แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แค่ไหน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แค่ไหน แสดงบทความทั้งหมด

18 สิงหาคม 2559

ชนะแค่ไหน?

ท่านเคยสังเกตไหมว่า   ทำไมนักวิ่งในสมัยกรีกแต่ละคนที่วิ่งแข่งขันกันต้องถือคบเพลิงทุกคน?

ในการวิ่งแข่งโอลิมปิกดั้งเดิมของกรีก   เป็นการวิ่งแข่งขันที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะคือ   ผู้วิ่งแข่งขันแต่ละคนจะต้องวิ่งแข่งพร้อมกับถือคบเพลิงที่มีไฟจุดอยู่   นักกีฬาแต่ละคนวิ่งแข่งกับคนอื่นว่าใครจะถึงเส้นชัยก่อนแต่คบเพลิงจะต้องยังติดไฟอยู่

นั่นหมายความว่า นักวิ่งที่วิ่งเข้าเส้นชัยมิใช่เป็นคนแรกเท่านั้นแต่คบเพลิงจะต้องไม่ดับ   แม้ว่าคนนั้นจะวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกแต่คบเพลิงดับเขาก็มิใช่เป็นผู้ชนะ   แต่ผู้ที่ชนะคือผู้ที่เข้าเส้นชัยพร้อมกับคบเพลิงที่ติดไฟอยู่เป็นคนแรก

นี่คือภาพที่อาจารย์เปาโลกกล่าวเปรียบเทียบใน 2ทิโมธี 4:7-8 ไว้ว่า  “ข้าพเจ้า​ได้​ต่อ​สู้​อย่าง​เต็ม​กำ​ลัง ข้าพเจ้าได้​วิ่ง​แข่ง​จน​ครบ​ถ้วน ข้าพเจ้า​ได้​รักษา​ความ​เชื่อ​ไว้​แล้ว   ตั้ง​แต่​นี้​ไป​มงกุฎ​แห่ง​ความ​ชอบ​ธรรม​ก็​จะ​เป็น​ของ​ข้าพเจ้า ซึ่ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ผู้​พิพากษา​ที่​ชอบ​ธรรม​จะ​ประ​ทาน​เป็น​รางวัลแก่​ข้าพเจ้า​ใน​วัน​นั้น และ​ไม่​ใช่​แก่​ข้าพเจ้า​ผู้​เดียว​เท่า​นั้น แต่​จะ​ประ​ทาน​แก่​ทุก​คน​ที่​รัก​การ​เสด็จ​มา​ของ​พระ​องค์”

เฉกเช่นนักกีฬากรีก   เราต่างวิ่งบนลู่วิ่งแห่งชีวิต   เราต่างวิ่งแข่งด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต   แต่เราต้องระมัดระวังว่า  แม้เราจะวิ่งได้เร็วแต่เราต้องปกป้องไม่ให้ไฟที่คบเพลิงของเราดับลง   ต้องให้ไฟที่คบเพลิงยังติดอยู่   นั่นหมายความว่าเรามิใช่มุ่งมั่นตั้งใจให้ชีวิตบรรลุเป้าหมาย ประสบความสำเร็จเท่านั้น   แต่เราทุกคนจะต้องรักษาไฟที่คบเพลิงแห่งความเชื่อศรัทธาของเราให้ติดโชติช่วงด้วยความสว่างแห่งพระคริสต์ตลอดลู่วิ่งชีวิตที่เราวิ่งไป

แม้เราจะสิ้นสุดและบรรลุเส้นชัยแห่งลู่วิ่งของชีวิต   แต่เราต้องรักษาความเชื่อศรัทธาของเราไว้ให้โชติช่วงตลอดเส้นทางชีวิตที่เราดำเนินและส่องสว่างต่อไปแม้ถึงเส้นชัยแห่งชีวิตแล้ว

และนี่แหละที่เราจะเป็นผู้มีชัยอย่างแท้จริง!

แล้ววันนี้เราจะชนะแค่ไหนครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 กรกฎาคม 2558

เราทำตามพระมหาบัญชาแค่ไหน?

