แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระวจนะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระวจนะ แสดงบทความทั้งหมด

02 กุมภาพันธ์ 2561

พระวจนะเปลี่ยนและสร้างชีวิตเราอย่างไร?

ปัญญาจากผู้เฒ่า

มีเรื่องเล่าว่า  มีชายผู้สูงวัยอาศัยอยู่บนภูเขากับหลานชายคนหนึ่ง   ทุกเช้าผู้เป็นปู่จะนั่งที่โต๊ะอาหารในห้องครัวอ่านพระคัมภีร์เล่มเก่าคร่ำคร่าของตน  ผู้เป็นหลานอยากจะเป็นเหมือนปู่ของตน   เขาอยากที่จะอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวัน

วันหนึ่งหลานชายถามปู่ว่า  “ปู่ครับ   ผมพยายามอ่านพระคัมภีร์อย่างปู่  แต่อ่านอย่างไงก็ไม่เข้าใจ  และเมื่อพอจะรู้เรื่องบ้าง   แต่เมื่อปิดพระคัมภีร์ไปไม่เท่าใดก็ลืมเรื่องที่อ่านนั้น   แล้วปู่ว่าการอ่านพระคัมภีร์มันมีประโยชน์อะไร?   อ่านไปทำไมกัน?

ปู่ตอบหลานว่า   “หลานปู่...เอาถังตักน้ำเก่า ๆ ใบนี้ลงเขาไปที่แม่น้ำแล้วตักน้ำหิ้วขึ้นมาบ้านให้ปู่สักถัง”

หลานชายทำอย่างที่ปู่บอกให้ทำ   แต่เมื่อกำลังหิ้วน้ำขึ้นเขามา  ปรากฏว่าน้ำรั่วออกไปจากถัง   เมื่อมาถึงบ้านในถังไม่เหลือน้ำเลย   ผู้เป็นปู่บอกให้หลานลงไปตักใหม่   และให้รีบนำน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าเดิม   ปู่ทำเช่นนี้กับหลานถึงสามรอบ   และในทุกรอบก็กระตุ้นให้หลานรีบหิ้วน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าครั้งก่อน   แต่ทุกครั้งหลานก็มาพร้อมกับถังน้ำที่น้ำรั่วไปหมดแล้ว

ในที่สุด  หลานชายกระหืดกระหอบพูดกับปู่ว่า  “ปู่ครับ...ไม่เป็นประโยชน์เลย”

ผู้เฒ่าพูดกับหลานว่า  “ลองดูข้างในถังซิหลานมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?   ถังเก่าใบนี้ดูสะอาดสดใสกว่าเดิมไหม?   หลานเอ๋ย...นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันไม่ย่อท้อ   หลานอาจจะไม่สามารถเข้าใจทุกเรื่องที่อ่าน หรือ จำทุกข้อได้   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของหลานคือ  พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนชีวิตข้างใน เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง การตัดสินใจของหลาน  และ ก็ทำให้ชีวิตภายนอกของหลานเปลี่ยนตามไปด้วย”

ผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ที่อาศัยในโลกที่ทันสมัย วุ่นวาย สับสน แตกแยก เสื่อมเสีย  ทั้งท่านและผมต่างต้องซึมซับเอาพระวจนะของพระเจ้าเข้ามาในความคิดจิตใจทุกวัน   แล้วพระวจนะนั้นจะค่อย ๆ ขัดล้างเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเราทุกวันให้ค่อย ๆ สดใสสะอาดขึ้น   แม้ว่าเราบางคนอาจจะไม่สามารถที่จะจดจำหรือเข้าใจพระคัมภีร์ในทุกเรื่องที่เราอ่านและใคร่ครวญ   แต่เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ในแต่ละข้อแต่ละตอนที่จะชัดถู ชำระล้าง  และทำให้ความคิดจิตใจของเราสะอาดสดใสขึ้น วันต่อวัน ทุกวัน   เราต้องตระหนักเสมอว่า การอ่านพระวจนะเพื่อให้พลังแห่งพระวจนะเปลี่ยนแปลงเราจากภายในชีวิต  เริ่มต้นที่ความคิด และ จิตใจของเรา

ขอให้เราท่านทุกคน ได้อุทิศถวายชีวิตที่เราเป็นอยู่แด่พระเจ้าในการอ่านพระวจนะของพระองค์เป็นประจำทุกวัน  ด้วยความสัตย์ซื่อ  ด้วยความจงรักภักดี  และด้วยจิตใจที่น้อมถวายแด่พระเจ้า   และให้เราทูลขอต่อพระองค์โปรดใช้พระวจนะของพระองค์ที่จะขัดถูก ชะล้าง  และเสริมสร้างชีวิตประจำวันของเราขึ้นใหม่   ให้มีชีวิตอย่างพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน

(พระคริสต์)​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​พระ​คัม​ภีร์​เขียน​ไว้ว่า
‘มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​เพียง​อย่าง​เดียว​ไม่​ได้
แต่​ต้อง​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​พระ​วจนะ​ทุก​คำ
ซึ่ง​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​เจ้า’ ”  (มัทธิว 4:4 มตฐ.)


พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​ถ่อม​ใจ
ทรง​ปล่อย​ท่าน​ให้​หิว และ​ทรง​เลี้ยง​ท่าน​ด้วย​มานา
ซึ่ง​ท่าน​เอง​หรือ​ปู่​ย่า​ตา​ยาย​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​ทราบ​ว่า​เป็น​อะไร
เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​เข้า​ใจ​ว่า
มนุษย์​ไม่​ได้​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ด้วย​อาหาร​เพียง​สิ่ง​เดียว
แต่​มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ด้วย​ทุก​สิ่ง​ที่​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​องค์พระผู้เป็นเจ้า
(เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

