แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักร แสดงบทความทั้งหมด

16 เมษายน 2564

คุณลักษณะคริสตจักรที่เตรียมธรรมิกชน... มีอะไรบ้าง?

ตามพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ หน้าที่ที่สำคัญมากประการหนึ่งของคริสตจักรท้องถิ่นคือ  การเตรียมและเสริมสร้างธรรมิกชนให้เป็นผู้ที่ปรนนิบัติรับใช้พระคริสต์ในสังคมโลกปัจจุบัน และร่วมในพันธกิจการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้แข็งแรง และมีประสิทธิภาพตามพระประสงค์มากขึ้น

“เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์”

(เอเฟซัส 4:12 มตฐ.) 

แต่ในความเป็นจริง  มิใช่ทุกคริสตจักรที่เลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกของตนตามเป้าหมายแห่งพระประสงค์ของพระคริสต์ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า คริสตจักรของเรามีการเตรียม เลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกตามเป้าหมายข้างต้นหรือไม่?  

ต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัด 14 ประการที่สามารถใช้ในการประเมินชีวิตและพันธกิจของแต่ละคริสตจักรท้องถิ่นว่า เป็นคริสตจักรที่มีคุณลักษณะในการในการเลี้ยงดู บ่มเพาะ เสริมสร้างสมาชิกให้เป็นผู้ปรนนิบัติรับใช้  และร่วมกันเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้แข็งแรง และ มีประสิทธิภาพตามพระประสงค์มากน้อยแค่ไหน

1. เป็นคริสตจักรที่คาดหวังว่าสมาชิกทุกคนในพระกายของพระคริสต์จะเป็นคนรับใช้ด้วยความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่ตนมีศักยภาพ โดยคริสตจักรมีกระบวนการฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้ใช้ศักยภาพที่ตนมีอยู่รับใช้ในงานพันธกิจคริสตจักร

2. ศิษยาภิบาลจะเป็นพี่เลี้ยงของผู้นำ 2-3 คนในแต่ละครั้ง เพื่อสร้างเสริมและฝึกฝนพวกเขาให้สามารถทำพันธกิจใดพันธกิจหนึ่ง และมอบหมายให้เขาออกไปทำพันธกิจนั้น ๆ ตามที่ได้รับการฝึกฝน (มิใช่เปิดชั้นเรียน มีสมาชิกมาเรียน แต่เรียนแล้วไม่มีใครรับใช้)

3. สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนได้รับการฝึกฝนเตรียมพร้อมให้เป็นพยานถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และได้รับการท้าทายให้เข้าไปเป็นพยานถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในชุมชน-เพื่อนบ้านข้างเคียง และ พื้นที่ที่ตนทำงานประจำวัน

4. คริสตจักรมีวิธีการ กระบวนการ เครื่องมือ ในการฝึกอบรมเสริมสร้างสมาชิกให้ออกไปเป็นพยานชีวิตถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ โดยสมาชิกเหล่านี้ต่างได้ออกไปเป็นพยานชีวิตและนำผู้เชื่อใหม่เข้ามาร่วมในคริสตจักร และรับการเลี้ยงดูเสริมสร้างให้มีวุฒิภาวะในชีวิตแห่งความเชื่อต่อไป

5. ผู้เชื่อใหม่แต่ละคนจะมีพี่เลี้ยงที่เคียงข้างชีวิตของเขาเพื่อคอยหนุนเสริม เมื่อผู้เชื่อใหม่เริ่มต้นในการดำเนินชีวิตบนเส้นทางชีวิตของพระเยซูคริสต์

6. สมาชิกที่มีศักยภาพในการสื่อสารสั่งสอน จะได้รับการเสริมสร้างฝึกฝนให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอน และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอนในคริสตจักร

7. ผู้นำที่สอนถึงหลักการความเชื่อตามพระคัมภีร์ จะเน้นย้ำถึงวิธีการและแนวทางการใช้หลักข้อเชื่อแต่ละข้อในการปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน

8. ผู้นำที่ผ่านการฝึกอบรมให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอน จะทำหน้าที่ในการสอนในกลุ่มต่าง ๆ ที่กำหนด โดยผลัดเปลี่ยนกับผู้นำในการสื่อสารสั่งสอนคนอื่น ๆ พร้อมกันนั้นจะเสริมสร้างคนใหม่ ๆ ให้มีความสามารถในการสื่อสารสั่งสอนต่อไปด้วย

9. คณะนักร้องสรรเสริญพระเจ้า จะได้รับการเรียนรู้ ฝึกฝนจนมีทักษะในด้านการดนตรีและการขับร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า และนำเพื่อนสมาชิกเข้าร่วมสรรเสริญพระเจ้าด้วยกัน

10. ผู้ที่เข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าได้เรียนรู้ถึงการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง และ ได้รับการนำเข้าสู่การนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง

11. สมาชิกคริสตจักรทุกคนได้รับการสอนสร้างให้มีวินัยชีวิตจิตวิญญาณ คริสตจักรท้าทายให้สมาชิกทุกคนดำเนินชีวิตตามวินัยชีวิตจิตวิญญาณดังกล่าว

12. มัคนายกได้รับการฝึกฝนทักษะการดูแลเอาใจใส่และรับผิดชอบในการทำพันธกิจการรับใช้ในด้านต่าง ๆ

13. ศิษยาภิบาล และ คณะผู้อภิบาลจะต้องรับผิดชอบต่อการเจริญเติบโตด้านจิตวิญญาณของตนเอง รวมถึงการดำเนินชีวิต และในการทำพันธกิจ

14. มีการประเมินผลถึงกระบวนการเสริมสร้างฝึกฝนชีวิตจิตวิญญาณสมาชิกของคริสตจักร และจะต้องมีการประเมินผลอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง

แน่นอนครับ  ท่านผู้อ่านแต่ละท่านย่อมมีประสบการณ์ในเรื่องการเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรให้เป็นผู้รับใช้พระคริสต์ จะมีตัวชี้วัดที่ผมมิได้กล่าวถึงในที่นี้  โปรดกรุณาแบ่งปันในที่นี้ เพื่อการเรียนรู้และเกิดประโยชน์ร่วมกันครับ



21 มิถุนายน 2563

อะไรคือ “รากฐาน” ของคริสตจักร? อะไรคือ “กุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์”?

โปรดอ่าน  มัทธิว 16:15-19 

ที่พระเยซูคริสต์กล่าวว่า...
บน “ศิลานี้” หรือ “บนศิลารากฐานนี้” หมายถึงใคร? หรือ อะไรกันแน่?
แล้ว “กุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์”  หมายถึงอะไร?

[1] รากฐานความเชื่อสาวกพระคริสต์

พระเยซูคริสต์ถามสาวกของพระองค์ว่า พวกเขาเชื่อว่าพระองค์คือใคร? พระเยซูคริสต์นำสาวกเข้าไปถึงแก่นหลัก หรือ รากแก้ว เกี่ยวกับเรื่องการเป็นสาวกของพระองค์  คือเรื่อง “อัตลักษณ์ของพระเยซูคริสต์” ถ้าสาวกไม่มีความเชื่อ ไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ความเชื่อความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ของสาวกผิดเพี้ยนบิดเบือนไปด้วย ความเชื่อความเข้าใจของสาวกจะไม่ได้ก่อร่างหยั่งรากลึกลงใน “รากฐาน” ที่เป็นแก่นหลักบนคำสอนของพระองค์ว่า พระเยซูคริสต์คือใครกันแน่

เปโตรตอบคำถามของพระเยซูถึงแก่นหลักนี้ว่า “พระองค์คือพระคริสต์ (พระเมสิยาห์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” ในที่นี้เปโตรตอบชัดเจนว่า พระองค์มิใช่มนุษย์คนหนึ่งที่มาเกิดเป็นพระเมสิยาห์  

แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสิยาห์ที่เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  

แล้วพระเยซูคริสต์กล่าวชัดเจนอีกว่า ที่เปโตรกล่าวมานี้มิใช่ความรู้ความเข้าใจที่สั่งสอนสืบทอดส่งต่อกันมาในวงการผู้นำศาสนา จากบรรพบุรุษ หรือ ที่เปโตรเรียนรู้เข้าใจจากมนุษย์คนอื่น หรือ ในภาษากรีกใช้คำว่า “เนื้อและเลือด” แต่ที่เปโตรกล่าวถึงความเข้าใจดังกล่าวนี้กล่าวโดยการทรงสำแดงเปิดเผยจากพระเจ้า ว่า “แก่นหลัก” หรือ “รากฐาน” คำสอนของพระเยซูคริสต์คือ พระเยซูคริสต์คือใครกันแน่?  

