แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอกาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โอกาส แสดงบทความทั้งหมด

15 ตุลาคม 2561

15 โอกาสในการอธิษฐานอย่างพระเยซูคริสต์

เราท่านคริสต์ชนต่างรู้ว่าเราแต่ละคนควรอธิษฐาน
แต่หลายต่อหลายครั้งที่พบว่า เมื่อจะเริ่มอธิษฐานจริงมันไม่ง่ายเลย
คริสต์ชนหลายท่านที่ต้องปล้ำสู้กับการอธิษฐาน

คริสต์ชนอาจจะเริ่มอธิษฐานอย่างที่พระเยซูคริสต์ที่เอาจริงเอาจัง และอธิษฐานในทุกบริบท หรือ สถานการณ์ชีวิตที่พระองค์ต้องประสบ   อย่างที่เราสามารถอ่านและศึกษาพบในพระกิตติคุณลูกา

1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการอธิษฐาน:   พอรุ่งเช้าพระเยซูเสด็จไปยังที่สงบเงียบ...(ลูกา 4:2 อมธ.)   และ ใน มาระโก 1:35  บันทึกไว้ว่า พระเยซูไปที่สงบเงียบเพื่ออธิษฐาน

2. ปลีกตัวออกจากฝูงชนเพื่อหาที่สงบอธิษฐาน:  “...กิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือออกไปมากยิ่งขึ้น  จนฝูงชนมากมายพากันมาฟังพระองค์และรับการรักษาโรค  แต่พระเยซูมักจะทรงปลีกตัวไปอยู่ในที่สงบและอธิษฐาน”  (ลูกา  5:15-16 อมธ.)

3. อธิษฐานเพื่อมอบกายถวายชีวิตของตนสำหรับพระราชกิจของพระเจ้า:  “เมื่อคนทั้งหลายกำลังรับบัพติศมาอยู่ พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาด้วย ขณะที่พระองค์ทรงอธิษฐาน ท้องฟ้าก็เปิดออก และพระวิญญาณบริสุทธิ์...เสด็จลงมาประทับเหนือพระองค์  และมีพระสุรเสียงจากฟ้าสวรรค์ว่า “เจ้าคือลูกของเรา ผู้ที่เรารัก เราพอใจเจ้ายิ่งนัก”  (ลูกา 3:21-22 อมธ.)

4. อธิษฐานเผื่อคนที่เราทุ่มเทเสริมสร้างในชีวิตของเขา  เฉกเช่นพระเยซูคริสต์อธิษฐานเผื่อคนที่พระองค์จะสอน สร้างให้เป็นอัครทูตของพระองค์:  “พระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่ออธิษฐานและใช้เวลาอธิษฐานต่อพระเจ้าทั้งคืน  พอรุ่งเช้าพระองค์ทรงเรียกเหล่าสาวกมาหาพระองค์และเลือกสิบสองคนจากพวกเขา ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครทูต” (ลูกา 6:12-13 อมธ.)

5. อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับอาหารในชีวิตประจำวัน:  “พระเยซูทรงรับขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวมา แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นมองฟ้าสวรรค์ ทรงขอบพระคุณพระเจ้า และหักส่งให้เหล่าสาวกแจกจ่ายแก่ประชาชน”  (ลูกา 9:16 อมธ.)

6. มีเวลาอธิษฐานเป็นการส่วนตัว:  “ครั้งหนึ่งขณะพระเยซูทรงกำลังอธิษฐานเป็นการส่วนพระองค์...” (ลูกา 9:18 อมธ.)

7. นำคนอื่นออกไปที่สงบห่างไกลเพื่ออธิษฐานด้วยกัน:  “...พระองค์ทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์น ขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐาน”  (ลูกา 9:28 อมธ.)

8. อธิษฐานด้วยความชื่นชมยินดี:   ขณะนั้นพระเยซูทรงเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีโดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ และตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา... ข้าพระองค์สรรเสริญพระองค์ ...” (ลูกา 10:21 อมธ.)

9. อธิษฐานเอง และสอนคนอื่นในการอธิษฐาน:  “วันหนึ่งขณะพระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงอธิษฐานจบ สาวกคนหนึ่งมาทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงสอนพวกข้าพระองค์อธิษฐาน... “เมื่อพวกท่านอธิษฐาน จงทูลว่า... ” (ลูกา 11:1-2 อมธ.)

10. อธิษฐานเผื่อคนอื่นที่กำลังถูกโจมตีโดยอำนาจแห่งความชั่วร้าย:  “ซีโมน ซีโมนเอ๋ย ซาตานได้ขอไว้ที่จะฝัดร่อนท่านเหมือนข้าวสาลี   แต่... เราได้อธิษฐานเผื่อท่าน เพื่อความเชื่อของท่านจะไม่ล้มเหลว ...” (ลูกา 22:31-32 อมธ.)

