แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณค่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุณค่า แสดงบทความทั้งหมด

14 มีนาคม 2564

คุณค่าของการเลือกสิ่งที่จะจดจำ

เปาโลเขียนจดหมายถึงสมาชิกคริสตจักรฟีลิปปีที่ตนเริ่มต้นในฟีลิปปี ที่นั่นนางลิเดียได้เปิดบ้านของเธอและร่วมกับคนอื่น ๆ เพื่อต้อนรับเปาโลที่มาในเมืองนั้น

คริสตจักรฟีลิปปีได้มีส่วนช่วยสนับสนุนในการเดินทางประกาศพระกิตติคุณของเปาโล

ในฟีลิปปี 1:5 เปาโลกล่าวว่า “เพราะท่านมีส่วนร่วมในข่าวประเสริฐตั้งแต่แรกจวบจนบัดนี้” และเปาโลได้กล่าวอีกว่า  “ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าทุกครั้งที่ระลึกถึงพวกท่าน” (ข้อ 3)

เราได้บทเรียนอะไรจากพระคัมภีร์ตอนที่กล่าวข้างบนนี้?  เราเรียนรู้จากพระธรรมตอนดังกล่าวว่า เปาโลเลือกที่จะจดจำในสิ่งที่เขาต้องการจดจำ

เมืองฟีลิปปี มิใช่เมืองที่เปาโลมาแล้วได้พบกับความสุข  แต่เปาโลต้องอดทนกับการข่มเหงและได้รับความทุกข์ยากลำบาก

เปาโลไม่เลือกที่จะจดจำและย้ำเตือนถึงความเจ็บปวดในชีวิตที่ได้รับในเมืองนี้

แต่กลับเลือกแสดงออกถึงความชื่นชมยินดี  ความรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งดีดีที่สมาชิกคริสตจักรได้กระทำเพื่อเขา และ ผ่านชีวิตการงานของเขา

ประสบการณ์ของเราส่วนใหญ่ ยิ่งเรารับใช้ในพันธกิจใดยาวนานแค่ไหน ดูเหมือนว่าเราจะจดจำถึงสิ่งที่ไม่ดีมากขึ้นแค่นั้น  แทนที่จะจดจำสิ่งดีดีมากขึ้น

ทุกวันนี้ ท่านยังเกาะติด จดจำ หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกเจ็บปวดบางอย่างที่บางคนได้กระทำต่อท่านในชีวิตที่ผ่านมาหรือไม่?

บางทีท่านอาจจะยังไม่ยอมปล่อยให้ความเจ็บปวด และ คนที่ทำให้ท่านเจ็บปวดหลุดจากขอเบ็ดแห่งการจดจำของท่าน ทำให้ท่านไม่สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ที่ชื่นชมยินดีกับคน ๆ นั้น ทั้งนี้เพราะท่านยังฉุดยึดอดีตนั้นไว้  หรือไม่ท่านอาจจะไม่สามารถที่จะทำพันธกิจอย่างมีพลังและประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นเพราะท่านยังจมจ่อมอยู่กับความเจ็บปวดนั้น

ขอท่านพึงตระหนักรู้ว่า  การจดจำเป็นสิ่งที่เราเลือกได้!

เพื่อนคนหนึ่งเคยถาม คลารา บาร์ตัน ผู้ก่อตั้งสภากาชาดอเมริกัน ถึงสิ่งที่โหดร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใครบางคนเคยทำกับเธอเมื่อหลายปีก่อน

เพื่อนคนนั้นถามเธอว่า “คุณจำไม่ได้เหรอ”  คำตอบที่มีชื่อเสียงของเธอคือ “ไม่...ฉันยังจำได้ชัดเจนว่าฉันลืมมันไปแล้ว”

การจดจำของเราเป็นสิ่งที่เราเลือกได้

ถ้าท่านยังต้องการที่จะเกาะยึดโอบกอดความจำที่เจ็บปวดของท่านไว้  ก็เป็นสิ่งที่ท่านพึงกระทำได้...  แต่ชีวิตของท่านจะไม่มีความสงบสุข  และจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทั้งชีวิต พันธกิจ และ สุขภาพของท่าน

แท้จริงแล้ว เปาโลมีเหตุผลมากมายที่จะจดจ่อใส่ใจในความจำที่เจ็บปวดเหล่านั้น

แต่เปาโลเลือกที่จะจดจำสิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณผู้คนต่าง ๆ ในเมืองฟีลิปปีที่ทำสิ่งดีดีในชีวิตและในงานของท่าน ที่พระเจ้ากระทำผ่านชีวิตของคนเหล่านั้น

เมื่อเราท่านเลือกที่จะจดจำอย่างที่เปาโลได้ทำนั้น  พระเจ้าจะอวยพระพรต่อชีวิตและพันธกิจการงานที่เรากระทำมากกว่าที่เราคาดคิด



16 มกราคม 2563

มุมมองของพระคัมภีร์ในเรื่อง “เงิน” (3) คุณค่าไม่ขึ้นอยู่กับจำนวน แต่อยู่ที่การเสียสละในชีวิต

แปลกไหมครับ คนที่มีมากกลับให้น้อย แต่คนที่มีน้อยกลับให้มาก เมื่อเปรียบตามอัตราส่วน จำนวนความมั่งคั่งที่มี:จำนวนเงินที่เขาเสียสละหรือให้คนอื่น

