แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

03 พฤษภาคม 2564

พระเจ้าทำอะไรบ้างเมื่อชีวิตของเรา “กำลังจมลง”

ใช่...พระเจ้าทำอะไรอยู่ เมื่อเจ้าเชื้อร้ายโควิด 19 ออกแพร่ทำร้ายทำลายชีวิตมนุษย์!

เมื่อท่านต้องก้าวเข้าในพายุชีวิต พระเจ้าไม่ได้อยู่ห่างไกลท่าน และพระองค์ไม่ได้เพียงยืนดูชีวิตที่กำลังเป็นไปของท่าน แต่พระองค์เคียงข้างในสถานการณ์ชีวิตนั้น สำคัญกว่านั้นพระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของท่านในเวลาที่ชีวิต "ตกต่ำดำดิ่ง" เพื่อให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของท่าน

ถ้าตอนนี้ท่านกำลังหวาดหวั่น หรือ กลัวว่า ชีวิตของท่านกำลังจมลงในทะเลแห่งพายุชีวิตที่น่ากลัว ขอบอกว่า พระองค์ไม่ได้ยืนดูชีวิตที่กำลังจมลงของท่าน แต่พระองค์ประสงค์ให้ท่านทำ 5 ประการร่วมกับพระองค์ เพื่อให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของท่าน

(1) จงมีความกล้าหาญเพราะ “พระคริสต์อยู่กับท่าน”

เลิกต่อล้อต่อเถียงกับความกลัว แต่บอกความกลัวว่า ให้มันไปเถียงกับพระเยซู!
(2) กล้าเสี่ยงด้วยความศรัทธา “ในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ให้เราทำ”

อย่าทูลขอให้พระเจ้าอวยพระพรในสิ่งที่ท่านทำ แต่ให้ทำในสิ่งที่พระองค์อวยพระพร ทูลถามพระองค์ว่าพระองค์ประสงค์ให้ท่านทำอะไร จากนั้นให้ท่านทำสิ่งนั้นด้วยความเต็มใจไปพร้อมกับพระองค์

(3) มุ่งมองจดจ่อไปที่พระเยซู  “เพื่อท่านจะเดินบนคลื่นลมแรงได้อย่างพระคริสต์”

เวลาใดก็ตามที่ท่านละสายตาไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เวลานั้นชีวิตท่านจะ “จมลง” มัทธิว 14:30 กล่าวว่า “แต่พอเปโตรเห็นว่าลมพัดแรงก็กลัวและเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยด้วย!” (สมช.) ถ้าจิตใจของเราจดจ่อมุ่งมองไปที่คลื่นลมที่พัดแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์แวดล้อมในเวลานั้นของท่าน เช่นบางคนเสพข่าวสารสถานการณ์ร้าย ๆ จนถูกข่าวสารนั้นกระหน่ำซ้ำเติมความรู้สึกจนชีวิตจมดิ่ง ท่านจะจมลงเฉกเช่นกับเปโตร แต่ถ้าท่านจดจ่อมุ่งมองที่พระเยซูคริสต์ ท่านจะก้าวเดินไปบนคลื่นลมที่บ้าคลั่งนั้นได้อย่างพระองค์

(4) อย่าสงสัย แต่ “จงวางใจในพระเยซูคริสต์

ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่มากมายอะไรที่ท่านจะก้าวผ่านพายุในชีวิตของท่าน   เพียงแต่ท่านจำเป็นต้องเชื่อวางใจให้ถูกผู้ถูกคน... ท่านจำเป็นต้องเชื่อวางในในพระเยซูคริสต์

(5) สรรเสริญพระเจ้า ที่พระองค์ “กระทำพระราชกิจในชีวิตท่าน”

ถึงแม้ท่านต้องตกอยู่ท่ามกลางพายุชีวิตที่บ้าคลั่งแรงกล้า แม้ในเวลาที่ท่านรู้สึกว่าชีวิตกำลังจมลง หรือแม้แต่ในเวลาที่ท่านกลัวจนตัวสั่นว่าท่านจะต้องประสบกับความตาย ให้ท่านสรรเสริญพระองค์ในทุกขณะเวลา ให้ท่านขอบพระคุณพระองค์ท่ามกลางพายุชีวิตที่แรงกล้า

การที่องค์พระผู้เป็นเจ้ายอมให้ท่านก้าวผ่านเข้าไปในพายุแรงกล้าแห่งชีวิตครั้งนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับการที่พระองค์ส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับพายุแรงกล้าในทะเล   พระองค์ต้องการให้ท่านตระหนักเรียนรู้ว่า “พระองค์เป็นทุกสิ่งที่ท่านต้องการ พระองค์สามารถที่จะรับมือในทุกเรื่องทุกสถานการณ์ พระองค์ดำเนินไปเหนือทุกสิ่งที่ทำให้ท่านกลัวลานมากที่สุด   พระองค์ไม่ได้สั่งให้เราเข้าไปหาพระองค์ แต่พระองค์ก้าวเข้ามาหาชีวิตของเรา และคว้ามือเราไว้ต่างหาก”

ถ้าท่านกำลังต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะล่มจมในชีวิตวันนี้ ท่านจะพบว่าพระองค์อยู่กับท่านในขณะนี้ พระองค์ประสงค์กระทำพระราชกิจให้เกิดสิ่งดีดีในชีวิตของท่าน ท่านพร้อมจะน้อมรับด้วยความเชื่อในสิ่งที่พระองค์จะทำในชีวิตท่านหรือไม่? หรือท่านต้องการทูลขอให้พระองค์ทำในสิ่งที่ท่านต้องการมากกว่า?



17 กรกฎาคม 2563

เมื่อชีวิตถูก “บีบ-คั้น-กด-ดัน”

ทุกคนหนีไม่พ้นภาวะที่ถูกกดดันในชีวิต ทั้งการกดดันจากสภาพแวดล้อมภายนอก จากคนรอบข้าง และบ่อยครั้งที่เรากดดันตนเองทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ผมพบความจริงว่า ไม่เพียงแต่คนที่ชอบเข้าสังคมเท่านั้นที่ได้รับการกดดันในชีวิต คนเก็บตัวอย่างผมก็ไม่วายที่ต้องพบกับการกดดันในชีวิตด้วยเช่นกัน เพียงแต่ลักษณะความกดดันอาจจะแตกต่างกันออกไปเท่านั้น

เราท่านต่างก็รู้อยู่ว่า ความกดดันในชีวิตเป็นสิ่งที่ยากที่จะหลีกเลี่ยง แต่คริสตชนรู้มากกว่านั้นว่า พระเจ้าสามารถที่จะใช้การกดดันในชีวิตที่เราได้รับเพื่อบีบคั้นเราเข้าใน “เบ้าแบบชีวิต” ที่พระองค์ประสงค์ให้เราแต่ละมีชีวิตแบบนั้น ๆ ตามพระประสงค์  

ดังที่เปาโลได้กล่าวไว้ว่า...

“[8] เราถูกบีบคั้น (กดดัน) อย่างหนักทุกด้าน แต่ไม่ถึงกับถูกบดขยี้ สับสนแต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง” (2โครินธ์ 4:8 อมธ. ในวงเล็บผู้เขียนเพิ่มเติม)

สำหรับคริสตชน เรามีสัจจะความจริงในการรับมือกับความกดดันในชีวิต ซึ่งเป็นพระสัญญาจากพระเจ้าที่มีต่อลูก ๆ ของพระองค์ คือ

[1] เมื่อพระเจ้าหนุนเสริม และ เสริมสร้างให้เราเติบโตขึ้นในพระองค์ เราจะพบกับแรงกดดันในชีวิต

[2] แรงกดดันดังกล่าวจะไม่บดขยี้เราจนถึงตาย หรือ ทำให้เราต้องสิ้นหวัง ชีวิตอาจจะพบกับความยากลำบาก แต่ในความยากลำบากเราได้รับพระกำลังของพระเจ้าที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่เราเสมอ

แต่ถ้าเราไม่ยอม หรือ หลีกเลี่ยงการถูกบีบคั้น-กดดัน ชีวิตของเราก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเติบโต แข็งแรง และ เกิดผล

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


09 มีนาคม 2563

ในภาวะแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 19 จะมีชีวิตที่ “สงบศานติ” ได้อย่างไร?

ในภาวการณ์แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว รุนแรงทั่วโลกของเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 เราต้องยอมรับว่าทำให้คริสตชนไทยเราจำนวนมากตื่นตระหนก วุ่นวายใจไม่รู้จะรับมือจัดการอย่างไร อาจารย์ สมชัย ศิริสุนจินต์ และ อาจารย์ จตุรพิธ ชมพูนุช ได้เขียนวิธีการขั้นตอนปฏิบัติตัวอย่างน่าสนใจ และ ข้อมูลที่คริสตชนควรรู้เท่าทันเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้ในเฟสบุ๊คของท่านเองทั้งสอง (Somchai Sirisujin  และ  Chaturapit Chompunud ตามลำดับ) ผมขอเรียนเสนอให้ท่านผู้อ่านติดตามอ่านครับ

ความกลัวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของเราต่อบางสิ่งบางอย่างที่มาคุกคามเรา ความห่วงกังวลเกิดขึ้นเมื่อเราตกอยู่ในภาวะที่ตระหนกกลัว ความวิตกเกิดขึ้นเมื่อความห่วงกังวลของเราเกิดผลต่อร่างกายของเรา ซึ่งในสังคมวัฒนธรรมของเราในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความวิตกจริต

คำถามสำคัญคือ เราจะเคลื่อนจากความตระหนกกลัว ไปสู่ความกังวล ไปยังวิตกจริต หรือ ไปสู่ศานติสุขได้อย่างไร?

บางครั้งเราอาจจะความวิตกกังวลเนื่องจากภาวะเคมีในสมอง หรือ จากการที่เราได้รับบาดเจ็บในอดีต ถ้าเราเกิดความวิตกกังวลด้วยสาเหตุดังกล่าว เราคงต้องพูดคุยปรึกษากับแพทย์ที่รักษาเรา หรือ ผู้ให้การปรึกษาที่ชำนาญ  แต่ถ้าเป็นความวิตกกังวลที่คนทั่วไปส่วนใหญ่เป็นกันแล้วยาแก้ความวิตกกังวลขนานพิเศษที่จะช่วยเราให้เกิดสงบศานติคือ “การรู้สึกขอบคุณ”

เปาโลกล่าวไว้ว่า “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใด ๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอนพร้อมกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 4:6-7 อมธ.)