11. ร้องทูลอธิษฐานเมื่อเวลาทุกข์ยากโศกเศร้า:  “ข้าแต่พระบิดา ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์ ...” (ลูกา 22:42ก. อมธ.)

12. อธิษฐานทูลขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า:  “... อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ขอให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์” (ลูกา 22:42ข. อมธ.)

13. อธิษฐานเผื่อศัตรูของท่าน:  พระเยซูตรัสว่า “พระบิดา ขอทรงยกโทษให้พวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร...” (ลูกา 23:34 อมธ.)

14. อธิษฐานเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย:  ... “พระบิดา ข้าพระองค์ขอมอบจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” (ลูกา 23:46 อมธ.)

15. พระเยซูอธิษฐานอวยพระพรสาวก:  เมื่อพระองค์ทรงนำพวกเขาออกมาที่ละแวกเบธานีแล้ว ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นอวยพรเขาทั้งหลาย  (ลูกา 24:50 อมธ.)

ให้เราใช้แบบอย่างในการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ สำหรับการอธิษฐานในชีวิตประจำวันของเราดีไหม?   อย่างน้อยเราพบโอกาสที่เราจะอธิษฐานในชีวิตประจำวันของเราถึง 15 โอกาส/ลักษณะด้วยกัน

ทุกสถานการณ์ชีวิตของเราในวันนี้  คือโอกาสที่เราจะอธิษฐานต่อพระเจ้า!


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

07 พฤษภาคม 2559

สถานการณ์เลวร้าย... โอกาสที่พระเจ้าทำสิ่งดีในชีวิตเรา

ไม่ว่าชีวิตของเราต้องพบกับความเจ็บปวด   มีสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นแก่เราเป็นประจำ   หรือเราต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์วันแล้ววันเล่า   โปรดตระหนักรู้ว่า พระเจ้าทรงใส่ใจชีวิตของเรา

กษัตริย์ดาวิดกล่าวว่า  “แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคง(ของพระเจ้า)จะติดตามข้าพเจ้าไป” (สดุดี 23:6 มตฐ.)  อ่านดี ๆ ครับ ดาวิดมิได้กล่าวว่า  “แน่ทีเดียวสิ่งดี ๆ เท่านั้นที่จะเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า”   เพราะดาวิดรู้อยู่เต็มอกว่า  สิ่งที่เลวร้ายก็เกิดขึ้นกับคนดี ๆ ด้วยเช่นกัน”

ดาวิดชี้ชัดว่า  ความดีและความรักมั่นคงของพระเจ้าต่างหากที่จะติดตามวันคืนแห่งชีวิตของดาวิด   ไม่ว่าเขาจะตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย  หรือต้องตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ยากลำบากเช่นใดก็ตาม   พระเจ้าจะทรงกระทำให้สิ่งเลวร้ายทุกข์ยากเหล่านั้นให้เกิดสิ่งดีแก่ดาวิด

และนี่คือพระสัญญาที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งที่พระองค์ประทานแก่ผู้เชื่อและไว้วางใจในพระองค์   เรารู้แน่แก่ใจว่า   ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแก่เรา   พระเจ้าจะทรงกระทำให้เกิดเป็นสิ่งดี   ถ้าเรารักพระองค์ และ ตั้งเป้าหมายชีวิตที่จะกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตเรา (โรม 8:28) ถ้าเราเชื่อ  พระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าจะทรงกระทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันเกิดผลดีแก่คนที่รักพระองค์...  แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเราว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดี  แต่ทุกสิ่งร่วมกันทำให้เกิดผลดี

สิ่งที่ยากลำบาก  สุ่มเสี่ยง  ล้างผลาญทำลาย หรือ หายนะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่เชื่อและรักพระองค์ จะไม่สามารถทำร้ายทำลายพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงมีในชีวิตของคนนั้น   แต่กลับกลายเป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงกระทำให้เกิดผลดีตามพระประสงค์ของพระองค์

แล้ววันนี้...คริสตชนจะกลัวหรือขยาดในเหตุการณ์เลวร้าย  โพยภัย  การถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือ ความ อยุติธรรมไปทำไม   เพราะนั่นคือโอกาสที่พระเจ้าจะกระทำพระราชกิจให้เกิดผลดีในชีวิตของเรามิใช่หรือ?