การที่เปโตรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องว่า “พระเยซูคริสต์คือใครกันแน่” นี้มิใช่จากความรู้ความเข้าใจของคนอื่นเขาสอนมา แต่เป็นการที่พระเจ้าทรงเปิดเผย สำแดงให้เปโตรรู้และเข้าใจ ด้วยเหตุนี้พระเยซูคริสต์ถึงกล่าว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุข” (มัทธิว 16:17 มตฐ.) ที่เปโตรได้รับพระพร เกิดความสุขในชีวิต เพราะพระเจ้าเป็นผู้ประทานความรู้ความเข้าใจ หรือ ความตระหนักชัดว่า “พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่”

จากนั้น พระเยซูคริสต์กล่าวต่อไปด้วยการ “เล่นคำ” โดยใช้ชื่อของ เปโตร

ในภาษาเดิม ชื่อของเปโตรใช้คำว่า Petros มีความหมายว่า “หิน หรือ ศิลา”

ดังนั้น พระเยซูคริสต์จึงกล่าวว่า “ท่านคือเปโตร (Petros) หมายความว่า ท่านเป็นศิลา หรือ หิน แต่บน “รากฐานนี้” (ภาษาเดิมเขียนว่า Petra) พระเยซูคริสต์ได้กล่าวเช่นนี้ว่า “ท่านคือเปโตร (petros) บนศิลา หรือ รากฐานความเชื่อนี้ (Petra) เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตาย (ภาษากรีกแปลตรงตัวว่า บรรดาประตูของแดนคนตาย) จะมีชัยต่อคริสตจักรไม่ได้

[2] รากฐานของคริสตจักร

1) พระคริสต์ไม่ได้กล่าวว่า “บนชีวิต หรือ ความเชื่อของเปโตร เราจะสร้างคริสตจักรของเรา” ซึ่งมีหลายคนที่เข้าใจเช่นนี้จากคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “เราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร (ภาษากรีกคือ เปตรอส [Petros]) และบนศิลานี้ (ภาษากรีกคือ เปตรา [Petra]) เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้...

แต่แท้จริงแล้ว พระเยซูได้ตรัสกับเปโตรว่า “เราบอกท่านว่า ท่านคือเปโตร (Petros) บนศิลารากฐานแก่นแท้แห่งความเชื่อ (Petra) ที่ว่า “เราคือพระเมสิยาห์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” นี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้

2) ถึงแม้ว่าพระเยซูได้กล่าวแก่เปโตรว่า “[19] เราจะมอบลูกกุญแจต่าง ๆ แห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน สิ่งใดที่ท่านกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์” และนี่ก็เป็นคำกล่าวของพระเยซูคริสต์ กล่าวกับคริสตชนทุกคนด้วย เราจะพบคำกล่าวในทำนองเดียวกันนี้ใน มัทธิว 18:18 ว่า  “[18] เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งใด ๆ ที่พวกท่านจะกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใด ๆ ที่พวกท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์”  

ขอตั้งข้อสังเกตว่า  เมื่อพระเยซูกล่าวนี้ใช้คำว่า “ท่านทั้งหลาย” มิได้หมายถึงท่านคนเดียว หรือ เปโตร เท่านั้น

3) พระเยซูไม่ได้กล่าวว่า “ท่านคือ เปโตร บน ศิลา นี้ (ที่มักเข้าใจว่า บนตัวของเปโตร เพราะคำว่าเปโตรแปลว่า หิน หรือ ศิลา เหมือนกัน) เราจะสร้างคริสตจักรของเรา แต่ดูจากต้นฉบับพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า  “ท่านคือ เปโตร (petros) และบน ศิลา (petra ซึ่งเป็นคนละคำกับคำว่า เปโตร petros) นี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา”  คำว่า ศิลา มาจากคำต้นฉบับที่ว่า petra ซึ่งมีความหมายถึง หินที่มีเนื้อเข็งแกร่งที่ใช้ในการสร้างรากฐานของตึก หรือ สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญ  

ในที่นี้พระเยซูคริสต์กล่าวเชื่อมโยงกับก่อนหน้านี้ที่เปโตรยืนยันว่า ตนเชื่อและเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์คือพระเมสิยาห์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ คำว่า ศิลา petra  ในที่นี้หมายถึง หินแกร่งที่เป็นรากฐานแห่งความเชื่อและความเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์คือพระเมสิยาห์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ และบนศิลาแห่งรากฐานความเชื่อว่า พระเยซูคริสต์คือใครนี้เอง ที่จะเป็นรากฐานความเชื่อที่พระเยซูคริสต์จะตั้งคริสตจักรของพระองค์ขึ้น
ศิลารากฐาน (petra) ของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มิใช่หินทั่วไป แต่เป็นหินที่แข็งแกร่งที่ใช้ในการวางรากของสิ่งก่อสร้าง  ดูจากมัทธิว 27:60 ที่ว่า “[60] แล้วเชิญพระศพไปวางไว้ในอุโมงค์ใหม่ของตนที่สกัดไว้ในศิลา และกลิ้ง “หินใหญ่” ปิดปากอุโมงค์ไว้…” ในข้อนี้เขียนไว้ว่า อุโมงค์ที่ฝังพระศพพระเยซู “สกัดในศิลา หรือ เปตรา (petra) ซึ่งเป็นหินที่แกร่งแข็ง แต่คำว่า “หินใหญ่” ที่ปิดปากอุโมงค์ใช้คำว่า เปตรอส (petros) ซึ่งเป็นหินธรรมดาทั่วไป เช่นหินที่ใช้โรยตามถนน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ จากคำอุปมาของพระเยซูคริสต์เรื่องการสร้างบ้าน มัทธิว 7:24  “[24] เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างบ้านของตนไว้บนศิลา” ในพระคัมภีร์ตอนนี้คือการสร้างบ้านบน เปตรา petra หรือ หินแกร่งก้อนโต (มิใช่บนกองหินทั่วไป) แล้วขุดลึกลงในดิน แล้ววาง หินแกร่งก้อนโต (petra) ลงไปเพื่อวางเป็นรากฐานของบ้านหลังนั้น เพื่อบ้านหลังนั้นจะมีรากฐานที่แข็งแกร่ง  มั่นคง ในพระธรรมตอนนี้หมายถึงการที่ดำเนินชีวิตประจำวันของตนตามรากฐานความเชื่อคำสอนของพระเยซูคริสต์

ดังนั้น หินหรือศิลาที่เป็นรากฐานของคริสตจักรในที่นี้หมายถึง ความเชื่อว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ (ซึ่งคนยิวในสมัยของพระเยซูคริสต์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับฐานเชื่อแบบนี้ และต่อต้านอีกด้วย) และ ศิลารากฐานความเชื่อนี้ยังหมายถึงคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของคริสตชน

[3] กุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์

ที่พระเยซูคริสต์บอกว่า พระองค์จะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์แก่ทั้งเปโตร และแก่คริสตชนตามที่กล่าวใน  มัทธิว 16:19 กล่าวว่า “เราจะมอบลูกกุญแจต่าง ๆ แห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน สิ่งใดที่ท่านกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์” (และดูใน 18:18 ด้วย) เวลาใดก็ตามที่คริสต์ชนประกาศหรือยืนหยัดความเชื่อว่า พระคริสต์คือพระเมสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และเวลาใดก็ตามที่คริสต์ชนดำเนินชีวิตตามคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปด้วยความสัตย์ซื่อ เมื่อนั้น  คริสตชนได้เอากุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ไขประตูแห่งแผ่นดินของพระเจ้าเข้าไปในชีวิตประจำวันของประชาชนคนเหล่านั้น

ซึ่งสอดคล้องกับ ลูกา 11:52  “[52] วิบัติแก่เจ้าพวกผู้เชี่ยวชาญทางบทบัญญัติ เพราะเจ้าได้เอากุญแจแห่งความรู้ไป ตัวเจ้าเองไม่เข้าไป แล้วยังขัดขวางคนอื่นที่กำลังเข้าไป” (อมธ.) กุญแจแห่งความรู้ที่ว่านี้คือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ หรือ กุญแจแห่งแผ่นดินของพระเจ้า กุญแจที่เป็นคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ ที่มีพระเยซูคริสต์เป็นแก่นกลางหรือเสาหลักของชีวิต เป็นกุญแจแห่งความรู้ถึงว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเมสิยาห์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ 

และที่พระเยซูคริสต์บอกว่า “...สิ่งใดที่ท่านกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์” พระเยซูคริสต์หมายความว่า พระเจ้าได้ทรงมอบกุญแจแห่งความรู้ของพระเจ้าแก่มนุษย์ เราจึงรู้ถึงน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ เราจึงสามารถรู้ว่าเราจะมีชีวิตเช่นไรที่พระเจ้าต้องการ และด้วยความสัตย์ซื่อเราจึงสามารถที่จะทำในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้นคำสอนของพระเยซูคริสต์จึงมีความสำคัญมาก และพระประสงค์ของพระเจ้านั้นชัดเจนและแน่นอน

กุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ หรือ แผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ได้มอบให้อยู่ในมือของคริสตชนแล้ว อยู่ที่เราจะต้องสัตย์ซื่อที่จะนำกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์เข้าไปในชีวิตจิตใจของผู้คนที่เราพบเห็นสัมพันธ์ เพื่อคนนั้นจะมีกุญแจไขเข้าในแผ่นดินสวรรค์ และมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