พระเยซูประทับตรงหน้าตู้เก็บเงินถวาย ได้สังเกตฝูงชนเอาเงินมาใส่ไว้ในตู้นั้น และมีคนมั่งมีหลายคนเอาเงินมากมายมาใส่ในตู้ถวาย แต่มีหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งเดินมา นางเอาเหรียญทองแดงสองอันมีมูลค่าแค่เศษเสี้ยวสตางค์มาถวาย (มูลค่าเศษหนึ่งส่วนหกสิบสี่เดนาริอัน ภาษากรีกบอกว่า 2 โคแดรนเทส) แต่พระเยซูคริสต์บอกกับพวกสาวกว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายยากจนคนนี้ใส่ในตู้เก็บเงินถวายมากกว่าทุกคนที่ใส่ไว้นั้น เพราะว่าทุกคนได้เอาเงินเหลือใช้ของพวกเขามาใส่ แต่หญิงคนนี้ในสภาพที่ยากจน เอาเงินเลี้ยงชีพ(ชีวิต)ทั้งสิ้นของนางใส่ลงไปจนหมด” (มาระโก 12:41-44 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์มิได้ใช้จำนวนเงินมากน้อยเป็นตัวกำหนดคุณค่า แต่พระองค์ใช้ความไว้วางใจพระเจ้า และการเสียสละเป็นตัวกำหนดคุณค่า พระองค์มิได้มองว่า ใครถวายมากถวายน้อย แต่พระองค์มองว่าคนนั้นถวายด้วยชีวิตและไว้วางใจในพระเจ้าหรือไม่ เช่น หญิงคนนั้นที่ให้ทั้งหมดที่เธอมีอยู่สำหรับเลี้ยงชีพ แต่คนที่มั่งมีและคนอื่น ๆ ได้เอาเงินเหลือใช้ของพวกเขามาใส่ลงในตู้ถวาย

ในมุมมองคริสตชน เรามิได้ให้คุณค่าทรัพย์สินเงินทองที่จำนวน หรือ ความมากมาย ความยิ่งใหญ่ แต่เรามองคุณค่าเงินทองที่ “การให้” คนอื่นจากสิ่งที่ตนมีตนต้องใช้ในชีวิต เพื่อคนอื่นที่มีความจำเป็นต้องการจะมีโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



02 พฤศจิกายน 2561

คุณค่าของผู้นำแบบไหน...ที่เราต้องการ?

เมื่อพระนางอาธาลิยาห์ราชมารดาของอาหัสยาห์เห็นว่าโอรสสิ้นพระชนม์แล้ว
ก็สังหารเชื้อพระวงศ์ของยูดาห์ทั้งหมด (2 พงศาวดาร 22:10 อมธ.)

เราพบเห็นได้ไม่ยากที่ผู้นำบางคนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแห่งอำนาจอย่างไร้ซึ่งความรักเมตตา และ สำนึกในพันธกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้าและประชากรของพระองค์   แต่ผู้นำส่วนมากที่เราพบเห็นจะกระทำทุกหนทางเพื่อเขาจะได้เพียงอำนาจเหนือคนอื่น  อยู่เหนือคนอื่น   พวกผู้นำประเภทนี้เขาไม่คิดใคร่ครวญหรอกว่า เมื่อได้ตำแหน่งแล้วเขาควรเป็นผู้นำที่มีอำนาจแบบไหน  เฉกเช่นอย่างกรณีของพระนางอาธาลิยาห์   นางได้กระทำทุกอย่างทุกหนทางเพียงเพื่อจะคว้าให้ได้มาซึ่งตำแหน่งอย่างไม่ชอบธรรม  อีกทั้งไม่ถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย   แม้แต่วงศาคณาญาติในตระกูลก็จัดการฆ่าให้ราบคาบไม่ว่างเว้น   เพื่อจะไม่เป็นเสี้ยนหนามของตนในอนาคต

ตำแหน่งผู้นำมิได้มีไว้เพื่อคนที่ขึ้นในตำแหน่งนั้นจะได้อำนาจแล้วใช้อำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง   หรือเพื่อที่จะเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทองแก่ตนเอง   หรือเพื่อตนจะได้สถานะสูงส่งในสังคม   หรือเพื่อที่ตนเองจะได้สถานภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  

เป้าหมายที่สำคัญประการแรกของการก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำคือการที่ตนจะมีโอกาสรับใช้คนอื่นได้มากขึ้นและดีขึ้น   หลักคิดนี้เราสามารถเห็นได้อย่างมากมายในพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนา   ให้เราลองศึกษาพิจารณาถึงคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่สอนเราถึงผู้นำที่รับใช้คนอื่น



ผู้นำตามกระแสสังคม

1. แสวงหาอำนาจ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีตนเอง

2. เพิ่มพูนความมั่งคั่ง และ สถานภาพของตนเอง

 3. มองคนอื่นว่าเป็นศัตรู หรือ คู่แข่งขัน


4. มีแรงจูงใจ หรือ ความตั้งใจลึก ๆ ที่จะทำลายเข่นฆ่าคู่ต่อสู้  คู่แข่ง หรือ คนอีกฝ่ายหนึ่ง

5. ผลสุดท้าย:  เพื่อผู้นำได้รับเกียรติและการยกย่อง  และประกาศ “ชัยชนะ” แห่งตน


ผู้นำตามแบบพระคริสต์

1. แสวงหาทางที่รักเมตตา และ รับใช้คนอื่น

2. แสวงหาทางที่จะเพิ่มพูนความมั่งคั่งและสวัสดิภาพของคนอื่น และให้ชีวิตคนอื่น

3. มองคนอื่นว่าเป็นพี่เป็นน้องที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังแก่กันและกัน

4. มีแรงจูงใจหรือตั้งใจที่จะให้ผู้คนได้รับสิ่งจำเป็นต้องการ

5. ผลสุดท้าย:  เพื่อพระเจ้าได้รับเกียรติและการสรรเสริญ


แล้ววันนี้เรามี (และจะมี) ผู้นำส่วนใหญ่แบบไหน?