แน่​ที​เดียว​ที่​ความ​ดี​และ​ความ​รัก​มั่น​คง​จะ​ติด​ตาม​ข้าพเจ้า​ไป
ตลอด​วัน​คืน​แห่ง​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า...
(สดุดี 23:6 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 กรกฎาคม 2556

โอกาส/อุปสรรค และการตัดสินใจ กับพระราชกิจพระเจ้าในชีวิตของเรา

แม้​ข้า​พระ​องค์​จะ​เดิน​ฝ่า​หุบ​เขา​เงา​มัจ​จุ​ราช
ข้า​พระ​องค์​ไม่​กลัว​อัน​ตราย​ใดๆ
เพราะ​พระ​องค์​สถิต​กับ​ข้า​พระ​องค์
คทา​และ​ธาร​พระ​กร​ของ​พระ​องค์​ปลอบ​โยน​ข้า​พระ​องค์ (สดุดี 23:4 มตฐ)

พระ​วาทะ​ทรง​เกิด​เป็น​มนุษย์​และ​ทรง​อยู่​ท่าม​กลาง​เรา...
(ยอห์น 1:14 มตฐ)

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน   คริสตชนเชื่อว่า เวลา โอกาส/อุปสรรค และ เมื่อเราต้องตัดสินใจ      พระเจ้าทรงสถิตเคียงข้างอยู่ด้วย  และพระองค์สามารถใช้เวลา โอกาส และอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นตามพระประสงค์ของพระองค์   ทั้งต่อชีวิตเรา  ต่อครอบครัว   การทำงาน  ที่ทำงาน  กลุ่มเพื่อนสนิท  และต่อชุมชนที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์

อยู่ที่ว่าเราจะขอพระคริสต์เข้ามาทรงชี้และนำ   หรือมองข้ามพระองค์   หรือลืมพระองค์!

เมื่อพระเจ้ากระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา   พระองค์กระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเราด้วย   นั่นแสดงว่า พระเจ้าทำงานในชีวิตของเรา และ ทำให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตเกิดผลทั้งต่อตนเอง และ ต่อชีวิตของผู้อื่น และ ชุมชนต่างๆ ด้วย

เมื่อพระเจ้าเคียงข้างและทำพระราชกิจในชีวิตของเรา   พระเจ้ามิได้ทำพระราชกิจในท่ามกลางสิ่งที่ดี  สถานการณ์ที่ “บวก” เท่านั้น   แต่พระองค์กระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราทั้งในเหตุการณ์ที่แย่ เลวร้าย  อันตราย ในสถานการณ์ที่ “ลบ” ด้วยเช่นกัน   พระเจ้าที่ผมเชื่อเป็นพระเจ้าที่ทรงสร้างสากลจักรวาลนี้จาก “ความว่างเปล่า”  นั่นคือทรงสร้างจากความไม่มีอะไรเลย  ให้เกิดสรรพสิ่งมากมาย   นอกจากนั้นแล้ว พระองค์ยังทรงสร้างสิ่งดีๆ จากสภาวะความวุ่นวายและความไม่เป็นระเบียบกลับกลายเป็นโลกและชีวิตที่มีระบบระเบียบกฎเกณฑ์การขับเคลื่อนในตัวของมัน

เมื่อพระเจ้าเคียงข้างและทำพระราชกิจในชีวิตของเรา   พระองค์ให้สิทธิแก่เราในการตัดสินใจ   แม้ว่าเราจะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตอย่างไรก็ตามมิได้ทำให้พระองค์เลิกอยู่เคียงข้างเรา   พระองค์ยังอยู่เคียงข้างเราเสมอ   อยู่ที่ว่า ก่อนการตัดสินใจ  ในการตัดสินใจ  และหลังการตัดสินใจของเรา  เราสนใจว่าเราให้พระเจ้าเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจครั้งนั้นหรือไม่ แค่ไหน?   เราต้องการตัดสินใจเรื่องนั้นตามใจปรารถนาของเราเท่านั้น   หรือเราต้องการตัดสินใจเรื่องนั้นด้วยการแสวงหาว่า พระเจ้าประสงค์ทำพระราชกิจอะไรในเรื่องนั้นและผ่านเรื่องนั้นหรือไม่

พระเจ้าอยู่เคียงข้างเรามิใช่เพราะเราเป็นคนเลวหรือคนดี พระเจ้าอยู่เคียงข้างเราทั้งเวลาที่เรากระทำอย่างถูกต้องชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์ และในเวลาที่เราผิดพลาดในชีวิตและการกระทำ   พระองค์อยู่เคียงข้างและพร้อมเสมอ  เมื่อเราเปิดใจร้องขอให้พระองค์เข้าช่วยในชีวิตของเรา   แต่พระองค์เข้ามาช่วยในชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยพระทัยเมตตากรุณา   ตามวิธีการและกระบวนการของพระองค์เอง  มิเพียงแต่เพื่อฉุดช่วยเราออกจากความผิดพลาด หรือ สถานการณ์เลวร้ายเท่านั้น   แต่เมื่อพระองค์ทรงช่วยเรา   พระองค์ทรงช่วยเราและสร้างเราขึ้นใหม่ด้วย   ขอย้ำว่า  พระองค์ทรงช่วยเราตามแผนการพิเศษสำหรับชีวิตของเราโดยเฉพาะ   แต่พระองค์มิได้ช่วยเราตามใจปรารถนาของเราเอง

