แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในแผ่นดินของพระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ในแผ่นดินของพระเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

12 กันยายน 2563

“จิ๋วแต่แจ๋ว” ในแผ่นดินของพระเจ้า

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ให้คุณค่ากับขนาดใหญ่ หรือ จำนวนมาก เช่น โบสถ์นี้มีคนมานมัสการครั้งละ 5,000 คน โบสถ์หลังนี้ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ เขาเป็นนักเขียนมืออาชีพ สามารถขายได้ทั่วโลก 200 ล้านเล่ม ถูกแปลเป็น 32 ภาษา...

หลายคนถึงกับหมดใจว่า ฉันจะเป็นคนสำคัญและประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่ผมจะทำอย่างเขาได้  ขอบอกว่า สำหรับพระเยซูคริสต์พระองค์ไม่มีมุมมองเช่นนั้น และพระองค์ไม่ต้องการให้สาวกของพระองค์แม้แต่คนเดียวที่มีมุมมองเช่นนั้นด้วย อยากจะบอกว่า การกระทำที่เล็กน้อย เรียบง่าย ธรรมดาทั่วไปที่ท่านกระทำสามารถสร้างผลกระทบที่สำคัญยิ่งในแผ่นดินของพระเจ้า

ในลูกา 13:18-21 พระเยซูคริสต์ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึง สิ่งที่ดูเล็กน้อยแต่สร้างผลกระทบที่สำคัญยิ่งใหญ่ต่อ “แผ่นดินของพระเจ้า” เช่น เมล็ดมัสตาร์ด และ เชื้อ (ผงฟู หรือ ยีสต์) ที่แม่บ้านใส่ลงในแป้งที่ทำขนม จนเกิดการฟูขึ้นมากมาย

พระเยซูคริสต์ได้เปรียบเทียบ “สิ่งเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว” สองสิ่งที่ดูมีค่าเพียงน้อยนิดในตัวของมัน แต่มีสมรรถนะ ประสิทธิภาพในชีวิตของมันที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นแผ่นดินของพระเจ้า และทุกวันนี้ในแต่ละตัวคนจะมี “สิ่งเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว” ในตัวของตน ที่เมื่อทำแล้วจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินของพระเจ้า “สิ่งเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว” ของท่านมีอะไรบ้าง? 

เราสามารถทำ “สิ่งเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว” ที่สร้างผลกระทบต่อแผ่นดินของพระเจ้า ด้วยกระบวนการ 3 ขั้นตอนคือ “ใส่ใจสักนิด รักเมตตาสักหน่อย  รับใช้ตามความจำเป็นต้องการ” ดังนี้

ใส่ใจสักนิด

ในยอห์น บทที่ 9 เกี่ยวกับเรื่องของคนตาบอดแต่กำเนิด เมื่อพระเยซูรักษาชายที่ตาบอดแต่กำเนิดให้เขาสามารถมองเห็นได้ เขาเข้าไปในธรรมศาลาไปเล่าเรื่องที่พระเยซูรักษาเขาจนเห็นได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีนัก เขาถูกขับไล่ออกจากธรรมศาลาหลังจากที่เล่าเรื่องการรักษาของพระเยซู  “[35] พระเยซูทรงได้ยินว่าพวกยิวไล่คนนั้นออกไปแล้ว เมื่อพระองค์ทรงพบเขาจึงตรัสว่า “ท่านวางใจในบุตรมนุษย์หรือ?...” (ยอห์น 9:35 มตฐ.)

ชายที่เคยตาบอดคนนี้ในสายตาของบรรดาผู้นำศาสนายิวมองว่า เป็นคนไร้ค่าไม่สำคัญ เพราะมองว่า “เขาเป็นคนตาบอด ที่นั่งขอทาน” ไม่มีใครสนใจเขา ขนาดที่เขากลับมามองเห็นได้อีกแล้วเข้าไปในสถานนมัสการพระเจ้ากลับถูกผู้นำศาสนาไล่ออกมา เพราะถูกมองว่าเป็นคนบาปจึงตาบอดแต่กำเนิด เขากลายเป็นคนที่ “สังคมไม่ต้อนรับไม่ต้องการ” เขาเป็นผู้ที่ไร้คุณค่า แม้แต่ในสายตาของคนในศาสนา

แต่ใน ยอห์น 9:35 พระเยซูคริสต์ใส่ใจคนเล็กน้อยด้อยค่าเช่นนี้ พระองค์ตามไปหาและพูดคุยกับเขา

ชายคนนี้ไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรเลย ไม่ใช่คนที่ยิ่งใหญ่ในเมืองนั้น เขาไม่สามารถทำอะไรนอกจากนั่งขอทานเพราะตาบอด ที่ผู้นำยิวมองว่าคนนี้เป็นคนบาปถึงเกิดมาเป็นเช่นนี้ แต่พระเยซูคริสต์กลับเข้าไปหาเขา พูดคุย และรักษาให้เขาสามารถมองเห็นได้ พระองค์ให้เวลาแก่เขา ให้ความใส่ใจเยียวยารักษาเขา ให้ชีวิตใหม่แก่เขา พระองค์ให้คุณค่าในตัวเขา

คนทั่วไปคิดไม่ถึงว่า คนอย่างพระเยซูจะเข้าถึง ใส่ใจ และทำอะไรกับชีวิตของคนที่ไร้ค่า แต่นี่ คือการวางรากฐาน และเสริมสร้าง “แผ่นดินของพระเจ้า” บนโลกใบนี้ และนี่คือแบบอย่างที่พระคริสต์วางไว้ให้สาวกพระคริสต์ทุกคนกระทำตาม

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนให้เวลาชีวิตเข้าถึง ใส่ใจ เยียวยา พัฒนาชีวิตใครบางคนที่สังคมไม่เห็นคุณค่า ที่คนอื่นไม่สนใจ อาจจะเป็นคนในครอบครัวของตนเอง คนในชุมชนรอบบ้าน หรือ คนในที่ทำงาน/ในสถานศึกษา หรือในชุมชนสังคมที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ชีวิตคริสตจักรของเราคงแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก

ผลกระทบที่เกิดจากการกระทำที่ “จิ๋ว” จะสร้างผลกระทบที่ “เจ๋ง” อย่างมีพลังกระทบต่อเนื่อง กล่าวคือ “พลังที่เจ๋ง”