25 พฤษภาคม 2563

สิ่งดีที่คริสตจักรน่าจะทำต่อหลังวิกฤติโควิด 19

“วิถีชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” หลังโควิด 19 จะเป็นแบบไหน อย่างไรนั้นต่างก็คาดเดากันไปได้ แต่ละคริสตจักรท้องถิ่นไม่จำเป็นที่จะต้องมี “วิถีชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” ที่เหมือนกันเสมอไป แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยทำแต่ทำในช่วงรับมือกับวิกฤติโควิด 19 แล้วเห็นว่า เราน่าจะทำเช่นนั้นต่อไป ซึ่งพอจะประมวลบางประเด็นได้ดังนี้ 

1. การประชุมปรึกษางานของคณะธรรมกิจคริสตจักร หรือ คณะกรรมการต่าง ๆ ของคริสตจักร ผมยอมรับว่า  บางครั้งที่เรายังจำเป็นที่จะต้องมีการประชุมคณะธรรมกิจ หรือ คณะกรรมการพันธกิจต่าง ๆ แบบพร้อมหน้ากัน แต่ในการประชุมบางครั้งสามารถที่จะประชุมกันแบบออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง หรือ สามารถประชุมทั้ง ๆ ที่บางท่านอาจจะอยู่ต่างจังหวัด และสามารถเลือกเวลาประชุมที่สะดวกสำหรับทุกคนโดยไม่ต้องเดินทางมาที่คริสตจักร  และเรื่องเร่งด่วนก็สามารถได้รับการพิจารณาทันเวลา

2. มุ่งเน้นการทำพันธกิจการรับใช้ จากสถานการณ์โควิด 19  คริสตจักรของเราได้เรียนรู้ถึงการทำพันธกิจการรับใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการรับใช้กันและกันในชุมชนคริสตจักร และการรับใช้ที่เข้าถึงชุมชนสังคมรอบข้างชีวิตของสมาชิกคริสตจักร 

นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า ศิษยาภิบาลบางท่านได้ใช้พื้นที่สื่อสารทางออนไลน์ของตน บางท่านใช้พื้นที่ออนไลน์ของคริสตจักร กลายเป็น “ตลาดเสนอสินค้าออนไลน์” ชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยสมาชิก ทั้งที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูป และผลผลิตด้านหัตถกรรมต่าง ๆ ที่สมาชิกผลิต ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าออนไลน์อย่างดี ช่วยให้สมาชิกสามารถมีรายได้อีกทางหนึ่งอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเป็นการบริการฟรีจากศิษยาภิบาล/คริสตจักร เป็นพันธกิจการส่งเสริมการตลาดแก่สมาชิกคริสตจักรครับ

ขอตั้งข้อสังเกตว่า คริสตจักรเหล่านี้การถวายในช่วงวิกฤติโควิด 19 กลับมีการถวายที่มากกว่าก่อนสถานการณ์โควิดเสียอีก เพราะนี่คือทางหนึ่งในการอภิบาลชีวิตด้านเศรษฐกิจของสมาชิกคริสตจักร  และ อาจจะสามารถขยายกว้างออกไปถึงชุมชนรอบข้างด้วยในอนาคต

3. การพบปะกันของกลุ่มเล็กต่าง ๆ ในคริสตจักรทางออนไลน์ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการพบปะกลุ่มเล็กต่อไปนี้ต้องทำกันบนออนไลน์ทุกครั้ง แต่ถ้าสมาชิกกลุ่มสะดวกที่จะพบกลุ่มเล็กของตนออนไลน์ก็น่าจะทำต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอธิษฐาน กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ กลุ่มที่ทำพันธกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อสมาชิกทุกคนจะสามารถเข้าร่วมได้ตามความสะดวกของแต่ละคน และคนในครอบครัวคนอื่นที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมได้ด้วย

4. การถ่ายทอดสดการนมัสการ และ การอัดเทปการนมัสการ ที่เราบันทึกเทปเพื่อสมาชิกที่ต้องการสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของคริสตจักร สำหรับคนที่ไม่สามารถมาร่วมหรือเข้าร่วมในการนมัสการในอาทิตย์นั้น ๆ จะมีโอกาสติดตามการนมัสการในเวลาที่เขาสะดวก

5. ให้เยาวชน/วัยรุ่นเข้าร่วมพันธกิจคริสตจักร จากวิกฤติที่ผ่านมาในหลายคริสตจักรได้รับความช่วยเหลือจากเยาวชน/วัยรุ่นในคริสตจักรในการถ่ายทอดรายการไลฟ์สด หรือการทำคลิปการนมัสการพระเจ้าของแต่ละสัปดาห์   บางคริสตจักรศิษยาภิบาลได้ขอให้อนุชนบางท่านมาช่วยศิษยาภิบาลในการทำไลฟ์สดการสอนพระคัมภีร์ด้วย สิ่งเหล่านี้ให้เราทำต่อไปและเยาวชน/วัยรุ่นจะร่วมในพันธกิจคริสตจักรอีกมากมายที่ต้องใช้ความรู้ทักษะและความสร้างสรรค์ในการสื่อสารทันสมัยเหล่านี้ที่มีอยู่ในตัวอนุชนของคริสตจักร

6. นิมิต/วิสัยทัศน์ของคริสตจักร เมื่อวิกฤติโควิด 19 ผ่านไป ศิษยาภิบาลควรเชิญชวนคณะธรรมกิจ  สมาชิกคริสตจักร  เยาวชน/วัยรุ่นในคริสตจักรมาร่วมกันถอดบทเรียนรู้จากการทำงานในช่วงที่คริสตจักรต้องรักษาระยะห่างทางสังคม รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล  และ การเก็บกักตัวในบ้าน เพื่อใช้บทเรียนที่ได้จากวิกฤติที่ผ่านมาในการกำหนดนิมิต/วิสัยทัศน์ และ การวางแผนงานพันธกิจของคริสตจักรในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม 2020)   และนำสิ่งใหม่ ๆ ที่ทำแล้วเกิดผลมาปรับประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรต่อไป

7. เวลาของครอบครัว จากวิกฤติที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มต้นของการที่คนในครอบครัวมีโอกาสที่จะร่วมกันในการนมัสการพระเจ้าด้วยกัน การเรียนรู้พระวจนะ และการอธิษฐานร่วมกัน ตลอดจนมีโอกาสในการปรึกษาหารือกันว่า  จะทำพันธกิจเข้าถึงชีวิตของชุมชนอย่างไรบ้าง ขอให้รักษาเวลาอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้และดำเนินการต่อไป และยังสามารถที่จะทำสิ่งอื่น ๆ ร่วมกันในครอบครัวมากกว่านี้

8. การอภิบาลชีวิตกันและกันในคริสตจักร ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา หลายครอบครัวได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารแสดงความรักห่วงใยต่อกัน และมีโอกาสที่จะอธิษฐานเผื่อกัน ตลอดจนช่วยเหลือกันและกันในสิ่งต่าง ๆ ที่แบ่งปันและเอื้ออาทรกันได้ ขอให้จิตวิญญาณของการอภิบาลกันและกันเหล่านี้พัฒนาและเติบโตต่อไปทั้งในครอบครัวและในชุมชนคริสตจักรของเรา

นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วงวิกฤตินี้มีศิษยาภิบาลบางท่านที่ได้ทำพันธกิจแบบ “ครอบครัว/ชุมชนเป็นศูนย์กลาง” ในการขับเคลื่อนพันธกิจการอภิบาลคนในคริสตจักร ซึ่งแตกต่างจากวิธีการทำพันธกิจอภิบาลในคริสตจักรก่อนหน้าวิกฤติโควิด 19 ที่ใช้การพบปะกันในคริสตจักรเป็นศูนย์กลางการทำพันธกิจการอภิบาลชีวิต

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่จะต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล (physical Distancing) ในช่วงของ Social Distancing  นอกจากศิษยาภิบาลจะใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในการนมัสการ ในการเรียนพระคัมภีร์แล้ว ศิษยาภิบาลบางท่านยังติดตามไปอภิบาลสมาชิกในจุดต่าง ๆ ในชุมชนโดยนัดหมายมาพบปะกันในบ้านของบางท่าน แต่รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และการสวมหน้ากากอนามัยทุกคน เพื่อที่จะนมัสการด้วยกัน เรียนพระวจนะ และ อธิษฐานร่วมกัน   ตลอดจนการปรึกษาหารือในประเด็นวิกฤติชีวิตที่พบของบางคนบางครอบครัว

ศิษยาภิบาลเหล่านี้ยืนยันว่า ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ท่านเหล่านี้กระจายจุดอภิบาลกว้างไกลและมากกว่าก่อนหน้าวิกฤตินี้ และยืนยันว่าได้ผลมากกว่าการอภิบาลที่ใช้อาคารโบสถ์เป็นศูนย์กลางเท่านั้น และตั้งใจว่า หลังโควิด 19 ก็จะทำเช่นนี้ต่อไป

9. คิดอย่างสร้างสรรค์ จากวิกฤติโควิด 19 ที่ผ่านมา ได้ผลักดันให้เราต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าเราจะตอบสนองต่อวิกฤติหรือบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างไร และเราพบว่าเราสามารถคิดจนได้ความคิดที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม  สร้างสรรค์ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า วิถีชีวิตและการทำพันธกิจหลังโควิด 19 เราจะมีสมาชิกและผู้นำที่คิดอย่างมีเป้าหมายและสร้างสรรค์

แล้วท่านละครับ... ต้องการเห็นสิ่งดีมีค่าที่คริสตจักรของท่านควรกระทำต่อเนื่องจากวิกฤติโควิด 19 อะไรบ้างครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


13 พฤศจิกายน 2562

เราไปทำอะไรกันที่คริสตจักรในวันอาทิตย์?

