แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความหมาย แสดงบทความทั้งหมด

13 มิถุนายน 2559

ชีวิตนิรันดร์...ตามความหมายของพระเยซูคริสต์

น่าสังเกตว่า   ผู้เชี่ยวชาญทางธรรมบัญญัติอยากจะรู้ว่า   ตนเองต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์  จึงมาถามพระเยซูว่า... “ท่าน​อาจารย์  ข้าพเจ้า​จะ​ต้อง​ทำ​อะไร​เพื่อ​จะ​ได้​รับ​ชีวิต​นิรันดร์?

แต่พระเยซูตอบกลับเขาในสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญ คือ... “ใน​ธรรม​บัญญัติ​เขียน​ว่า​อย่างไร? ท่าน​อ่าน​แล้ว​เข้าใจ​อย่างไร?”   ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติตอบได้อย่างฉะฉานว่า   ถ้าจะได้ชีวิตนิรันดร์เขาจะต้องปฏิบัติตามธรรมบัญญัติสำคัญยิ่งสองประการคือ   รักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ  สิ้นสุดความคิด  สิ้นสุดกำลัง   นั่นหมายความว่าต้องรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดทั้งชีวิตของเขา   และจะต้องรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   พระเยซูคริสต์ตอบเขาว่า   สิ่งที่เขาว่ามาทั้งหมดถูกต้อง   และถ้าต้องการมีชีวิตนิรันดร์ให้ดำเนินชีวิตตามบัญญัติใหญ่สองประการดังกล่าว  

ในที่นี่พระเยซูคริสต์เน้นว่า  ให้ทำตามสิ่งที่ตนรู้และเข้าใจ!   ความรู้เท่านั้นไม่เพียงพอ  การได้อ่านร้อยครั้งพันรอบ  การท่องจำได้ไม่สามารถมีชีวิตนิรันดร์ได้   แต่การกระทำ หรือ ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระเจ้าที่ทำให้ชีวิตของคน ๆ นั้นได้รับการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และเสริมสร้างเป็นชีวิตนิรันดร์

ถ้าต้องการได้ชีวิตนิรันดร์ต้องเป็นชีวิตที่กระทำตามพระบัญญัติ   ไม่ใช่เพียงรู้พระบัญญัติ!   รับบัพติศมาเท่านั้น  ไปโบสถ์วันอาทิตย์เท่านั้น   ฟังเทศน์เท่านั้นไม่เพียงพอ   แต่ชีวิตนิรันดร์คือชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง  พัฒนา  และเสริมสร้างให้เป็นชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า  คือรักพระองค์ด้วยทั้งชีวิต และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

โดนคำตอบแบบตรงไปตรงมาของพระเยซูแบบนี้   ท่านผู้เชี่ยวชาญทางธรรมบัญญัติถึงกับเสียหน้า   เพราะเป็นที่รู้กันทั้งประชาชนและสำนึกในตนเองว่า   เขาเชี่ยวชาญในการรู้และใช้ธรรมบัญญัติในการตัดสินคนอื่น   แต่ไม่ได้มีชีวิตที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ 

เสียหน้าอย่างยิ่งครับ!

แต่ผู้เชี่ยวชาญธรรมบัญญัติคนนี้ไม่ยอมลดราวาศอก   เขาต้องการรุกคืบเอาชนะพระเยซูบ้าง?   จึงตั้งคำถามว่า  “แล้วใครคือเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?”

พระเยซูไม่ตอบโต้นักชำนาญการธรรมบัญญัติคนนั้นด้วยการใช้ตรรกะที่เขาชำนาญ   แต่พระเยซูคริสต์กลับเล่าเรื่องราวของชายสะมาเรียคนหนึ่งแทน   ทั้งนี้เพื่อชาวบ้านสามัญชนจะเข้าใจและเข้าถึงความหมายอย่างลึกซึ้ง   ประเด็นแสนแสบในเรื่องนี้คือ
  • คนที่รักเพื่อนบ้านของตนในเรื่องคือ  ศัตรูคู่อาฆาตที่พวกยิวดูหมิ่น...คนนั้นเป็นชาวสะมาเรีย
  • คนที่เป็น “เพื่อนบ้าน” ที่ต้องการความช่วยเหลือ   กลับเป็นคนยิว  
  • แสบกว่านั้น  คนยิวด้วยกันเองที่มีตำแหน่งสูงทางศาสนา   ที่รู้ว่าควรจะมีชีวิตตามธรรมบัญญัติอย่างไร  ทั้งปุโรหิต และ เลวี กลับหลบเลี่ยง  ข้ามฟากไปเดินเสียอีกฟากหนึ่งของถนน