เปาโลแนะนำเราว่า “อย่ากระวนกระวาย หรือ วิตกกังวลในสิ่งใดเลย” เป็นคำแนะนำที่ฟังดูแล้วเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยาก แค่อ่านพาดหัวข่าว เราก็เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินเศรษฐกิจ เรื่องสุขภาพ เรื่องความสัมพันธ์  ทุกเรื่องเต็มไปด้วยประเด็นวิตกกังวลมากมาย แต่เปาโลให้คำตอบจากพระเจ้าว่า “จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอนพร้อมกับการขอบพระคุณ...”  

การขอบพระคุณเป็นความลับที่นำเราไปสู่ชีวิตที่สงบศานติ เมื่อเราสามารถที่จะขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ เราสามารถที่จะมีชัยเหนือความวิตกกังวล

ถ้าเราเพียงค้นพบสิ่งที่เรารู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าในชีวิต แล้วเราขอบพระคุณพระองค์ในสิ่งเหล่านั้น ชีวิตของเราจะพบกับความชื่นชมยินดีและมีสันติสุขในชีวิต

เราต้องการมีสันติสุขในวันนี้ใช่ไหม ในทุกเช้าจงขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตในวันนี้ก่อน ขอบพระคุณพระเจ้าในทุกขณะที่เกิดความสับสนกังวล และจบสิ้นแต่ละวันด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าสามสิ่งที่เกิดขึ้นแก่เราที่เราต้องการขอบพระคุณพระองค์ในวันนี้

ในภาวะวิกฤติวุ่นวายการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ชีวิตวันนี้ของท่านมีอะไรที่จะขอบพระคุณพระเจ้าบ้าง? เมื่อได้รับข่าวร้าย ความสับสน ความวุ่นวายจากเรื่องการระบาดของเจ้าไวรัสตัวนี้ จงสงบชีวิตจิตใจของเราแล้วขอบพระคุณพระเจ้า และเมื่อสิ้นสุดภารกิจการงานในแต่ละวัน ให้เรามีเวลาสงบกับพระเจ้าและสำรวจชีวิตในวันนี้ว่า  เรามีอะไรที่ต้องการขอบพระคุณพระองค์ เปาโลบอกความจริงของพระเจ้าแก่เราว่า  “...แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 4:7)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


08 ตุลาคม 2561

ชีวิตสงบศานติ...เป็นแบบไหนกันแน่?

ท่านเข้าใจว่า...ชีวิตที่มีศานติสุข  เป็นชีวิตแบบไหนกันแน่?...
เมื่อเวลาที่ชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างราบเรียบ  สงบ
เมื่อชีวิตดูเหมือนไม่มีอะไรที่ผิดปกติ
เมื่อทุกคนต่างอดทนต่อกันและกัน...
นั่นเป็นชีวิตที่มีสันติสุข เช่นนั้นหรือ?

พระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและคลื่นว่า “เงียบ! จงสงบนิ่งเดี๋ยวนี้!”
แล้วลมก็หยุดพัด ทุกอย่างก็สงบนิ่งอย่างสิ้นเชิง (มาระโก 4:39 อมธ.)

ท่านคิดอย่างไร... ถ้าจะบอกว่า 
พระเจ้ามิเพียงแต่จะให้ท่านมี “ชีวิตที่มีสงบสุข” เท่านั้น
แต่เป็นชีวิตที่มีความสงบศานติ  
ที่แม้ชีวิตจะต้องเผชิญกับพายุแห่งความระทมยากลำบาก ปั่นป่วน วุ่นวาย
... แต่ท่านก็ยังสามารถหลับสนิทได้!

ท่านที่รักครับ  ให้เราอ่านใน มาระโก 4:38
เมื่อเรือที่สาวกและพระเยซูใช้ในการเดินทางกำลังเผชิญกับพายุโหมรุนแรงเรือกำลังจะล่ม
พระเยซูทรงหนุนหมอนบรรทมอยู่ท้ายเรือ เหล่าสาวกมาปลุกพระองค์และทูลว่า
“พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงห่วงว่าเราจะจมน้ำตายหรือ?” (อมธ.)

พระคัมภีร์ตอนนี้มิได้บอกว่าพระเยซูนั่งหลับ  แต่บอกว่าหนุนหมอนนอนหลับ
ท่ามกลางพายุโหมกระน่ำ เรือกำลังวิกฤติ 
พระเยซูคริสต์หลับสนิทได้!
แต่สาวกกลับตระหนกตื่นผวา  ตรงมาโวยวาย ต่อว่า พระเยซู
“พระอาจารย์ พระองค์ไม่ทรงห่วงว่าเราจะจมน้ำตายหรือ?”

ปกติธรรมดาครับ   ในความเป็นคน ๆ หนึ่ง
เราท่านต่างกลัวลานเมื่อชีวิตจะอับปาง จบสิ้น
เช่นกัน  เพราะสาวกมุ่งมองสนใจจดจ่ออยู่กับปัญหา
ติดแหงก จมปลักอยู่กับวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น (เขาจึงเกิดความกลัว)
...จนมองข้ามไปว่ามีใครอยู่ในเรือกับพวกเขา (เขาจึงไม่ได้ไว้วางใจพระคริสต์)
หรือ พวกสาวกไม่ได้คิดว่า...พระเยซูจะช่วยพวกเขาในวิกฤติเรือล่มได้?

ท่านที่รักครับ ถ้าท่านจะมีความสงบศานติในชีวิต  
ท่านจะต้องมีชีวิตที่ไว้วางในพระคริสต์
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน  
ท่านต้องไว้วางใจพระคริสต์ที่อยู่เคียงข้างท่านตลอดเวลา
เมื่อท่านตระหนักรู้ชัดว่าพระองค์อยู่เคียงข้างท่าน 
...ท่านก็จะมีชีวิตที่ไว้วางใจในพระองค์ 
...ท่านก็จะมีจิตใจที่สงบศานติ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับนาวาแห่งชีวิตของท่าน 
ท่านมั่นใจได้เลยว่า  ท่านจะสามารถข้ามไปถึงอีกฝั่งหนึ่งได้

เมื่อท่านเกิด “ความกลัว” สิ่งใด ๆ ในชีวิตประจำวัน
มิใช่ ให้ท่าน “เลิกกลัว” แล้วกลับมามี “ความกล้า”
เพราะท่าน “เลิกกลัว” ไม่ได้   ตราบใดยังเห็นภัยวิกฤติทนโท่
จนกว่าท่านจะตระหนักรู้ชัดว่า 
พระคริสต์อยู่เคียงข้างท่านในเวลาที่เลวร้ายนั้น พระองค์ช่วยท่านได้!
และเมื่อนั้นท่านถึงจะ “มั่นใจ” และเกิด “ความไว้วางใจ” ในพระองค์
และ...เมื่อนั้น  พลังแห่งความกล้าจึงจะเกิดขึ้นได้
เพราะท่านรู้ว่าแม้อะไรจะเกิดขึ้น พระคริสต์จะกอบกู้ท่านในวิกฤตินั้นได้


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

29 มกราคม 2561

อาชีพการงานของเรากับชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า

ชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า ที่พระคริสต์นำมาสถาปนาบนแผ่นดินโลกนี้เกี่ยวข้องกับอาชีพการงานของสาวกพระคริสต์แต่ละคนด้วยหรือ?  ถ้าเกี่ยวข้องมันเกี่ยวข้องอย่างไร?   ถ้ามองดูคริสตจักรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน  คริสตจักรใช้เวลาส่วนใหญ่ของตนในการสอน และ บ่มเพาะฟูมฟัก เรื่องการดำเนินชีวิตด้านจิตวิญญาณท่ามกลางชุมชนสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นคริสต์มากกว่า?

น่าสนใจว่า  หลังจากที่สมาชิกคริสตจักรใช้เวลานมัสการพระเจ้าร่วมกันในวันอาทิตย์ไม่กี่ชั่วโมง   สมาชิกเกือบทุกคนต้องใช้เวลาทำอาชีพการงานของตนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 40-50 ชั่วโมง หลายต่อหลายคนใช้เวลามากกว่านี้  หลายคนต้องทำการงานที่ไม่มีค่าจ้าง เช่น  การเลี้ยงลูก  ทำความสะอาดบ้าน  บางคนยังต้องทำงานในสวน  บางคนออกกำลังกาย บางคนใช้เวลาในการบริการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในชุมชน   บางคนทำงานรับใช้คริสตจักรในเวลาพิเศษ อีกทั้งยังต้องใช้เวลาประมาณ 50 ชั่วโมงในครอบครัว และ ฯลฯ

การทำงานด้านต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นได้ดูดเอาเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเรา แต่ทำไมคริสตจักรท้องถิ่นกลับไม่ได้ให้ความสำคัญในการสอนและบ่มเพาะชีวิตในการทำงานของสมาชิกให้เป็นชีวิตที่เป็น “สาวกพระคริสต์ในที่ทำงาน” หรือ “ในงานที่ทำ”  และนี่เป็นหัวข้อที่สำคัญมากหัวข้อหนึ่งที่คริสตจักรจะต้องใส่ใจการสอน เสริมสร้างสมาชิกของตนให้เป็นสาวกพระคริสต์ในที่ทำงานของตน และ ในงานที่ตนทำ

การสร้างสาวกพระคริสต์แบบองค์รวม หรือ รอบด้าน หรือ การเป็นสาวกทั้งชีวิต  แท้จริงการเป็นสาวกพระคริสต์เป็นเรื่องของชีวิตทั้งชีวิต ทั้งชีวิตด้านจิตวิญญาณ ชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว ด้านเพศ ด้านเงินทอง ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคม เรื่องความสัมพันธ์และชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา  และ อื่น ๆ อีกในทุกด้านของชีวิตที่กล่าวนี้ เราจะต้องฝึกฝนที่จะดำเนินชีวิตตามคำสอนและตามแบบอย่างชีวิตของพระคริสต์ในทุกมิติ หรือ ทุกบริบทของชีวิต เป้าหมายคือ การเสริมสร้างให้สาวกพระคริสต์แต่ละคนมีชีวิตประจำวันที่ดำเนินชีวิตตามคำสอน และ แบบอย่างชีวิตของพระคริสต์  และร่วมสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์  ที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

