แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้เท่าทัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รู้เท่าทัน แสดงบทความทั้งหมด

11 มีนาคม 2563

รู้เท่าทันไวรัสโคโลน่า-19

คริสตชนรับมือ...ไวรัสโคโลน่า-19

แล้วศัตรูของข้าพระองค์จะหันกลับ
เมื่อข้าพระองค์ร้องทูลขอความช่วยเหลือ
เช่นนี้แล้ว ข้าพระองค์จะรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายข้าพระองค์

(สดุดี 56:9 อมธ.)

สดุดีข้อนี้เป็นสัจจะความจริงในสมัยนั้น และก็พิสูจน์แล้วว่า เป็นสัจจะความจริงในยุคนี้ของเราด้วย ในเวลาที่ที่มีเชื้อไวรัสโคโลน่า 19 แพร่กระจายกว้างขวางที่เราไม่สามารถเห็นชัดด้วยตาเปล่า แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราในทุกสถานการณ์ สัจจะความจริงนี้เป็นความมั่นใจของเราในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในวันที่ไวรัสโคโลน่า-19 กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

รู้เท่าทันไวรัสโคโลน่า

ไวรัสโคโลน่า 2019 หรือต่อมาเรียกเป็นทางการว่า “โควิด-19” (COVID-19) จุดเริ่มต้นที่รู้จักกันที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน (แต่อาจจะพบในแหล่งอื่นได้?) เป็นผลที่เริ่มเกิดจากการแพร่จากสัตว์มาสู่คน แพร่ระบาดจากตลาดสัตว์ป่า ในบทความนี้ขอเรียกเป็นภาษาง่าย ๆ แบบไทย ๆ ว่า “ไวรัสโคโลน่า19”  

ไวรัสโคโลน่า เป็นไวรัสตระกูลใหญ่ มีบางตัวที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยในมนุษย์ และบางตัวที่ทำให้เกิดในสัตว์ ส่วนไวรัสโคโลน่า-19 นั้นแพร่ระบาดในสัตว์แล้วพัฒนาเข้าสู่มนุษย์ และแพร่จากมนุษย์สู่มนุษย์ และนี่คือข้อสงสัยว่าเป็นที่มาของ “ไวรัสโคโลน่า 19” เชื้อที่มีความใกล้เคียงกันเช่น เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิด “โรคระบบทางเดินหายใจในตะวันออกกลาง” ที่เรารู้จักในชื่อ “MERS” (Middle East Respiratory Syndrome)  และ “โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง” ที่เรารู้จักในนาม “ซาร์ส์” “SARS” (Severe Acute Respiratory Syndrome) ทั้งสองก็อยู่ในตระกูลไวรัสโคโลน่าที่พบเริ่มต้นในสัตว์ แล้วพัฒนาแพร่มายังมนุษย์ ท่านสามารถค้นหารายละเอียดในเอกสารภาษาอังกฤษได้ที่ Situation Summary: Source and Spread of the Virus.” 

ไวรัสโคโลน่า 19 ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องและผู้คนกำลังติดเชื้อโดยการสัมผัสโดยตรงกับไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ ด้วยการสูด หรือ ไปสัมผัสกับแหล่งของเชื้อนี้แล้วเอามือมาสัมผัสปาก จมูก หรือ ตาของตนเอง อาการที่ตามมาจะเกิดอาการมีไข้ ไอ จาม ซึ่งเป็นอาการของการเป็นไข้หวัด และอาจหายใจถี่ขึ้น  ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากวันที่สัมผัสเชื้อ 2-14 วัน (และบางรายยาวนานกว่านี้) เชื้อตัวนี้จะเข้าไปทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคน ๆ นั้นอ่อนแอ และอาจจะเกิดอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้น

ดังนั้น จึงต้องหลีกเลี่ยงที่จะรับหรือสัมผัสเอาเชื้อตัวนี้เข้าไปในร่างกายของเรา และมีการป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อย ๆ รับประทานอาหารที่ร้อน ใช้ช้อนกลาง เมื่อเจ็บป่วย หรือ มีภาวะเสี่ยงการรับเชื้อมาก่อนให้จำกัดบริเวณตนเองอยู่ในบ้าน เพื่อป้องกันที่ตนจะแพร่ระบาดเชื้อตัวนี้โดยไม่ตั้งใจ แต่ถ้าเรามีอาการที่ไม่สบายเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ควรไปพบแพทย์ 

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งดีที่จำเป็น ทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายที่ปลอดภัย  หลีกเลี่ยงที่จะไปในที่สาธารณะที่มีผู้คนจำนวนมากเพื่อเลี่ยงในการรับเชื้อนี้ และที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ในวิกฤติไวรัสโคโลน่า 19 ระบาดเราต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของเราด้วย 

และในเวลาเดียวกันให้มีจิตสำนึกที่ตระหนักชัดว่า จะไม่ทำตนแพร่เชื้อนี้ไปยังคนอื่น ๆ ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ในข้อเขียนอีกสองครั้งต่อจากนี้  

(ก) เป็นเรื่องของการเสริมสร้างความเข้มแข็งจิตวิญญาณ ในภาวะวิกฤติไวรัสโคโลน่า 19 ระบาด
 - เป็นคำอธิษฐานเพื่อผู้ที่เจ็บป่วยด้วยเชื้อโคโลน่า-19 หรือ ผู้ได้รับเชื้อนี้
 - อธิษฐานเพื่อผู้ที่ตกอยู่ในภาวะตระหนกกังวลในการแพร่ของเชื้อโคโลน่า-19
 - อธิษฐานเผื่อผู้ดูแลใส่ใจผู้ป่วยไวรัสโคโลน่า-19

(ข) ข้อพระคัมภีร์/พระสัญญา ที่เป็นพลังจิตวิญญาณ ในภาวการณ์ระบาดของ ไวรัสโคโลน่า 19

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


27 กุมภาพันธ์ 2563

รู้เท่าทันความขัดแย้ง...เป็นสงครามระหว่างพระเจ้ากับมารร้าย (ต่อ)


ในข้อเขียนที่ผ่านมา ได้กล่าวถึง “การรู้เท่าทันความขัดแย้ง” ซึ่งคู่ต่อสู้ตัวจริงคือ การต่อสู้ระหว่างวิญญาณชั่วกับพระเจ้า มิใช่เราต่อสู้กับอำนาจชั่ว และสังเวียนของการต่อสู้คือในพื้นที่ชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้น เราต้องมีพระเยซูคริสต์เป็นพระกำลังในชีวิตของเรา ทรงทำพระราชกิจในชีวิต และ ผ่านชีวิตของเรา ซึ่งได้เสนอการรู้เท่าทัน 4 ประเด็นสำคัญ ส่วนข้อเขียนตอนนี้รู้เท่าทันความขัดแย้ง ซึ่งเป็นสางครามทางจิตวิญญาณมิใช่สงครามทางเนื้อหนัง   มีประเด็นสำคัญ 3 ประการด้วยกันคือ...

