์สำแดงอะไรบ้างแก่เราในวันนี้ เราจะตอบสนองพระองค์อย่างไร?

แท้จริงแล้ว การรอคอยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเราคุ้นชินกับการรอคอย

หลายคนมีประสบการณ์เชิงลบกับการรอคอย หลายคนไม่ชอบการรอคอย จนมีเพลงเก่าแก่เพลงหนึ่งบอกว่า “การรอคอยคือความเจ็บปวด”

เรารอคอยในลักษณะที่แตกต่างกัน บางคนรอคอยการกลับมาของลูกที่ไปทำงานในต่างจังหวัด/ต่างแดน วันนี้บางคนต้องยืนแถวรอคอยที่จะคิดเงินและจ่ายเงินในห้างสรรพสินค้า บางคนรอยคอยคำตอบจากบริษัทที่ตนไปสมัครงานไว้ บางคนรอคอยที่จะมีบุตร บางคนรอคอยว่าปีนี้จะได้เงินโบนัสเท่าไหร่ บางคนรอคอยที่จะมีคนมาซื้อที่ดินของตน หรือบางคนรอคอยว่าธนาคารจะตอบอย่างไรกับเงินที่ไปทำเรื่องกู้ไว้ หลายต่อหลายคนรอคอยว่าเมื่อไหร่ที่วิกฤติเศรษฐกิจจะผ่านพ้นไปสักที และเมื่อไหร่หนอโอกาสทองทางเศรษฐกิจจะมีมาอีกคำรบหนึ่ง?

รอคอยแบบไหน?

ประสบการณ์การรอคอยในช่วงเวลาการเตรียมชีวิตรับการเสด็จมาของพระคริสต์จะแทรกซึมเข้าในจิตวิญญาณ และช่วยให้การรอคอยในชีวิตในภาวการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้เป็นการรอคอยที่มีคุณค่าและความหมายในชีวิตได้อย่างไร?

การรอคอยโดยทั่วไปแล้ว เรารอคอยผลที่เราคาดหวังหรือต้องการให้เกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้เรา “อดทน” คือความหวังนั้น ถ้าสิ่งที่เราคาดหวังเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากเท่าใดในชีวิตของเรา เราก็จะอดทนได้มากเท่านั้น สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ถ้าในที่สุดสิ่งที่เราคาดหวังเกิดขึ้นเป็นจริง เราก็ดีใจ เรารู้สึกว่าการรอคอยของเราประสบความสำเร็จ เรามีประสบการณ์เชิงบวกต่อการรอคอย และจะส่งผลต่อการรอคอยครั้งต่อๆ ไปในชีวิต

ถ้าการรอคอยนั้นไม่เกิดผลตามคาดหวัง เราจะรู้สึกว่า “เสียเวลา” ที่รอคอย เกิดความไม่พอใจ จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับความคาดหวังในการรอคอยครั้งนั้นว่ามากน้อยแค่ไหน และแน่นอนครับ ประสบการณ์การรอคอยครั้งนี้ก็จะประทับตราเชิงลบในชีวิตจิตใจของเราและมีผลกระทบต่อการรอคอยครั้งต่อๆ ไปในชีวิตด้วยเช่นกัน

แต่การรอคอยในช่วงเวลาการเตรียมชีวิตรับการเสด็จมาของพระคริสต์นั้นแตกต่าง! อย่างน้อยที่สุดมุมมองของการรอคอยการเสด็จมาของพระคริสต์มิใช่การรอคอยในสิ่งที่เราต้องการและคาดหวังในสิ่งที่เราต้องการ แต่เป็นการรอคอยที่แสวงหาว่า ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราผ่านพบในแต่ละวันนั้น พระคริสต์มีพระประสงค์ให้เราทำอะไร ทำอย่างไร ทำกับใคร ทำเพื่ออะไร? นั่นหมายความว่า การเตรียมรับการมาของพระคริสต์คือการเตรียมรับพระประสงค์ของพระเจ้าในเหตุการณ์ที่เราพบเจอในแต่ละวัน เป็นพระประสงค์ของพระคริสต์ที่ต้องการให้เรามีส่วนร่วมกับพระองค์ ที่เราพบเจอในที่ทำงาน ที่เราพบเจอในชุมชน และที่เราพบเจอในคริสตจักรด้วย

ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาของการรอคอยที่แสวงหาพระประสงค์ที่เราจะร่วมพระราชกิจกับพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ที่เราพบในชีวิตของเรา การที่เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละวัน ทั้งที่เราพึงพอใจและสลดท้อแท้ใจ จึงเป็นเวลาที่เราจะใคร่ครวญ แสวงหา ฟังพระสุรเสียงภายในชีวิตจิตใจของเราว่า พระองค์มีพระประสงค์อะไร เพื่อเราจะรับการมาของพระประสงค์นั้น และมอบกายถวายชีวิตเพื่อทำตามพระประสงค์ดังกล่าว ถ้าเรายอมให้พลังแห่งการเสด็จมาของพระคริสต์แทรกซึมเข้าในชีวิตจิตวิญญาณของเราเพื่อขับเคลื่อนชีวิตในสถานการณ์ต่างๆ เช่นนี้แล้ว แน่นอนครับ เราจะประสบพบกับคุณค่าและความหมาย และความชื่นชมยินดีในการเสด็จมาของพระคริสต์ครับ

ถ้าเช่นนั้น ในช่วงเวลาแห่งการเสด็จมาของพระคริสต์ในชีวิตของเราและที่พระคริสต์ทรงบังเกิดในชีวิตของเรา จึงเป็นช่วงเวลาและโอกาสในชีวิตของเรา ที่จะสำแดงน้ำพระทัยของพระคริสต์ที่ทรงเอาใจใส่ปกป้อง ปลอบประโลม ช่วยกอบกู้ผู้เล็กน้อยผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากคน และ ระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่มนุษย์กลุ่มต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แห่งตน

ให้จิตวิญญาณแบบพระคริสต์บังเกิดแทรกซึมเข้าเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตวิญญาณของเรา เฉกเช่น พระราชกิจของพระเมสสิยาห์ตามอิสยาห์ 40:1-11 พระเมสสิยาห์เป็นเหมือนผู้เลี้ยงแกะที่อิสราเอลรอคอย และนี่เป็นพระราชกิจที่พระคริสต์รอคอยให้เราท่านเข้ามีส่วนร่วมตามลักษณะการกระทำพระราชกิจของพระองค์ที่ว่า

พระองค์ทรงเลี้ยงฝูงแกะของพระองค์เหมือนผู้เลี้ยงแกะ
พระองค์ทรงรวบรวมลูกแกะไว้ด้วยพระกรของพระองค์
พระองค์ทรงอุ้มไว้ที่พระทรวง
และจะค่อยๆ นำแม่แกะที่มีลูกอ่อน(ไปพร้อมกับพระองค์)
(อิสยาห์ 40:11 ฉบับมาตรฐาน ในวงเล็บเพิ่มเติมโดยผู้เขียน)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

01 พฤษภาคม 2554

รอคอยพระเจ้า

สดุดี บทที่ 77 (อมตธรรม)

1ข้าพเจ้าร้องทูลให้พระเจ้าทรงช่วย
ข้าพเจ้าร้องทูลให้พระเจ้าทรงสดับฟัง
2ยามทุกข์ยาก ข้าพเจ้าแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า
ยามค่ำคืนข้าพเจ้าชูมือไม่อ่อนล้า
จิตใจของข้าพเจ้าไม่ยอมรับการปลอบประโลม
3ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ระลึกถึงพระองค์ และร้องคร่ำครวญ
ข้าพระองค์ครุ่นคิดและจิตวิญญาณของข้าพระองค์อ่อนระโหยไป
4พระองค์ทรงทำให้ตาของข้าพระองค์ไม่อาจปิดลงได้
ข้าพระองค์ทนทุกข์จนพูดไม่ออก