พระเจ้าอยู่เคียงข้างเรามิใช่เพื่อคอยตรวจสอบว่า เราทำอะไร อย่างไร และผลจากการกระทำนั้นสร้างผลกระทบทั้งต่อตนเอง  คนอื่น และชุมชนเช่นไรเท่านั้น   แต่พระองค์อยู่เคียงข้างเพื่อสำแดง เปิดเผย ย้ำเตือน กระตุ้น และ หนุนเสริมให้เรามองย้อนลึกลงไปในชีวิตจิตใจของเราเองว่า เราคิด  เรามีมุมมอง  ทัศนคติ  และให้คุณค่าอย่างไรในโอกาส  ในอุปสรรค ในสถานการณ์ชีวิตนั้นๆ   เพราะกระบวนการทำงานลึกลงในชีวิตจิตใจของเราที่มีอยู่เป็นอยู่จะเป็นอิทธิพลและพลังผลักดันการตัดสินใจของเรา   ซึ่งนำไปสู่การกระทำ   และผลที่เกิดขึ้น

ดังนั้น   ในแต่ละวัน  เราจึงควรตระหนักรู้ชัดว่า   พระเจ้าอยู่เคียงข้างการดำเนินชีวิตของเราเสมอด้วยพระทัยเมตตากรุณา   และพร้อมเสมอที่จะทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตและผ่านชีวิตของเรา   เพราะในทุกวันเราพบทั้งโอกาสและอุปสรรคที่เราจะต้องตัดสินใจ   อยู่ที่ว่าในการตัดสินใจของเราแต่ละครั้งจะเปิดชีวิตจิตใจของเราให้พระองค์เข้ามาทำพระราชกิจในชีวิตหรือไม่    ถ้าเราเปิดชีวิตจิตใจของเราให้พระองค์เข้ามาอยู่และทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ   พระพร   การเรียนรู้   การเจริญเติบโตขึ้นในชีวิต และเรามีโอกาสร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าผ่านพระราชกิจที่พระองค์ทำในชีวิตของเรา   สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นผ่าน โอกาส/อุปสรรค และ การตัดสินใจในทุกเรื่องในชีวิตของเราที่ดำเนินไปในแต่ละวัน และทุกวัน
  • พระพรผ่านโอกาส/อุปสรรค และ การตัดสินใจ
  • การเรียนรู้ผ่านโอกาส/อุปสรรค และ การตัดสินใจ
  • ชีวิตที่เติบโตขึ้นผ่านโอกาสและอุปสรรค และ การตัดสินใจ
  • พระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตผ่านโอกาส/อุปสรรค และ การตัดสินใจของเรา
  • พระเจ้าทรงเคียงข้างเราในทุกโอกาส/อุปสรรค และ ในทุกการตัดสินใจ  

ในวันนี้เมื่อท่าน...
มีโอกาส
เผชิญหน้ากับอุปสรรค
เมื่อต้องตัดสินใจ

อย่าลืมนะครับว่า   พระเยซูคริสต์เคียงข้างท่านอยู่...  
ท่านปรึกษาขอการทรงชี้แนะและชี้นำจากพระองค์ได้นะครับ!



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 กุมภาพันธ์ 2554

วิกฤติคือโอกาส...?

วิกฤติคือโอกาส
เป็นประโยคที่ดึงดูดความสนใจ!
เพราะเป็นคำพูดที่ท้าทาย
เพราะเป็นคำพูดที่ดูขัดแย้งกัน
แต่กลับให้มุมมองที่หนุนเสริมกัน

ปกติธรรมดาแล้ว
วิกฤติคือโอกาสที่ตีบตัน
วิกฤติคือชีวิตที่ถึงทางแพ่ง ที่ต้องตัดสินใจเลือก
เลือกที่จะหลีกลี้หนีจากภาวะที่ไม่พึงประสงค์
เลือกที่จะเผชิญหน้าเพราะหวังว่าจะทะลุทางตัน
เลือกที่จะฝ่าวิกฤติเพราะหวังพบโอกาสใหม่

แต่เกิดคำถามขึ้นในใจว่า...
แล้วเป็น โอกาส ของใครกันแน่?
หลายคนคงตอบในใจว่า...ไม่น่าถาม!
ก็เป็นโอกาสของคนที่พบวิกฤตินั่นสิ!