27 กุมภาพันธ์ 2555

พระวจนะที่สำคัญสำหรับ...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน

ในตอนก่อน เราเห็นพ้องต้องกันว่า พระวจนะของพระเจ้าควรเป็นจุดยืนหลักในการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าเมื่อคริสเตียนเกิดความขัดแย้งและทะเลาะกัน ในตอนนี้เราจะมุ่งสนใจพระคัมภีร์ตอนสำคัญที่เปิดเผยถึงการสำแดงของพระเจ้าสำหรับคริสเตียนที่ตกในความขัดแย้งและทะเลาะกัน คือพระธรรมฟีลิปปี 2:1-11 สำหรับข้อเขียนนี้ เรามุ่งเน้นที่จะอ่านพระวจนะตอนนี้อย่างช้าๆ ให้พระวจนะซึมซับลงลึกเข้าในชีวิตของเรา ที่จะสัมผัสกับหัวใจและชีวิตของเรา และมีผลกระทบต่อการตัดสินใจ พฤติกรรม และ การกระทำของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะของความขัดแย้ง เมื่อดำเนินตามขั้นตอนที่ข้อเขียนนี้นำเสนอ ท่านจะได้พบกับการทรงชี้นำของพระเจ้า ถึงทางออกและแนวทางการจัดการกับความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในขณะนี้

อ่าน ฟิลิปปี 2:1-11

1ในเมื่อท่านได้รับกำลังใจจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์
ได้รับการปลอบโยนจากความรักของพระองค์
ได้สามัคคีธรรมกับพระวิญญาณ
ได้รับความอ่อนโยนและความสงสาร

2
ก็จงทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์
โดยมีความคิดอย่างเดียวกัน
มีความรักอย่างเดียวกัน
มีใจเดียวกัน และ
มีเป้าหมายเดียวกัน

3อย่าทำสิ่งใดด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว หรือด้วยความถือดี
แต่จงทำด้วยความถ่อมใจ ถือว่าคนอื่นดีกว่าตน

4แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย

5ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์

6ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า

7พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์

8
และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!

9
ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นสู่ที่สูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงแก่พระองค์

10
เพื่อทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงนมัสการพระนามของพระเยซู

11
และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา
(ฟีลิปปี 2:1-11 อมตธรรม)

ถ้าขณะนี้ท่านตกอยู่ในภาวะที่เกิดการขัดแย้งกับคริสเตียนด้วยกัน ท่านลองทำตามขั้นตอนข้างล่างนี้ หรือแม้ว่าท่านมิได้อยู่ในภาวะความขัดแย้งท่านก็สามารถที่จะลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อเป็นการวางจุดยืนในชีวิตเมื่อต้องพบกับความขัดแย้งในอนาคต

1. ทูลขอพระเจ้าโปรดตรัสกับท่านผ่านพระวจนะของพระองค์ตอนนี้ โดยการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

2. อ่านพระธรรมตอนนี้ด้วยจิตอธิษฐาน ค่อยๆ อ่านอย่างน้อยสัก 3 รอบ หรือถ้าท่านจะลองเขียนคัดพระคัมภีร์ตอนนี้จะช่วยให้พระวจนะซึมเข้าชีวิตจิตใจของท่าน สำหรับบางท่านชอบที่จะอ่านออกเสียงก็ให้อ่านออกเสียง ให้แต่ละคำค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจและความคิดของท่าน พร้อมๆ กับเปิดใจรับฟังพระสุรเสียงจากพระองค์ (อย่าพยายามที่จะตีความ หรือ ประยุกต์หาความหมายของพระคัมภีร์ หรือคิดว่าพระคัมภีร์ตอนนี้สำหรับคนนั้นคนนี้ หรือพยายามมองดูว่าตนจะต้องทำอะไร แต่ให้สงบเพื่อจะฟังว่าพระเจ้าตรัสอะไรกับท่านในชีวิตจิตใจของท่าน)

3. ถ้าพระเจ้าเปิดเผยถึงจุดอ่อนจุดพลาดในตัวท่าน ให้ท่านทูลปรึกษากับพระองค์ในเรื่องนั้น ถ้าจำเป็นให้ท่านสารภาพความผิดพลาดดังกล่าว แล้วท่านอาจจะทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า ใช้เวลาสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับพระคัมภีร์ตอนนี้ว่ามีผลกระทบต่อชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง

4. ถ้าท่านทำได้ ท่านอาจจะแบ่งปันกับผู้เชื่อในพระเจ้าบางท่าน อย่างน้อยสักท่านหนึ่งว่าพระเจ้าได้ตรัสอะไรกับท่านในจิตใจผ่านพระธรรมตอนนี้ และเปิดใจที่จะรับกำลังใจหรือข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอสำหรับเราในการแก้ไขปรับปรุงจากผู้เชื่อที่เราไปแบ่งปัน และขอเขาอธิษฐานเผื่อท่านเพื่อจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

5. ให้ทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสแก่ท่านผ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ แล้วให้กระทำตามพระวจนะ มิใช่เป็นเพียงผู้ฟังพระวจนะเท่านั้น (ยากอบ 1:22-25) ท่านอาจจะพบว่าสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้ท่านกระทำเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แต่ท่านโปรดแน่ใจเถิดว่า พระองค์จะทรงประทานกำลังและความสามารถที่จำเป็นแก่ท่านในการกระทำตามพระประสงค์นั้น

ในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับท่านคือพระวจนะของพระเจ้า ที่นำมาถึงชีวิตของท่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ส่วนการตีความหมายพระคัมภีร์ตอนนี้เราจะช่วยกันทำต่อไปในครั้งหน้า แต่ผมเชื่ออย่างมั่นคงว่าถ้าท่านประสบกับความขัดแย้งกับคริสเตียนด้วยกัน แล้วท่านให้เวลากับการอธิษฐาน ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า แล้วถ้าท่านเปิดจิตใจแด่พระเจ้า พระองค์ก็จะทรงนำท่านไปสู่แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับท่าน แล้วท่านก็จะเริ่มเห็นความขัดแย้งที่ท่านกำลังเผชิญหน้าด้วยมุมมองของพระเจ้า แล้วจะเริ่มเห็นว่าท่านจะเป็นทูตแห่งสันติของพระคริสต์

ขอให้สันติแห่งพระเยซูคริสต์ดำรงกับท่านตลอดวันนี้ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