แล้วอะไรคือก้าวต่อไปจากนี้?   จะรอให้ “ผู้นำ” มาครอบงำ ควบคุมเรา?  หรือเราจะร่วมมือกันช่วย “ผู้นำ” ให้เห็นและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า?   ท่านมีขอเสนอแนะอะไรบ้างครับ...?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

19 กุมภาพันธ์ 2561

คุณค่าความหมายในชีวิตมาจากการรับใช้คนอื่น


ถ้าท่านต้องการจะพบกับคุณค่าความสำคัญในชีวิต  ท่านต้องทำพันธกิจรับใช้คนอื่น   พันธกิจในที่นี้หมายถึงการที่เราทำดีแก่ผู้อื่นตามพระประสงค์และในพระนามของพระเยซูคริสต์

คุณค่าความสำคัญในชีวิตไม่ได้มาเพราะเรามีตำแหน่ง หรือ ชาติกำเนิด หรือ ฐานะทางสังคม  เศรษฐกิจ   และเราก็ไม่ได้มีคุณค่าเพราะเรามีรถที่ทันสมัยที่สุด  แพงที่สุด  สวยที่สุด  หรือ เพราะของใช้แบรนด์เนมยี่ห้อดัง ๆ ที่คุณถือคุณใช้   การที่เรามีคุณค่าความสำคัญมิใช่เพราะเราได้รับเงินเดือน หรือ รายได้มาก ๆ  หรือมีรายได้มากกว่าคนอื่น ๆ  คุณค่าความสำคัญมิได้มาจากรสนิยม หรือ ประสิทธิภาพทางเพศ

คุณค่าความสำคัญมาจากการที่เรามีชีวิตประจำวันที่รับใช้ผู้คน

คุณค่าความสำคัญเกิดขึ้นได้เมื่อเราเริ่มคิดถึงคนอื่นแทนที่จะคิดถึงแต่ตนเอง

คุณค่าความสำคัญในชีวิตของเรามีได้เพราะเราให้ชีวิตเพื่อคนอื่นจะได้ชีวิตใหม่ โอกาสใหม่

คุณค่าและความหมายในชีวิตไม่สามารถเกิดจากการที่เราคิดเห็นแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แล้วสั่งสมสิ่งที่ได้จากการเห็นแก่ตัวไว้มาก ๆ เพื่อจะมีมากกว่าคนอื่น

เราไม่สามารถที่จะเห็นแก่ตัว และ มีชีวิตที่มีคุณค่าความหมายในเวลาเดียวกัน

ความเชื่อความศรัทธาและการดำเนินชีวิตของคริสตชน บนรากฐานพระวจนะ  ได้กล่าวไว้ว่า  “ตาม​ที่​แต่​ละ​คน​ได้​รับ​ของ​ประ​ทาน ก็​ให้​ใช้​ของ​ประ​ทาน​นั้น​ปรน​นิบัติ​กัน​และ​กัน...” (1เปโตร 4:10 มตฐ.)   ศักยภาพ ความสามารถ และ ของประทานต่าง ๆ ที่พระเจ้าประทานให้ท่าน   มิใช่ให้ท่านมาเพื่อใช้เป็นประโยชน์เพื่อตนเองเท่านั้น   แต่เพื่อประโยชน์สุขสำหรับคนรอบข้างในชีวิตของท่าน   พระเจ้าจะทรงปรับเปลี่ยนเสริมสร้างชีวิตของท่านให้เป็นชีวิตที่มีคุณค่าและความหมาย   และท่านจะพบคุณค่าและความหมายในชีวิตด้วยการที่ท่านใช้ศักยภาพ ความสามารถ และ ของประทานต่าง ๆ ที่พระเจ้าให้ท่านในชีวิตเพื่อรับใช้บริการคนอื่น

ปัญญาจารย์ 4:9-12 กล่าวไว้ว่า  “สอง​คน​ดี​กว่า​คน​เดียว เพราะ​ว่า​เขา​ทั้ง​สองจะช่วยทำให้สำเร็จได้มากยิ่งขึ้น ​  เพราะ​ว่า​ถ้า​คนหนึ่ง​ล้ม​ลง  อีกคน​หนึ่ง​จะ​ได้​พยุง​เพื่อน​ของ​ตน​ให้​ลุก​ขึ้นได้   แต่จะเป็นการเลวร้ายยิ่ง ถ้า​คน​นั้น​ที่​อยู่​คน​เดียว​เมื่อ​เขา​ล้ม​ลง   จะ​ไม่​มี​ใคร​พยุง​เขา​ให้​ลุก​ขึ้นได้?   

อนึ่ง ถ้า​สอง​คน​นอน​อยู่​ด้วย​กัน พวก​เขา​ก็​อบ​อุ่น แต่​ถ้า​นอน​คน​เดียว​จะ​อบ​อุ่น​ได้​อย่าง​ไร?    ศัตรูอาจสามารถเอาชนะคน ๆ เดียวได้   แต่ถ้าสองคนร่วมกันป้องกันต่อต้านศัตรู  เขาทั้งสองก็สามารถปกป้องตนเองได้  

เชือก​สาม​เกลียว​ที่เกี่ยวพันฟั่นเข้าด้วยกันย่อมขาดยาก (ปัญญาจารย์ 4:9-12 สมช.)