5. ในความขัดแย้ง ท่านไม่ได้ต่อสู้กับเลือดและเนื้อ

มารต้องการให้ท่านคิดว่ามัคนายกคนนั้นที่ต่อต้านวิสัยทัศน์ของท่านคือศัตรูของท่าน – คนหนึ่งในทีมงานอภิบาลคือคนที่ทำลายความฝันของท่านเป็นศัตรูของท่าน – คู่ชีวิตที่ค่อนแคะจู้จี้ท่านเป็นศัตรูของท่าน – อนุชนที่ถกเถียงกับท่านไม่ตกฟากเป็นศัตรูของท่าน แต่พระวจนะของพระเจ้าสอนเราอย่างชัดเจนว่า คนเหล่านี้มิใช่ศัตรูตัวจริงของเรา ตราบใดที่มารทำให้เราหลงผิดให้มองศัตรูฝ่ายเนื้อหนังและเลือด ก็จะทำให้เราต่อสู้กับมารด้วย “อาวุธฝ่ายเนื้อหนังและเลือด”

แต่พระวจนะของพระเจ้าบอกถึงการต่อสู้ของเราว่า “เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเหล่าเทพผู้ครอง เทพผู้ทรงอำนาจ เทพผู้ทรงเดชานุภาพของโลกอันมืดมนนี้ และต่อสู้กับเหล่าวิญญาณชั่วในย่านฟ้าอากาศ” (เอเฟซัส 6:12 อมธ.) ดังนั้น อาวุธฝ่ายเนื้อและเลือด เช่น การจัดการ การโต้เถียง การนินทา การใส่ร้าย การเอากฎหมายเข้าบังคับ มันไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยในการต่อสู้นี้ แท้จริงแล้วมันกลับทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ลงไปกว่าเดิม จนกว่าเราเชื่ออย่างจริงจังว่า เรากำลังปล้ำสู้กับอำนาจแห่งวิญญาณชั่วที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เราจะไม่สามารถเห็นถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา และนี่เองที่คริสตจักรมักติดในกับดักในวงจรอุบาทว์แห่งความขัดแย้ง  ครั้งแล้วครั้งเล่า

6. เลิกสู้อย่างคนไร้ความเชื่อในภาวะขัดแย้ง

เปาโลบอกเราแล้วว่า เราต้องหยุดที่จะใช้ “อาวุธ” ฝ่ายเลือดเนื้อในการต่อสู้กับวิญญาณชั่วแห่งความขัดแย้ง แต่เรากลับพบคริสตจักรใช้ “อาวุธฝ่ายเลือดเนื้อ” นี้อยู่บ่อยครั้ง ได้แก่ การข่มขู่ เยาะเย้ย คุกคาม และเป็นพันธมิตรที่ไม่บริสุทธิ์กับบุคคลหรือกลุ่มที่มีอำนาจ พลังของการต่อสู้กับอำนาจชั่วแห่งความขัดแย้งในคริสตจักรมักใช้ การตำหนิ การนินทา การจัดการกับคนที่ขัดแย้ง และการระงับการช่วยเหลือ หรือแสดงถึงการไม่ยอมรับคน ๆ นั้น

แต่เปาโลบอกเราว่า  “4อาวุธที่เราใช้ต่อสู้ไม่ใช่อาวุธของโลก แต่เป็นอาวุธที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าสามารถทำลายล้างที่มั่นต่าง ๆ ได้ 5เราทำลายล้างประเด็นโต้แย้งและคำแอบอ้างทั้งปวงที่ตั้งตัวขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และเราสยบทุกความคิดให้ยอมจำนนเชื่อฟังพระคริสต์”  (2โครินธ์ 10:4-5 อมธ.)  คิดถึง “ข่าวปลอมข่าวเท็จ” ที่แพร่ระบาดในขณะนี้

อาวุธของโลกจะเป็นการ “ทำชั่วตอบแทนชั่ว” ซึ่งในที่สุดจะได้รับแต่การสูญเสีย พระเจ้าทรงเรียกให้คริสตชนใช้แบบพระคริสต์ ที่พระองค์ให้ชีวิตของพระองค์เอง เพื่อหยุดยั้งความชั่วที่คนอื่นกระทำต่อพระองค์ พระองค์ทรงใช้ความรักเมตตาที่เสียสละ เพื่อกอบกู้เราออกจากวงจรอุบาทว์แห่งความขัดแย้ง

แต่คริสตชนส่วนใหญ่กลับไป “เสี่ยง” ใช้อาวุธแห่งโลกนี้ ที่เราใช้อาวุธนี้ เพราะเราคิดว่ามันเกิดผล แต่มักเกิดผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น และมีข้อจำกัดมากมาย เราอาจจะเอาชนะศัตรูได้แต่เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ในระยะยาวเราสูญเสียมากมาย

7. จงวางใจในอาวุธที่พระเจ้าประทานแก่ท่าน เมื่อจัดการความขัดแย้ง

การอธิษฐานเป็นอาวุธทางจิตวิญญาณที่คริสตชนส่วนใหญ่มองข้ามในภาวะความขัดแย้ง และนี่คือสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งในชีวิตคริสตชนไทยของเรา ทำไมถึงบอกว่า การอธิษฐานคืออาวุธอันทรงพลังในการรับมือจัดการกับภาวะความขัดแย้ง?
  • การอธิษฐานเป็นการนำเรากลับมายังแก่นกลางชีวิตคริสตชนของเรา การอธิษฐานช่วยเรากลับมาตระหนักใหม่ว่าพระเจ้าเป็นใคร และเราเป็นใครในฐานะบุตรของพระองค์
  • การอธิษฐานดึงเราเข้าสู่มุมมองนิรันดร์ ดังนั้นเราจึงไม่ได้ติดแหงกอยู่กับมุมมองแบบกระแสสังคมโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
  • การอธิษฐานจะช่วยเปิดเผย/สำแดงมุมมองนิรันดร์ของพระเจ้าต่อภาวะความขัดแย้งที่เรากำลังประสบอยู่ และทรงช่วยให้เราเข้าใจรากเหง้าความขัดแย้งดังกล่าวอย่างถูกต้องและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ขอเสนอในที่นี้ว่า การอธิษฐานเพื่อการปล้ำสู้ของทุกคนที่ตกอยู่ในภาวะแห่งความขัดแย้ง ให้ทุกคนที่อธิษฐานในภาวะนี้ด้วยการยอมจำนนที่จะให้ความนึกคิดและความคิดเห็นของตนอยู่ใต้การครอบคลุมควบคุมจากความคิดเห็นของพระเจ้า ยอมจำนนความสนใจของตนให้อยู่ภายใต้การครอบคลุมและควบคุมจากน้ำพระทัย (หรือความสนใจ) ของพระเจ้า และยอมจำนนให้ความเข้าใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังประสบให้เป็นไปตามความเข้าใจตามน้ำพระทัยพระเจ้า

การยกโทษ

เป็นอีกอาวุธหนึ่งอันทรงพลังทางจิตวิญญาณที่จะปลดปล่อยทุกคนที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งนั้น อย่าลืมการมีชีวิตที่ยกโทษของท่าน ซึ่งอาจจะเป็นการทรงเรียกของพระเจ้าให้ท่านเป็นผู้เริ่มต้นก้าวแรกของการยกโทษที่เป็นการรักษาเยียวยาชีวิตความขัดแย้งอย่างแท้จริง พระเจ้าอาจจะทรงเรียกให้ท่านยอมละทิ้ง “สิทธิ” หรือ “อภิสิทธิ์” ส่วนตนของท่าน พระองค์อาจจะทรงเรียกให้ท่านพูดถึงสัจจะความจริงด้วยความรักเมตตาในภาวะของความขัดแย้ง ท่านไม่ควรที่จะสู้ให้ได้ชัยชนะเหนืออำนาจชั่วทั้งหลาย จนกว่าตัวท่านเองสามารถเอาชนะอำนาจแห่งความชั่วร้ายในตัวท่านเองโดยพระคุณของพระเจ้าก่อน ขอให้เราใคร่ครวญจากพระธรรมเอเฟซัส 4:25-32  และ โรม 12:10-21  