29 กันยายน 2554

พลังจากการใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้า

วินัยชีวิต: จัดลำดับให้พระเจ้ามาก่อนในชีวิต

อ่าน ฮีบรู 11:1-10

ให้เราวิเคราะห์คำที่เราใช้จนคุ้นชินและลืมตัวในแต่ละวัน
1. วันนี้ยุ่งฉิบ...ใช่ไหม?: มีสิ่งที่ต้องทำมากกว่าเวลาที่เรามี
2. น่ารำคาญจังเลย...: มีหลายสิ่งหลายอย่างมาดึงแล้วดูดความคิดของเรา มันพยายามดึงดูดความสนใจจากเรา
3. เลวมาก ชั่วช้าจริงๆ...: มันมีความมืดที่ผ่านเข้ามาพยายามครอบงำจิตใจและจิตวิญญาณของเรา เหมือนมันกำลังอยู่ในกลียุคเช่นนั้นแหละ

เอาล่ะถ้าผมจะเสนอให้กับท่านว่า ผมสามารถที่จะให้ความลับที่จะทำให้ท่านมีพลังแห่งความดีท่ามกลางวันที่แสนจะยุ่ง ท่ามกลางสภาพที่ท่านกำลังถูกดึงดูด และท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวและชั่วช้า ท่านจะสนใจหรือไม่? แล้วท่านจะคิดอย่างไรถ้าผมจะแสดงและพิสูจน์เทคนิกที่สามารถเกิดผลเสมอไม่ว่าในสถานการณ์เช่นไร ในสถานที่ไหน หรือท่ามกลางภาวะกดดันแบบใดก็ตาม? ยิ่งกว่านั้น ดูเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคุณพิจารณาตามหลักเกณฑ์อย่างถ้วนถี่ตามความเป็นจริง เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ขอท่านเปิดฮีบรู บทที่ 11

อะไรคือสิ่งที่ อาเบล เอโนค โนอาห์ อับราฮัม โยบ ดาวิด เอสรา และดาเนียล มีเหมือนกับพระเยซู? ลองอ่านอย่างใส่ใจในพระธรรมฮีบรู 11:1-10

บุคคลเหล่านี้ยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า และเอาพระวจนะนั้นใคร่ครวญ รำพึง ในความนึกคิดของเขา แล้วย่อยพระวจนะนั้นจนไหลแทรกเข้าในชีวิตทั้งสิ้นของเขา ให้เราเริ่มต้นฮีบรูบทที่ 11 ในพระธรรมตอนนี้เราได้เห็นรายชื่อของบุคคลที่ได้รับพระวจนะของพระเจ้า แล้วยึดมั่นในพระวจนะนั้น

  • ชีวิตของอาเบล เราเรียกว่า ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า (11:4) ให้เราคิดถึงอาเบล เขามีชีวิตอยู่กับสัตว์เลี้ยง อยู่กับฝูงแกะของเขา แสวงหาพระเจ้าผู้ทรงสร้างสากลจักรวาล และการเสียชีวิตของเขาก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงการทรงเอาใจใส่ ความยุติธรรม และพระเมตตาของพระเจ้า (ดูปฐมกาล บทที่ 3 และ 4)
  • เอโนคมีชีวิตที่เรียกได้ว่า ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า (11:5-6 ดูปฐมกาล 5:22) เอโนคมีชีวิตในยุคที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นช่วงเวลาที่สังคมกำลังเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ เค้าความคิดในใจทั้งหมดของเขาล้วนเป็นเรื่องชั่วร้ายตลอดเวลา (ปฐมกาล 6:5) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่น้ำท่วมโลก
  • ในชีวิตของโนอาห์เรียกว่า ชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้า (11:7) โลกต้องจบสิ้นลง โนอาห์ต้องใช้เวลาที่ยาวนานในการต่อเรือ ตลอดชีวิตความคิดจิตใจของเขาอยู่ที่พระเจ้า
  • ชีวิตของอับราฮัมเรียกว่า ชีวิตโดยความเชื่อ (11:8-10) ในชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่ต้องพเนจรไปโดยความเชื่อ มีชีวิตอยู่ในเต็นท์จากที่หนึ่งเคลื่อนไปยังอีกที่หนึ่ง
  • ชีวิตของดาวิดเรียกได้ว่า เป็นชีวิตที่ยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า (สดุดี 63:8 อมตธรรม) "จิตวิญญาณข้าพระองค์ยึดมั่นในพระองค์ พระหัตถ์ขวาของพระองค์ค้ำจุนข้าพระองค์ไว้"
  • เอสรามีชีวิตที่เรียกว่า แสวงหาพระเจ้าหมดทั้งใจ (สดุดี 119:9-11 อมตธรรม)
  • ดาเนียลมีชีวิตที่เรียกว่า ชีวิตที่ต้องการอยู่เพื่อพระประสงค์ (ดาเนียล 1:8) เราเห็นจริงแล้วว่า เราไม่จำเป็นต้องไปค้นหาคำตอบอะไรที่พิสดารมากกว่านี้ ท่านเห็นแล้วว่าเราไม่จำเป็นจะต้องค้นหาประจักษ์พยานมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะเรามีพยานพรั่งพร้อมมากมายเช่นนี้แล้วเราต้องการพิสูจน์ค้นหาอะไรอีก (ฮีบรู 12:1) ในพระธรรมตอนเหล่านี้พระเจ้าประสงค์ให้เรารู้ว่าเราจะต้องดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ ดังนั้น เราคงคงต้องหยุดชีวิตของเราแล้วใคร่ครวญว่า เรายังจำเป็นแสวงหาเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้องที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตอีกหรือไม่
  • ชีวิตของพระเยซูคริสต์เรียกว่า ชีวิตที่ดำเนินไปตามพระวจนะของพระเจ้า ในถิ่นทุรกันดารที่พระองค์เอาชนะการทดลองของอำนาจชั่วร้ายนั้น และการที่ร่างกายต้องอ่อนแรงเพราะความหิวโหยขาดอาหาร พระเยซูคริสต์ได้แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของพระวจนะของพระเจ้า
ในเรื่องนี้มนุษย์รู้ดีถึงคุณค่าแห่งการที่มีชีวิตที่มีวินัยธรรมดาที่แนบสนิทส่วนตัวกับพระเจ้า ด้วยการฟังพระเจ้าผ่านการใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระองค์