เป็นโอกาสที่เขาจะค้นหา...
ทางออกใหม่
คำตอบใหม่สำหรับชีวิต
ประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของตน
แนวทางใหม่ของการขับเคลื่อนชีวิตและการงาน

ถ้าเช่นนั้นพอสรุปได้ไหมว่า...
วิกฤติก็คือโอกาสของคนๆ นั้น
ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เปลี่ยนแปลง มุมมองใหม่
เปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ใหม่
เปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ใหม่
เปลี่ยนแปลง ระบบคุณค่า และ ความหมายในชีวิต
เปลี่ยนแปลง เป้าหมายชีวิต
เปลี่ยนแปลง แนวทางการขับเคลื่อนชีวิต
เปลี่ยนแปลง ท่าที นิสัยใจคอในชีวิตประจำวัน

แต่ก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า...
แล้วใครล่ะ...ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง?

สำหรับบางคนแล้ว
ในวิกฤติชีวิตที่ตนเผชิญอยู่
ตนต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
แต่ต้องการให้...
คนอื่นรอบข้าง เปลี่ยนแปลง
สถานการณ์แวดล้อม เปลี่ยนแปลง
โครงสร้าง และ ผู้นำ เปลี่ยนแปลง
ระบบ ระเบียบ เปลี่ยนแปลง
ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เปลี่ยนแปลง
เพื่อนฝูง และคนที่เราคบหา เปลี่ยนแปลง
คู่ชีวิตของเรา เปลี่ยนแปลง
คนโน้น คนนี้ เปลี่ยนแปลง

แล้วก็ตามมาด้วย...
ขอให้พระเจ้าช่วยดลบันดาลให้สิ่งต่างๆ ข้างบนนี้เปลี่ยนแปลง (ดั่งใจปรารถนา)
ขอให้พระเจ้าเมตตาเปลี่ยนพระทัยที่จะไม่ลงโทษ (ตามที่ตนเองคาดกลัว)
ขอพระเจ้าโปรดสั่งสอนคนอื่นเหล่านั้น (ตามที่ตนเห็นว่าเขาผิด)

สำหรับคริสเตียนแล้ว...
วิกฤติชีวิตคือโอกาสของพระเจ้า...!
เป็นโอกาสของพระเจ้าที่จะประทานโอกาสชีวิตใหม่แก่เรา

เป็นโอกาสของเรา ที่จะเปลี่ยนท่าทีชีวิตใหม่
เป็นโอกาสของเรา ที่จะถ่อมใจเข้าหาพระเจ้า
เป็นโอกาสของเรา ที่จะยืนหยัดชีวิตด้วยความไว้วางใจในพระองค์
เป็นโอกาสของเรา ที่จะเรียนรู้การเปิดชีวิตของเราเพื่อรับการเปลี่ยนและสร้างใหม่จากพระเจ้า
เป็นโอกาสของเรา ที่จะเติบโตขึ้นในพระประสงค์ของพระเจ้า และเป็นเครื่องมือของพระองค์
เป็นโอกาสของเรา ที่เราจะเกิดผลในชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

เป็นโอกาสที่พระเจ้า จะทรงทำงานตามพระประสงค์ในชีวิตของเรา
เป็นโอกาสที่พระเจ้า จะใช้วิกฤติชีวิตเพื่อเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตของเราตามที่พระองค์ต้องการ
เป็นโอกาสที่พระเจ้า จะทรงหว่านเมล็ดแห่งพระประสงค์ของพระองค์ลงในชีวิตจิตวิญญาณของเรา
เป็นโอกาสที่พระเจ้า จะเป็นเจ้าของและขับเคลื่อนในชีวิตประจำวันของเราตามแผนการของพระองค์
เป็นโอกาสที่พระเจ้า ที่จะทรงอวยพระพรชีวิตของเราให้เป็นพระพรสำหรับคนรอบข้าง
เป็นโอกาสที่พระเจ้าและเรา จะได้เดินเคียงข้างไปด้วยกันใน “สวนเอเดน” ที่ทรงสร้าง

ถ้าเช่นนั้น
วิกฤติชีวิตก็เป็นโอกาสของพระเจ้าที่จะประทาน “ของประทานที่ซ่อนเร้น” เพื่อชีวิตของเรา?