เรื่องอุปมานี้กลับมาตอกย้ำซ้ำเติมลงที่แผลเดิมในชีวิตคือ  รู้แต่ไม่ยอมทำ!   แต่ที่น่าเจ็บแสบกว่านี้คือ   คนที่เขาเกลียดเหยียดหยามคือชายสะมาเรียกลับเป็นคนที่ “รักเพื่อนบ้าน”  เขารักคนยิวคนนั้นที่ถูกปล้นและถูกทำร้ายจนปางตายด้วยการลงมือกระทำ  ด้วยการช่วยจากสิ่งที่เขามีในเวลานั้น
  • เข้าไปหาคนนั้น  
  • เอา​เหล้า​องุ่น​กับ​น้ำมัน​เท​ใส่​บาด​แผล​
  • เอา​ผ้า​มา​พัน​ให้
  • แล้ว​ให้​เขา​ขึ้น​ขี่​สัตว์​ของ​ตน​เอง​ (ส่วนตนเองกลับลงมาจูงลาที่เป็นพาหนะของตน)
  • พา​มา​ถึง​โรง​แรม และ​ดู​แล​รักษาพยาบาล
  • เอา​เงิน​สอง​เดนา​ริ​อัน​ให้​กับ​เจ้า​ของ​โรง​แรม และ ขอช่วยดูแลคนยิวที่ถูกโจรปล้น
  • กลับมาติดตามดูแลรับผิดชอบจนถึงที่สุด


ขอตั้งข้อสังเกตว่า   ชายสะมาเรียที่รักเพื่อนบ้านที่เป็นยิว   เป็นการ “รักเพื่อนบ้าน”  ในชีวิตประจำวัน   ในเวลาที่กำลังทำกิจธุระ/อาชีพในแต่ละวัน   ไม่ใช่รักเพื่อนบ้านด้วยการทำโครงการการประกาศฯ   ไม่ใช่รักเพื่อนบ้านเพราะเราได้รับการสนับสนุนทุนจากแหล่งทุน   ชายสะมาเรียเขาใช้ทรัพยากรที่เขามีในการช่วยเหลือเพื่อนบ้านชาวยิวที่ปางตายคนนั้น   และ ที่สำคัญประการหนึ่งคือ   การรักเพื่อนบ้านคือการรับใช้เพื่อนบ้าน   ในเรื่องนี้ชายสะมาเรียยอมลงจากหลังลาของตนเอง   แล้วให้ชายยิวนั่งบนหลังลา   และตนจูงลานั้นเข้าเมืองจนถึงโรงแรม   เขารักเพื่อนบ้านชาวยิวคนนี้ด้วยการยอมถ่อมรับใช้ชาวยิวที่ปางตาย

ประการสุดท้าย   การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   เริ่มต้นที่มีใจเมตตา   เริ่มจากการเกิดใจสงสาร (ข้อ 33, 37)   ทำให้ระลึกถึงคำสอนของพระคริสต์ที่ว่า   “พวก​ท่าน​จง​เป็น​คน​ดี​พร้อม เหมือน​อย่าง​ที่​พระ​บิดา​ของ​ท่าน ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​ดี​พร้อม (ข้อ 48)...ที่ทรง​ให้​ดวง​อาทิตย์​ของ​พระ​องค์​ขึ้น​ส่อง​สว่าง​แก่​คน​ดี​และ​คน​ชั่ว​เสมอ​กัน และ​ให้​ฝน​ตก​แก่​คน​ชอบ​ธรรม​และ​คน​อธรรม” (ข้อ 45)

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ   พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น”

พระคริสต์ตรัสกับเราแต่ละคนว่า  ท่าน​จง​ไป​ทำ​เหมือน​อย่าง​นั้น” ในวันนี้   ท่ามกลางงานชีวิตประจำวัน   และด้วยสิ่งที่ท่านมีอยู่   ด้วยใจเมตตา   และนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตนิรันดร์   ด้วยชีวิตที่รักพระเจ้าทั้งชีวิต และ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

31 ธันวาคม 2558

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (2)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมรู้อยู่ในใจนะครับว่า การที่จะเป็นคนที่พระเจ้าใช้ได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ผมจะทำอะไร  ผมจะทำอย่างไร
แต่ขึ้นอยู่กับว่า  ผมมีชีวิตเช่นไรต่างหากที่เป็นทุนเริ่มต้นในการรับใช้พระเจ้า