การแก้ไขความขัดแย้ง เริ่มต้นที่ตัวเราก่อนครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



25 กุมภาพันธ์ 2563

รู้เท่าทันความขัดแย้ง...เป็นสงครามระหว่างพระเจ้ากับมารร้าย


ทำไมสงครามความขัดแย้งในหลาย ๆ คริสตจักรจึงต้องสู้กันอย่างดุเดือดยืดเยื้อยาวนาน จนคริสตจักรอ่อนแรงหมดกำลัง หรือไม่ก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ทั้งนี้เพราะคริสตจักรมิได้ตระหนักชัดเลยว่า ความขัดแย้งในคริสตจักร เป็นสงครามระหว่างซาตานกับพระเจ้า (ไม่ใช่สงครามระหว่างคนกับคน) 

ถ้าคริสตจักรต้องการหลุดรอดและมีชัยในความขัดแย้ง คริสตจักรต้องใช้ “แผนยุทธศาสตร์ของพระเจ้า” มิใช่ ใช้แผนยุทธศาสตร์ของตนเอง หรือ โลกนี้ แต่ปัญหาที่เราพบคือ คริสตจักรส่วนมากเลือกที่จะสู้กับความขัดแย้งด้วยแผนยุทธศาสตร์ของตนเอง แล้วละเลยที่จะสู้ตามแผนยุทธศาสตร์ของพระเจ้า อาการเช่นนี้ปรากฏชัดใน “คริสตจักรระดับชาติ” ในประเทศไทย

1. เลิกแนวคิดเรื่องความยุติธรรมในความขัดแย้ง

วิถีทางของพระเจ้าในการรับมือกับความขัดแย้งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความถูกต้อง ยุติธรรม(สำหรับฉัน) โปรดพิจารณาดูว่า “การที่พระคริสต์ถูกตรึงบนกางเขนถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่?” ตัวท่านเองต้องการให้พระเจ้าทำกับท่านอย่างถูกต้องยุติธรรมไหม? กล่าวอีกนัยหนึ่ง ท่านเองสมควรจะได้รับการปฏิบัติแบบไหน? ง่ายที่เราจะกล่าวตำหนิเมื่อมีใครทำกับเราอย่างไม่สมควร ไม่เหมาะสม ไม่ยุติธรรม หรือ ใครบางคนที่ไม่รับผิดชอบในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ แต่พระเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้กระทำต่อคนรอบข้างด้วยความรักเมตตา-เสียสละ

พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “อย่าให้ความรักและความซื่อสัตย์ละจากเจ้าไป จงผูกมันไว้รอบคอ จงจารึกไว้บนแผ่นดวงใจของเจ้า แล้วเจ้าจะได้รับความโปรดปรานและมีชื่อเสียงดี ทั้งในสายพระเนตรพระเจ้าและในสายตามนุษย์ จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ อย่าพึ่งความเข้าใจ(การรอบรู้)ของตนเอง จงยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า  แล้วพระองค์จะทรงทำทางของเจ้าให้ราบเรียบ” (สุภาษิต 3:3-6 อมธ.)

2. สัจจะคือตัวนำวิถีทางของท่านในภาวะขัดแย้ง

สัจจะมีความหมายเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้: “สัจจะคือสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้” ความรู้สึกของท่านไม่สามารถให้ความจริงขั้นสุดท้าย ความคิดของท่านเท่านั้นไม่สามารถเป็นสัจจะความจริงสูงสุด ความคิดเห็นของคนอื่น หรือแม้แต่เสียงข้างมากก็ไม่สามารถให้สัจจะความจริงแท้สุด พระเจ้าแต่พระองค์เดียวที่ทรงมีสิทธิอำนาจในการอธิบายถึงแต่ละสถานการณ์ตามมุมมองของพระองค์ที่เป็นสัจจะความจริงแท้ ดังนั้น จงให้สัจจะวาทะของพระเจ้านำวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ขัดแย้ง

3. จงเชื่อว่าพระเจ้าต่อสู้เพื่อท่านท่ามกลางความขัดแย้ง

ศัตรูต้องการที่จะให้เราท่านคิดว่า ในการต่อสู้ในความขัดแย้งนั้น “ท่านกำลังต่อสู้กับมาร" เป็นการง่ายที่ท่านจะเชื่อเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านกำลังเหนื่อยล้าหมดแรง คนที่คิดและเชื่อแบบแยกตนเองจากพระเจ้ามีแนวโน้มที่จะเป็นคนสิ้นหวัง และคนพวกนี้จะยอมจำนนต่อมาตรการที่สิ้นหวัง เปโตรเป็นตัวอย่างอย่างที่ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้   เขาใช้คำพูดที่โอ้อวดวางโต ใช้ดาบ คำสาปแช่ง และโกหก เขาต้องพบกับความสิ้นหวังเมื่อเขาแยกตัวเองออกจากพระเจ้า

ให้เราไว้วางใจในพระเจ้าที่พระองค์จะเป็นผู้ต่อสู้กับมารเพื่อเรา

4. ใช้ตรรกะของพระคริสต์ (ไม่ใช่ตรรกะของเราเอง) ในภาวะขัดแย้ง

โดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ทำให้ความเข้าใจของตนเป็นความเข้าใจและความคิดที่เป็นมาตรฐาน และใช้ความคิดเข้าใจของเราในการตัดสินคนอื่น และในที่สุดเรื่องราวของเราจะกลายเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับเราเอง แต่พระเจ้าตรัสว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราคิดว่าถูกต้อง แต่จุดจบของทางเหล่านี้คือความตาย” (สุภาษิต 14:12 อมธ.) หากสติปัญญาหรือตรรกะของเรา และพลังในการปกป้องตนเอง เป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสำหรับเรา ถ้าเช่นนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องมีพระปัญญาของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า ให้เรามีความนึกคิดของพระคริสต์ และตรรกะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์บอกเราว่า เราควรฝักใฝ่ใส่ใจคนอื่นมากกว่าตนเอง แนวคิดของพระองค์จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นอย่างที่พระองค์มองเห็นในสถานการณ์ความขัดแย้งของเรา

*การรู้เท่าทันความขัดแย้งอีก 3 ประการสำคัญจะนำเสนอในข้อเขียนครั้งถัดไป*

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



18 พฤศจิกายน 2562

ข้อมูลเชิงลึก 9 ประการในชีวิตสมาชิก ที่ศิษยาภิบาลพึงรู้เท่าทัน

ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร  มีความสำคัญต่อชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักร  

สิ่งสำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักร รู้เท่าทันเกี่ยวกับความเป็นจริงในชีวิตและความเชื่อของสมาชิกฆราวาสในคริสตจักรของตนลุ่มลึกมากน้อยเพียงไรย่อมมีผลต่อการบริหารจัดการความสัมพันธ์ การอภิบาล และการทำพันธกิจในชีวิตคริสตจักรมากเท่านั้น