อ่าน ฟิลิปปี 3:10-14

เราเคยนั่งลงตรึกตรอง ทบทวนตนเองบ้างไหมว่า... เราไปคริสตจักรในวันอาทิตย์ทำไมกัน? แต่ก่อนที่จะถามคำถามข้างต้นนี้ เราน่าจะถามตนเองก่อนว่า เราแต่ละคนมีนิมิต มีวิสัยทัศน์อย่างไรบ้างเกี่ยวกับคริสตจักรที่เราไปร่วมในวันอาทิตย์?

สำหรับผมส่วนตัว ผมไม่มีวิสัยทัศน์แบบต้องการเห็นคริสตจักรมีที่นั่งจำนวนมากสำหรับคนที่มาในวันอาทิตย์ และก็ไม่ใช่อยากจะเห็นคนมาล้นโบสถ์จนที่นั่งไม่พอสำหรับคนที่มา ไม่ใช่คริสตจักรของเรามีเครื่องอำนวยความสะดวกทันสมัย ติดแอร์  มีโปรเจคเตอร์ที่ทันสมัย มีชุดเครื่องดนตรีที่ราคาแพง มีที่จอดรถกว้างขวาง มีสุสานฝังศพของคริสตจักรเอง ฯลฯ

สิ่งข้างต้นเหล่านี้ ไม่ใช่วิสัยทัศน์ หรือ นิมิต คริสตจักรในวันอาทิตย์ของผม!  

แต่...ผมมีนิมิต/วิสัยทัศน์ว่า...

คริสตจักรของเรามีชีวิตอยู่เพื่อช่วยผู้คนให้...
รู้จักพระเจ้า
พบความเป็นไท/เสรีในชีวิต
ค้นพบพระประสงค์ในชีวิตของตน และ
มีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

คริสตจักรของเรามิได้มีชีวิตอยู่เพื่อมีคริสตจักรที่สวยงาม หรือ ใหญ่โตขึ้น แต่เป็นคริสตจักรที่เติบโต แข็งแรงขึ้นด้วยการมุ่งเน้นเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักรให้เติบโต แข็งแรง และมีสุขภาพทุกมิติที่สมบูรณ์ ด้วยการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคน

เมื่อผู้คนมาร่วมในคริสตจักรในวันอาทิตย์ สิ่งที่เราคาดหวังจากการทำพันธกิจของคริสตจักรคือ
  • รู้จักพระเจ้า:  เสริมสร้างการนมัสการพระเจ้าที่ทำให้ผู้เข้าร่วมมีประสบการณ์ตรงที่ได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า และต้องการเข้ามาร่วมในการนมัสการพระเจ้าอีก อีกทั้งเชิญชวนคนใหม่เข้ามาร่วมเพิ่ม  เพื่อให้คนใหม่มีประสบการณ์ตรงถึงพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในชีวิตของตน และ ชีวิตที่ร่วมกัน
  • พบกับเสรีในชีวิตประจำวัน: คริสตจักรช่วยให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมในคริสตจักรได้มีโอกาสเข้าร่วมในกลุ่มเล็ก  เพื่อเป็นที่ที่จะช่วยแต่ละคนให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน   เติบโตในชีวิตที่เป็นไทจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว และ ความฉีกขาดแตกหักในชีวิตของแต่ละคน ไปสู่ชีวิตใหม่ใต้ร่มพระคุณของพระคริสต์   
  • ค้นพบเป้าหมายในชีวิตของตน: นอกจากการเสริมสร้างให้ผู้คนมีชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์แล้ว คริสตจักรยังต้องมีการติดตาม หนุนเสริม ให้การดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคนได้มุ่งสู่เป้าหมายชีวิตของตนตามพระประสงค์ของพระเจ้า ซึ่งนำไปสู่การเติบโตในชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ขั้นต่อ ๆ ไป
  • เกิดความแตกต่างในชีวิตจากเดิม: คริสตจักรเสริมสร้างแต่ละคนให้ร่วมรับใช้ในทีมงานต่าง ๆ ของคริสตจักร ตามความสามารถ ของประทานที่มีในชีวิตแต่ละคน และคริสตจักร “ส่ง” ทุกคนออกไปให้ดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน ด้วยการสานต่อพระราชกิจต่อจากพระคริสต์ในพื้นที่ชีวิตของตน
  • เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า: การดำเนินชีวิตประจำวันของสมาชิกแต่ละคนมุ่งมั่นที่จะถวายพระเกียรติทั้งสิ้นแด่พระเจ้า และในวันอาทิตย์เป็นโอกาสที่แต่ละคนจะเข้ามาในคริสตจักรที่จะขอบพระคุณ และ ถวายพระเกียรติในพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทำในชีวิตและผ่านชีวิตของสมาชิกคริสตจักรแต่ละคน


ดังนั้น  บทบาทในฐานะศิษยาภิบาล จึงเป็นทั้ง “ผู้นำและผู้เลี้ยง”  เป็นผู้ดูแล กำกับ จัดการชีวิตคริสตจักรที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้ศิษยาภิบาล เลี้ยงดู และรับผิดชอบ บ่มเพาะและขยายนิมิต/วิสัยทัศน์ และเป็นผู้ริเริ่มหนุนเสริมให้สมาชิกแต่ละคนขับเคลื่อนตามย่างก้าวตามนิมิต/วิสัยทัศน์ที่กำหนดให้บรรลุสำเร็จ ด้วยการเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนให้มีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์ แล้วเสริมสร้างให้เรียนรู้และมีทักษะความสามารถในการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในโลกนี้

ทีมงาน  คณะธรรมกิจ ทีมผู้นำผู้รับใช้จะร่วมการบริหารจัดการขั้นตอนก้าวเดินมุ่งสู่ความสำเร็จตามนิมิตหมายตามที่ได้ร่วมกันกำหนด พวกเขามิเพียงทำพันธกิจร่วมกันเท่านั้น แต่ทุกคนในทีมงานร่วมกันเสริมสร้าง และ หนุนเสริมทุกคนในคริสตจักรรักกันและกัน และขับเคลื่อนพระราชกิจของพระคริสต์อย่างรับผิดชอบตามแผนงานพันธกิจที่ได้กำหนดร่วมกัน

คริสตจักรจะเติบโต เข้มแข็ง และ เกิดผลในชีวิต  ก็ต่อเมื่อ...
สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนเติบโต เข้มแข็ง และ เกิดผลในชีวิต  และ
สมาชิกเป็นผู้ขับเคลื่อนชีวิตและพันธกิจคริสตจักรไปสู่นิมิตที่ชัดเจนเดียวกัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


24 พฤษภาคม 2562

โศกนาฏกรรม...ในคริสตจักรปัจจุบัน!?

ในทุก ๆ วันอาทิตย์คนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่นั่งอยู่ในอาคารโบสถ์ของคริสตจักรทั่วโลกด้วยความรู้สึก มั่นคงในชีวิตจิตวิญญาณของตน  โดยตนเองคิดว่าชีวิตที่มีศีลธรรม ชีวิตที่เป็นสมาชิกคริสตจักรมายาวนาน หรือ การที่ตนได้รับบัพติสมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้เขามีที่อยู่ในสวรรค์ และคนจำนวนมากในกลุ่มนี้ที่ตั้งอกตั้งใจทำตนให้มีชีวิตที่พระเจ้าพอใจ แท้จริงแล้วคนเหล่านี้กำลังมีความเข้าใจสับสนเกี่ยวกับเรื่องชีวิตคริสเตียน หรือ ชีวิตสาวกพระคริสต์

คนกลุ่มนี้จะคิดและให้ความสำคัญกับสิ่งที่ ตนได้ทำ มากกว่า ชีวิตที่เป็นจริง ของตน   ดังนั้น เขาจะดำเนินชีวิตด้วยการเลียนแบบ “ทำตามแบบคริสเตียนที่ดี” เช่น จะพยายามไปคริสตจักรทุกวันอาทิตย์  อธิษฐาน  อ่านพระคัมภีร์ และพยายามที่จะกระทำให้ชีวิตของตนสอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติของคริสเตียนที่ดี  ใช่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดี

แต่อย่างไรก็ตาม ความรอดมิใช่ผลงานจากการกระทำดี   เราเกิดมาในโลกนี้ด้วยชีวิตที่อยู่ใต้อิทธิอำนาจพลของความบาปชั่ว และการกระทำผิดกระทำชั่วทั้งสิ้นนั้นมาจากจิตใจที่เลือกที่จะหันหลังให้กับพระเจ้าและเลือกที่จะออกห่างจากพระองค์   เราเป็นคนบาป! 

