แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด

21 เมษายน 2564

คริสตชนจะตอบสนองต่ออิทธิพลวัฒนธรรมสังคมอย่างไร?

ในฐานะผู้ติดตามพระคริสต์เราจะไม่ยอมตนสอดรับเข้ากับโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกเรื่องเสมอไป ในความเป็นจริงเรามักจะพบว่าตัวเองกำลังต่อต้าน-สวนกระแสวัฒนธรรมสังคมที่เป็นที่นิยมในบางด้านของชีวิต จำเป็นที่เราจะต้องมีรากฐานทางพระคัมภีร์ที่มั่นคงเพื่อยืนหยัดท่ามกลางอิทธิพลทางกระแสทางวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เราจำเป็นจะต้องรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าหล่อหลอมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบัน แล้วเราจะแบ่งปันพระกิตติคุณอย่างมีจิตเมตตาและด้วยความกล้าหาญกับผู้คนรอบตัวเราได้อย่างไร

มี 4 ทางเลือกในการตอบสนองต่อวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคนี้

1. เออออไปตามกระแสวัฒนธรรมสังคม (ทำตามกระแสวัฒนธรรมสังคม)

เราเริ่มประนีประนอมความเชื่อ และ การดำเนินชีวิตของเรากับวัฒนธรรมสังคมรอบข้าง   เพื่อเอาใจคนในสังคมนั้นโดยหวังว่าวิธีการนี้จะเป็นการดึงดูดใจคนในวัฒนธรรมสังคมนั้น เราอาจเชื่ออย่างจริงใจว่า การทำเช่นนั้นเป็นทั้งความรักและกลยุทธ์หวังว่าจะดึงดูดผู้คนให้สนใจพระเยซูคริสต์ ด้วยวิธีการที่ทำให้คนรอบข้างมีการต่อต้านคริสต์ศาสนาน้อยลง และในที่สุดคนเหล่านั้นจะมาถึงซึ่งความรอด  

อย่างไรก็ตาม เราต้องรู้ชัดว่า เป้าหมายของเรามิใช่การที่จะหาวิธีให้คนมาติดตามเป็นสาวกพระคริสต์ง่ายขึ้น ข่าวสารของพระกิตติคุณหนีไม่พ้นที่จะต่อต้านวัฒนธรรมสังคม และสร้างความยุ่งยากขุ่นเคืองใจแก่ผู้คนอย่างไม่มีทางเลี่ยง   

2. แยกตัวออกจากกระแสวัฒนธรรมสังคม 

ทางตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วคือการแยกตัวออกจากวัฒนธรรมสังคม วางตัวเราออกห่างอย่างสิ้นเชิงและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมโลกรอบตัว และอาจจะมีเจตนาที่ต้องการเป็นการให้เกียรติแด่พระเจ้า และเป็นการกระทำอย่างจริงใจที่ต้องการกำจัดแม้กระทั่งรูปลักษณ์ของความชั่วร้ายและการล่อลวงของบาป  

แต่พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานเผื่อสาวกที่ติดตามพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงเอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้พระองค์ทรงปกป้องพวกเขาให้พ้นจากผู้ชั่วร้าย...” (ยอห์น 17:15-16 อมธ.) โลกรอบตัวเราต้องการพลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระกิตติคุณอย่างยิ่ง การแยกตัวออกจากสังคมสร้างวัฒนธรรมย่อยของตนเอง ไม่ใช่วิธีการตอบสนองที่เหมาะสมตามแนวทางของพระเยซูคริสต์

3. ต่อต้านกระแสวัฒนธรรมสังคม

แนวทางการตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมแบบนี้เป็นการตอบโต้ด้วยการเป็นปฏิปักษ์ และ การปกป้องตนเอง โดยตัวเจตนาตอนเริ่มต้นนั้นเคลื่อนไปในทางที่ถูกต้อง   ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมรอบตัวเราที่ถาโถมเข้ามา แต่เป็นการขับเคลื่อนพลาดจากหัวใจของพระคริสต์ การตอบสนองแบบนี้จะมองกระแสวัฒนธรรมสังคมเป็นศัตรูที่เราจะต้องเอาชนะ แทนที่จะมองว่าคนในสังคมนั้น ๆ จะต้องได้รับความรอด 

ความปรารถนาของเราต้องไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเราเองถูกต้อง หรือเพื่อบังคับผลักดันให้สังคมโลกต้องเปลี่ยนไปตามวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรา แต่เป้าหมายของเราคือแสดงให้ผู้คนได้เห็นและตระหนักรู้ว่า พระคริสต์ทรงเป็นสัจจะความจริงและมีคุณค่าต่อชีวิตของเขา แต่ก็จะเป็นการผิดอย่างมหันต์ถ้าเราต่อต้านเอาแพ้เอาชนะกระแสวัฒนธรรมสังคม เพราะนั่นเป็นการทำให้ผู้คนหลบหนีออกไปจากคริสตจักร ความแตกต่างจากพลังกระแสวัฒนธรรมสังคมไม่ได้หมายความว่า เรามุ่งต่อสู้โจมตีอิทธิพลกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เรามุ่งมองหาทางที่จะช่วยให้คนในสังคมได้พบและรับเอาความรอดในพระเยซูคริสต์  

เราต้องตระหนักว่า โดยสาระข่าวสารของพระกิตติคุณนั้นสวนกระแสวัฒนธรรมสังคมอยู่แล้ว และสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่คนในสังคมอย่างแน่นอน

4. เดินสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม (อยู่ในกระแสวัฒนธรรมสังคมแต่ก้าวย่างตามพระคริสต์)

การสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม หมายถึงการเข้าไปในกระแสวัฒนธรรมสังคมด้วยความเชื่อมั่นคงและมีเมตตาจิต เรายืนมั่นบนสัจธรรมของพระเจ้า ได้รับการหนุนเสริมเพิ่มกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อที่จะส่งต่อขยายความรักของพระคริสต์ให้แก่คนในสังคมโลก ความปรารถนาของเรามิใช่เพื่อเอาชนะพลังของกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เพื่อเป็นการกอบกู้คนในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร เราจะทำอย่างไร และเราทำเช่นนั้นไปทำไม

ทุกดวงใจของคริสตชนควรจะร้อนรนด้วยความปรารถนาให้เป็นที่ถวายพระเกียรติพระเจ้า   เราคริสตชนไม่สามารถที่จะนั่งนิ่งเฉยหรือถอยห่างออกมาในขณะที่พระเจ้ามิได้รับการยกย่องสรรเสริญ และผู้คนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตที่กำลังทำร้ายทำลายตนเอง เราต้องทูลขอต่อพระเจ้าให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักของคนในวัฒนธรรมที่เราอยู่ด้วยนี้ และนี่มิเป็นเพียงความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนชีวิตส่วนตัวของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงทูลขอให้ชีวิตในที่สาธารณะของเราขับเคลื่อนเช่นนั้นในชีวิตประจำวันด้วย

การที่เราตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมนั้น เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของผู้คนในสังคมที่เกิดจากผลกระทบจากอิทธิพลวัฒนธรรมสังคมนั้น ๆ  

ทุกวันนี้ คริสตชน คริสตจักรไทยเลือกตอบสนองอิทธิพลกระแสสังคมแบบไหนมากที่สุดครับ? ทำไมถึงเลือกการตอบสนองแบบนั้นครับ?

แล้วท่านเลือกที่จะตอบสนองอิทธิพลกระแสงสังคมวัฒนธรรมไทยปัจจุบันแบบไหน?   ทำไมท่านถึงเลือกที่จะตอบสนองเช่นนั้นครับ?



05 เมษายน 2564

จะพลิกฟื้นจากความท้อแท้และผิดหวังในชีวิตอย่างไร?

ท่านเคยสิ้นหวัง หรือ หมดหวังในพระเจ้าไหม? ท่านเคยรู้สึกว่าพระเจ้าทำให้ท่านท้อแท้ สิ้นแรง ผิดหวัง  หรือ พระเจ้าทำให้ท่านล้มเหลวหรือไม่?

สาวกสองคนของพระเยซูคริสต์ในศตวรรษแรกที่ถอดใจเดินทางออกจากเยรูซาเล็มกลับไปบ้านเอมมาอูส ท้อแท้สิ้นหวังเพราะผิดหวังที่พระเยซูไม่ได้เป็นพระเมสิยาห์อย่างที่เขาคาดคิด เพราะถูกจับตรึงประหารชีวิตที่กางเขน และนี่คือจุดจบแห่งความหวังของเขา ถึงแม้เขาจะได้ยินข่าวแว่วมาจากบางคนว่า มีคนเห็นพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นจากความตายและปรากฏตัวแก่เขาก็ตาม แต่ตัวเขาเองไม่ได้พบกับการปรากฏตัวของพระเยซูคริสต์ด้วยตนเอง

แต่ระหว่างการเดินทางกลับเอมมาอูส ได้มีชายแปลกหน้าเดินมาร่วมในการเดินทางไปด้วย ในพระคัมภีร์บอกว่าเป็นพระเยซูที่มาร่วมเดินทางกับเขาทั้งสอง แต่เขาทั้งสองกลับจำไม่ได้ว่าเป็นพระองค์

พระเยซูทักทั้งสองว่า “ทำไมท่านทั้งสองจึงดูมีหน้าตาเศร้าหมอง  มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?”

ชายทั้งสองย้อนตอบชายแปลกหน้าว่า ท่านมาจากเยรูซาเล็มไม่ใช่หรือ ท่านไปอยู่ที่ไหนมาที่ไม่รู้เรื่องราวข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในสองสามวันที่ผ่านมาหรือ (ลูกา 24:18)

พระเยซูย้อนถามว่า “เกิดเรื่องอะไรหรือ?” (ข้อ 19) ชายทั้งสองจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่พระเยซูคริสต์ให้ชายแปลกหน้า(พระเยซูคริสต์)ฟัง

พระองค์กล่าวตำหนิเขาทั้งสองว่า “โอ คนโง่เขลาและมีใจเฉื่อยช้าในการเชื่อถ้อยคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้น พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?” (ข้อ 25-26 มตฐ.)

แล้วพระเยซูคริสต์เริ่มอธิบายลำดับเหตุการณ์คำสอนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่บ่งชี้ถึงการสิ้นชีวิตของพระเยซูคริสต์และได้สำเร็จเป็นจริงอย่างที่เกิดขึ้น

จนกระทั่งสิ้นสุดการเดินทาง ทั้งสองกลับมาถึงบ้านของเขา  แขกแปลกหน้า (พระเยซูคริสต์) ดูเหมือนจะเดินทางต่อไป เขาทั้งสองเชิญแขกคนดังกล่าวให้รับประทานอาหารร่วมกับตนก่อน เมื่อรับประทานอาหาร  แขกแปลกหน้า (พระเยซูคริสต์) ได้หยิบขนมปังขึ้นมา ขอบพระคุณพระเจ้า แล้วหักขนมปังแบ่งให้เขาทั้งสอง ทันใดนั้นทั้งสองก็จำได้ว่า คนนี้เป็นพระเยซูคริสต์นี่นา แล้วพระเยซูคริสต์ก็หายไปจากสายตาของเขาทั้งสอง

จากเรื่องราวข้างต้นนี้กระตุ้นเตือนให้เราตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้าจะมีพลังที่จะกอบกู้นำเรากลับมาสู่ชีวิตจิตวิญญาณที่มีพลังแข็งแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และประสบการณ์ที่ผู้เชื่อเคยมีกับพระเยซูคริสต์ที่ผ่านมาก็จะทำให้ผู้เชื่อได้ระลึกถึงพระราชกิจที่พระองค์เคยกระทำในชีวิตของตน และนี่จะเป็นกระบวนการพลิกฟื้นความเชื่อศรัทธาของผู้เชื่อกลับมายืนหยัดมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง  ส่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของสาวกพระคริสต์ทั้งสองคือ...

