แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเปลี่ยนแปลง แสดงบทความทั้งหมด

31 กรกฎาคม 2563

ต้องการการเปลี่ยนแปลง...จำเป็นต้องคิดใหม่!

การปล้ำสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราเริ่มต้นด้วยการปล้ำสู้ในความนึกคิดและจิตใจของเรา ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือ การดำเนินชีวิตของเรา เราต้องเริ่มต้นปล้ำสู้ในความนึกคิดและในจิตใจของเรา   เราต้องเปลี่ยนแปลงฐานเชื่อ กระบวนคิด แล้วมุมมองของเราจะเปลี่ยนแปลง ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงของการตัดสินใจ แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม และ การดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

การเปลี่ยนแปลงความนึกคิด/จิตใจของเรา ในพระคริสต์ธรรมพระคัมภีร์ใช้คำว่า “การกลับใจเสียใหม่” บางคนไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะคำนี้บ่งบอกชี้ชัดว่า “เราคิดพลาดเราทำผิด” “เราเป็นคนบาป”

แท้จริง “การกลับใจเสียใหม่” เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นสำหรับเราแต่ละคน การกลับใจเสียใหม่มิได้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา แต่เริ่มต้นในการเรียนรู้ที่จะคิดต่างไปจากเดิม การกลับใจเสียใหม่ หรือ การเปลี่ยนใจใหม่ เป็นเหมือนการที่เราทำให้เกิดการ “ยูเทิร์น” หรือเป็นเหมือนการกลับรถ ซึ่งเป็นสิ่งเริ่มต้นในความนึกคิดของเรา มิใช่เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา แต่เมื่อใดที่เราเปลี่ยนวิถีการนึกคิดของเรา  เรา ที่จะนำสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของเรา

สำหรับการกลับใจใหม่หมายถึงการที่เรา หันออกจากความรู้สึกผิดไปสู่การยกโทษ หันออกจากการที่ชีวิตไร้เป้าหมายสู่ชีวิตที่มีเป้าหมาย หันออกจากความสิ้นหวังสู่ความหวัง หันออกจากความผิดหวังการตกในกับดักชีวิตไปสู่ชีวิตที่มีเสรี มีชีวิตในความเป็นไท หันออกจากความมืดสู่ความสว่าง หันออกจากความตายไปสู่ชีวิตใหม่ หันออกจากความเกลียดสู่ความรักเมตตา...

การกลับใจใหม่เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและความเข้าใจของเราเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้ามิได้โกรธเกลียดเรา แต่พระองค์ไม่พอพระทัยที่เราดำเนินชีวิตบนเส้นทางที่เป็นอยู่

การกลับใจใหม่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดที่เราคิดเกี่ยวกับตนเอง คู่ชีวิตของตน ลูกหลานของตน คนที่ท่านรัก และวิธีการคิดถึงอดีตของตนเอง คิดถึงปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ และเกี่ยวกับอนาคตของเรา

พลังการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเรามาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา ทรงช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงความนึกคิดของเรา เพื่อเราจะมีชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

วันนี้ท่านคาดหวัง และ ต้องการให้ชีวิตของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร?

ถ้าเช่นนั้น ท่านจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงความนึกคิดในเรื่องอะไร?

แล้วท่านจะใช้พลังจากที่ใด หรือ พลังอะไรที่จะจุดประกายและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในความนึกคิดจิตใจของท่าน?

[23] เพื่อรับการสร้างท่าทีความคิดจิตใจ(จิตวิญญาณ)ขึ้นใหม่  [24] และเพื่อสวมตัวตนใหม่ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นให้เป็นเหมือนพระองค์ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง (เอเฟซัส 4:23-24 อมธ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




07 มีนาคม 2559

ทำไมคริสตจักรต้านการเปลี่ยนแปลง?

ปัญหาใหญ่น้อยอาจจะมิใช่เรื่องสำคัญที่สุดในสายตาของคริสตจักร   แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางเรื่อง  ที่ไปกระทบต่อบางสิ่งที่คริสตจักรเคยทำมาด้วยความคุ้นชิน หรือ ที่เป็นประเพณีปฏิบัติ  และ ถ้ามีอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วเสนอให้ทำ   ก็จะมีกลุ่มในคริสตจักรลุกขึ้นมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้น    มักจะได้รับการต้านก่อนเสมอ

การเปลี่ยนแปลงในคริสตจักรนั้นมีหลายเรื่อง หลายด้าน หลายมุม   การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นเรื่องการนมัสการ  รูปแบบการนมัสการ  หรือ วิธีการนมัสการ   การบ่มเพาะเสริมสร้างสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ในบริบทชีวิตด้านต่างในชีวิตประจำวัน   การแบ่งงานในทีมผู้อภิบาล   กลยุทธในการทำพันธกิจในชุมชน   วิธีการเรียนการสอนในคริสตจักร   วิธีการจัดวางตกแต่งในตัวอาคารโบสถ์  สีคริสตจักร  ไปจนถึงชื่อคริสตจักร  และอีกหลายเรื่องมากมาย

แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวต้านการเปลี่ยนแปลงในคริสตจักร?  
ทำไมคริสตจักรมากมายถึงไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง?     

ผู้นำและสมาชิกคริสตจักร ดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลง  แม้แต่เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่ดีสร้างสรรค์ก็ตาม   การต่อต้านมักแสดงออกด้วยอาการต่าง ๆ  เช่น
  • การปกป้องตนเอง   เมื่อคนในคริสตจักรได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ หรือ ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงมักจะแสดงอาการ “ก้าวถอย” เพื่อปกป้องความเป็นตัวตนที่เป็นอยู่ในเวลานั้น   แทนที่จะเปิดใจรับฟัง  พิจารณา  ใคร่ครวญคำวิจารณ์-วิพากษ์ หรือ ให้ข้อเสนอ  ด้วยการคิดอย่างใคร่ครวญรอบด้าน
  • ปฏิเสธ   แต่บางคนบางพวกเมื่อได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงปัญหาหรือจุดอ่อนด้อยของคริสตจักรก็จะเลือกทางออกหรือการตอบสนองด้วยการปฏิเสธทันที  และเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลง
  • กล่าวโทษคนวิพากษ์   เช่น  “ที่เขาว่าการนมัสการของเราไม่ได้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า ก็เพราะพวกเขาเองไม่ได้เตรียมจิตเตรียมใจให้พร้อมที่จะเข้าร่วมในการนมัสการพระเจ้าของเรา”
  • อ้างพระเจ้า (อย่างผิด ๆ)    สมาชิกและผู้นำคริสตจักรกลุ่มนี้มีความสับสนในการแยกแยะระหว่าง “พระเจ้า” กับ “คริสตจักร”   เขาจะบอกว่า  “พระเจ้าทรงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง   พระเจ้าเป็นอย่างไรในอดีต ก็จะเป็นเช่นนั้นทั้งในวันนี้และในอนาคต”  ดังนั้น “คริสตจักรไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามความคิดใหม่ของคุณ” 
  • ติดยึดกับความทรงจำในอดีต (อาจจะเป็นจริง หรือ มโนเอาเอง)   ความจำที่อบอุ่นในอดีตกลายเป็นตัวครอบงำการคิดการจินตนาการถึงสิ่งดี ๆ อื่น ๆ ในปัจจุบันและอนาคต ถ้าไม่เข้ากรอบประสบการณ์ที่ตนคุ้นชินถือว่า “ไม่ใช่”
  • ความกลัวลาน   ความกลัวคือตัวต้านการเปลี่ยนแปลงในเกือบทุกกรณี  และนำให้เกิดการเผชิญหน้าต่อต้านเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลง   แม้จะเห็นเหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็น  แต่เพราะความขลาดกลัวทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือ การสู้กันในทางความคิด  เป็นความ “รู้สึก” ที่อยู่เหนือเหตุผลคำอธิบายใด ๆ
  • เลี่ยงการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลแบบข้าง ๆ คู ๆ   เช่น “ฉันรู้นะว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้   แต่ฉันมีเวลาทำงานที่นี่อีกเพียง 5 ปี   ฉันจะให้ผู้นำคนใหม่เป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลงจะดีกว่า”  “ฉันอยู่ในตำแหน่งรักษาการ...  ฉันไม่ควรเปลี่ยนแปลงอะไร... รอผู้บริหารตัวจริงเขาตัดสินใจดีกว่า”