จากประสบการณ์และข้อมูลที่ได้จากการพูดคุย/สัมภาษณ์ ช่วยให้ผมได้รับข้อสรุป-บทเรียนรู้ความจริงที่สำคัญเชิงลึกเกี่ยวกับสมาชิกฆราวาสในคริสตจักร ถ้าศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรมองข้าม หรือ มองไม่เห็นความจริงเหล่านี้ของสมาชิกฆราวาสในคริสตจักร จะมีผลต่อการอภิบาลชีวิตและการทำพันธกิจของศิษยาภิบาล และผู้นำคริสตจักรอย่างมีนัยสำคัญ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเชิงลึก 9 ประการ

1. สมาชิกฆราวาสบางคนยังไม่มีความเชื่อศรัทธา การที่ศิษยาภิบาลจะต้องเข้าใจเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก เราคงต้องพูดความจริงตรงไปตรงมาแต่แรกว่า เมื่อพระเยซูคริสต์มีสาวก 12 คน หนึ่งในสาวกเป็น “สาวกเทียม” “สาวกปลอม” เราคงไม่สามารถทำต่อสมาชิกประเภทนี้ในคริสตจักรของเราได้ดีไปกว่าพระเยซูคริสต์ได้กระทำมาแล้ว

2. สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่ในคริสตจักรรักองค์พระผู้เป็นเจ้า ยกเว้นสมาชิกฆราวาสในข้อ ที่ 1   ตลอดเวลาที่ผ่านเราพบว่า สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่(จำนวนมาก)ในคริสตจักรที่รักองค์พระผู้เป็นเจ้า   พวกเขาบางคนอาจจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในการติดตามพระคริสต์ แต่นั่นมิใช่เพราะว่าพวกเขาไม่รักพระองค์ (โปรดดูในประเด็นต่อไป)

3. สมาชิกฆราวาสส่วนมากมิได้เป็น “สาวกพระคริสต์” ที่ดีมีคุณภาพ หลายคนเป็นสมาชิกในคริสตจักรโดยไม่เคยผ่านการสอน และ เสริมสร้างให้มีชีวิตประจำวันที่เป็นสาวกของพระคริสต์ ผลที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตประจำวันต้องประสบกับความล้มเหลว พ่ายแพ้ แล้วคนกลุ่มนี้บางคนก็มีตำแหน่งผู้นำในคริสตจักรทั้ง ๆ ที่มิได้รับการเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณ เราท่านคงต้องยอมรับว่า ตัวเราเองอาจจะเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ในอดีตมาแล้ว

4. สมาชิกฆราวาสจำนวนมากยังมีความเชื่อศรัทธาที่อ่อนหัด ถ้าผู้เชื่อไม่มีความตั้งใจที่จะมีชีวิตการเป็นสาวกของพระคริสต์ การเติบโตในชีวิตจิตวิญญาณของเขาจะหยุดชะงัก และแคระแกร็น และนี่เป็นความผิดพลาดของชุมชนคริสตจักรที่ไม่ใส่ใจ/สอนและเสริมสร้างให้สมาชิกฆราวาสทุกคนเป็นสาวกพระคริสต์ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ผู้นำคริสตจักรจะเกิดความผิดหวัง คับข้องใจกับสมาชิกกลุ่มนี้ เพราะศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักรคาดหวังว่า ผู้เชื่อเหล่านี้ควรจะมีชีวิตประจำวันที่แสดงออกถึงผู้เชื่อที่มีวุฒิภาวะ ที่เติบโตในความเชื่อของเขา

5. สมาชิกฆราวาสจำนวนมากที่มี “ของประทาน” มากกว่าศิษยาภิบาลในบางด้าน นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะเห็นคริสตจักรเป็นพระกายเดียวกันของพระคริสต์อย่างชัดเจนตามที่เขียนใน 1โครินธ์  บทที่ 12  ที่แต่ละคนในคริสตจักรใช้ของประทานที่ตนได้รับในการรับใช้และหนุนเสริมกันและกัน   แต่ถ้าเวลาใดที่ศิษยาภิบาลเลือกที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ในคริสตจักรด้วยตนเอง ศิษยาภิบาลกำลัง “บูชาตนเอง” ตนเองกลายเป็นรูปเคารพที่ตนกำลังกราบไหว้บูชา

6. สมาชิกเกือบทุกคนต้องการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าในคริสตจักร และ ผ่านคริสตจักร อย่างไรก็ตาม การที่สมาชิกฆราวาสแต่ละคนต้องการที่จะรับใช้แต่กลับไม่ได้รับใช้ ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาจะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร จะเริ่มต้นที่ไหนดี บางคนเคยได้รับ “ความเจ็บปวดผิดหวัง” จากการรับใช้มาก่อน ดังนั้น จึงกลัวที่จะรับใช้ ถึงแม้จิตใจของเขาต้องการที่จะสัตย์ซื่อในการรับใช้ก็ตาม

7. สมาชิกฆราวาสส่วนใหญ่รักศิษยาภิบาลของเขา จากประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาลของผม ผมไม่เคยพบว่ามีสมาชิกฆราวาสคนไหนที่ไม่รักผม มีบ้างบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมในบางเรื่อง และมีบ้างที่โกรธไม่พอใจผมที่ผมลาออกจากคริสตจักร แต่ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเขารักผมหรือไม่

8. สมาชิกฆราวาสหลายคนที่ต้องปล้ำสู้กับความบาปที่ซ่อนเร้น สมาชิกฆราวาสหลายคนที่รู้สึกว่า “ไม่มีใครที่ปลอดภัยพอที่ตนจะบอกหรือปรึกษาเรื่องบาปที่ซ่อนเร้นของตนได้” บางคนไม่มีสัมพันธภาพกับใครในคริสตจักรที่เขาจะปรึกษาเรื่องนี้ วันอาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าเขาต้อง “ปล้ำสู้” กับความผิดบาปในชีวิตจิตวิญญาณของเขา และไม่รู้ไม่เข้าใจเลยว่าจะเอาชนะสงครามจิตวิญญาณภายในชีวิตของเขาดังกล่าวอย่างไรดี

9. สมาชิกฆราวาสที่สร้างความยุ่งเหยิง ลำบากใจแก่/ในคริสตจักร อย่างที่เคยเกิดขึ้นในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกที่เราพบในพระธรรมพันธสัญญาใหม่ ถ้าเราอ่านในพระธรรม 1โครินธ์ เราจะพบว่า คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกในพันธสัญญาใหม่ก็ต้องพบกับคนที่เป็นตัวปัญหาในคริสตจักร แต่ข่าวดีก็คือว่า ทุกวันนี้เรารับใช้พระเจ้าองค์เดียวกันกับคริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าที่ทรงรักคริสตจักรของพระองค์ถึงแม้จะเป็นคริสตจักรที่มีปัญหายุ่งเหยิงเพียงใดก็ตาม

ข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกคริสตจักรทั้ง 9 ประการนี้ ศิษยาภิบาลจะต้องรู้เท่าทันชัดเจน และอธิษฐานขอการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยศิษยาภิบาลในการอภิบาลสมาชิกตามบริบทและสภาพความเป็นจริงในชีวิตของสมาชิกแต่ละคน เพื่อเสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้มีชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน และเราสามารถแบ่งปันประสบการณ์จากการอภิบาลสมาชิกที่มีสภาพชีวิตดังกล่าวข้างต้นแก่กันและกันต่อไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


22 กรกฎาคม 2558

รู้เท่าทันและหลบหลีกหลุมพรางชีวิตอย่างไร?

พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์
เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์
(สดุดี 119:105 อมต.)