เราเห็นแล้วว่า ในชีวิตพระเยซูคริสต์  พระองค์เป็นคนทำงาน  “พระคริสต์เป็นคนงาน”  ที่ทำงานอย่างดีในอาชีพการงานที่พระองค์ทำและรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงพระองค์เป็นคนงานที่ทำงานอย่างใส่ใจและทำให้ทั้งตนเองและคนที่พระองค์เกี่ยวข้องด้วยมีคุณภาพชีวิตแบบแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์เป็นทั้งช่างฝีมือและพ่อค้า   อย่าลืมว่าก่อนที่มหาชนทั่วไปจะรู้และยอมรับว่าพระองค์เป็น “รับบี” หรือ “ครูสอนศาสนา”  พระองค์เป็น “คนใช้แรงงาน”  พระองค์ทำงานในชุมชน พระองค์อาศัยอยู่เช่นนี้อย่างน้อยเกือบ 30 ปี  พระองค์ทำงานประกอบอาชีพสัปดาห์ละ 6 วัน และพักผ่อนในวันสะบาโต เพื่อนมัสการพระเจ้า แล้วเริ่มต้นอีกวันหนึ่งในการทำงานเช่นเดิม

ถ้าพระคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันนี้ พระองค์อาจจะมีอาชีพเป็นนักวิจัย  เป็นคนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เป็นครูสอนในโรงเรียน เป็นนักจิตวิทยา เป็นพยาบาล หรือไม่ก็เป็นหมอในโรงพยาบาล  พระองค์อาจจะเป็นช่างซ่อมรถยนต์  หรือพระองค์อาจจะเป็นคนขายของที่ห้าง  หรือไม่ก็อาจจะเป็นนักข่าว  พระองค์อาจจะเป็นชาวนา  เป็นคนจับปลา   หรืออาจจะเป็นแรงงานข้ามชาติ  พระองค์อาจจะเป็นศิษยาภิบาล  อาจจะเป็นข้าราชการ หรือ อาจจะทำอาชีพต่าง ๆ อย่างที่เราท่านทำกันในทุกวันนี้   พระองค์อาจจะมีบ้าน หรือ ไม่ก็ห้องเช่าในอพาร์ทเมนท์  หรือ ไม่ก็ในบ้านเช่าโกโรโกโส  หรือไม่ก็กระต๊อบปลายนา แย่หน่อยอาจจะเพิงใต้สะพานลอย  พระองค์คงต้องทำงานตามอาชีพของพระองค์  พระองค์อาจจะได้รับการศึกษา และ ได้รับการฝึกทักษะในงานนั้น ๆ    แล้วแต่งานที่ทำไม่ว่าอะไร  ที่ไหน  ใช้เวลาเท่าใดในแต่ละวัน  พระองค์ก็คงทำอาชีพหนึ่งอาชีพใดเป็นแน่ 

คำถามหลักในเรื่องนี้สำหรับคนที่เป็นสาวกพระคริสต์คือ ถ้าพระเยซูคริสต์มาเกิดในหมู่บ้านของฉันอย่างกับฉันในปัจจุบันนี้  ทำงานอย่างฉัน  มีรายได้อย่างฉัน มีความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างที่ฉันมี ลักษณะท่าทีแสดงออกอย่างที่ฉันต้องมีและแสดงออก  พระคริสต์จะมีชีวิตแบบไหน? และนี่คือคำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่เราไม่ค่อยถามตนเอง และ ถามกันในชีวิตประจำวันของเรา หรือไม่ก็ ถามกันไม่จริงจังลงลึกพอเพื่อที่จะได้คำตอบที่แท้จริง

แท้จริงแล้ว ถ้าสาวกพระคริสต์แต่ละคนจะจริงจังในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าในอาชีพการงาน ชีวิตในครอบครัว   ชีวิตในชุมชน และชีวิตในคริสตจักรแล้ว เราจะต้องใส่ใจทั้งงานที่ทำ และ คนรอบข้างที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์   ด้วยชีวิตที่เป็น “คนต้นเรือน” ที่เอาใจใส่รับผิดชอบสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างและที่ทรงมอบหมายให้เราแต่ละคนดูแลเอาใจใส่   และยิ่งกว่านั้น  เราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์คือการที่เราจะทำงานชีวิตเหล่านี้ “ให้เกิดผลดกทวีมากขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน”

ในชีวิตของพระคริสต์   พระองค์กระทำทุกอย่างในชีวิตให้เกิดคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า  แบบเรียกว่า 24/7 คือดำเนินชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้าวันละ 24 ชั่วโมง  สัปดาห์ละ 7 วัน เลยทีเดียว  

แล้วเราคิดอย่างไรในเรื่องนี้ครับ?   คริสตจักรของเราสนใจเรื่องนี้หรือเปล่าครับ?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คริสตจักรจะใส่ใจ สอน และ เสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน และ ในที่ทำงาน หรือ ในงานที่ทำทุกวัน?

แล้วท่านมีความคิดเห็น  ข้อแนะนำ อย่างไรบ้างครับ?   ขอแบ่งปันเรียนรู้ร่วมกันด้วยครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

27 เมษายน 2560

จะจัดการอย่างไรเมื่อชีวิตเจ็บปวดสิ้นหวัง?

การหนุนช่วยในยามที่ชีวิตประสบความเจ็บปวด  
เพื่อน...จะมีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขในภาวะเช่นนั้นได้อย่างไร?  
ในเวลาที่ชีวิตเจ็บปวดและสิ้นหวัง อะไรที่เราคาดหวังจากเพื่อนที่เราไว้วางใจมากที่สุด?  
กลุ่มเล็กที่เราเป็นสมาชิกควรจะมีส่วนเช่นไรบ้างในเวลาดังกล่าว?

เมื่อเราต้องตกลงในภาวะที่สิ้นหวัง วิกฤติขวางอยู่ข้างหน้า หรือ ในเวลาที่ต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต  ในเวลาเช่นนั้นเราต้องการเพื่อน   ในเวลามืดมิดเช่นนี้เราต้องการเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กาย   เราต้องการคนที่จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุข   ในเวลาเช่นนั้นเราต้องเปิดใจยอมรับ “มือ” และ “น้ำใจ” ที่ยื่นเข้ามาข้างหน้า และ ในชีวิตของเรา  

ในเวลาเช่นนี้พระเจ้าไม่พระประสงค์ที่จะให้เรารับมือและจัดการวิกฤติ  ความเจ็บปวด  และความสิ้นหวังทั้งสิ้นในชีวิตที่เราเผชิญด้วยตัวของเราเอง   ชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างแต่ละชีวิตให้ขับเคลื่อนไปอย่างโดดเดี่ยวเสรี   แต่ทุกชีวิตมีเยื่อใยสายสัมพันธ์กับชีวิตคนอื่น ๆ รอบข้าง   ชีวิตมนุษย์ถูกสร้างขึ้นให้เป็นสังคมแห่งสายสัมพันธ์   ให้เราระลึกถึงการทรงสร้างมนุษย์ในสวนเอเดนว่า  “ไม่ควรให้ชายผู้นี้อยู่คนเดียว  เราจะสร้างผู้อุปถัมภ์ที่เหมาะสมเท่าเทียมกับเขา” (ปฐมกาล 2:18 อมต.)  พระเจ้าสร้างผู้ที่จะอุปถัมภ์กันและกันที่เหมาะสม  มิใช่สร้างผู้ที่มีสิทธิ และ สิ่งดี ๆ ในชีวิตที่เหมือนและเท่าเทียมกันและกัน  ความสำคัญคือการอุปถัมภ์มิใช่การเท่าเทียมกัน   หรืออุปถัมภ์กันและกันด้วยสิ่งดีที่เรามีและสิ่งดีที่เพื่อนต้องการ

บางครั้ง เราอาจจะมีเพื่อนที่เชื่อในพระเจ้า   แต่เพราะเขาต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเจ็บปวดอันใหญ่หลวง  จนพูดออกมาว่า  “แล้วจะให้ฉันเชื่อพระเจ้าต่อไปได้อย่างไร”   ในเวลาเช่นนั้น   เขาต้องการพลังหนุนเสริมจากเราผู้เป็นเพื่อน   เราสามารถยืนยันกับเขาได้ว่า   เพราะเราเชื่อพระเจ้า  ดังนั้น เราจึงยังยืนหยัดเคียงข้างกับเพื่อนไม่ว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายปั่นป่วนสักปานใดก็ตาม

ดังในพระธรรมโยบกล่าวไว้ว่า  “ถึงแม้ว่าคนสิ้นหวังจะหมดความยำเกรงองค์ทรงฤทธิ์   แต่เขายังสมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเพื่อนฝูง” (โยบ 6:14 อมต.)

