แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเจ็บปวด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเจ็บปวด แสดงบทความทั้งหมด

20 สิงหาคม 2557

พระเจ้ารู้ถึงความเจ็บปวด สิ้นหวังในชีวิตท่าน

พระองค์ทรงนับการระหกระเหินของข้าพระองค์
ทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ใส่ขวดของพระองค์ไว้
(สดุดี 56:8 มตฐ.)

เมื่อความเจ็บปวดเข้ามาเกาะกุมชีวิตจิตใจของเรา   เรามักคิดว่าไม่มีใครสนใจและเข้าใจถึงความทุกข์ยากเจ็บปวดที่เรากำลังต้องฝืนทน

แต่พระเจ้ารู้ชัดแน่นนอนครับ!

พระองค์ทรงรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและความสิ้นหวังในชีวิตของเรา   พระธรรมสดุดี 56:8 กล่าวว่า   พระเจ้าทรงใส่ใจถึงชีวิตที่ต้องระหกระเหิน และ ตกระกำลำบากของเรา  โดยใช้ภาษาภาพพจน์ว่า  ทรงนับการระหกระเหินของเรา   เป็นการบรรยายให้เห็นว่า พระเจ้าทรงสนพระทัยในรายละเอียดและความถี่หนักหน่วงในความทุกข์ยากที่เรากำลังได้รับในชีวิต

ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีข้อนี้ได้บรรจงใช้ภาพว่า   พระเจ้าทรงเก็บน้ำตาของเราแต่ละหยดใส่ลงไว้ในขวดของพระองค์   พระเจ้าทรงให้ความสำคัญในชีวิตของเราแต่ละคน   และยังสนพระทัยในความทุกข์ยากที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยความสนใจอย่างถ้วนถี่ในรายละเอียด

ใครบ้างล่ะ...  ที่จะใส่ใจน้ำตาทุกหยดที่หลั่งออกมาของเรา   แล้วยังบรรจงบรรจุลงในขวดของพระองค์...   มีใครไหมในชีวิตที่ผ่านมาของเราที่ใส่ใจอย่างจริงจังทะนุถนอมเยี่ยงพระองค์?

บ่อยครั้งที่ชีวิตของเราต้องรับความเจ็บปวด   เรารู้สึกถึงความโดดเดี่ยว   ไม่มีใครสนใจ   ไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารักทิ้งเราไป   เพื่อนสนิทเลิกคบเรา   คนในบ้านตายจากไป   ต้องเลิกร้างหย่าขาดจากคู่ชีวิต   เมื่อเราถูกคู่กรณีฟ้องร้องเอาผิดเรียกร้องให้ชดใช้   ในภาวะนั้นเอง   ทำให้เราคิดว่า 

ไม่มีใครเข้าใจถึงความรู้สึกของเรา   ไม่มีใครรู้ว่าเราเจ็บปวดแค่ไหน

แต่พระเจ้าทรงทราบและยิ่งกว่านั้นทรงใส่พระทัยครับ...
บิดาสงสารบุตรของตนฉันใดพระเจ้าทรงสงสารบรรดาคนที่ยำเกรงพระองค์ฉันนั้น” (สดุดี 103:13)

พระองค์ทรงล่วงรู้ลงลึกไปถึงสาเหตุ  เหตุผล ที่ทำให้ชีวิตของเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้   พระองค์ทรงเข้าใจเรา   เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงสร้างและประทานชีวิตแก่เรา   ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงเห็นและรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เรากำลังได้รับในขณะนี้   ที่ใครคนอื่นอาจจะไม่สามารถล่วงรู้หรือรู้สึกได้

เพราะเจ้าทรงรู้ถึงจิตใจที่กำลังว้าวุ่นสับสนและสิ้นหวัง   เราสามารถที่จะมอบความรู้สึกดังกล่าวไว้กับพระองค์   จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” (1เปโตร 5:7)   ให้เรานำกองทุกข์เหล่านี้มาวางไว้ที่พระบาทของพระองค์   และอย่านำมันกลับมาแบกให้หนักในชีวิตของเราอีกเลย!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com

081-2894499

02 พฤศจิกายน 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต (3): แล้วพระเจ้าอยู่ที่ไหน?


ท่านเคยมองย้อนหลังถึงเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของท่านจากอดีตที่ผ่านมาและเกิดคำถามคลางแคลงใจหรือไม่ว่า...  ในเหตุการณ์นั้นพระเจ้าไปอยู่เสียที่ไหน?   พระองค์ยังสนใจในความเจ็บปวดของฉันหรือไม่?   ทำไมพระองค์ไม่มาช่วยฉันในเวลาวิกฤติเช่นนั้น?   นี่เป็นพระเจ้าแบบไหนนะที่ปล่อยให้ฉันต้องฝ่าฟันกับความเลวร้ายเช่นนั้นด้วยตนเอง?

เป็นการง่ายและธรรมดาเหลือเกินครับที่สุชาดาจะถามคำถามเช่นนั้นจากใจเมื่อชีวิตทุกข์ยากลำบาก   แทนที่เธอจะออกปากสรรเสริญพระเจ้า  เธอน่าจะโกรธเคืองที่ตนได้รับความเจ็บปวดในชีวิต  แทนที่เธอจะเห็นการทรงปกป้องและการทรงจัดเตรียมจากพระเจ้า   เธอน่าจะเห็นแต่การลงโทษจากพระองค์

ในสายตาของผู้คนรอบข้างต่างมองว่า  ชีวิตของเธอถูกทิ้งขว้างตั้งแต่วัยเด็ก   เธอมีประสบการณ์ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย   เธออยู่ในครอบครัวที่ผลิตยาเสพติด  เธอต้องทนทุกข์กับการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ   เธอต้องหาเลี้ยงชีพเอาตัวรอดด้วยตนเอง   ยิ่งกว่านั้นเธอยังต้องคุ้ยหาเศษอาหารจากกองขยะเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและน้องๆ   แม้เธอต้องใช้ชีวิตเป็นเหมือนเศษเดนของสังคม   แต่เธอกลับเติบโตขึ้นโดยรู้ว่าพระเจ้าทรงเห็นถึงจิตใจดวงน้อยของเธอ  และทรงตระเตรียมชีวิตของเธอและพันธกิจสำหรับชีวิตของเธอ

พระเจ้าทรงเห็นความเป็นไปในชีวิตของท่าน

พระคัมภีร์บอกกับเราว่าไม่มีสิ่งใดในชีวิตของเราที่พระเจ้ามิได้สนใจและเอาใจใส่   และพระองค์มีความปรารถนาที่จะให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ดีที่สุด

จากประสบการณ์การทำพันธกิจกับสตรีเกือบ 30 ปีของผู้เขียนหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) เขียนโดย Cindi McMenamin เธอได้พบว่า   ในกระบวนการเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตของสตรีที่ได้รับบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตเพื่อจะมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนครบ   ประการสำคัญยิ่งคือ  ต้องช่วยให้สตรีคนนั้นรู้เท่าทันและปฏิเสธความคิดที่หลอกลวงที่ว่า  พระเจ้าไม่ทรงสนพระทัยในบาดแผลและประสบการณ์ที่เจ็บปวดของพวกเธอ

เป็นการง่ายมากที่ท่านจะเชื่อว่าพระเจ้าไม่สนพระทัยท่าน  ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีประสบการณ์ความเจ็บปวดในชีวิต   แต่ให้เราค้นหาเจาะลึกในพระวจนะของพระเจ้าอย่างละเอียด   เราพบพระคัมภีร์บอกเราว่า   พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างใกล้ชิดเรา  ทรงรู้จักและคุ้นเคยในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราเป็นอย่างดี   แท้จริงแล้ว   หลายๆสถานการณ์ในชีวิตของผู้เขียนหนังสือ  และเรื่องราวชีวิตของสตรีที่เธอทำพันธกิจด้วย   เธอพบว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ทรงปกป้องและประเล้าประโลมสตรีเหล่านั้น   แม้เธอเหล่านั้นจะต้องรับความเจ็บปวดและต้องทนสู้ในสถานการณ์ชีวิต

ถ้าท่านมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า  พระเจ้ามิได้อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตของท่าน  หรือพระองค์ไม่สนใจและเอาใจใส่ชีวิตที่เจ็บปวดของท่าน   ขอโปรดพิจารณาจากพระธรรมสดุดีบทที่  139

พระเจ้าทรงตรวจสอบจิตใจของเรา  มิใช่เพื่อค้นหาความผิดบาปของเรา  แต่เพื่อพระองค์จะทรงรู้จักชีวิตทั้งหมดของเรา  (ข้อ 1)

พระเจ้าทรงทราบถึงทุกเหตุการณ์ในชีวิตของเรา   ทรงรู้ถึงการตื่นขึ้นในยามเช้า  รู้ชัดประจักษ์แจ้งในความคิดของเรา  และก่อนที่ความคิดจะเกิดขึ้นกับเราเสียอีก   มิใช่ทรงสังเกตเห็นท่านเท่านั้น   แต่ทรงดูแลท่านตลอดเวลา  (ข้อ 2-4)

พระองค์ทรงโอบล้อมเพื่อปกป้องชีวิตของเรา   แท้จริงแล้วพระองค์ทรงสัมผัสชีวิตของเรา (ข้อ 5)

ไม่ว่าท่านจะไป ณ แห่งหนตำบลใด   ท่านอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์   ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนพระองค์ทรงอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว   ถ้าจะใช้สำนวนปัจจุบันเราอาจจะกล่าวได้ว่า  พระเจ้าติดสนิทใกล้ชิดเราอย่างปาท่องโก๋ พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้เราต้องพรากไปจากพระองค์ (ข้อ 7-12)

ใช่แล้ว   พระเจ้าทรงอยู่กับท่านในที่ที่ท่านอยู่   พระองค์ไม่ละท่านไปจากสายพระเนตรของพระองค์

แล้วการทรงช่วยเหลืออยู่ที่ไหน?