7“องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทอดทิ้งตลอดไปหรือ?
พระองค์จะไม่ทรงโปรดปรานอีกเลยหรือ?
8ความรักมั่นคงของพระองค์สูญสิ้นไปเป็นนิตย์แล้วหรือ?
พระสัญญาของพระองค์ล้มเลิกไปตลอดกาลหรือ?
9พระเจ้าทรงลืมที่จะเมตตากรุณาแล้วหรือ?
พระองค์ทรงระงับความสงสารเพราะพิโรธแล้วหรือ?”
10แล้วข้าพเจ้าก็คิดว่า “สิ่งนี้แหละที่ทำให้ข้าพเจ้าเจ็บปวด
คือองค์ผู้สูงสุดไม่ทรงสำแดงฤทธานุภาพแห่งพระหัตถ์ขวาอีกแล้ว”
11ข้าพเจ้าจะระลึกถึงพระราชกิจทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ข้าพเจ้าจะระลึกถึงการอัศจรรย์ต่างๆ ของพระองค์ในครั้งเก่าก่อน
12ข้าพเจ้าจะใคร่ครวญถึงพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์
และตรึกตรองพระราชกิจอันเกรียงไกรทั้งปวงของพระองค์

เป็นความรับผิดชอบของใคร
เมื่อจิตวิญญาณของตนแห้งผาก และ ฟุ้งกระจาย ?

ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ชีวิตคริสเตียนของเราต้องจาริกไปในทะเลทรายแห่งจิตวิญญาณ
ท่ามกลางความร้อนระอุ แห้งแล้ง เรารู้สึกว่าพระเจ้าเลือนรางจางหายห่างจากเรามากขึ้นทุกที
การอธิษฐาน การมีชีวิตส่วนตัวกับพระเจ้า
การอ่านพระวจนะของพระองค์ดูเหมือนว่าจะต้องใช้กำลังความพยายามมากมายเหลือเกิน

หลายคนที่ชีวิตมีแนวโน้มตกอยู่ในสภาวะชีวิตที่แห้งแล้ง
บางคนบ่นออกมาว่า
“ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้ใกล้ชิดพระเจ้าอย่างที่ควรจะเป็น
ฉันใช้เวลาในการอธิษฐานไม่พอเพียง”
คำตอบของเขามีก็คือ
เขาต้องอธิษฐานมากกว่านี้
เขาต้องมีเวลาใกล้ชิดพระเจ้านานกว่านี้
เขาจะต้องอ่านพระคัมภีร์มากกว่านี้
เพราะสำหรับบางคนแล้ว
ความแห้งแล้งของชีวิตจิตวิญญาณอาจจะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเกียจคร้าน

แต่นั่นมิใช่เป็นสาเหตุของทุกคนหรือทุกกรณี
ทั้งๆ ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ
บางครั้งเราเกิดความรู้สึกว่า พระองค์ทรงซ่อนพระองค์จากเรา

เราพบว่ามีหนังสือมากมายที่เขียนเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่แห้งแล้งที่ฟุ้งกระจาย
และมักจะโยงใยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการรู้จักพระเจ้า
นักเขียนในคริสต์ศตวรรษ 17 Michael Molinos ได้เขียนไว้ว่า

“ความแห้งแล้ง(ทางจิตวิญญาณ)เป็นเรื่องที่ดีและเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์
และในภาวะเช่นนั้นจะไม่ทำให้ท่านต้องหลุดลอยพ้นจากสายพระเนตรของพระเจ้า
อย่ามองว่าความแห้งแล้งนี้เป็นสิ่งที่น่ารำคาญ ว้าวุ่นใจ”

คำแนะนำมากมายจากคริสเตียนผู้ที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง
ตลอดประวัติศาสตร์ได้เป็นพยานว่า
ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่มีชีวิตที่มุ่งจาริกต่อไปข้างหน้า
อธิษฐานต่อไป ฟังพระเจ้าต่อไป อ่านพระวจนะของพระองค์ต่อไป
มุ่งหน้าเดินต่อไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคง ไม่หยุดยั้ง
ไม่ว่าท่านจะรู้สึกว่ามีภาวะจิตใจจิตวิญญาณว้าวุ่น สับสน อย่างไรก็ตาม
ข่าวดีก็คือ ในที่สุด การสถิตอยู่กับเราของพระเจ้าก็จะกลับชัดเจนขึ้น
และด้วยการจาริกอย่างต่อเนื่อง มั่นคง ด้วยความสัตย์ซื่อ
เราจึงได้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นตามที่เรากระหายหานั้น