การรับใช้ของคริสตชน มิใช่ให้รับใช้ด้วยตัวคนเดียว   แต่ให้เราร่วมกันรับใช้ผู้คนตามพระประสงค์ของพระคริสต์ ในพระนามของพระองค์   และยังหมายถึงการที่เราจะรับใช้ในครอบครัว   ในที่ทำงาน  ในชุมชน/สังคม  ในกลุ่มเพื่อน   มิใช่การรับใช้ในคริสตจักรเท่านั้น

คริสตชนรับใช้ บริการ และให้ชีวิตแก่ผู้อื่นได้ต่อเมื่อชีวิตที่เขามีอยู่เป็นชีวิตของพระคริสต์  และขับเคลื่อนชีวิตประจำวันเคียงข้างไปกับพระองค์ และ ด้วยกำลังหนุนเสริมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
Prasit.emmaus@gmail.com;  081 289 4499

31 ธันวาคม 2558

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (2)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมรู้อยู่ในใจนะครับว่า การที่จะเป็นคนที่พระเจ้าใช้ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะทำอะไร  ผมจะทำอย่างไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่า  ผมมีชีวิตเช่นไรต่างหากที่เป็นทุนเริ่มต้นในการรับใช้พระเจ้า

ผมรู้ลึกในจิตใจตนเองว่า   ความสำเร็จในชีวิตของผมขึ้นอยู่ว่า  ผมได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของผมหรือไม่อย่างไร   และ

การที่ผมจะรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของผมว่าติดสนิทแนบกับพระเจ้าหรือไม่แค่ไหน  
เพราะสิ่งที่รู้และมีประสบการณ์ที่ได้รับจากพระองค์จะช่วยให้ผมตระหนักรับรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์  

และการที่ผมจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ได้นั้นผมจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ขึ้นใหม่ให้เป็นอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  

เพื่อผมจะสามารถมองเห็น  เข้าใจ และวิเคราะห์ออกได้ว่า   พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้านั้นตอบโจทย์ชีวิตและสถานการณ์รอบข้างที่ผมกำลังเผชิญอยู่อย่างไรบ้าง  

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง และความตระหนักเข้าใจของผมใหม่ในพระประสงค์ของพระองค์  
เพื่อสร้างให้ผมสามารถรับใช้พระองค์ตรงตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้
ในพระธรรมโรม 8:28-29 ได้สรุปเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้าในแต่ละตัวคนไว้ว่า...

28 เรา​รู้​ว่า​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ร่วม​กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ​เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์ 29 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว พระ​องค์​ทรงกำหนดไว้​ก่อน​ให้​เป็น​ตาม​พระ​ฉายา​แห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ได้​เป็น​บุตร​หัว​ปี​ท่ามกลาง​พี่​น้อง​จำนวน​มาก (โรม 8:28-29 มตฐ.)

ประเด็นสำคัญในพระธรรมตอนนี้มีดังนี้

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่แน่นนอนและชัดเจนสำหรับแต่ละคน   พระธรรมตอนนี้บอกชัดว่า  “พระองค์ทรงเรียก(แต่ละคน)ตามพระประสงค์”   พระองค์ต้องการที่จะทำพระราชกิจในชีวิตของแต่ละคน

เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าเราจึงได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์   นี่ก็กล่าวอย่างชัดเจนในพระธรรมตอนนี้ว่า “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามฉายาแห่งพระองค์”   กล่าวคือพระเจ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตที่เราเป็นอยู่ให้เป็นชีวิตเหมือนพระคริสต์   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนชีวิตของเราท่าน คนรับใช้ของพระองค์ ให้มีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

พระเจ้าทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ของพระองค์   ในพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้คำที่แรงชัดคือ “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อน”   หมายความว่า ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพชีวิตเช่นไร   พระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจตามวิถีทางของพระองค์เพื่อเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้เรามีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจนี้อย่างไม่ย่อท้อ  บากบั่น  และพากเพียร   อะไรก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์แล้ว  พระองค์จะทรงกระทำให้บรรลุสำเร็จ

อิสยาห์ 46:9-10 
9 ​....  เรา​เป็น​พระ​เจ้า และ​ไม่​มี​ใคร​เป็น​เหมือน​เรา
 10 ผู้​แจ้ง​ตอน​จบ(เป้าหมายปลายทาง)​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​เริ่ม​ต้น
และ​แจ้ง​สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​นั้น​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​อดีต​กาล(เริ่มต้น)
ทั้ง​กล่าว​ว่า แผน​งาน​ของ​เรา​จะ​ยั่งยืน
และ​เรา​จะ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ตาม​ความ​ประ​สงค์​ของ​เรา

เราท่านต้องตระหนักและจำไว้เสมอว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ที่ชัดเจนของพระองค์   ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมุ่งมั่นและยืนหยัดในแผนงานแห่งการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตของเราแต่ละคนให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เพื่อเราจะเป็นคนหนึ่งที่พระองค์ทรงใช้ทำพระราชกิจตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ให้ลุล่วงสำเร็จตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว

พระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า คือการให้ความหมายแก่ทุกสถานการณ์ที่เผชิญในชีวิต  ในโรม 8:28 คำว่า “เหตุการณ์ทุกอย่าง” นี้หมายถึงทั้งเหตุการณ์ที่ดี และรวมถึงสถานการณ์ที่แย่เลวร้ายด้วยเช่นกัน  และพระธรรมตอนนี้บอกแก่เราด้วยว่า   แม้ในเหตุการณ์วิกฤติสุด ๆ ในชีวิตของเรา หรือ ในเหตุการณ์ที่เราต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต  หรือโศกนาฏกรรมใด ๆ พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นที่จะช่วยให้เราค่อย ๆ เข้าใจถึงความหมายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น   และนี่คือการที่ได้รับการประเล้าประโลมใจจากพระเจ้าโดยตรง  