ก่อนที่จะถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988  โทรทัศน์ในอเมริกาได้ออกอากาศถึงกีฬาที่โดดเด่นในโอลิมปิกครั้งนั้น คือ กีฬาสกีของคนพิการทางสายตา   ซึ่งเป็นการเล่นสกีคู่   โดยผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถมองเห็นและเป็นคนบอกว่าจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา   และทั้งสองต้องฝึกซ้อมในการเลี้ยวซ้ายหรือขวาด้วยกัน   โดยเมื่อไปสกีบนลู่สกี  นักสกีที่มองเห็นจะต้องเป็นคนตะโกนบอกว่าให้เลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยแค่ไหน   เพื่อนักสกีที่พิการทางสายตาจะรู้ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยอย่างไร

คำบอกซ้ายขวาของคู่นักสกีเป็นเครื่องบอกทาง หรือ ชี้ทางสำหรับคู่นักสกีที่พิการทางสายตาให้รู้ว่าควรลดเลี้ยวไปทางไหนจนนักสกีทั้งสองสามารถที่ไปถึงเส้นชัยได้   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องฟังคำบอกชี้ทางของเพื่อนคู่สกีอย่างจริงจังเพื่อจะรู้ว่าจะสกีไปทางไหน   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะเชื่อคู่สกีของตนด้วยความไว้วางใจอย่างไร้เงื่อนไขเพื่อให้ถึงเส้นชัย   หรือไม่ก็ต้องเลือกทำอย่างอื่นในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็นที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะในการแข่งขันนั้น

ชีวิตคริสตชนก็เป็นเฉกเช่นนั้น   บ่อยครั้งนักที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ “มืดแปดด้าน”  มองไม่เห็นความจริงและทางออก   แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน   พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นเครื่องชี้บอกทางแก่เราไปทีละก้าว ทีละขั้นตอน   เราจะค่อย ๆ เห็นทางออกทีละก้าวแม้ชีวิตจะตกอยู่ท่ามกลางภาวะยุ่งยากซับซ้อนและมีความสับสนมากเพียงใดก็ตาม   เราสามารถวางใจอย่างสิ้นสุดความคิดและจิตใจในพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นสัจจะแห่งชีวิตและเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต   จงวางใจและกล้าที่จะทำตามพระวจนะของพระเจ้า   อ่าน ใคร่ครวญพระวจนะทุกวันเพื่อจะพบกับสัจจะที่จะนำทางชีวิตของเราในแต่ละวัน   และจงให้พระวจนะเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตของเราแต่ละวัน   เพื่อเราจะเห็นทางเดินไม่สะดุดล้ม   แม้ในเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับกับดัก หรือ หุบเหวก็ตาม   เพราะสัจจะของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างช่วยให้เราสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวาง และ หลุมพรางที่อยู่ข้างหน้า  ที่เราต้องเผชิญกับมัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

30 กันยายน 2557

รู้เท่าทันความเครียดจากชีวิตและการงาน

คงต้องยอมรับความจริงว่า   การทำพันธกิจในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนก็เต็มไปด้วยความเครียดเฉกเช่นกับการทำงานอื่น ๆ เราเครียดกับทั้งเรื่องของคน  งบประมาณ  หรือความขัดแย้งของคนที่ทำงานพันธกิจด้วยกัน   บ่อยครั้งที่เราพบกับประเด็นความกดดันทำให้ความดันของคนทำงานพันธกิจสูงกระฉูดก็เคยปรากฏมาแล้ว

แต่ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์   เราก็พบและประเมินได้ว่า   การทำพันธกิจของพระองค์ตกอยู่ท่ามกลางความกดดันจากทั้งผู้นำศาสนาและประชาชนที่มีความต้องการสูง   ตลอดจนถึงผู้นำศาสนายิวที่คอยจับผิดพระองค์   หาทางทำให้ประชาชนเข้าใจพระเยซูอย่างผิด ๆ  และหาทางวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ในทางที่เสียหายหรือดูหมิ่น   พระองค์อยู่ท่ามกลางวิกฤติที่ทำให้พระองค์ต้องเครียดไม่ต่างจากเราเลย

แต่ว่า   พระองค์ทำอย่างไรในการรับมือกับความเครียด?   พระองค์จัดการกับวิกฤติลักษณะต่าง ๆ เข้ามาอย่างไร  ที่ไม่ให้มีอิทธิพลสร้างความเครียดในชีวิตจิตใจของพระองค์?   ยิ่งกว่านั้น อะไรที่ทำให้พระองค์กลับไม่ถูกกดดันและไม่ทำให้พระองค์ต้องสิ้นหวัง?

พระองค์ทรงจัดการอย่างไรในชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความกดดันให้มีความสงบศานติ?

1. พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์คือใคร “เราเป็นความสว่างของโลก คนที่ตามเรามาจะไม่ต้องเดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยอห์น 8:12 มตฐ.)   พระองค์รู้ว่าพระองค์คือใคร   ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่  พระองค์บอกว่า “เราเป็น...” ถึง 18 ครั้งพร้อมกับคำอธิบายที่ชัดเจน   พระองค์ได้อธิบายให้ผู้คนรู้ว่าพระองค์คือใคร   เพราะการที่พระองค์รู้เท่าทันตนเองว่า   ตนเองคือใครนี่เอง  ที่ทำให้พระองค์ไม่ตกลงในกับดักแห่งความเครียดวิตก

หลายครั้งมิใช่หรือ  ที่เราพยายามทำตนให้เป็นเหมือนใครบางคนที่เป็นต้นแบบชีวิต หรือ ลักษณะที่เราอยากเป็นเหมือนเขา   เราสวมหน้ากาก   เมื่อเราพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนใครบางคนเราก็จะกลัวว่าเราไม่สามารถที่จะทำตัวได้เหมือนและรักษาความลับดังกล่าวของเรา   การที่เรามิได้ดำเนินชีวิตที่เป็นตัวของเราเอง   ในตัวเราก็จะมีสองบุคลิกลักษณะในคนเดียวกัน   ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเราเองทำให้เกิดความเครียดภายในลึก ๆ แห่งชีวิตของเรา   แท้จริงแล้วเราต้องรู้เท่าทันว่า   พระเจ้าสร้างเราด้วยประสงค์ให้เราเป็นคนลักษณะใด   เพราะการที่เราค้นพบและรู้เท่าทันว่าเราคือใคร   เราก็จะรู้ด้วยว่าเราเป็นคนของใครด้วย

2. รู้เท่าทันว่าเราดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอใจของใคร  พระเยซูคริสต์บอกว่า “เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ ... เพราะเราไม่ได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา...” (ยอห์น 5:30 มตฐ.) พระเยซูคริสต์ได้อุทิศชีวิตทั้งหมดกระทำให้เป็นพอพระทัยของพระเจ้า   มิใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง   และก็ไม่ใช่ทำตนให้เป็นที่พอใจชื่นชอบ เป็นที่นิยมของประชาชนที่ติดตามพระองค์   เพราะสำหรับพระเยซูคริสต์แล้วพระประสงค์ของพระเจ้าคือเป้าหมายที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตของพระองค์   และในเหตุการณ์ของการจำแลงพระกายของพระคริสต์   มีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้ถูกเลือกสรรไว้ จงเชื่อฟังท่านเถิด” (ลูกา 9:35;  1971)