“ใจเรารุ่มร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสตามทาง และ
เมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟังไม่ใช่หรือ?” 
...
เขาทั้งสองก็ลุกขึ้นในเวลานั้น แล้วกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม
และพบว่าพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมกับพรรคพวก กำลังพูดกันว่า

“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริง ๆ และทรงปรากฏแก่ซีโมน”
สองคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทาง และเรื่องที่เขารู้จักพระองค์โดยการหักขนมปังนั้น (ลูกา 24:32; 33-35 มตฐ.)

เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะนั้นได้หนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตที่จะยืนหยัดมั่นคงขึ้นในพระเจ้าหรือไม่? เมื่อท่านเข้าร่วมพิธีมหาสนิทได้ทำให้ท่านเห็นพระคริสต์และระลึกถึงพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของท่านหรือเปล่า? 

หรือที่ผ่านมาเราทำเป็นพิธีกรรมที่คิดว่าต้องทำเท่านั้น?

 


01 กุมภาพันธ์ 2564

เราจะรับใช้หัวหน้า หรือ เจ้านายที่ยอดแย่อย่างไร?

ทุกวันนี้ เมื่อได้พบผู้คนที่ต้องทำงานในแต่ละวันมักจะได้ยินเสียงบ่นว่า เจ้านาย หรือ หัวหน้างานของเขาที่ต้องทำงานด้วยว่า “เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” “เป็นหัวหน้าที่ยอดห่ว...” จากนั้นก็ตามด้วยความถามยอดฮิตว่า... แล้วจะให้เขาทำงานอย่างไรกับคนแบบนั้น?  

ผมขอประมวลคำแนะนำที่ได้จากประสบการณ์ของคริสตชนหลายท่านที่ให้หลักการรับมือในการทำงานกับ “เจ้านายที่ยอดแย่”  “หัวหน้าที่ยอดห่ว...” เป็น 5 ประการดังนี้

1) มีชีวิตที่ได้รับการทรงเรียกที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็น “แก่นกลาง” (ศูนย์กลาง)

นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตปกติทั่วไป เปาโลกล่าวว่าการงานที่เราทำทั้งสิ้นให้เราทำรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อหัวหน้างานหรือนายจ้างแต่เป็นการทำงานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

“จงรับใช้ด้วยความเต็มใจราวกับกำลังรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เพราะท่านรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นทาสหรือเป็นไท” (เอเฟซัส 6:7-8 อมธ.)

นั่นหมายความว่าในขณะที่เราทำงานใด ๆ เราทำงานด้วยใจจดจ่ออยู่ที่งานที่เราทำและมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็น “แก่นกลาง” ของงานนั้นและในชีวิตของเรา เมื่อเราทำงานเราจะถามตนเองว่า   ทำไมพระเจ้าประสงค์ให้เราทำงานนี้?  

เราจะต้องทำงานนี้อย่างไรที่จะเป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า?
พระองค์ประสงค์ที่จะให้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จเมื่อใด?
พระองค์จะทรงช่วยเราในการทำงานนี้หรือไม่? 
การทำงานนี้จะมีผลให้เกิดการสรรเสริญถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไร?  
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเป็นคริสตชนหมายถึงการที่เรามีชีวิตและทำงานโดยมีพระเจ้าเป็นแก่นกลางในชีวิตและการงาน

2) การทรงเรียกให้เราเป็นคนที่ดีของพระองค์

การมีชีวิตที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลางหมายถึงการที่เราเป็นคนที่ดีและกระทำในสิ่งดี   เปาโลกล่าวว่า “...องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี...”  (ข้อ 8) พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “...พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”  (มัทธิว 5:16 มตฐ.)

3) มีพลังในการทำงานอย่างดีเพื่อหัวหน้า หรือ นายจ้างที่ไม่เห็นอกเห็นใจ

เปาโลประสงค์ที่จะให้กำลังใจแก่คริสตชน ด้วยแรงจูงใจที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นแก่นกลาง ให้ยืนหยัดในการทำดีเพื่อหัวหน้า หรือ นายจ้างของเราแม้เขาจะเป็นคนที่พร่องในความเห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือ เป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง งกแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เอาเปรียบลูกน้องและคนอื่นก็ตาม แล้วเรายังคงทำสิ่งที่ดีในหน้าที่การงานเมื่อเจ้านายไม่สนใจไม่ใส่ใจเรา หรือ ตำหนิต่อว่าร้ายเราได้อย่างไร? เปาโลตอบว่า เลิกคิดเกี่ยวกับเจ้านาย หรือ หัวหน้าของเรา   แต่เริ่มทำงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในงานที่เจ้านาย หรือ หัวหน้ามอบหมายให้เราทำและรับผิดชอบ

4) ให้กำลังใจแก่ตนเองว่า การทำดีจะไร้ประโยชน์ก็หาไม่

ประโยคที่น่าทึ่งที่สุดจากข้อพระคัมภีร์ในตอนที่เราอ่านคือ “เพราะท่านรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ทุกคนที่ทำดี”  เรามิได้ทำดีเพื่อหวังการปูนบำเหน็จจากนายจ้าง หรือ หัวหน้าของเรา แต่การดีทุกอย่างที่เรากระทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนพระเจ้าจะทรงเป็นผู้ปูนบำเหน็จในความดีที่เราทำ และนี่แสดงชี้ชัดว่าทุกสิ่งที่เรากระทำดีไม่ว่าเล็กหรือใหญ่แค่ไหนพระเจ้าใส่ใจและเห็นตลอดเวลา และพระองค์เป็นผู้ตอบแทนการกระทำของเรามิใช่มนุษย์ มิใช่นายจ้าง และ มิใช่หัวหน้า

5) สถานภาพของเราในสังคมโลกนี้จะเป็นเช่นไรก็ตาม จะไม่สามารถกีดกันขัดขวางของประทานตอบแทนจากเบื้องบน

องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานผลตอบแทนในทุกสิ่งดีที่เรากระทำ “ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นทาสหรือเป็นไท” หัวหน้างานหรือเจ้านายของเราอาจจะมองว่าเราไม่ใช่คนสำคัญอะไร “เป็นเพียงแรงงานรับจ้าง” หรือ มองเราอย่างคนด้อยค่าราคาในสายตาของเขา บางครั้งมองข้ามหัวเราเหมือนเราไม่ได้อยู่ที่นั่น อย่าให้การกระทำเหล่านี้ของหัวหน้า หรือ นายจ้างทำให้เรารู้สึกแย่ท้อแท้ แต่เราพึงตระหนักชัดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้และใส่ใจว่าเราอยู่ที่นั่น และรู้ถึงงานรับใช้ต่าง ๆ ที่เรากระทำด้วยความสัตย์ซื่อที่จะไม่ศูนย์เปล่า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



16 ธันวาคม 2562

ข่าวดีปีนี้...องค์กรของเราจะหลุดออกจาก“หล่มโคลนขี้ควาย” ได้อย่างไร!

ท่านครับ...องค์กรของเรากำลังย่ำแช่ติดหล่มใน “หล่มโคลนขี้ควาย” อยู่นะครับ!

เราจะนำองค์กรของเราออกจากการย่ำอยู่ในหล่มโคลนขี้ควายได้อย่างไร? จะต้องมีความจำเป็นในการนำการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไรบ้าง? หรือเราจะต้องนำการเปลี่ยนแปลงองค์กรในเมื่อเรายังไม่ชัดว่าองค์กรของเราจะมุ่งไปสู่ทิศทางไหนหรือเปล่า? หรืออาจจะเพราะบางคนในทีมงานทำงานแบบไม่มีข้อผูกพันหรือผูกมัดกับองค์กร หรือเมื่อผู้ที่ควรจะนำองค์กรกลับไม่มีความชัดเจนในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน หรือองค์กรเผชิญหน้ากับความตกต่ำมาเป็นช่วงเวลายาวนานจนจำไม่ได้ว่า ความสำเร็จนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ หรือ ฯลฯ

ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนองค์กรของเรากำลังตกอยู่ในโคลนตมขี้ควาย แล้วกำลังหาทางที่จะหลุดออกจากการตกแช่อยู่ในหล่มโคลนขี้ควายอย่างไร

Ron Edmondson ได้ให้กระบวนการการหลุดออกจากหล่มโคลนขี้ควายไว้ 7 ประการคือ

1. วิเคราะห์สภาพจริงของน้ำ

น้ำโคลนที่เรายืนอยู่นี้จริง ๆ แล้วมีสภาพเช่นไร? โคลนดินร่วน หรือ โคลนดินเหนียว ยังมีกลิ่นเหม็นเยี่ยวและขี้ควายด้วยใช่ไหม? แล้วใต้โคลนเป็นดินดานที่น้ำยากที่จะซึมลงไปหรือเปล่า? มันทั้งข้นคลัก และลื่นหรือไม่? ยืนไปนาน ๆ จนขาคันเกาจนเป็นแผลใช่ไหม? สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้คือสภาพโคลนตมที่เรายืนจมปลักอยู่

กระบวนการวิเคราะห์สภาพ “น้ำโคลน” ที่เรายืนแช่อยู่อาจจะใช้เวลาเพียงวันเดียว หรือ หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน หรือมากกว่านั้น เราต้องให้เวลากับเรื่องนี้ เราต้องเรียนรู้ความจริงว่าองค์กรของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไรจริง ๆ ในตอนนี้ แล้วคนของเราในองค์กรเป็นอย่างไรบ้าง มีทักษะ ความรู้ที่จะรับมือกับกับสถานการณ์ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ได้หรือไม่?

2. สัตย์ซื่อจริงใจ

“การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสร้างผลกระทบต่อทั้งตัวท่าน และเป็นกระบวนการที่ยาก” แล้วเราจะให้สิ่งนี้เป็นเรื่องเปิดเผยโปร่งใสได้อย่างไร? อาจจะฟังดูเหมือนจะล้ำหน้าไปหน่อย แต่คนในทีมงานรู้ว่าจะมีสิ่งใหม่บางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาอาจจะยังไม่สามารถที่จะยอมรับได้ พวกเขาอาจจะยังไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือพวกเขาอาจจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น ให้เราก้าวไปข้างหน้าและยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น

เราในฐานะผู้นำ เราควรหนุนเสริมให้กำลังใจแก่ทีมงานและคนที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ซึ่งพวกเขารู้แล้วว่ามันกำลังมีปัญหา องค์กรของเรายืนติดในปลักโคลนขี้ควาย พวกเขาเห็นกับตาสัมผัสกับชีวิตประจำวันของเขา ให้เรารับความเป็นจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่ ผู้คนและทีมงานในองค์กรจะไว้วางใจเราในฐานะผู้นำเมื่อเราทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ

3. มองเห็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

เราต้องชัดเจนว่าองค์กรของเราจะมุ่งไปสู่ที่ใด? แล้วเราจะจัดการอย่างไรที่จะหลุดออกจากหล่มตมขี้ควายนี้? แล้วเราจะต้องเตรียมคนของเราให้พร้อมมุ่งหน้าไปสู่ที่ที่เราจะมุ่งไปให้ถึงในด้านใด? แล้วเราเสนอย่างก้าวอะไรและอย่างไรบ้างที่จะไปให้ถึงที่ที่เราจะมุ่งไป? แล้วมีตารางเวลาอะไรบ้างของย่างก้าวดังกล่าว?