แต่ข่าวดีก็คือว่า การที่เราได้รับ “ความรอด” นั้น เพราะพระองค์สร้างเราให้มีธรรมชาติใหม่ของความเป็นมนุษย์  “17ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่า ๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”   (2โครินธ์ 5:17 มตฐ.)   เพราะพระคริสต์ได้ชำระบาปขจัดอำนาจชั่วในชีวิตของเราแต่ละคน แล้วสร้างชีวิตเราใหม่ให้เป็นชีวิตที่พระองค์ต้องประสงค์ สิ่งสำคัญในฝ่ายของเราคือ เราเชื่อและวางใจในพระองค์  และด้วยพระกำลังทางพระวิญญาณริสุทธิที่อยู่ในชีวิตของเราแต่ละคนที่ทำให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีความชอบธรรม

โลกนี้ให้คุณค่ากับการกระทำของตนเอง แต่พระเจ้าพระบิดาให้คุณค่าที่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องแน่นแฟ้นกับพระองค์เป็นสิ่งแรกที่สำคัญที่สุด มนุษย์ที่ด่วนโอ้อวดโอหังว่าตนเป็นคนเคร่งศาสนามักพลาดโอกาสในความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้า และความชื่นชมยินดีในความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้เชื่อกับองค์พระผู้เป็นเจ้า

เราสามารถที่จะช่วยคนที่เข้าใจผิดอย่างน่าเศร้านี้ให้พบกับความเป็นจริงด้วยการที่เราจะพยายามอธิบายว่า ทำไมเราถึงมีความหวัง “...จงเตรียมพร้อมเสมอที่จะตอบทุกคนซึ่งถามถึงเหตุผลที่ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ แต่จงตอบอย่างสุภาพอ่อนโยนและให้เกียรติ”  (1เปโตร 3:15 มตฐ.)  โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีกับพระคริสต์เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่เรายอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องไว้วางใจในพระผู้ช่วยให้รอดคือพระคริสต์เจ้า และยอมรับการสร้างใหม่จากพระองค์ และด้วยการหนุนเสริมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงมีชีวิตประจำวันที่จะฉายแสงส่องสว่างของพระคริสต์แก่คนรอบข้างได้ เราเป็นเพียงภาชนะของพระเจ้าที่สะท้อน หรือ สำแดงให้คนอื่นเห็นแสวงสว่างของพระคริสต์

14“ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะซ่อนไว้ไม่ได้ 15เช่นเดียวกัน เมื่อคนจุดตะเกียงแล้วย่อมไม่เอาฝาครอบ แต่จะตั้งไว้บนเชิงตะเกียงให้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน (มัทธิว 5:14-15 อมธ.)

แต่น่าเศร้า... ที่คริสตชนร้อนรนจำนวนมากในคริสตจักรของเรา พยายามทำดีใน “รั้ว” คริสตจักร โดยคิดและเชื่อว่า เพื่อตนจะได้ไปสวรรค์และมีที่อยู่ในสวรรค์เมื่อตายแล้ว   แต่ชีวิตมิได้รับการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่จากพระคริสต์  ดังนั้น  พฤติกรรมชีวิต “นอกรั้ว” คริสตจักรจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมชีวิตในรั้วคริสตจักร เพราะชีวิตของเขามิได้รับพลังหนุนเสริมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ตายอย่างเขียดในรั้วคริสตจักร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

08 พฤษภาคม 2560

สิ่งนี้ขาดในองค์กร/คริสตจักรของเราหรือเปล่า?

สำหรับผู้นำองค์กร  สิ่งหนึ่งที่ดีและสำคัญที่ควรทำคือ  การหาเวลาที่จะให้ทีมงานได้มีโอกาสค้นหาและสะท้อนคิดในสิ่งดี ๆ ที่ทีมงานได้ทำ

ภายหลังการทำงานเสร็จในแต่ละช่วง   เราต้องการเวลาที่จะอยู่เฉพาะด้วยกันกับคนทำงาน  พัก สงบ เพื่อที่ชีวิตจิตใจจะได้มีโอกาส  ทบทวนในสิ่งที่ทำ  ประมวลในสิ่งที่เกิดขึ้น  ไตร่ตรองว่า  สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดผลทั้งที่ดี และ ที่ไม่พึงประสงค์   แล้วร่วมกันสะท้อนคิดว่า  ถ้าการทำงานทำพันธกิจในเรื่องนี้ให้เกิดผลดียิ่งกว่านี้  เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้ายิ่งกว่านี้   เราน่าจะมีการปรับแก้ พัฒนากระบวนการทำงานด้วยกันอย่างไรบ้าง   และที่สำคัญเราจะหนุนเสริมการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้อย่างไร   สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ   จากประสบการณ์การทำงานครั้งนี้เราได้เห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจนี้ก่อนที่เราจะทำอะไร/อย่างไร?   และพระองค์ทรงให้เราร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในด้านไหน?  และ เราแต่ละคนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าครั้งนี้   ทั้งส่วนตัว และ ส่วนรวมในฐานะทีมงาน

 “แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “มา​เถิด จง​ปลีก​ตัว​ออก​มา​หา​ที่​สงบ​เพื่อ​หยุด​พัก​สัก​หน่อย​หนึ่ง” เพราะ​ว่า​มี​คน​ไป​มา​มาก​มาย​จน​ไม่​มี​เวลา​แม้​แต่​จะ​รับ​ประ​ทาน​อาหาร    พระ​องค์​จึง​เสด็จ​ลง​เรือ​กับ​พวก​สา​วก​ไป​ยัง​ที่​สงบ​ตาม​ลำพัง” (มาระโก 6:31-32 มตฐ.)

สะท้อนคิด

ใช้เวลาสงบร่วมกันสะท้อนคิด   ให้ทีมงานช่วยกันทบทวน  ประมวล  วิเคราะห์  และสังเคราะห์ร่วมกันถึงสิ่งที่ทำ  ผลที่เกิด  สาเหตุ  เงื่อนไข  และร่วมกันกำหนดกระบวนการทำงานร่วมกันของทีมในอนาคต
ให้ทีมงานทบทวนว่าได้กำหนดเป้าหมาย และ คาดหวังให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?  (นี่หมายความว่า ทุกครั้งที่จะดำเนินงานชิ้นไหนก็ตาม ต้องมีการสื่อสารให้ทีมงานรู้และเข้าใจถึงจุดประสงค์ และ ความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น)
  1. มีอะไรที่เกิดขึ้นตามเป้าหมายที่คาดหวัง?   มีอะไรบ้างที่ยืนยันว่าสิ่งที่คาดหวังเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง?  แล้วช่วยกันวิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่า  ทำไม หรือ มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เกิดผลตามที่คาดหวัง?   พร้อมกับช่วยกันยกตัวอย่างว่าเพราะใคร ทำอะไร  อย่างไรจึงเกิดผลตามนั้น?
  2. มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามจุดประสงค์ และ ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง?  ทำไม หรือ มีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้สิ่งที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง?  อะไรคือปัญหา  อุปสรรค  มีปัจจัยหรือเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวังไว้?   และถ้าจะให้ความคาดหวังดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นจริง เราจะต้องปรับปรุง แก้ไข หรือ พัฒนาในด้านไหนบ้าง?
  3. มีอะไรบ้างที่ไม่ได้คาดหวังแต่เกิดขึ้นในการดำเนินการครั้งนี้?   ทำไมสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังเหล่านี้จึงเกิดขึ้น?   แล้วมีผลดีต่อองค์กรและงานที่ทำหรือไม่อย่างไร?    แล้วมีผลเสียต่อองค์กร หรือ งานที่ทำอย่างไรบ้าง?   และทีมงานจะใช้สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในครั้งนี้เพื่อการทำงานครั้งต่อ ๆ ไปได้อย่างไรบ้าง?
  4. ให้ทีมงานช่วยกันประมวลและสังเคราะห์ ว่าจากการทำงานครั้งนี้ทีมงานได้เรียนรู้ในเรื่องอะไรบ้าง?   และจะใช้สิ่งที่เรียนรู้นี้ในการทำงานในอนาคตได้อย่างไรบ้าง?   และถ้าจะนำสิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมดในครั้งนี้สังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ขององค์กรได้อย่างไรบ้าง?