แต่​ให้​เรา​ยึด​ถือ​ความ​จริง​ด้วย​ความ​รัก
เพื่อ​จะ​เจริญ​ขึ้น​ใน​ทุก​ด้าน​สู่​พระ​องค์​ผู้​เป็น​ศีรษะ​คือ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:15 มตฐ.)

เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้เราคริสตชนแต่ละคนเติบโตขึ้น  “เพื่อ​เรา​จะ​ไม่​เป็น​เด็ก​อีก​ต่อ​ไป...” (เอเฟซัส 4:14ข มตฐ.)  พระเจ้ามีจุดมุ่งหมายให้ชีวิตคริสตชนแต่ละคนเติบโตและมีวุฒิภาวะ หรือ ชีวิตคริสตชนที่แข็งแรงและเกิดผล   หมายความว่า พระเจ้ามีจุดประสงค์ให้คริสตชนแต่ละคนมีชีวิตที่มีชีวิตประจำวันทุกวันเยี่ยงหรือตามแบบพระคริสต์  

พระองค์ไม่มีพระประสงค์ที่จะให้ชีวิตคริสตชนของเรา “ติดแหงก”อยู่แค่ “ทารกในความเชื่อ” ตลอดไป  อย่างที่มีมากมายในคริสตจักรของเราในทุกวันนี้   คริสตชนกลุ่มนี้ยังต้องพึ่งพิง “ผ้าอ้อมและขวดนม”  “แม่และพี่เลี้ยง”

เพราะพวกเขาตัดสินใจเชื่อเท่านั้น   แต่ไม่เคยคิดที่จะเติบโตขึ้นในชีวิตคริสตชน   การเติบโตขึ้นในชีวิตจิตวิญญาณของเรามิใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่รับบัพติสมาแล้ว   แต่การที่จะมีชีวิตที่เติบโตขึ้นและมีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์นั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ  ตั้งใจที่จะรับการเสริมสร้าง   และเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนจะต้องทุ่มเทอุทิศชีวิตของเราที่จะรับการเสริมสร้าง  ฝึกฝน  ปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา   

ถ้าใครที่ต้องการจะมีชีวิตที่เติบโตขึ้นให้เป็นเหมือนพระคริสต์  คน ๆ นั้นต้องตัดสินใจว่าตนต้องการมีชีวิตที่เติบโตขึ้นในพระคริสต์   แล้วทุ่มเทการดำเนินชีวิตและปฏิบัติในชีวิตประจำวันทุกวันให้เติบโตขึ้น  และ  ต้องมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง   เพราะการเติบโตเป็นกระบวนการต่อเนื่อง  ต้องใช้เวลาครับ

การเป็นสาวกพระคริสต์มิได้เป็นเพราะ “เอาหัวจุ่มลงในน้ำ หรือ เอาน้ำมาพรมที่หัว” เท่านั้น   แต่ตัวชี้วัดว่าใครคนใดเป็นสาวกหรือไม่อยู่ที่คุณภาพชีวิตของคน ๆ นั้นสำแดงพระลักษณะของพระคริสต์ หรือ การดำเนินชีวิตเยี่ยงพระคริสต์ในชีวิตประจำวันหรือไม่ต่างหาก  การเป็นสาวกคือการที่เรา “ลุกขึ้น” จากจุดเดิมที่ชีวิตของเราเป็นอยู่   แล้ว “ติดตาม” พระคริสต์ตลอดไปในชีวิตประจำวัน (ไม่ใช่ในคริสตจักรวันอาทิตย์เท่านั้น) (ดูมัทธิว 9:9)