พระเยซูไม่เลือกวิธีการแบบประชานิยม   คือทำให้พอใจประชาชน   และในความเป็นจริงก็ทำไม่ได้ด้วย   เพราะเราอาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งพอใจ   แต่คนอีกหลายกลุ่มอาจจะไม่พอใจ   แต่เมื่อเราไม่ทำตามใจปรารถนาของคนกลุ่มต่าง ๆ   คนเหล่านั้นย่อมวิพากษ์ วิจารณ์  และกล่าวร้ายป้ายสีเราอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง   แต่การที่เรารู้ว่าเราเป็นใคร   เราเป็นคนของใคร  และเป้าหมายเราทำให้ใครพอใจแล้ว   เราก็จะสามารถปกป้องจัดการให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีให้ร้ายเหล่านั้น   สิ่งร้ายเหล่านั้นไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจของเราได้

เราต้องชัดเจนและมั่นใจว่า   เราเป็นคนของพระเจ้า   พระประสงค์ของพระองค์องค์คือเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของเรา  ผู้คน และ สถานการณ์แวดล้อมจึงไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจของเรา

3. รู้เท่าทันว่า อะไรคือความสำเร็จที่จะต้องกระทำในชีวิตของตน พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามาและทำให้งานของพระองค์สำเร็จ...” (ยอห์น 4:34 มตฐ.)   พระเยซูคริสต์ทรงรู้เท่าทันอย่างชัดเจนว่า   การเข้ามาในโลกนี้ของพระองค์   เพื่อที่จะมาทำพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จ   เช่นกัน ในการดำเนินชีวิตและการทำงานของเรา เราต้องรู้ชัดเจนว่า อะไรคือเป้าหมายรากฐานในชีวิตของเราที่เราจะต้องกระทำให้สำเร็จ

บ่อยครั้ง ความเครียดของเราเกิดจากการดำเนินชีวิต และ การทำงานพันธกิจของเราไร้เป้าหมายชัดเจน   เราจะต้องตัดสินใจเลือกว่าเราจะดำเนินชีวิตและทำงานพันธกิจตามเป้าหมาย หรือ ตามความกดดันที่จะเกิดขึ้น   ถ้าเราไม่ตัดสินใจว่าสิ่งใดสำคัญที่เราจะต้องทำให้สำเร็จแล้ว   คนอื่นรอบข้างจะตัดสินใจให้กับเรา

การที่เรามีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน   ช่วยให้เรามีแผนชีวิตที่ชัดเจนได้ด้วย   และการที่เรามีแผนชีวิตที่ชัดเจนก็ช่วยป้องกันให้เราไม่ตกอยู่ใต้อำนาจบีบบังคับของความเร่งรีบได้ด้วยเช่นกัน   เราท่านคงไม่ต้องการที่จะสับสนงุนงงว่า   เอ...วันนี้เรามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือไม่   มีสิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคุณค่าและความหมาย   การที่เราทำงานมากมายยุ่งอยู่ตลอดวันไม่ได้ประกันว่า เราได้ทำอะไรบางอย่างที่สำคัญมีคุณค่า   แต่อาจจะเป็นเหมือนหนูวิ่งปั้นจั่นตลอดวันจนเหนื่อยก็ได้   หรือแค่ได้ทำอะไรบางอย่างเท่านั้น

การมีเป้าหมายในชีวิตและการงานที่ชัดเจนช่วยลดความซับซ้อนสับสนใจชีวิตของเรา   และลดความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

29 ตุลาคม 2555

ความเจ็บปวดในชีวิต 1: รู้เท่าทันเหตุผลเบื้องหลัง


ท่านเคยพูดกับตนเองว่า  “สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย” หรือมีเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งพูดกับท่านเช่นนี้หรือไม่?   ถ้าเคย   ตอนนี้ท่านรู้เลยใช่ไหมครับว่า   คนที่พูดประโยคนี้มีความรู้สึกเช่นไร   ผมก็เคยได้ยินประโยคนี้จากเพื่อนสนิท(รุ่นน้อง)ของผมคนหนึ่งเช่นกันครับ

เพื่อนคนนี้ของผมคุณพ่อติดเหล้างอมแงมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น   ที่วงการแพทย์เรียกว่าโรคพิษสุราเรื้องรัง   จนในที่สุดพ่อแม่เลิกกัน   สิ่งต่างๆ ที่เธอคาดหวัง  ความมั่นคงในชีวิตที่เธอต้องการละลายหายสูญไป   เธอรู้สึกว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเธอเลย   เพราะเขาถูกเลี้ยงดูในครอบครัวคริสเตียน   เธอบอกผมว่า ในเวลานั้นเธอเกิดคำถามมากมายในชีวิต   เธอบอกอย่างไม่อายว่า   เธอแปลกประหลาดใจว่า ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยประคับประคองครอบครัวของเธอไว้?   ทำไมพระเจ้าไม่ทรงปกป้องครอบครัวเธอที่ต้องประสบกับชีวิตที่ “ฉีกขาด”  “แตกแหลกละเอียด”  หาความสุขมิได้?   เธอบอกผมว่าในเวลานั้นเธอรู้สึกว่า  ดูเหมือนพระเจ้านิ่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้เย็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตครอบครัวและชีวิตของเธอ

จนวันหนึ่ง  เธอได้รับการปลอบประโลมใจ   ทำให้ชีวิตภายในเธอค่อยๆ สงบลง   คำถามที่ถกถามวุ่นวายในจิตใจเงียบลง   เมื่อเธออ่านข้อพระคัมภีร์ตอนหนึ่ง  ที่สะดุดความคิดในชีวิตของเธอ

“เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า
ทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น
“ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด
วิถีของเราก็สูงกว่าทางของเจ้า
และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
(อิสยาห์ 55:8-9)

เธอเป็นพยานว่า  นั่นเป็นเสียงที่พระเจ้าตรัสกับเธอว่า  “เรารู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเจ้า  และเรารู้ด้วยว่าเจ้าไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต   เจ้าต้องไว้ใจเราในเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น  ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้น”   ในการใคร่ครวญคำตรัสนั้นเองที่เธอพบความจริงว่า   แท้จริงแล้วไม่สำคัญและจำเป็นอะไรมากมายที่เธอจะต้องเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์เลวร้ายนี้ถึงเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ   ทำไมเธอถึงจะต้องมารับความเจ็บปวดในชีวิต   แต่เธอพบสัจจะความจริงที่ว่า  สิ่งที่สำคัญยิ่งคือ  การที่เธอจะไว้วางใจพระเจ้าที่รักเธอ ที่อนุญาตให้เหตุการณ์ร้ายๆ และความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นในชีวิตเธอต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ

เธอเล่าต่อไปด้วยความภาคภูมิใจว่า  ตั้งแต่วันนั้นที่เธอเลือกไว้วางใจพระเจ้า มากกว่าที่จะมีคำถามมากมายให้พระเจ้าตอบจนถึงวันนี้เป็นเวลา 30 ปี    พระเจ้าทรงกระทำงานในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ  ยิ่งกว่านั้นเธอยืนยันว่า พระเจ้าทรงกระทำงานของพระองค์ลงลึกในชีวิตเธอ  แล้วสำแดงให้เธอเห็นว่า เธอจะมีความรักเมตตากรุณาต่อคนอื่นๆ ที่กำลังตกในความเจ็บปวดภายในชีวิตได้อย่างไร