ให้ผู้นำแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ที่ท่านมีอยู่ในวันนี้แก่ทีมงาน ทีมงานและผู้คนในองค์กรต้องการมั่นใจว่า ย่างก้าวที่ดีดังกล่าวได้มีการวางแผน เป้าหมายมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผู้คนในองค์กรได้รับการเตรียมพร้อม

4. มีการสื่อสารที่ดี

การสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤติ สับสน และว้าวุ่นเช่นนี้ เมื่อสถานการณ์โดยรอบขององค์กรมีสภาพที่เลวร้าย ผู้คนในองค์กรเกิดความวุ่นวาย สับสน พวกเขาต้องการรู้ชัดเจนว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้น และกำลังจัดการอย่างไรที่จะช่วยให้องค์กรหลุดออกจากโคลนตมขี้ควายนี้

โปรดตระหนักชัดว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งการพูดและการฟัง ทั้งสองเรื่องต้องมีประสิทธิภาพ องค์กรต้องมีสิ่งนี้เสมอ คำเทศนาของศิษยาภิบาลบางครั้งต้องช่วยให้คนในองค์กรมองเห็นวิสัยทัศน์ และ จุดหมายปลายทางที่องค์กรของเราจะมุ่งไปให้ถึง

5. ยืนหยัดให้มั่น

สถานการณ์องค์กรที่จมปลักในโคลนตมขี้ควาย ถ้าใครไม่ยืนหยัดให้มั่นคง คนนั้นอาจจะลื่นล้มลงคลุกในโคลนตมขี้ควายทั้งตัว นอกจากกลิ่นเหม็นแล้ว สิ่งที่ยากลำบากยิ่งคือ การที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันจะลื่น และ ดูดตัวเราในขณะที่พยายามดึงตัวเองให้ยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ในฐานะผู้นำต้องแน่ใจว่า เรายังมีสุขภาพกาย ใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณที่แข็งแรง เพื่อจะสามารถนำผู้คนขับเคลื่อนออกจากโคลนตมขี้ควายดังกล่าว

6. ท้าทายเมื่อจำเป็น

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกลงในสถานการณ์โคลนตมขี้ควายเช่นนี้ จะมีบางคนที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกนี้

ในฐานะผู้นำเราจะต้องท้าทายคนที่ต้องการกวนน้ำโคลนให้ขุ่นข้นเหนี่ยวลื่นยิ่งกว่าเดิม เราอาจจะต้องขจัดคนที่ต้องการอยู่เฉย ๆ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ ในที่สุดเราจะต้องนำคนที่เต็มใจที่จะหยิบพลั่วขึ้นตักโคลนออกจากองค์กร และชะล้างองค์กรจากโคลนขี้ควายนั้นให้ใสสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

7. ชำระรักษาให้น้ำล้อมรอบแห่งสถานการณ์องค์กรใสสะอาดขึ้น

เราในฐานะผู้นำองค์กร จะต้องให้กำลังใจแก่ทีมงานและคนในองค์กรถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นประโยชน์ซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ผู้นำจะเป็นบุคคลที่ผู้คนและทีมงานในองค์กรสามารถพบเห็นเสมอ และแต่ละคนสามารถเข้าถึงผู้นำได้สะดวก ผู้คนในองค์กร ต้องการรู้และมั่นใจว่ามีผู้ที่จะนำในการชำระจัดการให้สถานการณ์โคลนตมขี้ควายกลายเป็นน้ำที่ใสสะอาด และนำองค์กรให้หลุดรอดออกจากโคลนตมดังกล่าวได้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


11 ธันวาคม 2562

ท่านเข้าใจถึงบทบาทของศิษยาภิบาลว่าอย่างไร?

เมื่อผมไปที่คริสตจักรท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันเสาร์ และ อาทิตย์ตอนเช้า เราจะเห็นผู้ปกครอง มัคนายก หรือ ผู้นำเดินไปที่คริสตจักร ผมจะถามว่า  ผู้ปกครอง/มัคนายก จะไปทำอะไรที่ไหน? แล้วก็จะได้ยินว่า...“กำลังจะไปช่วยศิษยาภิบาลทำความสะอาดโบสถ์” “จะไปช่วยศิษยาภิบาลจัดดอกไม้” “จะไปเอารถยนต์ไปรับศิษยาภิบาลออกไปประกาศในอีกหมู่บ้านหนึ่ง”  “จะไปช่วยศิษยาภิบาลนำกลุ่มเล็กในการศึกษาพระคัมภีร์”  ฯลฯ

สรุปคือ หน้าที่หนึ่งของผู้ปกครอง มัคนายก หรือ ผู้นำคริสตจักร มีหน้าที่ช่วยศิษยาภิบาลทำพันธกิจให้สำเร็จ นี่เป็นความเข้าใจถูกต้องหรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกคริสตจักร (และศิษยาภิบาลหลายท่าน) ที่มักจะเข้าใจว่า สมาชิกมีหน้าที่หนุนเสริม ช่วยเหลือให้ศิษยาภิบาลสามารถทำพันธกิจของพระเจ้าให้สำเร็จ ผมขอถามตรงว่า... 

ตามรากฐานของพระวจนะพระเจ้า ใครกันแน่เป็นตัวหลักที่มีหน้าที่ในการทำพันธกิจที่สานต่อจากพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเริ่มต้นไว้?  

แท้จริงแล้วในพระธรรม เอเฟซัส 4:11-13 ได้กล่าวไว้ชัดเจน แต่หลายต่อหลายในคริสตจักรไม่ได้เข้าใจอย่างชัดเจนครบถ้วน ไม่ได้น้อมรับคำสอนนี้เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาที่สำคัญของตน และไม่ได้นำพระวจนะตอนนี้มาปฏิบัติให้เป็นความเชื่อศรัทธาเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของเขา

เมื่อสมาชิกคริสตจักรมิได้ดำเนินชีวิตตามแผนการในพระวจนะของพระเจ้า ผลที่ตามมาคือคริสตจักรเกิดความสับสน ขัดข้อง พบกับอุปสรรค คริสตจักรไม่เจริญเติบโต และสมาชิกคริสตจักรจึงไม่รู้จักหรือมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีและความสำเร็จในการรับใช้พระคริสต์ทั้งในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร และ การทำพันธกิจรับใช้พระคริสต์ในชุมชน พันธกิจในอาชีพการงาน และ พันธกิจในครอบครัวและบ้านใกล้เรือนเคียงของตน

ศิษยาภิบาล และ สมาชิกคริสตจักรในปัจจุบันมีมุมมอง ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “การทำพันธกิจของคริสตจักร” ใน 3 ลักษณะ ดังนี้ (ข้อมูลที่ใช้เขียนบทความนี้ได้จากการพูดคุย สังเกต สัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เมื่อผู้เขียนมีโอกาสลงไปเยี่ยมคริสตจักรท้องถิ่น)

1. คริสตจักรจ้างศิษยาภิบาลมาเพื่อให้มาเป็นผู้ทำพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรท้องถิ่นส่วนใหญ่ในประเทศไทย ทั้งพื้นราบและพื้นที่สูง มักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า คณะธรรมกิจคริสตจักร (เป็นเหมือนนายจ้าง) มีอำนาจเหนือศิษยาภิบาลที่คริสตจักรจ้าง เพราะคณะธรรมกิจมักเข้าใจว่า ตนได้รับเลือกตั้งให้มีอำนาจปกครองและบริหารคริสตจักร? ศิษยาภิบาลจึงกลายเป็นเหมือน “มือปืนรับจ้าง” ทำพันธกิจคริสตจักร?

คณะธรรมกิจคริสตจักรส่วนใหญ่ในมุมมองนี้มักเข้าใจว่า เขาจ้างศิษยาภิบาลมาให้เป็นคนดำเนินการงานพันธกิจในคริสตจักร รับผิดชอบทั้งการเทศนา สอน ศาสนพิธี และ อย่าลืมออกไปเยี่ยมเยียนด้วย รวมทั้งความเรียบร้อยของคริสตจักร พูดชัด ๆ คือ จ้างศิษยาภิบาลมาทำงานต่าง ๆ ของคริสตจักร

จะมีผู้นำ หรือ อาสาสมัครที่ถวายตัวเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาช่วยงานของศิษยาภิบาลในการสอนรวีฯ ในคริสตจักร ผู้นำกลุ่มย่อย ผู้นำการอธิษฐาน คนช่วยผ่านถุงถวายในโบสถ์ คนเล่นดนตรีในการนมัสการพระเจ้า ผู้นำนมัสการ (มีคนมาช่วยในบางงานเท่านั้น)

ดูไปแล้ว ถ้าคริสตจักรทำอย่างที่ว่าข้างบนดูจะเรียบร้อยดี แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นคริสตจักรที่มุ่งสนใจแต่ชีวิตและพันธกิจภายในรั้ว/ในกำแพงโบสถ์เท่านั้น เป็นคริสตจักรที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และคงลำบากที่จะเข็นให้คริสตจักรเช่นนี้ก้าวหน้า

2. คริสตจักรมีสมาชิกถวายตัว/อาสาที่จะช่วยศิษยาภิบาลในการทำพันธกิจ
สมาชิกคริสตจักรเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีสภาพที่ดีกว่าข้อแรกที่ศิษยาภิบาลเป็นเหมือน “มือปืนรับจ้าง” ในการทำพันธกิจคริสตจักรทุกเรื่อง

เราจะเห็นว่า คริสตจักรประเภทสองนี้มีสมาชิกหลายคน หรือ จำนวนมากที่กระตือรือร้นกระโดดเข้ามารับใช้ในพันธกิจหลายด้านในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลเป็นผู้เลี้ยงที่ “กระตุ้นหนุนเสริม” สมาชิก และขอบคุณที่สมาชิกเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของศิษยาภิบาล และในพันธกิจหลายด้านศิษยาภิบาลได้มีการฝึกฝนเสริมสร้างสมาชิกในการทำพันธกิจด้านที่เขาเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในคริสตจักร

แต่ศิษยาภิบาลยังเป็นผู้นำที่รับผิดชอบชีวิตจิตวิญญาณ และ งานพันธกิจทุกด้านในคริสตจักร  และสมาชิกมักมองว่าคนที่ทำให้เกิดชีวิตและพันธกิจที่ขับเคลื่อนไปได้เช่นนี้เพราะการนำของ “ศิษยาภิบาล” (และศิษยาภิบาลหลายคนก็ต้องการเห็นเช่นนี้ด้วย) กล่าวคือ ศิษยาภิบาลยังเป็นตัวหลักในการทำพันธกิจคริสตจักร แต่มีสมาชิกส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยงานศิษยาภิบาลรอบด้าน