เมื่อสาวกคนแรกตัดสินที่จะติดตามพระคริสต์   เขาไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องทุกอย่างในการดำเนินชีวิตที่เขาจะต้องมี   แต่เขาตัดสินใจลุกขึ้นติดตามพระคริสต์   อย่างที่หลาย ๆ คนในพวกเราก็เป็นเช่นนั้น   หลังจากนั้นสิ่งสำคัญคือ   ผู้เชื่อแต่ละคนต้องตัดสินใจว่า เราต้องการเติบโตขึ้นเป็นสาวกของพระองค์ คือ ดำเนินชีวิตประจำวันเป็นเหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   และในส่วนนี้เองที่พระคริสต์ทรงมอบหมายให้เป็นบทบาทความรับผิดชอบของชุมชนคริสตจักร   ที่จะต้องเอาใจใส่และทุ่มเทในการเสริมสร้างผู้เชื่อแต่ละคนให้เติบโตขึ้นมีชีวิตประจำวันที่เป็นสาวกของพระคริสต์   “...และ​สอน​พวก​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สาร​พัด​ที่​เรา​สั่ง​พวก​ท่าน​ไว้...” (มัทธิว 28:20 มตฐ.)

คำถามที่ไม่น่าจะถามคือ...
แล้วคริสตจักรของเราได้ตอบสนองต่อพระมหาบัญชาในเรื่องนี้หรือเปล่า?

ถามใหม่ก็ได้   แล้วคริสตจักรปัจจุบันได้ตอบสนองพระมหาบัญชาอย่างครบถ้วนหรือไม่?   หรือเลือกตอบสนองเป็นบางส่วนที่เราคิดจะตอบสนองเท่านั้น?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

19 มกราคม 2558

ติดสนิทแค่ไหน?

และบัดนี้ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงอยู่ในพระองค์…
(1ยอห์น 2:28 มตฐ.)

คนที่เคยปลูกและดูแลต้นไม้ย่อมรู้ดีว่า   กิ่งจะเกิดดอกออกผลได้ก็ต่อเมื่อกิ่งนั้นยังติดสนิทอยู่กับลำต้น   แต่ถ้ากิ่งไหนถูกตัดให้ขาดจากลำต้น  กิ่งนั้นก็ไม่สามารถเกิดผล   ทำไมหรือ?   เพราะท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งอาหารจากรากขึ้นลำต้นและจากลำต้นที่ไปเลี้ยงกิ่งก้านเล็กใหญ่ถูก “ตัดขาด”  ดังนั้นจึงไม่มีอาหารหรือน้ำเลี้ยงไปเป็นอาหารเลี้ยงกิ่งนั้น   กิ่งจึงต้องติดสนิทแนบกับลำต้น   มีท่อน้ำเลี้ยงจากลำต้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของกิ่ง   เพื่อน้ำเลี้ยงจะสามารถเข้าไปอยู่ในกิ่งนั้นแล้วเป็นอาหารเลี้ยงกิ่งนั้นให้มีชีวิต เติบโต แข็งแรง  เกิดดอกออกผลได้

ชีวิตคริสตชนก็เช่นกัน  พระเยซูคริสต์ชี้ประเด็นนี้แก่สาวกว่า “เรา​เป็น​เถา​องุ่น ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​แขนง ผู้​ที่​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เรา​และ​เรา​เข้า​สนิท​อยู่​ใน​เขา ผู้​นั้น​ก็​จะ​เกิดผล​มาก เพราะ​ถ้า​แยก​จาก​เรา​แล้ว​ท่าน​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ไม่ได้​เลย”​ (ยอห์น 15:5, 1971)   ในที่นี้พระเยซูคริสต์ชี้ชัดลงไปว่า   มิใช่แค่ให้กิ่งติดอยู่กับลำต้นเท่านั้น   แต่ท่อน้ำเลี้ยงจากลำต้นต้องต่อสนิทและสามารถเป็น “ท่อ” ส่งน้ำเลี้ยงจากลำต้นไปเลี้ยงบำรุงกิ่งได้อย่างดีด้วย   ที่กล่าวเช่นนี้เพราะพระเยซูคริสต์อธิบายว่า  “ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเรา และ เราเข้าสนิทอยู่ในผู้นั้น”  จะเกิดผลมาก