เอาล่ะ  เมื่อพระเจ้าอยู่เคียงข้างใกล้ชิดเราตลอดในทุกๆ ที่ที่เราไป   แล้วยังทรงประจักษ์แจ้งทุกย่างก้าวในชีวิต   แต่ทำไมพระเจ้าถึงยังนิ่งเฉย  ปล่อยความความเจ็บปวดในชีวิตจู่โจมจนชีวิตของเราต้องวุ่นวายโกลาหล?  

เรารู้ว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ในทุกเรื่องทุกเหตุการณ์ชีวิต   ทรงมีพระประสงค์เบื้องหลังความเจ็บปวดในชีวิตของเรา   และทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้ชีวิตของเราให้เป็นพระพรสำหรับคนอื่น  

ให้เราลองพิจารณาเหตุการณ์เดียวกันนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง   จะเป็นอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงปกป้องท่านในสถานการณ์นั้นแต่ท่านไม่สามารถรู้เท่าทันถึงการทรงปกป้องของพระองค์?   แล้วความเจ็บปวดในชีวิตก็ได้รับการปกป้องไม่ต้องเกิดความเจ็บปวดมากมายอย่างที่เกิดขึ้นจริงนั้น?

สุชาดามิได้ติดยึดกับการต่อว่าพระเจ้าว่า  พระเจ้าไม่รับผิดชอบต่อชีวิตที่เธอเติบโตมา   แต่เมื่อเธอมองย้อนหลังสถานการณ์ชีวิตของเธอที่ผ่านมาเธอเห็นถึงการทรงปกป้องของพระเจ้า  มากกว่าการทรงละเลยไม่เอาใจใส่ของพระองค์

เมื่อตอนที่เธอเป็นวัยรุ่นต้องดูแลเอาใจใส่น้องๆ ของเธอ   บ่ายวันหนึ่ง  ได้มีคนแปลกหน้าเข้ามายังบ้านของเธอ   โดยปกติก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาบ้านบ่อยๆ เพื่อซื้อยาเสพติด   แต่เธอรู้ว่าคนแปลกหน้าคนนี้ไม่ใช่มาอย่างคนทั่วไป   เมื่อคนแปลกหน้าใช้สายตามองมาที่เธอ  แล้วถามแม่ของเธอว่า “เท่าไหร่?”   ทันทีสุชาดารู้ว่าอันตรายกำลังเข้าใกล้ตัว   เธอรีบไล่น้องๆ ของเธอหนีเข้าไปซ่อนตัวในห้องเก็บของที่อยู่หลังบ้าน  แล้วบอกน้องๆทุกคนว่า “เราจำเป็นต้องอธิษฐานแล้ว”

สุชาดาเริ่มอธิษฐานทูลขอพระเจ้า  “พระเจ้า  ขอช่วยอย่าให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย”   เธอไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป   แต่เธอรู้สึกว่าสิ่งน่ากลัวและความร้ายกาจครอบงำหัวใจของเธอ   ยิ่งทำให้เธออธิษฐานทูลขอการทรงปกป้องจากพระเจ้าสำหรับตัวเธอ

เมื่อเธอและน้องๆ ของเธออธิษฐานและเรียกขอพระเยซูให้ช่วย   เธอเริ่มรู้สึกเกิดความสงบและสันติขึ้นในจิตใจ   เธอเกิดความมั่นใจในพระเจ้า   ด้วยความเชื่อ เธอเดินออกจากห้องเก็บของ  เข้ามายังห้องที่แม่และคนแปลกหน้านั่งรอ   แต่เมื่อสุชาดามองไปที่ชายแปลกหน้าคนนั้น และสบสายตาเขาอีกครั้งหนึ่ง  คนแปลกหน้าคนนั้นวิ่งหนีออกไปจากบ้านและไม่เคยกลับมาอีกเลย

สุชาดาบอกว่า  “...พระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านยิ่งใหญ่กว่าผู้นั้นซึ่งอยู่ในโลก”  (เธออ้างมาจาก 1ยอห์น 4:4 อมตธรรม)   เธอยืนยันว่าพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเธอที่ทำให้คนแปลกหน้าคนนั้นที่ต้องการกระทำร้ายต่อเธอต้องวิ่งแจ้นออกไปจากบ้าน  “ความเชื่อของฉันยังไม่เติบโตเข้มแข็ง   ไม่มีใครสอนฉันถึงพระวจนะของพระเจ้า  หรือให้การบ่มเพาะฟูมฟักให้ฉันเติบโตขึ้นเป็นสาวกของพระคริสต์   แต่ที่ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าก็เป็นสิ่งที่ฉันเรียนรู้จากชั้นเรียนพระคัมภีร์ภาคฤดูร้อนเท่านั้น   แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับฉันและฉันสามารถร้องเรียกพระองค์ให้ช่วยได้”

หลังจากที่คนแปลกหน้าคนนั้นวิ่งแจ้นหนีออกไปจากบ้านของสุชาดา   สักพักหนึ่งเธอเกิดความสับสนและเสียใจแล้วเริ่มร้องไห้   “ตอนนั้นฉันสับสนมาก  ฉันสั่นกลัวไปทั้งตัว  ฉันไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้นจริงๆ   ฉันวิ่งไปที่ห้องเก็บของเพื่อตรวจดูว่า น้องๆ ของฉันอยู่ปลอดภัยหรือไม่   พวกเขาทั้งห้าคนนอนหลับ   ฉันเลยเข้าไปอีกห้องหนึ่งพบว่า แม่ของฉันและพ่อเลี้ยงก็หลับสนิทด้วย

พระเจ้าทรงเป็นผู้วางพระหัตถ์ของพระองค์เหนือคนเหล่านี้  “พวกเขาหลับสนิท”

สุชาดากล่าวว่า  “ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่า  พระเจ้าทรงเข้ามาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด”   แทนที่เธอจะต่อว่าพระเจ้าว่า  ทำไมถึงให้สถานการณ์เลวๆ อย่างนี้เกิดขึ้น   เธอกลับสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงปกป้องเธอและน้องๆ  จากเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นรุนแรงกว่านี้มากมาย

พระวจนะของพระเจ้าทรงสัญญาว่า   พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งเรา  เพราะแม้เราจะอยู่ที่ไหน  พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่นแล้ว (ฮีบรู 13:5; สดุดี 139:7-11)   ดังนั้น  พระเจ้าทรงอยู่ที่นี่เพื่อท่าน   บางครั้งท่านอาจจะลืมเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อที่ล่อแหลมที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน    ท่านจึงมิได้ตระหนักรู้ว่าในเหตุการณ์นั้นน่าจะมีสิ่งเลวร้ายรุนแรงเกิดขึ้นกว่านั้น  ดังนั้นท่านจึงไม่สามารถเห็นถึงการทรงปกป้องของพระเจ้า

สิ่งที่เราไม่สามารถจะปฏิเสธได้คือ พระเจ้าทรงเอาใจใส่ชีวิตของเรา   พระองค์ทรงรู้ดีเสมอว่าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่  ที่ทรงอนุญาตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน   และพระองค์ทรงอยู่ในเหตุการณ์นั้นพร้อมที่จะช่วยกอบกู้ท่านในความเจ็บปวดในชีวิตเพื่อให้เกิดสิ่งดีที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ท่านคาดหรือจินตนาการได้

ให้เราคิดทบทวนถึงสิ่งที่เคยทำให้เราต้องเจ็บปวดในชีวิต   และสิ่งนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งดีในชีวิตปัจจุบันนี้ของเรา   และเราอาจจะกล่าวกับตนเองว่า “พระเจ้าอยู่ที่นั่นจริงๆ   พระองค์อยู่เพื่อเอาใจใส่และดูแลชีวิตฉัน   และพระองค์ยังคงกระทำพระราชกิจของพระองค์ต่อไปในชีวิตของฉัน”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

31 ตุลาคม 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต (2) ปรับเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ของท่านในเรื่องพระเจ้า


ทำไมฉันถึงต้องเจ็บปวดในชีวิตเช่นนี้?