ปรับเป้าหมายและจุดมุ่งเน้นให้ชัดเจน

จากประสบการณ์การทำงานครั้งที่ผ่านมา และ การที่ทีมงานมีโอกาสมาร่วมกันสะท้อนคิดและถอดบทเรียนรู้ร่วมกัน(ตามข้างต้น)   ซึ่งมีประโยชน์ต่อทั้งกระบวนการทำงานและการพัฒนาศักยภาพของทีมงานด้วย  และที่สำคัญ  จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยกันทำให้เป้าหมายและจุดมุ่งเน้นของงานที่ทำชัดเจนยิ่งขึ้น   ไม่ว่าในการใช้พลังในการขับเคลื่อนงาน  “หัวใจ” ที่จะทุ่มให้กับงาน/พันธกิจที่ทำนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในการที่ทีมงานมีเวลาเฉพาะร่วมกัน  และ สะท้อนคิดตลอดจนการถอดบทเรียนรู้ด้วยกัน เราทำมากกว่าการ “บ้างาน” แต่ในกระบวนการนี้เป็นเวลาที่เรา...
  1. ใส่ใจกันและกัน   ในฐานะผู้นำหรือผู้บริหารมิได้สนใจแต่ความสำเร็จของการงานที่มอบหมายให้ทำ   แต่ใส่ใจถึงชีวิตของแต่ละคน  ทั้งที่อยู่ร่วมกันในทีมงาน และ ใส่ใจในชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนด้วย
  2. พันธกิจและและค่านิยมหลัก   เป็นโอกาสเสริมสร้างย้ำเตือนถึงหลักการ คุณธรรม หรือ ค่านิยมขององค์กรนี้ที่พวกเขามาร่วมกันทำงาน   เป็นโอกาส ที่จะแบ่งปันและชี้แนะอย่างเป็นรูปธรรมว่า  ทีมงานแต่ละคนจะสามารถสำแดงคุณธรรมในที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้าง   และมีโอกาสสื่อสารถึงความสำคัญที่เราจะต้องสำแดงคุณธรรมเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตการทำงานของแต่ละคน
  3. เป้าหมายขององค์กร   เป็นโอกาสที่ทีมงานได้ทบทวน พิจารณาถึงเป้าหมายขององค์กร  ภายหลังที่ได้มีประสบการณ์และรับบทเรียนเพิ่มเติมจากการถอดบทเรียน   เป็นโอกาสดีในการคิดพิจารณาทบทวนถึงเป้าหมายและสิ่งคาดหวังของการทำงานนี้ได้ชัดเจนและกระทำได้จริงมากยิ่งขึ้น  


ในองค์กร/คริสตจักรของเราขาดกระบวนการนี้หรือเปล่า?

เลิกการไปสรุปงานที่แฝงด้วยการเที่ยว กิน พักผ่อน   แต่การที่มีเวลาสงบร่วมกันของทีมงานในการ ทบทวน สะท้อนคิด และ การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานเป็นกระบวนการที่สำคัญและมีคุณค่ายิ่งต่อการพัฒนาการทำงานและบุคลากรขององค์กรและคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 พฤศจิกายน 2559

เก้าอาการของคริสตจักรที่ติดเชื้อในกระแสเลือด

อาการติดเชื้อในกระแสเลือดมักเห็นได้ชัดในคริสตจักรที่มีอายุได้สักระยะหนึ่ง คริสตจักรเหล่านี้จะค่อย ๆ เข้าสู่ภาวะ “ที่ตายแล้ว” ทั้ง ๆ ที่ยังดำเนินกิจกรรมแบบซ้ำซากทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อไปนี้เป็น 9 อาการที่คริสตจักรติดเชื้อในกระแสเลือด ที่จะนำคริสตจักรไปสู่ความตาย ถ้าไม่มีการจัดการเชื้อที่เข้าไปในกระแสเลือดของคริสตจักร

สมาชิกคริสตจักรกลายเป็นผู้ชมไม่ใช่ “ผู้ชก”

คริสตจักรกลายเป็นที่คนมาร่วมกันเพื่อเป็น “ผู้ชม” อย่างคนดูมวย ชมคอนเสิร์ต ฟังการเทศน์ หรือ ฟังการบรรยาย โดยไม่ต้องมีส่วนร่วมในเนื้อหาสัจจะของการนมัสการเลย สิ่งที่ได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ไม่มีอิทธิพลหรือพลังต่อความนึกคิด และ การดำเนินชีวิตประจำวันในชีวิตของสมาชิกเหล่านั้น

แท้จริงแล้ว คริสตจักรไม่ต้องการให้สมาชิกเป็นคน “เชียร์” มวย แต่คริสตจักรต้องการนักมวยที่สามารถออกไป “ชก” กับสถานการณ์ชีวิตประจำวันที่ตนต้องเผชิญ หรือ ต้องต่อสู้ เพื่อชีวิตของสมาชิกแต่ละคนจะเจริญเติบโต แข็งแรง และ เกิดผล เพื่อคริสตจักรจะยังมีชีวิตและเกิดผลตามพระประสงค์ของพระคริสต์

ข้อมูลความรู้ที่ไม่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต

สิ่งที่สอน ที่อ่าน เป็นเพียงข้อมูลหรือความรู้เท่านั้น แต่กลับไม่ได้เกิดการเรียนรู้สัจจะความจริง แล้วนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันตลอดสัปดาห์ ทั้งชีวิตในครอบครัว ในที่ทำงาน ความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนและการมีชีวิตร่วมในชุมชน จึงไม่แปลกที่สิ่งที่พูดกันทำกันในคริสตจักรกลายเป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโลกที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันของตน สิ่งที่สอนที่เทศน์เป็นข้อมูลความรู้ที่ดี แต่ไม่สามารถทำให้เกิดผลดีในชีวิตของคนที่ได้ยินได้ฟัง?

มัวสนใจตนเองแต่ไม่ใส่ใจชุมชน (มัวส่องกระจกแต่ไม่มองออกไปนอกหน้าต่าง)

หลายต่อหลายคริสตจักรที่มัวใส่ใจกับตนเองหรือเรื่องในคริสตจักรเท่านั้น เหมือนกับคนมองตนในกระจก เพียงสนใจในรูปร่าง ลักษณะ ของตนว่าจะทำอย่างไรที่ให้ดูดีในสายตาของคนอื่น แต่สมาชิกคริสตจักรเหล่านี้ละเลยและไม่สนใจว่าผู้คนในชุมชนที่ตนเกี่ยวข้องด้วยจะมีชีวิตแบบไหนอย่างไร ตนจะมีส่วนที่ดีในชีวิตของผู้คนเหล่านั้นอย่างไร เหมือนที่มีผู้เปรียบเทียบไว้ว่า คริสตจักรมัวแต่ส่องกระจกเพื่อแต่งองค์ทรงเครื่องตนเอง แต่ละเลยที่จ้องมองออกไปยังทางหน้าต่างเพื่อจะเห็นว่าคนในชุมชนมีชีวิตเช่นไร แล้วตนและคริสตจักรจะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อเสริมสร้างคุณภาพในชีวิตชุมชนอย่างไร

ผูกพันแต่ไม่ยอมผูกมัดตนเอง

ปัจจุบันนี้ เรามีสมาชิกคริสตจักรที่มีความผูกพันกับคริสตจักร คือยอมรับว่าตนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักร ตนพร้อมจะมาร่วมพันธกิจและร่วมชีวิตในชุมชนคริสตจักร ตามกำลังและเวลาที่ตนมีและสามารถจะมาร่วมได้แต่สมาชิกเหล่านี้จะไม่ยอมที่จะ “ผูกมัดตน” ว่า ตนจะเปลี่ยนแปลงชีวิต อุทิศชีวิต เวลา และความสามารถรับใช้และสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน

ร่วมศาสนพิธีแต่ไม่ลงลึกถึงความหมายและคุณค่า

สมาชิกที่มุ่งมาร่วมศาสนพิธีในคริสตจักร มักจะมาร่วมศาสนพิธีตามเวลาโอกาสและจิตใจของตนเองจะเอื้ออำนวย และเมื่อมาร่วมสักระยะหนึ่งจะเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปแบบเดิม ๆ พูดเรื่องเดิม ๆ ทำพิธีเดิม ๆ ร้องเพลงเดิม ๆ แล้วก็จะเกิดความเบื่อหน่าย มาร่วมบ้างไม่มาร่วมบ้าง

อันตรายของสมาชิกที่มาร่วมในคริสตจักรเพียงเพื่อร่วมในการประกอบพิธีทางคริสต์ศาสนาเท่านั้น สมาชิกกลุ่มนี้จะไม่สนใจเรื่องคุณค่าความหมายของการมาร่วมพันธกิจในคริสตจักร พระกิตติคุณของพระคริสต์ พระวจนะของพระเจ้าไม่มีคุณค่า ความหมาย และ อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเขา

ต้องการให้ตนเองเจริญมั่งคั่งที่ปราศจากการเอื้ออาทรและใจกว้างขวาง

สิ่งที่น่าอันตรายอีกสิ่งหนึ่งคือ บ่อยครั้งที่สมาชิกคริสตจักรถวายทรัพย์สินสิ่งของแด่พระเจ้า สมาชิกส่วนหนึ่งหวังว่าเมื่อตนถวายให้พระเจ้า พระเจ้าจะต้องอวยพระพรเพราะการที่ตนถวาย พูดให้สั้น ๆ ฟันธงว่า บ่อยครั้งในใจลึก ๆ ของสมาชิกคริสตจักรส่วนหนึ่งถวายด้วยหวังผล ว่าตนจะได้รับพระพรความมั่งคั่ง อันตรายคือ ถ้าไม่ได้รับความมั่งคั่งสมใจก็เริ่มลดและละเลยในการถวาย เพราะถวายแล้วไม่เห็นผล

ความคิดการถวายโดยหวังให้พระเจ้าอวยพระพรให้ตนจะมั่งคั่ง สมาชิกกลุ่มนี้มักจะไม่สนใจที่จะมีจิตใจที่ให้ด้วยใจกว้างขวาง เป็นการถวายที่ขาดจิตใจที่เอื้ออาทรและให้ผู้อื่นด้วยใจกว้างขวาง

คนเพิ่มขึ้นแต่ไม่เกิดผล

เมื่อคริสตจักรพูดถึงเรื่องการเพิ่มพูนคริสตจักร ปัจจุบันหลายคริสตจักรหมายถึงการที่มีคนมาร่วมกิจกรรม
หรือพันธกิจในคริสตจักรมากขึ้น โดยคริสตจักรละเลยการเลี้ยงดู บ่มเพาะ และฟูมฟักชีวิตการเป็นสาวกของพระ
คริสต์ที่เติบโตขึ้น และคริสตจักรจะวัดการเพิ่มพูนคริสตจักรด้วยจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้น เงินถวายเพิ่มมาก
ขึ้นเท่าใด หรือไปตั้งคริสตจักรใหม่ได้กี่แห่ง แต่ไม่ได้ใส่ใจว่า สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนในคริสตจักรได้รับการสร้างเสริมให้มีชีวิตที่เยี่ยงพระคริสต์ และ รับใช้อย่างที่พระองค์เป็นแบบอย่างมากน้อยแค่ไหน

มีแต่ “สมาชิกคริสตจักร” แต่ไม่มี “สาวกพระคริสต์”

คริสตจักรหลายแห่งในปัจจุบัน เริ่มละเลย ลดทอน การใส่ใจวางรากฐานพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของสมาชิกวัยต่าง ๆ ในคริสตจักรของตน เหลือแต่การสอนและเทศนาพระวจนะของพระเจ้าในการนมัสการเท่านั้น คริสตจักรไม่มีกลุ่มเฉพาะที่จะเลี้ยงดูฟูมฟักสมาชิกคริสตจักรแต่ละความสนใจ เพื่อช่วยให้เขาสามารถเติบโตขึ้นในชีวิตคริสตชนด้านต่างๆ

คริสตจักรที่ไม่สร้างสาวก ก็จะเป็นคริสตจักรที่สมาชิกไม่ได้รับใช้พระคริสต์ในการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ทั้งในคริสตจักร และ ในชุมชน เมื่อสมาชิกไม่มีส่วนร่วมและใช้ชีวิตในการรับใช้พระคริสต์ในการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ
ชีวิตของสมาชิกก็ไม่เติบโต นาน ๆ เข้าก็เป็น “คริสตชนตายซาก”

ทำตามหน้าที่โดยปราศจากความรักเมตตา

ในคริสต์ศตวรรษนี้ มักมีคริสตจักรที่ทุ่มเทในการทำกิจกรรมมากมาย (บางครั้งทำกิจกรรมจนทั้งศิษยาภิบาลและสมาชิกกลุ่มหนึ่งเหนื่อยอ่อนหมดแรง) ปฏิทินเต็มด้วยแผนงานและกิจกรรมของคริสตจักร แต่หัวใจของสมาชิกกลับว่างเปล่า กล่าวคือมีกิจกรรมมากมาย สมาชิกมาร่วมกันทำเพราะคิดว่าทำตามหน้าที่ หรือ เพราะเห็นแก่ศิษยาภิบาล และการทำกิจกรรมเหล่านั้นโดยปราศจากจิตใจที่รักเมตตา แต่จะแย่เอามาก ๆ ถ้าทำด้วยจิตใจที่เย็นชา (วิวรณ์ 2:2-5; มัทธิว 24:12)

ถึงเวลาที่คริสตจักรจะถอนพิษออกจากกระแสเลือดของตนหรือยังครับ?

แล้วจะถอนพิษติดเชื้อในกระแสเลือดของคริสตจักรอย่างไรดีครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

22 กันยายน 2559

คริสตจักร...ครอบครัวพระคริสต์ ที่หนุนเสริมกันเติบโต

พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะให้เราเป็น “เฒ่าทารกในชีวิต จิตวิญญาณ” ตลอดไป แต่พระเจ้าประสงค์ให้เราแต่ละคนเติบโตและเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์  

พระเจ้าประสงค์ให้เราแต่ละคนเติบโตขึ้นในทุกด้านของชีวิต

แต่เราต้องระวังหลุมพราง!  

ที่เราต้องเติบโตขึ้นให้มีชีวิตเป็นเฉกเช่นพระเยซูคริสต์   แต่เราไม่สามารถที่จะเติบโตด้วยตัวของเราเองได้   เหมือนกับเด็กทารกที่ไม่สามารถที่จะทำให้ตนเองเจริญเติบโตได้   เด็กน้อยคนนี้ต้องการความช่วยเหลือเอาใจใส่จากพ่อแม่และคนในครอบครัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    ในด้านจิตวิญญาณเราแต่ละคนก็ต้องการคนจากครอบครัว ที่จะเอาใจใส่เลี้ยงดู อภิบาลฟูมฟัก ด้านจิตวิญญาณ และการดำเนินชีวิตประจำวัน

และพลังชีวิตที่ทำให้เราเติบโตแข็งแรงคือ  พระกำลังจากเบื้องบน  

และนี่คือบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของครอบครัวคริสตจักร   ที่จะช่วยเลี้ยงดู หนุนเสริมให้สมาชิกเติบโตขึ้น  และสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับแหล่งพลังนั้น

พระคัมภีร์บอกเราว่า  “เนื่อง​จาก​พระ​องค์​นี้​เอง ร่าง​กาย​ทั้ง​หมด​จึง​ได้​รับ​การ​เชื่อม​และ​ประ​สาน​เข้า​ด้วย​กัน​โดย​ทุกๆ ข้อ​ต่อ​ที่​ประ​ทาน​มา​นั้น และ​เมื่อ​แต่​ละ​ส่วน​ทำ​งาน​ตาม​หน้าที่​แล้ว ก็​ทำ​ให้​ร่าง​กาย​เจริญ​และ​เสริม​สร้าง​ตน​เอง​ขึ้น​ด้วย​ความ​รัก”  (เอเฟซัส 4:16 มตฐ.)

ในฐานะศิษยาภิบาล ก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะเอาใจใส่ว่า  ผู้คนในคริสตจักรของตนมีชีวิตที่เจริญเติบโต   นี่เป็นงานความรับผิดชอบของศิษยาภิบาลทุกท่าน และ ทีมงานอภิบาล และ แกนนำในคริสตจักร   ตลอดไปจนถึงผู้นำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์   กลุ่มเล็กเพื่อการเสริมสร้าง และ การรับใช้ต่าง ๆ   ซึ่งพระคัมภีร์ได้บอกชัดเจนไว้ว่า   “เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติและ​การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์   จน​กว่า​เรา​ทุก​คน​จะ​บรรลุ​ถึง​ความ​เป็น​น้ำ​หนึ่ง​ใจ​เดียว​กัน​ใน​ความ​เชื่อ​และ​ใน​ความ​รู้​ถึง​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า บรรลุ​ถึง​ความ​เป็น​ผู้​ใหญ่ คือ​โต​เต็ม​ถึง​ขนาด​ความ​บริบูรณ์​ของ​พระ​คริสต์” (เอเฟซัส 4:12-13 มตฐ.)  

คำถามที่กระตุ้นเตือนศิษยาภิบาล และ แกนนำคริสตจักรทุกท่านคือ   “เราจะหนุนเสริมสมาชิกเหล่านี้ให้เติบโตขึ้นมีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์ได้อย่างไร?”

ในพระมหาบัญชาสั่งให้คริสตจักรสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์ในคริสตจักร   การสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์เป็นกระบวนการที่หนุนเสริมให้สมาชิกคริสตจักรแต่ละคนมีชีวิตจิตวิญญาณเติบโตขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์   นั่นหมายความว่าคริสตจักรต้องเสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนมีชีวิตที่เป็นสาวก   ที่เติบโตขึ้นมีวุฒิภาวะด้านจิตวิญญาณด้วย   มีวุฒิภาวะในความเชื่อศรัทธา   มีความแข็งแกร่งขึ้นในการดำเนินชีวิตคริสเตียน   แต่ละคนกลายเป็น “กล้ามเนื้อ” ที่แข็งแกร่งมีพลังในร่างกายนั้น คือ คริสตจักร

เกิดคำถามว่า   แล้วเราจะเติบโตขึ้นในการเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร?

ในกิจการ 2:41-42 บอกแก่เราว่า  “คน​ทั้ง​หลาย​ที่​รับ​ถ้อย​คำ​ของ​เป​โตร​ก็​รับ​บัพติสมา ใน​วัน​นั้น​มี​คน​เข้า​เป็น​สา​วก​ประมาณสาม​พัน​คน    เขา​ทั้ง​หลาย​อุทิศ​ตัว​เพื่อ​ฟัง​คำ​สอน​ของ​บรรดา​อัคร​ทูต​และ​ร่วม​สามัคคีธรรม รวม​ทั้ง​หัก​ขนม​ปัง​และ​อธิษ​ฐาน” (กิจการ 2:41-42 มตฐ.)