แท้จริง  การหลีกเลี่ยง หรือ การปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงมีผลร้ายต่อคริสตจักร   การติดยึดอยู่กับแนวทางการปฏิบัติเดิม ๆ อาจจะนำความเสื่อมทรุด เลวร้ายมาสู่คริสตจักร   ทำให้คริสตจักรมีประสิทธิภาพ และ ความสามารถที่จำกัดในการสร้างผลกระทบที่สร้างสรรค์ต่อชุมชน

ถ้าเช่นนั้นเราจะสามารถหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คริสตจักรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ได้อย่างไร?   ข้างล่างนี้มีประเด็นบางประการที่ใช้ในการพิจารณาในเรื่องนี้
  1. อธิษฐานทูลขอความชัดเจน  การทรงนำ  และ ความกล้าหาญ   ทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงสร้างจิตใจคนในคริสตจักรให้รับการเสริมสร้างและเปลี่ยนแปลงใหม่ที่จะขับเคลื่อนชีวิตตนและคริสตจักรไปบนเส้นทางที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์
  2. เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจำเป็น   จะไม่มุ่งใส่ใจว่าจะเกิดการสูญเสียอะไร   แต่ใส่ใจว่าคริสตจักรจะได้รับอะไร   ในฐานะผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง  ต้องช่วยให้คนในคริสตจักรได้เห็นชัดถึงภาพรวมที่สร้างสรรค์ของผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  และประโยชน์ที่คริสตจักรจะได้รับ
  3. สร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคน   ให้ชวนคิดชวนคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้นำที่มีอิทธิพลในความคิดของสมาชิกคริสตจักรให้สามารถเห็นภาพนิมิตใหม่ที่ชัดเจน
  4. ค่อย ๆ ช่วยให้ผู้คนในคริสตจักรแต่ละคนยอมรับการเปลี่ยนแปลง   การที่ค่อย ๆ สร้างความเข้าใจไปทีละคนจะช่วยปรับเปลี่ยนความคิดของผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงให้มีโอกาสปรับและเปลี่ยน   มีโอกาสในการพิจารณาเรื่องนั้นอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง  (แต่โปรดหลีกเลี่ยงการสร้างความเข้าใจด้วยการเรียกประชุม)
  5. ให้มีความเชื่อศรัทธาเหมือนเด็ก   ถ้าท่านไม่เป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ   ท่านจะไม่สามารถเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย


ดังนั้น   เมื่อจะต้องมีการพิจารณา หรือ พูดคุยถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง หรือ การทำในสิ่งที่ยังไม่เคยทำ   ผู้ที่เอื้ออำนวยการเปลี่ยนแปลงจะต้องรู้เท่าทันวัฒนธรรมของคริสตจักรในเวลานั้น   ตระหนักและยอมรับถึงความรู้สึกที่ไม่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลง   และมีวิธีการ หรือ แนวทาง การเอื้ออำนวยการเปลี่ยนแปลงคริสตจักรบนฐานของความรักเมตตาแบบพระคริสต์ และ ด้วยจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ของพระคริสต์
                                                                                                        
ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 มกราคม 2557

คุณมองการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างไร?

6 “เพราะ​ว่า​เรา​คือ​พระ​ยาห์​เวห์ ไม่​มี​ผัน​แปร
โอ บุตร​ยา​โคบ​เอ๋ย เจ้า​ทั้ง​หลาย​จึง​ไม่​ถูก​ทำ​ลาย​หมด (มาลาคี 3:6 มตฐ.)

ท่านขึ้นศักราชใหม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ดาหน้ารอเราอยู่แล้วหรือเปล่า?

บางท่านเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการตกอยู่ในสภาพชีวิตที่หัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนกำลังจะต้องเริ่มงานใหม่  บางคนเริ่มตั้งครอบครัวใหม่  บางคนทำงานเดิมแต่กำลังหาทางที่จะไต่เต้าสูงขึ้นในตำแหน่งงานใหม่  หลายคนตั้งปณิธานที่จะหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน  แนวทางใหม่ๆ ในการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน  บางคนต้องเริ่มงานใหม่ในบ้าน เช่น มีลูกคนใหม่  เข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่  อพาร์ทเม้นท์ใหม่  และหลายการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นมิใช่เพราะเราเป็นคนทำหรือต้องการให้เกิด  แต่เพราะความหวังดีแต่ประสงค์ร้ายของใครบางคน ทำให้เราต้องคิดว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร หาที่ทำงานใหม่ใหม่? หาแฟนคนใหม่ใหม่? หรือคนที่เกษียณอายุจากการทำงานต้องเริ่มต้นปรับตัวใหม่กับการใช้ชีวิตในบ้าน (ทั้งๆ ที่อยู่มาแล้วหลายสิบปีก็ตาม) และเหล่านี้เป็นรายการการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและการงานที่เราท่านต่างกำลังเผชิญกับ “การเปลี่ยนแปลงและแปรผัน” ในปีใหม่นี้

แล้วเราจะมีมุมมอง หรือ ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร?
แล้วเราจะรับมือกับการเปลี่ยนเหล่านี้อย่างไรดี?

มาลาคี 3:6 ผู้เผยพระวจนะได้บอกเราอย่างชัดแจ้งว่า “พระเจ้าตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์ไม่มีการผันแปร”” พระคัมภีร์ข้อนี้ได้ยืนยันว่า แม้อิสราเอลผู้ที่เคยเป็นประชากรของพระองค์  หันหลังละทิ้งและไม่ยอมกระทำตามพระบัญชาของพระองค์  เมื่อถึงเวลาแห่งการพิพากษาของพระเจ้า สิ่งที่เขาควรจะได้รับคือชีวิตที่ถูกทำลาย ล่มจม ล้มเหลว  ไม่มีความ “อิ่ม” ในชีวิต แต่พระเจ้ายังไม่ทำลายประชากรของพระองค์พวกนี้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ที่ว่าไม่เปลี่ยนแปลงหมายความว่าพระองค์ยังทรงรักเมตตาและมีพระกรุณาคุณต่อประชากรของพระองค์กลุ่มนี้ ความยุติธรรมของพระเจ้าตั้งมั่นคงบนพระคุณและพระกรุณาของพระองค์เสมอ ดังนั้น ถ้าคนบาปคนใดตัดสินใจหันกลับมาหาพระองค์ เขาก็จะพบพระเจ้าที่ทรงเคียงข้างเขาอยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะหันกับมาหาพระองค์เสียอีก  

ทุกวัน พระเจ้าทรงพร้อมเสมอที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของเรา สำหรับคริสตชนแล้ว ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ขอให้เราสงบแล้วใคร่ครวญว่า พระเจ้ากำลังมีประสงค์อะไรในการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น พระเจ้ากำลังจะสำแดงความรักมั่นคงด้วยพระกรุณาคุณต่อชีวิตและการงานของเราอะไรบ้าง โปรดตระหนักเสมอว่า ในทุกการเปลี่ยนแปลง แม้จะเปลี่ยนแปลงเพราะอำนาจความเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม คริสตชนเชื่อว่า พระเจ้าทรงควบคุมทุกสถานการณ์ชีวิตของเรา และในทุกเหตุการณ์ที่พระเจ้าอนุญาตให้บังเกิดขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์ทรงมีแผนการที่จะเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างเราขึ้นใหม่ตามแผนการแห่งพระเมตตากรุณาคุณของพระองค์

ดังนั้น   เราจึงเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้   เพราะเราเชื่อมมั่นและไว้วางใจว่า  พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง   พระองค์ยังทรงมีความรักเมตตาและมีพระกรุณาคุณต่อชีวิตของเราเสมอ   ในทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงผันแปรในชีวิตของเราจึงเป็นโอกาสที่เราจะเปิดรับการทรงเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า   กล่าวได้ว่า   พระเจ้าผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงทรงใช้ความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราในการกระทำพระราชกิจแห่งการเสริมสร้างชีวิตใหม่ทุกวันในชีวิตของเรา   ด้วยพระเมตตาและพระกรุณาคุณของพระองค์   และด้วยวิธีการที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

จากปีเก่าเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่   พระเจ้าทรงยืนเคียงข้างและพร้อมที่จะประคับประคองการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราเพื่อสร้างเราให้เป็น “คนใหม่” ตามพระประสงค์ของพระองค์

ในทุกเช้าวันใหม่ของปีใหม่ปีนี้   ให้เราระลึกและตระหนักชัดเสมอว่า  ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ไม่เคยหยุดยั้ง”  พระกรุณาของพระองค์ก็ไม่เคย “สิ้นสุด”   แต่ปรากฏว่าโดยพระคุณของพระองค์ได้ทรงนำสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิตของเราทุกเช้าด้วยความแน่นอนและเที่ยงตรงของพระองค์   และนี่คือการที่พระองค์ทรงนำการเปลี่ยนแปลงใหม่ในชีวิตของเราให้ก้าวไปสู่พระมรรคาแห่งน้ำพระทัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์  