นี่เป็นคำถามที่เราถามบ่อยๆ ที่เราต้องการเข้าใจในเรื่องพระเจ้ากับความเจ็บปวดในชีวิตของเรา

นี่เป็นคำถามที่ศรีสุดา(นามสมมติ)จะถามบ่อยๆ   เธอพยายามที่จะเข้าใจการที่เธอต้องถูกทำร้ายร่างกาย  และถูกทำร้ายทางเพศจากคนในสายเลือดเดียวกัน  และเหตุการณ์เลวร้ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ   เป็นเวลานานหลายปีที่เธอมีความรู้สึกว่าพระเจ้าเกลียดเธอ   เธอพยายามที่จะกลบเกลื่อนบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิตของเธอไว้ภายในส่วนลึกของชีวิต   ภาพลักษณ์พระเจ้าของศรีสุดาเป็นเหมือนพ่อที่อารมณ์ร้าย  ชอบทำร้าย  น่ากลัว  มักใช้กำลังข่มขืนคนอื่น  เป็นคนที่มักเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

ศรีสุดา เคยเล่าให้ผู้เขียนบทความท่านหนึ่งว่า “ฉันมีความสัมพันธ์แบบ รักเจือเกลียดต่อพระเจ้า”   “ฉันต้องการให้พระองค์ช่วยฉัน   แต่ภาพของพระเจ้าที่ฉันเห็นกลับเป็นคนที่ใจร้าย  โหดร้าย  ดูถูกเหยียดหยามฉันพร้อมกับชี้นิ้วตราหน้าฉัน   และฉันก็โกรธอย่างมากเช่นกัน   สิ่งที่ฉันเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าดูเป็นคนละเรื่องกับภาพพระเจ้าที่ฉันพบในชีวิตประจำวัน”

ในที่สุด  ศรีสุดายอมรับว่า  “ฉันต้องเชื่อในพระเจ้าที่แตกต่างจากพระเจ้าที่ฉันเชื่อว่าน่าจะเป็น   ฉันเชื่อว่าพระเจ้าที่แสนดีนั้นเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้มีจริง  แต่พระเจ้าที่เลวร้ายกลับเป็นพระเจ้าที่ฉันเห็นโทนโท่ในชีวิตประจำวัน” 

จากหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆ ว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) ของ Cindi McMenamin  เป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับการเยียวยาภายในชีวิตและการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์   หนังสือได้เสนอขั้นตอนต่างๆ  เพื่อนำไปสู่ “การซ่อมแซมแก้ไขความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า”  ไว้อย่างน่าสนใจ  เพราะพระเจ้ามิได้เป็นอย่างที่เธอเคยประสบพบมาในอดีต   ขอเลือกบางขั้นตอนมาพูดคุยกัน

ท่านสามารถเปลี่ยนภาพของพระเจ้าที่ท่านมีอยู่ใหม่ได้ด้วยการศึกษาเจาะลึกลงในพระวจนะของพระเจ้าและค้นพบภาพที่เป็นสัจจะความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า   อย่างที่ศรีสุดาได้ทำและประสบพบเจอมาแล้ว

·         พระเจ้ามิใช่พระเจ้าที่มีภาพ “เลว” ในจินตภาพของเรา  แต่เป็นพระเจ้าที่ตรัสกับเราว่า...

“เรารักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์...ด้วยความรักและเอ็นดู” (เยเรมีย์ 31:3 อมตธรรม)

·        พระองค์มิใช่พระเจ้าที่ดูน่ากลัวและชี้นิ้วใส่หน้าเรา   และตั้งหน้าตั้งตารอที่จะลงโทษเรา   แต่พระองค์กลับเป็นพระเจ้าที่ประกาศในพระวจนะว่า

“เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า  
เป็นแผนการเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรือง ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า  
เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า”
(เยเรมีย์ 29:11 อมตธรรม)

·         พระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ปรารถนาจะลงโทษเรา   แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่...

“...ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ   แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่”
(2เปโตร 3:9 อมตธรรม)

·         พระเจ้ามิใช่ผู้ที่หยุดที่จะรักเราเมื่อเรากระทำบางสิ่งบางอย่างที่พระองค์ไม่ชอบ   พระวจนะของพระเจ้าบอกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะ...

“...พรากเราไปจากความรักของพระเจ้า...ของเราได้” (โรม 8:39 อมตธรรม)

เป็นไปได้ว่า  จากบาดแผลและความเจ็บปวดในชีวิต และความโศกเศร้าว้าวุ่นใจอาจทำให้ภาพของพระเจ้าที่เรารู้แตกต่างไปอย่างมากจากสภาพที่เป็นอยู่จริงของพระเจ้า   แน่นอนครับ  มิใช่ความตั้งใจของท่านที่ต้องการให้เกิดเป็นเช่นนี้   บางครั้งบางท่านอาจจะเป็นเหมือนศรีสุดาที่เธอเอาภาพของคนที่ทำให้เธอเจ็บปวดในชีวิตที่เธอประสบพบเจอใส่ลงในภาพของพระเจ้า  มีสตรีหลายคนที่เป็นเหมือนศรีสุดา   ที่ทำให้ตนเองเชื่อว่าพระเจ้าเป็นเหมือนพ่อของเธอ   ดังนั้นเมื่อเธอมีพ่อที่อารมณ์ร้าย  ทำร้ายผู้อื่น  แสดงความไม่พอใจ  วางตัวออกห่าง...   พวกเธอย่อมจะเห็นภาพของพระเจ้าในลักษณะที่เธอพบเห็นพ่อ   มีทางเดียวเท่านั้น  เราต้องยอมที่จะให้พระเจ้าเยียวยารักษาจิตใจที่เจ็บปวดในชีวิตของเรา   เราจะต้องมีประสบการณ์กับพระเจ้าโดยตรงเพื่อที่เราจะเข้าใจและรู้จักพระองค์อย่างที่พระองค์เป็นอยู่จริงๆ   อย่างที่พระวจนะของพระเจ้าได้บอกถึงพระลักษณะที่แท้จริงของพระองค์

เมื่อศรีสุดาได้เรียนรู้ถึงสัจจะความจริงว่าพระเจ้าเป็นใคร  มีลักษณะที่แท้จริงอย่างไร   ศรีสุดารู้ว่า เธอสามารถไว้วางใจในพระเจ้าได้   และพระองค์สามารถที่จะเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตจิตใจของเธอได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าบาดแผลในชีวิตของท่านอาจจะไม่รุนแรงสาหัสเฉกเช่นของศรีสุดาก็ตาม   แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ท่านได้รับความเจ็บปวดในชีวิตน้อยไปกว่าศรีสุดา   ดังนั้น ผมใคร่ให้กำลังใจท่านว่าลองพิจารณาขั้นตอนที่ศรีสุดาใช้จนเธอได้พบกับความรักที่ทรงเอาใจใส่และความเมตตาของพระเจ้า  ทำให้เธอเกิดความพอใจ  สุขใจ  และอิ่มใจ   จากเดิมที่มีแต่ความเจ็บปวดและความวุ่นวายสับสนในชีวิต   และนี่คือการที่ได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้าอย่างแท้จริง   ท่านพร้อมที่จะทูลขอต่อพระเจ้าหรือว่า  “...พระเจ้า...ข้าพระองค์วางใจในพระองค์และเชื่อว่าพระองค์จะทรงสร้างข้าพระองค์ให้เป็นคนที่พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์เป็น...”

ศรีสุดาได้ผ่านกระบวนการรับการทรงเยียวยาจากพระเจ้าดังนี้...