ข้อคิดใคร่ครวญ

อย่ารีบด่วนสรุป หลายอย่างยังไม่ลงตัว และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ
พระเจ้ามองสิ่งเหล่านั้นช่างแตกต่างจากมุมองของเราเหลือเกิน
เราพบว่า บางครั้งพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ชีวิตที่แห้งแล้งฟุ้งกระจาย
เพื่อเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่
ให้เจริญ เติบโตขึ้น และพร้อมที่จะเกิดผลตามพระประสงค์ของพระองค์
แล้วเราจะหลีกเลี่ยงหลบหนีจากสถานการณ์แห่งการเสริมสร้างของพระองค์หรือ?

บทเรียนล้ำค่าจากผู้เขียนสดุดีบทที่ 77 คือ...
เมื่อผู้เขียนสดุดีคร่ำครวญ มุ่งมองแต่ความทุกข์ยากของตนเอง
ทำให้ตัวเขายิ่งจมลึกลงในความเจ็บปวด และ สิ้นหวัง
ชีวิตพบแต่ความแห้งแล้ง ฉีกขาด จิตวิญญาณฟุ้งซ่านกระจาย

จากข้อ 2-12 ผู้เขียนมุ่งมองและมุ่งเน้นที่ตนเอง
แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนจุดที่เขามุ่งเน้น
มามุ่งมองที่พระราชกิจอันทรงพระคุณของพระเจ้า

จากข้อ 13-20 ผู้เขียนมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางในการมุ่งมองชีวิตของเขา
และเขาสรุปประสบการณ์ชีวิตของเขาไว้อย่างน่าฟังว่า

“พระมรรคาของพระองค์ผ่านทะเล
ทางของพระองค์ผ่านห้วงน้ำหลาก
แม้ไม่เห็นรอยพระบาทของพระองค์
พระองค์ทรงนำประชากรของพระองค์ไปดั่งฝูงแกะ
โดยมือของโมเสสและอาโรน” (ข้อ 19-20)

18 มกราคม 2554

เมื่อต้องรอคอยในยามที่ชีวิตวิกฤติ

43และท่านสั่งคนใช้ของท่านว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล” เขาก็ลุกขึ้นมองและตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” และท่านบอกว่า “จงไปดูอีกเจ็ดครั้ง” 44และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล ...”(1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สตรีคริสเตียนที่ติดตามพระคริสต์อย่างอุทิศตนคนหนึ่ง ชีวิตของเธอถูกดึงระหว่างความเชื่อกับสถานการณ์ทุกข์ยากลำบาก เกิดการต่อสู้กันในตัวเธอระหว่างความเชื่อศรัทธาในพระเจ้ากับความรู้สึกสิ้นหวังในสถานการณ์ที่เธอกำลังถูกทดลอง เธออธิษฐานแต่ตอนนี้เกิดความไม่แน่ใจว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเธอต่อไปหรือไม่ ในแต่ละวันเธอพยายามมุ่งมองหาแสงสว่าง แต่เธอไม่เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อีกข้างหนึ่ง” เลย

ท่านเคยประสบกับสถานการณ์อย่างเช่นสตรีคริสเตียนคนนี้หรือไม่? หรือคนที่ท่านรักหรือใกล้ชิดท่านเคยพบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้หรือไม่? ตอนนี้ยังอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่หรือเปล่า? ทางของพระเจ้าและเวลาของพระองค์นั้นล้ำลึกอย่างไม่ต้องสงสัย บางครั้ง บนเส้นทางของพระเจ้านั้นดูวุ่นวายสับสน แต่พระเจ้าทรงดีต่อทุกคน เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา ทรงจัดเตรียมกำลังและความหวังสำหรับเราเมื่อเราทูลขอต่อพระองค์... แต่การที่เราจะต้องรอคอยนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากแต่เป็นวินัยด้านชีวิตจิตวิญญาณ