ผมรู้ลึกในจิตใจตนเองว่า   ความสำเร็จในชีวิตของผมขึ้นอยู่ว่า  ผมได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของผมหรือไม่อย่างไร   และ

การที่ผมจะรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของผมว่าติดสนิทแนบกับพระเจ้าหรือไม่แค่ไหน  
เพราะสิ่งที่รู้และมีประสบการณ์ที่ได้รับจากพระองค์จะช่วยให้ผมตระหนักรับรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์  

และการที่ผมจะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ได้นั้นผมจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ขึ้นใหม่ให้เป็นอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  

เพื่อผมจะสามารถมองเห็น  เข้าใจ และวิเคราะห์ออกได้ว่า   พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้านั้นตอบโจทย์ชีวิตและสถานการณ์รอบข้างที่ผมกำลังเผชิญอยู่อย่างไรบ้าง  

และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง และความตระหนักเข้าใจของผมใหม่ในพระประสงค์ของพระองค์  
เพื่อสร้างให้ผมสามารถรับใช้พระองค์ตรงตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้
ในพระธรรมโรม 8:28-29 ได้สรุปเรื่องพระประสงค์ของพระเจ้าในแต่ละตัวคนไว้ว่า...

28 เรา​รู้​ว่า​เหตุ​การณ์​ทุก​อย่าง​ร่วม​กัน​ก่อ​ผล​ดี​แก่​คน​ที่​รัก​พระ​เจ้า คือ​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์ 29 เพราะ​ว่า​ทุก​คน​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​เลือก​ไว้​แล้ว พระ​องค์​ทรงกำหนดไว้​ก่อน​ให้​เป็น​ตาม​พระ​ฉายา​แห่ง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์ เพื่อ​พระ​บุตร​นั้น​จะ​ได้​เป็น​บุตร​หัว​ปี​ท่ามกลาง​พี่​น้อง​จำนวน​มาก (โรม 8:28-29 มตฐ.)

ประเด็นสำคัญในพระธรรมตอนนี้มีดังนี้

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่แน่นนอนและชัดเจนสำหรับแต่ละคน   พระธรรมตอนนี้บอกชัดว่า  “พระองค์ทรงเรียก(แต่ละคน)ตามพระประสงค์”   พระองค์ต้องการที่จะทำพระราชกิจในชีวิตของแต่ละคน

เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าเราจึงได้รับการทรงเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์   นี่ก็กล่าวอย่างชัดเจนในพระธรรมตอนนี้ว่า “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนให้เป็นตามฉายาแห่งพระองค์”   กล่าวคือพระเจ้าต้องการเปลี่ยนชีวิตที่เราเป็นอยู่ให้เป็นชีวิตเหมือนพระคริสต์   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนชีวิตของเราท่าน คนรับใช้ของพระองค์ ให้มีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

พระเจ้าทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ของพระองค์   ในพระคัมภีร์ตอนนี้ใช้คำที่แรงชัดคือ “พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อน”   หมายความว่า ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพชีวิตเช่นไร   พระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจตามวิถีทางของพระองค์เพื่อเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้เรามีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจนี้อย่างไม่ย่อท้อ  บากบั่น  และพากเพียร   อะไรก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์แล้ว  พระองค์จะทรงกระทำให้บรรลุสำเร็จ

อิสยาห์ 46:9-10 
9 ​....  เรา​เป็น​พระ​เจ้า และ​ไม่​มี​ใคร​เป็น​เหมือน​เรา
 10 ผู้​แจ้ง​ตอน​จบ(เป้าหมายปลายทาง)​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​เริ่ม​ต้น
และ​แจ้ง​สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้​ทำ​นั้น​ให้​ทราบ​ตั้ง​แต่​อดีต​กาล(เริ่มต้น)
ทั้ง​กล่าว​ว่า แผน​งาน​ของ​เรา​จะ​ยั่งยืน
และ​เรา​จะ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ตาม​ความ​ประ​สงค์​ของ​เรา

เราท่านต้องตระหนักและจำไว้เสมอว่า   พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ตั้งพระทัยแน่วแน่ในพระประสงค์ที่ชัดเจนของพระองค์   ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงมุ่งมั่นและยืนหยัดในแผนงานแห่งการเปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตของเราแต่ละคนให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   เพื่อเราจะเป็นคนหนึ่งที่พระองค์ทรงใช้ทำพระราชกิจตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้ให้ลุล่วงสำเร็จตามที่พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้ว

พระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า คือการให้ความหมายแก่ทุกสถานการณ์ที่เผชิญในชีวิต  ในโรม 8:28 คำว่า “เหตุการณ์ทุกอย่าง” นี้หมายถึงทั้งเหตุการณ์ที่ดี และรวมถึงสถานการณ์ที่แย่เลวร้ายด้วยเช่นกัน  และพระธรรมตอนนี้บอกแก่เราด้วยว่า   แม้ในเหตุการณ์วิกฤติสุด ๆ ในชีวิตของเรา หรือ ในเหตุการณ์ที่เราต้องสูญเสียครั้งใหญ่หลวงในชีวิต  หรือโศกนาฏกรรมใด ๆ พระเจ้าทรงอยู่ที่นั่นที่จะช่วยให้เราค่อย ๆ เข้าใจถึงความหมายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น   และนี่คือการที่ได้รับการประเล้าประโลมใจจากพระเจ้าโดยตรง  

“เหตุการณ์ทุกอย่าง” ในที่นี้หมายถึงทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา  ไม่ว่าจะดีหรือเลวร้าย  ที่บังเกิดขึ้น ปรากฏขึ้น  เพื่อใช้เป็นโอกาสในการที่พระเจ้าใช้เปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างชีวิตของเราขึ้นใหม่   พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญ   เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น ๆ ดังนั้น  แม้เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตของเราต้องประสบพบเจอกับเหตุเลวร้าย   เราจะไม่ประหวั่นพรั่นพรึง วุ่นวายใจ สับสน หนี และท้อแท้ต่อไป   เพราะเรารู้แล้วว่าในเวลานั่นพระเจ้าอยู่กับเราที่นั่น   สำคัญยิ่งกว่านั้น  เป็นเวลาที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้มีลักษณะของผู้รับใช้พระเจ้าที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป

พระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งดีมีพระพรในชีวิตของเรา   ไม่ว่าเราจะย่างก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นไรแบบไหน  พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เกิด “สิ่งดี  ก่อเกิดผลดี” ขึ้นในชีวิตของเรา   ถึงแม้มิใช่ทุกสถานการณ์เป็นเหตุการณ์ที่ดีที่พึงประสงค์เสมอไป   การสูญเสียชีวิต  โศกนาฏกรรม   ความเจ็บป่วยรุนแรง  ภัยพิบัติหายนะ  และเหตุการณ์ที่ประหวั่นพรั่นพรึงต่าง ๆ   พระเจ้าไม่ได้มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่ดี เป็นสิ่งที่ดี ในสายพระเนตรของพระองค์   แต่พระเจ้าสัญญาว่า สิ่งดีสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์เมื่อเหตุการณ์นั้นเชื่องโยงสัมพันธ์กับพระประสงค์สูงสุดของพระเจ้า   พระเจ้าทรงสามารถทำให้เกิดสิ่งดีในสถานการณ์ชีวิตที่เลวร้ายที่เราประสบ   ด้วยการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างเราขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้น   เพื่อเราจะมีพลังที่จะกระทำ มีชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายให้เกิดสิ่งดีตามที่พระเจ้าประสงค์และอวยพระพร   และนี่คือข่าวดีของพระคริสต์   ข่าวดีพระคริสต์ที่ตอบโจทย์ในชีวิตของเราในทุกสถานการณ์ และ ในปัจจุบันขณะ

เมื่อสะท้อนย้อนคิดผมพบสัจจะความจริงด้วยว่า   เมื่อคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตที่ย่ำแย่เลวร้าย   แล้วเราตั้งใจมุ่งมั่นอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนนั้น   ผมพบว่า พระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นั้นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างเสริมชีวิตผมขึ้นใหม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นด้วยครับ!   มากกว่านั้น เพื่อนคนนั้นได้สัมผัสกับพระคริสต์ในวิกฤติชีวิตของเราด้วยครับ!  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เมื่อชีวิตแสวงหาคุณค่าและความหมาย (1)

บทสะท้อนย้อนคิดเมื่อกำลังจะสิ้นสุดปี ค.ศ. 2015

ผมจำได้ว่า  เมื่อสมัยยังเป็นนักเรียนโรงเรียนพระคริสต์ธรรมเชียงใหม่ หรือที่มักเรียกติดปากกันว่า “พระคริสต์ธรรมเชียงใหม่”   แล้วต่อมาเรียกว่า “พระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  ล่าสุดเรียกว่า “วิทยาลัยพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี”  มหาวิทยาลัยพายัพ เอาเถอะ  จะชื่ออะไรก็ตาม...เชิญเปลี่ยนได้ตามสะดวกใจ ถ้าอยู่ในอำนาจของคุณ! 