1.   เขียนสิ่งที่ยังค้างคาใจภายในชีวิตของท่านออกมา

ศรีสุดาเริ่มเขียนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมาของเธอตามความทรงจำที่ยังสร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเธอลงในสมุดบันทึกส่วนตัวของเธอ   เป็นการเขียนระบายสิ่งต่างๆ เหล่านี้ออกมาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิต   มิใช่การที่พยายามเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น   เพียงต้องการที่จะขุดเขียนสิ่งเหล่านั้นให้ออกจากชีวิตของเธอ   การที่เธอเขียนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นลงบนหน้ากระดาษบันทึกส่วนตัว   เป็นเหมือนพระเจ้าทรง “เด็ดความเจ็บปวด” ออกจากชีวิตจิตใจของเธอ   และในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงใส่สิ่งใหม่ลงในชีวิตจิตใจของเธอ

นี่เป็นขั้นตอนที่ท่านสามารถนำไปทำได้  เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา   ท่านอาจจะทำเช่นนี้ทุกเช้า   นั่งลงเขียนบันทึกชีวิตของท่านด้วยการทรงนำของพระเจ้า   เขียนความทรงจำที่ยังรบกวนชีวิตจิตใจของท่าน   ความทรงจำที่ผลุบๆ โผล่ๆ ทำให้เกิดความขุ่นเคืองไม่พอใจ   ความทรงจำที่ท่านต้องการที่จะลืม   แต่ดูเหมือนไม่สามารถกำจัดมันออกไปจากชีวิตของท่านได้   เมื่อท่านเขียนสิ่งเหล่านั้นลงในสมุดบันทึก   ให้ท่านทูลต่อพระเจ้าด้วยว่า  ท่านต้องการให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากชีวิตจิตใจ  ความทรงจำ  และความนึกคิดของท่าน   แม้ว่าจะมีพลังอำนาจใดจากความทรงจำเหล่านี้ในตัวท่าน    ให้ท่าน “ปล่อย” ไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับมัน   แต่จงเชื่อและวางใจในฤทธานุภาพของพระเจ้าที่จะค่อยๆ ขจัดสิ่งเหล่านั้นออกจากชีวิตของท่าน  แล้วทรงใส่สิ่งดีใหม่ๆ ลงในพื้นที่ชีวิตของท่าน

2.   จงมุ่งมองไปที่พระวจนะของพระเจ้าเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในท่านใหม่

มีสิ่งใดบ้างไหมในความเชื่อเรื่องพระเจ้าของท่านที่ไม่ถูกต้อง?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ทรงลงโทษท่านด้วยการให้ท่านต้องมีชีวิตจิตใจที่เจ็บปวดหรือไม่?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ที่พิพากษาชีวิตของท่านแล้วทำให้ท่านมีชีวิตที่ยุ่งเหยิง?   ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกลและไม่สนใจชีวิตของท่านใช่ไหม?   หรือท่านเชื่ออย่างมั่นใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ท่านสามารถอยู่ใกล้ชิดและทรงรู้ในทุกแง่มุมชีวิตของท่าน   พระองค์ทรงรักท่านเหนือเหตุผล?

จงอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจที่เปิดออก   เปิดรับสัจจะความจริงที่บอกท่านว่าแท้จริงแล้วพระเจ้ามีลักษณะใดกันแน่   เมื่อท่านเปิดรับพระวจนะของพระเจ้าเข้าในชีวิต   ท่านก็สามารถที่จะมีชีวิตและสัมพันธ์กับพระเจ้าตามพระลักษณะจริงของพระองค์   พระธรรมที่ท่านจะเริ่มอ่านศึกษาได้ดีคือพระธรรมสดุดี   ซึ่งเป็นบทประพันธ์จากประสบการณ์และความเชื่อศรัทธาของหลากหลายบุคคล  ที่เคยผ่านพบประสบการณ์และมีความรู้สึกในชีวิตเช่นเดียวกับท่าน

3.   ให้พระเจ้าทรงตรวจสอบชิวิตจิตใจท่าน และสำแดงให้ท่านท่านรู้ว่าควรจะดำเนินชีวิตไปทางใด

ศรีสุดาเล่าว่า  ก่อนที่จะเขียนความทรงจำลงในสมุดบันทึก “สิ่งต่างๆ ในชีวิตของฉันมีแต่ความอ้างว้างว่างเปล่า  และพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงคนนี้ขึ้นใหม่”  แต่เธอกล่าวต่อไปว่า   “ในเวลาเช่นนั้นเอง  ฉันเกิดความรู้สึกชื่นชมยินดีมีพลังใจมากกว่าสิ่งอื่นใด   ในเวลาที่ฉันบอกกับพระเจ้าว่า “พระเจ้า  ขอเพียงพระองค์ทรงกระทำงานในชีวิตของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ไม่ต้องการคนใดในชีวิตของข้าพระองค์   ข้าพระองค์ไม่ต้องการการอวยพระพรใดๆ ข้าพระองค์ต้องการให้พระองค์ชำระข้าพระองค์ให้สะอาด”

ในกระบวนการเยียวยารักษาส่วนใหญ่ของศรีสุดาใช้การอธิษฐานต่อพระเจ้า  และทูลขอพระองค์โปรดเยียวยารักษาเธอในทุกทาง  โดยใช้ พระธรรมสดุดี 139:23-24 เป็นตัวชี้นำ

“ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงตรวจตราดูเถิด  และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์
ขอทรงตรวจสอบและทรงประจักษ์แจ้งความคิดกระวนกระวายของข้าพระองค์
โปรดดูว่ามีสิ่งใดบ้างในตัวข้าพระองค์ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัย
และขอทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีนิรันดร์” (อมตธรรม)

เธอกล่าวว่า  “เป้าหมายของฉันคือขอให้พระเจ้าทรงค้นหา  และทรงเปิดทุกสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของฉันออก  ทั้งที่พังเสียหาย  ที่เป็นบาดแผล...”

ชีวิตของศรีสุดาในวันนี้เป็นชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้า และ เป็นชีวิตที่ได้รับการสร้างใหม่จากพระองค์   ที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอแสวงหาพระเจ้าที่เที่ยงแท้ในพระวจนะ   และทูลขอพระองค์ทรงชำระชีวิตของเธอด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะของพระเจ้า   เธอมิได้วางเป้าคาดหวังว่าเธอจะได้รับการฟื้นฟูเสริมสร้างใหม่ให้มีชีวิตที่ดีที่เธอจะสามารถขับเคลื่อนชีวิตตัวเธอเอง   เธอเพียงต้องการเป็นคนที่ดีพรั่งพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า

ศรีสุดายืนยันว่า  “ที่ฉันยังมีชีวิตทุกวันนี้ ยังหายใจได้อยู่จนถึงขณะนี้   เพราะในทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตฉันทูลขอพระเจ้าทรงกระทำให้ฉันดีพร้อม   ถ้าฉันไม่มีชีวิตที่ดีขึ้น   ชีวิตของฉันก็ไม่สามารถที่จะดลใจคนอื่น  อภิบาลคนอื่น หรือ ช่วยคนอื่นได้”

ให้เรามุ่งมองเจาะลึกลงในพระวจนะของพระเจ้า  เพื่อที่จะพบว่าพระองค์คือผู้ใดและมีพระลักษณะใดกันแน่?   แล้วท่านอาจจะพบว่าสิ่งนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างในชีวิตและในโลก   เมื่อพระเจ้าทรงเยียวยารักษา  และฟื้นฟูสภาพชีวิตใหม่ของเรา   เราจะสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์พูนครบในพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 ตุลาคม 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต 1: รู้เท่าทันเหตุผลเบื้องหลัง


ท่านเคยพูดกับตนเองว่า  “สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย” หรือมีเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งพูดกับท่านเช่นนี้หรือไม่?   ถ้าเคย   ตอนนี้ท่านรู้เลยใช่ไหมครับว่า   คนที่พูดประโยคนี้มีความรู้สึกเช่นไร   ผมก็เคยได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนสนิท(รุ่นน้อง)ของผมคนหนึ่งเช่นกันครับ

เพื่อนคนนี้ของผมคุณพ่อติดเหล้างอมแงมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น   ที่วงการแพทย์เรียกว่าโรคพิษสุราเรื้องรัง   จนในที่สุดพ่อแม่เลิกกัน   สิ่งต่างๆ ที่เธอคาดหวัง  ความมั่นคงในชีวิตที่เธอต้องการละลายหายสูญไป   เธอรู้สึกว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเธอเลย   เพราะเขาถูกเลี้ยงดูในครอบครัวคริสเตียน   เธอบอกผมว่า ในเวลานั้นเธอเกิดคำถามมากมายในชีวิต   เธอบอกอย่างไม่อายว่า   เธอแปลกประหลาดใจว่า ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยประคับประคองครอบครัวของเธอไว้?   ทำไมพระเจ้าไม่ทรงปกป้องครอบครัวเธอที่ต้องประสบกับชีวิตที่ “ฉีกขาด”  “แตกแหลกละเอียด”  หาความสุขมิได้?   เธอบอกผมว่าในเวลานั้นเธอรู้สึกว่า  ดูเหมือนพระเจ้านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้เย็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตครอบครัวและชีวิตของเธอ

จนวันหนึ่ง  เธอได้รับการปลอบประโลมใจ   ทำให้ชีวิตภายในเธอค่อยๆ สงบลง   คำถามที่ถกถามวุ่นวายในจิตใจเงียบลง   เมื่อเธออ่านข้อพระคัมภีร์ตอนหนึ่ง  ที่สะดุดความคิดในชีวิตของเธอ

“เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า
ทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น
“ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด
วิถีของเราก็สูงกว่าทางของเจ้า
และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
(อิสยาห์ 55:8-9)

เธอเป็นพยานว่า  นั่นเป็นเสียงที่พระเจ้าตรัสกับเธอว่า  “เรารู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า  และเรารู้ด้วยว่าเจ้าไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต   เจ้าต้องไว้ใจเราในเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น  ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้น”   ในการใคร่ครวญคำตรัสนั้นเองที่เธอพบความจริงว่า   แท้จริงแล้วไม่สำคัญและจำเป็นอะไรมากมายที่เธอจะต้องเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์เลวร้ายนี้ถึงเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ   ทำไมเธอถึงจะต้องมารับความเจ็บปวดในชีวิต   แต่เธอพบสัจจะความจริงที่ว่า  สิ่งที่สำคัญยิ่งคือ  การที่เธอจะไว้วางใจพระเจ้าที่รักเธอ ที่อนุญาตให้เหตุการณ์ร้ายๆ และความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นในชีวิตเธอต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ

เธอเล่าต่อไปด้วยความภาคภูมิใจว่า  ตั้งแต่วันนั้นที่เธอเลือกไว้วางใจพระเจ้า มากกว่าที่จะมีคำถามมากมายให้พระเจ้าตอบจนถึงวันนี้เป็นเวลา 30 ปี    พระเจ้าทรงกระทำงานในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ  ยิ่งกว่านั้นเธอยืนยันว่า พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ลงลึกในชีวิตเธอ  แล้วสำแดงให้เธอเห็นว่า เธอจะมีความรักเมตตากรุณาต่อคนอื่นๆ ที่กำลังตกในความเจ็บปวดภายในชีวิตได้อย่างไร

เธอบอกผมว่า  พ่อที่เคยเป็น “ขี้เหล้า” ตอนนี้เลิกเหล้าได้แล้วประมาณ 30 ปี   แล้วทำพันธกิจช่วยเหลือเอาใจใส่ผู้คนที่ติดเหล้างอมแงมจำนวนมากมาย   และช่วยเหลือชีวิตครอบครัวของผู้คนเหล่านั้น   พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายเจ็บปวดขึ้นในครอบครัวของเธอหรือ?   คำตอบของเธอคือ “ไม่ใช่”  มนุษย์เป็นผู้พาชีวิตของตนเองเข้าในสถานการณ์เลวร้ายนั้นต่างหาก   และความเลวร้ายนั้นสร้างความเจ็บปวดแก่ตนเองและผู้อื่น  แต่พระเจ้าทรงเมตตากระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดในชีวิตของเรา   แล้วทรงมีพระประสงค์ที่จะทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดของมนุษย์   และเป็นสิ่งดีอย่างคิดไม่ถึงสำหรับเธอ พ่อ  และคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดในชีวิต

ใช่เลยครับ   ชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนการที่เราวาดฝันคาดหวังในใจ   แต่ขอให้เราหยุดตนเองแล้วคิดสักนิดว่า  สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามีไหมที่ทำให้เราแปลกประหลาดใจในพระเจ้า

จากประสบการณ์ความเจ็บปวดในชีวิตของเพื่อนคนนี้  และประสบการณ์ที่เธอได้ทำพันธกิจในการดูแล รักษาและเยียวยาหญิงที่เกิดบาดแผลภายในชีวิต   เธอยืนยันอย่างแข็งแรงว่า  พระเจ้าทรงทราบอย่างดีเมื่อชีวิตของเราตกลงในความเจ็บปวด   และพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ที่ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิตของเรา  หรือยอมให้ “หัวใจ” ของเราแตกสลาย  หรือทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนช้าลง  หรือยอมให้เราต้องได้รับความโศกเศร้า

จากหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆ ว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) ที่เขียนโดย Cindi McMenamin เป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับการเยียวภายในชีวิตและการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์   หนังสือได้เสนอขั้นตอนต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ   ขอเลือกบางขั้นตอนมาพูดคุยกัน

ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือ  รู้เท่าทันว่า ในทุกความเจ็บปวดของชีวิตย่อมมีเหตุผลหรือจุดประสงค์เบื้องหลังของความเจ็บปวดนั้น   ผมรู้ครับว่าพูดเช่นนี้มันง่ายแต่ทำจริงมันยาก   ซึ่งหนังสือได้เสนอแนะหลักการเชิงปฏิบัติไว้   ขอเอาหลักการปฏิบัติที่สำคัญมาพูดคุยกันในที่นี้สัก 3 ขั้นตอน ที่นำสู่การไว้วางใจพระเจ้าผู้ที่รักเมตตาเรา  และทรงรู้ลึกซึ้งในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราในแต่ละวัน   รวมถึงเวลาที่ชีวิตของเราต้องได้รับความเจ็บปวดด้วย

1.   ขอบพระคุณพระเจ้าท่ามกลางความเจ็บปวดในชีวิต

พระวจนะของพระเจ้าได้เตือนสติเราว่า  “จงขอบพระคุณ(พระเจ้า)ในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์” (1โครินธ์ 5:18 อมตธรรม)   การที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถ “ขอบพระคุณพระเจ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นั้น   นี่มิใช่การปฏิบัติออกถึงความเชื่อฟังในชีวิตของคนๆ นั้นตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตหรือ   และนี่เป็นชีวิตที่แสดงออกมาด้วยความเชื่อศรัทธาด้วย  (ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย...  ฮีบรู 11:6 อมตธรรม)

เราจะสามารถปฏิบัติขั้นตอนที่เป็นความเชื่อศรัทธา และ การเชื่อฟังที่สำคัญยิ่งนี้ได้หรือไม่ ทุกครั้งเมื่อเกิดความเจ็บปวดในชีวิต  ให้เราก้มศีรษะลงอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นและในความเจ็บปวดนั้น  หรือ ในความทรงจำที่เจ็บปวดเกิดขึ้นในชีวิตของเราทันที  นี่ไม่ใช่เพราะเรารู้สึก ขอบพระคุณพระเจ้า แต่เพราะพระวจนะของพระเจ้ากำชับให้เราขอบพระคุณ และเพราะเราตั้งใจและวางใจที่จะให้พระเจ้าเป็นผู้ชี้นำและกระทำกิจของพระองค์ในสถานการณ์นั้นในชีวิตของเรา

2.   ทูลต่อพระเจ้าว่าท่านพร้อมจะเติบโต

เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวดเป็นโอกาสที่ชีวิตของเราจะเติบโตขึ้นในการมีชีวิตที่ใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า   ทูลต่อพระเจ้าว่าเราพร้อมที่เห็นในสิ่งที่พระองค์พระประสงค์ให้เราเห็นและเรียนรู้    ด้วยการนี้จะช่วยให้เรายอมตนลงพร้อมที่จะให้พระเจ้าทรงสอนในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้  เยเรมีย์ 29:13 กล่าวว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา  เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสุดใจของเจ้า” (อมตธรรม)   การที่เราทูลต่อพระเจ้าว่า  “พระเจ้า  ข้าพระองค์พร้อมที่จะเติบโต”  เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแสวงหาพระองค์ และ รับการทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่

3.   ไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า

ถึงแม้ว่าท่านยังไม่สามารถเห็นสิ่งดีอันใดจากการที่ชีวิตของท่านต้องเจ็บปวด   จงไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า  ที่อนุญาตให้ชีวิตของท่านประสบกับเหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้น  ว่าจะเป็นกระบวนการที่ทรงกระทำให้สิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของท่านในเวลาที่เหมาะสมข้างหน้า   จงไว้วางใจว่า “...ในทุกสิ่ง  พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์...” (โรม 8:28 อมตธรรม)  และในข้อต่อไปได้บอกเราว่า  พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งให้เกิดผลดีในชีวิตของเราอย่างไร  “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้(เรา)เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์” (ข้อ 29 อมตธรรม ในวงเล็บเติมโดยผู้เขียน)

ดังนั้น  เมื่อชีวิตต้องตกท่ามกลางความเจ็บปวด  จิตใจพบกับความปวดร้าว  และเราไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จงไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์กำลังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   เมื่อเราคิดถึงการที่พระคริสต์ทรงอดทนในความทุกข์ เจ็บปวด บาดแผลและความตายด้วยความเชื่อฟังและอดทน   และเรากำลังรับการทรงสร้างให้เหมือนพระองค์  เพื่อเราจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ในงานแห่งพระประสงค์ของพระองค์ในอนาคต

ให้เราไว้วางใจในพระเจ้าเถิดครับ  เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวด  จิตใจแตกสลาย  โปรดรู้ว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างเรา   และพระองค์พร้อมที่จะเสริมสร้างชีวิตของเราให้เติบโตขึ้น   และทรงมีพระประสงค์ยิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