เราพบครั้งแล้วครั้งเล่าในพระคัมภีร์ที่ชี้ชัดถึงภาพที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อต่อผู้ที่ทูลขอและรอคอยพระองค์ ภาพของพระเจ้าที่ทรงสัตย์ซื่อในเรื่องราวของเอลียาห์เป็นเรื่องที่ติดตาตรึงใจผู้อ่านอย่างยิ่ง (ตอนนี้ให้ท่านอ่านพระธรรม 1พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 และ 18) เอลียาห์เป็นผู้เผยพระวจนะที่น่าทึ่งและยอดนิยมของชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของเอลียาห์เปี่ยมด้วยพลังอำนาจและน่าอัศจรรย์ เฉกเช่นที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของสตรีคริสเตียนท่านนั้น และในชีวิตของเราแต่ละคนด้วย

เป็นเวลาหลายปีที่อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล และเยเซเบลพระมเหสีได้ประพฤติชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์นมัสการรูปเคารพ นมัสการพระบาอัลแทนที่จะนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าที่เที่ยงแท้ด้วยความสัตย์ซื่อ ซึ่งเป็นการกระทำให้พระเจ้าพิโรธ พระเจ้าทรงเรียกเอลียาห์ และเอลียาห์ได้ทูลกษัตริย์อาหับว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ นอกจากตามคำของข้าพระบาท” (1พงศ์กษัตริย์ 17:1) อาหับโกรธเป็นเดือดเป็นแค้น พระองค์ต้องการให้เอลียาห์ตายๆ ไปเสีย แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการชีวิตของเอลียาห์ พระองค์ทรงนำและปกป้องเอลียาห์และจัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในชีวิตของเอลียาห์ในช่วงเวลาแห่งความแห้งแล้ง

ในปีที่สามแห่งความแห้งแล้งนั้น พระเจ้าให้เอลียาห์กลับไปเฝ้ากษัตริย์อาหับ และท้าให้ประลองพิสูจน์ว่าพระเจ้าของใครคือพระเจ้าเที่ยงแท้ที่ภูเขาคารเมล เป็นเหมือนมวยโลกคู่เอก เป็นการต่อสู้ระหว่างพระบาอัลกับบรรดาพระผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จของเขาในมุมหนึ่ง พบกับพระเจ้าพระเยโฮวาห์กับเอลียาห์อีกมุมหนึ่ง การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น ยกที่หนึ่ง พวกของพระบาอัลทำพิธีสัตวบูชาแก่พระของพวกเขาร้องเรียกพระเจ้าของเขาตั้งแต่เช้ายันบ่ายเพื่อขอไฟจากฟ้า แต่พระบาอัลกลับเงียบเชียบ ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะพระบาอัลมิใช่พระเจ้าที่เที่ยงแท้

เอลียาห์รู้และมั่นใจว่า ท่านรับใช้พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ทรงพระชนม์อยู่ และพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจ เอลียาห์ขึ้นไป “บนเวที” ด้วยความมั่นใจ ท่านซ่อมแซมแท่นบูชาของพระเจ้า เตรียมเครื่องถวายบูชา แล้วได้ทูลขอต่อพระเจ้าโปรดสำแดงความเป็นพระเจ้าโดยการส่งไฟลงจากฟ้ามายังเครื่องบูชา พระเจ้าทรงส่งไฟลงมายังแท่นเครื่องบูชา พระบาอัลถูกน๊อกล้มคว่ำอย่างไม่เป็นท่า

เมื่อการประลองจบสิ้นลง พระเจ้าให้เอลียาห์ไปบอกกษัตริย์อาหับว่า 41...“ขอเชิญเสด็จขึ้นไปเสวยและดื่มเถิด เพราะมีเสียงฝนกระหึ่มมา” (1พงศ์กษัตริย์ 18:41) กษัตริย์อาหับกลับวัง ส่วนเอลียาห์กลับไปบนเขาคาราเมล เพื่อไปดูฝนอันอัศจรรย์จากพระเจ้า

เอลียาห์บอกคนใช้ของตนว่า “จงลุกขึ้นมองไปทางทะเล”