11 มีนาคม 2553

พบพระเจ้าในวิกฤติชีวิต

เมื่อตรึกตรองถึงประสบการณ์ ในเหตุการณ์ ในสิ่งต่างๆ และในผู้คนที่ได้สัมผัส พบปะเจอะเจอทุกเมื่อเชื่อวัน ท่านได้ตระหนักเห็นถึงสาระแก่นสารที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่ท่านในผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

ท่านมีโอกาสซึมซับและร่วมรู้สึกยินดี, ปวดร้าว, ว้าเหว่, สิ้นหวังที่ดูเหมือนจะตาย แต่กลับเกิดความหวังอีกครั้งในชีวิตร่วมกับธรรมชาติรอบกายและเหตุการณ์รอบข้างที่สะท้อนและสำแดงถึงความรู้สึกแห่งชีวิตออกมาหรือไม่

ท่ามกลางฤดูกาลแห่งชีวิตที่แปรเปลี่ยนเวียนวน, ที่แตกต่างดูเหมือนอยู่ในคนละฤดูกาลแห่งชีวิตในเวลาเดียวกัน

บางแห่งหนาวแล้งจนดูเหมือนต้นไม้จะยืนแห้ง กำลังตาย ในขณะที่บางแห่งกลับฝนตกฟ้าคะนองจนน้ำท่วมล้น, บางแห่งหิมะตกหนักดูเหมือนไม่มีท่าทีจะเบาบางลง ท่านคงสัมผัสถึงความทุกข์ ปวดร้าว กังวล สิ้นหวัง และสูญเสียได้

ในช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาในเมืองเชียงใหม่ เมื่อเดินไปที่ต่างๆ จะพบต้นไม้ใหญ่บางต้นใบร่วงหล่น แห้งกรอบ เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋นไปทั้งต้น ดูเหมือนกำลังยืนรอความตาย แล้วมันจะตายจริงหรือไม่นี่!

ทำให้วกไปวิตกกังวลกับสภาพอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงรุนแรง ทำให้ด่วนสรุปฟันธงลงไปว่านี่ก็อีกรายละซิที่เป็นผลกระทบจากอากาศโลกที่เปลี่ยนไป!

อีกไม่กี่วันต่อมา เกิดพายุฝนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูร้อน ฝนตกลมแรง ทำให้ห่วงกังวลว่าแล้วต้นไม้แห้งโกร๋นพวกนั้นจะล้มโค่นลงหรือไม่!

จากนั้นผ่านไปสองอาทิตย์ สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น ต้นไม้แห้งโกร๋นที่คิดว่ากำลังยืนตายกลับแตกใบอ่อน เกิดชีวิตใหม่(ในต้นไม้แก่ๆ ต้นนั้น)!

เสียงหนึ่งในจิตใจร้องค้านขึ้นว่า ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก มันก็แค่เพียงเป็นไปตามกระบวนการวงจรชีวิตในธรรมชาติเท่านั้น

อีกเสียงหนึ่งถามด้วยความฉงนแต่สงบว่า ถ้าเช่นนั้นเวลาที่ผ่านมา 1-2 เดือนนี้ ทำไมท่านถึงวิตกกังวลและเป็นห่วงว่า ต้นไม้แก่ต้นนั้นกำลังยืนรอความตายแน่?

ทำไมท่านรีบโยงโยนสาเหตุจากสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนรุนแรงของโลกนี้ เพื่อจะสามารถเชื่อมโยงถึงต้นเหตุผ่านมาที่ผู้คนทำร้ายทำลายธรรมชาติแวดล้อม?

เมื่อเรามองดูสภาพชีวิตแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนเวียนไปด้วย “แว่นตาแห่งข่าวสารข้อมูล” และข้อสรุปต่างๆ มักโน้มเอียงให้การมองของเราหาสาเหตุของชีวิตที่แปรเปลี่ยนเหล่านั้น แล้วพยายามเชื่อมโยงหาเหตุผล “โยงโยน” ว่าสาเหตุเกิดจากคนอื่น สิ่งอื่น!

แต่ถ้าเรามุ่งมองสภาพชีวิตที่กำลังเป็นไปและเปลี่ยนแปลงด้วย “แว่นตาแห่งชีวิต” ที่มองให้เห็นถึงพระประสงค์ และ น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านต้นไม้แก่ต้นนั้น เราจะเห็นความรัก ความงดงามของพระองค์ ที่ทรงเอาใจใส่ด้วยน้ำพระทัยแห่งความรักเมตตาของพระองค์

เราจะเห็นถึงพระประสงค์แห่งการทรงสร้าง, การทรงหนุนเสริม, ค้ำชู, และการทรงกอบกู้ของพระองค์ในเหตุการณ์ชีวิตต่างๆ ที่เกิดขึ้นวนเวียนด้วยความรักเมตตาอย่างไม่ย่อท้อและเหนื่อยล้า

เราเห็นถึงพระคุณของพระเจ้าท่ามกลางอุปสรรค, วิกฤติชีวิต, การโหมกระหน่ำของผู้ไม่หวังดี, การจู่โจมอย่างไม่ลดละของคนชั่ว เป็นสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความสามารถที่เราจะรับมือได้

ในเวลาเช่นนั้น มิใช่เวลาของการสรรหาทฤษฎี ความรู้ เทคนิกวิธีการ, กระบวนการการแก้ปัญหา, การรับมือกับความขัดแย้ง, การจะใช้ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์เชิงไหน!