ในพระธรรมกาละเทียบอกกับคริสตชนว่า   “(พี่น้องทั้งหลาย)จงช่วยรับภาระของกันและกัน  ดังนี้แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์ (กาลาเทีย 6:2 อมต.)   ที่ว่า “...ท่านได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์”  แล้วอะไรคือบทบัญญัติของพระคริสต์ล่ะ?   ก็คือพระมหาบัญญัติของพระองค์คือ  “...(และ)...รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”   พระคัมภีร์บอกให้คริสตชนให้ยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง  เจ็บปวดทุกข์ระทม  หมดกำลังหมดความเชื่อ   เพราะการทำเช่นนั้นคือการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   การทำเช่นนี้คือการที่เราปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์

เมื่อเราตกอยู่ในภาวะวิกฤติในชีวิต  ท่ามกลางความทุกข์ระทม  พบกับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง  เราหนีไม่พ้นที่จะเกิดความเครียด   ในเวลาเช่นนั้นเรามักสิ้นหวัง  หมดกำลังใจ  อ่อนแรงกาย ใจ และจิตวิญญาณ  ขาดสมาธิและปัญญาในการรับมือจัดการกับสิ่งที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา   ในเวลาเช่นนั้นเราต้องยอมรับความช่วยเหลือ   ถึงแม้บางท่านอาจจะหมดความเชื่อที่จะพึ่งความช่วยเหลือจากเบื้องบน   แต่ให้เปิดใจยอมรับความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมคือความช่วยเหลือจากเพื่อนใกล้ชิด   ให้โอกาสเพื่อนใกล้ชิดที่จะเคียงข้างร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านในเวลาเช่นนี้

ในเวลาเช่นนั้น   แม้เริ่มแรกเราอาจจะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง หรือ บางครั้งมองไม่เห็นความเป็นไปได้   แต่เราเชื่อว่าท่ามกลางความสิ้นหวัง  หรือ  ท่ามกลางที่ความหวังริบหรี่พระเจ้าทรงกระทำงานตามแผนการที่ดีเลิศของพระองค์เพื่อให้เกิดสิ่งดีแก่ชีวิตของเรา

ข้อคิดประเด็นใคร่ครวญ
  • ใครคือผู้ที่จะหนุนเสริมท่านในเวลาที่เกิดวิกฤติ ทุกข์ยาก และ สิ้นหวังในชีวิต?   ในทางกลับกัน ท่านจะเป็นผู้หนุนเสริมเขาในเวลาที่เขาเกิดวิกฤติในชีวิตได้หรือไม่?
  • เมื่อท่านต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกข์ระทมลำบาก   อะไรคือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านในเวลานั้นมากที่สุด?
  • ท่านคิดว่าเพื่อนในกลุ่มเล็กสามารถให้การหนุนเสริมท่านอย่างไรที่จะเป็นความช่วยเหลือในเวลาเช่นนั้นที่ดีที่สุด?
  • เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างผ่านการเสริมหนุนจากเพื่อนสนิทคริสตชนของเราในเวลาแห่งความทุกข์ยาก?


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 กุมภาพันธ์ 2560

เมื่อชีวิต...ถูกปฏิเสธ

ท่านเคยถูกปฏิเสธบ้างไหม?
เมื่อถูกปฏิเสธท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง?
แล้วท่านจัดการอย่างไรกับความรู้สึกนั้น?

ในปี ค.ศ. 1888  แคมแบลล์ มอร์แกน  เป็นคนหนึ่งเข้าสอบเป็นศาสนาจารย์  ภายหลังที่เข้ารับการสอบสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักข้อเชื่อ   เขาสามารถสอบผ่านหลักข้อเชื่อ    เขาเข้าสอบการเทศนา   แต่ในเวลานั้นเขารู้สึกว่าตนถูกกดดันสูง   เขาตัดสินใจลดคำเทศนาของเขาให้สั้นลง   ผลการสอบปรากฏว่าเขาถูกปฏิเสธให้เป็นศาสนาจารย์ในปีนั้น   เขาส่งโทรเลขถึงพ่อของเขาเพียงสั้น ๆ คำเดียวว่า “ถูกปฏิเสธ”

พ่อของเขารีบโทรเลขกลับว่า  “ถูกปฏิเสธบนโลกนี้  แต่เป็นที่ยอมรับบนสวรรค์”  พ่อ

หลังจากนั้นอีกหลายปี    มอร์แกนกล่าวว่า  “ในสัปดาห์ที่แสนจะว้าเหว่และมืดครึ้มในชีวิต  พระเจ้าตรัสกับผมว่า  “เราต้องการให้เจ้าหยุดในการวางแผนชีวิตของตนเอง  แล้วปล่อยให้เราเป็นคนวางแผนในชีวิตของเจ้า”

เราแต่ละคนต่างเคยถูกปฏิเสธไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง   ไม่ว่าจะถูกให้ออกจากงาน  หรือไม่เพื่อนสนิทตีตนห่างเหิน   คนในครอบครัวหมางเมิน   แม้ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับวันที่แสนมืด   จำไว้เสมอว่า   พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธ หรือ ทอดทิ้งเรา  เมื่อชีวิตของเราอยู่ในพระคริสต์   ชีวิตของท่านมีค่ายิ่งในสายพระเนตรของพระองค์  แล้วพระองค์ทรงเข้ามาเคียงข้างและร่วมวางแผนชีวิตกับเรา

เพราะ​พระ​เจ้า​จะ​ไม่​ทอดทิ้ง​ประชากร​ของ​พระ​องค์...  (สดุดี 94:14 มตฐ.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 สิงหาคม 2559

พระเจ้าอยู่ไหน...เมื่อชีวิตพบกับหัวเลี้ยวหัวต่อ?

คุณเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ หรือ เพื่อนของคุณเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ไหมครับ?...ว่า   งานที่กำลังทำ  หรือ  ได้รับงานใหม่ด้วยความตื่นเต้น   และคาดหวังถึงสิ่งดี ๆ และความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น   ท่านรู้สึกได้ว่าพระเจ้าสถิตกับคุณในงานที่กำลังทำ   คุณรู้สึกขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการทรงนำของพระองค์   แต่ไม่เท่าไหร่จู่ ๆ ก็เห็นว่างานที่ทำงานใหม่ที่ได้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตนคาดหวังและรู้สึก   บางท่านอาจจะพบว่าต้องขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน   หรือ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน   หรือไม่ท่านก็พบว่าเกิดช่องว่างกว้างลึกระหว่างความคิดของท่านกับความจริงในงานที่ท่านต้องรับผิดชอบ  

ทันใด ความรู้สึกที่ตื่นเต้นกับงานที่ทำพลันอันตรธานหายไป   แต่ความรู้สึกสับสนซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกิดมาแทนที่   ความท้อแท้หมดกำลังใจประดังเข้ามาในความรู้สึกของท่าน   ความสิ้นหวังอยู่ข้างหน้าแค่เอื้อม   คุณเริ่มฉงนสงสัยว่า พระเจ้าอยู่ที่ไหนกันนี่?   หรือท่านกำลังพลาดคลาดไปจากการทรงนำของพระเจ้า?   ยิ่งสงสัยว่า  แล้วพระเจ้าจะทรงช่วยฉุดดึงท่านออกจาก “บ่อทรายดูด” ในที่ทำงานนี้หรือไม่?

ในเวลาที่เราจะต้องปล้ำสู้กับสถานการณ์ที่เราไม่คาดคิดเช่นนี้นำเราให้ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น   ทำให้เราต้องมุ่งมองหาพระปัญญาของพระเจ้า   มองหาไขว่คว้าการทรงนำของพระองค์   และเราต้องการการปลอบและกำลังใจ   ในเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตการทำงานเช่นนี้เป็นโอกาสที่ปรับความนึกคิดจิตใจของเรา   ทั้งนี้ เพื่อเราจะสามารถรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างเต็มกำลัง และ เกิดผลอย่างมากมายในเวลาของพระองค์

ในมาระโก 1:12-13 หลังจากพระเยซูคริสต์รับบัพติสมาในแม่น้ำจอร์แดนจากยอห์นผู้ให้บัพติสมา   เกิดเหตุการณ์สำคัญสองประการคือ  พระวิญญาณที่มีสัณฐานเหมือนนกพิราบลงมาที่พระเยซู (1:10)  จากนั้นมีเสียงจากเบื้องบนว่า  “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา  เราชอบใจท่านมาก” (1:11)   เหตุการณ์ทั้งสองนี้ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกตื้นตันและภูมิใจในชีวิตของพระเยซูคริสต์   ยิ่งกว่านั้น พระเยซูเข้าใจว่า นี่เป็นการทรงเรียกจากพระเจ้าให้ทำพันธกิจของพระเจ้า   ซึ่งมิใช่พันธกิจที่ร่วมกิจกรรมการสรรเสริญนมัสการพระเจ้าในพระวิหารเท่านั้น   แต่เป็นการทรงเรียกให้พระองค์ทำพันธกิจของพระเมสสิยาห์ที่จะต้องกระทำ   เป็นพันธกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก็จะทึกทักเข้าใจว่า   จากนี้พระเยซูคริสต์ก็จะทำสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ทันที   เทศนาอย่างจับจิตเจาะใจ   รักษาคนเจ็บคนป่วย   ขับวิญญาณชั่วออกจากผู้คน  และสิ่งอื่นอีกมากมาย   แต่ก่อนที่เหตุการณ์ที่กล่าวข้างต้นจะเกิดขึ้น   มาระโกกลับบันทึกไว้ว่า  “...ทัน​ที พระ​วิญ​ญาณ​ก็​ทรง​เร่ง​เร้า​พระ​องค์​ให้​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร    และ​ประ​ทับ​อยู่​ที่​นั่น​ถึง​สี่​สิบ​วัน ทรง​ถูก​ซา​ตาน​ทด​ลอง และ​ประ​ทับ​อยู่​กับ​สัตว์​ป่า และ​มี​พวก​ทูต​สวรรค์​มา​ปรนนิ​บัติ​พระ​องค์” (มาระโก 1:12-13 มตฐ.)

พระวิญญาณของพระเจ้าเร่งเร้าพระเยซูให้เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร   ซึ่งเป็นที่ที่ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า   เป็นที่ที่อิสราเอลปล้ำสู้กับน้ำพระทัยของพระเจ้า   ตามการบันทึกของมาระโก  พระเยซูคริสต์ต้องเผชิญการท้ายทายในถิ่นทุรกันดาร   ที่นั่นพระองค์ถูกมารร้ายอำนาจชั่วทดลอง   และต้องต่อสู้กับเหล่าสัตว์ร้ายทำให้พระเยซูอ่อนจิตอ่อนใจอ่อนกำลังชีวิต   แต่ในสถานการณ์เลวร้ายเช่นนั้น พระเยซูได้รับการเสริมกำลังชีวิตจากพระเจ้า    พระองค์ได้รับการเสริมกำลังด้วยการปรนนิบัติจากทูตสวรรค์จากเบื้องบน

มาระโกไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดในการทดลองอย่างปรากฏในมัทธิว และ ลูกา   แต่ท่านต้องการบอกผู้อ่านว่า   พระเยซูคริสต์ถูกเร่งเร้าให้เข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อถูกการทดลองโดยอำนาจแห่งความชั่วร้าย   การทดลองดังกล่าวไม่ได้เป็นการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และก็ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้ามิได้ทรงคาดหวัง   แต่มาระโกต้องการบอกกับเราว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือพระเยซูแม้จะต้องเผชิญหน้ากับภัยอันตรายต่อชีวิต   และกล่าวอย่างชัดเจนว่า พระวิญญาณของพระเจ้าเร่งเร้าพระเยซูให้มีประสบการณ์ในเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้