“เหตุการณ์ทุกอย่าง” ในที่นี้หมายถึงทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  ไม่ว่าจะดีหรือเลวร้าย  ที่บังเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น  เพื่อใช้เป็นโอกาสในการที่พระเจ้าใช้เปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่   พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญ   เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น ๆ ดังนั้น  แม้เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตของเราต้องประสบพบเจอกับเหตุเลวร้าย   เราจะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง วุ่นวายใจ สับสน หนี และท้อแท้ต่อไป   เพราะเรารู้แล้วว่าในเวลานั่นพระเจ้าอยู่กับเราที่นั่น   สำคัญยิ่งกว่านั้น  เป็นเวลาที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้มีลักษณะของผู้รับใช้พระเจ้าที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งดีมีพระพรในชีวิตของเรา   ไม่ว่าเราจะย่างก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นไรแบบไหน  พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เกิด “สิ่งดี  ก่อเกิดผลดี” ขึ้นในชีวิตของเรา   ถึงแม้มิใช่ทุกสถานการณ์เป็นเหตุการณ์ที่ดีที่พึงประสงค์เสมอไป   การสูญเสียชีวิต  โศกนาฏกรรม   ความเจ็บป่วยรุนแรง  ภัยพิบัติหายนะ  และเหตุการณ์ที่ประหวั่นพรั่นพรึงต่าง ๆ   พระเจ้าไม่ได้มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ดี เป็นสิ่งที่ดี ในสายพระเนตรของพระองค์   แต่พระเจ้าสัญญาว่า สิ่งดีสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์เมื่อเหตุการณ์นั้นเชื่องโยงสัมพันธ์กับพระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า   พระเจ้าทรงสามารถทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์ชีวิตที่เลวร้ายที่เราประสบ   ด้วยการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   เพื่อเราจะมีพลังที่จะกระทำ มีชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายให้เกิดสิ่งดีตามที่พระเจ้าประสงค์และอวยพระพร   และนี่คือข่าวดีของพระคริสต์   ข่าวดีพระคริสต์ที่ตอบโจทย์ในชีวิตของเราในทุกสถานการณ์ และ ในปัจจุบันขณะ

เมื่อสะท้อนย้อนคิดผมพบสัจจะความจริงด้วยว่า   เมื่อคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ย่ำแย่เลวร้าย   แล้วเราตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนนั้น   ผมพบว่า พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นั้นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมชีวิตผมขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นด้วยครับ!   มากกว่านั้น เพื่อนคนนั้นได้สัมผัสกับพระคริสต์ในวิกฤติชีวิตของเราด้วยครับ!  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (1)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมจำได้ว่า  เมื่อสมัยยังเป็นนักเรียนโรงเรียนพระคริสต์ธรรมเชียงใหม่ หรือที่มักเรียกติดปากกันว่า “พระคริสต์ธรรมเชียงใหม่”   แล้วต่อมาเรียกว่า “พระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  ล่าสุดเรียกว่า “วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  มหาวิทยาลัยพายัพ เอาเถอะ  จะชื่ออะไรก็ตาม...เชิญเปลี่ยนได้ตามสะดวกใจ ถ้าอยู่ในอำนาจของคุณ! 

ตอนที่ผมเรียนที่นั่น   ผมมีความคิดความปรารถนาที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้  

แต่เมื่อกำลังจะจบ  ผมมีความตั้งใจและปรารถนาลดลงมาเป็นผมต้องการเปลี่ยนสังคมไทย  

แต่เมื่อออกมาทำงานอภิบาลสักพักใหญ่   ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมปรารถนาตั้งใจจะทำให้ได้คือปฏิรูปคริสตจักร(โดยเฉพาะคริสตจักรในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย)  

แต่เมื่ออายุเลย 35 ใช้ชีวิตฝังตัวทำงานในชุมชน   ผมเริ่มเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากชุมชน  

แต่เมื่ออายุ 45 ก็พบว่า  การเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนที่คน/กลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ในชุมชน   ชุมชนต้องจัดการตนเองให้ได้ก่อน   แล้วค่อยไปจัดการขนาดกลุ่ม/ชุมชนที่ใหญ่ขึ้นไป  

แต่พอเมื่ออายุ 59-60 ผมพบว่า ผมจะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเองก่อน  

ใช่ครับ...!  มาพบว่าตนเองเป็นตัวปัญหา? (เป็นไปได้ยังไงนี่?)  

ตอนนี้ 63 ย่างเข้า 64  กำลังถามตนเองว่า   เมื่อความคิดที่จะเปลี่ยนคนอื่นมาพลิกเป็นเปลี่ยนตนเองแล้วใครจะเปลี่ยนเรา?  

แต่เมื่อสะท้อนคิดก็พบความจริงค่อนข้างชัดว่า  เรามักไม่ค่อยยอมเปลี่ยนตนเองหรอก   แต่เราพยายามที่จะ “เพิ่ม” คุณค่าแก่ตนเองมากกว่า   เลยต้องแสวงหาทำโน่นทำนี่   ชิงตำแหน่งนั้น  รับปริญญานี้   เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่า และ แสวงหาความหมายให้กับชีวิตของตนเอง  

เสียงหนึ่งถามขึ้นในความคิดว่า “แล้วพบไหม?”  ผมเลยสวนกลับไปทันควันว่า “ก็กำลังหาอยู่...ไม่รู้รึ?... ถามไปทำไม?”