แต่เป็นเวลาที่เราจะค้นหา รอคอย การทรงเปิดเผยของพระเจ้าถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าในเหตุการณ์นั้นว่า

พระองค์มีพระประสงค์อะไรที่จะให้สิ่งดีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้น?

พระองค์มีน้ำพระทัยเช่นไรต่อมวลชีวิตที่เกี่ยวข้องวนเวียนในสถานการณ์นั้น?

พระองค์ต้องการสอน, เสริมสร้าง, และหล่อหลอมให้เราเป็น “เครื่องมือ” ของพระองค์เพื่อทำอะไร และ อย่างไร?

พระองค์กำลังหนุนเสริมเพิ่มกำลังด้านต่างๆ ในตัวเราให้ทำพันธกิจอะไร แบบใด ในวิกฤติชีวิตที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์อยู่ด้วย?

สิ่งสำคัญทางคุณธรรมแห่งชีวิตจิตวิญญาณของเราคือ “การรอคอย” เราต้อง “รอคอย” เวลาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะนี่เป็นพระราชกิจของพระองค์ ต้องตระหนักชัดเสมอว่า เราเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของพระองค์ เราเป็นเพียง “คนใช้” ของพระองค์

เราต้องไม่ใจร้อนด่วนทำก่อนเวลาในแผนการของพระเจ้า เพราะนั่นเรากำลังทำตามใจของเรา!

ความเข้าใจประการสำคัญคือ เรามักรีบด่วนแสวงหา “ความรู้” ก่อนทำ (เพราะเราคิดว่า เพื่อจะทำอย่างถูกต้อง) แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า ถ้าเรายอมทำอย่างเชื่อฟัง เราจะเรียนรู้พระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า

เราเรียนรู้ จากการเชื่อฟัง
เราเรียนรู้ เราจึงหยั่งรากลงลึกในความเชื่อศรัทธา
เราเรียนรู้ เราจึงเติบโต เข้มแข็ง
เราเรียนรู้ เราจึงเกิดผลตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่คือการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมิใช่หรือ!

ท่ามกลางวิกฤติชีวิต...
จึงเป็นโอกาสที่เราจะพบและสัมผัสกับน้ำพระทัยของพระเจ้า
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับการ “ตัดแต่ง” เสริมสร้างและหล่อหลอมจากพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นของชีวิตจิตวิญญาณในพระเยซูคริสต์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราได้รับพระคุณและความรักของพระองค์
จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้รับใช้พระองค์ และ
ในวิกฤติชีวิตนั้นเองเรากำลังอยู่กับพระเจ้า

จงชื่นชมยินดีเถิด

ดังนั้น เราจึงมิใช่ผู้เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
แต่ในวิกฤติชีวิตนั้นเอง
พระเจ้าทรงประทานโอกาสแก่เราต่างหาก

พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน
พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์
แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า
พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย (ปัญญาจารย์ 3:11)

40ถ้าผู้ใดอยากจะฟ้องศาล เพื่อจะปรับเอาเสื้อของท่านไป ก็จงให้เสื้อคลุมแก่เขาเสียด้วย
41ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร
42ถ้าเขาจะขอสิ่งใดจากท่าน ก็จงให้อย่าเมินหน้าจากผู้ที่อยากขอยืมจากท่าน
43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู 44ฝ่ายเราบอกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน
45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม...
48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ (มัทธิว 5:40-48)

25 กุมภาพันธ์ 2553

โอกาสอันทรงคุณค่าในวันนี้

เวลาที่ท่านเข้ามาใกล้ชิดติดสนิทกับองค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นนี้
เป็นโอกาสที่ทรงคุณค่าในชีวิต
เป็นโอกาสที่ท่านต้องตัดสินใจเลือกเอง
เป็นโอกาสที่ท่านมิควรพลาดหรือขาดไปแม้สักวันเดียว

โอกาสเช่นนี้สำคัญและมีคุณค่า...
มิใช่เพราะที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงสิ่งต่างๆ แก่ท่าน
มิใช่เพราะท่านต้องการให้พระองค์ทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อท่าน
แต่เพราะเป็นโอกาสชีวิตของท่านที่ได้เข้าใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์