คนใช้ของท่านตอบว่า “ไม่มีอะไรเลย” เอลียาห์สั่งให้คนใช้ไปดูถึงเจ็ดครั้ง

ในครั้งที่เจ็ดคนใช้ของเอลียาห์บอกว่า “ดูเถิด มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล” (1พงศ์กษัตริย์ 18:43-44)

สิ่งที่สะดุดตาของผมเมื่อศึกษาในพระธรรมตอนนี้คือ เอลียาห์ไม่ได้รับคำตอบการอัศจรรย์จากพระเจ้าทันที พระเจ้าเปิดท้องฟ้าแล้วเทฝนและให้พายุตกกระหน่ำลงมันทันทีไม่ได้หรือ? ได้แน่ แต่พระองค์ไม่ทำเช่นนั้น เอลียาห์ต้องรอคอย คนใช้ของท่านต้องลุกขึ้นไปดูครั้งแล้วครั้งเล่าถึงเจ็ดครั้ง

มิใช่มีแต่ท่านและผมที่ต้องรอคอย ขนาดเอลียาห์ก็ต้องรอ ท่านที่รัก...พระประสงค์ของพระเจ้าก็คือพระประสงค์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ไม่ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความประสงค์ของมนุษย์ แต่เรามนุษย์จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเรายอมเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์นั้นเองเราจึงพบกับพระกำลังของพระเจ้าและสันติสุขในพระองค์ แม้ในเวลาที่เรารอคอยก็ตาม

45และอยู่มาอีกครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็มืดไปด้วยเมฆและลม และมีฝนหนัก... (1พงศ์กษัตริย์ 18:45)

อีกครั้งหนึ่ง ที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ให้เราใคร่ครวญดูว่า พระเจ้าทรงใช้เอลียาห์ในงานที่ใหญ่โต เอลียาห์พูดในนามของพระเจ้า ท่านเป็นทหารแนวหน้าของพระเจ้า ท่านได้ช่วยเด็กที่ตายแล้วได้กลับมีชีวิตเพื่อเป็นพระพรแก่แม่ของเด็กที่เป็นหม้าย และเอลียาห์นำในการอัศจรรย์ของพระเจ้าให้ไฟตกลงมาจากฟ้า... ได้เผาไหม้เครื่องบูชา และทำให้จิตใจของอิสราเอลหันกลับมาหาพระเจ้า สิ่งเหล่านี้เป็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงทำผ่านเอลียาห์ แต่เมื่อเอลียาห์เผชิญหน้ากับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน พระเจ้ายังให้เอลียาห์รอคอย รอคอยเวลาของพระองค์ รอคอยการกระทำพระราชกิจของพระองค์

เมื่อท่านตกอยู่ในสภาพชีวิตที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจและรู้สึกว่าดูเหมือนพระเจ้าไม่ได้ยินคำร้องทูลของท่าน ท่านถูกบังคับให้รอคอยพระเจ้า เมื่อท่านพบว่าชีวิตของท่านถูกดึงระหว่างความเชื่อศรัทธากับสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ในชีวิต เมื่อท่านพบว่า ในเวลานั้น “ท่านไม่มีอะไรเลย” ไม่มีสิ่งที่จะบ่งบอกถึงการอัศจรรย์ของพระเจ้าที่น่าจะเกิด ในเวลาเช่นนั้น โปรดระลึกว่า พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ทรงฤทธานุภาพ และพระองค์ทรงเป็นคำตอบ ท่านเคยพบกับพระองค์ครั้งเมื่อชีวิตตกอยู่ท่ามกลางความยากลำบากในอดีต และท่านจะพบพระองค์ท่ามกลางการทดลองในอนาคต ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชีวิตในขณะนี้จะสุ่มเสี่ยงและท้าทายเพียงใด ท่านจงมั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงเฝ้ามองอยู่ ทรงฟังคำร้องทูลของท่าน และพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถช่วยท่านได้ “4จงแสวงหาพระเจ้า และพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป” (สดุดี 105:4)