สิ่งต่อไปนี้เป็นการกระตุ้นและท้าทายเราในการแสวงหาและใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้า

เมื่อเอสราต้องเผชิญหน้ากับชนชาติต่างๆ ที่มีความแตกต่างจากชนชาติของพระเจ้า ในขณะที่ต้องมีชีวิตในบาบิโลน ท่านได้ร้องทูลว่า "ข้าพระองค์ได้เก็บรักษาพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์" (สดุดี 119:11 ฉบับมาตรฐาน)

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ในพระธรรมสุภาษิตได้เรียกร้องให้เราค้นหาความอุดมมั่งคั่งในพระวจนะของพระเจ้า จากสุภาษิต 4:1-12 ได้ให้ภาพของการมีพระวจนะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตโดย ...ฟังคำสอน...ใส่ใจ...อย่าทอดทิ้ง...ยึดถ้อยคำ...รักษาบัญญัติ...มีชีวิตอยู่...เอาปัญญา...เอาความรอบรู้...ไม่ลืม...ไม่ทอดทิ้ง...กอดเธอ(ปัญญา)ไว้...รับถ้อยคำ...ตีราคาปัญญาให้สูง... นั่นหมายความว่าให้เรายึดพระวจนะของพระเจ้าไว้อย่างมั่นคง ยึดมั่นพระวจนะไว้ในชีวิตของเราและอย่ายอมคลายและปล่อยให้พระวจนะหลุดลอยไปจากชีวิตของเรา

ในภาวะคับขันของชีวิต เมื่อกองทัพบาบิโลนล้อมยูดาห์ เยเรมีย์ถูกจับแล้วโยนลงในบ่อน้ำแคบๆ เขาถูกไล่ล่าปางตาย แต่เยเรมีย์เรียนรู้ว่า "เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า" (เยเรมีย์ 29:13 ฉบับมาตรฐาน)

เมื่อซาตานทดลองพระเยซู พระองค์ทำให้ศัตรูของพระองค์ต้องหุบปากลง และพระองค์ได้ให้บทเรียนบทแรกแก่เราว่า เราควรจะใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้าอย่างจริงจังเพราะ "มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า" (มัทธิว 4:4, เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3)

พระคัมภีร์ข้อเหล่านี้เรียกร้องเราให้ปฏิบัติตามด้วยหลักการที่สามัญเรียบง่าย แต่มนุษย์มักจะทอดทิ้งในการเอาใจใส่ชีวิตจิตวิญญาณด้วยการมีวินัยในการมีพระวจนะของพระเจ้าและใช้ในการดำเนินชีวิตของตน ด้วยการใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระองค์ จงปิดประตูแห่งชีวิตของท่าน เพื่อปิดทางสิ่งที่เข้ามาทำให้ชีวิตจิตใจของท่านต้องว้าวุ่นและไขว้เขว เช่น คอมพิวเตอร์ ทีวี กีฬา หรือ งานอดิเรกที่ท่านชื่นชอบ แล้วให้ชีวิตจิตใจของท่านทั้งสิ้นอยู่กับสัจจะความจริงของพระเจ้า และเพิ่มพูนสติปัญญาจากพระปัญญาจากพระวจนะของพระองค์ ผู้คนที่ต้องการเลือกการใคร่ครวญภาวนาในพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะเปิดเผยให้เห็น และเราจะสัมผัสถึงความอุดมมั่งคั่งในพระปัญญาและไฟแห่งพระวิญญาณของพระองค์ในชีวิตจิตวิญญาณของเรา

การเฝ้าเดี่ยวก็คือการที่เราอยู่กับพระเจ้าส่วนตัวเพราะเรารักพระองค์
การใคร่ครวญภาวนาคือการฟังพระวจนะของพระเจ้า

บ่อยครั้งเหลือเกินที่ดูเหมือนว่าเราถูกกระตุ้นในการควานหาพระเจ้าเมื่อเราเผชิญกับปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่การที่เราใคร่ครวญในพระวจนะของพระเจ้า คือการที่เราเข้าหาพระองค์เพื่อรับชีวิตจากพระองค์ เป็นสัจจะความจริงที่ทรงประทานเข้ามาในแก่นหลักแห่งชีวิตจิตวิญญาณของเรา ลงลึกไปยังรากฐานชีวิตในการตัดสินใจของเราในแต่ละวัน

การใคร่ครวญภาวนาเป็นกระบวนการที่พระวจนะของพระเจ้าเข้าไปในหัวของท่านและผ่านเข้าไปในจิตวิญญาณของท่าน เป็นการนำมาซึ่งพลังอำนาจแห่งชีวิต "การใคร่ครวญภาวนาเป็นเครื่องบดย่อยอาหารสำหรับจิตวิญญาณ" ถึงแม้ว่าพระเยซูต้องอดอาหารถึงสี่สิบวันร่างกายอ่อนกำลัง แต่จิตวิญญาณของพระองค์เข้มแข็งจากการที่พระองค์ได้แสวงหาพระเจ้าและใคร่ครวญภาวนาถึงพระวจนะของพระเจ้า และพระองค์ใช้พระวจนะเพียงไม่กี่คำเป็นเครื่องมืออาวุธที่ทรงพลังในการปะทะกับศัตรูของพระองค์

เพื่อการประยุกต์หลักการนี้ใช้ในชีวิตของเรา นี่คือหลักการธรรมดาสามัญ 6 ประการแต่สำคัญยิ่งที่ใช้ในการเจาะลึกและพบกับความรุ่มรวยในการใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้า