ใช่สินะ...   ผมเพิ่งอธิษฐานขอพระเจ้านำสำหรับปณิธานของปีใหม่ 2016   แต่เมื่อกลับมาสะท้อนย้อนคิดก็พบว่า   ปณิธานของเราก็คือ  สิ่งสำคัญที่จะทำในปีที่เข้ามาเผชิญหน้ากับเราไร้ทางเลี่ยง   แต่ผมดีกว่าหน่อยหนึ่งนะ   ปณิธานของผม เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำในสิ่งที่พระเจ้ามีแผนการ หรือ พระประสงค์ในชีวิตของผมนะ

มีแต่ความเงียบ...   ไม่มีเสียงมารบกวนใจ...   คิดในใจว่า “อยู่หมัดล่ะ”

มีเสียงที่นิ่มนวลผุดขึ้นว่า...  “แล้วที่ว่านั่น  มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มคุณค่าของตนเองต่อหน้าพระเจ้าหรือไม่?   เป็นการปลอบใจตนเองหรือไม่?  

ผมเริ่มหงุดหงิด... “แล้วจะเอาอะไรกับผม?  แล้วจะทำอย่างไรกับผม?”  

“ฟังนะ...  เราจะถามและขอเจ้าตอบด้วย... “พระเจ้ามีแผนการ และ พระประสงค์เฉพาะเจาะจงในชีวิตของท่านแน่   แต่ชีวิตที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนี้... พระองค์จะใช้ท่านตามแผนการและพระประสงค์ได้ไหม?”

“เออวะ...  จริง!...  แต่ถามตรงถามแรงนะพระเจ้า”   ผมตอบเสียงนั้นด้วยเสียงอ่อย ๆ ทางความนึกคิด... 


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 พฤษภาคม 2554

คุณค่าที่สำคัญสุดในชีวิต?

27เมื่อพระองค์ยังตรัสคำเหล่านั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่ประชาชนร้องทูลพระองค์ว่า “ครรภ์ซึ่งปฏิสนธิ์พระองค์และหัวนมที่พระองค์เสวยนั้นก็เป็นสุข” 28แต่พระองค์ตรัสว่า “มิใช่เช่นนั้น แต่คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และได้ถือรักษาพระวจนะนั้นไว้ก็เป็นสุข” (ลูกา 11:27-28)

ในทุกวัฒนธรรมต่างมีระบบคุณค่าหลักในวัฒนธรรมนั้นๆ คนอเมริกันก็มีวัฒนธรรมหลัก คือให้ความสำคัญในเรื่องปัจเจกนิยมและมุ่งมั่นความสำเร็จ วัฒนธรรมของคนจีน คนไทย หรือญี่ปุ่นต่างให้ความสำคัญเป็นประการแรกๆ กับครอบครัว และการให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโส พระเยซูมีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับจีน ญี่ปุ่น และไทยมากกว่าวัฒนธรรมอเมริกัน

ในวัฒนธรรมของยิวให้ความสำคัญเกี่ยวกับความผูกพันกันทางสายเลือดสูงมาก ลำดับวงศ์ตระกูลเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร คุณค่าของชายมาจากบรรพบุรุษของเขา แต่คุณค่าของหญิงมาจากบุตรชายที่นางให้กำเนิด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง ในสังคมยิวการที่เคารพนับถือพ่อแม่และการจงรักภักดีต่อครอบครัววงศ์ตระกูลมีความสำคัญเกือบเทียบเท่าการจงรักภักดีและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า หรือการที่จงรักภักดีและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าสามารถแสดงออกมาเป็นรูปธรรมโดยการให้ความเคารพเอาใจใส่ต่อพ่อแม่และครอบครัว

เมื่อหญิงคนหนึ่งในหมู่ประชาชนร้องทูลว่า “ครรภ์ซึ่งปฏิสนธิ์พระองค์และหัวนมที่พระองค์ดูดนั้นก็เป็นสุข” (11:27) เธอพูดมาจากความคิดความเข้าใจตามระบบคุณค่าหลักในวัฒนธรรมของยิวที่มีครอบครัวเป็นศูนย์กลางในชีวิต การยกย่องชื่นชมมารดาพระเยซูก็เป็นการยกย่องสรรเสริญพระเยซูด้วย และนี่ยืนยันให้เห็นชัดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับแม่ในวัฒนธรรมของยิว

คงไม่เป็นที่สงสัยว่า หญิงคนหนึ่งจากในฝูงชนที่พูดออกมาเช่นนี้กับพระเยซู เธอคงคาดหวังว่า พระเยซูจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด และยิ่งกว่านั้นเธออาจจะคาดหวังว่าพระเยซูจะตอบสนองเธอด้วยการชื่นชม หรือ ขอบคุณเธอ หรือพระองค์อาจจะกล่าวยกย่องมารดาของพระองค์มากกว่าที่เธอชื่นชม เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมสอดคล้องในวัฒนธรรมของยิวในสมัยนั้น แต่ปรากฏว่าพระเยซูตอบสนองอย่างที่เธอมิได้คาดหวัง แต่กลับตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเธอ

พระองค์ตรัสว่า “มิใช่เช่นนั้น แต่คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าและนำพระวจนะนั้นไปปฏิบัติตามต่างหากที่เป็นสุข”(11:28) แน่นอนว่า ผู้คนในฝูงชนที่ห้อมล้อมพระเยซูอยู่ในขณะนั้นคงงงงวยด้วยคำตอบของพระเยซูคริสต์ ทำไมพระเยซูถึงไม่ให้เกียรติยกย่องมารดาท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ แท้จริงแล้ว ประเด็นที่พระเยซูคริสต์บ่งชี้นั้นมิได้เป็นการกล่าวร้ายหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อมารดาของพระองค์ และในความเป็นจริงนั้น มารดาของพระองค์ก็เป็นคนที่กระทำตามพระวจนะของพระเจ้าเป็นปกติอยู่แล้ว การที่พระองค์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาจนดูเป็นการกล่าวอย่าง “ขวานผ่าซาก” และเป็นการกล่าวที่ท้าทายต่อระบบคุณค่าในวัฒนธรรมยิวในขณะนั้น เพราะพระเยซูต้องการเน้นให้เห็นชัดว่า การกระทำตามพระวจนะของบพระเจ้านั้นสำคัญยิ่งกว่าสายสัมพันธ์วงศ์ตระกูลในครอบครัว ดังนั้น หญิงที่ไม่สามารถมีบุตรก็สามารถที่จะได้รับพระพรจากพระเจ้าได้ ถึงแม้คนๆ นั้นจะถูกตัดขาดออกจากครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลก็สามารถรับพระพรจากพระจ้าได้ หรือแม้แต่แม่หม้ายและลูกกำพร้าก็สามารถที่จะได้รับพระพรจากพระเจ้าได้