ขอตั้งข้อสังเกตว่า   มิเพียงแต่ให้เราเข้าสนิทในพระเยซูเท่านั้น   แต่พระเยซูคริสต์เข้าสนิท “อยู่ในผู้นั้น” ด้วย   ในที่นี้หมายความว่า   แค่การที่กิ่งอยู่ติดกับต้นนั้นไม่เพียงพอ   แต่อาหารจากลำต้นต้องสามารถส่งผ่านเข้าไปเลี้ยงกิ่งนั้น ๆ ได้ด้วย   คำที่สำคัญที่พระคริสต์ชี้ชัดคือ “เราเข้าสนิทอยู่ในเขา”  คือการที่พระเยซูคริสต์เข้าสนิทและอยู่ในชีวิตของเราแต่ละคน  

และที่เราเกิดผลเพราะพระคริสต์เป็นผู้กระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา

นั่นหมายความว่า  การที่คริสตชนแต่ละคนสามารถเติบโต เข้มแข็ง และเกิดดอกออกผลได้นั้น   เพราะพระคริสต์ทรงสถิตและเป็นน้ำเลี้ยงชีวิตของคริสตชนคนนั้น ๆ พระองค์กระทำให้ชีวิตที่เข้าไปอยู่ด้วยนั้นเติบโต   และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงเป็นกำลังที่เข้มแข็งของเขา   แล้วพระคริสต์ทรงกระทำให้ชีวิตของเขาให้เกิดผลตามพระประสงค์ของพระองค์

ถ้าเช่นนั้น  คริสตชนคงต้องกลับมาพิจารณาถึงชีวิตที่ “ติดสนิทกับพระเจ้า” ให้ถ้วนถี่อีกสักครั้งหนึ่ง

ทุกวันนี้เราติดสนิทกับพระเจ้าในระดับไหน?   เราติดสนิทกับพระเจ้าเพราะเราอธิษฐานทุกวัน   เราไปนมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์   เราไปร่วมกลุ่มแจกใบปลิว   เราไม่ขาดการถวายทรัพย์  ฯลฯ   แต่ขอถามว่า  แล้วพระเยซูคริสต์  เข้าไปเป็นน้ำเลี้ยงในชีวิตประจำวันของเราหรือไม่?   พระเยซูคริสต์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเราหรือไม่?   พระเจ้าทรงเป็นกำลังในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราหรือไม่?   ท่านได้เปิดชีวิตให้พระคริสต์เข้าสนิทอยู่ในชีวิตของท่านแล้วหรือยัง?

เราอาจจะทำศาสนพิธีในรูปแบบต่าง ๆ มากมายเป็นประจำ   แต่เราต้องให้ท่อน้ำเลี้ยงชีวิตจากพระคริสต์เข้าในชีวิตของเราเป็นท่อที่ต่อติดสนิทกับพระคริสต์ที่น้ำเลี้ยงชีวิตจากพระองค์สามารถไหลเข้าในชีวิตของเราได้   และที่สำคัญกว่านั้นคือ   การที่เรายอมเปิดชีวิตของเราให้พระคริสต์ทรงกระทำพระราชกิจตามพระประสงค์ของพระองค์   เพื่อชีวิตของเราจะเกิดดอกออกผลตามที่พระองค์ทรงต้องการ (มิใช่ที่เราปรารถนา)

จากประสบการณ์ชีวิตในพระเยซูคริสต์   การติดสนิทกับพระเจ้า  และพระคริสต์ทรงเข้าอยู่ในชีวิตและกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรานั้น   เป็นประเด็นและจุดประสงค์หลักของการที่เราเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์   แต่เป็นสิ่งที่ต้องปล้ำสู้มาตลอดเวลาของชีวิต   ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในชีวิตคริสตชน   ทั้งนี้เพราะพลังอำนาจแห่งความบาปชั่วในรูปแบบต่าง ๆ ที่แผ่ขยายครอบงำในโลกนี้   จะต่อต้านขัดขวางทุกหนทางเพื่อมิให้คริสตชนติดสนิทกับพระเจ้าจนเปิดชีวิตให้พระคริสต์เข้าไปครอบครองในชีวิตของตน   เพราะนั่นเท่ากับอำนาจบาปชั่วต้องพ่ายแพ้  