คริสตจักรประเภทที่สองนี้มีบรรยากาศที่สร้างสรรค์ เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ แต่อยู่ในอัตราที่เชื่องช้า เพราะทุกพันธกิจยังต้องพึ่งพาศิษยาภิบาล เป็นคริสตจักรที่มีความเป็นมิตร แต่ยังไม่ถึงระดับประเภทที่สาม ที่จะยอมรับรูปแบบคริสตจักรตามพระธรรมเอเฟซัส บทที่ 4

3. ศิษยาภิบาลเสริมหนุนสมาชิกให้เป็นตัวหลักในการทำพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรประเภทที่สามนี้เป็นคริสตจักรบนหลักการรากฐานตามพระธรรมเอเฟซัส 4:11-13   เป็นคริสตจักรที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากหลักคิดและฐานเชื่อในสองประเภทก่อนหน้านี้

ศิษยาภิบาลในคริสตจักรประเภทที่สาม เป็นผู้นำที่ “สั่งสอนเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักร” ให้เป็นตัวหลักในการทำพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกแต่ละคนให้ทำ ตามของประทานที่แต่ละคนได้รับในชีวิตของตน

ศิษยาภิบาลเป็นโค้ช ส่วนสมาชิกทุกคนเป็นผู้นำในด้านจิตวิญญาณที่ช่วยการเสริมสร้างคริสตจักรของพระคริสต์ บรรยากาศในคริสตจักรประเภทที่สามนี้คือ “การสั่งสอนเสริมสร้าง” ที่จะให้สมาชิกทุกคนช่วยกันนำและขับเคลื่อนพันธกิจทุกด้านของคริสตจักร ทั้งพันธกิจในคริสตจักร และ พันธกิจในชุมชน ทุกตำแหน่งที่รับผิดชอบพันธกิจแต่ละอย่างมีสมาชิกที่นำและรับผิดชอบ อีกทั้งสมาชิกรับผิดชอบพันธกิจในชีวิตประจำวันของตนด้วย

ศิษยาภิบาลชื่นชมขอบคุณสมาชิกมิใช่เพราะเขามาช่วยศิษยาภิบาลทำพันธกิจให้สำเร็จ แต่ชื่นชมและขอบคุณสมาชิกที่เข้ามารับใช้ พระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจแผ่นดินของพระเจ้าในโลกนี้ ตามของประทานที่แต่ละคนมี และนี่คือนิมิตของคริสตจักร

คริสตจักรประเภทนี้จะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนรู้สึกสนุกกับการทำพันธกิจในด้านต่าง ๆ และรู้สึกได้ว่าชีวิตของตนได้รับการเติมเต็ม และมีประสบการณ์ตรงในชีวิตกับคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้ามากขึ้น

คริสตจักรของท่านเป็นคริสตจักรประเภทไหนในขณะนี้? ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น? สมาชิกในคริสตจักรของท่านควรได้รับ “การหนุนเสริม” ในเรื่องใดบ้าง เพื่อจะเป็นคริสตจักรที่มุ่งไปสู่พระประสงค์ของพระเจ้า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


29 มกราคม 2559

คริสตจักรจะขึ้นจาก “หล่ม” อย่างไร?

เมื่อผู้นำคริสตจักรพูดถึงความรู้สึกว่าคริสตจักร “ติดหล่ม”   ส่วนใหญ่จะพูดถึงอาการของสิ่งต่อไปนี้
  • สมาชิกคริสตจักรที่มาร่วมมีจำนวนไม่เพิ่มขึ้น
  • จำนวนเงินที่ถวายไม่สมดุลกับจำนวนคนที่เข้ามาร่วมนมัสการ
  • พันธกิจที่คริสตจักรดูเซ็ง ๆ เดิม ๆ น่าเบื่อ หรือ คริสตจักรไม่สามารถเข้าถึงผู้คนอย่างที่คาดหวังไว้

ในภาวะเช่นนี้ผู้นำคริสตจักรมักถามว่า  “เราจะทำอะไรดีที่จะเอาชนะอุปสรรคที่ทำให้คริสตจักรหยุด/ชะงักในการเพิ่มพูน?”  หรือ  “เราจะทำอะไรดีที่จะช่วยให้คริสตจักรมีคนมาร่วมเพิ่มมากขึ้น?”   เป็นการง่ายที่เรามักรีบกระโจนลงไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะอุปสรรคที่มาขวางกั้นการเพิ่มพูนของคริสตจักร เกือบทุกรายที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้  ผู้นำคริสตจักรจะแสวงหาทางที่จะขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นอยู่   แต่หารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นมันเป็นเหมือนการหนีเสือปะจระเข้  พังกำแพงอุปสรรคหนึ่ง แต่กลับไปชนกับอีกกำแพงที่ขวางอยู่ข้างหน้า

ผู้นำคริสตจักรที่ให้ความสำคัญมุ่งเน้นที่จะหาทางเอาชนะอุปสรรคที่ทำให้คริสตจักรไม่เพิ่มพูนเท่านั้น  กำลังหลงทางในการรับมือหรือการจัดการกับปัญหาที่ “คริสตจักรติดหล่ม”  สิ่งที่ผู้นำคริสตจักรควรพิจารณาคือ  เปลี่ยนจากกรอบคิดการมุ่งเน้นที่จะทำให้คริสตจักรเกิดการเพิ่มพูนด้วยแผนระยะสั้นไปสู่การให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ทีมงานอภิบาล และ สมาชิกคริสตจักร  ซึ่งเป็นแผนระยะยาว

การมุ่งเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งของคริสตจักร กับ การสร้างให้คริสตจักรเติบโตเพิ่มพูนต่างกันอย่างไร?

การมุ่งเน้นในการสร้างให้คริสตจักรเติบโตเพิ่มพูน  มักเป็นการที่คิดว่า “คริสตจักรจะทำอะไรดี?”  มากกว่าที่จะคิดพิจารณาว่า “คริสตจักรมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร?”  ซึ่งคริสตจักรส่วนใหญ่ที่คิดในทำนองนี้ แต่การคิดพิจารณาแบบนี้มักไม่ช่วยให้คริสตจักรสามารถจัดการให้ทะลุทะลวงอุปสรรคปัญหาความน่าเบื่อหน่ายได้  

แต่คริสตจักรต้องมาใส่ใจถึงวิถีการกระทำหรือวิถีวัฒนธรรมของคริสตจักร ที่ทำซ้ำซากย่ำอยู่กับที่   และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคริสตจักรไม่มีความคิดร่วมที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก 

การที่คริสตจักรจะเอาชนะปัญหา “คริสตจักร เซ็ง น่าเบื่อหน่าย  ไม่มีชีวิตชีวา”  มิใช่การมุ่งมองว่าจะทำอะไรที่จะทำให้คริสตจักรเพิ่มพูนขึ้น แต่ต้องกลับมาใส่ใจมองหาว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้คริสตจักรเข็มแข็งขึ้น   จึงมิใช่การแสวงหาว่าจะทำอะไรดี แต่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของคริสตจักรด้วยการใส่ใจเสริมสร้างสมาชิกและทีมงานอภิบาล ให้การขยับขับเคลื่อนที่จะดันให้คริสตจักรขึ้นจากหล่มแห่งความแสนเซ็งน่าเบื่อหน่ายนั้น

7 วิธีที่ผู้นำจะช่วยคริสตจักรขึ้นจากหล่ม ด้วยการเปลี่ยนมุมมองที่มุ่งเน้นให้คริสตจักรเพิ่มพูนไปเป็นคริสตจักรที่เข้มแข็ง
  1. ประเมินวิถีวัฒนธรรมในคริสตจักร หรือ การทำพันธกิจของเรา   เป็นการง่ายหรือความเคยชินอย่างมากที่เราจะมุ่งเน้นไปมุ่งมองเป้าหมายการทำพันธกิจ ที่คิดว่าจะทำให้เกิดการเติบโตเพิ่มพูนสมาชิกคริสตจักร แท้ที่จริงเป้าหมายมิใช่ว่าจะทำอย่างไรให้มีคนเพิ่มขึ้น แต่ควรใส่ใจวิถีวัฒนธรรม วิธีการทำพันธกิจของเรามากกว่า เราต้องเจาะลึกลงในวิถีวิสัยการทำพันธกิจในคริสตจักรของเรา
  2. เราต้องตรงไปตรงมา ในฐานะผู้นำ การเป็นคนเปิดเผย ปราศจากอคติเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการที่เราจะก้าวข้ามมุ่งขับเคลื่อนทะลุอุปสรรคที่ขวางกั้นพันธกิจที่เรากำลังทำ  เราและทีมงานของเราต้องมีความสัมพันธ์แบบเปิดเผยตรงไปตรงมาในการสื่อสารในทีมงานอภิบาลคริสตจักร และ ในการทำงานร่วมกันทีมงานนั้น
  3. สร้างบรรยากาศที่รู้สึกปลอดภัย  ในฐานะที่เราเป็นผู้นำ เป็นการง่ายที่เราจะพยายามยัดเยียดความคิด หรือ ทิศทางในการที่จะออกจากการติดหล่มแก่ทีมงานของเรา   อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ล้อมรอบเราแต่ละคนมักจะเป็นคนหนึ่งที่มีความคิดที่ดีเยี่ยม แทนที่เราพยายามรีบเร่งจะหาข้อสรุปที่ดีสำหรับปัญหาที่เรากำลังพบ เราจะต้องเสริมสร้างบรรยากาศที่ทีมงานของเรารู้สึกปลอดภัยที่จะเสนอความคิดเห็น  กระบวนการที่ท้าทาย และการยอมรับความล้มเหลว
  4. ตั้งคำถามที่ถูกต้อง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มิใช่ผู้นำที่รู้สารพัดคำตอบ  แต่เป็นผู้นำที่สามารถตั้งคำถามที่ถูกต้อง เมื่อเราตั้งคำถามที่ถูกต้อง เราก็จะได้คำตอบที่สามารถเจาะทะลุเข้าถึงคำตอบที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น
  5. ยอมรับความจริงเที่ยงแท้ และ โปร่งใส   บ่อยครั้งที่ผู้นำคริสตจักรที่ “ติดหล่ม” มักจะนำคริสตจักรบนจุดยืนที่มิใช่บริบท หรือ สถานการณ์ที่กำลังติดหล่มนั้น   ตัวเขาอาจจะมีความคิดว่าจะนำทีมงาน/คริสตจักรอย่างไร    อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่สำคัญคือการยอมรับความจริงถึงความอ่อนแอที่เรากำลังเป็นอยู่ด้วยกันในคริสตจักร   ถ้าเรายอมรับถึงความอ่อนแอที่เรากำลังเป็นอยู่ขณะติดหล่มแล้ว  ก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะแยกแยะลงไปว่าเราจะแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร   จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับความจริงที่เรากำลังเผชิญหน้า  แล้วหาเพื่อนกลุ่มเล็กที่เราไว้วางใจและสามารถแบ่งปันกับเขาอย่างเปิดเผยด้วยความโปร่งใส ไม่มีสิ่งใดเคลือบแฝงซ่อนเร้นข้างหลัง
  6. หนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนในทีมงานของเรา   ถ้าเราต้องการให้คริสตจักรมีความเข้มแข็งและเกิดผลที่แท้จริง  เราจะต้องเป็นผู้นำที่หนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนในทีงานของเรา มิใช้ใช้เขาเป็นคนขับเคลื่อนงานพันธกิจตามสั่งเท่านั้น นั่นหมายความว่า เราจะต้องทุ่มเทในการพัฒนาทีมงานของเรา และต้องร่วมกับทีมงานบ่มเพาะ หล่อหลอมและหนุนเสริมสมาชิกแต่ละคนให้เข้มแข็งด้วย  
  7. หาจุดเริ่มและย่างก้าวที่เหมาะสมในสถานการณ์ของเรา บางครั้งจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราจะนำคริสตจักร “หลุดออกจากหล่ม” ที่กำลังติดแหงกอยู่ ด้วยการเริ่มที่จะทำให้ตนเองหลุดออกจากการติดหล่มนั้นก่อน   ช่วงนี้เป็นเวลาที่สำคัญมากที่จะต้องทุ่มเทในการคิด วิเคราะห์ ใคร่ครวญ  ในการอ่าน และการเขียนสิ่งที่คิดที่อ่านออกมาให้เห็นเป็นกระบวนการ หรือเชื่อมสัมพันธ์สิ่งที่พบและเข้าใจ ให้ความใส่ใจอย่างมากในการที่เราจะเรียนรู้จากบุคคลอื่น รวมทั้งเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานร่วมทีมของเรา สมาชิกที่เรานำด้วย  ในที่นี้จำเป็นต้องฟังสมาชิกคริสตจักรอย่างใส่ใจ