จุดเริ่มแรกคือ   เราต้องเชื่อ   จากนั้นรับบัพติสมา   และส่วนสำคัญคือ   เราต้องเลือกมีชีวิตในคริสตจักร หรือ ครอบครัวของพระคริสต์ที่เราสามารถเข้ามีส่วนร่วมทั้งในการนมัสการพระเจ้าร่วมกันในคริสตจักร   ร่วมในกลุ่มเล็กที่จะเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้า   ร่วมในกลุ่มสามัคคีธรรมที่สร้างเสริมซึ่งกันและกันให้เติบโต และ รับใช้พระคริสต์ตามของประทาน   และร่วมในกลุ่มที่เสริมสร้างให้เรารับใช้พระคริสต์ทั้งในคริสตจักร และ ในชุมชน  

และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยคือ   เป็นคริสตจักรที่ศิษยาภิบาล และ แกนนำคริสตจักรมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง   ที่ทำในสิ่งที่สอนและเทศน์  และเทศน์/สอนในสิ่งที่เขาทำในชีวิต   เพื่อเราจะสามารถเรียนรู้ได้จากตัวอย่างชีวิตของคนเหล่านี้

นอกจากนั้นแล้ว   คริสตจักรยังเป็นชุมชนที่เราสามารถเลือกมีเพื่อนสนิท   ที่เป็นทั้งเพื่อนคู่คิด มิตรในความเชื่อและจิตวิญญาณ   ที่จะหนุนเสริมกันและกันให้เติบโตขึ้นในพระคริสต์   ให้เป็นสาวกของพระคริสต์ในพระกายของพระองค์คือคริสตจักร

คริสตจักรในวันนี้   เป็นครอบครัวของพระคริสต์ที่สร้างสาวกของพระองค์อยู่ใช่ไหม?

เราจะตอบสนองการทรงเรียกและพระมหาบัญชาของพระคริสต์อย่างมีประสิทธิภาพ และ เกิดผลกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

07 มีนาคม 2559

ทำไมคริสตจักรต้านการเปลี่ยนแปลง?

ปัญหาใหญ่น้อยอาจจะมิใช่เรื่องสำคัญที่สุดในสายตาของคริสตจักร   แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางเรื่อง  ที่ไปกระทบต่อบางสิ่งที่คริสตจักรเคยทำมาด้วยความคุ้นชิน หรือ ที่เป็นประเพณีปฏิบัติ  และ ถ้ามีอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วเสนอให้ทำ   ก็จะมีกลุ่มในคริสตจักรลุกขึ้นมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้น    มักจะได้รับการต้านก่อนเสมอ

การเปลี่ยนแปลงในคริสตจักรนั้นมีหลายเรื่อง หลายด้าน หลายมุม   การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นเรื่องการนมัสการ  รูปแบบการนมัสการ  หรือ วิธีการนมัสการ   การบ่มเพาะเสริมสร้างสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในบริบทชีวิตด้านต่างในชีวิตประจำวัน   การแบ่งงานในทีมผู้อภิบาล   กลยุทธในการทำพันธกิจในชุมชน   วิธีการเรียนการสอนในคริสตจักร   วิธีการจัดวางตกแต่งในตัวอาคารโบสถ์  สีคริสตจักร  ไปจนถึงชื่อคริสตจักร  และอีกหลายเรื่องมากมาย

แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวต้านการเปลี่ยนแปลงในคริสตจักร?  
ทำไมคริสตจักรมากมายถึงไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง?     

ผู้นำและสมาชิกคริสตจักร ดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลง  แม้แต่เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่ดีสร้างสรรค์ก็ตาม   การต่อต้านมักแสดงออกด้วยอาการต่าง ๆ  เช่น
  • การปกป้องตนเอง   เมื่อคนในคริสตจักรได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือ ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงมักจะแสดงอาการ “ก้าวถอย” เพื่อปกป้องความเป็นตัวตนที่เป็นอยู่ในเวลานั้น   แทนที่จะเปิดใจรับฟัง  พิจารณา  ใคร่ครวญคำวิจารณ์-วิพากษ์ หรือ ให้ข้อเสนอ  ด้วยการคิดอย่างใคร่ครวญรอบด้าน
  • ปฏิเสธ   แต่บางคนบางพวกเมื่อได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัญหาหรือจุดอ่อนด้อยของคริสตจักรก็จะเลือกทางออกหรือการตอบสนองด้วยการปฏิเสธทันที  และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลง
  • กล่าวโทษคนวิพากษ์   เช่น  “ที่เขาว่าการนมัสการของเราไม่ได้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า ก็เพราะพวกเขาเองไม่ได้เตรียมจิตเตรียมใจให้พร้อมที่จะเข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าของเรา”
  • อ้างพระเจ้า (อย่างผิด ๆ)    สมาชิกและผู้นำคริสตจักรกลุ่มนี้มีความสับสนในการแยกแยะระหว่าง “พระเจ้า” กับ “คริสตจักร”   เขาจะบอกว่า  “พระเจ้าทรงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง   พระเจ้าเป็นอย่างไรในอดีต ก็จะเป็นเช่นนั้นทั้งในวันนี้และในอนาคต”  ดังนั้น “คริสตจักรไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามความคิดใหม่ของคุณ” 
  • ติดยึดกับความทรงจำในอดีต (อาจจะเป็นจริง หรือ มโนเอาเอง)   ความจำที่อบอุ่นในอดีตกลายเป็นตัวครอบงำการคิดการจินตนาการถึงสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ในปัจจุบันและอนาคต ถ้าไม่เข้ากรอบประสบการณ์ที่ตนคุ้นชินถือว่า “ไม่ใช่”
  • ความกลัวลาน   ความกลัวคือตัวต้านการเปลี่ยนแปลงในเกือบทุกกรณี  และนำให้เกิดการเผชิญหน้าต่อต้านเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลง   แม้จะเห็นเหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็น  แต่เพราะความขลาดกลัวทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือ การสู้กันในทางความคิด  เป็นความ “รู้สึก” ที่อยู่เหนือเหตุผลคำอธิบายใด ๆ
  • เลี่ยงการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลแบบข้าง ๆ คู ๆ   เช่น “ฉันรู้นะว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้   แต่ฉันมีเวลาทำงานที่นี่อีกเพียง 5 ปี   ฉันจะให้ผู้นำคนใหม่เป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่า”  “ฉันอยู่ในตำแหน่งรักษาการ...  ฉันไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไร... รอผู้บริหารตัวจริงเขาตัดสินใจดีกว่า”


แท้จริง  การหลีกเลี่ยง หรือ การปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงมีผลร้ายต่อคริสตจักร   การติดยึดอยู่กับแนวทางการปฏิบัติเดิม ๆ อาจจะนำความเสื่อมทรุด เลวร้ายมาสู่คริสตจักร   ทำให้คริสตจักรมีประสิทธิภาพ และ ความสามารถที่จำกัดในการสร้างผลกระทบที่สร้างสรรค์ต่อชุมชน

ถ้าเช่นนั้นเราจะสามารถหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คริสตจักรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร?   ข้างล่างนี้มีประเด็นบางประการที่ใช้ในการพิจารณาในเรื่องนี้
  1. อธิษฐานทูลขอความชัดเจน  การทรงนำ  และ ความกล้าหาญ   ทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงสร้างจิตใจคนในคริสตจักรให้รับการเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงใหม่ที่จะขับเคลื่อนชีวิตตนและคริสตจักรไปบนเส้นทางที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์
  2. เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจำเป็น   จะไม่มุ่งใส่ใจว่าจะเกิดการสูญเสียอะไร   แต่ใส่ใจว่าคริสตจักรจะได้รับอะไร   ในฐานะผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  ต้องช่วยให้คนในคริสตจักรได้เห็นชัดถึงภาพรวมที่สร้างสรรค์ของผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  และประโยชน์ที่คริสตจักรจะได้รับ
  3. สร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคน   ให้ชวนคิดชวนคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้นำที่มีอิทธิพลในความคิดของสมาชิกคริสตจักรให้สามารถเห็นภาพนิมิตใหม่ที่ชัดเจน
  4. ค่อย ๆ ช่วยให้ผู้คนในคริสตจักรแต่ละคนยอมรับการเปลี่ยนแปลง   การที่ค่อย ๆ สร้างความเข้าใจไปทีละคนจะช่วยปรับเปลี่ยนความคิดของผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงให้มีโอกาสปรับและเปลี่ยน   มีโอกาสในการพิจารณาเรื่องนั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง  (แต่โปรดหลีกเลี่ยงการสร้างความเข้าใจด้วยการเรียกประชุม)
  5. ให้มีความเชื่อศรัทธาเหมือนเด็ก   ถ้าท่านไม่เป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ   ท่านจะไม่สามารถเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย


ดังนั้น   เมื่อจะต้องมีการพิจารณา หรือ พูดคุยถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง หรือ การทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ   ผู้ที่เอื้ออำนวยการเปลี่ยนแปลงจะต้องรู้เท่าทันวัฒนธรรมของคริสตจักรในเวลานั้น   ตระหนักและยอมรับถึงความรู้สึกที่ไม่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลง   และมีวิธีการ หรือ แนวทาง การเอื้ออำนวยการเปลี่ยนแปลงคริสตจักรบนฐานของความรักเมตตาแบบพระคริสต์ และ ด้วยจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ของพระคริสต์
                                                                                                        
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499