13 กันยายน 2554

ความเจ็บปวดในองค์กรคริสเตียน

สมัยนี้เราเห็นฝรั่งมาแต่งงานกับคนไทยมากขึ้น จนเป็นที่ชินตาของเราแล้ว

ในหมู่บ้านที่ผมอยู่ก็มีหลายคนที่แต่งงานกับฝรั่ง และตั้งบ้านตั้งช่องอยู่ในหมู่บ้าน พยายามปรับตัวใช้ชีวิตแบบวิถีไทย ยิ่งกว่านั้นไทยพื้นบ้านเสียด้วย แต่ในความเป็นฝรั่งก็ยังมีชีวิตบางอย่างตามวิถีวัฒนธรรมของเขา คงไม่เสียเวลาสาธยาย ในหมู่บ้านหนึ่งที่ผมได้ทำงานเป็นประจำ แต่ผมเห็นฝรั่งคนหนึ่งในหมู่บ้านทุกเช้าเขาจะจูงหมาเดินครับ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์เสียด้วยครับ ตัวใหญ่แข็งแรง สิ่งที่ผมเห็นผมว่าแกไม่ได้จูงหมาเดิน แต่หมาฉุดให้แกวิ่งตามต่างหาก เห็นแล้วเหนื่อยแทน เพราะแกต้องถูกกระชากให้วิ่งไปในทิศทางที่หมามันอยากจะไปครับ จนวันหนึ่งสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หมาฉุดกระชากลากถูเขาไปอย่างแรง เขาบอกผมว่าในตอนนั้นเขาน่าจะปล่อยเชือกจูงหมาเสีย แต่กลัวว่าหมามันจะวิ่งเตลิดไปไกล และที่สำคัญคือกลัวว่าจะวิ่งไปกัดชาวบ้านแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ การถูกกระชากลากถูครั้งนี้ทำให้หลังส่วนล่างของแกต้องเจ็บปวดอย่างมาก ไม่ต้องถามก็บอกได้ว่า เขาเกลียดหมายพันธุ์นี้ไปอีกนานแสนนานหรือชั่วชีวิตแน่

จากนั้น เขาต้องกลับมารักษาเอาใจใส่หลังส่วนล่างที่บาดเจ็บ ด้วยการเป็นคนไม่อยู่นิ่งเขายังทำทุกอย่างที่เขาเคยทำและอยากทำ เขายังยกของหนัก เคลื่อนย้ายตู้และชั้นวางของในบ้านด้วยตนเอง แม้คู่ชีวิตของเขาจะเข้ามาช่วยแต่เขาปฏิเสธและยืนยันว่าเขาทำได้ด้วยตนเอง (อาจจะเพราะรักคู่ชีวิตก็ไม่รู้) คู่ชีวิตของเขาโกรธที่เขาทำอะไรอย่างไม่รู้จักบันยะบันยัง จนตะคอกใส่หน้าเขาว่า "รู้จักคำว่าพอบ้าง" แต่เขายังจัดการเอาของขึ้นวางบนชั้นที่เคลื่อนย้ายมานั้น ผลปรากฎว่า การก้มๆ เงยๆ ยกของขึ้นวางบนชั้นทำให้เขาปวดหลังอย่างแรงจนต้องนอนนิ่งกับพื้น แล้วขอคู่ชีวิตช่วยโทรศัพท์เรียกรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลมารับเขาที่บ้าน พร้อมกับคู่ชีวิตที่โกรธขึ้งยืนประกบเคียงข้าง

ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ฝรั่งคนนี้เปลี่ยนเป็นคนใหม่

เขาฟังคู่ชีวิตของเขามากยิ่งขึ้น แล้วเอาใจใส่จริงจังกับหลังของเขา เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดหลัง 2 ครั้ง และเขายอมเปลี่ยนทัศนคติตามคำ(ขู่)ของคู่ชีวิตของเขาที่ว่า "รู้จักคำว่าพอบ้าง" นอกจากที่คู่ชีวิตของเขาโกรธในความดื้อรั้นด้วยความโง่เขลาของเขา (นี่เขาเป็นคนบอกผมเองเช่นนั้น) ด้วยความห่วงใย คู่ชีวิตยังช่วยนวดหลังส่วนล่างให้กับเขาเป็นประจำ และ ใช้ศาสตร์ชาวบ้านในการขึ้นไปเหยียบในส่วนที่เขาเจ็บเพื่อคลายความเจ็บปวด ปรากฎว่าเขาต้องใช้เงินหลายแสนบาทในการรักษาครั้งนี้ มีหมอที่ไหนที่มีคนบอกว่าเก่งเขาไปหาทั้งนั้น คลินิกราคามหาโหดก็ยอมจ่ายเพียงให้หายจากการเจ็บหลัง นอกจากนั้นแล้วไม่ว่าสายรัดเอวพิเศษ หรือเก้าอี้นวดไฟฟ้า เขาลงทุนเสียเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ เพียงขอให้หายจากการเจ็บหลังเท่านั้น

แต่คุณเชื่อไหม เขายังเจ็บปวดหลังต่อไป

ในที่สุดคู่ชีวิตของเขาตัดสินใจไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และเธอคะยั้นคะยอให้เขาไปหาแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะรับการรักษา "ที่ต้นเหตุ" สิ่งแรกก่อนที่แพทย์เฉพาะทางจะให้การปรึกษาและรักษาความเจ็บปวดหลังของเขา หมอให้เขาไปสแกน เอ็มอาร์ไอ ก่อน ผลของการทำเอ็มอาร์ทำให้ทุกอย่างกระจ่างว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เขาเจ็บปวดหลังมากมายเช่นนี้ พบว่าหมอนกระดูกสองชิ้นบีบกดเส้นประสาทส่วนนั้นของเขา ซึ่งการถ่ายเอกซเรย์ธรรมดาจะไม่เห็นสาเหตุนี้ แต่การสแกนเอ็มอาร์ไอแสดงให้เห็นชัด

ดังนั้น เขาจึงเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์เฉพาะทางอีกครั้ง เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ทุกวันเขาบอกผมว่า ไม่เจ็บปวดหลังแล้ว พูดได้ว่าเขาสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก และเขากำลังมีความคิดว่าจะหาสุนัขตัวใหม่ที่จะใช้จูงเดินตอนเช้า แต่ครั้งนี้เขาคิดถึงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล

แล้วที่เล่ามาทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับความเจ็บปวดขององค์กรคริสเตียน
แล้วเรื่องการจูงหมาไปเดิน การยกของไปวางบนชั้น และคู่ชีวิตที่โกรธเคืองอย่างแรง มันเกี่ยวอะไรกับภาวะผู้นำ และเรื่องความเจ็บปวดขององค์กร

ความเจ็บปวดหรือ? ความเจ็บปวดในเรื่องอะไร?

ในยุคที่องค์กรทั้งหลาย หรือ องค์กรคริสเตียนกำลังเติบโต มีแนวโน้มว่าองค์เหล่านี้จะดำเนินการผิดพลาดได้ และในการที่องค์กรดำเนินการผิดพลาดลงไปไม่ว่าเรื่องใดประเด็นหนึ่ง ย่อมส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดในองค์กรนั้นๆ ในที่นี้ มีรากฐานความผิดพลาดสองประการในองค์กรที่สร้างความเจ็บปวดแก่องค์กรหรือสถาบันคริสเตียนคือ การมองข้ามหรือการเมินเฉยละเลยต่อความเจ็บปวดที่กำลังประสบ และประการที่สองเป็นการวินิจฉัยอย่างผิดพลาดถึงต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดนั้น

องค์กรที่เติบโตขึ้นแล้วมองข้ามความสำคัญของบุคลากรในองค์กร(ทั้งที่รับเงินเดือน และ อาสาสมัคร) และผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของบุคลากรนั้นจะเป็นสาเหตุอันสำคัญที่ทำให้บุคลากรจะไม่ฟังผู้บริหารขององค์กร

ถ้าองค์กรไม่สามารถที่จะบ่งชี้ชัดเจนถึงความเจ็บปวดขององค์กร ผลที่ได้รับคือบุคลากรจะเดินแถวออกจากองค์กร (โดยเฉพาะบุคลากรที่มีฝีมือและมีทางไปอยู่กับองค์กรอื่น) หรือไม่ก็จะเห็นอาการของการที่บุคลากรที่เข้าเกียร์ต่ำแล้วลงเกียร์ว่างถ้าเจ็บแค้นมากก็จะชักเกียร์ถอย แยกตัวออกจากการทุ่มเทและรับผิดชอบ เก็บตัว ระมัดระวังตนเอง แล้วก็ไม่ได้ทำงานเต็มความสามารถที่มีอยู่ การมองข้ามหรือไม่ให้ความสนใจในความเจ็บขององค์กรจะไม่สามารถขจัดความเจ็บปวดออกจากองค์กร แต่จะทำให้ความเจ็บปวดนั้นแผ่ขยายไปทั่วองค์กรต่างหาก