ในปี ค.ศ. 2016  ผมหวังว่าคริสตจักรจะเลือกที่จะเสริมสร้างให้คริสตจักรเข้มแข็ง  ซึ่งเมื่อสมาชิกเข้มแข็ง  คริสตจักรก็จะเข้มแข็ง ถ้าเราเริ่มกระบวนการเสริมสร้าง “ความเข้มแข็งของคริสตจักร”  เราก็จะพบว่า
คริสตจักรก็จะเกิดผล  และ การเติบโตเพิ่มพูนของคริสตจักรก็จะตามมา  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 มกราคม 2559

ท่านจะตัดสินใจเลือกอย่างไร?...

ถ้าแผนการของพระเจ้าสำหรับท่านมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก?

เมื่อมีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ และ ผู้ใหญ่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายในชีวิต   ดูเหมือนคริสตชนในยุคนี้กำลังสับสน  ลำบากใจกับเสรีภาพที่ตนได้รับ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือก...เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกเรียนในคณะ/วิชาไหนดี?   จบแล้วยังต้องเลือกการงาน/อาชีพ  ฉันจะเลือกงานที่ไม่รู้สึกว่าสอดคล้องกับการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตฉันอย่างไรดี?  ฉันจะเลือกอย่างไรดีกับงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา?    ฉันจะเลือกงานนี้ดีไหมที่เขาให้เงินเดือนต่ำกว่าวุฒิ?    ฉันจะเลือกอย่างไรกับสิ่งที่ฉันรู้สึกว่ามันไม่สอดคล้องกับระบบคุณค่าที่ฉันมีอยู่?  

ผู้คนเหล่านี้กำลังบอกกับตนเองว่า  เขาต้องเผชิญหน้ากับการใช้เสรีภาพในการเลือก   การเลือกที่มีอะไรให้เลือกมากมาย  มากกว่าหนึ่งทางเลือก   หรือทางเลือกที่ไม่ตรงกับใจต้องการ   แต่เขาบอกกับตนเองและบอกกับพระเจ้าว่า เขาต้องการเลือกก้าวต่อไปในชีวิตของเขาที่เป็นตาม “น้ำพระทัยของพระเจ้า”   แล้วถ้าเป็นตัวท่านล่ะท่านจะเลือกอย่างไรดี?

บางครั้งพระเจ้าเปิดทางเลือกสำหรับเราที่จะกระทำตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์มากกว่าหนึ่งทาง...แล้วท่านคิดอย่างไร?  และจะจัดการอย่างไรกับการที่ต้องเลือกทางหนึ่งทางใดที่พระเจ้าทรงประทานให้  มากกว่าหนึ่งทาง?   หรือเราจะโยนกลับไปให้พระเจ้าใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่เราเรียกว่า “พระเมตตา” ให้พระเจ้าช่วยเลือกแทนเราเช่นนั้นหรือ?   เรากลัว   เราไม่อยากเสี่ยงที่จะต้อง “เลือกผิด”   หรือบางท่านก็จะอธิษฐานขอพระเจ้า ทรงเปิดเผยว่าควรจะเลือกทางเลือกไหนที่ดีที่สุด   แต่ผมเชื่อว่าทุกทางเลือกที่พระเจ้าประทานให้เราเลือกนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งสิ้น  

นี่เป็นเรื่องของมุมมองที่แตกต่าง   คือเราคิดและคาดหวังว่า  ทางเลือกที่พระเจ้าให้กับเรามีเพียงทางเลือกเดียวที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด  สมบูรณ์ที่สุด   แล้วเราจะต้องเลือกข้อ (ก.)   (ข.)  (ค.)  หรือ  (ง.)  อย่างที่เรามีประสบการณ์และเราทำกันเสมอในห้องสอบ  แต่ในความเชื่อของคริสตชน   พระเจ้ามิได้เปิดทางเลือกที่ถูกต้องเพียงทางเลือกเดียวแก่เราแต่ละคนเสมอไป   แต่พระเจ้าประทานทางเลือกหลากหลายทางที่เหมาะสม  ถูกต้อง  สมบูรณ์ในแต่ละทางเลือกให้เรา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ในชีวิตการเลือกของคริสตชนแต่ละคนคือ   เราไม่อยากเสี่ยง เรากลัวว่าเราจะเลือกผิด  อย่าให้ความกลัวของคริสตชนในประเด็นนี้ที่กลายเป็นตัวบีบครอบจำกัดความเชื่อและการไว้วางใจในพระเจ้าของเราต้อง “อ่อนแรงลง”   การที่ความเชื่อศรัทธาของเราแต่ละคนจะเข้มแข็งและเติบโตขึ้นก็ต่อเมื่อเราต้องใช้ความเชื่อของเราให้มากขึ้น ๆ   เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจเลือกด้วยความเชื่อและไว้วางใจและด้วยจิตภาวนาอธิษฐานว่า   พระเจ้าจะเป็นผู้ที่จะควบคุมกระบวนการในทางที่เราเลือกให้เกิดผลดีตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา   พระธรรมสุภาษิต 3:5-6 บอกกับเราว่า เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้ว   เราต้องเชื่อและวางใจในการทรงนำ  ในพระปัญญา  ในพระกำลังที่จะทรงนำบนเส้นทางที่เราเลือกที่จะเป็นไปและบรรลุสำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตอย่างไร
5จง​วาง​ใจ​ใน​พระ​ยาห์​เวห์​ด้วย​สุด​ใจ​ของ​เจ้า  และ​อย่า​พึ่ง​พา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตน​เอง
 6จง​ยอม​รับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า แล้ว​พระ​องค์​เอง​จะ​ทรง​ทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบ​รื่น
นั่นหมายความว่า   คริสตชนจะต้องเลือก   เลือกด้วยความตระหนักชัดว่า   ในแต่ละทางเลือกที่พระเจ้าประทานแก่เราพระองค์มีย่างก้าวขั้นตอนที่นำชีวิตของเราไปสู่พระประสงค์ของพระองค์   นั่นต้องระวังไม่คิดว่าเมื่อตนตัดสินใจเลือกแล้ว   ตนจะพึ่งแต่ความสามารถและกำลังของตนเองได้   แต่เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้ว เส้นทางต่อไปนี้ที่ต้องก้าวเดินไปนั้น   เป็นเส้นทางแห่งความเชื่อ  ไว้วางใจ  ยอมตัวที่จะเดินไปตามวิถีและวิธี  ตามการทรงนำของพระองค์   กล่าวคือ เราต้องเลือกที่จะเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าบนเส้นทางชีวิตใดเส้นทางหนึ่ง

อย่ามีความคิดที่จะจำกัดพระเจ้าว่า มีทางเลือกทางเดียวสำหรับชีวิตของเราเท่านั้น   และโลกของพระบิดามิใช่ที่เราจะต้องเลือกสีขาวหรือสีดำเท่านั้น   แต่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยคิดและเข้าใจ   พระเจ้าทรงอยู่ในทุกแผนการที่เราตัดสินใจเลือก   เมื่อเราเลือกแล้วพระองค์จะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราบนเส้นทางที่เราเลือกนั้น   และบนเส้นทางจาริกนี้ถ้าใครที่เชื่อ และ ไว้วางใจ  แสวงหาพระราชกิจที่ทรงกระทำบนเส้นทางนี้ในชีวิตของตน   คน ๆ นั้นจะจะมีความเชื่อศรัทธาที่เติบโตและแข็งแรงขึ้น   เพราะเขาได้เห็นได้สัมผัสกับพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขาทุกวันในชีวิตประจำวัน

ตราบใดที่เรายังปรารถนาที่จะตัดสินใจให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า   จะไม่มีการตัดสินใจใดที่ท่านตัดสินใจที่เลวร้ายสุด ๆ  หรือไม่มีการตัดสินใจที่ดียอดเยี่ยมเลิศเลอกว่า    ทุกการตัดสินใจต้องเผชิญหน้ากับ “การเสี่ยง”  เพราะไม่มีการตัดสินใจใดที่เป็นการตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบ   ในทุกความเชื่อศรัทธาย่อมเป็นการเสี่ยง   เพราะในทุกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็มีปัจจัยที่จะประสบกับความล้มเหลวด้วยเช่นกัน   ดังนั้น ในเมื่อไม่มีการตัดสินใจเลือกที่ถูกต้องสมบูรณ์   แล้วเราจะให้ความกลัวในการตัดสินใจเลือกมาทำให้เราต้องหยุดชะงักในการตัดสินใจเลือกที่เราเห็นว่าดี ว่าควร  ในเวลานั้นทำไม?

ในสภาพการณ์จริงในชีวิตของเราไม่มีงานที่ดีสมบูรณ์สำหรับเรา  แล้วก็ไม่มีโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบ   ไม่มีคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบดีเลิศ   ไม่มีพันธกิจที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์สำหรับเรา  ไม่มีคริสตจักรที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ   ไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่ใช้เลี้ยงดูบุตรหลานของเราได้อย่างดีเยี่ยม   แล้วก็ไม่มีบ้านหลังใดหลังหนึ่งที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์   ไม่มีเส้นทางชีวิตแบบใดแบบหนึ่งที่เยี่ยมยอดสมบูรณ์แบบที่สุด   และก็ไม่มีการตัดสินใจเลือกที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์ที่สุดด้วย!