เธอบอกผมว่า  พ่อที่เคยเป็น “ขี้เหล้า” ตอนนี้เลิกเหล้าได้แล้วประมาณ 30 ปี   แล้วทำพันธกิจช่วยเหลือเอาใจใส่ผู้คนที่ติดเหล้างอมแงมจำนวนมากมาย   และช่วยเหลือชีวิตครอบครัวของผู้คนเหล่านั้น   พระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายเจ็บปวดขึ้นในครอบครัวของเธอหรือ?   คำตอบของเธอคือ “ไม่ใช่”  มนุษย์เป็นผู้พาชีวิตของตนเองเข้าในสถานการณ์เลวร้ายนั้นต่างหาก   และความเลวร้ายนั้นสร้างความเจ็บปวดแก่ตนเองและผู้อื่น  แต่พระเจ้าทรงเมตตากระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดในชีวิตของเรา   แล้วทรงมีพระประสงค์ที่จะทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์เลวร้ายและเจ็บปวดของมนุษย์   และเป็นสิ่งดีอย่างคิดไม่ถึงสำหรับเธอ พ่อ  และคนอื่นๆ ที่เจ็บปวดในชีวิต

ใช่เลยครับ   ชีวิตมักไม่เป็นไปตามแผนการที่เราวาดฝันคาดหวังในใจ   แต่ขอให้เราหยุดตนเองแล้วคิดสักนิดว่า  สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรามีไหมที่ทำให้เราแปลกประหลาดใจในพระเจ้า

จากประสบการณ์ความเจ็บปวดในชีวิตของเพื่อนคนนี้  และประสบการณ์ที่เธอได้ทำพันธกิจในการดูแล รักษาและเยียวยาหญิงที่เกิดบาดแผลภายในชีวิต   เธอยืนยันอย่างแข็งแรงว่า  พระเจ้าทรงทราบอย่างดีเมื่อชีวิตของเราตกลงในความเจ็บปวด   และพระองค์ทรงมีจุดประสงค์ที่ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิตของเรา  หรือยอมให้ “หัวใจ” ของเราแตกสลาย  หรือทำให้ชีวิตของเราเคลื่อนช้าลง  หรือยอมให้เราต้องได้รับความโศกเศร้า

จากหนังสือเรื่อง When a Women Overcomes Life’s Hurt  (ขออนุญาตแปลเล่นๆ ว่า “เมื่อแม่หญิงเอาชนะความเจ็บปวดในชีวิต”) ที่เขียนโดย Cindi McMenamin เป็นหนังสือที่นำเสนอเกี่ยวกับการเยียวภายในชีวิตและการเสริมสร้างชีวิตที่ครบบริบูรณ์   หนังสือได้เสนอขั้นตอนต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ   ขอเลือกบางขั้นตอนมาพูดคุยกัน

ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือ  รู้เท่าทันว่า ในทุกความเจ็บปวดของชีวิตย่อมมีเหตุผลหรือจุดประสงค์เบื้องหลังของความเจ็บปวดนั้น   ผมรู้ครับว่าพูดเช่นนี้มันง่ายแต่ทำจริงมันยาก   ซึ่งหนังสือได้เสนอแนะหลักการเชิงปฏิบัติไว้   ขอเอาหลักการปฏิบัติที่สำคัญมาพูดคุยกันในที่นี้สัก 3 ขั้นตอน ที่นำสู่การไว้วางใจพระเจ้าผู้ที่รักเมตตาเรา  และทรงรู้ลึกซึ้งในทุกสถานการณ์ชีวิตของเราในแต่ละวัน   รวมถึงเวลาที่ชีวิตของเราต้องได้รับความเจ็บปวดด้วย

1.   ขอบพระคุณพระเจ้าท่ามกลางความเจ็บปวดในชีวิต

พระวจนะของพระเจ้าได้เตือนสติเราว่า  “จงขอบพระคุณ(พระเจ้า)ในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์” (1โครินธ์ 5:18 อมตธรรม)   การที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถ “ขอบพระคุณพระเจ้า ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้นั้น   นี่มิใช่การปฏิบัติออกถึงความเชื่อฟังในชีวิตของคนๆ นั้นตามพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตหรือ   และนี่เป็นชีวิตที่แสดงออกมาด้วยความเชื่อศรัทธาด้วย  (ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย...  ฮีบรู 11:6 อมตธรรม)

เราจะสามารถปฏิบัติขั้นตอนที่เป็นความเชื่อศรัทธา และ การเชื่อฟังที่สำคัญยิ่งนี้ได้หรือไม่ ทุกครั้งเมื่อเกิดความเจ็บปวดในชีวิต  ให้เราก้มศีรษะลงอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นและในความเจ็บปวดนั้น  หรือ ในความทรงจำที่เจ็บปวดเกิดขึ้นในชีวิตของเราทันที  นี่ไม่ใช่เพราะเรารู้สึก ขอบพระคุณพระเจ้า แต่เพราะพระวจนะของพระเจ้ากำชับให้เราขอบพระคุณ และเพราะเราตั้งใจและวางใจที่จะให้พระเจ้าเป็นผู้ชี้นำและกระทำกิจของพระองค์ในสถานการณ์นั้นในชีวิตของเรา

2.   ทูลต่อพระเจ้าว่าท่านพร้อมจะเติบโต

เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวดเป็นโอกาสที่ชีวิตของเราจะเติบโตขึ้นในการมีชีวิตที่ใกล้ชิดติดสนิทกับพระเจ้า   ทูลต่อพระเจ้าว่าเราพร้อมที่เห็นในสิ่งที่พระองค์พระประสงค์ให้เราเห็นและเรียนรู้    ด้วยการนี้จะช่วยให้เรายอมตนลงพร้อมที่จะให้พระเจ้าทรงสอนในสิ่งที่พระองค์ต้องการให้เราเรียนรู้  เยเรมีย์ 29:13 กล่าวว่า “เจ้าจะแสวงหาเราและพบเรา  เมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสุดใจของเจ้า” (อมตธรรม)   การที่เราทูลต่อพระเจ้าว่า  “พระเจ้า  ข้าพระองค์พร้อมที่จะเติบโต”  เป็นอีกวิธีหนึ่งในการแสวงหาพระองค์ และ รับการทรงสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่

3.   ไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า

ถึงแม้ว่าท่านยังไม่สามารถเห็นสิ่งดีอันใดจากการที่ชีวิตของท่านต้องเจ็บปวด   จงไว้วางใจในกระบวนการทำงานของพระเจ้า  ที่อนุญาตให้ชีวิตของท่านประสบกับเหตุการณ์เหล่านั้นที่เกิดขึ้น  ว่าจะเป็นกระบวนการที่ทรงกระทำให้สิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของท่านในเวลาที่เหมาะสมข้างหน้า   จงไว้วางใจว่า “...ในทุกสิ่ง  พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์...” (โรม 8:28 อมตธรรม)  และในข้อต่อไปได้บอกเราว่า  พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งให้เกิดผลดีในชีวิตของเราอย่างไร  “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้(เรา)เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์” (ข้อ 29 อมตธรรม ในวงเล็บเติมโดยผู้เขียน)

ดังนั้น  เมื่อชีวิตต้องตกท่ามกลางความเจ็บปวด  จิตใจพบกับความปวดร้าว  และเราไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น   จงไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์กำลังทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   เมื่อเราคิดถึงการที่พระคริสต์ทรงอดทนในความทุกข์ เจ็บปวด บาดแผลและความตายด้วยความเชื่อฟังและอดทน   และเรากำลังรับการทรงสร้างให้เหมือนพระองค์  เพื่อเราจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ในงานแห่งพระประสงค์ของพระองค์ในอนาคต