ประการแรกคือ คนเล็กน้อยคนนั้นเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในชีวิตของเขา ทำให้เขามี “มุมมอง” ที่เห็นคุณค่าของคนเล็กน้อยด้อยค่าในคนอื่นว่า เป็นคนมีคุณค่าเช่นเดียวกับเขา และ ให้เวลาชีวิต ทักษะ ความสามารถ ทรัพยากรเท่าที่มีแก่คนเล็กน้อยคนอื่นที่เขาพบเห็น เพื่อเสริมสร้างคุณค่าชีวิตในคนเล็กน้อยเหล่านั้นขยายวงกว้างต่อไป   การกระทำที่ “จิ๋วแต่แจ๋ง” นี้ได้สร้าง “พลังกระทบที่ต่อเนื่องและทวีคูณ”  

ประการที่สอง เกิดพลังนี้ในผู้กระทำที่ “จิ๋วแต่เจ๋ง” เองด้วย เมื่อการกระทำที่จิ๋วแต่เจ๋งเกิดผลเป็นรูปธรรมย่อมทำให้ผู้กระทำเกิดความมั่นใจ รู้สึกถึงคุณค่าในการกระทำและชีวิตของตน เป็นแรงกระตุ้นให้แสวงการกระทำที่ “จิ๋วแต่เจ๋ง” ต่อ ๆ ไป และการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมยังทำให้สมาชิกคริสตจักรคนอื่น ๆ ที่เห็นเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่าเช่นนี้บ้าง

รักเมตตาสักหน่อย

เราเริ่มต้นจากขั้น “จิ๋วแต่เจ๋ง” ด้วยการเป็นฝ่าย “เข้าไปหา” ด้วยความใส่ใจ และเข้าถึงชีวิตของผู้เล็กน้อยที่เราใส่ใจ ทำให้เราสามารถรู้ถึงสิ่งที่เป็นวิกฤติ หรือ ความจำเป็นต้องการที่แท้จริงในชีวิตของเขา ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เรา “สำแดงความรักเมตตา” ต่อเขา

สตรีในคริสตจักรท่านหนึ่งจะใช้เวลาของตนเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยเรื้อรัง หรือ ผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ออกจากบ้านของตน เธอได้มีโอกาสพูดคุยด้วย ทำให้เธอรู้ว่า “คนติดบ้าน” คนนั้นมีความจำเป็นต้องการอะไร และ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขา “ติดบ้าน” (ไม่ไปไหนมาไหน) และมีความจำเป็นต้องการอะไรในชีวิตประจำวันของเขา และหาทางที่จะตอบสนองความจำเป็นต้องการนั้นตามความเหมาะสม

ด้วยการสำแดงความรักเมตตาเช่นนี้เป็นการเสริมสร้างความไว้วางใจ และ เกิดความสนใจของคนที่เธอไปเยี่ยม จนครั้งหนึ่งเจ้าบ้านที่ “ติดบ้าน” เอ่ยถามเธอเมื่อเธอขอตัวที่จะไปเยี่ยมอีกบ้านหนึ่ง เขาถามว่าจะไปเยี่ยมใครต่อไปหรือ? เธอบอกชื่อ... เจ้าของบ้านก็เอ่ยขึ้นว่า เขาก็รู้จักคนนั้น ได้ข่าวว่าเขาเดินลำบาก ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง?   สตรีผู้มาเยี่ยมเล่าให้เขาฟัง เขาถามสตรีผู้มาเยี่ยมว่า เขาจะขอไปด้วยได้ไหม? สตรีจากคริสตจักรตอบรับด้วยรอยยิ้มและดีใจ เหตุการณ์เช่นนี้ได้ขยายออกเป็นวงกว้าง ดำเนินเช่นนี้ไปหลายเดือนจนเกิดการไปมาหาสู่กันในกลุ่ม “คนติดบ้าน” และให้ความใส่ใจและช่วยเหลือกันและกัน

จากความรักและใส่ใจของสตรีคริสตจักรคนหนึ่ง เชื่อมสัมพันธ์ให้ “คนติดบ้าน” เกิดการออกบ้านไปมาหาสู่พูดคุย และใส่ใจช่วยเหลือกันด้วยความรักเมตตา เกิดการเปลี่ยนจาก “คนติดบ้าน” ไปเป็นการไปมาหาสู่กัน ความรักของคน ๆ หนึ่ง ทำให้เกิดความรักเกี่ยวพันขึ้นในอีกหลาย ๆ คน เกิดการผูกพันเอาใส่ใจกันและกันในกลุ่ม

ความรักเพียง “กระจิ๋วหลิว” แต่ก่อเกิด “ชีวิตร่วมที่เจ๋ง” เกินกว่าที่จะคาดคิด
รักเมตตาสักนิด...ชีวิตพบคุณค่าเกินกว่าที่จินตนาการ

อย่าเพียงแต่คิด หรือ มัววางแผนการใหญ่ คิดเล็ก ๆ แต่เริ่มลงมือทำตอนนี้เลยครับ! เริ่มต้นที่ตัวเรา แล้วเราจะพบว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป และนี่คือการทรงนำของพระเจ้ามิใช่หรือ? ก้าวต่อก้าว วันต่อวัน เดินไปกับองค์พระเยซูคริสต์ครับ

รับใช้ตามความจำเป็นต้องการ

จากทีมเยี่ยมเยียน “คนติดบ้าน” ของชุมชน ที่เอาใจใส่ และ แบ่งปันความรักเมตตาแก่กันและกัน ต่อมาพบว่าคนกลุ่มนี้มีปัญหาหนึ่งที่เป็นปัญหาร่วมของพวกเขาคือ การไปพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลอำเภอ บ่อยครั้งที่ไม่ได้ไปตามแพทย์นัด ทำให้ขาดยา พบว่าปัญหาคือ ค่ารถจากหมู่บ้านไปที่โรงพยาบาลอำเภอไป-กลับครั้งละ 200 บาทต่อคน ถ้าตรงกับเวลาที่เขาไม่มีเงิน เขาก็ไม่ได้ไป เดือนนั้นก็ขาดยา