ขอย้ำว่า  ไม่มีการตัดสินใจเลือกใดที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ  มีแต่การที่เราจะยอมอย่างสิ้นเชิงให้พระเจ้าทรงนำ  และกระทำพระราชกิจของพระองค์บนเส้นทางชีวิตที่เราตัดสินใจเลือกอย่างเต็มร้อย    เมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งหนึ่งสิ่งใด เส้นทางหนึ่งเส้นทางใดในชีวิตแล้ว  เราจะไม่เดินบนเส้นทางที่เราเลือกนั้นด้วยความกลัวที่มาครอบงำในการดำเนินชีวิตของเรา   แต่รู้ตระหนักชัดว่า เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้วพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์บนเส้นทางที่เราตัดสินใจเลือกนั้นเคียงข้างไปกับเรา   เพื่อทำให้การตัดสินใจเลือกของเราเกิดสิ่งดีแก่เราในชีวิตและส่งผลดีผ่านชีวิตของเราไปยังคนอื่นด้วย

ในพระธรรมโรม บทที่ 8 เตือนเราว่า   มิเพียงแต่ที่เราได้ถูกสร้างขึ้นและทรงเรียกให้มีชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น   แต่ในชีวิตประจำวันของเรา องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงแทรกและเสริม-หนุนเนื่องเราในการดำเนินชีวิตถ้าเราทูลขอการทรงนำ และ รับพระกำลังให้เป็นกำลังของเราจนพบกับพระประสงค์ของพระเจ้าบนเส้นทางชีวิตที่เราเลือกนั้น

ในเวลาเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงช่วยหนุนเสริมเมื่อเราอ่อนแอในชีวิต   ถึงแม้เราสิ้นแรงหมดกำลังทั้งกายและใจจนไม่รู้ว่าจะทูลอธิษฐานเช่นไร  หรือ อธิษฐานคร่ำครวญไม่เป็นคำ   แต่องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเป็นผู้ทูลอธิษฐานแทนเรา   แต่เรารู้และมั่นใจว่า  ในทุกสิ่งที่เราเผชิญในชีวิตประจำวัน พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของผู้ที่รักพระองค์   ตามพระประสงค์แห่งการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของคน ๆ นั้น (โรม 8:26-28)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 พฤศจิกายน 2558

พระเจ้าทรงหล่อหลอมภาวะผู้นำในชีวิตท่านอย่างไร?

14เมื่อ​โลท​จาก​อับ​ราม​ไป​แล้ว พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​แก่​อับ​ราม​ว่า จง​เงย​หน้า​ดู​สถาน​ที่​ตั้ง​แต่​เจ้า​อยู่​นี้​ไป​ทาง​ทิศ​เหนือ ทิศ​ใต้ ทิศ​ตะวัน​ออก และ​ทิศ​ตะวัน​ตก 15เพราะ​ดิน​แดน​ทั้ง​หมด​ที่​เจ้า​แล​เห็น​นี้ เรา​จะ​ยก​ให้​เจ้า​และ​เชื้อ​สาย​ของ​เจ้า​ตลอด​นิรันดร์ (ปฐมกาล 13:14-15 มตฐ.)

พระเจ้าทรงหล่อหลอม เสริมสร้างภาวะผู้นำในตัวของเราแต่ละคนด้วยหลากหลายแนวทาง   บางครั้งพระองค์ทรงเสริมสร้างภาวะผู้นำในชีวิตของเราผ่านพระวจนะและการทรงกระทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์   บางครั้งทรงเสริมสร้างเราผ่านงานที่ท้าทาย หรือ ผ่านการที่เราร่วมด้วยช่วยกันในการทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใด   บางครั้งทรงหล่อหลอมเราผ่านการทนทุกข์ยากลำบาก  และบางครั้งผ่านความสุขและพระพร  

พระเจ้าทรงหล่อหลอมความคิดของเรา  เสริมแต่งจิตใจของเรา  และหนุนเสริมพฤติกรรมแสดงออกในแต่ละวันของเราให้มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งชัดเจนขึ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตแต่ละวันของเรา   ทั้งนี้เพื่อให้เราได้ใช้ภาวะผู้นำของเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวันเป็นพระพรแก่คนรอบข้าง  และเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์

เราได้เรียนรู้ก่อนหน้านี้จากปฐมกาลบทที่ 12 และ 13 แล้วว่า    พระเจ้าทรงปรับเปลี่ยน หล่อหลอม  และเสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามใหม่   จากผู้นำที่เห็นแก่ตัว  คิดแต่ผลประโยชน์และความอยู่รอดปลอดภัยของตนเองเท่านั้น   โดยไม่ห่วงหาอาทรว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบเช่นไร  แม้คนใกล้ชิดที่สุดอย่างซาราย   แต่พระเจ้าทรงสร้างภาวะผู้นำในตัวอับรามขึ้นใหม่   ให้เป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยจิตใจเมตตา และ เชื่อศรัทธาไว้วางใจในพระเจ้า   พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกในรายละเอียดว่าพระองค์ทรงหล่อหลอมเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำของอับรามอย่างไร   แต่เราเห็นว่า   ในช่วงวิกฤติที่ซารายต้องได้รับผลกระทบจากภาวะผู้นำที่เห็นแก่ตัวของตน   เขาได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงกอบกู้ให้ซารายรอดพ้นจากภัยเนื่องจากความเห็นแก่ตัวของเขา   ด้วยพระคุณที่เขาได้สัมผัสในความรักเมตตานี่เอง   อับรามเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

เพราะความสำนึกในพระคุณเมตตาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเขาและซารายนี่เอง   เสริมสร้างความไว้วางใจในพระเจ้าของอับรามที่มั่นคงและหนักแน่นยิ่งขึ้น   ยิ่งกว่านั้น เขาได้เริ่มเรียนรู้รูปแบบภาวะผู้นำจากแบบอย่างของพระเจ้าที่ทรงเมตตาด้วยจิตใจที่กว้างขวาง   สิ่งนี้ได้แสดงผลออกมาเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของอับราม   เมื่อเขาจะต้องตัดสินใจแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของตนกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลทหลานชาย

ด้วยการมีภาวะผู้นำที่ไว้วางใจในพระเจ้า   ทำให้อับรามสามารถแก้ความขัดแย้งบนฐานความรักเมตตาจากแบบอย่างของพระเจ้าที่ตนได้เรียนรู้   อับราฮามสามารถทำการแก้ไขความขัดแย้งด้วยความเมตตาและจิตใจกว้างขวาง   ให้โลทเลือกผืนแผ่นดิน  ทุ่งหญ้า  และสายน้ำตามที่ตนต้องการ   และโลทก็เลือกเอาภูมิประเทศในส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้น   และด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า อับรามก็รับเอาส่วนผืนที่ดินที่เหลือสำหรับตน

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้   พระเจ้าทรงหล่อหลอมเสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามให้มั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น   พระเจ้าทรงยืนหยัดย้ำเตือนความมั่นใจของอับรามว่า   การแสดงออกถึงภาวะผู้นำของอับรามต่อโลทนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  และที่สำคัญคือทรงสำแดงให้เห็นชัดว่า การกระทำเช่นนี้สอดคล้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า   พระเจ้าทรงย้ำเตือนเรื่องนี้ด้วยการทรงอวยพระพรเพิ่มพูนมากขึ้นกว่าพระพรที่ทรงให้ในปฐมกาลบทที่ 12 ว่า “จง​เงย​หน้า​ดู​สถาน​ที่​ตั้ง​แต่​เจ้า​อยู่​นี้​ไป​ทาง​ทิศ​เหนือ ทิศ​ใต้ ทิศ​ตะวัน​ออก และ​ทิศ​ตะวัน​ตก 15 เพราะ​ดิน​แดน​ทั้ง​หมด​ที่​เจ้า​แล​เห็น​นี้ เรา​จะ​ยก​ให้​เจ้า​และ​เชื้อ​สาย​ของ​เจ้า​ตลอด​นิรันดร์” (13:14-15)

ภาวะผู้นำที่มีใจเมตตากว้างขวางและเสียสละ  ก็คือภาวะผู้นำที่เป็นผู้รับใช้อย่างพระคริสต์   แต่ใครก็ตามที่จะมีภาวะผู้นำเช่นนี้ได้   รากฐานสำคัญที่จะต้องมีและหยั่งรากลงลึกในชีวิตของคนนั้นก่อนคือ   การไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดชีวิตของตน   เพราะการที่เราจะมีความไว้วางใจในพระเจ้าเช่นนี้ได้นั้น   เราจะต้องสัมผัสกับพระคุณความรักเมตตาของพระคริสต์ที่ไร้เงื่อนไขขอบเขตที่มีในชีวิตของเราก่อน   เราถึงจะสามารถสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์   ด้วยความสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์เช่นนี้ต่างหากที่เสริมสร้างเราให้มีภาวะผู้นำที่ถ่อมตนยอมรับใช้คนอื่น   ยอมรักเมตตาและเสียสละเพื่อคนอื่น   

จากเรื่องที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามขึ้นใหม่นี้   เราได้เรียนรู้อะไรบ้างว่า พระเจ้าทรงปรับ เปลี่ยน เติม แต่ง และสร้างภาวะผู้นำของเราขึ้นใหม่อย่างไร?   พระเจ้าทรงสำแดงถึงความรักเมตตาต่อชีวิตของเรา   ทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรที่จะได้รับความรักเมตตานั้น   อย่างเช่นที่พระองค์ทรงเมตตาต่ออับรามที่เป็นคนเห็นแก่ตัวสิ้นดี   แต่ด้วยการสำแดงความรักเมตตาที่เป็น “พระคุณ” ของพระเจ้าต่อชีวิตของอับรามนี้เอง   ที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของอับราม   ทำให้อับรามเกิดความสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระเจ้า   นอกจากทรงช่วยกอบกู้ซารายภรรยาของตนแล้ว   เขายังได้รับทรัพย์สมบัติมากมายจากฟาโรห์   ซึ่งเป็นพระคุณของพระเจ้าที่อับรามไม่สมควรจะได้รับเลย   ด้วยเหตุนี้จึงเสริมสร้างให้อับรามไว้วางใจในพระเจ้าอย่างสุดชีวิตของเขา   ในที่นี้ขอเน้นว่า  ความไว้วางใจที่คนเรามีต่อพระเจ้าจึงเป็นของประทานจากพระองค์   เพราะพระเจ้าทรงมีพระคุณในชีวิตของเรา   จึงทำให้เรากล้าที่จะไว้วางใจในพระองค์    ดังนั้น การไว้วางใจในพระเจ้าจึงมิใช่เป็นความดีของเราเอง  ไม่ใช่เพราะเรายอมสละไว้วางใจพระเจ้าเลย  

ด้วยความรักเมตตาของพระเจ้าที่เป็นพระคุณของพระองค์ที่มีต่อชีวิตของเราแต่ละคน   เราจึงไว้วางใจพระเจ้า   และเพราะเราไว้วางใจในพระเจ้า   เราจึงกล้าที่จะรักเมตตาเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ด้วยใจกว้างขวาง   เพราะเราสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระเจ้า

ถามจริง ๆ เถอะ   พระเจ้าทรงมีพระคุณเมตตาต่อชีวิตของท่านถึงขนาดที่ท่านสำนึกใน “พระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์” หรือไม่?   และเพราะพระคุณซ้อนพระคุณดังกล่าวในชีวิตของท่านทำให้ท่านไว้วางใจพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขหรือไม่?   คำตอบคงต้องไปดูว่า  วันนี้ท่านจะมีภาวะผู้นำที่รักเมตตาและเสียสละ  ด้วยใจกว้างขวางแก่คนรอบข้างที่ท่านพบและเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

22 กรกฎาคม 2558

รู้เท่าทันและหลบหลีกหลุมพรางชีวิตอย่างไร?

พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับย่างก้าวของข้าพระองค์
เป็นแสงสว่างส่องทางของข้าพระองค์
(สดุดี 119:105 อมต.)