ดังนั้น ให้เรารับการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของชีวิตด้วยความไว้วางใจในพระคุณที่เที่ยงตรงของพระเจ้า และด้วยจิตใจแห่งความหวังที่เรามีในการทรงนำและการทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา ตามที่พระธรรมเพลงคร่ำครวญ 3:22-23  ยืนยันกับเราว่า

22ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ไม่​เคย​หยุดยั้ง
และ​พระ​กรุณา​ของ​พระองค์​ไม่​มี​สิ้นสุด

23 ​เป็น​ของใหม่​ทุก​เวลา​เช้า
ความ​เที่ยงตรง​ของ​พระองค์​ใหญ่​ยิ่ง​นัก  (ฉบับมาตรฐาน)  

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผันผวนไม่แน่นอนในวันนี้
พระเจ้าผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเคียงข้างเราเสมอ
พระองค์จะประทานพลังชีวิตที่สดใหม่เสมอในทุกเช้า
แล้วทรงอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์ชีวิตในวันนี้
พร้อมที่จะชี้นำเปิดเผยทางชีวิตที่เราควรจะเดินไป
ให้เรามีจิตใจสงบและใส่ใจการทรงนำของพระองค์
ในทุกขณะ ทุกสถานการณ์ และทุกวิกฤติชีวิตที่ขวางหน้าเราอยู่

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

19 เมษายน 2556

การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต

เราเทศนาไปทำไม?

เมื่อเป้าหมายปลายทางของการเทศนาคือ การนำให้ชีวิตของผู้ฟังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลง   และการเทศนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งที่ทำให้ชีวิตคริสตจักรเกิดการเติบโตและแข็งแรง   แต่ศาสนาจารย์ ศิษยาภิบาล หรือผู้ปกครองคริสตจักรต่างมีคำถามในใจว่า   แล้วเราจะสื่อสารผ่านการเทศนาอย่างทรงประสิทธิภาพได้อย่างไร?   เอกสารนี้มี 9 ประเด็นคำถามที่ผู้เทศน์ใช้ในการตรวจสอบและถามเกี่ยวกับการเทศนาของตน

1.  ใครคือผู้ฟังเทศนา?

ที่เราถามคำถามนี้เพื่อที่จะต้องการทราบว่า   “ผู้ฟังต้องการอะไรในชีวิต?”   “อะไรคือบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตของผู้ฟัง?”   “ผู้ฟังสนใจในเรื่องอะไร?”   คำถามลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้เทศน์สามารถมุ่งมองเจาะจงลงไปในชีวิตของผู้ฟัง   บางท่านอาจจะถามในใจว่า   แล้วเราจะถามไปทำไม?   ที่เราถามเช่นนี้เพราะว่ามี 3 สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังเสมอ คือ...
  • สิ่งที่เขาหวาดกลัว
  • สิ่งที่ไม่ปกติธรรมดา
  • สิ่งที่มีคุณค่า
นักเทศน์สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังอย่างเหนียวแน่นก็โดยการมุ่งเจาะจงลงสู่สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับผู้ฟัง

2.  พระคัมภีร์ว่าอย่างไรกับความต้องการที่จำเป็นในชีวิตของผู้ฟัง?

ในเมื่อพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ว่าด้วยชีวิต   และมีคำตอบต่อความจำเป็นต้องการในชีวิตของผู้คน  ภาระหลักของนักเทศน์คือเปิดเผยและสำแดงให้ผู้ฟังได้พบกับสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาและความจำเป็นต้องการของผู้ฟังในปัจจุบัน

3.  อะไรในคำเทศนาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ดี/ปฏิบัติได้มากที่สุด?

การประยุกต์คำสอนให้เป็นแนวทางและวิธีการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของผู้ฟังเป็นภาระประการต่อมาของนักเทศน์   ดังนั้นคำเทศน์ต้องเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติได้   ที่ผู้ฟังฟังแล้วรู้ว่าจะนำไปทำตามได้อย่างไร   คำถามคือแล้วจะทำอย่างไรให้คำเทศน์เป็นคำเทศน์เพื่อการปฏิบัติ  มิใช่เพื่อจรรโลงปัญญาเท่านั้น?
  • นักเทศน์ต้องมุ่งเป้าหมายเจาะจงให้คำเทศน์ไปสู่การปฏิบัติ
  • บอกกับผู้ฟังว่า ทำไมจะต้องปฏิบัติในเรื่องนี้
  • แล้วแสดงให้เขาเห็นชัดเจนว่าจะปฏิบัติได้อย่างไร
ระวังนะครับ  คำแนะนำชักชวน หรือ แม้แต่การขู่เข็ญบังคับให้ทำ  โดยปราศจากคำอธิบายที่ชัดเจน  นำไปสู่ความสับสน และเป็นการทำลายความสำคัญของคำเทศน์ในความรู้สึกของผู้ฟัง   เราส่วนมากคงเคยได้ยินได้ฟังที่ผู้คนพูดถึงคำเทศนาในวันนั้นๆ ว่า  “สิ่งที่เทศน์ใช่เลย... แต่จะทำได้อย่างไร?”   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า   “เห็นด้วยกับสิ่งที่เทศน์   แต่เราจะทำได้จริงอย่างไรในชีวิตของเรา?” (ที่นักเทศน์มักไม่ได้กล่าวถึง)

4.  จะเทศน์อย่างไรที่เป็นการเทศน์ที่สร้างสรรค์ที่สุด?

พระเยซูคริสต์มิได้พยายามทำให้ผู้คนกลับใจ หรือ เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยอารมณ์โกรธ(อารมณ์รุนแรง)   ถึงแม้พระคัมภีร์มีการเตือนถึงเรื่องการพิพากษาอย่างชัดเจน   แต่การเทศนาในเชิงลบย่อมเสริมสร้างสมาชิกผู้ฟังเทศน์ให้เป็นคนแบบลบๆ ไปด้วย   ดังนั้น  ระมัดระวังไม่เทศนาด้วยมุมมอง ทัศนะ แบบลบ   แต่มุ่งเน้นให้การเทศนาเป็นการนำเสนอ “ข่าวดีของพระคริสต์”  เป็นการเสนอทางออกจากการครอบงำของอำนาจบาป  และเป็นการเทศนาด้วยความถ่อมสุภาพมากกว่าการเทศนาด้วยความดุดัน

5.  จะเทศน์อย่างไรที่เป็นการหนุนเสริมเพิ่มกำลังใจมากที่สุด?

คนเราต่างมีรากฐานความจำเป็นต้องการ 3 ประการในชีวิต
  • ต้องการได้รับการหนุนเสริมเพิ่มพลังใจในความเชื่อศรัทธา
  • ต้องการได้รับการยืนยัน หรือ เกิดความหวังใหม่อีกครั้งหนึ่งในชีวิต
  • ต้องการได้รับการรื้อฟื้น ซ่อมแซม  ปะชุน ความรักขึ้นใหม่ในชีวิตใหม่
หัวใจของการหนุนเสริมเพิ่มพลังใจและชีวิตมิใช่เพียงบอกผู้ฟังว่ามันเป็นเรื่องอะไร  มันคืออะไร   แต่จะต้องบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นจริงในชีวิตได้อย่างไร   ยิ่งกว่านั้น  ทั้งนักเทศน์ประจำและนักเทศน์จรต้องตระหนักชัดและสำนึกเสมอคือ   คำเทศนาของเรามิได้จบลงบนธรรมมาสน์  แต่การเทศนาที่แท้จริงเริ่มเมื่อผู้ฟังและนักเทศน์มีโอกาสสนทนาวิสาสะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันหลังนักเทศน์ลงจากธรรมมาสน์แล้ว   และนี่คือจุดบอด จุดอับ และจุดดับของบรรดานักเทศน์ทั้งหลายในปัจจุบัน

6.  แล้วจะเทศน์ด้วยภาษา และ ท่าทีที่เรียบง่ายได้อย่างไร?