สตรีคริสตจักรท่านนี้เธอได้นำเรื่องนี้มาปรึกษาในคริสตจักรของเธอ ในที่สุดคณะธรรมกิจคริสตจักรให้ใช้รถมอเตอร์ไซด์พ่วงของคริสตจักรรับ-ส่งสมาชิกกลุ่มคนติดบ้าน เรื่องนี้เมื่อผู้อำนวยการโรงพยาบาลทราบเรื่อง จึงขอพบกับสตรีคริสตจักรท่านนั้น ถามถึงความเป็นมาทั้งหมด ผู้อำนวยการได้ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสำรวจว่าในหมู่บ้านนี้และข้างเคียงมีผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องพบแพทย์และรับยาประจำจำนวนเท่าใด

ในที่สุด เนื่องจากพบว่ามีผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์จำนวนมาก และเป็นหมู่บ้านที่ผู้ป่วยมักขาดยา ผู้อำนวยการจึงปรึกษากับทางคริสตจักร ขอใช้อาคารโบสถ์เป็นที่ให้บริการแก่ผู้ป่วยเรื้อรังในหมู่บ้านนั้นและข้างเคียง จึงนำไปถึงการที่คริสตจักรกลายเป็นพื้นที่บริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเรื่องรังในหมู่บ้าน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของสตรีคริสตจักรเพียงคนเดียวที่ “กระทำสิ่งที่จิ๋ว” ในชุมชน แต่เกิด “ผลที่แจ๋ว” ที่ก่อเกิดคุณภาพชีวิตในคนติดบ้าน สู่ สุขภาพผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน พื้นที่คริสตจักรกลายเป็นพื้นที่บริการสุขภาพคนในชุมชน

คิดถึงคำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ที่ทรงสอนที่ว่า “...ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ น้ำพระทัยของพระองค์เป็นเช่นไรในสวรรค์ ขอให้เป็นเช่นนั้นบนแผ่นดินโลกนี้...”

รับใช้คนละเล็กคนละน้อย

นี่เป็นเพียงสมาชิกคนเดียว แต่ถ้าสมาชิกแต่ละคนในคริสตจักร (หมายถึงทุกคน) ต่างยอมรับใช้ในงานพันธกิจของคริสตจักรคนละเล็กละน้อยล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักร และอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตและวุฒิภาวะทางความเชื่อของสมาชิกแต่ละคน? ชีวิตสมาชิกแต่ละคนจะเกิดผลขนาดไหน? แน่นอนครับ การที่แต่ละคนร่วมกันรับใช้ตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์คนละเล็กคนละน้อยสามารถสร้างให้เกิดผลมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ มีผลต่อคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้าบนโลกนี้อย่างชัดเจน  

เมื่อแต่ละคนมีประสบการณ์ที่รับใช้คนละเล็กคนละน้อยแต่พบว่าเกิดผลมากมายเมื่อรวมกันเข้า ขอท้าทายว่า ขอแต่ละท่านลองพิจารณาดูว่า ถ้าตนเองจะรับใช้ในคริสตจักรของตน จะรับใช้ในงานไหนพันธกิจอะไร ที่ตนทำได้ดี และทำจนเกิดผลมาก ด้วยการรับใช้ที่ทำไม่มากแล้วยังสนุกอีกด้วย และนั่นจะเกิดผลกระทบที่มีพลังในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร และในชีวิตประจำวันของตนเองด้วย

พระเจ้าแสวงหาคนที่เต็มใจที่จะทำให้พื้นที่สังคมชุมชนที่ตนมีชีวิตอยู่เกิดคุณค่าอย่างแตกต่าง เราเพียงเต็มใจที่จะรับใช้พระองค์ท่ามกลางชุมชนผู้คนที่เล็กน้อย ด้วยจิตใจที่ชื่นชมยินดี และพระองค์จะทำให้เกิดผลมากมายเกินกว่าที่เราท่านคาดคิด อีกทั้งกระทบต่อคุณภาพในแผ่นดินของพระเจ้าบนโลกนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



29 มกราคม 2561

อาชีพการงานของเรากับชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า

ชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า ที่พระคริสต์นำมาสถาปนาบนแผ่นดินโลกนี้เกี่ยวข้องกับอาชีพการงานของสาวกพระคริสต์แต่ละคนด้วยหรือ?  ถ้าเกี่ยวข้องมันเกี่ยวข้องอย่างไร?   ถ้ามองดูคริสตจักรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน  คริสตจักรใช้เวลาส่วนใหญ่ของตนในการสอน และ บ่มเพาะฟูมฟัก เรื่องการดำเนินชีวิตด้านจิตวิญญาณท่ามกลางชุมชนสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นคริสต์มากกว่า?

น่าสนใจว่า  หลังจากที่สมาชิกคริสตจักรใช้เวลานมัสการพระเจ้าร่วมกันในวันอาทิตย์ไม่กี่ชั่วโมง   สมาชิกเกือบทุกคนต้องใช้เวลาทำอาชีพการงานของตนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 40-50 ชั่วโมง หลายต่อหลายคนใช้เวลามากกว่านี้  หลายคนต้องทำการงานที่ไม่มีค่าจ้าง เช่น  การเลี้ยงลูก  ทำความสะอาดบ้าน  บางคนยังต้องทำงานในสวน  บางคนออกกำลังกาย บางคนใช้เวลาในการบริการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในชุมชน   บางคนทำงานรับใช้คริสตจักรในเวลาพิเศษ อีกทั้งยังต้องใช้เวลาประมาณ 50 ชั่วโมงในครอบครัว และ ฯลฯ

การทำงานด้านต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นได้ดูดเอาเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเรา แต่ทำไมคริสตจักรท้องถิ่นกลับไม่ได้ให้ความสำคัญในการสอนและบ่มเพาะชีวิตในการทำงานของสมาชิกให้เป็นชีวิตที่เป็น “สาวกพระคริสต์ในที่ทำงาน” หรือ “ในงานที่ทำ”  และนี่เป็นหัวข้อที่สำคัญมากหัวข้อหนึ่งที่คริสตจักรจะต้องใส่ใจการสอน เสริมสร้างสมาชิกของตนให้เป็นสาวกพระคริสต์ในที่ทำงานของตน และ ในงานที่ตนทำ