เป็นโอกาสที่ท่านจะได้สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพระองค์
เป็นโอกาสที่ความเปราะบางและความอ่อนแอในชีวิตของท่าน
ได้ติดสนิท ใกล้ชิด สัมผัสกับพระกำลังและ
ความเข้มแข็งอันหาความจำกัดมิได้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

พระกำลังและความเข้มแข็งขององค์พระผู้เป็นเจ้า
พร้อมแล้วที่จะทรงเคลื่อนตัวเข้าสู่ชีวิตของท่าน
พร้อมแล้วที่จะทรงเคลื่อนผ่านชีวิตของท่านไปสู่คนอื่นๆ
พร้อมแล้วที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานพระพรเหลือล้นและอุดม
ได้สัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตของท่าน
นี่คือโอกาสอันทรงคุณค่าสำหรับชีวิตของท่านในวันนี้

บ่อยครั้งใช่ไหมที่ท่านวุ่นวาย สับสน วิ่งวนซ้ำซากเหมือน “หนูติดจั่น”
ท่านมักคิดย้อนไปซ้ำมาเมื่อเผชิญกับวิกฤติชีวิตว่า
ท่านจะต้อง “ทำ” อะไร/อย่างไรดี

มีเพียงสิ่งเดียวที่ท่านต้อง “ทำ” เมื่อเผชิญกับวิกฤติ
จงให้ชีวิตของท่านเกาะชิดผูกติดกับพระกำลังและพระปัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
จากนั้น จงนิ่งและรู้เถิดว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของท่าน
พระองค์ทรงจัดการให้ชีวิตดำเนินไปบนเส้นทางที่ควรจะเป็นตามพระประสงค์ของพระองค์
ท่านต้องไว้วางใจในพระองค์
เฉกเช่นท่านไว้ใจและมั่นใจอย่างแน่นอนว่า
ดวงอาทิตย์จะขึ้นมาทางทิศตะวันออกและทอแสงอรุณรุ่งอย่างไม่สงสัยในวันใหม่ที่จะมาถึง

มิใช่การทูลขออย่างร้อนรนเร่าร้อน
แล้วพระองค์จะได้ยิน
แล้วพระองค์จะทรงตอบ

แต่จงวางวิกฤติ ความยากลำบาก ความวิตกกังวลไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
ด้วยความไว้วางใจ
ด้วยสุดจิตสุดใจ
จิตใจที่คร้ามกลัวจึงมลายหายหมดสิ้นไป

เหมือนเด็กน้อย
เอาไจไหมพรมที่พันกันจนยุ่งเหยิง
ไม่รู้จะแกะได้อย่างไร
มาไว้ในมือของคุณแม่
แล้ววิ่งออกไปเล่นสนุกกับเพื่อนๆ

เด็กน้อยไว้วางใจแม่อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ
ไม่ต้องอ้อน หรือ ทำอะไรให้แม่พอใจ
เพื่อแม่จะช่วยแกะไหมพรมที่พันกันจนยุ่งเหยิงไจนั้น

เด็กน้อยเพียงมั่นใจและวางใจอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า
แม่ที่รัก จะแกะไหมพรมที่พันกันยุ่งเหยิงออก และ
พันเป็นไจไหมพรมที่เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งสำคัญของการเริ่มต้นในวันนี้
มิได้อยู่ที่ว่า
ท่านจะจัดการอย่างไรกับวิกฤติ ปัญหา และความยุ่งวุ่นวายในชีวิต
มิได้อยู่ที่ว่า
ท่านจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย ฟัง และช่วยแก้ปัญหาและวิกฤติของท่าน

แต่ท่านจงสงบและไว้วางใจเถิดว่า
พระสติปัญญา พระกำลัง และพระประสงค์ของพระเจ้าจะไหลผ่านชีวิตของท่าน
ท่านจะได้รับการสัมผัส สัมพันธ์
ท่านจะเรียนรู้
ท่านจะได้รับพระพร และ
ท่านจะเป็นเส้นทางแห่งพระพรที่ไหลไปสู่คนอื่นๆ ที่ท่านสัมผัสสัมพันธ์ด้วย

ท่านพึงตระหนักชัดเสมอว่า
อย่าพยายามหาทาง “บีบคั้น” และ “นำทาง” พระปัญญาของพระเจ้า
แต่จงรู้เถิดว่า พระปัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นยิ่งใหญ่ กว้างไกล
เกินกว่าที่มนุษย์จะ “เอาใจ” เพื่อให้พระปัญญา “ทำตามใจ” ของมนุษย์

พระปัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
มีแนวทางที่แตกต่างจากปัญญาและวิธีคิดของมนุษย์
วันนี้จงวางใจในพระปัญญาและพระกำลังขององค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด