แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

16 พฤษภาคม 2563

อะไรคือสิ่งที่มีค่ายิ่งในชีวิต?

หลายครั้งที่เราพยายามแสดงตัวว่าเรารู้ในทุกเรื่อง แต่เมื่อตนเองรู้ว่ามีบางเรื่องที่ตนเองไม่รู้ก็จะมโนไปเองว่า มันน่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เพื่อจะตอบคนอื่นได้ เพื่อคนอื่นจะได้เห็นว่าเรารู้ในทุกเรื่อง แต่ที่เลวร้ายกว่านี้คือการที่เรารู้เรื่องต่าง ๆ ในบางเรื่อง และรู้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่กลับไม่ทำนี่สิ มันน่าเสียหายหลายแสน?

สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดที่เรามีในขณะนี้มิใช่คฤหาสน์หลังงาม หรือบัญชีเงินฝากในธนาคาร หรือธุรกิจหมื่นล้านของเรา   แต่สิ่งที่มีคุณค่ายิ่งที่สุดของเราคือ “ปัญญา”

ภูมิปัญญาคือความรู้ที่ล้ำค่าที่ใช้ในการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน ที่ว่านี้เป็น “ปัญญาปฏิบัติ” และพระคัมภีร์ได้บอกเราว่า “ปัญญา” นี้มีค่าอย่างเหลือเชื่อ

     ความสุขมีแก่ผู้ที่พบปัญญา
     ผู้ที่ได้รับความเข้าใจ
     เพราะปัญญาให้ประโยชน์ยิ่งกว่าเงิน
     และให้ผลตอบแทนยิ่งกว่าทองคำ
     ปัญญาล้ำค่ายิ่งกว่าทับทิม
     สิ่งใด ๆ ที่เจ้าปรารถนาก็ไม่สามารถเทียบได้
     ในมือขวาของปัญญามีชีวิตอันยืนยาว
     ในมือซ้ายมีความมั่งคั่งและเกียรติ
     หนทางของปัญญาคือทางอันรื่นรมย์
     วิถีทั้งสิ้นของปัญญาคือสันติสุข
     ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิตแก่ผู้ที่กอดนางไว้
     ความสุขมีแก่ผู้ที่ยึดนางไว้มั่น (สุภาษิต 3:13-18 อมธ.)

ในโลกแห่งเงินทอง-ทรัพย์สินมักถูกประเมินค่าว่ามีมูลค่าเป็นเงินกี่บาท เฉกเช่น บ้านหลังโตของเรา ทั้งนี้เพราะมีมุมมองว่า ทรัพย์สินที่เรามีสามารถทำให้เกิดรายได้แก่เรา (โรเบิร์ด คิโยซากิ) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บางครั้งเรามองว่าทรัพย์สินชิ้นนั้นอาจจะเป็นหนี้ที่เราต้องชำระ เช่น บ้านที่เรากำลังผ่อน ที่เราต้องหาเงินมาผ่อนชำระ หรือ ซ่อมแซม

ในทำนองเดียวกัน ความรู้เรื่องต่าง ๆ มากมายก็เป็นเหมือนทรัพย์สิน แต่ถ้าเราไม่นำเอาความรู้ที่มีอยู่แปลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในชีวิต มันก็จะไม่ทำให้เกิดมูลค่าอะไรเลย ขอตั้งข้อสังเกตจากข้อเขียนของพระธรรมสุภาษิตข้างต้น ผู้เขียนบอกว่า “ปัญญาให้ประโยชน์ยิ่งกว่าเงิน และให้ผลตอบแทนยิ่งกว่าทองคำ ปัญญาล้ำค่ายิ่งกว่าทับทิม”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราสามารถใช้ “ปัญญา” มาลงทุนด้วยการนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เมื่อเรานำเอาปัญญามาใช้ในการดำเนินชีวิตของเรา เราได้สร้างมูลค่าจากปัญญาและเราจะเห็นผลตอบแทนจากปัญญานั้น เช่น อาจจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดี มีสุขภาวะในชีวิต มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น หรือฐานะการเงินที่มั่นคงขึ้น

อย่าอ่านพระคัมภีร์เพียงเพื่อเรียนรู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากพระคัมภีร์ อย่างที่เราอ่านตำราที่น่าเบื่อหน่าย ให้เราดูดซับปัญญาจากพระคัมภีร์เพื่อใช้ในการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนาคุณค่าในชีวิตของเรา อ่านพระคัมภีร์ให้ได้ “ปัญญาปฏิบัติ” ในชีวิตประจำวัน

ชีวิตจะดีขึ้นเสมอเมื่อเรานำเอาปัญญาจากพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


20 มกราคม 2560

ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในสาวก (5)

ใครคือเจ้านายตัวจริงในชีวิต

พระคริสต์มิได้ “บ่มเพาะชีวิตสาวก” ด้วยคำเทศน์ คำสอน หลักข้อเชื่อ และ การประกอบกิจในคริสตจักรเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงใช้แบบอย่างการดำเนินชีวิตของพระองค์  พร้อมกับการกระตุ้นให้สาวกได้คิด  และท้าชวนให้เขาต้องตัดสินใจให้ปฏิบัติชีวิตสาวกของพระองค์ในชีวิตประจำวัน  ในทุกบริบทสถานการณ์ชีวิต              

ข้อเขียนตอนนี้เป็นตอนที่ 5 ในบทความเรื่อง ถอดบทเรียนชีวิตที่พระคริสต์ “บ่มเพาะ” ในชีวิตสาวก

ชายหนุ่มดีใจที่ได้พบกับพระเยซูคริสต์แล้วสนทนาพูดคุยกับพระองค์ด้วยความจริงใจ   เขาต้องการที่จะเป็นคนดีพร้อม  และมีชีวิตนิรันดร์  เขาจึงมาถามพระเยซูว่าเขาจะต้องทำอย่างไร?

“ท่าน​อา​จารย์ ข้าพ​เจ้า​จะ​ต้อง​ทำ​ความ​ดี​อะไร​บ้าง จึง​จะ​ได้​ชีวิต​นิรันดร์?” พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “ท่าน​ถาม​เรา​ถึง​สิ่ง​ที่​ดี​ทำไม? ผู้​ที่​ดี​มี​แต่​ผู้​เดียว  ถ้า​ท่าน​ต้อง​การ​จะ​เข้า​สู่​ชีวิต​ก็​ให้​ถือ​รัก​ษา​พระ​บัญ​ญัติ​ไว้”  คน​นั้น​ทูล​ถาม​ว่า “คือ​พระ​บัญ​ญัติ​ข้อ​ไหน​บ้าง?” พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “‘ห้าม​ฆ่าคน ห้าม​ล่วง​ประ​เวณี​ผัว​เมีย​เขา ห้าม​ลักทรัพย์  ห้าม​เป็น​พยาน​เท็จ   จง​ให้​เกียรติ​บิดา​มารดา​ของ​ตน  และ​จง​รัก​เพื่อนบ้าน​เหมือน​รัก​ตน​เอง’   ชาย​หนุ่ม​คน​นั้น​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ข้าพ​เจ้า​รัก​ษา​ข้อ​เหล่า​นั้น​ทุก​ข้อ​อยู่​แล้ว ข้าพ​เจ้า​ยัง​ขาด​อะไร​อีก​บ้าง?”  พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​ท่าน​ต้อง​การ​จะ​เป็น​คน​ดี​พร้อม จง​ไป​ขาย​ทรัพย์​สิ่ง​ของ​ที่​ท่าน​มี​อยู่​แจก​จ่าย​ให้​คน​ยาก​จน แล้ว​ท่าน​จะ​มี​ทรัพย์​สม​บัติ​ใน​สวรรค์ และ​จง​ตาม​เรา​มา”   เมื่อ​ชาย​หนุ่ม​ได้​ยิน​ถ้อย​คำ​นั้น​ก็​ออก​ไป​เป็น​ทุกข์ เพราะ​เขา​มี​ทรัพย์​สิน​จำนวน​มาก (มัทธิว 19:16-22 มตฐ.)

ประเด็นในเรื่องนี้ มิได้ขึ้นอยู่กับว่า   มีทรัพย์สินเงินทองมากน้อยแค่ไหน   แต่อยู่ที่ว่า ตนสามารถมีพลังอำนาจที่จะจัดการทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นอย่างไร   แต่ไม่พอ  ต้องมากกว่านั้นครับ   จะใช้อำนาจเพื่อจัดการใช้เงินทองความมั่งคั่งที่มีอยู่เพื่อตนเอง หรือ เพื่อใคร?  ซึ่งปกติมักเป็นการใช้ทรัพย์สินเงินทองตามความปรารถนาแห่งตน  หรือเพื่อที่จะทำให้ทรัพย์สินเงินทองนั้นเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น   แต่พระคริสต์กลับมีมุมมองที่สวนทางกับโลกนี้   เพราะพระองค์มองว่า ทรัพย์สินเงินทองความมั่งมีที่ใครคนใดคนหนึ่งมีอยู่เป็นของประทานจากพระเจ้า   และพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงประทานความมั่งคั่งแก่คนใดคนหนึ่งก็เพื่อที่คนนั้นจะเป็นตัวแทนของพระองค์ในการแจกจ่ายแบ่งปันความมั่งคั่งที่ได้รับจากพระเจ้า   เพื่อดูแลเอาใจใส่ผู้คนอื่น ๆ  มิใช่ด้วยเศษเสี้ยวที่เหลือ  แต่ทั้งหมดเพื่อพระองค์

“ไม่​มี​ใคร​เป็น​ข้า​สอง​เจ้า บ่าว​สอง​นาย​ได้ เพราะ​ว่า​เขา​จะ​ชัง​นาย​ข้าง​หนึ่ง และ​รัก​นาย​อีก​ข้าง​หนึ่ง หรือ​เขา​จะ​นับ​ถือ​นาย​ฝ่าย​หนึ่ง และ​ดู​หมิ่น​นาย​อีก​ฝ่าย​หนึ่ง ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​รับใช้​พระ​เจ้า​และ​เงิน​ทอง​พร้อม​กัน​ไม่​ได้” (มัทธิว 6:24 มตฐ.)  เราบริหารจัดการเงินทองที่มีอยู่ หรือ เงินทองที่มีอยู่กลับมามีอำนาจจัดการชีวิตของเรา?

ตลอดวันนี้  ในฐานะสาวกของพระคริสต์  เมื่อเราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองของเรา หรือ ที่เรามีอำนาจจะใช้มัน   ให้เราใคร่ครวญถามตนเองก่อนว่า   เราใช้ทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นเพื่อตนเอง  เพื่อชื่อเสียงของเรา  เพื่อให้คนอื่นยอมรับเรา  เพื่อเราจะมีตำแหน่งอำนาจ   หรือเราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองที่เรามีอยู่ หรือ ที่เรารับผิดชอบเพื่อให้เกิดชีวิตใหม่ในพระคริสต์?  

และคงจะต้องถามว่า  ที่เราลุกขึ้นกระหืดกระหอบมาทำงานกันเพื่ออะไร?   เพื่อที่จะได้ทรัพย์สินเงินทองมาใช้? หรือ เพราะงานคือพื้นที่โอกาสชีวิตที่เราจะสำแดงชีวิตสาวกพระคริสต์ และ รับการทรงเสริมสร้างชีวิตของเราให้เป็นสาวกของพระองค์ในวันนี้มากยิ่งขึ้น?

เราสามารถจัดการและรับมือการใช้ทรัพย์สินเงินทองในชีวิตของเรา   หรือ เราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองตามใจปรารถนาของเราเอง?   ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องถามว่าใครคือ “เจ้านาย” ตัวจริงที่บงการชีวิตประจำวันของเรา?

หมายเหตุ: บทเรียนชีวิตเชิงปฏิบัติทั้ง 6 ประการผู้เขียนจะเสนอต่อจากนี้ในทุกวัน ๆ ละ 1 ประการ ตลอดสัปดาห์นี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

28 กันยายน 2558

มีเหตุผลอะไรหรือที่เราไม่ต้องวิตกกังวลในชีวิต?

ความวิตกกังวลเกิดขึ้นจากการที่ใครคนใดคนหนึ่งพยายามที่จะควบคุมในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้   เมื่อเราไม่สามารถที่จะควบคุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจของเรา  เราก็วิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจของตน   เมื่อเราไม่สามารถควบคุมบุตรหลานของเรา  เราจึงวิตกกังวลเกี่ยวกับลูกหลานของเรา   เราไม่สามารถควบคุมอนาคตของเรา   เราจึงวิตกกังวลถึงอนาคตของเรา   แต่เราต้องตระหนักชัดว่า ความวิตกกังวลไม่สามารถแก้ไขจัดการปัญหาใดได้เลย   รังแต่จะทำให้เกิดความกลัดกลุ้มใจเท่านั้น

คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์ได้ให้เหตุผล 4 ประการว่าทำไมเราถึงไม่ต้องวิตกกังวล

  1. ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล:   มัทธิว 6:25 พระคริสต์กล่าวไว้ว่า  “...เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​ชีวิต​ของ​ตน​ว่า​จะ​เอา​อะไร​กิน หรือ​จะ​เอา​อะไร​ดื่ม และ​อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​ร่าง​กาย​ของ​ตน​ว่า​จะ​เอา​อะไร​นุ่ง​ห่ม ชีวิต​สำคัญ​ยิ่ง​กว่า​อาหาร​ไม่​ใช่​หรือ? และ​ร่าง​กาย​สำคัญยิ่ง​กว่า​เครื่อง​นุ่ง​ห่ม​ไม่​ใช่​หรือ?”  (มตฐ.)  พระเยซูคริสต์สอนเราว่า   อย่าวิตกกังวลในสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้   การกังวลในสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการเปลี่ยนแปลงได้นั้นไร้ประโยชน์   ดังนั้น จึงไม่เหตุผลใด ๆ ที่จะต้องไปวิตกกังวล
  2. ความวิตกกังวลเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ:  พระเยซูคริสต์ได้ยกตัวอย่างจากธรรมชาติจากข้อที่ 26 ว่า “จง​ดู​นก​ทั้ง​หลาย​บน​ฟ้า พวก​มัน​ไม่​ได้​หว่าน ไม่​ได้​เกี่ยว ไม่​ได้​รวบ​รวม​ไว้​ใน​ยุ้งฉาง แต่​พระ​บิดา​ของ​พวก​ท่าน ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​เลี้ยง​พวก​มัน​ไว้ ท่าน​ไม่​ประเสริฐกว่า​พวก​มัน​หรือ?” (มตฐ.)  มีอยู่สิ่งเดียวท่ามกลางสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างที่มีความวิตกกังวล  คือมนุษย์   หรือพูดกันแบบตรง ๆ ก็คือมีมนุษย์เท่านั้นที่พระเจ้าทรงสร้างที่ไม่ไว้วางใจในพระผู้สร้างของตน และมนุษย์กลุ่มนี้ผิดธรรมชาติจริง ๆ
  3. การวิตกกังวลไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น:  พระเยซูกล่าวในคำเทศนาบนภูเขาว่า “มี​ใคร​ใน​พวก​ท่าน​ที่​โดย​ความ​กระ​วน​กระ​วาย สามารถ​ต่อ​อายุ​ของ​ตน​ให้​ยืน​นาน​ขึ้น​อีก​นิด​หนึ่ง​ได้” (มัทธิว 6:27 มตฐ.)  เมื่อเราวิตกในปัญหาที่เกิดขึ้น   มันไม่ได้ช่วยให้เราสามารถพบคำตอบหรือข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นเลย   การวิตกกังวลเป็นเหมือนการนั่งบนเก้าอี้โยก  ที่โยกไปหน้าไปหลัง   ใช้พลังในการขับเคลื่อน  มีการเคลื่อนไหวมากมาย   แต่ไม่ได้ไปถึงไหนเลย   ไร้ซึ่งความก้าวหน้า     ความวิตกกังวลไม่ได้ทำให้สิ่งที่วิตกกังวลดีขึ้นเลย   นอกจากทำให้คนที่วิตกกังวลไม่มีความสุข และ อาจจะถึงขั้นน่าสังเวช
  4. ความวิตกกังวลไม่จำเป็นจะต้องมีในชีวิต:   พระเยซูคริสต์สอนในมัทธิว 6:30 ว่า “...​ถ้า​พระ​เจ้า​ทรง​ตก​แต่ง​หญ้า​ที่​ทุ่งนา​อย่าง​นั้น ซึ่ง​เป็น​อยู่​วัน​นี้​และ​รุ่ง​ขึ้น​ต้อง​ทิ้ง​ใน​เตา​ไฟ โอ พวก​มี​ความ​เชื่อ​น้อย พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ตก​แต่ง​ท่าน​มาก​ยิ่ง​กว่า​นั้น​หรือ? (มตฐ.)   ถ้าเราไว้วางใจในพระเจ้า  เราจำเป็นที่จะต้องวิตกกังวลไปทำไมหรือ?   เพราะพระองค์ทรงสัญญาว่าจะเอาใจใส่ชีวิตของเราทุกคน   พระองค์ทรงใส่ใจในทุกรายละเอียดที่เราจำเป็นต้องการ  “...​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพ​เจ้า​จะ​ประ​ทาน​ทุก​สิ่ง​ที่​จำเป็น​แก่​พวก​ท่าน​จาก​ทรัพย์​อัน​รุ่ง​โรจน์​ของ​พระ​องค์​ใน​พระ​เยซู​คริสต์” (ฟิลิปปี 4:19 มตฐ.)


ที่กล่าวมานี้รวมถึงหนี้สินที่เรามีหรือไม่?  ใช่แล้ว   และยังรวมถึงความวุ่นวายไม่ชอบมาพากลในที่ทำงาน   และยังรวมถึงความขัดแย้งในความสัมพันธ์   รวมถึงความใฝ่ฝันและเป้าหมายและความปรารถนาอันแรงกล้าของเราด้วย   แล้วก็ไม่ได้ละเว้นเรื่องของสุขภาพที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร  

ใช่แล้วพระเจ้าจะใส่ใจในทุกรายละเอียดในความจำเป็นของเราครับ

วันนี้ท่านต้องเลือกว่าจะวางใจในพระเจ้า หรือ จะวิตกกังวลดี?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 พฤษภาคม 2558

เห็นคุณค่าพระฉายาพระเจ้าในชีวิตคนที่เราพบเห็น

แล้ว​พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า “ให้​เรา​สร้าง​มนุษย์​ตาม​ฉายา​ของ​เรา ตาม​อย่าง​ของ​เรา ให้​ครอบ​ครอง​ฝูง​ปลา​ใน​ทะเล ฝูง​นก​ใน​ท้อง​ฟ้า​และ​ฝูง​สัตว์​ใช้​งาน ให้​ปก​ครอง​แผ่น​ดินโลก​ทั้ง​หมด และ​สัตว์​เลื้อย​คลาน​ทุก​ชนิด​บน​แผ่น​ดิน​ทั้ง​หมด”    พระ​เจ้า​จึง​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น​ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​องค์ ตาม​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้า​นั้น พระ​องค์​ทรง​สร้าง​มนุษย์​ขึ้น และ​ทรง​สร้าง​ให้​เป็น​ชาย​และ​หญิง 
(ปฐมกาล 1:26-27)

ในอดีต  ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  หรือ คนเอเชียใต้  และเอเชียตะวันออก   ต่างก็เคยมีความเชื่อเรื่องมนุษย์บางกลุ่มที่เกิดมาโดยการสืบเชื้อสายจากเทพเจ้า   หรือมีลักษณะของเทพเจ้า   แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า   ผู้ที่เกิดมาด้วยการสืบทอดเชื้อสายอำนาจจากเทพนั้นมักเป็นคนชั้นสูงของสังคม เช่น ผู้ที่บังเกิดมาเป็นกษัตริย์  ราชตระกูล  หรือไม่ก็เกิดมาเป็นผู้นำที่มีอำนาจที่เก่งกาจเกินมนุษย์ปกติธรรมดา   ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าคนในแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกต่างก็มีความเชื่อว่า  มีมนุษย์บางกลุ่มบางคนที่ได้รับสภาพชีวิตในความเป็นเทพเจ้า หรือ พระเจ้า   ซึ่งเป็นความคิดคล้าย ๆ กับความเชื่อตามพระคัมภีร์ในปฐมกาลบทที่ 1  

แต่อะไรที่เป็นความแตกต่างในเรื่องนี้?

ตามที่กล่าวถึงความคิดความเชื่อของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกแล้วว่า   ผู้ที่จะเกิดมาเป็น “สมมติเทพ” หรือ เป็นคนที่มีความเป็นเทพเจ้าในตัวของผู้นั้นจะเป็นคนชั้นสูง  มีอำนาจ  และมีลักษณะพิเศษเฉพาะในสังคมคือที่เกิดมาเป็นกษัตริย์ พระราชินี  หรือ  นักรบผู้แกร่งกล้า   แต่สำหรับความคิดความเชื่อเรื่องที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้มี “พระฉายาของพระเจ้า” นั้นเป็นการสร้างให้มีลักษณะของพระเจ้าในทุกคน   ไม่ว่าคนนั้นจะเกิดมาเป็นยาจก  ยากจน  มั่งมี  หรือมีอำนาจล้นฟ้า   ทุกคนมี “พระฉายาของพระเจ้า” ในชีวิตของเขา   

พระคัมภีร์กำลังชี้ให้เห็นว่า   มนุษย์ทุกคนเกิดมามีคุณค่า   และคุณค่าของมนุษย์มิได้อยู่ที่ฐานะทางสังคม  หรือ ชาติกำเนิด  ตำแหน่ง  อำนาจ หรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ   แต่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ทุกคนให้มีคุณค่าเท่าเทียมกันคือ   ในทุกคนมีพระฉายา หรือ มีความเป็นพระเจ้าอยู่ในตัว คุณค่าในชีวิตของมนุษย์แต่ละคนเป็นของประทานจากพระเจ้า

นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังมอบหมายให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างตามพระลักษณะของพระเจ้านั้นให้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ   ในการปกป้อง  คุ้มครอง  ดูแลสรรพสัตว์ สรรพสิ่ง เพื่อนมนุษย์  และธรรมชาติแวดล้อมทั้งสิ้น   ให้ต่างพึ่งพาอาศัยและส่งผลกระทบที่สร้างสรรค์ และ สร้างเสริมแก่กันและกัน   ตามพระลักษณะของพระเจ้า

คริสตชนเชื่อว่า   การที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์   พระเจ้ามิได้สร้างเฉพาะคนบางกลุ่มให้มีพระฉายาของพระองค์เท่านั้น  เช่น  ชนชั้นผู้ปกครอง  กษัตริย์  นักการเมือง   พวกยึดครองอำนาจทางเศรษฐกิจของสังคม  หรือ  กลุ่มอำนาจทางวัฒนธรรม  เช่น ผู้นำศาสนาในความเชื่อต่าง ๆ   การที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์นั้น   มิใช่เพื่อให้ชนกลุ่มหนึ่งมี “อภิสิทธิ์” หรือ “ใช้อำนาจ” เพื่อกีดกัน ลดทอน คุณค่าในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นลง  และยกฐานะความเป็นมนุษย์ของตนเองสูงเหนือคนอื่น  

แต่พระเจ้าที่สร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ในพระธรรมปฐมกาลนั้น   ท้าทายต่อพวกผู้ครอบครองอำนาจในลักษณะต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันว่า   พวกเขากำลังใช้อำนาจแห่งพระฉายาของพระเจ้าเหยียบย่ำทำลายทำร้ายความเป็นคนของผู้อื่น กลุ่มอื่น   อันเป็นการใช้พระราชอำนาจแห่งพระฉายาของพระเจ้าไปในทางที่ผิดต่อพระประสงค์ของพระผู้สร้างแห่งสากลจักรวาลนี้หรือไม่?

ในยุคที่ผู้คนในสังคมโลกนี้มีอาชีพการงานที่หลากหลายประเภทและลักษณะ   ให้เราทำงานอาชีพ และ ดำเนินชีวิตประจำวันตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงสร้างเราขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   ด้วยการที่เราจะมองเห็นผู้คน เพื่อนร่วมงาน  ลูกค้า  หรือคนที่เราติดต่อสัมพันธ์ให้เห็นถึงคุณค่าแห่งพระฉายาของพระเจ้าในชีวิตความเป็นมนุษย์ของผู้คนเหล่านั้น   เมื่อใดที่เรามองแต่ละคนตามคุณค่าแห่งพระฉายาของพระเจ้าที่มีในตัวเขา   เมื่อนั้นมุมมอง  จิตใจของเรา  การตัดสินคุณค่าของคน ๆ นั้น   และการที่เราจะกระทำต่อเขาย่อมตั้งบนรากฐานแห่งการ “ยำเกรงพระเจ้า” และ “การเทิดพระเกียรติ” แด่พระองค์

วันนี้ท่านเห็นเพื่อนมนุษย์แต่ละคนว่าเป็นคนที่มีคุณค่าแห่งพระฉายาของพระเจ้าหรือเปล่า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 มกราคม 2557

คุณมองการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างไร?

6 “เพราะ​ว่า​เรา​คือ​พระ​ยาห์​เวห์ ไม่​มี​ผัน​แปร
โอ บุตร​ยา​โคบ​เอ๋ย เจ้า​ทั้ง​หลาย​จึง​ไม่​ถูก​ทำ​ลาย​หมด (มาลาคี 3:6 มตฐ.)

ท่านขึ้นศักราชใหม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ดาหน้ารอเราอยู่แล้วหรือเปล่า?

บางท่านเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการตกอยู่ในสภาพชีวิตที่หัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนกำลังจะต้องเริ่มงานใหม่  บางคนเริ่มตั้งครอบครัวใหม่  บางคนทำงานเดิมแต่กำลังหาทางที่จะไต่เต้าสูงขึ้นในตำแหน่งงานใหม่  หลายคนตั้งปณิธานที่จะหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน  แนวทางใหม่ๆ ในการสร้างสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน  บางคนต้องเริ่มงานใหม่ในบ้าน เช่น มีลูกคนใหม่  เข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่  อพาร์ทเม้นท์ใหม่  และหลายการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นมิใช่เพราะเราเป็นคนทำหรือต้องการให้เกิด  แต่เพราะความหวังดีแต่ประสงค์ร้ายของใครบางคน ทำให้เราต้องคิดว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร หาที่ทำงานใหม่ใหม่? หาแฟนคนใหม่ใหม่? หรือคนที่เกษียณอายุจากการทำงานต้องเริ่มต้นปรับตัวใหม่กับการใช้ชีวิตในบ้าน (ทั้งๆ ที่อยู่มาแล้วหลายสิบปีก็ตาม) และเหล่านี้เป็นรายการการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและการงานที่เราท่านต่างกำลังเผชิญกับ “การเปลี่ยนแปลงและแปรผัน” ในปีใหม่นี้

แล้วเราจะมีมุมมอง หรือ ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร?
แล้วเราจะรับมือกับการเปลี่ยนเหล่านี้อย่างไรดี?

มาลาคี 3:6 ผู้เผยพระวจนะได้บอกเราอย่างชัดแจ้งว่า “พระเจ้าตรัสว่า “เราคือพระเยโฮวาห์ไม่มีการผันแปร”” พระคัมภีร์ข้อนี้ได้ยืนยันว่า แม้อิสราเอลผู้ที่เคยเป็นประชากรของพระองค์  หันหลังละทิ้งและไม่ยอมกระทำตามพระบัญชาของพระองค์  เมื่อถึงเวลาแห่งการพิพากษาของพระเจ้า สิ่งที่เขาควรจะได้รับคือชีวิตที่ถูกทำลาย ล่มจม ล้มเหลว  ไม่มีความ “อิ่ม” ในชีวิต แต่พระเจ้ายังไม่ทำลายประชากรของพระองค์พวกนี้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ที่ว่าไม่เปลี่ยนแปลงหมายความว่าพระองค์ยังทรงรักเมตตาและมีพระกรุณาคุณต่อประชากรของพระองค์กลุ่มนี้ ความยุติธรรมของพระเจ้าตั้งมั่นคงบนพระคุณและพระกรุณาของพระองค์เสมอ ดังนั้น ถ้าคนบาปคนใดตัดสินใจหันกลับมาหาพระองค์ เขาก็จะพบพระเจ้าที่ทรงเคียงข้างเขาอยู่แล้ว ก่อนที่เขาจะหันกับมาหาพระองค์เสียอีก  

ทุกวัน พระเจ้าทรงพร้อมเสมอที่จะนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของเรา สำหรับคริสตชนแล้ว ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ขอให้เราสงบแล้วใคร่ครวญว่า พระเจ้ากำลังมีประสงค์อะไรในการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น พระเจ้ากำลังจะสำแดงความรักมั่นคงด้วยพระกรุณาคุณต่อชีวิตและการงานของเราอะไรบ้าง โปรดตระหนักเสมอว่า ในทุกการเปลี่ยนแปลง แม้จะเปลี่ยนแปลงเพราะอำนาจความเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม คริสตชนเชื่อว่า พระเจ้าทรงควบคุมทุกสถานการณ์ชีวิตของเรา และในทุกเหตุการณ์ที่พระเจ้าอนุญาตให้บังเกิดขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์ทรงมีแผนการที่จะเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างเราขึ้นใหม่ตามแผนการแห่งพระเมตตากรุณาคุณของพระองค์

ดังนั้น   เราจึงเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้   เพราะเราเชื่อมมั่นและไว้วางใจว่า  พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง   พระองค์ยังทรงมีความรักเมตตาและมีพระกรุณาคุณต่อชีวิตของเราเสมอ   ในทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงผันแปรในชีวิตของเราจึงเป็นโอกาสที่เราจะเปิดรับการทรงเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า   กล่าวได้ว่า   พระเจ้าผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงทรงใช้ความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราในการกระทำพระราชกิจแห่งการเสริมสร้างชีวิตใหม่ทุกวันในชีวิตของเรา   ด้วยพระเมตตาและพระกรุณาคุณของพระองค์   และด้วยวิธีการที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

จากปีเก่าเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่   พระเจ้าทรงยืนเคียงข้างและพร้อมที่จะประคับประคองการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราเพื่อสร้างเราให้เป็น “คนใหม่” ตามพระประสงค์ของพระองค์

ในทุกเช้าวันใหม่ของปีใหม่ปีนี้   ให้เราระลึกและตระหนักชัดเสมอว่า  ความรักมั่นคงของพระเจ้า “ไม่เคยหยุดยั้ง”  พระกรุณาของพระองค์ก็ไม่เคย “สิ้นสุด”   แต่ปรากฏว่าโดยพระคุณของพระองค์ได้ทรงนำสิ่งใหม่เข้ามาในชีวิตของเราทุกเช้าด้วยความแน่นอนและเที่ยงตรงของพระองค์   และนี่คือการที่พระองค์ทรงนำการเปลี่ยนแปลงใหม่ในชีวิตของเราให้ก้าวไปสู่พระมรรคาแห่งน้ำพระทัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระองค์  

ดังนั้น ให้เรารับการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ของชีวิตด้วยความไว้วางใจในพระคุณที่เที่ยงตรงของพระเจ้า และด้วยจิตใจแห่งความหวังที่เรามีในการทรงนำและการทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา ตามที่พระธรรมเพลงคร่ำครวญ 3:22-23  ยืนยันกับเราว่า

22ความ​รัก​มั่นคง​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ไม่​เคย​หยุดยั้ง
และ​พระ​กรุณา​ของ​พระองค์​ไม่​มี​สิ้นสุด

23 ​เป็น​ของใหม่​ทุก​เวลา​เช้า
ความ​เที่ยงตรง​ของ​พระองค์​ใหญ่​ยิ่ง​นัก  (ฉบับมาตรฐาน)  

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผันผวนไม่แน่นอนในวันนี้
พระเจ้าผู้ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเคียงข้างเราเสมอ
พระองค์จะประทานพลังชีวิตที่สดใหม่เสมอในทุกเช้า
แล้วทรงอยู่ด้วยในทุกสถานการณ์ชีวิตในวันนี้
พร้อมที่จะชี้นำเปิดเผยทางชีวิตที่เราควรจะเดินไป
ให้เรามีจิตใจสงบและใส่ใจการทรงนำของพระองค์
ในทุกขณะ ทุกสถานการณ์ และทุกวิกฤติชีวิตที่ขวางหน้าเราอยู่

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 ธันวาคม 2555

พระเจ้าเป็นใหญ่แค่ไหนในชีวิตเรา?


“ระหว่างที่พระองค์ประทับที่หมู่บ้านเบธานี  ในบ้านของซีโมนคนที่เคยเป็นโรคเรื้อน   ขณะเมื่อประทับและเสวยอาหารอยู่นั้นมีหญิงคนหนึ่งถือผอบน้ำมันหอมนารดาที่มีราคาแพงมากมาหาพระองค์   แล้วเปิดผอบเทน้ำมันนั้นชโลมลงบนพระเศียรของพระองค์”  (มาระโก 14:3 ฉบับมาตรฐาน)

ในพระธรรมมาระโกได้บอกเราชัดเจนว่า   บ้านที่พระเยซูไปประทับในครั้งนี้อยู่ในหมู่บ้านเบธานี   หมู่บ้านเดียวกับบ้านของมารีย์และมาธา   ยิ่งกว่านั้นมาระโกยังบอกอีกว่า   บ้านที่พระเยซูประทับรับประทานอาหารในครั้งนี้เป็นบ้านของคนที่ชื่อว่าซีโมนที่เคยเป็นโรคเรื้อนมาก่อน   ซึ่งน่าจะเป็นการเลี้ยงขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงรักษาเจ้าของบ้านให้หายจากโรคเรื้อน   เพราะในพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่า  “ที่นั่นมีงานเลี้ยงเป็นเกียรติแด่พระเยซู” (ยอห์น 12:2 อมตธรรม)

ยอห์นได้ให้รายละเอียดมากกว่านั้นว่า   ลาซารัส ที่พระเยซูทรงให้ฟื้นจากความตายก็ร่วมโต๊ะในงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย   และมารีย์ซึ่งเป็นพี่น้องกับลาซารัสได้นำน้ำหอมบริสุทธิ์ราคาแพงมาชโลมพระเยซูด้วย   ยอห์นเขียนไว้ว่า

“...พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานีถิ่นที่อยู่ของลาซารัส  ผู้ซึ่งพระเยซูทรงให้ฟื้นขึ้นจากตาย   ที่นั่นมีงานเลี้ยงเป็นเกียรติแด่พระเยซู  มารธาคอยปรนนิบัติอยู่   ขณะนั้นลาซารัสเป็นคนหนึ่งที่ร่วมโต๊ะกับพระองค์...”  (ยอห์น 12:1-2)

เป็นไปได้อย่างสูงว่า   ที่หมู่บ้านเบธานีได้จัดให้มีการเลี้ยงเป็นเกียรติและขอบพระคุณพระเยซู  และเป็นการขอบพระคุณพระเจ้า   ที่พระองค์ทรงมีพระคุณต่อลาซารัสที่ทรงให้เป็นขึ้นจากความตาย  และซีโมนได้หายจากการเป็นโรคเรื้อน   ทำให้เขาสามารถกลับมามีชีวิตร่วมในชุมชนและครอบครัวอย่างปกติ   ชีวิตกลับมีค่าอีกครั้งหนึ่ง   และงานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นในบ้านของซีโมน   โดยมีครอบครัวของมารีย์และมารธามาร่วมปรนนิบัติในงานเลี้ยงนี้ด้วย   ส่วนลาซารัสก็มาร่วมโต๊ะเสวยกับพระเยซูด้วย

ในการขอบพระคุณพระเจ้า และ การเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเยซูครั้งนี้   เหตุการณ์สำคัญมิใช่การเลี้ยงเฉลิมฉลองเท่านั้น   แต่มารีย์ต้องการยกย่อง เทิดทูนพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ที่มีสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง   นางแสดงการเทิดทูนสูงสุดนี้ด้วยการนำสิ่งที่เธออดออมสะสมสิ่งที่มีค่าที่สุดของเธอคือผอบน้ำมันหอมนารดาราคาแพงมาชโลมแด่พระเยซู   มาระโกบันทึกว่าเธอชโลมที่พระเศียรของพระเยซู   แต่ยอห์นบันทึกว่า  เธอชโลมน้ำมันหอมที่พระบาทของพระเยซูและเช็ดด้วยผมของเธอ   ยอห์นบันทึกไว้ว่า

“มารีย์นำน้ำมันหอมบริสุทธิ์ราคาแพงประมาณครึ่งลิตร (ในภาษากรีกว่า 1 ลิตรา)   มารินรดพระบาทของพระเยซูและใช้ผมของนางเช็ด   กลิ่นน้ำมันหอมตลบอบอวลทั่วทั้งบ้าน” (ข้อ 3 อมตธรรม)

แต่ในสายตาของนักการเงินการคลังอย่างยูดาสอิสคาริโอทมองว่าการกระทำเช่นนี้ของมารีย์เป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองอย่างไร้ค่า   เป็นการกระทำที่ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”  เพราะยอห์นได้บันทึกและให้รายละเอียดในตอนนี้  ด้วยคำท้วงติงของยูดาสว่า

“ทำไมไม่ขายน้ำมันหอมนี้และนำเงินไปแจกจ่ายแก่คนยากจน   น้ำมันหอมนี้มีมูลค่าเท่ากับค่าแรงงานหนึ่งปี (ในภาษากรีกว่า 300 เดนาริอัน)ทีเดียว” (ข้อ 5 อมตธรรม)

ถ้าเป็นปัจจุบัน   ยูดาสคงท้วงติงว่า  พระเยซูรู้ไหมว่า  น้ำมันหอมครึ่งลิตรที่ชโลมพระองค์เพียงไม่กี่นาทีมันมีค่าถึง 90,000-100,000 บาทเลยทีเดียว   ฟังดูยูดาสก็มีเหตุผลนะ   การกระทำของมารีย์ทำให้เสียของ  และพระเยซูทำไมไม่ห้าม!  มาระโกใช้คำว่า  “...เขาตำหนินางอย่างรุนแรง”  (มาระโก 14:4 อมตธรรม)

ยูดาสคาดหวังว่าพระเยซูจะเป็นผู้นำประชาชนปฏิวัติปลดแอกจากการปกครองของพวกโรมัน   การที่จะปลดแอกได้ต้องมีกองกำลัง   และกองกำลังจะมีได้ประชาชนต้องเข้ามาร่วม   การทำการอัศจรรย์และการรักษาโรคของพระเยซูก็เป็นหนทางหนึ่งที่ได้ประชาชนเข้ามาร่วมเป็นกองกำลังถ้าพระเยซูต้องการจะทำเช่นนั้น   และอีกหนทางหนึ่งคือการที่มีเงินและหว่านเงินให้กับคนยากคนจนซึ่งมีจำนวนมากในเวลานั้นก็จะได้กองกำลังมากมายทีเดียว   และถ้าขายน้ำมันหอมนี้แล้วเอาเงินมาหว่านซื้อคนยากคนจนสร้าง “ประชานิยม” พระองค์ก็จะมีกองกำลังช่วยปลดแอกจากโรมันได้

แต่ยอห์นได้บันทึกข้อมูลสำคัญของยูดาสว่า  ที่ยูดาสพูดเช่นนี้มิใช่เพราะ “ห่วงใยคนจน แต่เพราะเขาเป็นขโมย   ในฐานะผู้ถือกระเป๋าเงินเขาเคยยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป” (ข้อ 6 อมตธรรม)   จึงสันนิษฐานได้ว่า  ที่ยูดาสเสียดายน้ำมันหอมเพราะเขาไม่ได้ประโยชน์จากการกระทำของมารีย์ต่างหาก   และไม่มีเงินไปหว่านซื้อเสียง “ประชานิยม” เพื่อสร้างฐานอำนาจของตนมากกว่า

ครอบครัวของซีโมนจัดงานเลี้ยงขอบพระคุณและเป็นเกียรติแด่พระเยซู   ครอบครัวของลาซารัสและมารธา มารีย์ชโลมพระเยซูด้วยน้ำมันหอมราคาแพงก็เพราะทั้งสองครอบครัวนี้สำนึกในพระคุณของพระเจ้า   และได้เทิดทูนพระองค์ให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ สูงสุดในชีวิตของเขา   และนี่คือ “การนมัสการพระเจ้า” จากชีวิตจิตวิญญาณและด้วยความจริงใจและสุดจิตสุดใจของเขา   การนมัสการเช่นนี้ไม่ “เสียของ” ไม่ “เสียเวลา”   ซึ่งแตกต่างและตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองของนักการเงินการคลัง  นักการเมือง   นักฉกฉวยและขู่กรรโชกผลประโยชน์จากพระราชกิจของพระเจ้าอย่างยูดาส 

พระเยซูตอบสนองการกล่าวตำหนิอย่างรุนแรงของยูดาสอิสคาริโอทว่า  “อย่ายุ่งกับนาง   ไปกวนใจนางทำไม  หญิงคนนี้ได้ทำสิ่งดีงามให้เรา  ท่านจะมีคนยากจนอยู่กับท่านเสมอ  ท่านสามารถช่วยพวกเขาได้ทุกเวลาตามที่ท่านต้องการ   แต่เราจะไม่ได้อยู่กับท่านเสมอไป” (มาระโก 14:6-7 อมตธรรม)   จากเหตุการณ์ครั้งนี้   ยูดาสอิสคาริโอทมั่นใจแล้วว่า  พระเยซูจะไม่ทำอย่างที่ตนต้องการทางการเมือง   ทั้งมาระโก และ ยอห์น ต่างบันทึกเหมือนกันว่า   ยูดาสกลายเป็น “นกสองหัว”  เขาไปเข้ากับฝ่ายตรงกันข้ามของพระเยซู   แล้วสัญญาจะช่วยศัตรูขจัดพระเยซู   และปุโรหิตก็สัญญาว่าจะให้เงินแก่ยูดาส (ดูมาระโก 14:10)   และยูดาสก็ทำตัวยอมเป็นทาสรับใช้ของฝ่ายที่ให้เงินและผลประโยชน์แก่ตน

ทั้งมาระโก และ ยอห์นได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้เพื่อชี้และสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของผู้ที่มีจิตใจที่ “นมัสการพระเจ้า”   คือผู้มีพระเจ้าเป็นเอกเป็นใหญ่เป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิต   ที่นำสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตของตนถวายอุทิศแด่พระเจ้า    กับผู้ที่มีจิตใจผูกติดกับทรัพย์สิน ผลประโยชน์  เงินทอง  และอำนาจแห่งตน  จะ “ฮุบ” เอาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพระเจ้ามาเป็นของตน   และพร้อมที่จะแปรพรรคทรยศต่อพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์และความมั่งคั่ง และการมีอำนาจของตนเอง

สิ่งเหล่านี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเราที่เรียกตนเองว่าคริสตชน หรือ เป็นสาวกของพระคริสต์

แต่พึงระวังว่า  ยูดาสอิสคาริโอทก็เป็นสาวกแถวหน้าคนหนึ่งของพระเยซูคริสต์เช่นกัน

การมีตำแหน่งทางศาสนา  การเป็นผู้นำในคริสตจักร   มิใช่เครื่องค้ำประกันได้ว่าคนๆ นั้นจะสัตย์ซื่อสูงสุดในชีวิตต่อพระเจ้า  หรือ คนๆ นั้นจะยอมตนอุทิศรับใช้พระประสงค์ของพระองค์   เพราะหลายคนในกลุ่มนี้ที่ทรยศต่อพระเจ้าและทำทุกอย่างเพื่อรับใช้ตนเองก็มากมายครับ

การที่เราทุ่มเททุกสิ่งทั้งสิ้นที่เรามีในชีวิต และ กระทำทุกวิถีทางเพื่อให้พระนามของพระเจ้าได้รับการนมัสการ การสรรเสริญ  และการยกย่องเทิดทูน   นั่นมิใช่การสิ้นเปลืองเสียของ   แต่นั่นเป็นการที่เราสำนึกในพระคุณของพระเจ้า  และมีพระองค์ทรงเป็นเอกเป็นต้นและเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราต่างหาก

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 พฤศจิกายน 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต (3): แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน?


ท่านเคยมองย้อนหลังถึงเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของท่านจากอดีตที่ผ่านมาและเกิดคำถามคลางแคลงใจหรือไม่ว่า...  ในเหตุการณ์นั้นพระเจ้าไปอยู่เสียที่ไหน?   พระองค์ยังสนใจในความเจ็บปวดของฉันหรือไม่?   ทำไมพระองค์ไม่มาช่วยฉันในเวลาวิกฤติเช่นนั้น?   นี่เป็นพระเจ้าแบบไหนนะที่ปล่อยให้ฉันต้องฝ่าฟันกับความเลวร้ายเช่นนั้นด้วยตนเอง?

เป็นการง่ายและธรรมดาเหลือเกินครับที่สุชาดาจะถามคำถามเช่นนั้นจากใจเมื่อชีวิตทุกข์ยากลำบาก   แทนที่เธอจะออกปากสรรเสริญพระเจ้า  เธอน่าจะโกรธเคืองที่ตนได้รับความเจ็บปวดในชีวิต  แทนที่เธอจะเห็นการทรงปกป้องและการทรงจัดเตรียมจากพระเจ้า   เธอน่าจะเห็นแต่การลงโทษจากพระองค์

ในสายตาของผู้คนรอบข้างต่างมองว่า  ชีวิตของเธอถูกทิ้งขว้างตั้งแต่วัยเด็ก   เธอมีประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย   เธออยู่ในครอบครัวที่ผลิตยาเสพติด  เธอต้องทนทุกข์กับการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ   เธอต้องหาเลี้ยงชีพเอาตัวรอดด้วยตนเอง   ยิ่งกว่านั้นเธอยังต้องคุ้ยหาเศษอาหารจากกองขยะเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและน้องๆ   แม้เธอต้องใช้ชีวิตเป็นเหมือนเศษเดนของสังคม   แต่เธอกลับเติบโตขึ้นโดยรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นถึงจิตใจดวงน้อยของเธอ  และทรงตระเตรียมชีวิตของเธอและพันธกิจสำหรับชีวิตของเธอ

พระเจ้าทรงเห็นความเป็นไปในชีวิตของท่าน

พระคัมภีร์บอกกับเราว่าไม่มีสิ่งใดในชีวิตของเราที่พระเจ้ามิได้สนใจและเอาใจใส่   และพระองค์มีความปรารถนาที่จะให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ดีที่สุด

จากประสบการณ์การทำพันธกิจกับสตรีเกือบ 30 ปีของผู้เขียนหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) เขียนโดย Cindi McMenamin เธอได้พบว่า   ในกระบวนการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตของสตรีที่ได้รับบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตเพื่อจะมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนครบ   ประการสำคัญยิ่งคือ  ต้องช่วยให้สตรีคนนั้นรู้เท่าทันและปฏิเสธความคิดที่หลอกลวงที่ว่า  พระเจ้าไม่ทรงสนพระทัยในบาดแผลและประสบการณ์ที่เจ็บปวดของพวกเธอ

เป็นการง่ายมากที่ท่านจะเชื่อว่าพระเจ้าไม่สนพระทัยท่าน  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีประสบการณ์ความเจ็บปวดในชีวิต   แต่ให้เราค้นหาเจาะลึกในพระวจนะของพระเจ้าอย่างละเอียด   เราพบพระคัมภีร์บอกเราว่า   พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างใกล้ชิดเรา  ทรงรู้จักและคุ้นเคยในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราเป็นอย่างดี   แท้จริงแล้ว   หลายๆสถานการณ์ในชีวิตของผู้เขียนหนังสือ  และเรื่องราวชีวิตของสตรีที่เธอทำพันธกิจด้วย   เธอพบว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ทรงปกป้องและประเล้าประโลมสตรีเหล่านั้น   แม้เธอเหล่านั้นจะต้องรับความเจ็บปวดและต้องทนสู้ในสถานการณ์ชีวิต

ถ้าท่านมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า  พระเจ้ามิได้อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตของท่าน  หรือพระองค์ไม่สนใจและเอาใจใส่ชีวิตที่เจ็บปวดของท่าน   ขอโปรดพิจารณาจากพระธรรมสดุดีบทที่  139

พระเจ้าทรงตรวจสอบจิตใจของเรา  มิใช่เพื่อค้นหาความผิดบาปของเรา  แต่เพื่อพระองค์จะทรงรู้จักชีวิตทั้งหมดของเรา  (ข้อ 1)

พระเจ้าทรงทราบถึงทุกเหตุการณ์ในชีวิตของเรา   ทรงรู้ถึงการตื่นขึ้นในยามเช้า  รู้ชัดประจักษ์แจ้งในความคิดของเรา  และก่อนที่ความคิดจะเกิดขึ้นกับเราเสียอีก   มิใช่ทรงสังเกตเห็นท่านเท่านั้น   แต่ทรงดูแลท่านตลอดเวลา  (ข้อ 2-4)

พระองค์ทรงโอบล้อมเพื่อปกป้องชีวิตของเรา   แท้จริงแล้วพระองค์ทรงสัมผัสชีวิตของเรา (ข้อ 5)

ไม่ว่าท่านจะไป ณ แห่งหนตำบลใด   ท่านอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์   ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนพระองค์ทรงอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว   ถ้าจะใช้สำนวนปัจจุบันเราอาจจะกล่าวได้ว่า  พระเจ้าติดสนิทใกล้ชิดเราอย่างปาท่องโก๋ พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราต้องพรากไปจากพระองค์ (ข้อ 7-12)

ใช่แล้ว   พระเจ้าทรงอยู่กับท่านในที่ที่ท่านอยู่   พระองค์ไม่ละท่านไปจากสายพระเนตรของพระองค์

แล้วการทรงช่วยเหลืออยู่ที่ไหน?

เอาล่ะ  เมื่อพระเจ้าอยู่เคียงข้างใกล้ชิดเราตลอดในทุกๆ ที่ที่เราไป   แล้วยังทรงประจักษ์แจ้งทุกย่างก้าวในชีวิต   แต่ทำไมพระเจ้าถึงยังนิ่งเฉย  ปล่อยความความเจ็บปวดในชีวิตจู่โจมจนชีวิตของเราต้องวุ่นวายโกลาหล?  

เรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ในทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ชีวิต   ทรงมีพระประสงค์เบื้องหลังความเจ็บปวดในชีวิตของเรา   และทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้ชีวิตของเราให้เป็นพระพรสำหรับคนอื่น  

ให้เราลองพิจารณาเหตุการณ์เดียวกันนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง   จะเป็นอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงปกป้องท่านในสถานการณ์นั้นแต่ท่านไม่สามารถรู้เท่าทันถึงการทรงปกป้องของพระองค์?   แล้วความเจ็บปวดในชีวิตก็ได้รับการปกป้องไม่ต้องเกิดความเจ็บปวดมากมายอย่างที่เกิดขึ้นจริงนั้น?

สุชาดามิได้ติดยึดกับการต่อว่าพระเจ้าว่า  พระเจ้าไม่รับผิดชอบต่อชีวิตที่เธอเติบโตมา   แต่เมื่อเธอมองย้อนหลังสถานการณ์ชีวิตของเธอที่ผ่านมาเธอเห็นถึงการทรงปกป้องของพระเจ้า  มากกว่าการทรงละเลยไม่เอาใจใส่ของพระองค์

เมื่อตอนที่เธอเป็นวัยรุ่นต้องดูแลเอาใจใส่น้องๆ ของเธอ   บ่ายวันหนึ่ง  ได้มีคนแปลกหน้าเข้ามายังบ้านของเธอ   โดยปกติก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาบ้านบ่อยๆ เพื่อซื้อยาเสพติด   แต่เธอรู้ว่าคนแปลกหน้าคนนี้ไม่ใช่มาอย่างคนทั่วไป   เมื่อคนแปลกหน้าใช้สายตามองมาที่เธอ  แล้วถามแม่ของเธอว่า “เท่าไหร่?”   ทันทีสุชาดารู้ว่าอันตรายกำลังเข้าใกล้ตัว   เธอรีบไล่น้องๆ ของเธอหนีเข้าไปซ่อนตัวในห้องเก็บของที่อยู่หลังบ้าน  แล้วบอกน้องๆทุกคนว่า “เราจำเป็นต้องอธิษฐานแล้ว”

สุชาดาเริ่มอธิษฐานทูลขอพระเจ้า  “พระเจ้า  ขอช่วยอย่าให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย”   เธอไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป   แต่เธอรู้สึกว่าสิ่งน่ากลัวและความร้ายกาจครอบงำหัวใจของเธอ   ยิ่งทำให้เธออธิษฐานทูลขอการทรงปกป้องจากพระเจ้าสำหรับตัวเธอ

เมื่อเธอและน้องๆ ของเธออธิษฐานและเรียกขอพระเยซูให้ช่วย   เธอเริ่มรู้สึกเกิดความสงบและสันติขึ้นในจิตใจ   เธอเกิดความมั่นใจในพระเจ้า   ด้วยความเชื่อ เธอเดินออกจากห้องเก็บของ  เข้ามายังห้องที่แม่และคนแปลกหน้านั่งรอ   แต่เมื่อสุชาดามองไปที่ชายแปลกหน้าคนนั้น และสบสายตาเขาอีกครั้งหนึ่ง  คนแปลกหน้าคนนั้นวิ่งหนีออกไปจากบ้านและไม่เคยกลับมาอีกเลย

สุชาดาบอกว่า  “...พระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านยิ่งใหญ่กว่าผู้นั้นซึ่งอยู่ในโลก”  (เธออ้างมาจาก 1ยอห์น 4:4 อมตธรรม)   เธอยืนยันว่าพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเธอที่ทำให้คนแปลกหน้าคนนั้นที่ต้องการกระทำร้ายต่อเธอต้องวิ่งแจ้นออกไปจากบ้าน  “ความเชื่อของฉันยังไม่เติบโตเข้มแข็ง   ไม่มีใครสอนฉันถึงพระวจนะของพระเจ้า  หรือให้การบ่มเพาะฟูมฟักให้ฉันเติบโตขึ้นเป็นสาวกของพระคริสต์   แต่ที่ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่ฉันเรียนรู้จากชั้นเรียนพระคัมภีร์ภาคฤดูร้อนเท่านั้น   แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับฉันและฉันสามารถร้องเรียกพระองค์ให้ช่วยได้”

หลังจากที่คนแปลกหน้าคนนั้นวิ่งแจ้นหนีออกไปจากบ้านของสุชาดา   สักพักหนึ่งเธอเกิดความสับสนและเสียใจแล้วเริ่มร้องไห้   “ตอนนั้นฉันสับสนมาก  ฉันสั่นกลัวไปทั้งตัว  ฉันไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้นจริงๆ   ฉันวิ่งไปที่ห้องเก็บของเพื่อตรวจดูว่า น้องๆ ของฉันอยู่ปลอดภัยหรือไม่   พวกเขาทั้งห้าคนนอนหลับ   ฉันเลยเข้าไปอีกห้องหนึ่งพบว่า แม่ของฉันและพ่อเลี้ยงก็หลับสนิทด้วย

พระเจ้าทรงเป็นผู้วางพระหัตถ์ของพระองค์เหนือคนเหล่านี้  “พวกเขาหลับสนิท”

สุชาดากล่าวว่า  “ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่า  พระเจ้าทรงเข้ามาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด”   แทนที่เธอจะต่อว่าพระเจ้าว่า  ทำไมถึงให้สถานการณ์เลวๆ อย่างนี้เกิดขึ้น   เธอกลับสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงปกป้องเธอและน้องๆ  จากเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นรุนแรงกว่านี้มากมาย

พระวจนะของพระเจ้าทรงสัญญาว่า   พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งเรา  เพราะแม้เราจะอยู่ที่ไหน  พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่นแล้ว (ฮีบรู 13:5; สดุดี 139:7-11)   ดังนั้น  พระเจ้าทรงอยู่ที่นี่เพื่อท่าน   บางครั้งท่านอาจจะลืมเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อที่ล่อแหลมที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน    ท่านจึงมิได้ตระหนักรู้ว่าในเหตุการณ์นั้นน่าจะมีสิ่งเลวร้ายรุนแรงเกิดขึ้นกว่านั้น  ดังนั้นท่านจึงไม่สามารถเห็นถึงการทรงปกป้องของพระเจ้า

สิ่งที่เราไม่สามารถจะปฏิเสธได้คือ พระเจ้าทรงเอาใจใส่ชีวิตของเรา   พระองค์ทรงรู้ดีเสมอว่าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่  ที่ทรงอนุญาตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน   และพระองค์ทรงอยู่ในเหตุการณ์นั้นพร้อมที่จะช่วยกอบกู้ท่านในความเจ็บปวดในชีวิตเพื่อให้เกิดสิ่งดีที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ท่านคาดหรือจินตนาการได้

ให้เราคิดทบทวนถึงสิ่งที่เคยทำให้เราต้องเจ็บปวดในชีวิต   และสิ่งนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งดีในชีวิตปัจจุบันนี้ของเรา   และเราอาจจะกล่าวกับตนเองว่า “พระเจ้าอยู่ที่นั่นจริงๆ   พระองค์อยู่เพื่อเอาใจใส่และดูแลชีวิตฉัน   และพระองค์ยังคงกระทำพระราชกิจของพระองค์ต่อไปในชีวิตของฉัน”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

31 ตุลาคม 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต (2) ปรับเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ของท่านในเรื่องพระเจ้า


ทำไมฉันถึงต้องเจ็บปวดในชีวิตเช่นนี้?

นี่เป็นคำถามที่เราถามบ่อยๆ ที่เราต้องการเข้าใจในเรื่องพระเจ้ากับความเจ็บปวดในชีวิตของเรา

นี่เป็นคำถามที่ศรีสุดา(นามสมมติ)จะถามบ่อยๆ   เธอพยายามที่จะเข้าใจการที่เธอต้องถูกทำร้ายร่างกาย  และถูกทำร้ายทางเพศจากคนในสายเลือดเดียวกัน  และเหตุการณ์เลวร้ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ   เป็นเวลานานหลายปีที่เธอมีความรู้สึกว่าพระเจ้าเกลียดเธอ   เธอพยายามที่จะกลบเกลื่อนบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตของเธอไว้ภายในส่วนลึกของชีวิต   ภาพลักษณ์พระเจ้าของศรีสุดาเป็นเหมือนพ่อที่อารมณ์ร้าย  ชอบทำร้าย  น่ากลัว  มักใช้กำลังข่มขืนคนอื่น  เป็นคนที่มักเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

ศรีสุดา เคยเล่าให้ผู้เขียนบทความท่านหนึ่งว่า “ฉันมีความสัมพันธ์แบบ ‘รักเจือเกลียด’ ต่อพระเจ้า”   “ฉันต้องการให้พระองค์ช่วยฉัน   แต่ภาพของพระเจ้าที่ฉันเห็นกลับเป็นคนที่ใจร้าย  โหดร้าย  ดูถูกเหยียดหยามฉันพร้อมกับชี้นิ้วตราหน้าฉัน   และฉันก็โกรธอย่างมากเช่นกัน   สิ่งที่ฉันเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าดูเป็นคนละเรื่องกับภาพพระเจ้าที่ฉันพบในชีวิตประจำวัน”

ในที่สุด  ศรีสุดายอมรับว่า  “ฉันต้องเชื่อในพระเจ้าที่แตกต่างจากพระเจ้าที่ฉันเชื่อว่าน่าจะเป็น   ฉันเชื่อว่าพระเจ้าที่แสนดีนั้นเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้มีจริง  แต่พระเจ้าที่เลวร้ายกลับเป็นพระเจ้าที่ฉันเห็นโทนโท่ในชีวิตประจำวัน” 

จากหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆ ว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) ของ Cindi McMenamin  เป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับการเยียวยาภายในชีวิตและการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์   หนังสือได้เสนอขั้นตอนต่างๆ  เพื่อนำไปสู่ “การซ่อมแซมแก้ไขความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า”  ไว้อย่างน่าสนใจ  เพราะพระเจ้ามิได้เป็นอย่างที่เธอเคยประสบพบมาในอดีต   ขอเลือกบางขั้นตอนมาพูดคุยกัน

ท่านสามารถเปลี่ยนภาพของพระเจ้าที่ท่านมีอยู่ใหม่ได้ด้วยการศึกษาเจาะลึกลงในพระวจนะของพระเจ้าและค้นพบภาพที่เป็นสัจจะความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า   อย่างที่ศรีสุดาได้ทำและประสบพบเจอมาแล้ว

·         พระเจ้ามิใช่พระเจ้าที่มีภาพ “เลว” ในจินตภาพของเรา  แต่เป็นพระเจ้าที่ตรัสกับเราว่า...

“เรารักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์...ด้วยความรักและเอ็นดู” (เยเรมีย์ 31:3 อมตธรรม)

·        พระองค์มิใช่พระเจ้าที่ดูน่ากลัวและชี้นิ้วใส่หน้าเรา   และตั้งหน้าตั้งตารอที่จะลงโทษเรา   แต่พระองค์กลับเป็นพระเจ้าที่ประกาศในพระวจนะว่า

“เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า  
เป็นแผนการเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรือง ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า  
เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า”
(เยเรมีย์ 29:11 อมตธรรม)

·         พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ปรารถนาจะลงโทษเรา   แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่...

“...ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ   แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่”
(2เปโตร 3:9 อมตธรรม)

·         พระเจ้ามิใช่ผู้ที่หยุดที่จะรักเราเมื่อเรากระทำบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ไม่ชอบ   พระวจนะของพระเจ้าบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะ...

“...พรากเราไปจากความรักของพระเจ้า...ของเราได้” (โรม 8:39 อมตธรรม)

เป็นไปได้ว่า  จากบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิต และความโศกเศร้าว้าวุ่นใจอาจทำให้ภาพของพระเจ้าที่เรารู้แตกต่างไปอย่างมากจากสภาพที่เป็นอยู่จริงของพระเจ้า   แน่นอนครับ  มิใช่ความตั้งใจของท่านที่ต้องการให้เกิดเป็นเช่นนี้   บางครั้งบางท่านอาจจะเป็นเหมือนศรีสุดาที่เธอเอาภาพของคนที่ทำให้เธอเจ็บปวดในชีวิตที่เธอประสบพบเจอใส่ลงในภาพของพระเจ้า  มีสตรีหลายคนที่เป็นเหมือนศรีสุดา   ที่ทำให้ตนเองเชื่อว่าพระเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเธอ   ดังนั้นเมื่อเธอมีพ่อที่อารมณ์ร้าย  ทำร้ายผู้อื่น  แสดงความไม่พอใจ  วางตัวออกห่าง...   พวกเธอย่อมจะเห็นภาพของพระเจ้าในลักษณะที่เธอพบเห็นพ่อ   มีทางเดียวเท่านั้น  เราต้องยอมที่จะให้พระเจ้าเยียวยารักษาจิตใจที่เจ็บปวดในชีวิตของเรา   เราจะต้องมีประสบการณ์กับพระเจ้าโดยตรงเพื่อที่เราจะเข้าใจและรู้จักพระองค์อย่างที่พระองค์เป็นอยู่จริงๆ   อย่างที่พระวจนะของพระเจ้าได้บอกถึงพระลักษณะที่แท้จริงของพระองค์

เมื่อศรีสุดาได้เรียนรู้ถึงสัจจะความจริงว่าพระเจ้าเป็นใคร  มีลักษณะที่แท้จริงอย่างไร   ศรีสุดารู้ว่า เธอสามารถไว้วางใจในพระเจ้าได้   และพระองค์สามารถที่จะเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตจิตใจของเธอได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าบาดแผลในชีวิตของท่านอาจจะไม่รุนแรงสาหัสเฉกเช่นของศรีสุดาก็ตาม   แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ท่านได้รับความเจ็บปวดในชีวิตน้อยไปกว่าศรีสุดา   ดังนั้น ผมใคร่ให้กำลังใจท่านว่าลองพิจารณาขั้นตอนที่ศรีสุดาใช้จนเธอได้พบกับความรักที่ทรงเอาใจใส่และความเมตตาของพระเจ้า  ทำให้เธอเกิดความพอใจ  สุขใจ  และอิ่มใจ   จากเดิมที่มีแต่ความเจ็บปวดและความวุ่นวายสับสนในชีวิต   และนี่คือการที่ได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้าอย่างแท้จริง   ท่านพร้อมที่จะทูลขอต่อพระเจ้าหรือว่า  “...พระเจ้า...ข้าพระองค์วางใจในพระองค์และเชื่อว่าพระองค์จะทรงสร้างข้าพระองค์ให้เป็นคนที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เป็น...”

ศรีสุดาได้ผ่านกระบวนการรับการทรงเยียวยาจากพระเจ้าดังนี้...

1.   เขียนสิ่งที่ยังค้างคาใจภายในชีวิตของท่านออกมา

ศรีสุดาเริ่มเขียนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมาของเธอตามความทรงจำที่ยังสร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเธอลงในสมุดบันทึกส่วนตัวของเธอ   เป็นการเขียนระบายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิต   มิใช่การที่พยายามเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น   เพียงต้องการที่จะขุดเขียนสิ่งเหล่านั้นให้ออกจากชีวิตของเธอ   การที่เธอเขียนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นลงบนหน้ากระดาษบันทึกส่วนตัว   เป็นเหมือนพระเจ้าทรง “เด็ดความเจ็บปวด” ออกจากชีวิตจิตใจของเธอ   และในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงใส่สิ่งใหม่ลงในชีวิตจิตใจของเธอ

นี่เป็นขั้นตอนที่ท่านสามารถนำไปทำได้  เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา   ท่านอาจจะทำเช่นนี้ทุกเช้า   นั่งลงเขียนบันทึกชีวิตของท่านด้วยการทรงนำของพระเจ้า   เขียนความทรงจำที่ยังรบกวนชีวิตจิตใจของท่าน   ความทรงจำที่ผลุบๆ โผล่ๆ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองไม่พอใจ   ความทรงจำที่ท่านต้องการที่จะลืม   แต่ดูเหมือนไม่สามารถกำจัดมันออกไปจากชีวิตของท่านได้   เมื่อท่านเขียนสิ่งเหล่านั้นลงในสมุดบันทึก   ให้ท่านทูลต่อพระเจ้าด้วยว่า  ท่านต้องการให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากชีวิตจิตใจ  ความทรงจำ  และความนึกคิดของท่าน   แม้ว่าจะมีพลังอำนาจใดจากความทรงจำเหล่านี้ในตัวท่าน    ให้ท่าน “ปล่อย” ไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับมัน   แต่จงเชื่อและวางใจในฤทธานุภาพของพระเจ้าที่จะค่อยๆ ขจัดสิ่งเหล่านั้นออกจากชีวิตของท่าน  แล้วทรงใส่สิ่งดีใหม่ๆ ลงในพื้นที่ชีวิตของท่าน

2.   จงมุ่งมองไปที่พระวจนะของพระเจ้าเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในท่านใหม่

มีสิ่งใดบ้างไหมในความเชื่อเรื่องพระเจ้าของท่านที่ไม่ถูกต้อง?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ทรงลงโทษท่านด้วยการให้ท่านต้องมีชีวิตจิตใจที่เจ็บปวดหรือไม่?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ที่พิพากษาชีวิตของท่านแล้วทำให้ท่านมีชีวิตที่ยุ่งเหยิง?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลและไม่สนใจชีวิตของท่านใช่ไหม?   หรือท่านเชื่ออย่างมั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ท่านสามารถอยู่ใกล้ชิดและทรงรู้ในทุกแง่มุมชีวิตของท่าน   พระองค์ทรงรักท่านเหนือเหตุผล?

จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจที่เปิดออก   เปิดรับสัจจะความจริงที่บอกท่านว่าแท้จริงแล้วพระเจ้ามีลักษณะใดกันแน่   เมื่อท่านเปิดรับพระวจนะของพระเจ้าเข้าในชีวิต   ท่านก็สามารถที่จะมีชีวิตและสัมพันธ์กับพระเจ้าตามพระลักษณะจริงของพระองค์   พระธรรมที่ท่านจะเริ่มอ่านศึกษาได้ดีคือพระธรรมสดุดี   ซึ่งเป็นบทประพันธ์จากประสบการณ์และความเชื่อศรัทธาของหลากหลายบุคคล  ที่เคยผ่านพบประสบการณ์และมีความรู้สึกในชีวิตเช่นเดียวกับท่าน

3.   ให้พระเจ้าทรงตรวจสอบชิวิตจิตใจท่าน และสำแดงให้ท่านท่านรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตไปทางใด

ศรีสุดาเล่าว่า  ก่อนที่จะเขียนความทรงจำลงในสมุดบันทึก “สิ่งต่างๆ ในชีวิตของฉันมีแต่ความอ้างว้างว่างเปล่า  และพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงคนนี้ขึ้นใหม่”  แต่เธอกล่าวต่อไปว่า   “ในเวลาเช่นนั้นเอง  ฉันเกิดความรู้สึกชื่นชมยินดีมีพลังใจมากกว่าสิ่งอื่นใด   ในเวลาที่ฉันบอกกับพระเจ้าว่า “พระเจ้า  ขอเพียงพระองค์ทรงกระทำงานในชีวิตของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ไม่ต้องการคนใดในชีวิตของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ไม่ต้องการการอวยพระพรใดๆ ข้าพระองค์ต้องการให้พระองค์ชำระข้าพระองค์ให้สะอาด”

ในกระบวนการเยียวยารักษาส่วนใหญ่ของศรีสุดาใช้การอธิษฐานต่อพระเจ้า  และทูลขอพระองค์โปรดเยียวยารักษาเธอในทุกทาง  โดยใช้ พระธรรมสดุดี 139:23-24 เป็นตัวชี้นำ

“ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงตรวจตราดูเถิด  และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์
ขอทรงตรวจสอบและทรงประจักษ์แจ้งความคิดกระวนกระวายของข้าพระองค์
โปรดดูว่ามีสิ่งใดบ้างในตัวข้าพระองค์ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัย
และขอทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีนิรันดร์” (อมตธรรม)

เธอกล่าวว่า  “เป้าหมายของฉันคือขอให้พระเจ้าทรงค้นหา  และทรงเปิดทุกสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของฉันออก  ทั้งที่พังเสียหาย  ที่เป็นบาดแผล...”

ชีวิตของศรีสุดาในวันนี้เป็นชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า และ เป็นชีวิตที่ได้รับการสร้างใหม่จากพระองค์   ที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอแสวงหาพระเจ้าที่เที่ยงแท้ในพระวจนะ   และทูลขอพระองค์ทรงชำระชีวิตของเธอด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะของพระเจ้า   เธอมิได้วางเป้าคาดหวังว่าเธอจะได้รับการฟื้นฟูเสริมสร้างใหม่ให้มีชีวิตที่ดีที่เธอจะสามารถขับเคลื่อนชีวิตตัวเธอเอง   เธอเพียงต้องการเป็นคนที่ดีพรั่งพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า

ศรีสุดายืนยันว่า  “ที่ฉันยังมีชีวิตทุกวันนี้ ยังหายใจได้อยู่จนถึงขณะนี้   เพราะในทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตฉันทูลขอพระเจ้าทรงกระทำให้ฉันดีพร้อม   ถ้าฉันไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น   ชีวิตของฉันก็ไม่สามารถที่จะดลใจคนอื่น  อภิบาลคนอื่น หรือ ช่วยคนอื่นได้”

ให้เรามุ่งมองเจาะลึกลงในพระวจนะของพระเจ้า  เพื่อที่จะพบว่าพระองค์คือผู้ใดและมีพระลักษณะใดกันแน่?   แล้วท่านอาจจะพบว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างในชีวิตและในโลก   เมื่อพระเจ้าทรงเยียวยารักษา  และฟื้นฟูสภาพชีวิตใหม่ของเรา   เราจะสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์พูนครบในพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 ตุลาคม 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต 1: รู้เท่าทันเหตุผลเบื้องหลัง


ท่านเคยพูดกับตนเองว่า  “สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย” หรือมีเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งพูดกับท่านเช่นนี้หรือไม่?   ถ้าเคย   ตอนนี้ท่านรู้เลยใช่ไหมครับว่า   คนที่พูดประโยคนี้มีความรู้สึกเช่นไร   ผมก็เคยได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนสนิท(รุ่นน้อง)ของผมคนหนึ่งเช่นกันครับ