แท้จริงแล้วเมื่อพระเยซูเทศน์และสอน   พระองค์สื่อสารกับประชาชนและสาวกด้วยวิธีการที่เรียบง่ายในวัฒนธรรมและบริบทในเวลานั้นของพระองค์   ในเมื่อผู้ฟังส่วนใหญ่ประมาณ 90-95% จะลืมสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังไปแล้วหลัง 72 ชั่วโมง   ดังนั้น คำเทศนาจำเป็นจะต้องมุ่งเน้นเจาะจงชัดเจนเพียงความคิดประเด็นเดียว   แล้วเราจะทำให้คำเทศน์ของเราเรียบง่ายได้อย่างไร?
  • ตกผลึกสาระที่เราเทศน์ในวันนั้นให้เป็นเพียงประโยคเดียว
  • หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ ใช้คำเฉพาะในคริสต์ศาสนา คริสต์ศาสนศาสตร์ ที่คนฟังแล้วเข้าใจยาก
  • จัดลำดับประเด็นโครงร่างคำเทศนาให้เรียบง่าย (ไม่ซับซ้อนถี่ย่อยเกิน)
  • ทำให้ส่วนประยุกต์สอดคล้องกับสาระคำเทศน์
  • ทำทุกประเด็นที่นำเสนอในคำเทศน์ให้ผู้ฟังสามารถเห็นภาพในประเด็นนั้นๆ ได้
  • การนำเสนอแนวทางหรือวิธีการนำไปใช้มาจากประสบการณ์ตรงของผู้คนต่างๆ จากชีวิตจริง

7.  ทำให้การเทศนาเป็นกันเองกับผู้ฟังมากที่สุดได้อย่างไร?

ผู้คนในปัจจุบันตกอยู่ในท่ามกลางวัฒนธรรม “ช่างสงสัย”  และ “แรงต้าน” ต่อสิ่งที่นำเสนอหรือการเสนอขาย   ในที่นี้รวมถึงการนำเสนอขายความคิดผ่านการเทศนาด้วย   ทำอย่างไรที่จะทำให้สาระและการเทศนาของเราเป็นไปอย่าง “กันเอง” กับผู้ฟัง   เป็นไปด้วยความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนทนาสื่อสารด้วยกัน   และการเทศนานั้นจะเกิดผลกระทบในชีวิตของผู้ฟังได้อย่างไร?
  • แบ่งปันสิ่งที่ท่านพบเห็นหรือเผชิญหน้า  แก่ผู้ฟังด้วยความจริงใจ
  • แบ่งปันสิ่งที่ท่านประสบพบเห็นในความก้าวหน้าของท่านด้วยท่าทีที่ถ่อมสุภาพ
  • แบ่งปันสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงครั้งต่างๆ ของท่าน

8.  เราจะนำเสนอสาระคำเทศนาอย่างน่าสนใจได้อย่างไร?

นักเทศน์ที่เทศนาอย่างน่าเบื่อหน่ายแก่ผู้ฟังที่ยังไม่เชื่อ เป็นการเทศน์ที่สร้างความเสียหายที่ยากจะทำใจยอมรับได้   ขอเปลี่ยนแปลงวิธีการนำเสนอสาระคำเทศน์เสียใหม่!   พระเยซูคริสต์สื่อสารสาระพระกิตติคุณของพระองค์ด้วยการเล่าถึงเรื่องราวชีวิตจริงของผู้คนในวัฒนธรรมนั้น ในบริบทของสมัยนั้น   แล้วพระองค์ก็ใช้เรื่องที่น่าสนใจ ที่ทำให้คนฟังต้องคิดและทำให้ประชาชนได้คิดด้วย   พระองค์ไม่ได้นำเสนอสัจจะความจริงด้วยวิธีการและท่าทีที่เคร่งขรึม  มาดอาจารย์  ท่านักวิชาการ  วางตัวเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่น่าเกรงขาม   แต่พระองค์ช่วยให้ผู้ฟังของพระองค์ผ่อนคลาย  เปิดใจ  รับฟัง    พระองค์ทำให้ยาที่ประชาชนกินยากกินลำบากให้กินได้ง่าย  จึงยอมกิน  และพระองค์ทำให้ประชาชนกินยานั้นอย่างมีความสุข

9.   พลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตมาจากไหน?

ผู้เทศน์เป็นกระบอกเสียงของพระเจ้า  เป็นผู้เผยพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์แก่ผู้ฟัง  แต่พลังที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้ฟังมิได้มาจากวิธีการเสนอคำเทศนา หรือ เนื้อหาสาระในคำเทศน์เป็นหลัก   แต่การเทศนาเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ที่นักเทศน์ร่วมรับใช้ในพระราชกิจครั้งนั้นๆ   ดังนั้น นักเทศน์คือคนใช้ของพระเจ้าสำหรับการเทศน์ในครั้งนั้น   และ คำเทศน์เป็นสะพานที่ทอดลงเพื่อให้ผู้ฟังสามารถเดินเข้าถึงการสัมผัสกับพระวจนะ พระประสงค์ และน้ำพระทัยของพระองค์ในชีวิตของผู้ฟังแต่ละคน

ดังนั้น  การเตรียมคำเทศน์ และ การเทศนาของนักเทศน์จึงเป็นบทบาทและการร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าในการรับใช้พระองค์ในครั้งนั้นๆ   และนักเทศน์มั่นใจได้ว่า  เรามิได้เตรียมเทศน์ด้วยตัวเราคนเดียว   เราไม่ได้เทศน์ด้วยความโดดเดี่ยวตัวคนเดียว   พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในการเตรียมเทศน์  ในการดำเนินชีวิตของเรา   และพระองค์ทรงเป็นความคิด  พระปัญญา  และการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ฟังผ่านการเทศนาของเรา   การเทศนาจึงเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่ผู้เทศน์ยอมตนรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ประการสำคัญที่เป็นรูปธรรมคือ   พลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ฟังเทศน์คือ   การที่ผู้เทศน์มีชีวิตอย่างสิ่งที่ตนเทศน์   ที่ผู้เทศน์ได้เคยสัมผัสกับสัจจะความจริงในพระวจนะนั้นแล้ว และการที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตอย่างที่เทศน์ได้นั้น   เพราะพระวิญญาณทรงทำงานเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของผู้เทศน์ให้เป็นแบบอย่างก่อน   เพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะใช้แบบอย่างชีวิตของผู้เทศน์เป็นส่วนหนึ่งในคำเทศน์เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ฟัง

ดังนั้น  พลังของคำเทศนาที่มีอิทธิพลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ฟัง  ก็คือพลังจากแหล่งเดียวกันที่ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้เทศน์เองมาก่อนหน้านี้แล้วครับ!

ถ้าเช่นนั้น  นักเทศน์ที่ยังไม่เคยรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้า   จะเทศนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้ฟังได้อย่างไร?

ขมวด

การเทศนาที่ดีมีประสิทธิภาพ มีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตมิใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ   แต่ผ่านกระบวนการพินิจพิจารณา คิด ใคร่ครวญให้ทะลุตลอดรอดฝั่ง  และตระหนักชัดว่า การเทศนาเป็นพระราชกิจของพระเจ้า  และผู้เทศน์เป็นเพียงผู้รับใช้ของพระเจ้าที่จะมีชีวิตทำตามที่พระเจ้าประสงค์ในการเทศน์ครั้งนั้นๆ  และประการสุดท้ายที่เป็นหัวใจสำคัญคือ  นักเทศน์ต้องรักคนฟังของท่านครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 มิถุนายน 2555

การรับใช้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง


การบริการของท่านช่วยทำให้ผู้คนรู้จักกับพระเยซูคริสต์อย่างไร?