ในที่นี้ไม่ได้หมายว่า   ในทุกครั้งที่เรามีงานใหม่ หรือ เราจะรับผิดชอบงานหนึ่งงานใด  แล้วพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังเร่งเร้าให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายเหล่านั้น   ความยุ่งยากซับซ้อนตลอดจนความสับสนที่เกิดขึ้นในการทำงานอาจจะเกิดขึ้นจากคนในที่ทำงาน หรือ อาจจะเกิดขึ้นจากตัวเราเองก็ได้   แต่ในมาระโก 1:12-13 กล่าวถึงข่าวดีแห่งแผ่นดินของพระเจ้าว่า   พระเจ้าทรงสถิตท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนและสับสนของเรา   มากยิ่งกว่านั้น   ในขณะที่เรากำลังต้องปล้ำสู้และเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและการทดลอง   พระเจ้าจะทรงหนุนเสริมชูช่วยเราผ่าน “ทูตสวรรค์” ของพระองค์   แน่นอนว่าผ่านการทรงช่วยเหลือหนุนเสริมของพระวิญญาณของพระเจ้า

ในเวลาที่เราถูกการทดลอง การปล้ำสู้กับเหตุร้ายอันตรายต่าง ๆ เป็นเวลาที่ทรงนำเราให้เชื่อฟังและพึ่งในพระองค์  แสวงหาพระปัญญา มองหาการทรงนำ   และการประเล้าประโลมให้กำลังชีวิตจากพระองค์   เป็นเวลาที่ความนึกคิดจิตใจของเราจะได้รับการปรับและทำให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น  เพื่อว่า  เราจะสามารถรับใช้พระองค์เต็มกำลัง และ เกิดผลมากยิ่งขึ้น  ในพระนามของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

31 ธันวาคม 2558

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (2)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมรู้อยู่ในใจนะครับว่า การที่จะเป็นคนที่พระเจ้าใช้ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะทำอะไร  ผมจะทำอย่างไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่า  ผมมีชีวิตเช่นไรต่างหากที่เป็นทุนเริ่มต้นในการรับใช้พระเจ้า

ผมรู้ลึกในจิตใจตนเองว่า   ความสำเร็จในชีวิตของผมขึ้นอยู่ว่า  ผมได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของผมหรือไม่อย่างไร   และ

การที่ผมจะรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของผมว่าติดสนิทแนบกับพระเจ้าหรือไม่แค่ไหน  
เพราะสิ่งที่รู้และมีประสบการณ์ที่ได้รับจากพระองค์จะช่วยให้ผมตระหนักรับรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์  

และการที่ผมจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ได้นั้นผมจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ขึ้นใหม่ให้เป็นอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  

เพื่อผมจะสามารถมองเห็น  เข้าใจ และวิเคราะห์ออกได้ว่า   พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้านั้นตอบโจทย์ชีวิตและสถานการณ์รอบข้างที่ผมกำลังเผชิญอยู่อย่างไรบ้าง  

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง และความตระหนักเข้าใจของผมใหม่ในพระประสงค์ของพระองค์  
เพื่อสร้างให้ผมสามารถรับใช้พระองค์ตรงตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้
ในพระธรรมโรม 8:28-29 ได้สรุปเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้าในแต่ละตัวคนไว้ว่า...

28 เรา​รู้​ว่า​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ร่วม​กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ​เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์ 29 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว พระ​องค์​ทรงกำหนดไว้​ก่อน​ให้​เป็น​ตาม​พระ​ฉายา​แห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ได้​เป็น​บุตร​หัว​ปี​ท่ามกลาง​พี่​น้อง​จำนวน​มาก (โรม 8:28-29 มตฐ.)

ประเด็นสำคัญในพระธรรมตอนนี้มีดังนี้

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่แน่นนอนและชัดเจนสำหรับแต่ละคน   พระธรรมตอนนี้บอกชัดว่า  “พระองค์ทรงเรียก(แต่ละคน)ตามพระประสงค์”   พระองค์ต้องการที่จะทำพระราชกิจในชีวิตของแต่ละคน

เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าเราจึงได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์   นี่ก็กล่าวอย่างชัดเจนในพระธรรมตอนนี้ว่า “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามฉายาแห่งพระองค์”   กล่าวคือพระเจ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตที่เราเป็นอยู่ให้เป็นชีวิตเหมือนพระคริสต์   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนชีวิตของเราท่าน คนรับใช้ของพระองค์ ให้มีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

พระเจ้าทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ของพระองค์   ในพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้คำที่แรงชัดคือ “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อน”   หมายความว่า ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพชีวิตเช่นไร   พระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจตามวิถีทางของพระองค์เพื่อเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้เรามีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจนี้อย่างไม่ย่อท้อ  บากบั่น  และพากเพียร   อะไรก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์แล้ว  พระองค์จะทรงกระทำให้บรรลุสำเร็จ

อิสยาห์ 46:9ข-10 
9 ​....  เรา​เป็น​พระ​เจ้า และ​ไม่​มี​ใคร​เป็น​เหมือน​เรา
 10 ผู้​แจ้ง​ตอน​จบ(เป้าหมายปลายทาง)​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​เริ่ม​ต้น
และ​แจ้ง​สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​นั้น​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​อดีต​กาล(เริ่มต้น)
ทั้ง​กล่าว​ว่า ‘แผน​งาน​ของ​เรา​จะ​ยั่งยืน
และ​เรา​จะ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ตาม​ความ​ประ​สงค์​ของ​เรา’

เราท่านต้องตระหนักและจำไว้เสมอว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ที่ชัดเจนของพระองค์   ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมุ่งมั่นและยืนหยัดในแผนงานแห่งการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตของเราแต่ละคนให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เพื่อเราจะเป็นคนหนึ่งที่พระองค์ทรงใช้ทำพระราชกิจตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ให้ลุล่วงสำเร็จตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว

พระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า คือการให้ความหมายแก่ทุกสถานการณ์ที่เผชิญในชีวิต  ในโรม 8:28 คำว่า “เหตุการณ์ทุกอย่าง” นี้หมายถึงทั้งเหตุการณ์ที่ดี และรวมถึงสถานการณ์ที่แย่เลวร้ายด้วยเช่นกัน  และพระธรรมตอนนี้บอกแก่เราด้วยว่า   แม้ในเหตุการณ์วิกฤติสุด ๆ ในชีวิตของเรา หรือ ในเหตุการณ์ที่เราต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต  หรือโศกนาฏกรรมใด ๆ พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นที่จะช่วยให้เราค่อย ๆ เข้าใจถึงความหมายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น   และนี่คือการที่ได้รับการประเล้าประโลมใจจากพระเจ้าโดยตรง  

“เหตุการณ์ทุกอย่าง” ในที่นี้หมายถึงทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  ไม่ว่าจะดีหรือเลวร้าย  ที่บังเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น  เพื่อใช้เป็นโอกาสในการที่พระเจ้าใช้เปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่   พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญ   เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น ๆ ดังนั้น  แม้เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตของเราต้องประสบพบเจอกับเหตุเลวร้าย   เราจะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง วุ่นวายใจ สับสน หนี และท้อแท้ต่อไป   เพราะเรารู้แล้วว่าในเวลานั่นพระเจ้าอยู่กับเราที่นั่น   สำคัญยิ่งกว่านั้น  เป็นเวลาที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้มีลักษณะของผู้รับใช้พระเจ้าที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งดีมีพระพรในชีวิตของเรา   ไม่ว่าเราจะย่างก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นไรแบบไหน  พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เกิด “สิ่งดี  ก่อเกิดผลดี” ขึ้นในชีวิตของเรา   ถึงแม้มิใช่ทุกสถานการณ์เป็นเหตุการณ์ที่ดีที่พึงประสงค์เสมอไป   การสูญเสียชีวิต  โศกนาฏกรรม   ความเจ็บป่วยรุนแรง  ภัยพิบัติหายนะ  และเหตุการณ์ที่ประหวั่นพรั่นพรึงต่าง ๆ   พระเจ้าไม่ได้มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ดี เป็นสิ่งที่ดี ในสายพระเนตรของพระองค์   แต่พระเจ้าสัญญาว่า สิ่งดีสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์เมื่อเหตุการณ์นั้นเชื่องโยงสัมพันธ์กับพระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า   พระเจ้าทรงสามารถทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์ชีวิตที่เลวร้ายที่เราประสบ   ด้วยการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   เพื่อเราจะมีพลังที่จะกระทำ มีชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายให้เกิดสิ่งดีตามที่พระเจ้าประสงค์และอวยพระพร   และนี่คือข่าวดีของพระคริสต์   ข่าวดีพระคริสต์ที่ตอบโจทย์ในชีวิตของเราในทุกสถานการณ์ และ ในปัจจุบันขณะ

เมื่อสะท้อนย้อนคิดผมพบสัจจะความจริงด้วยว่า   เมื่อคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ย่ำแย่เลวร้าย   แล้วเราตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนนั้น   ผมพบว่า พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นั้นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมชีวิตผมขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นด้วยครับ!   มากกว่านั้น เพื่อนคนนั้นได้สัมผัสกับพระคริสต์ในวิกฤติชีวิตของเราด้วยครับ!  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (1)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมจำได้ว่า  เมื่อสมัยยังเป็นนักเรียนโรงเรียนพระคริสต์ธรรมเชียงใหม่ หรือที่มักเรียกติดปากกันว่า “พระคริสต์ธรรมเชียงใหม่”   แล้วต่อมาเรียกว่า “พระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  ล่าสุดเรียกว่า “วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  มหาวิทยาลัยพายัพ เอาเถอะ  จะชื่ออะไรก็ตาม...เชิญเปลี่ยนได้ตามสะดวกใจ ถ้าอยู่ในอำนาจของคุณ! 