ดังนั้นมารจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้คริสตชนรู้สึกสบายใจที่ได้ทำความดี   ที่ได้ทำศาสนพิธี   แต่จะมีพลังขวางต้านทุกครั้งเมื่อเราคิดจะเอาจริงเอาจังที่จะให้พระคริสต์เป็นใหญ่ในชีวิตของตน   และประเด็นที่ต้องระวังคือ   การที่คริสตจักรพยายามจัดให้มีกิจกรรมมากมายที่จะทำในคริสตจักร   แล้วทำให้สมาชิกรู้สึกสบายใจที่ได้ร่วมในกิจกรรมเหล่านั้น    ระวังที่คริสตจักรจะมีงานมากมายจนไม่สามารถที่จะช่วยให้สมาชิกของตนเรียนรู้ที่จะมี “ท่อน้ำเลี้ยงชีวิต”  ที่ต่อติดสนิทจนน้ำเลี้ยงชีวิตจากพระคริสต์เข้ามาอยู่ในชีวิตของสมาชิก   และให้พระคริสต์กระทำพระราชกิจในชีวิตของคริสตชนแต่ละคน

คริสตชนต้องระวังว่า   เราอาจจะง่วนอยู่กับการกระทำความดีให้ผู้คนพอใจ  และตนเองภูมิใจ  ใช้เวลากับศาสนพิธี   ทำกิจกรรมมากมายที่คริสตจักรได้จัดขึ้น   จนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าในวันอาทิตย์   และต้องระวังว่า เรากำลังทำผิดพระมหาบัญญัติที่ว่า   รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและความนึกคิดของเรา   เพราะเรามิได้มีพระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นต้นในชีวิตของเรา   แต่เรากลับไปให้สิ่งอื่นที่ทำเป็นเรื่องสำคัญกว่าการที่จะมีชีวิตที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครอง

การตัดท่อน้ำเลี้ยงแห่งชีวิตจากพระคริสต์   คือการแยกขาดคริสตชนออกจาการติดสนิทกับพระคริสต์  ขวางการทำงานของพระคริสต์ในชีวิตคริสตชน   และนี่คือยุทธการของมารที่ต้องการทำให้ชีวิตของคริสตชนแห้งเฉาไปในที่สุด   ไม่มีกำลังในตนเอง   ง่ายที่มารจะครอบงำตามใจปรารถนาของมันต่อไป

ประเด็นใคร่ครวญ
  1. ทุกวันนี้เราได้ทุ่มเท และ ทำอะไรบ้างที่ให้เวลามากกว่าการติดสนิทสัมพันธ์ให้พระคริสต์  เพียงมีเวลาอ่านพระคัมภีร์  อธิษฐาน  ร่วมนมัสการเช้าวันอาทิตย์  ประกอบศาสนพิธี  หรือร่วมกิจกรรมคริสตจักร?
  2. ท่านทำอะไรที่แสดงถึงการที่ท่านให้ความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการมีชีวิตที่เติบโต แข็งแรง  และเกิดผลในจิตวิญญาณ?   ท่านคิดว่าอะไรคือรากฐาน หรือ สาเหตุหลักของการเติบโต แข็งแรง เกิดผลในชีวิตท่าน?
  3. ท่านคิดว่า  ท่านจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในชีวิต   ที่ท่านจะมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระคริสต์  จนพระคริสต์สนิทและทำพระราชกิจในชีวิตของท่าน?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 ธันวาคม 2555

พระเจ้าเป็นใหญ่แค่ไหนในชีวิตเรา?