1) อธิษฐานเป็นประการแรก: เพื่อทูลขอวิญญาณแห่งปัญญาจากพระเจ้า และการทรงสำแดงถึงพระวจนะของพระองค์ (เอเฟซัส 1:17-18) พระองค์ต้องการประทานความเข้าใจที่ลึกซึ้งผ่านการใคร่ครวญภาวนาของเรา เป็นการสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะเข้าใจสัจจะความจริงที่ว่า เราจะไม่ยอมปล่อยให้ความรู้สึกและอารมณ์ของเรายึดครองช่วงเวลานี้ที่เราอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านอาจจะต้องต่อสู้กับความห่อเหี่ยวของจิตใจ แต่พระเจ้าไม่จำเป็นต้องสู้กับสิ่งเหล่านี้

2) คว้าบางสิ่งบางอย่างไว้: ให้เขียนข้อพระคัมภีร์ลงในสมุดบันทึกของท่าน การเขียนข้อพระคัมภีร์เพื่อสร้างเป็นวินัยของการพยายาม และยิ่งท่านมีวินัยนี้มากเท่าใด ท่านก็ได้ให้โอกาสแก่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสกับท่านมากแค่นั้น เมื่อท่านเขียนบางสิ่งบางอย่างลงในสมุดบันทึก ท่านก็จะมีโอกาสในการคิดใคร่ครวญในสิ่งที่ท่านกำลังเขียนอย่างขุดลงลึก ท่านจะวิเคราะห์สิ่งนั้นอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และความคิดของท่านในเรื่องนั้นก็จะเฉียบแหลมคมมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

3) หยุดสักพักหนึ่ง: ให้เขียนสิ่งที่ท่านเข้าใจจากพระวจนะข้อนั้นๆ ลงไว้ ในจุดนี้ท่านอาจจะคิดว่า "ความคิดนี้ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ทำไมจะต้องเขียนมันลงไปด้วยล่ะ" แต่ถ้าท่านคิดเช่นนั้น นั่นแสดงว่าความคิดของท่านกำลังล่องลอยไปยังเรื่องอื่น ดังนั้นจงเขียนความคิดของท่านลงไป ถึงแม้ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ามันไม่มีความลึกซึ้งอะไรเลยก็ตาม

4) ฟังพระเจ้า: ให้ประยุกต์ความเข้าใจใช้ในชีวิตของท่าน เมื่อท่านดำเนินการใคร่ครวญต่อไป พระเจ้าอาจทรงเริ่มเติมเต็มความเข้าใจที่ลึกซึ้งเหลือเชื่อเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าและความรักของพระองค์ เมื่อท่านได้รับ "ทองคำอันล้ำค่า" ในจิตใจของท่าน อย่าพอใจแล้วผ่อนคลาย จงบรรจุรักษาสิ่งนี้ไว้ในที่ปลอดภัย กล่าวคือให้เริ่มประยุกต์สิ่งใหม่นี้ใช้ในชีวิตของท่านทันที

5) ตอบพระองค์: ตอบสนองต่อพระเจ้า เก้าครั้งจากจำนวนสิบครั้งที่ท่านใคร่ครวญภาวนา พระวจนะของพระเจ้าจะนำท่านให้ไปถึงจุดที่จะเกิดการตอบสนองใหม่ๆ แด่พระเจ้า อย่าสูญเสียโอกาสด้วยการอึกอักลังเล แต่ฉกฉวยโอกาสในการที่จะตอบสนองด้วยจิตใจของท่านต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

6) เริ่มต้นนิสัยใหม่: จงแสวงหาพระปัญญา การใคร่ครวญภาวนาและการรับความเข้าใจจากองค์พระผู้เป็นเจ้ามิใช่เพียงการนั่งนิ่งและเงียบสงบเท่านั้น เรามิได้นั่งที่นั่นพร้อมกับการเปิดพระคัมภีร์แล้วรอให้พระเจ้าเติมเต็มแก่เรา แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องต้องการให้เรากระทำขับเคลื่อนในการใคร่ครวญภาวนาของเรา เมื่อสัจจะความจริงของพระเจ้าแทรกซึมแผ่อิทธิพลเข้าในความนึกคิดของเรา นั่นก็จะเป็นการบุกจู่โจมและรื้อถอนอำนาจความบาปชั่วที่ความจริงของพระเจ้าเผชิญอยู่ อย่างที่พระเยซูตรัสสอนเราในยอห์น 17:17 และที่พระองค์ทรงทำเป็นแบบอย่างในมัทธิวบทที่ 4 พระองค์ตรัสสอนแก่เราว่า หนทางที่เราจะบริสุทธิ์ได้ก็โดยการผ่านทางพระวจนะ โปรดจำไว้ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะปกป้องท่านจากอำนาจบาปชั่ว แต่ความบาปชั่วจะกีดกั้นท่านจากพระวจนะของพระเจ้า

ผล 7 ประการที่ได้จากการใคร่ครวญภาวนา

1. ความสำเร็จ: พระธรรมโยชูวา 1:8 นี่เป็นพระบัญชาของพระเจ้าที่มีต่อโยชูวาที่จะให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นพลังในชีวิตของเขา ลองคิดดูเถิดว่า โยชูวาปกครองประชาชนกว่าสามล้านคน เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นเวลา 40 ปี อะไรที่ทำให้เขามีความเจริญและประสบความสำเร็จมากมายในชีวิตเช่นนี้ เพราะเขาตรึกตรองใคร่ครวญในพระวจนะตลอดชีวิตของเขา

2. ชีวิตที่เกิดผล: พระธรรมสดุดี 1:2 บทแรกของพระธรรมที่ยาวที่สุดในพระคัมภีร์เป็นสูตรลับของความสำเร็จในชีวิตจิตวิญญาณ พระเจ้าประสงค์ให้เราอุดมมั่งคั่งและเกิดผล แล้วจะเกิดผลได้อย่างไรล่ะ "ใคร่ครวญพระบัญญัติของพระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน" (สดุดี 1:2 ฉบับมาตรฐาน)