การสร้างสาวกพระคริสต์แบบองค์รวม หรือ รอบด้าน หรือ การเป็นสาวกทั้งชีวิต  แท้จริงการเป็นสาวกพระคริสต์เป็นเรื่องของชีวิตทั้งชีวิต ทั้งชีวิตด้านจิตวิญญาณ ชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว ด้านเพศ ด้านเงินทอง ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคม เรื่องความสัมพันธ์และชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านการศึกษา  และ อื่น ๆ อีกในทุกด้านของชีวิตที่กล่าวนี้ เราจะต้องฝึกฝนที่จะดำเนินชีวิตตามคำสอนและตามแบบอย่างชีวิตของพระคริสต์ในทุกมิติ หรือ ทุกบริบทของชีวิต เป้าหมายคือ การเสริมสร้างให้สาวกพระคริสต์แต่ละคนมีชีวิตประจำวันที่ดำเนินชีวิตตามคำสอน และ แบบอย่างชีวิตของพระคริสต์  และร่วมสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์  ที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

เราเห็นแล้วว่า ในชีวิตพระเยซูคริสต์  พระองค์เป็นคนทำงาน  “พระคริสต์เป็นคนงาน”  ที่ทำงานอย่างดีในอาชีพการงานที่พระองค์ทำและรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริงพระองค์เป็นคนงานที่ทำงานอย่างใส่ใจและทำให้ทั้งตนเองและคนที่พระองค์เกี่ยวข้องด้วยมีคุณภาพชีวิตแบบแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์เป็นทั้งช่างฝีมือและพ่อค้า   อย่าลืมว่าก่อนที่มหาชนทั่วไปจะรู้และยอมรับว่าพระองค์เป็น “รับบี” หรือ “ครูสอนศาสนา”  พระองค์เป็น “คนใช้แรงงาน”  พระองค์ทำงานในชุมชน พระองค์อาศัยอยู่เช่นนี้อย่างน้อยเกือบ 30 ปี  พระองค์ทำงานประกอบอาชีพสัปดาห์ละ 6 วัน และพักผ่อนในวันสะบาโต เพื่อนมัสการพระเจ้า แล้วเริ่มต้นอีกวันหนึ่งในการทำงานเช่นเดิม

ถ้าพระคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันนี้ พระองค์อาจจะมีอาชีพเป็นนักวิจัย  เป็นคนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เป็นครูสอนในโรงเรียน เป็นนักจิตวิทยา เป็นพยาบาล หรือไม่ก็เป็นหมอในโรงพยาบาล  พระองค์อาจจะเป็นช่างซ่อมรถยนต์  หรือพระองค์อาจจะเป็นคนขายของที่ห้าง  หรือไม่ก็อาจจะเป็นนักข่าว  พระองค์อาจจะเป็นชาวนา  เป็นคนจับปลา   หรืออาจจะเป็นแรงงานข้ามชาติ  พระองค์อาจจะเป็นศิษยาภิบาล  อาจจะเป็นข้าราชการ หรือ อาจจะทำอาชีพต่าง ๆ อย่างที่เราท่านทำกันในทุกวันนี้   พระองค์อาจจะมีบ้าน หรือ ไม่ก็ห้องเช่าในอพาร์ทเมนท์  หรือ ไม่ก็ในบ้านเช่าโกโรโกโส  หรือไม่ก็กระต๊อบปลายนา แย่หน่อยอาจจะเพิงใต้สะพานลอย  พระองค์คงต้องทำงานตามอาชีพของพระองค์  พระองค์อาจจะได้รับการศึกษา และ ได้รับการฝึกทักษะในงานนั้น ๆ    แล้วแต่งานที่ทำไม่ว่าอะไร  ที่ไหน  ใช้เวลาเท่าใดในแต่ละวัน  พระองค์ก็คงทำอาชีพหนึ่งอาชีพใดเป็นแน่ 

คำถามหลักในเรื่องนี้สำหรับคนที่เป็นสาวกพระคริสต์คือ ถ้าพระเยซูคริสต์มาเกิดในหมู่บ้านของฉันอย่างกับฉันในปัจจุบันนี้  ทำงานอย่างฉัน  มีรายได้อย่างฉัน มีความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างที่ฉันมี ลักษณะท่าทีแสดงออกอย่างที่ฉันต้องมีและแสดงออก  พระคริสต์จะมีชีวิตแบบไหน? และนี่คือคำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่เราไม่ค่อยถามตนเอง และ ถามกันในชีวิตประจำวันของเรา หรือไม่ก็ ถามกันไม่จริงจังลงลึกพอเพื่อที่จะได้คำตอบที่แท้จริง

แท้จริงแล้ว ถ้าสาวกพระคริสต์แต่ละคนจะจริงจังในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าในอาชีพการงาน ชีวิตในครอบครัว   ชีวิตในชุมชน และชีวิตในคริสตจักรแล้ว เราจะต้องใส่ใจทั้งงานที่ทำ และ คนรอบข้างที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์   ด้วยชีวิตที่เป็น “คนต้นเรือน” ที่เอาใจใส่รับผิดชอบสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างและที่ทรงมอบหมายให้เราแต่ละคนดูแลเอาใจใส่   และยิ่งกว่านั้น  เราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์คือการที่เราจะทำงานชีวิตเหล่านี้ “ให้เกิดผลดกทวีมากขึ้นทั่วทั้งแผ่นดิน”

ในชีวิตของพระคริสต์   พระองค์กระทำทุกอย่างในชีวิตให้เกิดคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า  แบบเรียกว่า 24/7 คือดำเนินชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้าวันละ 24 ชั่วโมง  สัปดาห์ละ 7 วัน เลยทีเดียว  

แล้วเราคิดอย่างไรในเรื่องนี้ครับ?   คริสตจักรของเราสนใจเรื่องนี้หรือเปล่าครับ?

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คริสตจักรจะใส่ใจ สอน และ เสริมสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน และ ในที่ทำงาน หรือ ในงานที่ทำทุกวัน?