“ระหว่างที่พระองค์ประทับที่หมู่บ้านเบธานี  ในบ้านของซีโมนคนที่เคยเป็นโรคเรื้อน   ขณะเมื่อประทับและเสวยอาหารอยู่นั้นมีหญิงคนหนึ่งถือผอบน้ำมันหอมนารดาที่มีราคาแพงมากมาหาพระองค์   แล้วเปิดผอบเทน้ำมันนั้นชโลมลงบนพระเศียรของพระองค์”  (มาระโก 14:3 ฉบับมาตรฐาน)

ในพระธรรมมาระโกได้บอกเราชัดเจนว่า   บ้านที่พระเยซูไปประทับในครั้งนี้อยู่ในหมู่บ้านเบธานี   หมู่บ้านเดียวกับบ้านของมารีย์และมาธา   ยิ่งกว่านั้นมาระโกยังบอกอีกว่า   บ้านที่พระเยซูประทับรับประทานอาหารในครั้งนี้เป็นบ้านของคนที่ชื่อว่าซีโมนที่เคยเป็นโรคเรื้อนมาก่อน   ซึ่งน่าจะเป็นการเลี้ยงขอบพระคุณพระเยซูที่ทรงรักษาเจ้าของบ้านให้หายจากโรคเรื้อน   เพราะในพระธรรมยอห์นเขียนไว้ว่า  “ที่นั่นมีงานเลี้ยงเป็นเกียรติแด่พระเยซู” (ยอห์น 12:2 อมตธรรม)

ยอห์นได้ให้รายละเอียดมากกว่านั้นว่า   ลาซารัส ที่พระเยซูทรงให้ฟื้นจากความตายก็ร่วมโต๊ะในงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย   และมารีย์ซึ่งเป็นพี่น้องกับลาซารัสได้นำน้ำหอมบริสุทธิ์ราคาแพงมาชโลมพระเยซูด้วย   ยอห์นเขียนไว้ว่า

“...พระเยซูเสด็จมาถึงหมู่บ้านเบธานีถิ่นที่อยู่ของลาซารัส  ผู้ซึ่งพระเยซูทรงให้ฟื้นขึ้นจากตาย   ที่นั่นมีงานเลี้ยงเป็นเกียรติแด่พระเยซู  มารธาคอยปรนนิบัติอยู่   ขณะนั้นลาซารัสเป็นคนหนึ่งที่ร่วมโต๊ะกับพระองค์...”  (ยอห์น 12:1-2)

เป็นไปได้อย่างสูงว่า   ที่หมู่บ้านเบธานีได้จัดให้มีการเลี้ยงเป็นเกียรติและขอบพระคุณพระเยซู  และเป็นการขอบพระคุณพระเจ้า   ที่พระองค์ทรงมีพระคุณต่อลาซารัสที่ทรงให้เป็นขึ้นจากความตาย  และซีโมนได้หายจากการเป็นโรคเรื้อน   ทำให้เขาสามารถกลับมามีชีวิตร่วมในชุมชนและครอบครัวอย่างปกติ   ชีวิตกลับมีค่าอีกครั้งหนึ่ง   และงานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นในบ้านของซีโมน   โดยมีครอบครัวของมารีย์และมารธามาร่วมปรนนิบัติในงานเลี้ยงนี้ด้วย   ส่วนลาซารัสก็มาร่วมโต๊ะเสวยกับพระเยซูด้วย

ในการขอบพระคุณพระเจ้า และ การเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแด่พระเยซูครั้งนี้   เหตุการณ์สำคัญมิใช่การเลี้ยงเฉลิมฉลองเท่านั้น   แต่มารีย์ต้องการยกย่อง เทิดทูนพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ที่มีสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง   นางแสดงการเทิดทูนสูงสุดนี้ด้วยการนำสิ่งที่เธออดออมสะสมสิ่งที่มีค่าที่สุดของเธอคือผอบน้ำมันหอมนารดาราคาแพงมาชโลมแด่พระเยซู   มาระโกบันทึกว่าเธอชโลมที่พระเศียรของพระเยซู   แต่ยอห์นบันทึกว่า  เธอชโลมน้ำมันหอมที่พระบาทของพระเยซูและเช็ดด้วยผมของเธอ   ยอห์นบันทึกไว้ว่า