3. สงบมั่นคงท่ามกลางการทดลอง: อ่านสดุดี บทที่ 35 แล้วดูบทสรุปในข้อ 28 สดุดีบทนี้ดาวิดเขียนขึ้นเมื่อเขาถูกซาอูลตามล่า (1ซามูเอล บทที่ 24) ไม่มีชีวิตของบุคคลใดในพระคัมภีร์ที่ถูกตีแผ่ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นชู้ ปัญหาในครอบครัว ความเครียดจากงานที่ทำ ปัญหากับคนอื่น ศัตรู ถูกอำนาจชั่วต่อสู้ และอื่นๆ อีกมากมาย ดาวิดเผชิญสถานการณ์เหล่านี้อย่างไรหรือ? จิตใจจดจ่อและกล่าวถึงพระวจนะของพระเจ้า

4. ความมั่นคงในทะเลที่บ้าคลั่ง: พระธรรมสดุดี 37:30-31 นาวาแห่งชีวิตของท่านกำลังเคว้งคว้างกลางทะเลหรือ? กำลังเอียง และ กำลังจะจมหรือ? แล้วจะมั่นใจในความมั่นคงในชีวิตได้อย่างไร? ใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้า "บทบัญญัติของพระเจ้าอยู่ในใจของเขา ย่างเท้าของเขาจะไม่พลาดพลั้ง" (ข้อ 31 ฉบับมาตรฐาน)

5. การนมัสการสรรเสริญส่วนตัวในเวลาที่ชีวิตแห้งแล้ง: พระธรรมสดุดี บทที่ 63 และดูข้อ 6 ชีวิตนี้ต้องวิ่งอย่างเหน็ดเหนื่อยหาเวลาพักไม่ได้หรือเปล่า? บ่อยสักแค่ไหนที่ท่านโหยหาเวลาที่สงบเงียบบนยอดเขา ชายฝั่งทะเล หรือการเข้าเงียบในป่า พร้อมกับพระคัมภีร์และกาแฟร้อนๆ? พระเจ้าตรัสว่า เรารอคอยเจ้าทุกจุดหักเหในชีวิตของเจ้า ทุกจุดหันกลับจากสิ่งที่เจ้ากราบไหว้บูชา ไม่ว่าจะเป็นรถ คอมพิวเตอร์ ที่ทำงาน ตำแหน่ง และ ฯลฯ แล้วเราจะทำอย่างไรหรือ? ด้วยการใคร่ครวญในพระวจนะของพระเจ้า "ขณะอยู่บนที่นอน ข้าพระองค์คิดถึงพระองค์ ข้าพระองค์คิดคำนึงถึงพระองค์ตลอดคืน" (ข้อ 6)

6. ชีวิตที่เป็นพยานถึงความสัตย์สุจริตของพระเจ้าเมื่อยามแก่เฒ่ามาเยือน: พระธรรมสดุดีบทที่ 71 ท่านต้องการที่จะลงท้ายชีวิตด้วยความหวานชื่นอย่างเช่นชีวิตของธรรมิกชนที่ท่านชื่นชอบ เขาจบชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยความอดทนต่อความเจ็บปวดในชีวิต ด้วยกำลังและความสงบสันติที่มาจากพระเจ้า ธรรมิกชนเหล่านี้ได้กำลังในชีวิตเมื่อตกอยู่ภายใต้เงาแห่งความตายได้อย่างไร ก็ด้วยการใคร่ครวญภาวนาพระวจนะของพระเจ้า "ลิ้นของข้าพระองค์จะเล่าถึงพระราชกิจอันชอบธรรมทั้งสิ้นของพระองค์ตลอดวันคืน (ข้อ 24)

7. การปลอบประโลมท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก: พระธรรมสดุดีบทที่ 77 ท่านรู้สึกว่ามันหนักเกินกว่าที่ท่านจะก้าวเดินต่อไปใช่ไหม? ศัตรูดูเหมือนว่ามีชัยเหนือท่านหรือไม่? ปัญหามันสุมรุมเพิ่มพูนอย่างสิ้นหวังหรือเปล่า? พระเจ้าทรงมีคำตอบ เป็นคำตอบที่แสนจะธรรมดาแต่เปี่ยมด้วยพลัง ใคร่ครวญพระวจนะของพระองค์ "ข้าพเจ้าจะใคร่ครวญถึงพระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ และตรึกตรองพระราชกิจอันเกรียงไกรทั้งปวงของพระองค์" (ข้อ 1)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

17 กุมภาพันธ์ 2554

พระวจนะพระคริสต์

พระคริสต์ที่สถิตภายในเรา
พระองค์ทรงกระทำกิจ สั่งสอน และหนุนเสริมให้เราเกิดการเรียนรู้

ในชีวิตแต่ละวันเราพบกับโอกาสในการเรียนรู้มากมาย
บ่อยครั้งเราจะพบว่าโอกาสแห่งการเรียนรู้เหล่านั้นมาพร้อมกับความยากลำบาก
ประสบการณ์ที่ได้รับจากการที่เรามุ่งเผชิญหน้าเข้าสู่ในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น
ก่อให้เราเกิดความเข้าอกเข้าใจที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น
เสริมสร้างให้เราเข้าใจชีวิตของตนเองและเข้าใจสังคมโลกได้เจาะลึกลงมากกว่าเดิม

แม้แต่การสอนในห้องเรียน
ผู้สอนใช้วิธีการต่างๆ ที่จะส่งต่อข้อมูล ความรู้ จากตำรับตำรา
ที่ผ่านการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต
ผ่านประสบการณ์ที่บ่มเพาะความเชื่อและความเข้าใจให้งอกงามขึ้น
ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์หลากหลาย
จนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาส่งทอดเข้าถึงชีวิตของผู้เรียนในชั้นเรียน
มีความพยายามที่จะสื่อสารส่งทอดให้สามารถซึมซับเป็นการเรียนรู้ในชีวิตผู้เรียนอีกหลายคน
แต่ในกระบวนการนี้เองครูกลับเป็นผู้ได้เรียนรู้เพิ่มพูนมากยิ่งจากชั้นเรียนด้วย