การบริหารแบบเมินเฉย มองข้าม หรือไม่สนใจต่อความเจ็บปวดในการทำพันธกิจคริสเตียน ด้วยการยึดถือความเชื่อแบบมายาว่า "เราเป็นคริสเตียน องค์กรของเราจะไม่มีความเจ็บปวดอย่างแน่นอน"

สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อบุคลากรถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น ถ้ามองจากมุมมองของผู้บริหารในองค์กรคริสเตียน เมื่อมาถึงภาวะเช่นนี้มักจะกล่าวปกป้องตนเองว่า "องค์กรของเราไม่ได้ทำงานเพื่อเงินทอง แต่เราทำพันธกิจเหล่านี้เพื่อพระเจ้า" และนี่เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการเมินเฉย มองข้ามความเจ็บปวดในความรู้สึกของบุคลากรทุกระดับในองค์กร

มีข้อสังเกตประการสำคัญคือ บางครั้งที่บุคลากรแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพวกเขาต้องการแสดงออก ความเจ็บปวดขององค์กรถูกแสดงออกไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเพียงการที่พวกเขารับรู้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดประเด็นหนึ่งในฐานะผู้บริหารระดับบนจะต้องฟังอย่างใส่ใจและตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ความเป็นจริงในเรื่องนั้น ผู้บริหารไม่ควรทำเมินเฉยหรือเฉไฉไหลลื่นบิดเบือนไปสู่เรื่องอื่น

ผมคิดถึงเพื่อนฝรั่งคนนั้นที่ได้รับบาดเจ็บที่หลังช่วงล่างของเขา เมื่อเขาไปรับการรักษาในครั้งแรกๆ มีผู้แนะนำเขาว่า การเจ็บปวดที่หลังช่วงล่างของคุณทั้งหมดอยู่ "ที่หัวของคุณ" คุณต้องไม่ยอมให้ความรู้สึกเจ็บปวดมาครอบงำความรู้สึกนึกคิดในตัวของคุณ เพราะเขาไปเชื่อคำแนะนำการรักษาเช่นนั้นนี้เอง เมื่อกลับบ้านเขาจึงทำทุกอย่างด้วยตัวของเขา ทำให้หลังของเขาบาดเจ็บมากยิ่งขึ้น ทำให้เขาต้องกลับมาถามตนเองว่าที่เจ็บปวดมากขึ้นนี้เป็นเพราะเขาจินตนาการไปเองหรือเปล่าเนี่ย

คงไม่ต้องกล่าวถึงว่า ไม่มีใครต้องการที่จะมีความรู้สึกว่า ตนเองถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ของใครบางคน หรือการถูกตราว่าเป็นคนที่ไร้สติไร้เหตุผล แต่ก็มีบุคลากรในองค์กรที่รู้สึกเช่นนี้จริง ไม่ยกเว้นในองค์กรคริสเตียนด้วย ไม่ว่าฝ่ายบริหารที่แสดงออกมาว่ารู้ทุกเรื่อง ดังนั้น บุคลากรในองค์กรจึงเกิดความสงสัยในสิ่งที่ตนรู้และรู้สึกว่ามันมีเหตุมีผลมีสติหรือไม่ หรือบ้างก็เกิดความรู้สึกว่าตนเองถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริหารในองค์กร (โดยเฉพาะผู้นำระดับบน)

ไม่น่าแปลกประหลาดใจอะไรนัก การผิดหวังเมื่อรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามที่ตนคาดคิดจึงเกิดความท้อแท้ นั่นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกผิดหวัง

อย่าพลาดจากหมายสำคัญนี้

ความผิดพลาดในการบริหารจัดการองค์กรที่กำลังเจ็บปวดประการที่สองคือ ไม่ได้ค้นพบต้นเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร การวินิจฉัยสาเหตุของความเจ็บปวดขององค์กรอย่างผิดพลาดนำไปสู่การใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างไม่ถูกที่ถูกทาง (ไม่ว่าเวลา ทรัพยากรมนุษย์ หรือทรัพยากรทางการเงิน) และในเวลาเดียวกันรากเหง้าของความผิดพลาดยังอยู่ที่เดิมไม่ได้รับการแก้ไข

เมื่อหวนคิดถึงประสบการณ์ของเพื่อนฝรั่งคนนั้น ผมเห็นถึงความสูญเสียมากมายที่เกิดจากการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ไม่ว่าการซื้อยาแพงๆ รับประทาน การไปหาหมอที่คลินิกราคาสูง และการลงทุนซื้อเครื่องไม้เครื่องมือที่คิดว่าจะช่วยรักษาหลังของเขาให้หายปกติ สิ่งที่เขาได้รับคืออะไรครับ สภาพหลังช่วงล่างของเขาเลวร้ายจนถึงขั้นวิกฤติ ก็เพราะเขาไปเชื่อคำแนะนำที่แย่และผิดๆ

เช่นเดียวกันกับองค์กรคริสเตียน ในที่นี้สามารถรวมถึงคริสตจักรด้วย

ดูเหมือนว่าข้อสรุปแนะนำต่างๆ ของการเจ็บปวดขององค์กรดูเหมือนน่าจะถูกต้องมีเหตุมีผล แต่เมื่อนำไปใช้มันกลับไม่มีประสิทธิภาพที่จะแก้ไขรักษาความเจ็บปวดขององค์กร ข้อสรุปใดๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการรับฟังอย่างใส่ใจ การสังเกตอย่างระมัดระวังถี่ถ้วน และปราศจากอคติแล้ว ข้อสรุปเหล่านั้นไม่สามารถช่วยให้องค์กรฟื้นหายดีขึ้นอย่างแน่นอน

Danny Cox and John Hoover เขียนไว้ใน Leadership When the Heat's On (McGraw-Hill, 2002), เขาได้แยกแยะสิบอาการที่บ่งบอกถึง "ความเจ็บปวด" ในองค์กร ในที่นี้รวมไปถึง ทัศนคติที่ไม่มีความร่วมไม้ร่วมมือ, ขาดความกระตือรือร้น, ไร้ซึ่งการอุทิศทุ่มเท, การค้นหาสาเหตุอย่างผิดๆ, มีการบ่นร้องเรียนมากขึ้น, และมีกำลังใจอยู่ในระดับต่ำ อาการเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกอาการที่ผิวเผินภายนอกเท่านั้น และถ้าผู้บริหารสนใจและพยายามแก้ไขเพียงที่อาการของมันเท่านั้น รากเหง้าของความเจ็บปวดก็ยังคงมีอยู่และทำให้เกิดความเจ็บปวดดั่งเดิม

Cox and Hoover ได้ลงในรายละเอียดเรื่องนี้ว่า เมื่อผู้คนในองค์กรหมดความอดทนที่จะปกปิดความรู้สึกในทางลบของพวกเขา คุณเดาได้เลยว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดในองค์กร และสิ่งนี้จะบั่นทอนกำลังใจของคนในองค์กรไปในระยะยาวเลยทีเดียว ตราบใดถ้าไม่มีวิธีการใดที่จะช่วยจัดการให้เกิดความรู้สึกว่าตัวของคนเหล่านั้นมีคุณค่าแล้ว การที่จะเกิดการแสดงออกถึงความไม่พอใจก็จะตามมาอย่างยากที่จะเลี่ยงได้

อะไรคือสาเหตุของอาการเหล่านั้น? อาจจะเป็นไปได้ว่าองค์กรนั้นไม่ได้มีการชี้ชัดถึงเป้าหมาย และ ความคาดหวังที่จะไปด้วยกัน มีระบบการสื่อสารที่ด้อยประสิทธิภาพในองค์กร โครงสร้างองค์กรที่ไม่เหมาะสม หรือขาดการประเมินผลการดำเนินงานที่เหมาะสมและยุติธรรม นี่เป็นเพียงบางประการเท่านั้น

ความผิดพลาดทั้งสองประการ (คือการละเลยเฉยเมยต่อความเจ็บปวดขององค์กร หรือ การวินิจฉัยต้นตอสาเหตุของความเจ็บปวดขององค์กรที่ผิดพลาด) ย่อมนำไปสู่ความสั่นคลอนโยกไหว และ ความแปลกแยกของผู้บริหารและคนทำงานในองค์กร

สิ่งที่นักปฏิบัติการบริหารทำกัน

ถ้าเช่นนั้น เราจะเริ่มที่ไหนดีเมื่อพูดถึงเรื่องความเจ็บปวดขององค์กร? (ทำให้ผมนึกถึงคู่ชีวิตของเพื่อนฝรั่งคนนั้นที่ "ปากร้ายแต่ใจเมตตา”)

เข้าอกเข้าใจและสนับสนุน:

เมื่อพิจารณาถึงคู่ชีวิตของเพื่อนฝรั่ง เธอได้แสดงอาการที่ไม่เหมาะสมหลายประการ แสดงออกถึงการเป็น "ภรรยาที่โกรธอย่างรุนแรง" ใช่เธอโกรธสามีฝรั่งของเธอเกือบทุกครั้ง แต่สิ่งที่พบเสมอทุกเวลาคือเธอมิได้ หนีหรือหายลับจากสามีแต่เธอกลับสนับสนุนเขาด้วยความรัก เธอเข้าอกเข้าใจถึงความเจ็บปวดของสามี ห่วงใยในความเจ็บปวดของสามี เป็นเวลาหลายปีที่เธอทุ่มเทและเสียสละเพื่อค้นหาว่าจะมีหนทางใดบ้างที่จะช่วยสามีฝรั่งคนนี้ได้หายจากการปวดหลังอย่างทรมาน

บทเรียนจากภรรยาไทยคนนี้ ชี้ชัดว่าถ้าผู้นำองค์กรที่เตรียมตนทำอย่างภรรยาฝรั่งคนนี้ก็จะค้นพบถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร

สำแดงพระคุณ(มิใช่พระเดช)แก่ทุกส่วนในองค์กรอย่างเสมอเท่าเทียมด้วยความมุ่งมั่น:

จงมุ่งมั่นที่จะขุดค้นลงลึกถึงรากแก้วของความเจ็บปวดขององค์กรแต่ด้วยท่าทีที่เป็น "พระคุณ" ท่าทีที่เป็นมิตร บุคลากรในองค์กรจะต้องได้รับการมองว่าเป็นผู้ที่มีคุณค่าและเป็นคนที่สำคัญ ในบางครั้งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวด แต่ถ้าดำเนินการเปลี่ยนแปลงด้วยพระคุณ โอกาสการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดผล สมาชิกในทีมงานยังคงอยู่กับคุณ และมีผู้ที่จะสืบทอดงานนี้ต่ออีกด้วย

รู้ว่าเมื่อใดพอแล้วก็ให้รู้จักพอ:

ก้าวขั้นที่สำคัญเมื่อผู้นำพูดว่า ความเจ็บปวดนั้น "ควรจะพอและยุติแล้ว" และรับปากว่าจะค้นหาข้อสรุปของความเจ็บปวดนั้น หรือเมื่อสิ่งที่ไม่พอใจได้มีการนำเสนอออกมา หรือกิจกรรมบางอย่างต้องระงับหรือเลื่อนออกไป ก็ควรจะเกิดการยอมรับร่วมกันอย่างเปิดใจ แล้วให้ดำเนินการในขั้นนี้ก่อน

ยอมรับความเจ็บปวด รับรู้ความเจ็บปวดด้วยความใส่ใจและให้คุณค่า:

อย่ามองว่าความเจ็บปวดที่เป็นอยู่ เป็นเพียงการรับรู้ว่าเจ็บปวดที่ไม่สำคัญ ถึงแม้ว่าเมื่อให้วิเคราะห์ค้นหาแล้วไม่สามารถพบความจริงในเรื่องนั้น แต่ความเจ็บปวดนั้นสามารถแผ่ขยายกว้างออกไปด้วยการนินทาและกระบวนการข่าวลือก็ตาม เพราะนั่นยังสร้างความเจ็บปวดที่แท้จริงแก่องค์กร ดังนั้น จะต้องให้ความมั่นใจว่าผู้นำองค์กรจะเอาใจใส่ในเรื่องความเจ็บปวดที่รับรู้ และ ความเจ็บปวดที่แท้จริงอย่างจริงจัง

ใจถึงใจ:

เมื่อผู้นำองค์กรเปิดใจด้วยความเต็มใจ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังที่จะเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเจ็บปวดขององค์กร การเปิดใจเช่นนี้ยังเปิดทางให้เกิดการไว้วางใจและขจัดซึ่งความเข้าใจผิดๆ ที่พบจากการรับรู้ของบุคลากรที่มีในตัวผู้นำองค์กรและในตัวองค์กรเองอีกด้วย

เปลี่ยนการทำงานแบบกิจกรรม มาเป็นการทำงานแบบกระบวนการ:

นักบริหารที่เก่งและชำนาญในการแบ่งแยกเป็นโปรแกรม เป็นกิจกรรม แบ่งแยกงานขององค์กรออกเป็นส่วนๆ แต่ยังผลให้การทำแต่ละกิจกรรมเป็นการทำกิจกรรมเท่านั้น แล้วการทำงานอย่างเป็นกระบวนการนั้นสำคัญอย่างไรล่ะ? แน่นอนว่า แต่ละกิจกรรมแต่ละโปรแกรมต่างเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานขององค์กร สำหรับผู้นำองค์กรที่ตระหนักสำนึกถึงเรื่องความเจ็บปวดขององค์กรจะระมัดระวังองค์กรที่ตนรับผิดชอบจะขับเคลื่อนองค์กรไปอย่างเป็นกระบวนการระยะยาวที่สร้างบนค่านิยมร่วมและให้วิสัยทัศน์ว่าองค์กรจะมุ่งมั่นไปสู่จุดหมายปลายทางใด

ความหวัง:

เมื่อองค์กรมีจุดหมายปลายทางร่วมที่จะมุ่งก้าวไปด้วยกันแล้ว ก็จะเอื้ออำนวยให้เกิดความหวังในอนาคต เวลาใดที่เพื่อนฝรั่งของผมเกิดความท้อแท้สิ้นหวังและรู้สึกต้องยอมแพ้ ภรรยาของเขาพยายามให้ความหวังแก่เขา สิ่งที่เธอให้กับสามีในเวลานั้น เป็นสิ่งที่เกิดผลในปัจจุบัน ที่สามีฝรั่งของเธอกลับมามีสุขภาพดีดั่งเดิม

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คือผู้นำที่จะให้เหตุผลที่เหมาะสมและพอเพียงแก่บุคลากรในองค์กรให้เชื่อได้ว่า "ปีแห่งความรุ่งโรจน์ขององค์กรเรากำลังเข้ามาใกล้"

เป็นคนที่มีความยุติธรรมและให้โอกาสใหม่:

เพียงแค่ผู้นำองค์กรได้รับความไว้วางใจว่าเป็นคนที่ยุติธรรม เป็นคนให้โอกาสแก่คนในองค์กรให้เติบโตขึ้นในหน้าที่การงานและความเป็นคนแล้วก็จะสามารถกล่าวอ้างเจาะลึกลงในสาเหตุประเด็นที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่องค์กร

ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กร จะต้องเป็นคนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และเติบโตอย่างสม่ำเสมอ และนี่เป็นทางเดียวที่เราจะช่วยองค์กรของเราเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องรับความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญที่ผู้นำองค์กรต้องเรียนรู้ นอกจากการเรียนรู้ที่แท้จริงในสิ่งใหม่แล้ว ผู้นำยังควรมีประสบการณ์ของการเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ให้สัมพันธ์เข้ากัน และในเวลาเดียวกันก็ต้องมีประสบการณ์ที่จะคิดและทำนอกกรอบได้ด้วย และคงต้องรับความจริงว่า แม้คุณจะนำอย่างดีแล้วความเจ็บปวดขององค์กรก็มิได้หายเป็นปลิดทิ้งในชั่วพริบตา

เฉลิมฉลองความสำเร็จ:

ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ให้แสวงหาสิ่งที่เราจะเฉลิมฉลองร่วมกันแม้ว่าจะเป็นความสำเร็จเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

เมื่อองค์กรเกิดความเจ็บปวด

อาการที่พึงสังเกต
• ทัศนคติที่ไร้ความร่วมมือ
• ขาดความกระตือรือร้น
• ไร้ซึ่งการอุทิศทุ่มเท
• การค้นหาต้นเหตุอย่างผิดพลาด
• ต่อว่า เรียกร้องมากขึ้น
• เฉื่อยชา และ ขาดงานเพิ่มมากขึ้น
• แสดงตนในทางเสื่อมเสียในที่ทำงาน
• เสื่อมเสียในวินัย
• หน้าบอกบุญไม่รับ
• ความรู้สึกผิดชอบลดลง

รากแก้วของสาเหตุ
• ขาดความชัดเจนในภาระงาน หรือ ทำงานนอกภาระงาน
• ความชัดเจนของเป้าหมาย, ความคาดหวังเปลี่ยนแปลง ความคาดหวังไม่ชัดเจน
• การสื่อสารไร้ประสิทธิภาพ, ท่าทีเข้าหาลำบาก
• เข้าใจโครงสร้างองค์กรอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน
• มีพนักงานมาก หรือ น้อยเกินไป
• ขาดความสนใจ หรือ อ่อนการฝึกหัดในงานที่ทำ
• ขาดทรัพยากรสำหรับการทำงาน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่