ตอนที่ผมเรียนที่นั่น   ผมมีความคิดความปรารถนาที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้  

แต่เมื่อกำลังจะจบ  ผมมีความตั้งใจและปรารถนาลดลงมาเป็นผมต้องการเปลี่ยนสังคมไทย  

แต่เมื่อออกมาทำงานอภิบาลสักพักใหญ่   ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมปรารถนาตั้งใจจะทำให้ได้คือปฏิรูปคริสตจักร(โดยเฉพาะคริสตจักรในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย)  

แต่เมื่ออายุเลย 35 ใช้ชีวิตฝังตัวทำงานในชุมชน   ผมเริ่มเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากชุมชน  

แต่เมื่ออายุ 45 ก็พบว่า  การเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนที่คน/กลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ในชุมชน   ชุมชนต้องจัดการตนเองให้ได้ก่อน   แล้วค่อยไปจัดการขนาดกลุ่ม/ชุมชนที่ใหญ่ขึ้นไป  

แต่พอเมื่ออายุ 59-60 ผมพบว่า ผมจะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเองก่อน  

ใช่ครับ...!  มาพบว่าตนเองเป็นตัวปัญหา? (เป็นไปได้ยังไงนี่?)  

ตอนนี้ 63 ย่างเข้า 64  กำลังถามตนเองว่า   เมื่อความคิดที่จะเปลี่ยนคนอื่นมาพลิกเป็นเปลี่ยนตนเองแล้วใครจะเปลี่ยนเรา?  

แต่เมื่อสะท้อนคิดก็พบความจริงค่อนข้างชัดว่า  เรามักไม่ค่อยยอมเปลี่ยนตนเองหรอก   แต่เราพยายามที่จะ “เพิ่ม” คุณค่าแก่ตนเองมากกว่า   เลยต้องแสวงหาทำโน่นทำนี่   ชิงตำแหน่งนั้น  รับปริญญานี้   เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่า และ แสวงหาความหมายให้กับชีวิตของตนเอง  

เสียงหนึ่งถามขึ้นในความคิดว่า “แล้วพบไหม?”  ผมเลยสวนกลับไปทันควันว่า “ก็กำลังหาอยู่...ไม่รู้รึ?... ถามไปทำไม?”

ใช่สินะ...   ผมเพิ่งอธิษฐานขอพระเจ้านำสำหรับปณิธานของปีใหม่ 2016   แต่เมื่อกลับมาสะท้อนย้อนคิดก็พบว่า   ปณิธานของเราก็คือ  สิ่งสำคัญที่จะทำในปีที่เข้ามาเผชิญหน้ากับเราไร้ทางเลี่ยง   แต่ผมดีกว่าหน่อยหนึ่งนะ   ปณิธานของผม เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำในสิ่งที่พระเจ้ามีแผนการ หรือ พระประสงค์ในชีวิตของผมนะ

มีแต่ความเงียบ...   ไม่มีเสียงมารบกวนใจ...   คิดในใจว่า “อยู่หมัดล่ะ”

มีเสียงที่นิ่มนวลผุดขึ้นว่า...  “แล้วที่ว่านั่น  มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มคุณค่าของตนเองต่อหน้าพระเจ้าหรือไม่?   เป็นการปลอบใจตนเองหรือไม่?  

ผมเริ่มหงุดหงิด... “แล้วจะเอาอะไรกับผม?  แล้วจะทำอย่างไรกับผม?”  

“ฟังนะ...  เราจะถามและขอเจ้าตอบด้วย... “พระเจ้ามีแผนการ และ พระประสงค์เฉพาะเจาะจงในชีวิตของท่านแน่   แต่ชีวิตที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนี้... พระองค์จะใช้ท่านตามแผนการและพระประสงค์ได้ไหม?”

“เออวะ...  จริง!...  แต่ถามตรงถามแรงนะพระเจ้า”   ผมตอบเสียงนั้นด้วยเสียงอ่อย ๆ ทางความนึกคิด... 


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 พฤศจิกายน 2558

พระเจ้าทรงหล่อหลอมภาวะผู้นำในชีวิตท่านอย่างไร?

14เมื่อ​โลท​จาก​อับ​ราม​ไป​แล้ว พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​แก่​อับ​ราม​ว่า “จง​เงย​หน้า​ดู​สถาน​ที่​ตั้ง​แต่​เจ้า​อยู่​นี้​ไป​ทาง​ทิศ​เหนือ ทิศ​ใต้ ทิศ​ตะวัน​ออก และ​ทิศ​ตะวัน​ตก 15เพราะ​ดิน​แดน​ทั้ง​หมด​ที่​เจ้า​แล​เห็น​นี้ เรา​จะ​ยก​ให้​เจ้า​และ​เชื้อ​สาย​ของ​เจ้า​ตลอด​นิรันดร์ (ปฐมกาล 13:14-15 มตฐ.)

พระเจ้าทรงหล่อหลอม เสริมสร้างภาวะผู้นำในตัวของเราแต่ละคนด้วยหลากหลายแนวทาง   บางครั้งพระองค์ทรงเสริมสร้างภาวะผู้นำในชีวิตของเราผ่านพระวจนะและการทรงกระทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์   บางครั้งทรงเสริมสร้างเราผ่านงานที่ท้าทาย หรือ ผ่านการที่เราร่วมด้วยช่วยกันในการทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใด   บางครั้งทรงหล่อหลอมเราผ่านการทนทุกข์ยากลำบาก  และบางครั้งผ่านความสุขและพระพร  

พระเจ้าทรงหล่อหลอมความคิดของเรา  เสริมแต่งจิตใจของเรา  และหนุนเสริมพฤติกรรมแสดงออกในแต่ละวันของเราให้มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งชัดเจนขึ้นตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตแต่ละวันของเรา   ทั้งนี้เพื่อให้เราได้ใช้ภาวะผู้นำของเราในการดำเนินชีวิตแต่ละวันเป็นพระพรแก่คนรอบข้าง  และเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์

เราได้เรียนรู้ก่อนหน้านี้จากปฐมกาลบทที่ 12 และ 13 แล้วว่า    พระเจ้าทรงปรับเปลี่ยน หล่อหลอม  และเสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามใหม่   จากผู้นำที่เห็นแก่ตัว  คิดแต่ผลประโยชน์และความอยู่รอดปลอดภัยของตนเองเท่านั้น   โดยไม่ห่วงหาอาทรว่าคนอื่นจะได้รับผลกระทบเช่นไร  แม้คนใกล้ชิดที่สุดอย่างซาราย   แต่พระเจ้าทรงสร้างภาวะผู้นำในตัวอับรามขึ้นใหม่   ให้เป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยจิตใจเมตตา และ เชื่อศรัทธาไว้วางใจในพระเจ้า   พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกในรายละเอียดว่าพระองค์ทรงหล่อหลอมเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำของอับรามอย่างไร   แต่เราเห็นว่า   ในช่วงวิกฤติที่ซารายต้องได้รับผลกระทบจากภาวะผู้นำที่เห็นแก่ตัวของตน   เขาได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่ทรงกอบกู้ให้ซารายรอดพ้นจากภัยเนื่องจากความเห็นแก่ตัวของเขา   ด้วยพระคุณที่เขาได้สัมผัสในความรักเมตตานี่เอง   อับรามเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

เพราะความสำนึกในพระคุณเมตตาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเขาและซารายนี่เอง   เสริมสร้างความไว้วางใจในพระเจ้าของอับรามที่มั่นคงและหนักแน่นยิ่งขึ้น   ยิ่งกว่านั้น เขาได้เริ่มเรียนรู้รูปแบบภาวะผู้นำจากแบบอย่างของพระเจ้าที่ทรงเมตตาด้วยจิตใจที่กว้างขวาง   สิ่งนี้ได้แสดงผลออกมาเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของอับราม   เมื่อเขาจะต้องตัดสินใจแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของตนกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลทหลานชาย

ด้วยการมีภาวะผู้นำที่ไว้วางใจในพระเจ้า   ทำให้อับรามสามารถแก้ความขัดแย้งบนฐานความรักเมตตาจากแบบอย่างของพระเจ้าที่ตนได้เรียนรู้   อับราฮามสามารถทำการแก้ไขความขัดแย้งด้วยความเมตตาและจิตใจกว้างขวาง   ให้โลทเลือกผืนแผ่นดิน  ทุ่งหญ้า  และสายน้ำตามที่ตนต้องการ   และโลทก็เลือกเอาภูมิประเทศในส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้น   และด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า อับรามก็รับเอาส่วนผืนที่ดินที่เหลือสำหรับตน

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้   พระเจ้าทรงหล่อหลอมเสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามให้มั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น   พระเจ้าทรงยืนหยัดย้ำเตือนความมั่นใจของอับรามว่า   การแสดงออกถึงภาวะผู้นำของอับรามต่อโลทนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  และที่สำคัญคือทรงสำแดงให้เห็นชัดว่า การกระทำเช่นนี้สอดคล้องตามพระประสงค์ของพระเจ้า   พระเจ้าทรงย้ำเตือนเรื่องนี้ด้วยการทรงอวยพระพรเพิ่มพูนมากขึ้นกว่าพระพรที่ทรงให้ในปฐมกาลบทที่ 12 ว่า “จง​เงย​หน้า​ดู​สถาน​ที่​ตั้ง​แต่​เจ้า​อยู่​นี้​ไป​ทาง​ทิศ​เหนือ ทิศ​ใต้ ทิศ​ตะวัน​ออก และ​ทิศ​ตะวัน​ตก 15 เพราะ​ดิน​แดน​ทั้ง​หมด​ที่​เจ้า​แล​เห็น​นี้ เรา​จะ​ยก​ให้​เจ้า​และ​เชื้อ​สาย​ของ​เจ้า​ตลอด​นิรันดร์” (13:14-15)

ภาวะผู้นำที่มีใจเมตตากว้างขวางและเสียสละ  ก็คือภาวะผู้นำที่เป็นผู้รับใช้อย่างพระคริสต์   แต่ใครก็ตามที่จะมีภาวะผู้นำเช่นนี้ได้   รากฐานสำคัญที่จะต้องมีและหยั่งรากลงลึกในชีวิตของคนนั้นก่อนคือ   การไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดชีวิตของตน   เพราะการที่เราจะมีความไว้วางใจในพระเจ้าเช่นนี้ได้นั้น   เราจะต้องสัมผัสกับพระคุณความรักเมตตาของพระคริสต์ที่ไร้เงื่อนไขขอบเขตที่มีในชีวิตของเราก่อน   เราถึงจะสามารถสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์   ด้วยความสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์เช่นนี้ต่างหากที่เสริมสร้างเราให้มีภาวะผู้นำที่ถ่อมตนยอมรับใช้คนอื่น   ยอมรักเมตตาและเสียสละเพื่อคนอื่น   