การตอบสนองความจำเป็นทางด้านร่างกายเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น   แต่นั่นเป็นจุดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งกว่า   การทำพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมย่อมนำไปสู่ความสำคัญของทั้งความเป็นคน กล่าวคือทั้งด้านกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ   ต่อไปนี้เราได้พูดคุยถามไถ่ศิษยาภิบาลและผู้นำพันธกิจในคริสตจักรบางแห่ง  ถึงเรื่องราวการรับใช้ของเขาในชุมชนที่มีผลนำไปสู่การเปลี่ยนทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ

เราไม่สามารถแยกพระมหาบัญชาออกจากพระมหาบัญญัติ

คริสตจักรส่วนใหญ่จะพยายามเข้าให้ถึงชีวิตชุมชนที่อยู่นอกกำแพงคริสตจักรด้วยสองวิธีการหลักคือ   บางกลุ่มบางคริสตจักรจะมุ่งเน้นสนใจความต้องการด้านจิตวิญญาณของผู้คน   ช่วยประชาชนนอกรั้วโบสถ์ได้สัมผัสสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านการประกาศพระกิตติคุณ   คริสตจักรอีกกลุ่มหนึ่งมีแนวโน้มเน้นทำพันธกิจกับประชาชนที่มีความต้องการด้านจิตสังคม  ด้วยการให้บริการและสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

ศิษยาภิบาล ริช นาธาน บอกกับเราว่า คริสตจักรของเขาหลีกเลี่ยงว่าจะทำพันธกิจด้านใดด้านหนึ่งในสองด้านที่กล่าวข้างต้น   คริสตจักรของเราใช้กลยุทธในการทำพันธกิจทั้งการขับเคลื่อนความยุติธรรมทางสังคมให้เข้ากับการประกาศพระกิตติคุณ

ในการให้บริการคลินิกตรวจรักษาสุขภาพและคลินิกทันตกรรมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เราจะถามความสมัครใจของเขาว่าเขาต้องการการอธิษฐานด้วยหรือไม่   ในจำนวนนี้ประมาณ 75% ที่ต้องการให้อธิษฐานเผื่อ   ด้วยวิธีการนี้ทำให้เรามีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับชีวิตจิตวิญญาณ

ในพันธกิจด้านกีฬา  เรามีการใคร่ครวญร่วมกันในทีมนักกีฬาเด็ก  ส่วนทีมนักกีฬาผู้ใหญ่เราได้จ้างผู้ฝึกสอนที่สามารถทำการประกาศพระกิตติคุณด้วย

ส่วนพันธกิจการให้คำปรึกษาด้านการเงิน   เราใช้หลักการด้านการจัดการการเงินจากพระคัมภีร์   ในที่สุดหลายคนได้พบทางออกทางการเงิน  และสามารถพบอิสรภาพในด้านการเงินของตนเองและครอบครัว  ในกลุ่มนี้หลายคนเชื่อศรัทธาในพระคริสต์

สำหรับพันธกิจบริการคลังอาหาร   เราเสนอการอธิษฐานเผื่อผู้รับบริการทางอาหาร  และในระหว่างสัปดาห์เราได้จัดให้มีการนมัสการ และการเรียนพระคัมภีร์ด้วยกัน

พันธกิจสำหรับคนไร้ที่พักเราบริการอาหารร้อน  ผ้าห่ม เสื้อผ้า  เต็นท์ และการอธิษฐานเผื่อ  ในทุกสัปดาห์เราใช้รถแวนออกไปรับคนไร้ที่พักมาที่คริสตจักร  ในกลุ่มนี้ภายหลังมีหลายคนที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์

พันธกิจเหล่านี้เพื่อหนุนเสริมการอยู่รอดของชีวิต  เราระมัดระวังเกี่ยวความรู้สึกอายของผู้เข้ามารับบริการ  ความรู้สึกสิ้นหวัง  และความหวาดกลัว   การอธิษฐานเผื่อจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำไปพร้อมๆ กับการให้บริการชีวิตด้านต่างๆ   สำหรับคนที่มีเด็กเล็กเราจะประสานพ่อแม่เข้าเรียนรู้ในชั้นเรียนการเลี้ยงดูลูก  และให้เด็กเล็กมีโอกาสอยู่ในศูนย์บริบาลเด็ก   และเราจะเข้าไปสัมพันธ์กับแผนกการให้การปรึกษาด้านการเงิน และ การบริการทางสังคม   การประกาศพระกิตติคุณผ่านความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งจะกระทำผ่านพันธกิจการให้บริการชีวิตเหล่านี้

จากการทำพันธกิจที่เกี่ยวข้องกับทั้งชีวิต หรือ เราจะเรียกว่าพันธกิจองค์รวมก็ได้  คริสตจักรของเราพบว่ามีพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืน   ทั้งคนที่มารับบริการและสมาชิกคริสตจักรที่ร่วมในพันธกิจการบริการชีวิตนี้ด้วย   อยากจะบอกว่า  เราไม่สามารถที่จะแยกพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ออกจากพระมหาบัญญัติที่พระองค์ทรงสอน   และสิ่งที่สำคัญมิได้อยู่ที่พันธกิจที่เราทำ   แต่อยู่ที่ชีวิตคนที่พระเจ้าประทานให้เราได้รับใช้และโอกาสที่เราได้รับใช้   เพราะนั่นเป็นการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  และเป็นการรักตนเองอย่างลึกซึ้งด้วย

จิตใจที่รักเมตตาสร้างผลกระทบแม้แต่คนไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า

Lee Strobel  เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune  ถูกมอบหมายให้ไปติดตามเรื่องราวครอบครัวที่ยากจนในชิคาโกเพื่อนำมาเขียนชุดบทความในเรื่องดังกล่าว   ในการวิจัยหาข้อมูลครั้งนี้เขาได้ไปบ้านสงเคราะห์คนไร้บ้าน[1]

เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสังเกตการณ์การทำงานของอาสาสมัครในบ้านพักสำหรับคนไร้บ้าน  คนที่สิ้นเนื้อประดาตัว   เป็นผู้คนที่ไม่มีใครในสังคมสนใจหรือเอาใจใส่   พวกอาสาสมัครได้จัดเตรียมอาหารสำหรับคนเหล่านี้  ให้มีที่พักที่อยู่  ให้เสื้อผ้าที่จำเป็น  และยังให้การปรึกษาสำหรับแต่ละคนตามแต่ละวิกฤติชีวิตที่ประสบพบเจอ   นอกจากนั้นยังหาทางช่วยให้ผู้คนเหล่านี้มีงานทำ   อีกทั้งยังให้ความอบอุ่นใจสำหรับลูกหลานที่ตื่นกลัวเหล่านั้นด้วย

ภายหลังการเก็บข้อมูลวิจัย   เขาได้แวะเวียนไปเพื่อกล่าวขอบคุณและอำลาทีมงานอาสาสมัครสตรีทีมนี้ที่รับผิดชอบชีวิตและให้ความช่วยเหลือผู้ไร้บ้านเหล่านั้น   ในระหว่างของการสนทนาอำลากันนั้น  สตรีอาสาสมัครท่านหนึ่งกล่าวกับลีว่า  “ลี ฉันรู้นะว่าคุณเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า   แต่ฉันก็เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น หรือ คุณจะว่าเป็นคนที่สอดรู้สอดเห็นก็ว่าได้   แต่ฉันขอถามตรงๆ ว่า  คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องพระเยซูคริสต์?”

ลีเขียนไว้ว่า  “ผมยืนกรานใจแข็งไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า  ผมเองคุ้นชินและถนัดกับการ “ปิดทาง” สำหรับพวกคริสเตียนที่พยายามจะมาทำให้ผมเปลี่ยนใจเชื่อเรื่องพระเจ้า    แต่เมื่อสตรีคนนี้มาพูดเรื่องพระเจ้ากับผมในครั้งนี้ผมกลับเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอย่างง่ายดาย   ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น   เพราะเธอไม่ได้เพียงบอกผมว่าพระเจ้ารักประชาชนเท่านั้น   แต่ผมได้เห็นมากับตาและสัมผัสมาด้วยตนเองว่าทีมสตรีทีมนี้มีชีวิตที่สำแดงความรักของพระคริสต์ที่พวกเขาพูดถึงด้วยการกระทำ ด้วยชีวิตทั้งหมดของพวกเธออย่างยอมละทิ้งความเป็นตัวตนของตนเอง  และมีชีวิตที่รับใช้ในพระนามของพระคริสต์   ผมเฝ้ามองพวกเขาสำแดงออกถึงพระคุณของพระเจ้าในหลากหลายรูปแบบ  ทั้งกับผู้คนที่ได้รับความเจ็บปวดในชีวิต    การกระทำและสำแดงออกของพวกเขาเช่นนั้นเองที่ได้รื้อโค่นกำแพงที่เคยขวางกั้นผมลง  ทำให้ผมยอมรับเรื่องพระเจ้า   เป็นการรื้อถอนกำแพงอย่างค่อยเป็นค่อยไป  รื้ออิฐกำแพงใจที่ล้อมรอบชีวิตของผมลงทีละก้อนสองก้อน   และในที่สุดประสบการณ์ชีวิตดังกล่าวได้ค่อยๆ สร้างห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์ที่นำชีวิตของผมเข้าผูกพันกับพระคริสต์”