ตอนที่ผมเรียนที่นั่น   ผมมีความคิดความปรารถนาที่จะเปลี่ยนโลกใบนี้  

แต่เมื่อกำลังจะจบ  ผมมีความตั้งใจและปรารถนาลดลงมาเป็นผมต้องการเปลี่ยนสังคมไทย  

แต่เมื่อออกมาทำงานอภิบาลสักพักใหญ่   ผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมปรารถนาตั้งใจจะทำให้ได้คือปฏิรูปคริสตจักร(โดยเฉพาะคริสตจักรในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย)  

แต่เมื่ออายุเลย 35 ใช้ชีวิตฝังตัวทำงานในชุมชน   ผมเริ่มเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากชุมชน  

แต่เมื่ออายุ 45 ก็พบว่า  การเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนที่คน/กลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ในชุมชน   ชุมชนต้องจัดการตนเองให้ได้ก่อน   แล้วค่อยไปจัดการขนาดกลุ่ม/ชุมชนที่ใหญ่ขึ้นไป  

แต่พอเมื่ออายุ 59-60 ผมพบว่า ผมจะต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเองก่อน  

ใช่ครับ...!  มาพบว่าตนเองเป็นตัวปัญหา? (เป็นไปได้ยังไงนี่?)  

ตอนนี้ 63 ย่างเข้า 64  กำลังถามตนเองว่า   เมื่อความคิดที่จะเปลี่ยนคนอื่นมาพลิกเป็นเปลี่ยนตนเองแล้วใครจะเปลี่ยนเรา?  

แต่เมื่อสะท้อนคิดก็พบความจริงค่อนข้างชัดว่า  เรามักไม่ค่อยยอมเปลี่ยนตนเองหรอก   แต่เราพยายามที่จะ “เพิ่ม” คุณค่าแก่ตนเองมากกว่า   เลยต้องแสวงหาทำโน่นทำนี่   ชิงตำแหน่งนั้น  รับปริญญานี้   เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่า และ แสวงหาความหมายให้กับชีวิตของตนเอง  

เสียงหนึ่งถามขึ้นในความคิดว่า “แล้วพบไหม?”  ผมเลยสวนกลับไปทันควันว่า “ก็กำลังหาอยู่...ไม่รู้รึ?... ถามไปทำไม?”

ใช่สินะ...   ผมเพิ่งอธิษฐานขอพระเจ้านำสำหรับปณิธานของปีใหม่ 2016   แต่เมื่อกลับมาสะท้อนย้อนคิดก็พบว่า   ปณิธานของเราก็คือ  สิ่งสำคัญที่จะทำในปีที่เข้ามาเผชิญหน้ากับเราไร้ทางเลี่ยง   แต่ผมดีกว่าหน่อยหนึ่งนะ   ปณิธานของผม เป็นสิ่งที่ผมอยากจะทำในสิ่งที่พระเจ้ามีแผนการ หรือ พระประสงค์ในชีวิตของผมนะ

มีแต่ความเงียบ...   ไม่มีเสียงมารบกวนใจ...   คิดในใจว่า “อยู่หมัดล่ะ”

มีเสียงที่นิ่มนวลผุดขึ้นว่า...  “แล้วที่ว่านั่น  มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มคุณค่าของตนเองต่อหน้าพระเจ้าหรือไม่?   เป็นการปลอบใจตนเองหรือไม่?  

ผมเริ่มหงุดหงิด... “แล้วจะเอาอะไรกับผม?  แล้วจะทำอย่างไรกับผม?”  

“ฟังนะ...  เราจะถามและขอเจ้าตอบด้วย... “พระเจ้ามีแผนการ และ พระประสงค์เฉพาะเจาะจงในชีวิตของท่านแน่   แต่ชีวิตที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนี้... พระองค์จะใช้ท่านตามแผนการและพระประสงค์ได้ไหม?”

“เออวะ...  จริง!...  แต่ถามตรงถามแรงนะพระเจ้า”   ผมตอบเสียงนั้นด้วยเสียงอ่อย ๆ ทางความนึกคิด... 


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499