“มารีย์นำน้ำมันหอมบริสุทธิ์ราคาแพงประมาณครึ่งลิตร (ในภาษากรีกว่า 1 ลิตรา)   มารินรดพระบาทของพระเยซูและใช้ผมของนางเช็ด   กลิ่นน้ำมันหอมตลบอบอวลทั่วทั้งบ้าน” (ข้อ 3 อมตธรรม)

แต่ในสายตาของนักการเงินการคลังอย่างยูดาสอิสคาริโอทมองว่าการกระทำเช่นนี้ของมารีย์เป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองอย่างไร้ค่า   เป็นการกระทำที่ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”  เพราะยอห์นได้บันทึกและให้รายละเอียดในตอนนี้  ด้วยคำท้วงติงของยูดาสว่า

“ทำไมไม่ขายน้ำมันหอมนี้และนำเงินไปแจกจ่ายแก่คนยากจน   น้ำมันหอมนี้มีมูลค่าเท่ากับค่าแรงงานหนึ่งปี (ในภาษากรีกว่า 300 เดนาริอัน)ทีเดียว” (ข้อ 5 อมตธรรม)

ถ้าเป็นปัจจุบัน   ยูดาสคงท้วงติงว่า  พระเยซูรู้ไหมว่า  น้ำมันหอมครึ่งลิตรที่ชโลมพระองค์เพียงไม่กี่นาทีมันมีค่าถึง 90,000-100,000 บาทเลยทีเดียว   ฟังดูยูดาสก็มีเหตุผลนะ   การกระทำของมารีย์ทำให้เสียของ  และพระเยซูทำไมไม่ห้าม!  มาระโกใช้คำว่า  “...เขาตำหนินางอย่างรุนแรง”  (มาระโก 14:4 อมตธรรม)

ยูดาสคาดหวังว่าพระเยซูจะเป็นผู้นำประชาชนปฏิวัติปลดแอกจากการปกครองของพวกโรมัน   การที่จะปลดแอกได้ต้องมีกองกำลัง   และกองกำลังจะมีได้ประชาชนต้องเข้ามาร่วม   การทำการอัศจรรย์และการรักษาโรคของพระเยซูก็เป็นหนทางหนึ่งที่ได้ประชาชนเข้ามาร่วมเป็นกองกำลังถ้าพระเยซูต้องการจะทำเช่นนั้น   และอีกหนทางหนึ่งคือการที่มีเงินและหว่านเงินให้กับคนยากคนจนซึ่งมีจำนวนมากในเวลานั้นก็จะได้กองกำลังมากมายทีเดียว   และถ้าขายน้ำมันหอมนี้แล้วเอาเงินมาหว่านซื้อคนยากคนจนสร้าง “ประชานิยม” พระองค์ก็จะมีกองกำลังช่วยปลดแอกจากโรมันได้

แต่ยอห์นได้บันทึกข้อมูลสำคัญของยูดาสว่า  ที่ยูดาสพูดเช่นนี้มิใช่เพราะ “ห่วงใยคนจน แต่เพราะเขาเป็นขโมย   ในฐานะผู้ถือกระเป๋าเงินเขาเคยยักยอกเงินที่ใส่ไว้ในนั้นไป” (ข้อ 6 อมตธรรม)   จึงสันนิษฐานได้ว่า  ที่ยูดาสเสียดายน้ำมันหอมเพราะเขาไม่ได้ประโยชน์จากการกระทำของมารีย์ต่างหาก   และไม่มีเงินไปหว่านซื้อเสียง “ประชานิยม” เพื่อสร้างฐานอำนาจของตนมากกว่า

ครอบครัวของซีโมนจัดงานเลี้ยงขอบพระคุณและเป็นเกียรติแด่พระเยซู   ครอบครัวของลาซารัสและมารธา มารีย์ชโลมพระเยซูด้วยน้ำมันหอมราคาแพงก็เพราะทั้งสองครอบครัวนี้สำนึกในพระคุณของพระเจ้า   และได้เทิดทูนพระองค์ให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ สูงสุดในชีวิตของเขา   และนี่คือ “การนมัสการพระเจ้า” จากชีวิตจิตวิญญาณและด้วยความจริงใจและสุดจิตสุดใจของเขา   การนมัสการเช่นนี้ไม่ “เสียของ” ไม่ “เสียเวลา”   ซึ่งแตกต่างและตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับมุมมองของนักการเงินการคลัง  นักการเมือง   นักฉกฉวยและขู่กรรโชกผลประโยชน์จากพระราชกิจของพระเจ้าอย่างยูดาส 