แล้วท่านมีความคิดเห็น  ข้อแนะนำ อย่างไรบ้างครับ?   ขอแบ่งปันเรียนรู้ร่วมกันด้วยครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

04 พฤศจิกายน 2554

ผู้นำแบบนี้เขาไม่ใช้กันในแผ่นดินของพระเจ้า (3)

อ่านลูกา 22:24-30

มีการโต้เถียงกันในพวกสาวกว่าใครในพวกเขาที่นับว่าเป็นใหญ่ พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือเขาทั้งหลาย และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้นเรียกตัวเองว่าเจ้าบุญนายคุณ แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น ในพวกท่านคนที่เป็นใหญ่ต้องเป็นเหมือนเด็ก และคนที่เป็นนายต้องเป็นเหมือนผู้ปรนนิบัติ (ลูกา 22:24-26)


ในบทใคร่ครวญหัวเรื่องนี้ตอนที่ (2) ที่ผ่านมาเราได้ร่วมกันสะท้อนคิดถึง ผู้นำที่อยู่นอก “แผ่นดินของพระเจ้า” จะนำและเสริมสร้างบารมีเพื่อเป็น “เจ้าบุญนายคุณ” เป็นผู้นำที่เสริมสร้างตนเองให้เป็นผู้มีบุญคุณเพื่อมีอำนาจเหนือ หรือ รับการยกย่องยอมสวามิภักดิ์จากคนอื่นๆ กลุ่มต่างๆ หรือสถาบันนั้นๆ ในที่นี้ยังหมายรวมถึงคนที่ปกครองด้วยการใช้ “กำลังทรัพย์” ด้วยการอุทิศบริจาค หรือ มอบถวาย หรือเป็นการช่วยกันส่วนตัว เพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวที่กล่าวข้างต้น พระเยซูเรียกผู้นำหรือคนทำเช่นนี้ว่าเป็นคนที่ทำทานต้อง “เป่าแตร” เพื่อให้คนอื่นได้รู้ เพื่อชื่อเสียง เกียรติยศสำหรับตนเอง เพื่อให้คนๆ นั้น คนกลุ่มนั้น หรือ สถาบันนั้นๆ สนับสนุนตนทางการเมือง และทางสังคม ตัวอย่างชัดเจนเช่น ในการนำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ช่วงเวลาที่สำคัญคือตอนกล้องทีวีถ่ายทำตอนที่ตนกำลังมอบเงินทองสิ่งของให้ผู้ประสบภัย ความมุ่งมั่นสนใจของผู้นำประเภทนี้คือคิดถึงแต่ “ตนเอง” มากกว่า “คิดถึงความจำเป็นต้องการ และความทุกข์ยากของผู้ประสบภัย” เขาสนใจว่าตนเองจะได้รับการยกย่องสรรเสริญมากน้อยแค่ไหน เขาสนใจว่าสถาบันแห่งนั้นที่เขาให้เงินให้ทองจะสำนึกในบุญคุณของเขาหรือเปล่า

แต่พระคริสต์บอกเราแบบตรงไปตรงมาว่า ผู้นำในแผ่นดินของพระเจ้าจะไม่กระทำตนเช่นนั้น จะไม่กระทำด้วยความมุ่งหมายและจิตใจเช่นนั้น เพราะการนำหรือการรับใช้ของผู้นำประเภทนี้เขาไม่ใช้กันใน “แผ่นดินของพระเจ้า” เพราะผู้นำและผู้รับใช้ในแผ่นดินของพระเจ้ามิใช่เพื่อรับใช้ตนเอง แต่นำและกระทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น มิใช่เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ และโอกาสสำหรับตนเอง

การใคร่ครวญนี้ได้เตือนให้ตัวผมเองต้องสำรวจขุดลึกลงในชีวิตจิตใจของตนเองว่า ในการกระทำแต่ละวันเรากระทำเพื่อตอบสนองต่อความใคร่ ความอยาก ความอยากได้ใคร่มีของตนเอง หรือ การกระทำของผมมุ่งไปสู่การตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียกผมในงานที่ทำนั้น ให้กระทำด้วยความสำนึกที่จะขอบพระคุณพระเจ้า

ถ้าด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจตามประการหลัง เรากระทำด้วยความจริงใจเปิดเผย ไม่ต้องปกปิดความอ่อนแอของตนเอง แล้วฉาบทาภายนอกเพื่อให้คนอื่นมองเห็นว่าตนเข้มแข็งเด่นดัง เราพร้อมที่จะเปิดเผยและแบ่งปันถึงความอ่อนแอและความล้มเหลวกับเพื่อนร่วมงานของเรา และเปิดหูเปิดตาของเราที่จะรับรู้ด้วยใจจริงถึงความทุกข์ ความกังวล ความอ่อนแอ ความล้มเหลว และความสำเร็จภูมิใจจากเพื่อนร่วมงานด้วย และ

ในเวลาเดียวกันการใคร่ครวญเตือนผมว่า ผมมิใช่ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความเข้มแข็งจากพระเจ้าและสภาพแวดล้อม เพื่อความเข้มแข็งของตนเองเท่านั้น แต่ความเข้มแข็งและกำลังในชีวิตของผมได้จากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ประทานให้โดยตรง และประทานผ่านเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และชุมชนคริสตจักร ดังนั้น ผมควรทุ่มเทที่จะแบ่งปันและเสริมสร้างเพื่อนร่วมงานให้เขามีกำลัง และเข้มแข็งในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง นั่นคือผมควรที่จะกอดคอ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” กับผู้คนรอบข้างและเพื่อนร่วมงาน และนี่คือเสียงท้าทายของพระคริสต์ต่อภาวะผู้นำในชีวิตของผม

ผมขอสารภาพว่า บ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมต้องพยายามปล้ำสู้กับ “ความปรารถนา” แห่งตนในจิตใจของผม ผมปรารถนาให้ผู้คนมองเห็นตัวผมว่าเป็นคนที่เขาชื่นชมยอมรับ ถึงแม้จะมิใช่สิ่งผิดเสียทีเดียว แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมพบว่าแรงจูงใจในความปรารถนานั้นคือผมต้องการอยู่ในฐานะ “เจ้าบุญนายคุณ” ผมต้องการเป็นคนที่มีบุญคุณของผู้อื่น เป็นคนที่เขาต้องพึ่งพิงในชีวิตจิตใจของพวกเขา ตัวอย่างเช่น เมื่อผมไปเป็นนักเทศน์รับเชิญ ผมจะเตรียมคำเทศนาอย่างดี เพื่อที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เพื่อสั่งสอนบ่มเพาะและเสริมสร้างผู้ฟังให้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงดั่งพระคริสต์ แต่ในขณะที่ผมนั่งร่วมนมัสการก่อนที่ผมจะเทศนานั้น ผมมีความปรารถนาหรือรู้สึกอย่างแรงกล้าว่า ผมต้องการการยอมรับจากผู้ฟังเทศน์ในวันนั้น ผมต้องการให้เขาชอบคำเทศนาที่ผมเตรียม ลึกๆ แล้วผมต้องการให้ผู้ฟังทุกคนเมื่อฟังเทศน์เสร็จแล้วเกิดความนิยมชมชื่นในตัวผม ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นความรู้สึกปรารถนาของนักเทศน์หลายต่อหลายคน? และบ่อยครั้งผมก็จะก้มหัวลงอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้าก่อนเทศน์ว่าขอพระองค์ช่วยให้สิ่งที่ผมปรารถนาลึกๆ ในใจเหล่านี้สำเร็จเป็นจริง?