04 เมษายน 2553

ชีวิตเรียบง่าย

ส่วนมนุษย์นั้น วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า
เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา สดุดี 103:15
เพราะว่า
บรรดาเนื้อหนังก็เป็นเสมือนต้นหญ้า
และบรรดาศักดิ์ศรีของเขาก็เป็นเสมือนดอกหญ้า
ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป และดอกก็ร่วงโรยไป 1 เปโตร 1:24
เพราะเมื่อตะวันขึ้น
ความร้อนอันแรงกล้าก็กระทำให้หญ้าเหี่ยวแห้งไป และ
ดอกหญ้าก็ร่วงหล่น และ ความงามของมันสูญสิ้นไป
คนมั่งมีก็จะเสื่อมสูญไปกลางคันเช่นกัน ยากอบ 1:11
“เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ…มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ… เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม… แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ “เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว (มัทธิว 6:25, 27, 31, 33-34)

ความเรียบง่ายเป็นสิ่งสำคัญในแผ่นดินของพระเจ้า
ความสำคัญ และ คุณค่าแห่งชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สิ่งของที่เรามี
มิได้ ขึ้นกับความสะดวกสบายที่เราได้รับ
มิได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง หน้าที่การงาน ที่คนได้แต่งตั้งสมมติแก่เรา
มิได้ขึ้นกับชื่อเสียง เกียรติยศ ที่มาสวมครอบ ความคิดและชีวิตของเรา
มิได้ขึ้นอยู่กับความเก่งกาจสามารถ และ ความสำเร็จแห่งแผ่นดินโลก

ความสำคัญและคุณค่าแห่งชีวิต
ขึ้นอยู่กับการที่เรามีความใกล้ชิดสัมพันธ์สนิทสนมกับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่แค่ไหน
ขึ้นอยู่กับเรามีความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ และดำเนินชีวิตไปตามแนวคิดและแนวทางของพระคริสต์หรือไม่
ขึ้นอยู่กับชีวิตที่เราได้ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยรักแบบพระคริสต์ มากกว่าสิ่งที่เรามีจากการไขว่คว้า แสวงหา สะสม หรือฉกชิงมาได้
ขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่เราได้รับการสำแดงเป็นรูปธรรมผ่านชีวิตของเราหรือไม่

ดังนั้น ชีวิตที่เรียบง่าย จึงเป็นชีวิตที่ไม่ต้องกระวนกระวาย ต่อสู้เอาแพ้เอาชนะ
เพราะเป็นชีวิตที่วางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ไวต่อการทรงสำแดงของพระเจ้า
เพราะเป็นชีวิตที่เปิดออกเพื่อให้พระเจ้าใช้ตามแผนการของพระองค์ มากกว่าแผนการแห่งความสำเร็จของตน ดังนั้น ชีวิตที่เรียบง่ายจึงต้องทุ่มเท จริงจัง เชื่อฟังและทำตามแผนการของพระเจ้า
เพราะเป็นชีวิตที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา มิใช่เราอยากทำพระราชกิจของพระองค์
เพราะเป็นชีวิตที่พระเจ้าทรงอวยพระพร มิใช่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ ในแผ่นดินโลกนี้

คุณค่าแก่นแท้แห่งชีวิตที่เรียบง่ายเป็นของประทานจากพระเจ้า มิใช่ดอกผลจากการกระทำที่เก่งกาจของมนุษย์

จงเลือกมีชีวิตที่เรียบง่ายแห่งแผ่นดินของพระเจ้าเสมอ
จงรักและยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างชีวิตของเราอย่างเป็นระบบและเรียบง่าย
ชีวิตที่เรียบง่ายในพระคริสต์ จะบ่มเพาะชีวิตของเราให้ถ่อม สุภาพ รักเมตตา อดทนต่อตนเองและคนรอบข้าง
ชีวิตที่เรียบง่ายเป็นชีวิตที่คุ้นชินกับ “การรอคอย” การทรงนำของพระเจ้าด้วยความหวัง

ในวันนี้...จงดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่าย
มาตรฐานในชีวิตของท่านไม่เป็นไปตามมาตรฐานแห่งโลกนี้
แต่เป็นไปตามมาตรฐานแห่งแผ่นดินของพระเจ้า