จากเรื่องที่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างภาวะผู้นำของอับรามขึ้นใหม่นี้   เราได้เรียนรู้อะไรบ้างว่า พระเจ้าทรงปรับ เปลี่ยน เติม แต่ง และสร้างภาวะผู้นำของเราขึ้นใหม่อย่างไร?   พระเจ้าทรงสำแดงถึงความรักเมตตาต่อชีวิตของเรา   ทั้ง ๆ ที่เราไม่สมควรที่จะได้รับความรักเมตตานั้น   อย่างเช่นที่พระองค์ทรงเมตตาต่ออับรามที่เป็นคนเห็นแก่ตัวสิ้นดี   แต่ด้วยการสำแดงความรักเมตตาที่เป็น “พระคุณ” ของพระเจ้าต่อชีวิตของอับรามนี้เอง   ที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของอับราม   ทำให้อับรามเกิดความสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระเจ้า   นอกจากทรงช่วยกอบกู้ซารายภรรยาของตนแล้ว   เขายังได้รับทรัพย์สมบัติมากมายจากฟาโรห์   ซึ่งเป็นพระคุณของพระเจ้าที่อับรามไม่สมควรจะได้รับเลย   ด้วยเหตุนี้จึงเสริมสร้างให้อับรามไว้วางใจในพระเจ้าอย่างสุดชีวิตของเขา   ในที่นี้ขอเน้นว่า  ความไว้วางใจที่คนเรามีต่อพระเจ้าจึงเป็นของประทานจากพระองค์   เพราะพระเจ้าทรงมีพระคุณในชีวิตของเรา   จึงทำให้เรากล้าที่จะไว้วางใจในพระองค์    ดังนั้น การไว้วางใจในพระเจ้าจึงมิใช่เป็นความดีของเราเอง  ไม่ใช่เพราะเรายอมสละไว้วางใจพระเจ้าเลย  

ด้วยความรักเมตตาของพระเจ้าที่เป็นพระคุณของพระองค์ที่มีต่อชีวิตของเราแต่ละคน   เราจึงไว้วางใจพระเจ้า   และเพราะเราไว้วางใจในพระเจ้า   เราจึงกล้าที่จะรักเมตตาเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ ด้วยใจกว้างขวาง   เพราะเราสำนึกในพระคุณซ้อนพระคุณของพระเจ้า

ถามจริง ๆ เถอะ   พระเจ้าทรงมีพระคุณเมตตาต่อชีวิตของท่านถึงขนาดที่ท่านสำนึกใน “พระคุณซ้อนพระคุณของพระองค์” หรือไม่?   และเพราะพระคุณซ้อนพระคุณดังกล่าวในชีวิตของท่านทำให้ท่านไว้วางใจพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไขหรือไม่?   คำตอบคงต้องไปดูว่า  วันนี้ท่านจะมีภาวะผู้นำที่รักเมตตาและเสียสละ  ด้วยใจกว้างขวางแก่คนรอบข้างที่ท่านพบและเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

25 มิถุนายน 2558

จะเอายังไงกับชีวิตดี?

ทุกวันนี้เราส่วนมากเวลาอธิษฐานทูลขอต่อพระเจ้า   เรามักขอให้พระองค์ช่วยขจัดปัดเป่าให้ “ปัญหา” ที่รุมล้อมเรา  สถานการณ์หรือเหตุการณ์  หรือบุคคลที่เราไม่พึงประสงค์ให้ถูกเปลี่ยนแปลงหรืออันตรธานหายไป   ไม่ว่าปัญหาในที่ทำงาน  ในครอบครัว  ความเจ็บปวดทั้งจิตใจและกาย  ความทุกข์ยากลำบาก  ความเจ็บป่วย   หรือแม้แต่ความเศร้าโศก  ในช่วงนี้ต้องรวมอีกเรื่องหนึ่งคือ ขอพระเจ้าโปรดเอาความแห้งแล้งออกไปจากเรา   ขอให้เทฝนลงมาให้เราแทนที่ความแห้งแล้ง 

เรามักขอให้พระเจ้าช่วยเอาสิ่งเหล่านี้ออกไปจากชีวิตของเราใช่ไหม?

แต่ความจริงที่เราพบในพระคัมภีร์และประสบการณ์ชีวิต   เราพบความจริงว่า พระเจ้าประสงค์ที่จะเปลี่ยนความคิดจิตใจ หรือ ความรู้สึกนึกคิดของเราก่อน   มากกว่าที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในชีวิตของเราทันที   พระเจ้าต้องการที่จะสร้างเสริมความแข็งแกร่งภายใน  ความถูกต้องในชีวิตของเราก่อนครับ

สิ่งแรกที่พระคริสต์พระประกาศ  เมื่อเริ่มทำพระราชกิจของพระองค์คือ   บอกให้ทุกคน “กลับใจเสียใหม่”  นั่นคือ เปลี่ยนแปลงจิตใจ ความนึกคิด และวิธีคิดของเราเสียใหม่ก่อน

ทำไมคริสตชนถึงเห็นว่า   การเปลี่ยนแปลงความนึกคิดและจิตใจเป็นเรื่องใหญ่เรื่องแรก?

ประการแรก   ความนึกคิดจิตใจคือตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

จง​ระ​แวด​ระ​วัง​ใจ​ของ​เจ้า​ยิ่งกว่า​สิ่ง​อื่น​ใด
เพราะ​ทุก​สิ่ง​ที่​เจ้า​ทำ​ออก​มา​จาก​ใจ (สุภาษิต 4:23 มตฐ.)

ความนึกคิดและจิตใจของเรามีพลังที่จะเป็นตัวกำหนด “มุมมอง” ของเรา  มุมมองย่อมมีอิทธิพลต่อการพิจารณาว่าสิ่งใดดีชั่ว หรือ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากน้อย  และต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราในขณะนั้น  อิทธิพลการพิจารณาเช่นนี้เองที่ส่งผลให้เราเกิดการตัดสินใจ   การตัดสินใจย่อมมีแรงผลักดันต่อท่าทีของเราที่แสดงออก(ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว)   และที่สำคัญคือเป็นแรงผลักดันให้เราแสดงพฤติกรรมหรือการกระทำออกมา

ตัวอย่างเช่น   เหตุการณ์ร้าย ๆ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   แล้วเราปล่อยให้อิทธิพลจากสภาพเลวร้ายที่เกิดขึ้นมามีอิทธิพลต่อความนึกคิดจิตใจ และ ความรู้สึกของเรา   เราจึงมี “มุมมอง” หรือ เห็นสิ่งต่าง ๆ แวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์แรกนั้นว่า  ช่วงนี้มีแต่สิ่งเลวร้ายในชีวิต   สิ่งที่พระเจ้าประสงค์เป็นสิ่งแรกในเหตุการณ์ชีวิตเช่นนี้ของเรา   พระองค์จะไม่ขจัดสิ่งเลวร้ายที่รายล้อมชีวิตของเราในขณะนี้   แต่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างจิตใจที่อ่อนแอของเราให้เข้มแข็งขึ้น   ไม่ให้อิทธิพลจากสภาพภายนอกเข้ามามีอำนาจในการทำลายจิตใจของเราให้อ่อนหมดแรงท้อแท้ลง

ประการที่สอง   พื้นที่การนึกคิดในจิตใจและความรู้สึกของเรา   คือสังเวียนแห่งการต่อสู้ระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้ากับอำนาจฝ่ายตรงกันข้าม

ตั้งแต่พระธรรมปฐมกาลบทแรก ๆ   อำนาจชั่วได้ใช้พื้นที่สมองที่ให้เกิดความนึกคิด และ ความรู้สึกในจิตใจของมนุษย์เป็นพื้นที่ในการต่อสู้กับพระประสงค์ของพระเจ้า  ดังเปาโลกล่าวไว้ว่า “เพราะ​ว่า​ส่วน​ลึก​ใน​ใจ​ของ​ข้าพเจ้านั้น ก็​ชื่น​ชม​ใน​ธรรม​บัญญัติของ​พระ​เจ้า   แต่​ข้าพเจ้าเห็น​มี​กฎ​อีก​อย่าง​หนึ่ง​อยู่​ใน​ตัวของ​ข้าพเจ้า ซึ่ง​ต่อ​สู้​กับ​กฎ​แห่ง​จิต​ใจ​ของ​ข้าพเจ้า และ​ชัก​นำ​ให้​อยู่​ใต้​บัง​คับ​กฎ​แห่ง​บาป ซึ่ง​อยู่​ใน​ตัวของ​ข้าพเจ้า   โอย ข้าพเจ้า​เป็น​คน​น่า​สม​เพช​อะไร​เช่น​นี้? ใคร​จะ​ช่วย​ให้​พ้น​จาก​ร่าง​กาย​แห่ง​ความ​ตาย​นี้” (โรม 7:22-24 มตฐ.)