“ด้วยเหตุนี้เราจึงรับใช้คนที่ได้รับความเจ็บปวดจากบาดแผลในชีวิต  คนต้องโทษติดคุก  คนไร้บ้านและที่พักอาศัย  คนตกงาน  คนที่ใช้สารเสพติด  และคนต่างๆ อีกมากมายในพระนามของพระเยซูคริสต์   เพราะผู้คนเหล่านี้ก็เป็นคนที่พระองค์ทรงสร้างด้วยเช่นกัน   และทรงสร้างตามพระฉายาคือตามคุณค่าและความหมายในชีวิตที่พระเจ้าประทานใส่ในชีวิตแก่ผู้คนต่ำต้อยเล็กน้อยไร้ค่าของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้  ดังนั้น พวกเขาแต่ละคนเป็นผู้ที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับพระเจ้าอย่างยิ่ง    เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้ทุกคนจึงมีคุณค่าและความหมายสำหรับเราทุกคนด้วย   และผลกระทบจากการรับใช้ผู้คนเหล่านี้ในพระนามของพระคริสต์คือ  ความรักเมตตาแห่งการรับใช้เช่นนี้สามารถที่จะเจาะทะลุเข้าในจิตใจที่หนักแน่นแข็งกระด้างต่อต้านพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์”  นี่เป็นคำยืนยันที่หนักแน่นจากประสบการณ์การรับใช้อย่างโชกโชนของทีมงาน

ข้อควรระวังที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ  พันธกิจการรับใช้คนยากคนจนคนเล็กน้อยเหล่านี้เราทำในพระนามของพระเยซูคริสต์    เราจึงไม่ใช่ เอ็นจีโอ  เรามิใช่องค์กรสาธารณกุศล  เรามิได้ทำงานแทนสภากาชาด  เรามิใช่องค์กรสังคมสงเคราะห์   หรือ หน่วยงานพัฒนาสังคม   หรือหน่วยงานบริการสังคม  หรือหน่วยงานการกู้ภัยต่างๆ  หรือกลุ่มที่หนุนเสริมให้ประชาชนลุกขึ้นมาก่อการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยพลังของมวลชน   กล่าวคือ  ภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เรากระทำนั้นมากและกว้างไกลกว่า การเอาใจใส่เรื่องการช่วยตอบสนองความจำเป็นต้องการด้านกายภาพของประชาชนกลุ่มนี้เท่านั้น   แต่ภารกิจความรับผิดชอบที่พระเจ้าบัญชาให้เราต้องทำคือ  คุณภาพชีวิตจิตวิญญาณด้วย   ซึ่งมิใช่การกอบกู้สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  เชิงการเมือง  หรืออำนาจเท่านั้น   แต่เป็นการกอบกู้พระฉายาของพระเจ้าในชีวิตทั้งชีวิตของมนุษย์กลับคืนมา   เพื่อนำสู่การมีคุณภาพชีวิตที่มีอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า  ทำให้ชุมชนสังคมนี้สำแดงออกถึงพระฉายาของพระเจ้า  และพระประสงค์ของพระองค์

เปาโลเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจน ในโรม 10:14 ว่า ผู้คนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าใจพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เลย  ถ้าคริสเตียนมิได้สื่อสารอธิบายให้ชัดเจน   และการที่จะอธิบายหรือสื่อสารพระกิตติคุณได้อย่างชัดเจนนอกจากการอธิบายด้วยคำพูดแล้ว   การสำแดงออกถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้เชื่อเพื่อผู้คนจะได้เห็น ได้สัมผัสและสัมพันธ์ประจักษ์ชัดเจน  และได้รับประสบการณ์ตรงในชีวิต   นั่นเป็นการสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่ชัดเจนและทรงพลังยิ่ง  อีกทั้งจะต้องสำแดงเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง

เป็นการสื่อสารที่เหมาะสมไม่ประนีประนอมสาระหัวใจของพระกิตติคุณ

การสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับคนในยุคนี้  มิได้หมายความว่าเราจะต้องยอมประนีประนอมคุณค่าและคุณธรรมของคริสเตียน หรือ พยายามทำให้คนยอมรับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์โดยการยอมตัดดัดแปลงหรือปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระหัวใจของพระกิตติคุณ  

แต่หมายความว่าเราพยายามทุกหนทางที่จะแสวงหาการสื่อสารพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยภาษา คำพูด ที่คนฟังสามารถเข้าใจง่ายและเข้าใจถูกต้องตามสาระของพระกิตติคุณ  และทางหนึ่งที่จะสื่อสารให้เข้าใจได้ลึกซึ้งคือการสำแดงชีวิตประจำวันด้วยจิตใจที่เมตตากรุณาตามทัศนะมุมมองอย่างพระคริสต์  และยืนหยัดสื่อสารอย่างสร้างสรรค์   และในการสื่อสารด้วยการกระทำจากจิตใจที่เมตตากรุณา  ด้วยชีวิตที่เสียสละเช่นนี้   เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะยอมใช้ชีวิตคลุกกับคนรากหญ้าพื้นดิน คนที่จมอยู่ในโคลนตมแห่งความทุกข์  มือไม้พร้อมที่จะเปื้อน   หัวใจพร้อมที่จะฉีกขาด หรือถูกบาดเป็นแผล   และเหนือกว่าสิ่งใดๆ แผนการการรับใช้ของเราต้องเปิดกว้างและพร้อมรับการทรงแทรกแซงจากพระราชกิจของพระเจ้า

นั่นหมายความว่าเรากำลังรับผิดชอบชีวิตผู้คนเหล่านั้น ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราอภิบาลฟูมฟักดูแล   และในเวลาเดียวกันเราต้องยอมรับว่าแต่ละชีวิตมีความแตกต่าง  มีประสบการณ์ชีวิตภูมิหลังที่ถูกบ่มเพาะพอกพูนมาที่ไม่เหมือนกัน   จึงมีความต้องการจำเป็นที่ต่างกัน   และต้องการการเสริมสร้าง  การรักษาเยียวยา ที่แตกต่างกัน  ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนกัน  และระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน   ยิ่งกว่านั้น บนเส้นทางการรับใช้ผู้คนเหล่านี้ด้วยความรักเมตตาและเสียสละแบบพระคริสต์ยังเป็นพระราชกิจของพระเจ้าและพระองค์มีเวลากำหนดของพระองค์    ดังนั้น  เราต้องพร้อมที่จะรับแผนการของพระเจ้าและกำหนดเวลาของพระองค์ที่แทรกแซงเข้ามาในแผนงานที่เราวางไว้แต่แรก

การทำพันธกิจการรับใช้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นมิใช่การทำโครงการเพื่อโครงการ หรือ การทำกิจกรรมเพื่อกิจกรรม   หรือคิดเลยออกไปว่าเพื่อสร้างโอกาสที่จะประกาศพระกิตติคุณ (ในลักษณะเพียงการบอกกล่าวเชิญชวนให้เขามาเป็นคริสเตียนเท่านั้น)   แต่การทำพันธกิจการรับใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงนั้น   เป็นการรับใช้ที่หวังผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิต  กล่าวคือทั้งกาย ใจ ปัญญา  สังคมความสัมพันธ์  และจิตวิญญาณ   มากกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตของแต่ละคนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนสังคม   เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมบนพื้นฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   นำไปสู่การเป็นชุมชนที่ศานติชอบธรรม   เป็นสังคมชุมชนที่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ สัมพันธภาพซึ่งกันและกันในชุมชน  บนพื้นฐานพระกิตติคุณ  บนรากฐานแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า

นั่นหมายความว่า สิ่งที่เรากำลังกระทำนี้เป็นการกระทำตามนิมิต (vision) ของพระเยซูคริสต์  ครั้งเมื่อพระองค์สอนสาวกของพระองค์อธิษฐาน   ตอนหนึ่งในคำอธิษฐานที่ทูลขอต่อพระเจ้าพระบิดาว่า
“ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่...
ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:10 ฉบับมาตรฐาน)  

และสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงประกาศคือ
“...แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว 
จงกลับใจใหม่ 
และเชื่อข่าวประเสริฐ(พระกิตติคุณ)” (มาระโก 1:14)  

ที่ศาลาธรรมในเมืองนาซาเร็ธบ้านที่พระองค์เจริญเติบโตขึ้น  พระองค์ทรงประกาศถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ ที่สอดคล้องกับคำประกาศถึงพันธกิจที่ทรงได้รับมอบหมายจากพระเจ้า   โดยอ่านจากพระธรรมอิสยาห์ว่า 
“พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับข้าพเจ้า  
เพราะพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้  
เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน  
พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย  
ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก  
ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ  
และประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลูกา 4:18-19 ฉบับมาตรฐาน)