แต่หลายครั้งเช่นกันเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับตนเอง และภายหลังมีเวลาเงียบสงบจิตใจลงต่อหน้าพระเจ้า พระเจ้าทรงโปรดเมตตาให้ผมได้เห็นตนเองชัดเจนขึ้น ใช่ผมมีใจปรารถนาให้ผู้ฟังเทศน์ชื่นชมในตัวผมในความสามารถในการเทศน์ของผมมากกว่าที่ต้องการปรารถนาให้ผู้ฟังเทศน์ได้ยินได้สัมผัสกับพระวจนะของพระเจ้าที่มีพลานุภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

บทเรียนการรับใช้ที่ได้รับจากการใคร่ครวญดังกล่าว กลายเป็นเรื่องเตือนจิตใจผมทุกครั้งที่จะเทศนา โดยเฉพาะการเป็นนักเทศน์รับเชิญไปในที่ต่างๆ ก่อนการเทศนาทุกครั้งผมต้องถ่อมจิตใจลงต่อหน้าพระเจ้าขอการทรงช่วยชำระใจปรารถนาของผม และขอการเทศนาเป็นโอกาสที่พระองค์จะทรงใช้กระทำพระราชกิจของพระองค์ตามพระประสงค์และแผนการของพระองค์ เพื่อจะเป็นการถวายชีวิตการรับใช้ด้วยความสัตย์ซื่อต่อพระองค์ ดังนั้น ในการเทศนาครั้งนี้ขอองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยตัวผมตระหนักชัดว่าอะไรที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และใครคือผู้ที่สำคัญที่สุดในการเทศนาครั้งนั้น

หลายๆ ครั้งที่ผมต้องถามตนเองว่า ทำไมเราถึงเอนเอียงที่จะให้ผู้คนแสดงการชื่นชมยอมรับในตัวเรา อาจจะมีเบื้องหลังชีวิตที่หล่อหลอมให้ตัวเราเกิดความไม่มั่นใจในตนเองหรือเปล่า ต้องการมั่นใจว่าผู้คนยอมรับเราในครั้งนี้หรือไม่ เพราะสมัยเป็นเด็กขาดความรักความอบอุ่นจึงโหยหาความรักการยอมรับจากผู้อื่นหรือไม่ หรือบางคนอาจจะมีปมประเด็นเรื่องคุณค่าในตนเองหรือเปล่า แต่ถ้าเราเต็มใจที่จะเปิดเผยชีวิตภายในของเราต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในเรื่องใจปรารถนาของเรา พระองค์จะทรงชำระและเยียวยารักษาชีวิตจิตใจของเรา เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างใหม่จากพระองค์ด้วย โดยกระบวนการนี้เราจึงมีโอกาสที่ได้สัมผัสกับความรักและห่วงใยของพระองค์ และทำให้เราเริ่มแสวงหาการดำเนินชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากยิ่งขึ้น ยิ่งชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณของเราได้เป็นไทในพระเยซูคริสต์ เราก็ยิ่งจะสัมผัสกับสุขภาวะทั้งชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณ และนี่คือแนวทางที่ช่วยให้เราหลุดและรอดจากการครอบงำของ “ใจปรารถนาเพื่อตนเอง” ในตัวเรา

อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างที่ผมเล่ามา ก็ต้องขอบพระคุณพระเจ้าอย่างมากที่ใจปรารถนามิได้มีแนวโน้มที่ถูกครอบงำด้วย “ใจปรารถนาที่ผิดปกติ” ที่ต้องการโหยหาให้คนอื่นยอมรับชื่นชมตนเอง แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้าชีวิตของเราทุกคนสามารถที่จะได้รับการหนุนนำให้ไปถึงการดำเนินชีวิตและมีภาวะผู้นำที่มีใจปรารถนาสูงสุดที่จะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

ในแต่ละวันให้เราใคร่ครวญดูว่า
  • เรายังปรารถนาสร้างการชื่นชมยอมรับจากคนอื่นหรือไม่?
  • ในสถานการณ์นั้นท่านทำเช่นไร?
  • ในสถานการณ์นั้นท่านได้พบกับการทรงช่วยของพระเจ้าในการรับใช้และรักพระองค์อย่างไร?
  • ท่านรู้สึกว่าพระเจ้าทรงยอมรับการดำเนินชีวิตและการงานที่ทำงานของท่านหรือไม่? อย่างไร?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

02 พฤศจิกายน 2554

ผู้นำแบบนี้เขาไม่ใช้กันในแผ่นดินของพระเจ้า (2)

อ่านลูกา 22:24-30

มีการโต้เถียงกันในพวกสาวกว่าใครในพวกเขาที่นับว่าเป็นใหญ่ พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือเขาทั้งหลาย และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้นเรียกตัวเองว่าเจ้าบุญนายคุณ แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น ในพวกท่านคนที่เป็นใหญ่ต้องเป็นเหมือนเด็ก และคนที่เป็นนายต้องเป็นเหมือนผู้ปรนนิบัติ (ลูกา 22:24-26)