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกหมดแรง  เหนื่อยล้า  จิตใจท้อแท้  เพราะเกิดแรงดึงและแรงดันกันที่ต่อสู้กันของสองอำนาจดังกล่าวในสมอง ในความนึกคิด ในจิตใจและความรู้สึกของเรา บางคนอยู่ในภาวะเช่นนี้ตลอดวันและตลอดหลายวัน   ดังนั้น  เราจึงเห็นว่า  การที่จะขอให้พระเจ้าเอาสถานการณ์ที่เลวร้าย หรือ ที่ไม่พึงประสงค์ออกไปมันไม่แก้ปัญหาเลย   แต่พระเจ้าประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงความนึกคิด และ จิตใจความรู้สึกของเรา   ที่จะสามารถปกป้องไม่ให้อำนาจชั่วร้ายมายึดพื้นที่ชีวิตทางความคิดจิตใจของเราทำในสิ่งที่มันต้องการ   นี่เป็นสิ่งแรกที่จะต้องจัดการ

ประการที่สาม   การมุ่งเริ่มต้นในการจัดการกับความนึกคิดและจิตใจ เป็นเส้นทางนำสู่ความสุข สงบ สันติ

อย่างที่เห็นแล้วว่า  สิ่งแรกที่เราจะต้องจัดการในภาวะชีวิตจิตใจที่อ่อนแรง ท้อแท้ สิ้นหวัง และ หมดไฟ   เราจะต้องเริ่มต้นเปิดใจและทูลขอการให้ทรงกระทำพระราชกิจในพื้นที่สมองและจิตใจของเรา   การที่เรายอมเริ่มการจัดการความคิดและจิตใจของเรา  เราเริ่มต้นในการลดความขัดแย้งและปกป้องพื้นที่สมองและจิตใจของเราจากความขัดแย้ง   ทำให้เราเข้าสู่ภาวะชีวิตที่มีความรู้สึกมั่นคง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเริ่มรู้สึกมั่นคงในพระคุณ   ความรักและพระประสงค์ของพระเจ้า

ถ้าเราปล่อยปละละเลยให้อำนาจแห่งความชั่วเข้ามายึดพื้นที่ในชีวิตทั้งสมองและจิตใจของเรา   เมื่ออำนาจชั่วเริ่มทำงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคือความเครียด   ชีวิตของเราสูญเสียทิศทางในความนึกคิดของเรา  เกิดความสับสน วุ่นวาย  นอกจากจะจัดการทิศทางความนึกคิดไม่ได้แล้ว   ยังเกิดผลกระทบให้สิ่งต่าง ๆ ที่เราตัดสินใจเกิดความวุ่นวาย สับสน   ยิ่งกว่านั้นเรามองสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้อมรอบเราด้วยความงุนงง สับสน  ไร้ทิศทางที่จะเข้าใจได้   เวลาเช่นนั้นชีวิตจึงเครียดสุด ๆ   แต่ถ้าเราเปิดพื้นที่ชีวิตความนึกคิดและจิตใจของเราต่อพระประสงค์ของพระเจ้า   ที่จะทรงเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมเราขึ้นใหม่  เราจะมีมุมมองชีวิตและสภาพแวดล้อมชีวิตที่เกิดขึ้นไปสู่สภาพใหม่   เป็นการเปิดเส้นทางให้ชีวิตของเราสามารถมุ่งไปสู่ สุข สงบ สันติ  ในพระคุณความรักของพระเจ้า
 
“...จิตใจที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงควบคุมนำไปสู่ชีวิตและสันติสุข” (โรม 8:6 อมต.)

แล้ววันนี้เราจะจัดการกับความนึกคิดจิตใจของเราอย่างไรดีครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

19 กันยายน 2557

เมื่อชีวิตต้องทุกข์ยากลำบากเกินกว่าจะรับมือ

อ่านสดุดี บทที่ 46

พระ​เจ้า​ทรง​เป็น​ที่​ลี้​ภัย​และ​เป็น​กำลัง​ของ​เรา
เป็น​ความ​ช่วย​เหลือ​ที่​พร้อม​อยู่​ใน​ยาม​ยาก​ลำ​บาก
ฉะนั้น​เรา​จะ​ไม่​กลัว แม้​ว่า​แผ่น​ดิน​โลก​จะ​เปลี่ยน​แปลง​ไป
แม้​ว่า​ภูเขา​ทั้ง​หลาย​จะ​โคลง​เคลง​ลง​สู่​สะดือ​ทะเล
แม้​ว่า​น้ำ​ทะเล​คึก​คะ​นอง​และ​ฟอง​ฟู
แม้​ว่า​ภูเขา​สั่น​สะ​เทือน​เพราะ​ทะเล​อลวน​นั้น ...
พระ​ยาห์​เวห์​จอม​ทัพ​สถิต​กับ​เรา​ทั้ง​หลาย
พระ​เจ้า​ของ​ยา​โคบ​ทรง​เป็น​ที่​กำบัง​อัน​แข็ง​แกร่ง​ของ​เรา...
พระ​องค์​ทรง​ให้​สง​คราม​สงบ​จน​ถึง​ที่​สุด​ปลาย​แผ่น​ดิน​โลก
พระ​องค์​ทรง​หัก​คัน​ธนู​และ​ฟัน​หอก​เสีย
พระ​องค์​ทรง​เผา​โล่​กลม​ด้วย​ไฟ...

“จง​นิ่ง​เสีย และ​รู้​เถิด​ว่า เรา​คือ​พระ​เจ้า...”
(สดุดี 46:1-3, 7, 9-10ก มตฐ.)

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้ประพันธ์สดุดีบทที่ 46  ได้สะท้อนสัจจะความจริงแห่งชีวิตในโลกนี้ว่า   เมื่อเราตกอยู่ในภาวะชีวิตที่ตกต่ำทุกข์ยากลำบากแบบสุด ๆ  เกินกว่าที่เราจะสามารถรับมือกับสภาวะชีวิตดังกล่าว  ผู้ประพันธ์สดุดีบทนี้ใช้ภาพของธรรมชาติและมนุษย์เพื่อชี้ถึงความยากลำบากดังกล่าวเช่น  “แผ่นดินโลกเปลี่ยนแปลง” “ภูเขาโคลงเคลง” แล้วเคลื่อนไหว “ลงสู่สะดือทะเล”   น้ำทะเล “คึกคะนองและฟองฟู”  ภูเขาสูง “สั่นสะเทือน”  เพราะความอลวนปั่นป่วนใต้พื้นโลก  

แต่ผู้ประพันธ์กลับบอกเราว่า เขาจะไม่กลัว!   ทำไมเขาถึงไม่กลัว?

ทั้งนี้เขาได้ยืนยันว่า   เพราะพระเจ้าอยู่กับเราในสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น   และ “พร้อมอยู่ในความยากลำบากนั้น”   ที่จะปกป้องคุ้มครองเรา  พร้อมเป็น “ที่กำบังอันแข็งแกร่งของเรา”   พระองค์เป็น “ที่ลี้ภัย” เป็น “กำลังของเรา”  และเป็น “ความช่วยเหลือที่พร้อม” เสมอสำหรับเรา

ยิ่งกว่านั้น   พระองค์จะทรงกระทำความสงบ และ สันติภาพในชีวิตและในโลกนี้แก่เรา   แล้วผู้ประพันธ์ได้อ้างถึงพระสุรเสียงของพระเจ้า   “จงนิ่งเสีย  และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า”   ในภาวะที่เรายากที่จะรับมือกับความยากลำบากสุด ๆ ในชีวิต   และเรายอมเปิดชีวิตของเราให้พระเจ้าเข้ามา “เปลี่ยนแปลง” ในชีวิตของเรา   สิ่งสำคัญในวิกฤติชีวิตดังกล่าวของเราคือ   เราต้อง “นิ่ง” และ “รู้” ว่า  พระเจ้าคือพระเจ้าและเจ้าของชีวิตของเรา

วันนี้  ขอให้เรามีเวลาที่จะสงบ   ตรวจสอบสภาพชีวิตของเราว่า อะไรคือสิ่งหรือสถานการณ์ที่เรากำลังประสบความยากลำบากที่สุดที่เราต้องรับมือ   และที่จะไว้วางใจว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเราจะเอาใจใส่ในเรื่องนั้นเพื่อเรา?   ท่านพร้อมที่จะยอมเปิดชีวิตของท่านออกให้พระเจ้าเข้ามาในชีวิตเพื่อเป็นที่ปกป้อง  คุ้มครอง  เป็นกำลัง  และความช่วยเหลือในเรื่องนั้นของท่านหรือไม่?   และรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระองค์หรือไม่?

ท่านมีมุมมอง “ความสำเร็จในชีวิต”  แบบไหน?   ส่วนใหญ่แล้วคริสตชนยังมีมุมมองความสำเร็จในชีวิตตามมุมมองกระแสโลกสังคมปัจจุบัน   เห็นว่าความสำเร็จคือการที่เรามีชื่อเสียง  มีผลงาน  มีกิจการธุรกิจที่ใหญ่โตขึ้น  เรามักตัดสินว่าสำเร็จหรือล้มเหลวจากสภาพชีวิตภายนอกที่เรามองเห็นหรือแตะต้องได้   แต่สำหรับคริสตชนเรามีมุมมองความสำเร็จที่คุณลักษณะชีวิตที่มีคุณธรรม เช่น เป็นคนที่มีเมตตา   จิตใจเอื้ออาทร  สร้างสรรค์  มีปัญญา  สัตย์ซื่อ  รู้สึกมั่นคงในชีวิต   และคนที่มีคุณธรรมชีวิตเช่นนี้   เขาจะต้องมีชีวิตที่ “สงบ”   และที่เขาจะมีชีวิตที่สงบได้เพราะเขา “รู้” และเชื่อมั่นในการทรงสถิตอยู่ด้วย และ การทรงพร้อมที่จะทรงช่วยในเวลายากลำบาก

ในสดุดี บทที่ 131  ผู้ประพันธ์ได้กล่าวถึง “จิตใจที่สงบ” ไว้ว่า  
ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์
ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์​มิ​ได้​เห่อ​เหิม
และ​ตา​ของ​ข้า​พระ​องค์​มิ​ได้​ยโส
ข้า​พระ​องค์​มิ​ได้​ไป​ยุ่ง​กับ​เรื่อง​ใหญ่​โต
หรือ​เรื่อง​อัศ​จรรย์​เกิน​ตัว​ของ​ข้า​พระ​องค์
แต่​ข้า​พระ​องค์​ได้​สงบ​และ​ระ​งับ​จิต​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์
อย่าง​เด็ก​ที่​หย่า​นม​แล้ว​สงบ​อยู่​ที่​อก​มาร​ดา​ของ​ตน
จิต​ใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์​สงบ​อยู่​ภาย​ใน​ข้า​พระ​องค์ อย่าง​เด็ก​ที่​หย่า​นม​แล้ว (ข้อ 1-2)

ถ้าเช่นนั้น   ในฐานะคริสตชน เรามีภารกิจในการกระทำทุกอย่างในชีวิต  ไม่ว่าอาชีพการงาน  ครอบครัว  เพื่อนฝูง  และชุมชนประเทศชาติ   เรากระทำภารกิจชีวิตเหล่านี้เราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   ส่วนพระองค์จะทรงรับผิดชอบเราด้วยการทรงเอาใจใส่ในชีวิตของเรา   ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะกลัว  กังวล  วุ่นวาย  และสับสนในชีวิต หรือ ในสิ่งใดเลย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499