ก่อนที่จะถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988  โทรทัศน์ในอเมริกาได้ออกอากาศถึงกีฬาที่โดดเด่นในโอลิมปิกครั้งนั้น คือ กีฬาสกีของคนพิการทางสายตา   ซึ่งเป็นการเล่นสกีคู่   โดยผู้เล่นคนหนึ่งจะสามารถมองเห็นและเป็นคนบอกว่าจะต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา   และทั้งสองต้องฝึกซ้อมในการเลี้ยวซ้ายหรือขวาด้วยกัน   โดยเมื่อไปสกีบนลู่สกี  นักสกีที่มองเห็นจะต้องเป็นคนตะโกนบอกว่าให้เลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยแค่ไหน   เพื่อนักสกีที่พิการทางสายตาจะรู้ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือขวามากน้อยอย่างไร

คำบอกซ้ายขวาของคู่นักสกีเป็นเครื่องบอกทาง หรือ ชี้ทางสำหรับคู่นักสกีที่พิการทางสายตาให้รู้ว่าควรลดเลี้ยวไปทางไหนจนนักสกีทั้งสองสามารถที่ไปถึงเส้นชัยได้   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องฟังคำบอกชี้ทางของเพื่อนคู่สกีอย่างจริงจังเพื่อจะรู้ว่าจะสกีไปทางไหน   นักสกีที่พิการทางสายตาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะเชื่อคู่สกีของตนด้วยความไว้วางใจอย่างไร้เงื่อนไขเพื่อให้ถึงเส้นชัย   หรือไม่ก็ต้องเลือกทำอย่างอื่นในสิ่งที่ตนไม่รู้ไม่เห็นที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะในการแข่งขันนั้น

ชีวิตคริสตชนก็เป็นเฉกเช่นนั้น   บ่อยครั้งนักที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ “มืดแปดด้าน”  มองไม่เห็นความจริงและทางออก   แต่เมื่อเราต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน   พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นเครื่องชี้บอกทางแก่เราไปทีละก้าว ทีละขั้นตอน   เราจะค่อย ๆ เห็นทางออกทีละก้าวแม้ชีวิตจะตกอยู่ท่ามกลางภาวะยุ่งยากซับซ้อนและมีความสับสนมากเพียงใดก็ตาม   เราสามารถวางใจอย่างสิ้นสุดความคิดและจิตใจในพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นสัจจะแห่งชีวิตและเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิตของเรา

ถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต   จงวางใจและกล้าที่จะทำตามพระวจนะของพระเจ้า   อ่าน ใคร่ครวญพระวจนะทุกวันเพื่อจะพบกับสัจจะที่จะนำทางชีวิตของเราในแต่ละวัน   และจงให้พระวจนะเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตของเราแต่ละวัน   เพื่อเราจะเห็นทางเดินไม่สะดุดล้ม   แม้ในเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับกับดัก หรือ หุบเหวก็ตาม   เพราะสัจจะของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างช่วยให้เราสามารถมองเห็นสิ่งกีดขวาง และ หลุมพรางที่อยู่ข้างหน้า  ที่เราต้องเผชิญกับมัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

12 พฤษภาคม 2558

ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไรถึงมีคุณค่า?

ขอ​ทรง​สอน​ข้า​พระ​องค์​ทั้ง​หลาย​ให้​นับ​วัน​(ที่มีจำกัด)ของ​ตน
เพื่อ​พวก​ข้า​พระ​องค์​จะ​มี​จิต​ใจ​ที่​มี​ปัญญา(เพิ่มพูน) 
(สดุดี 90:12 มตฐ. ในวงเล็บผู้เขียนขยายความ)

สมัยครั้งเมื่อผมทำงานวิจัยเรื่องส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือนในชุมชน   เราได้ขอให้ทุกครัวเรือนบันทึกรายละเอียดรายรับ รายจ่าย และรายจ่ายหนี้สิน (เช่น รายการเงินผ่อน) ที่เราต้องรับผิดชอบในทุกเดือน   นอกจากจะทำให้เจ้าตัว และ คณะทำงานได้เห็นถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจในครัวเรือนแล้ว   ยังเป็นสิ่งท้าทายที่ชวนให้ชาวบ้านกลับมาคิดและวางแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจในครัวเรือนของตนใหม่   ตลอดจนการลงทุนทำอาชีพที่กำลังทำอยู่ด้วย

แต่เมื่อเรากำลังศึกษาเรื่องรายรับ-รายจ่ายครัวเรือนในหมู่บ้านหนึ่ง   พ่อหลวงของหมู่บ้านนั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า  “ถ้าเราลองพิจารณาดูรายการรับจ่ายของแต่ละบ้านแล้ว   เราบอกได้เลยว่า พ่อบ้านแม่บ้านในครัวเรือนนั้นเป็นคนที่มีนิสัย ในชีวิตประจำในอย่างไร...”

ใช่สินะ   รายการรับจ่ายสามารถบอกถึงนิสัยใจคอของเราได้อย่างดีว่าเจ้าของรายการรับจ่ายเป็นคนเช่นไร   แต่ถ้าลองให้เราทบทวนความจำและเขียนลำดับรายการที่เราทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่ามีอะไรบ้างแล้ว   จะแสดงให้เราเห็นถึง “ระบบคุณค่า” ได้อย่างชัดเจนในชีวิตของเจ้าของรายการสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น

ผู้ประพันธ์สดุดีข้างต้นได้ขอพระเจ้าทรงสอนให้ตนเองรู้จักที่จะ “นับ” วันเวลาชีวิตที่มีจำกัดของตน   ซึ่งเป็นวันเวลาที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคน   ที่มีจุดเริ่มต้นและวาระสิ้นสุด    เพื่อที่จะพินิจพิจารณาใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ดูว่า   เราได้ทำอะไรบ้าง ก่อน-หลัง,  มาก-น้อยแค่ไหน   เพื่อที่จะมองย้อนเห็นชีวิตตนเองว่า เราใช้เวลาอย่างไร  และมีอะไรคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตประจำวันของเรา     ผมบอกได้เลยว่า  สิ่งที่พบนี้เป็นความจริงที่ผมไม่อยากยอมรับเลย   แต่ในเวลาเดียวกันเป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกให้ตนเองสะดุ้งตื่นจากความเคยชิน   จากการทำในสิ่งที่คุ้นชินที่มิใช่ความตั้งใจที่ผมต้องการจะทำจริง ๆ   ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความหวัง  หรือสิ่งที่ผมเห็นว่ามีคุณค่าสูงสุดในชีวิต   แต่ความจริงก็คือ   ผมยังทำสิ่งนั้น อย่างนั้นทุกเมื่อเชื่อวันจริง ๆ

เมื่อพระเจ้าทรงสอนให้ผมกลับมานับ พินิจพิจารณาสิ่งที่ผมทำลงไปทำให้ผมได้คิด  ทำให้ผมเกิดปัญญา  คือปัญญาที่พระเจ้าทรงช่วยให้ผมเห็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตนเอง   ปัญญาที่ผมได้มีโอกาสสะดุ้งตื่นจากชีวิตประจำวันที่ชินชาที่ผมไม่น่าจะทำเช่นนั้น   นี่เป็นปัญญาที่จุดประกายให้เกิดพลังภายในชีวิตที่จะเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

ที่สำคัญ  พระเจ้าทรงช่วยให้ผมได้ยินเสียงกริ่งเตือนภัยที่ประชิดตัวที่ผมไม่เคยนึกคิดมาก่อน  แต่กลับทำเป็นประจำ   จะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ชีวิตเป็นเช่นนั้น ทำเช่นนั้นก็ได้   ผมพบว่านี่เป็นจิตใจที่มีปัญญาที่พระเจ้าประทานแก่ผม  เมื่อผมรู้จักการ “นับ” (พิจารณาใคร่ครวญ) วันเวลาชีวิตประจำวัน

รายการงานประจำวันที่เราไม่นึกคิดหรือตั้งใจแต่ก็ทำลงไปนั้น   มักเกิดมาจากการกระตุ้นกดดันจากสถานการณ์และพันธสัมพันธ์ที่มีรอบข้างชีวิตประจำวันของเรา   บางครั้งก็ถูกกระตุ้นด้วยความอยากหรืออารมณ์ความรู้สึกของตนเอง   เมื่อผมกลับมาทำรายการลำดับสิ่งที่ทำในแต่ละวันพบพฤติกรรมที่น่าตกใจของตนเองว่า   ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารที่ล้ำสมัยนี้   ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา  สิ่งแรกที่ผมทำคือ  เปิดเครื่องเช็คอีเมล และ สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ   สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่กระทำประจำวันด้วยความคุ้นชินที่ไม่นึกคิดหรือตั้งใจจะทำมาก่อน?   ไม่ใช่เป็นการผิดที่เราจะเปิดอ่านอีเมล หรือ สื่อสังคมออนไลน์

แต่ที่ผิดอย่างน่าตกใจคือ   สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นสิ่งสำคัญประการแรกในชีวิตประวันของเราในอดีตที่ผ่านมาคือการที่เราจะมีเวลาอยู่หน้าต่อหน้าด้วยความสนิทสนมกับพระเจ้า   และฟังเสียงแห่งพระปัญญาจากพระองค์   แต่เดี๋ยวนี้ ทุกเช้าวันใหม่เราสัตย์ซื่ออย่างเป็นนิสัยเข้าเฝ้า และ ฟังเสียงของอีเมลและสื่อออนไลน์เป็นสิ่งแรก   เราเข้าเฝ้าสื่อเหล่านี้ที่ไหนก็ได้  ไม่ว่าบนเตียงนอน  บนโต๊ะ  หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ?

เมื่อมาถึงที่ทำงาน   ในอดีตสิ่งแรกที่เรานั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะทำงานของเรา   เราก้มหัวอธิษฐานทูลขอการทรงนำ   แต่ปัจจุบันนี้   ยังเดินไปไม่ถึงโต๊ะทำงานของตน  ถูกเรียกให้ไปช่วยดูคำสั่งงานด่วนที่เข้ามา   ผู้ช่วยมาปรึกษาเรื่องลูกน้องสร้างปัญหาใหม่อีกแล้ว?   เราต้องกระโดดจากงานนี้   วิ่งไปให้ทันการประชุม  กว่าจะกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานครั้งแรกวันนี้ก็ปาเข้าไป 11 โมงแล้ว   “ตายจริง... เราลืมไปร่วมกลุ่มอธิษฐานตอนเช้า 15 นาทีประจำสัปดาห์”

เมื่อพระเจ้าสอนให้ผมรู้จักที่จะ “นับ” พินิจพิจารณาเวลาช่วงต่าง ๆ ในวันคืนแห่งชีวิตผมได้รับปัญญาเพิ่มพูนว่า   ที่ดูเหมือนว่า ในหลาย ๆ สถานการณ์แวดล้อมชีวิตประจำวันของเรา   เราเกือบจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น   แต่พระเจ้าดลใจให้มีจิตใจที่สามารถสำนึกได้ว่า  ในทุกสถานการณ์ เหตุการณ์ และสถานที่   พระเจ้าสถิตเคียงข้างเราเสมอ   ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพการณ์เช่นไร   เราอยู่หน้าต่อหน้ากับพระเจ้า   ไม่แตกต่างกับเวลาที่เรานั่งในพระวิหารของพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์เลย   

ใช่ครับ   ทุกวัน เราสามารถที่จะทำชีวิตประจำวันที่เราตั้งใจได้ครับ  ไม่จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ชีวิตประจำวันถูกควบคุมโดยสถานการณ์แวดล้อมรอบข้าง   หรือ ตามเสียงอยากและตามอารมณ์ของเรา   แต่เราสามารถมีชีวิตประจำวันที่ตั้งใจในทุกสถานการณ์ชีวิต  ที่จะสำนึกว่าพระเจ้าอยู่เคียงข้าง  พระเจ้าอยู่หน้าต่อหน้าของเราในทุกสถานการณ์   เราจะขอพระปัญญาว่าเราจะคิด พิจารณา และตัดสินใจเช่นไรในแต่ละเรื่อง  แต่ละสถานการณ์   แต่ละชั่วโมงนาทีที่กำลังเคลื่อนไป   และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคลื่อนดาหน้าเข้ามาหาเรา

เราจะไม่ยอมปล่อยให้คนอื่นเข้ามาตัดสินใจชีวิตประจำวันแทนเรา   และจะไม่ยอมให้ความท้อแท้เกียจคร้านเข้ามาฉุดกระชากเราไว้    มีเป้าหมายชัดเจนในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา  และตระหนักถึงความจำกัดของวันเวลาที่เรามีอยู่   สำนึกว่าชีวิตประจำวันเป็นของประทานจากพระเจ้า   และ พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ และ แผนงานในชีวิตประจำวันที่พระองค์ประทานแก่เรา   ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังพร้อมเสมอที่จะหนุนเสริมเราในแต่ละสถานการณ์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 ธันวาคม 2557

พระเจ้าทำงานในจิตใจของเราอย่างไร?