คริสเตียนจะต้องตัดสินใจเลือกกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า หรือ
จะเดินตามระบบคุณค่าในวัฒนธรรมที่ตนมีชีวิตอยู่

คริสเตียนปัจจุบันจำเป็นต้องเลือกระหว่างการดำเนินชีวิตตามกระแสสังคมปัจจุบัน หรือ
การดำเนินชีวิตตามพระวจนะ

ยิ่งกว่านั้น จะให้อิทธิพลจากกระแสนิยมในสังคมปัจจุบันครอบงำชีวิตของเรา หรือ
จะให้พระ วจนะของพระเจ้าเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตของเรา

คริสเตียนจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกว่า จะมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จตามใจปรารถนาของตนหรือ
การมุ่งมั่นสู่หลักชัยของพระคริสต์คือแผ่นดินของพระเจ้า

เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่เราต้องการได้รับความสำเร็จในชีวิต
จึงมองข้ามที่จะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า หรือ

การที่เราพยายามที่จะเป็นคนที่มีชีวิตที่มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล
จนลืมที่จะมีเวลาส่วนตัวอยู่กับพระเจ้า

โปรดให้ชีวิตของเราได้รับการหล่อหลอมโดยระบบคุณค่าแห่งแผ่นดินของพระเจ้า
โปรดช่วยให้เราคิดและรู้สึกอย่างพระองค์ทรงคิดและรู้สึก
โปรดเพิ่มเติมให้เราปรารถนาที่จะเรียนรู้ถึงพระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น และ
โปรดให้ทุกมิติในชีวิตของเราดำเนินตามพระกิตติคุณแห่งแผ่นดินของพระเจ้า และ
โปรดให้พระวจนะของพระองค์เกิดเป็นรูปธรรมในชีวิตของเราแต่ละคน


ประเด็นใคร่ครวญ
จากพระธรรมลูกาตอนนี้ ได้ท้าทายให้เราทบทวนและพิจารณาถึงระบบคุณค่าหลักในชีวิตของเรา

  • อะไรเป็นระบบคุณค่าหลักในกระแสวัฒนธรรมที่ท่านกำลังดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบัน?
  • อะไรคือระบบคุณค่าที่สำคัญสุดในชีวิตของท่าน?
  • การได้ยินได้ฟังได้อ่าน และ การกระทำตามพระวจนะนั้น มีความสำคัญอย่างไรสำหรับท่าน?

20 มกราคม 2554

คุณค่าพระวจนะ

ผมเคยอ่านเรื่องราวของชายชราที่มีอาชีพและเกือบทั้งชีวิตใช้กับการเป็นกรรมกรในเหมือง ทำงานในเหมืองใต้ดินและเจาะเข้าไปในภูเขาใหญ่ เมื่อชายชราคนนี้เสียชีวิต ญาติห่างๆ ของเขาได้มาที่เหมืองเพื่อเก็บข้าวของมีค่าที่เหลืออยู่ของชายชราที่จากไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปในกระท่อมพักโกโรโกโสที่มีห้องพักอยู่ด้านหน้า ในห้องนั้นเขาพบหม้อหุงข้าวเก่าๆ ใบหนึ่ง เครื่องมือในการขุดเจาะแร่ แล้วพบโต๊ะเก่าๆ ที่แตกหักพร้อมกับเก้าอี้สามขาตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หน้าต่างเล็กๆ มีตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ใช้งานได้วางบนตรงกลางของโต๊ะ พวกญาติได้รวบรวมทรัพย์สินของชายชราและนำขึ้นรถกระบะ ขณะที่กำลังจากออกรถ เพื่อนของกรรมกรชราได้เข้ามาในบ้าน แล้วถามพวกญาติๆ ว่า “ถ้าผมจะขอสิ่งที่เหลืออยู่ในบ้าน ที่ท่านไม่เอาแล้วได้ไหม?”

ญาติห่างๆ คนหนึ่งตอบว่า “คุณเอาไปเลย เพราะเราเอาของมีค่าไปหมดแล้ว” ชายคนนั้นได้ขอบคุณบรรดาญาติของชายชรา แล้วยืนส่งจนพวกเขาออกไปลับตาจากที่นั่น ชายคนนั้นเข้าไปในที่พัก ก้มลงใต้โต๊ะ เขาพบแผ่นไม้พื้นห้องแผ่นหนึ่ง เป็นฝาที่ปิดช่องบนพื้นห้องบริเวณใต้โต๊ะ เมื่อเปิดฝานั้นออกข้างในขุดเป็นโพลงลึกลงไป แล้วเขาก็ล้วงลงไปในโพลงนั้น ค่อยๆ เอาของที่อยู่ในโพลงนั้นออกมา เขานำทองคำทั้งหมดที่เพื่อนชราของเขาได้เก็บสะสมไว้จากแร่ทองคำที่เขาพบขณะทำงานในเหมืองมาเป็นเวลาหลายสิบปี มูลค่าทองคำเหล่านั้นรวมกันแล้วหลายสิบล้านบาท มีเพียงเพื่อนสนิทคนนี้ของชายชราที่สิ้นชีวิตรู้ว่าเพื่อนของเขาได้ทิ้งสมบัติที่มีค่ามากมายอยู่เบื้องหลัง