จากการใคร่ครวญครั้งที่ผ่านมา เราพบว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการถกเถียงกันของเหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ว่าใครจะเป็นใหญ่เมื่อพระองค์ขึ้นเถลิงอำนาจปกครองในแผ่นดินของพระเจ้า(ตามกรอบคิดกรอบความเข้าใจที่แตกต่างจากของพระเยซูคริสต์) ถ้าพิจารณาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การถกเถียงกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายร่วมกันของเหล่าสาวกและพระเยซูคริสต์ นี่เวลาเพิ่งผ่านไปไม่เท่าไหร่เลยที่พระเยซูคริสต์ใช้ขนมปังและเหล้าองุ่นที่บ่งบอกให้รู้ว่าพระองค์จะต้องสละชีวิตของพระองค์ ความตายกำลังคืบคลานเข้าใกล้ทุกทีแล้ว เมื่อเราทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เราพบว่า พระองค์เรียกสาวกเข้ามาแล้วบอกเขาว่า การที่จะเป็น “ผู้นำ” ในแผ่นดินของพระเจ้านั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรอบคิด แนวทางความเข้าใจของการเป็นผู้นำแบบโลกใบนี้

นั่นหมายความว่า ใครก็ตามที่จะตัดสินใจติดตามเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์จะต้อง “ปฏิเสธ” การเป็นผู้นำผู้ใช้อำนาจแบบโลกนี้ เป็นการปฏิเสธการเป็นผู้นำที่ใช้อำนาจเหนือผู้อื่นเหมือนกับกษัตริย์ในโลกนี้ทำตัวเช่นนั้น พระเยซูคริสต์กล่าวกับสาวกว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือเขาทั้งหลาย และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้นเรียกตนเองว่าเจ้าบุญนายคุณ” แล้วพระเยซูกล่าวย้ำชัดเจนว่า “แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น” (22:25) ที่ว่าพวกท่านไม่เป็นเช่นนั้น แล้วอะไรที่ผู้นำในแผ่นดินของพระเจ้าจะไม่ทำ จะไม่นำในแผ่นดินของพระองค์? ผู้นำแบบไหนที่พระเจ้าไม่ทรงใช้ในแผ่นดินของพระองค์?

ในปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำที่ใช้ฐานะตำแหน่งและสิทธิและอำนาจในการเป็นผู้นำ “สร้างบุญสร้างคุณ” ให้คนอื่นต้องสวามิภักดิ์ หรือ จงรักภักดีต่อตนเอง ปัจจุบันคนที่มีเงินก็ใช้การบริจาคเงินเพื่อจะกลายเป็น “ผู้มีพระคุณ” ต่อสถาบันนั้นๆ ซึ่งก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการสร้าง “บารมีเหนือคนอื่น” ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นก็ได้รับประโยชน์จากพระคุณที่สร้าง ถ้าทำพระคุณกับสถาบันการศึกษา ก็จะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ หรือ สามารถฝากลูกฝากหลานของตนหรือของเพื่อนฝูงเข้าศึกษา เข้าทำงาน และนี่ก็สร้างพระคุณอีกระดับหนึ่ง

เมื่อพระเยซูกล่าวถึงกษัตริย์ต่างชาติที่ปกครองเป็นเจ้านายเหนือเขา สาวกที่ฟังเข้าใจได้ทันทีว่าหมายถึงจักพรรดิ์โรมันและพวกลิ่วล้อที่ได้รับอำนาจมาปกครองแทนทั้งที่เป็นทหารโรมันและพวกคนในท้องถิ่นที่ไปสวามิภักดิ์กับโรมัน เพื่อตนจะได้มีอำนาจมาปกครองคนท้องถิ่นของตนเอง เพื่อต้องการให้ประชาชนต้องเคารพนบนอบอยู่ใต้อำนาจของตน เพื่อจะสามารถบังคับ ข่มขู่ สั่งการ และควบคุมคนอื่นได้ หลายคนคิดในใจว่า แท้จริงแล้วเราก็พบผู้นำเช่นนี้ในที่ทำงานของเรา พบคนแบบนี้ในสถานที่ที่เราต้องไปติดต่อ บางคนก็พบคนแบบนี้ในครอบครัวของตนเอง และคริสเตียนหลายคนก็พบผู้นำเช่นเดียวกันนี้ในคริสตจักรด้วย

ในที่นี้เราคงต้องเข้าใจชัดเจนว่า พระเยซูคริสต์มิใช่คนที่ต่อต้านการมีผู้นำหรือต่อต้านการใช้สิทธิอำนาจ แต่พระองค์ได้แสดงให้ผู้คนได้เห็นชัดถึงการเป็นผู้นำและการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างเปิดเผย แต่พระองค์มิได้ใช้อำนาจและสิทธิในการกดขี่ ขู่เข็ญ บังคับ ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นคนของผู้อื่น พระองค์มิได้แสดงความเป็นเจ้านายเหนือคนอื่นเพื่อสร้างความภูมิใจในตนเอง แต่พระคริสต์ทรงใช้ความเป็นผู้นำ และ สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่คนอื่น เสริมเพิ่มคุณค่าแก่คนรอบข้าง เพื่อสำแดงออกถึงการให้เกียรติ นับถือ และปกป้องสิทธิของผู้เล็กน้อย เอาใจใส่ต่อคนที่ต่ำต้อยถูกทำให้ด้อยค่าในสังคม

ท่านเคยมีประสบการณ์ถูกผู้นำที่ทำตัวมีอำนาจเหนือท่านหรือไม่? เมื่อใดและที่ไหน? ท่านรู้สึกเช่นใด? แล้วท่านตอบสนองเช่นไรต่อผู้นำคนนั้น? มีบางเวลาหรือไม่ที่ท่านอาจจะเห็นว่าต้องแสดงสิทธิอำนาจเหนือคนอื่น ในที่ทำงาน เหนือลูกเต้าหรือคู่ชีวิตในครอบครัว หรือสมาชิกบางคนในคริสตจักร? อะไรที่กระตุ้นให้ท่านต้องการกระทำเช่นนั้น?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

31 ตุลาคม 2554

ผู้นำแบบนี้เขาไม่ใช้กันในแผ่นดินของพระเจ้า (1)

อ่านลูกา 22:24-30

มีการโต้เถียงกันในพวกสาวกว่าใครในพวกเขาที่นับว่าเป็นใหญ่ พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือเขาทั้งหลาย และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้นเรียกตัวเองว่าเจ้าบุญนายคุณ แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น ในพวกท่านคนที่เป็นใหญ่ต้องเป็นเหมือนเด็ก และคนที่เป็นนายต้องเป็นเหมือนผู้ปรนนิบัติ (ลูกา 22:24-26)