พระเยซูคริสต์เมื่อครั้งทรงสอนสาวกและประชาชนจำนวนมาก   พระองค์ทรงบัญชาแก่ประชาชนที่กำลังฟังพระองค์ว่า   สิ่งแรกของสิ่งแรกในชีวิตของคนที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าคือ 
“...ท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน...”
และตามด้วยพระสัญญาว่า  ส่วนสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่จำเป็นในชีวิตพระเจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบและประทานให้ (มัทธิว 6:33 ฉบับมาตรฐาน)   เพราะพระเจ้าพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงทราบว่า พวกเราทุกคนต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ (ข้อ 32)

ดังนั้น   พันธกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจึงเป็นนิมิตหมายของพระเยซูคริสต์ในการทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้   ด้วยพระทัยเมตตากรุณาเปี่ยมด้วยพระคุณ   เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เราผู้เป็นมนุษย์ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างใหม่จากพระองค์    แล้วพระเจ้าทรงเรียกและมีพระบัญชาให้เราแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน    ด้วยการเป็นคนรับใช้พระองค์ท่ามกลางชีวิตของประชาชนในพระนามของพระเยซูคริสต์  ด้วยการมีพระประสงค์เป็นเป้าหมาย   ด้วยการมีจิตใจที่รักเมตตาแบบพระคริสต์  และยอมสละชีวิตของตนอย่างพระองค์   ทั้งนี้ เราจึงเป็นคนหนึ่งในกระบวนการพันธกิจรับใช้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า   หรือร่วมในกระบวนการพลิกฟื้นโลกนี้ให้อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์   เพื่อทุกคนภายใต้การปกครองของพระเจ้าจะมีคุณภาพชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

ความอดทนและและความเมตตากรุณาคือเครื่องมืออันทรงพลังในการรับใช้

44 แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน  และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาผู้ที่ข่มเหงท่าน  
45 เพื่อว่าพวกท่านจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์  
   เพราะว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอกัน 
   และให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม...
48...เพราะฉะนั้นพวกท่านจงเป็นคนดีพร้อม  เหมือนอย่างพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม
   (มัทธิว 5:44-45, 48  ฉบับมาตรฐาน)

Bruce Cromwell  เป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่มีสมาชิกหลากหลายฐานะ  กล่าวคือตั้งแต่สมาชิกผู้มั่งคั่งไปจนถึงสมาชิกที่ไร้บ้านซุกหัวนอนก็ว่าได้   และยังมีพันธกิจรับใช้ผู้ต้องทัณฑ์บน  คนที่กำลังตัดยาเสพติดหรือพยายามเลิกในการใช้สารเสพติด   คนที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพในการขายบริการบันเทิง   ในเวลาเดียวกันคริสตจักรของเขายังมีสมาชิกที่เป็นผู้พิพากษา  นายธนาคาร  และอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย  จากประสบการณ์การทำพันธกิจในคริสตจักร   ทั้งศิษยาภิบาลและสมาชิกที่ทำพันธกิจได้บทเรียนที่ชัดเจนว่า  “ยิ่งถ้าเรามุ่งมองให้ความสนใจ ‘คนอื่น’ นั่นช่วยให้เรามุ่งมองพระเยซูคริสต์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ผู้ที่ทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ในชุมชนได้สะท้อนประสบการณ์ของเขาว่า  “บทเรียนประการแรกสุดที่เราได้เรียนรู้จากการทำพันธกิจการรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางคนต่างๆ นั้นคือ  ผู้คนเหล่านี้จะตัดสินใจเลือกติดตามพระเยซูคริสต์ก็เพราะเขาได้สัมผัสความรักของพระองค์ผ่านการสำแดงความรักพระคริสต์ที่ทำผ่านพันธกิจที่เราได้กระทำ   เราพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า  ในการที่ผู้คนจะรับเอาพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เพราะการที่เขาได้รับและสัมผัสกับความรักของพระเยซูคริสต์ผ่านการรับใช้ธรรมดาสามัญที่เราสำแดงผ่านชีวิตของเราด้วยความจริงใจ   มิใช่ความเพียรพยายามที่จะโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจมารับพระเยซูคริสต์   (ในที่นี้หมายความว่า  การที่เขาจะรับพระเยซูคริสต์หรือไม่มิใช่เพราะความสามารถของเราในการโน้มน้าวสั่งสอน หรือ ถกเถียงใช้เหตุใช้ผล   แต่ที่ผู้คนยอมรับพระกิตติคุณของพระคริสต์เพราะเขามีประสบการณ์กับความรักของพระคริสต์  และเขาเลือกว่าความรักนี้ดีมีค่าที่สุดในชีวิตของเขา   จึงต้องการที่จะใกล้ชิดติดสนิทกับพระองค์)   ดังนั้น จึงมิใช่ใช้การช่วยเหลือ  โครงการ  หรือการใช้กิจกรรมเป็นเหมือน “เหยื่อ” เพื่อใช้ตกเบ็ดให้ได้ปลา (ซึ่งหมายถึงคนที่เราต้องการให้เขาเป็นคริสเตียน) มาติดเหยื่อ  แล้วเราจะได้ปลา  ได้คนมาเป็นคริสเตียน   อีกประการหนึ่ง ในการที่ผู้คนตัดสินใจมาเป็นคริสเตียนมิใช่เพราะพวกเขาชอบเราหรือชอบสมาชิกคริสตจักรที่ได้ทำดีกับเขา  เพราะถ้าเขาเชื่อพระคริสต์เพราะการที่เราและสมาชิกคริสตจักรทำดีกับเขา  แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อเขาไม่ได้เห็นความดีของเรา  เขาอาจจะเลิกเป็นคริสเตียนก็ได้   หรือรู้สึกผิดหวังจนเลิกเชื่อพระเจ้าก็ได้   จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยให้เขาสัมผัสกับความรักเมตตาของพระคริสต์  มิใช่เพียงสัมผัสการทำดีของเราเท่านั้น 

แต่การที่เรากระทำกับคนเหล่านี้ด้วยความเคารพนับถือเฉกเช่นเรากระทำกับพระคริสต์   และด้วยความรักเมตตาที่เสียสละและด้วยความอดทนตามน้ำพระทัยของพระคริสต์  และที่สำคัญคือด้วยพระคุณของพระเยซูคริสต์   เราจะเห็นว่าประชาชนคนเหล่านี้จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะหันกลับมาติดตามพระคริสต์หรือไม่   กล่าวคือการที่เขาตัดสินใจติดตามพระคริสต์เพราะชีวิตของเขาเกิดความผูกพันกับพระองค์   และที่แน่นอนตามมาคือ คนเหล่านี้จะเข้าร่วมในพลังการรับใช้พระคริสต์ผ่านพันธกิจการอภิบาลสังคมชุมชน   ในเมื่อเราสำแดงความรักเมตตาของพระคริสต์อย่างไร้เงื่อนไขมากที่สุดเท่าที่จะทำได้   เขายิ่งจะสัมผัสกับความรักเมตตาของพระคริสต์มากยิ่งขึ้น

การหนุนเสริมผู้ที่เรารับใช้ให้มีแผนในชีวิต

กระบวนการทำพันธกิจของเรามุ่งสู่การเข้าถึงชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน (ชีวิตที่ครบบริบูรณ์  ชีวิตองค์รวม  ชีวิตทั้งหมด)  และในการทำงานกับชีวิตเราพยายามร่วมกับคนที่เรารับใช้ในการมองชีวิตอย่างมีแผนรอบด้าน  และอย่างเป็นกระบวนการ  รวมถึงการมีชีวิตที่เชื่อศรัทธาในพระคริสต์   และสร้างความคุ้นชินกับการพัฒนาชีวิตอย่างรอบด้าน