พระเยซูตอบสนองการกล่าวตำหนิอย่างรุนแรงของยูดาสอิสคาริโอทว่า  “อย่ายุ่งกับนาง   ไปกวนใจนางทำไม  หญิงคนนี้ได้ทำสิ่งดีงามให้เรา  ท่านจะมีคนยากจนอยู่กับท่านเสมอ  ท่านสามารถช่วยพวกเขาได้ทุกเวลาตามที่ท่านต้องการ   แต่เราจะไม่ได้อยู่กับท่านเสมอไป” (มาระโก 14:6-7 อมตธรรม)   จากเหตุการณ์ครั้งนี้   ยูดาสอิสคาริโอทมั่นใจแล้วว่า  พระเยซูจะไม่ทำอย่างที่ตนต้องการทางการเมือง   ทั้งมาระโก และ ยอห์น ต่างบันทึกเหมือนกันว่า   ยูดาสกลายเป็น “นกสองหัว”  เขาไปเข้ากับฝ่ายตรงกันข้ามของพระเยซู   แล้วสัญญาจะช่วยศัตรูขจัดพระเยซู   และปุโรหิตก็สัญญาว่าจะให้เงินแก่ยูดาส (ดูมาระโก 14:10)   และยูดาสก็ทำตัวยอมเป็นทาสรับใช้ของฝ่ายที่ให้เงินและผลประโยชน์แก่ตน

ทั้งมาระโก และ ยอห์นได้บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้เพื่อชี้และสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของผู้ที่มีจิตใจที่ “นมัสการพระเจ้า”   คือผู้มีพระเจ้าเป็นเอกเป็นใหญ่เป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิต   ที่นำสิ่งที่มีค่าสูงสุดในชีวิตของตนถวายอุทิศแด่พระเจ้า    กับผู้ที่มีจิตใจผูกติดกับทรัพย์สิน ผลประโยชน์  เงินทอง  และอำนาจแห่งตน  จะ “ฮุบ” เอาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพระเจ้ามาเป็นของตน   และพร้อมที่จะแปรพรรคทรยศต่อพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์และความมั่งคั่ง และการมีอำนาจของตนเอง

สิ่งเหล่านี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับเราที่เรียกตนเองว่าคริสตชน หรือ เป็นสาวกของพระคริสต์

แต่พึงระวังว่า  ยูดาสอิสคาริโอทก็เป็นสาวกแถวหน้าคนหนึ่งของพระเยซูคริสต์เช่นกัน

การมีตำแหน่งทางศาสนา  การเป็นผู้นำในคริสตจักร   มิใช่เครื่องค้ำประกันได้ว่าคนๆ นั้นจะสัตย์ซื่อสูงสุดในชีวิตต่อพระเจ้า  หรือ คนๆ นั้นจะยอมตนอุทิศรับใช้พระประสงค์ของพระองค์   เพราะหลายคนในกลุ่มนี้ที่ทรยศต่อพระเจ้าและทำทุกอย่างเพื่อรับใช้ตนเองก็มากมายครับ

การที่เราทุ่มเททุกสิ่งทั้งสิ้นที่เรามีในชีวิต และ กระทำทุกวิถีทางเพื่อให้พระนามของพระเจ้าได้รับการนมัสการ การสรรเสริญ  และการยกย่องเทิดทูน   นั่นมิใช่การสิ้นเปลืองเสียของ   แต่นั่นเป็นการที่เราสำนึกในพระคุณของพระเจ้า  และมีพระองค์ทรงเป็นเอกเป็นต้นและเป็นผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราต่างหาก

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499