ให้เราไว้วางใจในพระเจ้าเถิดครับ  เมื่อชีวิตต้องประสบกับความเจ็บปวด  จิตใจแตกสลาย  โปรดรู้ว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้างเรา   และพระองค์พร้อมที่จะเสริมสร้างชีวิตของเราให้เติบโตขึ้น   และทรงมีพระประสงค์ยิ่งใหญ่สำคัญในชีวิตของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

09 กุมภาพันธ์ 2553

การทดลอง

องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดประทานพลังที่สามารถเอาชนะการทดลอง
ดั่งที่พระองค์ทรงชนะแล้วในถิ่นทุรกันดาร

การที่ชีวิตจะมีชัยเหนือการทดลองได้ก็ต่อเมื่อท่านเห็นการทดลองว่าเป็นการทดลอง แล้วไม่นำตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทดลองนั้น หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับการทดลองก็ด้วยพระราชอำนาจ และ ฤทธิ์เดชจากเบื้องบน

ประแรกและประการสำคัญคือ เราต้องมอง และ รู้เท่าทันว่า นั่นคือการทดลอง เพราะการทดลองที่มาถึงคนเรานั้นมักมาในรูปแบบลักษณะของสิ่งให้เกิดความรื่นรมย์ ชื่นชอบ เป็นผลประโยชน์แก่เรา ดังนั้น การที่แต่ละคนรู้เท่าทันสิ่งที่กำลังเข้ามานั้นว่า มันคือการทดลองจึงเป็นจุดยืนที่สำคัญยิ่งต่อการที่เราจะมีชัยเหนือการทดลอง ถ้ามิเช่นนั้นแล้วเราก็จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือ ยอมรับสิ่งนั้นอย่าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”

ประการสำคัญที่สองคือ เมื่อเรารู้เท่าทันว่านั่นคือการทดลอง เราต้อง “แยก” หรือไม่นำตนเองเข้าไปเกลือกกลั้ว ยุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์นั้น หรือ ในสิ่งนั้น ดังที่พระเยซูคริสต์สอนสาวกของพระองค์อธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้าว่า “...ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง...”

ทั้งนี้เพราะการทดลองคือการที่อำนาจร้ายพลังชั่วที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ มีจุดมุ่งหมายที่ต้องการมีอำนาจเหนือเรา ต้องการจะครอบงำและบงการชีวิตของเราให้เป็นไปตามความต้องการของมัน ความมุ่งหมายอีกประการหนึ่งของการทดลองคือ แผนการของอำนาจร้ายพลังชั่วต้องการขัดขวาง และ พยายามตัดขาดความสัมพันธ์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราแต่ละคน เพื่อให้เราหลุดออกจากพลังแห่งความรักเมตตาของพระองค์ แล้วมันสามารถเข้ามาเป็นเจ้าของและควบคุมชีวิตของคนๆ นั้นได้อย่างง่ายดาย

อำนาจร้ายพลังชั่วจะทำการทดลองมนุษย์ด้วยการทำให้เกิดความสับสน ว้าวุ่นใจในการทำสิ่งดีสิ่งที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉุดรั้งเราจากการทำสิ่งดีตามพระประสงค์ ทำให้เกิดความสงสัยแล้วใส่มุมมองเชิงลบ เช่น เรามีความสามารถที่จำกัด หรือ ความรู้สึกว่าคนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วย กล่าวคือมุมมองถึงความอ่อนด้อย จำกัด และทำลายความเชื่อมั่นในตนเอง นั่นคือทำให้คนๆ นั้นมองเข้าไปในชีวิตของตนเองว่าไม่มีพลังไร้คุณค่า สิ่งนี้คือวิธีการของอำนาจร้ายพลังชั่วเข้ามามีอำนาจเหนือการมองและการรับรู้ของคนๆ นั้น ทำให้พลังภายในชีวิตของคนๆ นั้นสั่นคลอน หวั่นไหว ไม่มั่นใจ จึงไม่สามารถยืนหยัดในชีวิตอย่างมั่นคงได้

การทำงานของอำนาจร้ายพลังชั่วอีกลักษณะหนึ่งคือ การโหมกระหน่ำด้วยกระแสสังคม หรือ กระแสประชานิยม ที่พยายามกล่อม กรอกหู ให้คนๆ นั้น สับสนจนต้องยอมรับว่า “คนส่วนใหญ่” “เสียงส่วนใหญ่” คิดและตัดสินใจทำแตกต่างจากเรา จากนั้นพัฒนาไปสู่การรับรู้ว่าเรากำลังแตกต่างแปลกแยกจากคนอื่น แล้วกระตุ้นให้เกิดความกลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับตนเอง ตนเองจะถูกโดดเดี่ยว ตนเองวิ่งไม่ทันคนอื่น และทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็เพื่อที่จะผลักดันให้เราออกและไปให้ห่างไกลจากพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้าทั้งในความคิด ความเชื่อ การตัดสินใจ และ การกระทำ มันจะฉุดลากและแยกเราห่างจากพระเจ้าให้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้จึงน่าสังเกตว่า ในคำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวก ได้ให้สาวกทูลขอต่อพระเจ้ามิให้เราแต่ละคนเข้าไปสู่การทดลองนั่นเป็นประการแรก แต่ถ้าอำนาจร้ายพลังชั่วโหมกระหน่ำการทดลองเข้าสู่ชีวิตของเราแต่ละคน กล่าวคือเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางชีวิตและสถานการณ์การทดลองพึงรู้และตระหนักชัดมั่นคงเสมอว่า เราสามารถพ้นจากอำนาจความชั่วร้ายด้วย “พระราชอำนาจ ฤทธิ์เดช และพระสิริของพระเจ้า” หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ด้วยพระราชอำนาจ ฤทธิ์เดช และความรักของพระเจ้าเท่านั้นที่จะทรงปกป้องเราไม่ให้ตกอยู่ท่ามกลางการทดลอง หรือถ้าต้องอยู่ท่ามกลางการทดลองไม่ลืมว่า เราสามารถชนะการทดลองด้วยอำนาจจากเบื้องบน และ ฤทธิ์เดชจากพระเจ้า แต่ทั้งสิ้นนี้มิใช่ชัยชนะของเราแต่เพื่อชี้ให้เราและมนุษย์รอบข้างเรียนรู้ถึงพระเจ้าผู้มีอำนาจและพลังเหนือมารร้ายอำนาจชั่วทั้งมวล ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เพื่อถวายพระสิริแด่พระองค์

การทดลองเป็นสิ่งที่คริสตชนจะต้องรู้เท่าทันว่า นั่นคือการทดลอง และขอพระเจ้าทรงช่วยให้เราไม่ให้ต้องตกอยู่ภายใต้การทดลอง แต่ถ้าเราจะต้องเผชิญหน้ากับการทดลองก็ขอให้พระราชอำนาจ และ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่จะทรงช่วยหนุนเสริมและปกป้องเราจากอำนาจร้ายพลังชั่วเหล่านั้น และสามารถมีชัยเหนืออำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นเพื่อเป็นที่ถวายพระสิริและพระเกียรติแด่พระเจ้า และชีวิตของเราเกิดการเรียนรู้และมีพลังแกร่งกล้ายิ่งขึ้นในความเชื่อและการดำเนินชีวิต