หลายปีมาแล้ว ผมบังเอิญไปเห็นผู้ใหญ่ในคริสตจักรแห่งหนึ่งถกกันในที่ประชุมอย่างเผ็ดร้อน(โดยไม่จำเป็น) มารู้ภายหลังว่า “ผู้ใหญ่” ที่ถกและเถียงกันนั้นมิใช่ธรรมดาครับ แต่เป็นกรรมการสรรหารายชื่อของผู้ที่จะรับเลือกตั้งเป็นผู้ปกครองของคริสตจักรแห่งนั้น เท่าที่พอจะจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้มีดังนี้ครับ “ผู้ใหญ่” ที่ยิ่งใหญ่ในคริสตจักรแห่งนั้นท่านหนึ่งได้ลุกขึ้นเสนอชื่อคนๆ หนึ่ง ผมขอใช้นามสมมติว่า “เกียรติศักดิ์” ให้เป็นคนหนึ่งในรายชื่อรับการเลือกตั้งเป็นผู้ปกครองของคริสตจักร

“ผู้ใหญ่” อีกท่านหนึ่งที่มีคนนับหน้าถือตาจากคนในคริสตจักรได้ถามขึ้นว่า “ทำไมท่านถึงคิดว่าคุณเกียรติศักดิ์ถึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองในคริสตจักรของเรา “ผู้ใหญ่”ท่านแรกที่เสนอชื่อร่ายยาวถึงผลงานความสำเร็จในชีวิตการงานของคุณเกียรติศักดิ์ จริงๆ แล้วเมื่อผมได้ยินยังประทับใจเลยว่าคุณเกียรติศักดิ์มีความสำเร็จในอาชีพการงาน และ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการนับหน้าถือตาในสังคม สำหรับผมแล้ว เมื่อได้ยินคุณสมบัติมากมายเช่นนี้คุณเกียรติศักดิ์เป็น “ผู้นำ” อย่างไม่ต้องสงสัย

“ผู้ใหญ่” ท่านที่สองลุกขึ้นถามอย่างสุภาพว่า คุณเกียรติศักดิ์เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในสังคมธุรกิจอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่ความจริงก็คือว่า คุณลักษณะของการเป็นผู้นำทางธุรกิจมิได้เป็นคุณลักษณะที่เป็นหัวใจของการเป็นผู้ปกครองในคริสตจักร ดังนั้น ผมใคร่ขอความกรุณาช่วยแสดงถึงลักษณะความเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณของคุณเกียรติศักดิ์ด้วย แค่นั้นเองครับ... ผมสังเกตเห็นหน้าของ “ผู้ใหญ่”ท่านแรกเลือดฉีดแรงเลยครับ แล้วตอบคำถามและให้ข้อมูลด้วยเสียงที่โกรธ ฉุนเฉียว (เพราะเขาอาจจะรู้สึกว่าผู้ใหญ่คนที่สองไม่เชื่อว่าคุณเกียรติศักดิ์ที่เขาเสนอนั้นเหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองของคริสตจักร)

มีเสียงตอบแบบกระแนะกระแหนว่า “ก็แค่เขาเคยสอนในชั้นเรียนเด็กรวีฯ มาหลายปี, เคยนำกลุ่มเล็กศึกษาพระคัมภีร์ของผู้ใหญ่ก็แค่ห้าปี, แล้วคนทั้งหลายก็รู้ว่าเขาเอาจริงเอาจังในการอธิษฐาน เพราะเข้าร่วมในกลุ่มอธิษฐานคืนวันพุธเป็นประจำ ไม่ทราบว่าคุณลักษณะที่ว่านี้เข้ากรอบผู้ปกครองหรือไม่!”

“ผู้ใหญ่” คนที่สองลุกขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงสงบสุภาพ “ใช่เลย นั่นเป็นคุณลักษณะที่ผมอยากทราบครับ ผมพอใจคุณเกียรติศักดิ์ครับ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณเกียรติศักดิ์เป็นผู้นำในวงการธุรกิจ และในเวลาเดียวกันท่านได้อุทิศชีวิตติดตามพระเยซูคริสต์ และมีภาวะผู้นำด้วยการรับใช้ ยิ่งกว่าพอใจครับ ขอบคุณมากครับ”

เมื่อสาวกของพระเยซูคริสต์ถกเถียงแข่งขันกันว่าใครจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ ใครที่จะเป็นผู้นำในพวกเขา พระเยซูคริสต์ทรงเห็นว่าพวกเขาใช้ “เกณฑ์ความเป็นผู้นำแห่งโลกนี้” เป็นไม้บรรทัดในการตัดสิน พระองค์จะพูดกับสาวกว่า “แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น” (ข้อ 26) พระองค์เตือนสติพวกเราด้วยว่า วิธีคิดของพระองค์ไม่เหมือนวิธีคิดของเราและของโลกนี้ หลักเกณฑ์ของพระองค์ในแผ่นดินของพระเจ้าในเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหลักเกณฑ์ของเราในโลกนี้ พระองค์ชี้ชัดว่า “ในพวกท่านคนที่เป็นใหญ่ต้องเป็นเหมือนเด็ก(ผู้เล็กน้อย) และคนที่เป็นนายต้องเป็นเหมือนผู้ปรนนิบัติ(เป็นเหมือนคนใช้)” (ลูกา 22:26) และถ้าเราในฐานะสาวกของพระเยซูคริสต์ที่ต้องดำเนินชีวิตในโลกนี้ จำเป็นที่เราจะต้องดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิด และ วิถีชีวิตที่มิใช่ของโลกนี้ แต่ตามวิถีชีวิตที่มีระบบคุณค่าและคุณธรรมแห่งแผนดินของพระเจ้า

ในแต่ละวันเราคงต้องถามเป็นประจำว่า จากประสบการณ์ชีวิตของเราอะไรคือความแตกต่างระหว่างการมีภาวะผู้นำแบบโลกนี้ กับการมีภาวะผู้นำแบบผู้รับใช้เฉกเช่นพระเยซูคริสต์? ความสำเร็จของภาวะผู้นำในสังคมแบบไหนที่จะเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะผู้นำในแผ่นดินของพระเจ้า? และความสำเร็จในการเป็นผู้นำในสังคมโลกแบบไหนที่เขาไม่ใช้กันในแผ่นดินของพระเจ้า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่