ดังนั้น   การทำพันธกิจการรับใช้เพื่อก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต หรือ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นองค์รวม จำเป็นที่จะต้องทำพันธกิจนี้ผ่านการขับเคลื่อนพันธกิจคริสตจักรในการอภิบาลชุมชน  หรือทำร่วมกับคริสตจักรท้องถิ่นแห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ หลายแห่ง   ทั้งนี้เพราะ การบ่มเพาะฟูมฟักเมล็ดแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ต้องอาศัย “ชุมชนผู้เชื่อ” คือคริสตจักร  ที่จะต้องเอาใจใส่ฟูมฟักอภิบาลความเชื่อและแนวทางในการดำเนินชีวิต   และเสริมสร้างให้คนๆ นั้นพัฒนาสู่การเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าท่ามกลางชีวิตชุมชนในพระนามของพระเยซูคริสต์   และพร้อมด้วยประสบการณ์ชีวิตในการรับใช้นั้นเองที่เสริมสร้างให้คนๆ นั้นเติบโตขึ้นในพระคริสต์  คือมีชีวิตที่เป็นอย่างพระคริสต์มากขึ้นในแต่ละด้าน   ดังนั้น การทำพันธกิจแบบองค์รวมจึงต้องมีชุมชนคริสตจักรเป็นชุมชนในการบ่มเพาะเสริมสร้างความเชื่อศรัทธา และ การดำเนินชีวิต  และการอุทิศตนเพื่อพระประสงค์ของพระองค์    และนี่เองงานพันธกิจรับใช้เพื่อก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่ เอ็นจีโอ  หรือองค์กรสังคมสงเคราะห์  หรือหน่วยงานพัฒนาและบริการ   และคนที่เข้าไปทำงานพันธกิจในชุมชนก็ไม่ใช่อาสาสมัคร  หรือ ผู้ที่มีจิตอาสา   แต่เป็นผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าถวายตัวรับใช้พระองค์ท่ามกลางชีวิตในชุมชนในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า   เขาเข้าไปในชุมชนเพราะเขากระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ถ้าเช่นนั้น  ต้องถามคริสตจักรว่า ทุกวันนี้ ตนได้ทำหน้าที่นี้หรือไม่?   และถ้าจะต้องรับผิดชอบพันธกิจอย่างที่กล่าวนี้  ชุมชนคริสตจักรเองมีความพร้อมหรือไม่?   ถ้ายังไม่มีความพร้อม เราจะมีกระบวนการเตรียมและเสริมสร้างความพร้อมและพลังสำหรับการทำพันธกิจนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลง: โอกาสที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ท่ามกลางเพื่อนบ้าน

L. J.  Mariano   เล่าให้ฟังว่า  นอกจากที่ผมต้องรับผิดชอบเป็นผู้อภิบาลกลุ่มอนุชนแล้ว   ผมยังต้องช่วยเป็นพี่เลี้ยงนักศึกษาฝึกงานการทำพันธกิจอภิบาลชีวิตชุมชนและการประกาศในชุมชนแถบชานเมืองเป็นเวลา 10 เดือน   ผมและนักศึกษาอยู่ด้วยกันในบ้านเช่าเก่าหลังหนึ่งในชุมชน   และเริ่มสร้างสัมพันธภาพกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในแถบนี้ด้วยกัน   เราทำงานรับใช้ในท้องถิ่น  ร่วมกับการรับใช้ที่ศูนย์พันธกิจเพื่อบริการชุมชน  และยังทำงานพันธกิจผู้ลี้ภัย   ตลอดจนทำงานในร้านสะดวกซื้อราคาประหยัด  ซึ่งเป็นร้านที่หารายได้เพื่อสนับสนุนในการทำพันธกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาในชุมชน

ภายหลังเวลาเลิกเรียนที่โรงเรียน  เรามีสองโปรแกรมสำหรับเด็ก เพื่อช่วยเด็กนักเรียนระดับประถมในการทำการบ้าน   โปรแกรมดังกล่าวนักศึกษาฝึกงานร่วมในการรับใช้ด้วย   เราต้องการให้โปรแกรมของเรามีพระกิตติคุณเป็นศูนย์กลาง   ก่อนจะเริ่มเรียนการทำการบ้าน  เราจะเล่าเรื่องจากพระคัมภีร์สำหรับนักเรียน   เป้าหมายของการทำพันธกิจช่วยน้องทำการบ้านนี้ก็เพื่อให้เด็กรู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นใคร  และพระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราอย่างไร   และสร้างวัฒนธรรมความสัมพันธ์เชิงบวก  และแสดงความขอบคุณกัน   ก้าวเล็กๆ เหล่านี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญสำหรับชีวิตของเด็กๆ   ด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างเรากับเด็กนักเรียน   จะเป็นการจุดประกายสู่การมีชีวิตที่จาริกไปสู่เส้นทางแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

การรับใช้ด้วยความสัมพันธ์ที่มีกับเด็กในชุมชนทำให้เราสามารถเข้าถึงคนในชุมชนและมีโอกาสที่จะอภิบาลชีวิตของคนในชุมชนนั้น   ด้วยความสัมพันธ์และการรับใช้และบริการตอดจนการอภิบาลดูแลเอาใจใส่ครอบครัวต่างๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านในชุมชน   ทำให้เรามีโอกาสเชื่อมเพื่อนบ้านเหล่านี้กับชุมชนผู้เชื่อ (สมาชิกคริสตจักร)

ผมมีโอกาสชักชวนครอบครัวเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันให้มาประชุมพบปะกัน   และกลายเป็นเวทีที่ผู้คนเข้ามาร่วมประชุมได้แบ่งปันเรื่องที่เป็นความห่วงใยและสนใจ   เมื่อเรามาพบปะประชุมกัน  เราจะมีโอกาสพูดคุยถึงประเด็นส่วนตัวของพวกเรา   และในที่สุดประเด็นเรื่องที่จอดรถ   ความปลอดภัยของเด็กๆ ลูกหลานชาวบ้าน  และแม้แต่เรื่องการศึกษาพระคัมภีร์ก็มีผู้นำเสนอด้วย   และเมื่อเราดำเนินชีวิตประจำวันที่สำแดงถึงความรักเมตตาของพระคริสต์   ก็จะมีคนมาถามเกี่ยวกับเรื่องพระเยซูคริสต์   เราก็มีโอกาสแบ่งปัน

แก่นหลักในการรับใช้ที่ได้ใจชุมชน

Mark De Ymaz กล่าวว่า   คริสตจักรของเราได้รวมเอาการประกาศพระกิตติคุณเข้าเป็นเนื้อเดียวกับกับการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิต และ การให้บริการชุมชน   เป็นงานพันธกิจแห่งชีวิตที่รวมเอาชีวิตทุกด้านทั้งหมด   เพราะเราเชื่อว่าคริสตจักรมิใช่เพียงตัวอาคารและสถานที่เท่านั้น   เมื่อเรามีมุมมองการทำพันธกิจเช่นนี้   พระกิตติคุณที่ลงไปในชุมชนกลับเป็นที่เคารพและยอมรับมากขึ้นจากชุมชน   แทนที่จะเป็นเสียงเยาะเย้ยจากชุมชนที่เราเคยพบเห็นในอดีต

กลุ่มคริสตจักรของเราทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ   เรามีพระกิตติคุณเป็นแก่นหลักในการทำงานของเรา   เราให้การปรึกษากับประชาชนที่ข้ามประเทศเพื่อมาหางานทำ   แนะนำและช่วยเหลือเขาในกระบวนการการเข้าเมือง   ให้การปรึกษาแก่แรงงานหนุ่มสาวในช่วงชีวิตที่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก   เอาใจใส่ดูแลแก่แรงงานที่มีอายุ   ช่วยพัฒนาฝีมือแรงงานแก่แม่ที่อายุน้อย   ให้การเอาใจใส่เด็กที่ตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยง   อีกทั้งเราให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเสื้อผ้าแก่ผู้ที่มีความจำเป็นถึงปีละประมาณ 16,000 คน   ที่เราทำเช่นนี้มิใช่เพราะพยายามที่จะทำ “พันธกิจ”  แต่เพราะสภาพความจำเป็นต้องการของคนเหล่านี้กลายเป็นความจำเป็นต้องการของเรา   ความเจ็บปวดทนทุกข์ของคนเหล่านี้เป็นความเจ็บปวดที่เราทนทุกข์ร่วมกับเขา

ผลเป็นอย่างไรบ้าง?   ผู้คนจำนวนเพิ่มขึ้นจากหลายชาติพันธุ์ จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่หลากหลาย  ได้พบกับพระคริสต์เมื่อเขาได้พบกับความช่วยเหลือ  พบกับความหวังในชีวิต  และได้รับการเยียวยาบาดแผลในชีวิตผ่านสมาชิกคริสตจักรในกลุ่มทำงาน

การที่คริสตจักรเป็นพยานชีวิตแก่แรงงานข้ามชาติแบบที่พวกเขาสามารถพบเห็นและสัมผัสอย่างเป็นรูปธรรม  ตามแบบชีวิตพระคริสต์  ทำให้คริสตจักรเป็นที่รักของผู้คนเหล่านี้ในชุมชน   เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจที่การสำแดงความรักเมตตาเยี่ยงพระคริสต์ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมายในชุมชนที่คริสตจักรทำงาน   รวมทั้งไมตรีจิตที่เกิดขึ้นและมีต่อกันของคนในชุมชน   ซึ่งยากที่จะเห็นในชุมชนคนทุกข์ยากทั่วไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499


[1] ที่ดำเนินการโดยทีมงานจาก Salvation Army