เพื่อนคนนี้ของผมคุณพ่อติดเหล้างอมแงมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น   ที่วงการแพทย์เรียกว่าโรคพิษสุราเรื้องรัง   จนในที่สุดพ่อแม่เลิกกัน   สิ่งต่างๆ ที่เธอคาดหวัง  ความมั่นคงในชีวิตที่เธอต้องการละลายหายสูญไป   เธอรู้สึกว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเธอเลย   เพราะเขาถูกเลี้ยงดูในครอบครัวคริสเตียน   เธอบอกผมว่า ในเวลานั้นเธอเกิดคำถามมากมายในชีวิต   เธอบอกอย่างไม่อายว่า   เธอแปลกประหลาดใจว่า ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยประคับประคองครอบครัวของเธอไว้?   ทำไมพระเจ้าไม่ทรงปกป้องครอบครัวเธอที่ต้องประสบกับชีวิตที่ “ฉีกขาด”  “แตกแหลกละเอียด”  หาความสุขมิได้?   เธอบอกผมว่าในเวลานั้นเธอรู้สึกว่า  ดูเหมือนพระเจ้านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้เย็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตครอบครัวและชีวิตของเธอ

จนวันหนึ่ง  เธอได้รับการปลอบประโลมใจ   ทำให้ชีวิตภายในเธอค่อยๆ สงบลง   คำถามที่ถกถามวุ่นวายในจิตใจเงียบลง   เมื่อเธออ่านข้อพระคัมภีร์ตอนหนึ่ง  ที่สะดุดความคิดในชีวิตของเธอ

“เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า
ทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น
“ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด
วิถีของเราก็สูงกว่าทางของเจ้า
และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
(อิสยาห์ 55:8-9)

เธอเป็นพยานว่า  นั่นเป็นเสียงที่พระเจ้าตรัสกับเธอว่า  “เรารู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า  และเรารู้ด้วยว่าเจ้าไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต   เจ้าต้องไว้ใจเราในเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น  ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้น”   ในการใคร่ครวญคำตรัสนั้นเองที่เธอพบความจริงว่า   แท้จริงแล้วไม่สำคัญและจำเป็นอะไรมากมายที่เธอจะต้องเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์เลวร้ายนี้ถึงเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ   ทำไมเธอถึงจะต้องมารับความเจ็บปวดในชีวิต   แต่เธอพบสัจจะความจริงที่ว่า  สิ่งที่สำคัญยิ่งคือ  การที่เธอจะไว้วางใจพระเจ้าที่รักเธอ ที่อนุญาตให้เหตุการณ์ร้ายๆ และความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นในชีวิตเธอต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ

เธอเล่าต่อไปด้วยความภาคภูมิใจว่า  ตั้งแต่วันนั้นที่เธอเลือกไว้วางใจพระเจ้า มากกว่าที่จะมีคำถามมากมายให้พระเจ้าตอบจนถึงวันนี้เป็นเวลา 30 ปี    พระเจ้าทรงกระทำงานในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ  ยิ่งกว่านั้นเธอยืนยันว่า พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ลงลึกในชีวิตเธอ  แล้วสำแดงให้เธอเห็นว่า เธอจะมีความรักเมตตากรุณาต่อคนอื่นๆ ที่กำลังตกในความเจ็บปวดภายในชีวิตได้อย่างไร

เธอบอกผมว่า  พ่อที่เคยเป็น “ขี้เหล้า” ตอนนี้เลิกเหล้าได้แล้วประมาณ 30 ปี   แล้วทำพันธกิจช่วยเหลือเอาใจใส่ผู้คนที่ติดเหล้างอมแงมจำนวนมากมาย   และช่วยเหลือชีวิตครอบครัวของผู้คนเหล่านั้น   พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายเจ็บปวดขึ้นในครอบครัวของเธอหรือ?   คำตอบของเธอคือ “ไม่ใช่”  มนุษย์เป็นผู้พาชีวิตของตนเองเข้าในสถานการณ์เลวร้ายนั้นต่างหาก   และความเลวร้ายนั้นสร้างความเจ็บปวดแก่ตนเองและผู้อื่น  แต่พระเจ้าทรงเมตตากระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดในชีวิตของเรา   แล้วทรงมีพระประสงค์ที่จะทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดของมนุษย์   และเป็นสิ่งดีอย่างคิดไม่ถึงสำหรับเธอ พ่อ  และคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดในชีวิต

ใช่เลยครับ   ชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนการที่เราวาดฝันคาดหวังในใจ   แต่ขอให้เราหยุดตนเองแล้วคิดสักนิดว่า  สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามีไหมที่ทำให้เราแปลกประหลาดใจในพระเจ้า

จากประสบการณ์ความเจ็บปวดในชีวิตของเพื่อนคนนี้  และประสบการณ์ที่เธอได้ทำพันธกิจในการดูแล รักษาและเยียวยาหญิงที่เกิดบาดแผลภายในชีวิต   เธอยืนยันอย่างแข็งแรงว่า  พระเจ้าทรงทราบอย่างดีเมื่อชีวิตของเราตกลงในความเจ็บปวด   และพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ที่ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิตของเรา  หรือยอมให้ “หัวใจ” ของเราแตกสลาย  หรือทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนช้าลง  หรือยอมให้เราต้องได้รับความโศกเศร้า

จากหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆ ว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) ที่เขียนโดย Cindi McMenamin เป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับการเยียวภายในชีวิตและการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์   หนังสือได้เสนอขั้นตอนต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ   ขอเลือกบางขั้นตอนมาพูดคุยกัน

ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือ  รู้เท่าทันว่า ในทุกความเจ็บปวดของชีวิตย่อมมีเหตุผลหรือจุดประสงค์เบื้องหลังของความเจ็บปวดนั้น   ผมรู้ครับว่าพูดเช่นนี้มันง่ายแต่ทำจริงมันยาก   ซึ่งหนังสือได้เสนอแนะหลักการเชิงปฏิบัติไว้   ขอเอาหลักการปฏิบัติที่สำคัญมาพูดคุยกันในที่นี้สัก 3 ขั้นตอน ที่นำสู่การไว้วางใจพระเจ้าผู้ที่รักเมตตาเรา  และทรงรู้ลึกซึ้งในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราในแต่ละวัน   รวมถึงเวลาที่ชีวิตของเราต้องได้รับความเจ็บปวดด้วย

1.   ขอบพระคุณพระเจ้าท่ามกลางความเจ็บปวดในชีวิต

พระวจนะของพระเจ้าได้เตือนสติเราว่า  “จงขอบพระคุณ(พระเจ้า)ในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์” (1โครินธ์ 5:18 อมตธรรม)   การที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถ “ขอบพระคุณพระเจ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นั้น   นี่มิใช่การปฏิบัติออกถึงความเชื่อฟังในชีวิตของคนๆ นั้นตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตหรือ   และนี่เป็นชีวิตที่แสดงออกมาด้วยความเชื่อศรัทธาด้วย  (ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย...  ฮีบรู 11:6 อมตธรรม)

เราจะสามารถปฏิบัติขั้นตอนที่เป็นความเชื่อศรัทธา และ การเชื่อฟังที่สำคัญยิ่งนี้ได้หรือไม่ ทุกครั้งเมื่อเกิดความเจ็บปวดในชีวิต  ให้เราก้มศีรษะลงอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นและในความเจ็บปวดนั้น  หรือ ในความทรงจำที่เจ็บปวดเกิดขึ้นในชีวิตของเราทันที  นี่ไม่ใช่เพราะเรารู้สึก ขอบพระคุณพระเจ้า แต่เพราะพระวจนะของพระเจ้ากำชับให้เราขอบพระคุณ และเพราะเราตั้งใจและวางใจที่จะให้พระเจ้าเป็นผู้ชี้นำและกระทำกิจของพระองค์ในสถานการณ์นั้นในชีวิตของเรา

2.   ทูลต่อพระเจ้าว่าท่านพร้อมจะเติบโต

เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวดเป็นโอกาสที่ชีวิตของเราจะเติบโตขึ้นในการมีชีวิตที่ใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า   ทูลต่อพระเจ้าว่าเราพร้อมที่เห็นในสิ่งที่พระองค์พระประสงค์ให้เราเห็นและเรียนรู้    ด้วยการนี้จะช่วยให้เรายอมตนลงพร้อมที่จะให้พระเจ้าทรงสอนในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้  เยเรมีย์ 29:13 กล่าวว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา  เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสุดใจของเจ้า” (อมตธรรม)   การที่เราทูลต่อพระเจ้าว่า  “พระเจ้า  ข้าพระองค์พร้อมที่จะเติบโต”  เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแสวงหาพระองค์ และ รับการทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่

3.   ไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า

ถึงแม้ว่าท่านยังไม่สามารถเห็นสิ่งดีอันใดจากการที่ชีวิตของท่านต้องเจ็บปวด   จงไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า  ที่อนุญาตให้ชีวิตของท่านประสบกับเหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้น  ว่าจะเป็นกระบวนการที่ทรงกระทำให้สิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของท่านในเวลาที่เหมาะสมข้างหน้า   จงไว้วางใจว่า “...ในทุกสิ่ง  พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์...” (โรม 8:28 อมตธรรม)  และในข้อต่อไปได้บอกเราว่า  พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งให้เกิดผลดีในชีวิตของเราอย่างไร  “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้(เรา)เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์” (ข้อ 29 อมตธรรม ในวงเล็บเติมโดยผู้เขียน)

ดังนั้น  เมื่อชีวิตต้องตกท่ามกลางความเจ็บปวด  จิตใจพบกับความปวดร้าว  และเราไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จงไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์กำลังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   เมื่อเราคิดถึงการที่พระคริสต์ทรงอดทนในความทุกข์ เจ็บปวด บาดแผลและความตายด้วยความเชื่อฟังและอดทน   และเรากำลังรับการทรงสร้างให้เหมือนพระองค์  เพื่อเราจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ในงานแห่งพระประสงค์ของพระองค์ในอนาคต

ให้เราไว้วางใจในพระเจ้าเถิดครับ  เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวด  จิตใจแตกสลาย  โปรดรู้ว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างเรา   และพระองค์พร้อมที่จะเสริมสร้างชีวิตของเราให้เติบโตขึ้น   และทรงมีพระประสงค์ยิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499