อ่านสดุดี 119:65-72

...ทรงสอนข้าพระองค์ให้มีความรู้และดุลยพินิจ(วิจารณญาณ)...
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้กฏหมายของพระองค์...
บทบัญญัติจากพระโอษฐ์...ล้ำค่า...ยิ่งกว่าทองนับพันนับหมื่น(แท่ง)
(สดุดี 119:66, 67, 71 และ 72  อมต. ในวงเล็บจากฉบับมาตรฐาน)

พระเจ้ามิเพียงแต่ สอนข้อมูลความรู้พระบัญญัติที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตของเราเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงเสริมสร้างเราให้รู้จักที่จะคิด พิจารณา มีมุมมอง  ใคร่ครวญ และ การสะท้อนคิด ที่ฉบับอมตธรรม (อมต.) ได้ใช้คำว่า “สอนให้มีความรู้และมีดุลยพินิจที่ดี (ข้อ 66)  จนก่อร่างเป็นจิตสำนึก แล้วตกตะกอนเป็น "หลักคิดหลักเชื่อในการปฏิบัติ" ตามพระบัญญัตินั้น 

ที่คริสตชนมักใช้คำว่า พระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของเรา’! 

ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีบทนี้ ได้หวลระลึกถึงประสบการณ์ชีวิตของตนที่ได้รับ "พระคุณ" ของพระเจ้าที่ทรง "สอนและสร้าง" เขาบนรากฐานพระวจนะ หรือ พระบัญญัติของพระองค์

จากประสบการณ์ชีวิตของเขาพบว่า   ชีวิตของเขา "หลงเจิ่น" (ข้อ 67) หรือในฉบับอมตธรรมใช้คำว่า "หลงเตลิดไป" นั้นเพราะในตอนนั้นชีวิตของเขาไม่ได้รับ "การสอนและสร้างจนเกิดความคิด  ความตระหนักสำนึกในการดำเนินชีวิต  และไม่ได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระเจ้า

ดังนั้น ชีวิตของเขาจึงถูกอิทธิพลแห่งสังคมโลกในตอนนั้นพัดไปตามแรงกระแสสังคม จนหลงเจิ่น ชีวิตเตลิดไป และสิ่งที่เขาได้รับคือ "การตกทุกข์ได้ยาก" (อมต.)  

เมื่อชีวิตของผู้ประพันธ์จมปลักลงในความทุกข์ยากเพราะชีวิตมิได้รับการ "สอนและสร้างด้วยพระวจนะของพระเจ้า" นั้น   พระเจ้าใช้โอกาสที่ชีวิตกำลัง "จนตรอกชีวิตที่กำลัง "ติดกับดัก" ในการ "สอนและเสริมสร้างชีวิต" ของเขาขึ้นใหม่ ด้วยพระบัญญัติและพระวจนะที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเขา   เพื่อช่วยให้เกิดการ "คิดได้" มีวิจารณญาน และ ดุลยพินิจ (ข้อ 66) ในการคิดและตัดสินใจ จนมีหลักคิดหลักปฏิบัติตามพระวจนะนั้น

ด้วยพระราชกิจแห่ง "การสอนและสร้าง" ชีวิตเขาขึ้นใหม่  และโอกาสใหม่ในชีวิตที่เขาได้รับ  ผู้ประพันธ์สดุดีจึงซาบซึ้งใน "พระคุณ" ของพระเจ้า   ถึงกับยกย่องและสรรเสริญพระเจ้าว่า  "พระองค์ประเสริฐ" (ตฐ.)  พระเจ้านั้น "แสนดี" และสิ่งที่พระองค์กระทำนั้น "ดีเลิศ" (อมต.)  และเขายังแสดงออกอีกว่า  ยังปรารถนาที่จะรับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 68)

การ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะ หรือ พระบัญญัติของพระองค์เป็นระบบ "ภูมิคุ้มกัน" ชีวิตจิตวิญญาณของเราจากอิทธิพลแห่งอำนาจชั่วของสังคมในรูปแบบต่าง ๆ  ในที่นี้ผู้ประพันธ์สดุดียกตัวอย่างจากประสบการณ์ชีวิตของเขาว่า   เมื่อชีวิตประจำวันของเขาถูกโจมตีจากอิทธิพลอำนาจชั่วที่แวดล้อมชีวิตของเขา  ด้วยการ "ใส่ร้ายป้ายสี" (อมต.) "ด้วยความเท็จ" (มตฐ.)  "หลักคิดและหลักปฏิบัติ" ที่พระเจ้าได้ "สอนและสร้าง" ในชีวิตจิตใจของเขาจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งร้าย ๆ เหล่านี้สามารถแทรกเข้าทำลายทำร้ายชีวิตจิตใจของเขา   ทำให้เขาสามารถยืนมั่นคงในชีวิตบนพระวจนะ   และสิ่งร้ายแห่งอำนาจชั่วเหล่านั้นไม่สามารถเข้ามาครอบงำความคิดจิตใจของเขา   ยิ่งกว่านั้น   จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประพันธ์สดุดีมีชีวิตจิตใจที่ผูกพันกับพระบัญญัติ หรือ พระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   เขาต้องการที่จะคิดและปฏิบัติตามพระวจนะ "ด้วยสุดใจ" (ข้อ 69)

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้ประพันธ์สดุดีเขาได้ชี้ชัดว่า   ความแตกต่างระหว่างคนที่ได้รับและไม่ได้รับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะและพระประสงค์ของพระองค์นั้น  แตกต่างกันที่ "จิตใจ" กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ได้รับการสอนและสร้างจากพระเจ้าด้วยพระวจนะจิตใจของเขาจะ "เฉื่อยชา" (มตฐ.)  "ดื้อด้านและไม่รู้จักสำนึก" (อมต.)   ดังนั้น  จิตใจที่ไม่ได้รับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะจึงเป็นจิตใจที่ขาดสำนึกตระหนักชัด (ข้อ 70) ถึงคุณค่าและความหมายแห่งชีวิต   จึงปราศจากหลักคิดหลักปฏิบัติที่มั่นคงในการดำเนินชีวิต   ด้วยเหตุนี้ความคิด จิตใจ และการกระทำของเขาจึงถูกครอบงำจากอำนาจชั่วร้ายที่รายล้อมชีวิตประจำวันของเขา

เมื่อผู้ประพันธ์เห็นถึงความสัตย์จริงในประเด็นนี้แล้ว  เขาจึงยืนยันว่าเขา "ปีติยินดี" (ข้อ 70) ในพระบัญญัติ ในพระวจนะของพระเจ้า   นั่นหมายความว่า เขาเต็มใจที่จะมีชีวิตจิตใจที่แสวงหาและรับการสอนและสร้างให้มี "หลักคิดหลักเชื่อและหลักปฏิบัติ" บนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของตน

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้ประพันธ์สดุดีในตอนนี้   เขาได้สะท้อนคิดถึงประสบการณ์ในชีวิตของตนที่ผ่านมา   ช่วยให้เขาเกิดมุมมองชีวิตและมุมมองต่อความทุกข์ยากในชีวิตบนรากฐานแห่งพระวจนะ  และ "การสอนและการสร้าง" ของพระเจ้าในชีวิตของตนว่า  "ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก" (ข้อ 71)  ด้วยจิตใจที่ได้รับการเสริมสร้างจากพระวจนะของพระเจ้าได้เปลี่ยนมุมมองของเขาต่อความทุกข์ยากที่เขาได้รับในชีวิต   เขามองความทุกข์ยากที่ได้รับว่าเป็น "โอกาส" ที่เขาจะได้ "เรียนรู้" ถึงกฏเกณฑ์และพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเขา   ทำให้เขาได้รับการทรงสร้างให้มี "หลักคิด หลักเชื่อ และหลักปฏิบัติ" ใหม่ในชีวิตประจำวันของเขา   ซึ่งทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมาย   ไม่ว่าชีวิตจะต้องตกลงในสถานการณ์ใดก็ตาม   เพราะทุกสถานการณ์คือโอกาสที่พระเจ้าจะ "สอนและสร้าง" ชีวิตจิตใจของเขาให้เติบโตขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้   ผู้ประพันธ์สดุดีตอนนี้จึงกล่าวยืนยันว่า   สำหรับเขาแล้ว  ธรรมบัญญัติจากพระโอษฐ์ของพระเจ้ามีค่ายิ่งกว่าเงิน และ ทองเป็นพันเป็นหมื่นแท่ง (ข้อ 72 อมต.)

พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตจิตใจของเราแต่ละคน   พระองค์มิได้ให้เรารู้และจำพระวจนะของพระองค์ในจิตใจของเรา  แล้วพยายามที่จะปฏิบัติตามเท่านั้น   แต่พระองค์ทรง “สอนและสร้าง”  ให้เรามีหลักคิด หลักเชื่อ   สร้างให้เราเกิดความตระหนักรู้   มีสำนึกตามพระวจนะ   เพื่อเราจะสามารถที่จะคิดพิจารณาอย่างมีวิจารณญาน และ ดุลยพินิจ ในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องในชีวิตบนรากฐานพระวจนะ  แล้วจึงเชื่อฟังด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะนั้น   เพื่อเราจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา

การ “สอนและสร้าง” ชีวิตจิตใจจากพระเจ้าเป็นกระบวนการสอนและสร้างอย่างต่อเนื่องจากพระเจ้า   ที่ต้องใช้เวลา   และที่สำคัญพระองค์ทรงสอนและสร้างเราได้ในทุกสถานการณ์ชีวิต   ในทุกวิกฤติที่เราเผชิญ ในทุกความชื่นชมที่เราประสบ  เราจึงมีชีวิตที่เติบโต เข้มแข็ง  และเกิดผลมากขึ้น

อยู่ที่ว่า   เราจะยอมให้พระองค์ทรงสอนและสร้างเราในทุกสถานการณ์หรือไม่?   หรือเราต้องการตัดสินใจและจัดการสถานการณ์ชีวิตเหล่านั้นตามใจปรารถนาของเราเอง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499