ญาติห่างๆ ของชายชราผู้ล่วงลับกับเพื่อนสนิทของชายแก่คนนี้มีจุดประสงค์ที่เหมือนกันคือ ทั้งสองฝ่ายต่างค้นหา “สิ่งที่มีค่า” แต่ทั้งสองพวกมีความแตกต่างคือ ญาติสนิทค้นหาของที่มีค่าที่ชายชราทิ้งไว้ตามมุมมองของพวกเขาว่าอะไรมีค่า ตามสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้ และตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนสนิทของชายชราที่รู้ว่าเพื่อนชราผู้ล่วงลับของเขาได้เก็บสะสมสิ่งที่มีค่าที่แท้จริงไว้ที่ไหนจึงสามารถนำสิ่งที่มีค่าเหล่านั้นออกมา

เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ต้องให้พวกเราได้รู้จักพระองค์ แต่เราเป็นเหมือนญาติห่างๆ ของชายชราคนนั้น หรือ เพื่อนสนิทของชายชรา ถ้าเราจะรู้จักพระคริสต์ดีกว่า เราจะต้องค้นให้พบถึงสิ่งที่มีคุณค่าที่พระองค์มีสำหรับเรา คำถามคือแล้วสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหล่านั้นอยู่ที่ไหน? อะไรเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระคริสต์ได้ตรัสว่า “...ในหนังสือม้วนได้เขียนถึงข้าพระองค์...”(ฮีบรู 10:7, อมตธรรม) ในพระธรรมสดุดี บทที่ 19 ได้บรรยายถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของพระวจนะพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

ประการแรก เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าสมบูรณ์ “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ”(อมตธรรม, สดุดี 19:7 ฉบับ TBS71b แปลว่า “กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ) “บทบัญญัติ หรือ กฎหมายของพระเจ้า” คำนี้ในภาษาฮีบรูหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า เป็นการหมายถึงพระวจนะทั้งสิ้นของพระเจ้า ดังนั้น เราสามารถที่จะแปลความหมายในข้อนี้ว่า พระวจนะของพระเจ้า หรือ พระคัมภีร์นั้นสมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า มลทิน บกพร่อง ทำผิด และการใช้ตรรกะเหตุผลที่ไม่สมบูรณ์ตามกรอบคิดของมนุษย์ เมื่อสังคมเปลี่ยน เราไม่จำเป็นที่จะลู่ไปตามลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือถูกพัดไปกับพายุของการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่เรายังสามารถที่จะยืนมั่นบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ประการที่สอง เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ”(ข้อที่ 7 เน้นที่อักษรเอน) คำว่า “ฟื้นฟูจิตวิญญาณ” ในภาษาฮีบรูยังมีความหมายครอบคลุมถึง “การกลับใจหันกลับมาหาพระเจ้า” “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” “การซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่” หรือการฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณขึ้นใหม่ พระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่ ท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าพระวจนะข้อหรือตอนที่ท่านอ่านในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ได้เปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู หรือซ่อมแซมเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของท่านขึ้นใหม่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่ชีวิตเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะท่านได้สร้างวินัยชีวิตในการอ่าน ศึกษา และใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำในชีวิตของท่าน

ประการที่สาม เราพบว่า พรวจนะของพระเจ้าได้สร้างเสริมปัญญาแก่ผู้ศึกษาใคร่ครวญอย่างไม่น่าเชื่อ “กฎเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา” (อมตธรรม, ข้อที่ 7ข) ศัพท์ภาษาฮีบรูคำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า “ธรรมดา” มาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ประตูที่เปิดออก” หมายถึงการที่คนใดคนหนึ่งเปิดใจเปิดความคิดของตนยอมรับ อย่างกับการเปิดประตูรับแขก โดยคนๆ นั้นจะไม่พยายามควบคุมดัดแปลงความคิดที่เข้ามาหรือออกไป พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกกับผู้อ่านว่า ถ้าท่านศึกษาพระวจนะ ถ้าท่านจดจำพระวจนะข้อนั้นๆ และที่มีความสำคัญกว่านั้น ถ้าท่านประยุกต์สัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าสู่การกระทำ ก็จะทำให้ท่านเป็นคนที่มีปัญญาจากสัจจะของพระวจนะที่ดูธรรมดา

ประการที่สี่ เราเรียนรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) ตามศัพท์ในภาษาฮีบรู พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายว่า พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดวิถีแห่งชีวิตที่ถูกต้องให้เราเดินไป เราไม่จำเป็นที่จะต้องวนเวียนหลงทางท่ามกลางความคลุมเครือในหมอกควันตามกรอบคิดของมนุษย์ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านพระคัมภีร์ทีละข้อ ทุกข้อ ทีละบท

ประการที่ห้า เราเกิดความตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้ากระทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดี “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) บางครั้งบางคนที่กลัวจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า คนๆ นั้นก็จะเกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าใครเปิดใจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ และให้ชีวิตเป็นไปตามพระวจนะเขาก็จะได้รับความชื่นชมยินและสันติสุข ด้วยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าท่านจะได้รับสันติและผาสุก

เมื่อท่านอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญ ท่องจำ และยอมเชื่อฟังกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของท่านจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และนี่คือความสำเร็จแห่งชีวิตของคริสเตียน