การเรียนรู้ในชีวิตมาจากการแบ่งปัน
แบ่งปันสิ่งที่ตนได้รับให้กับอีกคนหนึ่ง
แบ่งปันสิ่งที่ตนได้บ่มเพาะ จนเจริญงอกงาม และเกิดผลในชีวิตไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง
แบ่งปันการเรียนรู้และภูมิปัญญาที่ตกผลึกไปยังอีกคนหนึ่ง และ อีกคนหนึ่ง
ในการแบ่งปันนั้นเอง ผู้ให้คือผู้ได้รับ

การแบ่งปันนั้นเองที่ความรักเมตตาเกิดและปัญญาเป็นรูปธรรม
สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นพระพรที่ประทานจากเบื้องบน
สำหรับท่านและสำหรับข้าพเจ้า ทรงประทานสำหรับเรา
เป็นพระพรที่ฝังแน่นภายในชีวิตของเราแต่ละคน
ที่ไม่มีใครจะ “ขุดช่องล้วงลักเอาไปได้”

16จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์
จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น
... (โคโลสี 3:16 ฉบับ TBS02b)

20 มกราคม 2554

คุณค่าพระวจนะ

ผมเคยอ่านเรื่องราวของชายชราที่มีอาชีพและเกือบทั้งชีวิตใช้กับการเป็นกรรมกรในเหมือง ทำงานในเหมืองใต้ดินและเจาะเข้าไปในภูเขาใหญ่ เมื่อชายชราคนนี้เสียชีวิต ญาติห่างๆ ของเขาได้มาที่เหมืองเพื่อเก็บข้าวของมีค่าที่เหลืออยู่ของชายชราที่จากไปแล้ว เมื่อพวกเขาเข้าไปในกระท่อมพักโกโรโกโสที่มีห้องพักอยู่ด้านหน้า ในห้องนั้นเขาพบหม้อหุงข้าวเก่าๆ ใบหนึ่ง เครื่องมือในการขุดเจาะแร่ แล้วพบโต๊ะเก่าๆ ที่แตกหักพร้อมกับเก้าอี้สามขาตัวหนึ่งที่อยู่ข้างๆ หน้าต่างเล็กๆ มีตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ใช้งานได้วางบนตรงกลางของโต๊ะ พวกญาติได้รวบรวมทรัพย์สินของชายชราและนำขึ้นรถกระบะ ขณะที่กำลังจากออกรถ เพื่อนของกรรมกรชราได้เข้ามาในบ้าน แล้วถามพวกญาติๆ ว่า “ถ้าผมจะขอสิ่งที่เหลืออยู่ในบ้าน ที่ท่านไม่เอาแล้วได้ไหม?”

ญาติห่างๆ คนหนึ่งตอบว่า “คุณเอาไปเลย เพราะเราเอาของมีค่าไปหมดแล้ว” ชายคนนั้นได้ขอบคุณบรรดาญาติของชายชรา แล้วยืนส่งจนพวกเขาออกไปลับตาจากที่นั่น ชายคนนั้นเข้าไปในที่พัก ก้มลงใต้โต๊ะ เขาพบแผ่นไม้พื้นห้องแผ่นหนึ่ง เป็นฝาที่ปิดช่องบนพื้นห้องบริเวณใต้โต๊ะ เมื่อเปิดฝานั้นออกข้างในขุดเป็นโพลงลึกลงไป แล้วเขาก็ล้วงลงไปในโพลงนั้น ค่อยๆ เอาของที่อยู่ในโพลงนั้นออกมา เขานำทองคำทั้งหมดที่เพื่อนชราของเขาได้เก็บสะสมไว้จากแร่ทองคำที่เขาพบขณะทำงานในเหมืองมาเป็นเวลาหลายสิบปี มูลค่าทองคำเหล่านั้นรวมกันแล้วหลายสิบล้านบาท มีเพียงเพื่อนสนิทคนนี้ของชายชราที่สิ้นชีวิตรู้ว่าเพื่อนของเขาได้ทิ้งสมบัติที่มีค่ามากมายอยู่เบื้องหลัง

ญาติห่างๆ ของชายชราผู้ล่วงลับกับเพื่อนสนิทของชายแก่คนนี้มีจุดประสงค์ที่เหมือนกันคือ ทั้งสองฝ่ายต่างค้นหา “สิ่งที่มีค่า” แต่ทั้งสองพวกมีความแตกต่างคือ ญาติสนิทค้นหาของที่มีค่าที่ชายชราทิ้งไว้ตามมุมมองของพวกเขาว่าอะไรมีค่า ตามสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้ และตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนสนิทของชายชราที่รู้ว่าเพื่อนชราผู้ล่วงลับของเขาได้เก็บสะสมสิ่งที่มีค่าที่แท้จริงไว้ที่ไหนจึงสามารถนำสิ่งที่มีค่าเหล่านั้นออกมา

เช่นเดียวกัน พระเยซูคริสต์ต้องให้พวกเราได้รู้จักพระองค์ แต่เราเป็นเหมือนญาติห่างๆ ของชายชราคนนั้น หรือ เพื่อนสนิทของชายชรา ถ้าเราจะรู้จักพระคริสต์ดีกว่า เราจะต้องค้นให้พบถึงสิ่งที่มีคุณค่าที่พระองค์มีสำหรับเรา คำถามคือแล้วสิ่งที่มีค่าสูงสุดเหล่านั้นอยู่ที่ไหน? อะไรเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งที่อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า พระคริสต์ได้ตรัสว่า “...ในหนังสือม้วนได้เขียนถึงข้าพระองค์...”(ฮีบรู 10:7, อมตธรรม) ในพระธรรมสดุดี บทที่ 19 ได้บรรยายถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของพระวจนะพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา

ประการแรก เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าสมบูรณ์ “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ”(อมตธรรม, สดุดี 19:7 ฉบับ TBS71b แปลว่า “กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ) “บทบัญญัติ หรือ กฎหมายของพระเจ้า” คำนี้ในภาษาฮีบรูหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า เป็นการหมายถึงพระวจนะทั้งสิ้นของพระเจ้า ดังนั้น เราสามารถที่จะแปลความหมายในข้อนี้ว่า พระวจนะของพระเจ้า หรือ พระคัมภีร์นั้นสมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับคำว่า มลทิน บกพร่อง ทำผิด และการใช้ตรรกะเหตุผลที่ไม่สมบูรณ์ตามกรอบคิดของมนุษย์ เมื่อสังคมเปลี่ยน เราไม่จำเป็นที่จะลู่ไปตามลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือถูกพัดไปกับพายุของการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่เรายังสามารถที่จะยืนมั่นบนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ประการที่สอง เราพบว่า พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา “บทบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้าสมบูรณ์ไร้ที่ติ ฟื้นฟูจิตวิญญาณ”(ข้อที่ 7 เน้นที่อักษรเอน) คำว่า “ฟื้นฟูจิตวิญญาณ” ในภาษาฮีบรูยังมีความหมายครอบคลุมถึง “การกลับใจหันกลับมาหาพระเจ้า” “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” “การซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่” หรือการฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณขึ้นใหม่ พระวจนะของพระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงฟื้นฟูชีวิตจิตวิญญาณของเราขึ้นใหม่ ท่านอาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าพระวจนะข้อหรือตอนที่ท่านอ่านในแต่ละวันแต่ละสัปดาห์ได้เปลี่ยนแปลง ฟื้นฟู หรือซ่อมแซมเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของท่านขึ้นใหม่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่ชีวิตเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะท่านได้สร้างวินัยชีวิตในการอ่าน ศึกษา และใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเป็นประจำในชีวิตของท่าน

ประการที่สาม เราพบว่า พรวจนะของพระเจ้าได้สร้างเสริมปัญญาแก่ผู้ศึกษาใคร่ครวญอย่างไม่น่าเชื่อ “กฎเกณฑ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเชื่อถือได้ กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา” (อมตธรรม, ข้อที่ 7ข) ศัพท์ภาษาฮีบรูคำนี้โดยทั่วไปจะแปลว่า “ธรรมดา” มาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ประตูที่เปิดออก” หมายถึงการที่คนใดคนหนึ่งเปิดใจเปิดความคิดของตนยอมรับ อย่างกับการเปิดประตูรับแขก โดยคนๆ นั้นจะไม่พยายามควบคุมดัดแปลงความคิดที่เข้ามาหรือออกไป พระคัมภีร์ตอนนี้กำลังบอกกับผู้อ่านว่า ถ้าท่านศึกษาพระวจนะ ถ้าท่านจดจำพระวจนะข้อนั้นๆ และที่มีความสำคัญกว่านั้น ถ้าท่านประยุกต์สัจจะความจริงในพระวจนะของพระเจ้าสู่การกระทำ ก็จะทำให้ท่านเป็นคนที่มีปัญญาจากสัจจะของพระวจนะที่ดูธรรมดา

ประการที่สี่ เราเรียนรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) ตามศัพท์ในภาษาฮีบรู พระคัมภีร์ตอนนี้มีความหมายว่า พระวจนะของพระเจ้าได้เปิดวิถีแห่งชีวิตที่ถูกต้องให้เราเดินไป เราไม่จำเป็นที่จะต้องวนเวียนหลงทางท่ามกลางความคลุมเครือในหมอกควันตามกรอบคิดของมนุษย์ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องอ่านพระคัมภีร์ทีละข้อ ทุกข้อ ทีละบท

ประการที่ห้า เราเกิดความตระหนักชัดว่า พระวจนะของพระเจ้ากระทำให้เราเกิดความชื่นชมยินดี “ข้อบังคับขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นถูกต้อง ให้ความชื่นชมยินดีแก่จิตใจ” (อมตธรรม, ข้อ 8) บางครั้งบางคนที่กลัวจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า คนๆ นั้นก็จะเกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าใครเปิดใจยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ และให้ชีวิตเป็นไปตามพระวจนะเขาก็จะได้รับความชื่นชมยินและสันติสุข ด้วยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าท่านจะได้รับสันติและผาสุก

เมื่อท่านอ่าน ศึกษา ใคร่ครวญ ท่องจำ และยอมเชื่อฟังกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของท่านจะได้รับการเปลี่ยนแปลงตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และนี่คือความสำเร็จแห่งชีวิตของคริสเตียน

30 มีนาคม 2553

สัมผัสของพระเจ้า

พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดท่าน ที่นี่ เดี๋ยวนี้
เป็นความใกล้ชิดในสายเลือด
ดั่งแม่นกที่ทะนุถนอมห่วงใยลูกน้อยของมัน
พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ทรงเป็นชีวิตของท่านทั้งร่างกาย ความคิด จิตใจและจิตวิญญาณ

ท่านไม่รู้หรือว่า
เวลาที่ท่านหันกลับมาหาพระเจ้านั้นมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของท่าน
อิสยาห์ผู้รับใช้ของพระเจ้า ได้กล่าวแล้วมิใช่หรือว่า
“แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่
เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรีย์
เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย
เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” (อิสยาห์ 40:31)

ท่านจงพากเพียรในทุกสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้ท่านกระทำ
การมุ่งมั่นที่จะกระทำตามที่พระองค์บัญชา ตามพระประสงค์ของพระองค์
จะนำมาซึ่งความไม่ผิดพลาดสำหรับท่านในทุกที่ที่ท่านไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องด้านจิตวิญญาณ ความคิด และแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลกนี้

ถ้าท่านหันมาดูพระวจนะที่พระองค์มีมายังท่าน
ท่านจะเห็นได้ว่า การทรงนำของพระองค์นั้นเป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง
เพียงแต่ท่านจะยอมกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในแต่ละขั้นแต่ละตอนที่ตรัสแก่ท่าน
พระองค์ก็จะสามารถทำให้ท่านเห็นความหมายในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกและสอนท่านได้ชัดเจนเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น และสามารถนำท่านให้ก้าวย่างต่อไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

ความปลาบปลื้มใจของมนุษย์คือการที่เขามีความรู้สึกไว และ
ตอบสนองด้วยประสาทสัมผัสแห่งจิตวิญญาณ ต่อการทรงสัมผัสจากพระเจ้า

ท่านจงปลาบปลื้มใจ ปีติ ชื่นชมเถิด