แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทะเลาะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทะเลาะ แสดงบทความทั้งหมด

19 มีนาคม 2555

วิธีที่ไม่แก้ปัญหา: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(2)

1เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ? 2ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก? และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ? 3พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์? ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ 4เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ? 5ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? 6แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ? 7อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า? 8แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง (1โครินธ์ 6:1-8 ฉบับมาตรฐาน)

ครั้งที่แล้ว เราได้ร่วมกันพิจารณาว่า คริสเตียนไม่ควรแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการนำเรื่องไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้ผู้ที่มิได้มีความเชื่อในพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินคดีความขัดแย้งของคริสเตียน

ในยุคนี้คริสเตียนดำเนินชีวิตไปตามกระแสสังคมวัฒนธรรมมากกว่าดำเนินชีวิตไปตามพลังชีวิตแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ขัดแย้งกัน หรือ ขัดผลประโยชน์ ขัดอำนาจกันมักนำเรื่องเหล่านั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล และหลายต่อหลายครั้งเรื่องที่ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมักเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยไม่เป็นสาระ และคนในสมัยนี้มักไวต่อความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนเสียเปรียบ คนอื่นได้เปรียบ แล้วได้รับการหล่อหลอมว่าเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เรายอมรับไม่ได้ และถูกสอนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อเราจะอยู่ในฐานะที่ไม่เสียเปรียบ ใช้หรือปกป้องสิทธิส่วนบุคคล และช่วงชิงความได้เปรียบ และนั่นทำให้บ่อยครั้งที่คริสเตียนด้วยกันก็ลงเอยด้วยการฟ้องร้องกันที่ศาล

เมื่อมีความขัดแย้งและทะเลาะกันในชุมชนคริสเตียน แล้วมีผู้เสนอว่าเราควรกระทำตามพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 คริสเตียนบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย บางรายถึงกับไม่พอใจ บางคนอาจจะคิดในใจว่า วิธีการนี้มันไม่เถรตรง หรือ ขวานผ่าซากมากไปหน่อยไหม?

ขออนุญาตอธิบายว่า มิได้หมายความว่าคริสเตียนไม่ควรฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลในทุกกรณี สำหรับผมแล้วมีกรณีที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ขัดขืนต่อพระบัญญัติของพระเจ้าแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองด้วย ตัวอย่างเช่น พระ หรือ ผู้นำศาสนากระทำผิดต่อการล่วงละเมิดทางเพศ การฉ้อฉลยักยอกทรัพย์สินเงินทอง การหลอกลวงให้คนถวายเงินแล้วตนเองนำไปเป็นของตน และ ฯลฯ เป็นต้น ในลักษณะเช่นนี้ถ้าสามารถตักเตือน แก้ไข ลงโทษกันในคริสตจักรได้ก็ควรกระทำก่อน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองสังคมอาจจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะความถูกต้องเหมาะสมต่อสังคม

แต่คริสเตียนจะไม่ใช้กระบวนการฟ้องร้องเอาความกันบนศาลเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคริสเตียนด้วยกัน อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลขอเป็นวิธีสุดท้ายเมื่อพยายามวิธีอื่นๆ ทั้งหลายแล้วไม่เกิดผล

ยิ่งกว่านั้นในฐานะคริสเตียน เราควรมีจุดยืนจุดเชื่อว่าบางครั้งจำเป็นที่เราจะยอม “เสีย” มากกว่าที่จะฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ผมมีเพื่อนคริสเตียนคนหนึ่งเขาถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากองค์กรที่เป็นคริสเตียน ซึ่งจากเรื่องราวและเอกสารต่างๆ เขาสามารถฟ้องร้องศาลแรงงานและศาลแพ่งเพื่อขอความเป็นธรรมและเรียกค่าเสียหาย และเขามีโอกาสชนะในคดีความนี้อย่างสูง แต่ในที่สุดเขาตัดสินใจไม่ใช่วิธีการฟ้องร้องแม้จะมีแนวโน้มที่จะชนะก็ตาม เพราะเขายึดมั่นตามหลักการในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 อย่างจริงจัง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ต้องการทำร้ายองค์กรคริสเตียนแห่งนั้นที่เขาร่วมสร้างมากับมือให้ได้รับบาดแผลเพราะการสู้กันเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง ถึงแม้ว่า คณะกรรมการอำนวยการขององค์กรนั้นสร้างความเจ็บปวดมากมายแก่เขาก็ตาม และนี่คือการกระทำที่เสียสละตามแบบอย่างของพระคริสต์

จากตัวอย่างเรื่องของเพื่อนคนนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงการที่เราดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า เมื่อเราถูกตบหน้าให้เราหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้ ถ้าเราถูกเกณฑ์ให้แบกของไป 1 กิโลก็ให้แบกไป 2 กิโลเมตร (มัทธิว 5:39-41) พระคริสต์ทรงสำแดงแบบอย่างในการสละชีวิตของพระองค์เองด้วยการยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขน คำสอนและแบบอย่างชีวิตเช่นนี้ของพระคริสต์ช่างสวนทางกับความปรารถนาในชีวิตของคริสเตียนเราเหลือเกิน เพราะเราถูกครอบงำจนปรารถนาทำตามกระแสวัฒนธรรมแห่งการแก้แค้น แก้เผ็ด เอาชนะให้ได้ ต้องอยู่เหนือกว่า แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราทั้งด้วยวจนะและแบบอย่างชีวิต ว่าให้เรายอม ให้ยอมเสียชีวิตของเราเพื่อเราจะได้ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์

เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งทะเลาะกับคริสเตียนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งในอาชีพการงาน หรือความขัดแย้งในชีวิตและพันธกิจคริสตจักร วิธีที่ไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวคือ การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล (แต่นี่ผมไม่ได้หมายความว่า นักกฎหมาย ทนายความไม่มีประโยชน์สำหรับคริสตจักร แต่ทนายความคริสเตียนที่ดีเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมากที่จะให้คู่กรณีที่ขัดแย้งกันสามารถหาทางออกที่ดีโดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล และผมรู้จักทนายความหลายท่านที่ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี)

การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมิใช่ทางเลือกแรก ที่สอง หรือ ทางเลือกที่สาม สำหรับเราที่เป็นคริสเตียน เพราะชุมชนคริสตจักรเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ให้สิ่งที่ถูกหรือผิดสามารถเข้าใจและปรองดองกันบนรากฐานแห่งความรักเมตตาและการให้อภัยตามแบบอย่างของพระคริสต์ แต่ถ้าคริสตจักรละเลย หรือ มิได้ยืนหยัดบนจุดยืนนี้ย่อมเปิดช่องทางให้คริสเตียนฟ้องร้องคริสเตียน และในที่สุดคริสเตียนต้องไปให้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินผิดถูกให้คริสเตียน ตัดสินความขัดแย้งตามกฎหมายแต่ขาดรากฐานตามความเชื่อศรัทธา และจุดยืนบนพระกิตติคุณของพระคริสต์

ก่อนที่เราจะไปแจ้งความ หรือ ไปปรึกษานักกฎหมายหรือทนายความเพื่อนำเรื่องความขัดแย้งขึ้นสู่ศาล เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษากับพระเจ้าว่า พระองค์ประสงค์ให้เราฟ้องร้อง หรือ ให้ยอม “ที่จะเสีย” ผมรู้ว่าความคิดเห็นเช่นนี้มันดูแปลก แต่ถ้าดูตามคำสอนใน 1โครินธ์ บทที่ 6 และคำสอนและตัวอย่างชีวิตของพระคริสต์ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทูลถามพระเจ้าว่า พระองค์ต้องการให้เราสู้ หรือยอมที่จะไม่สู้และดูเหมือนว่าเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่าถ้าเราเลือกตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ บางครั้งเราจะต้องยอมสูญเสียชื่อเสียง ความพึงพอใจของเรา ใช่ครับเราอาจจะต้องชะงักในความก้าวหน้า หรือ สูญเสียด้านทรัพย์สินเงินทองและเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะได้รับผลอย่างไร? คริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะได้อะไร? แน่นอนครับ จะเป็นการคุ้มค่าอย่างยิ่งที่เรายอมสูญเสียเช่นนี้ เพราะเรามิได้ปกป้องรักษาตนเอง แต่เราปกป้องคุ้มครององค์กรคริสเตียน และ คริสตจักรไว้ได้ด้วย

ครั้งก่อนเราพูดคุยกันถึงเรื่องของศิษยาภิบาลนามสมมติว่า บารนาบัส ถูกผู้ปกครองคริสตจักรฟ้องร้องต่อศาลที่เขาเปลี่ยนแปลงวิธีการในการนมัสการของพระเจ้าในคริสตจักร เมื่อบารนาบัสรับทราบถูกฟ้องร้องเขามิได้ไปปรึกษาว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี แต่เขากลับโทรศัพท์หาผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นและบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะตอบโต้สู้ในเรื่องนี้ “เพราะผมเป็นพี่น้องในพระคริสต์ของท่าน ให้เราหาทางออกในเรื่องนี้ตามวิถีทางของพระเจ้า” แต่เมื่อผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นปฏิเสธ บารนาบัสไปปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเพื่อไปช่วยพูดคุยกับผู้ปกครองที่ฟ้องร้องตน ในการไปพูดคุยกันครั้งนั้น ผู้ปกครองที่ไปเจรจาได้อ้างจุดยืนตามพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 และขอร้องให้ผู้ปกครองท่านนั้นกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ และพวกผู้ปกครองพร้อมเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดการคืนดีขึ้น ในที่สุดผู้ปกครองท่านนั้นยอมถอนฟ้อง ถึงแม้ว่าบารนาบัสและผู้ปกครองท่านนั้นจะมีความคิดเห็นการนมัสการที่ไม่เหมือนกัน แต่เขาทั้งสองสามารถอยู่ด้วยกันในคริสตจักรเพราะต่างก็เป็นสาวกผู้ติดตามพระคริสต์โดยไม่ต้องใช้การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลในการตัดสินความขัดแย้ง

ส่วนมากที่เราท่านรู้กันเรื่องความขัดแย้งมักไม่ได้จบลงอย่างหวานชื่นเช่นนี้ บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองในหลายคริสตจักรก็ยังมีความคิดที่จะเอาแพ้เอาชนะในคริสตจักร เมื่อก้าวไปแล้ว...ถอยไม่ได้จะเสียหน้า คริสเตียนจึงกลายเป็นผู้ที่ล้มเหลวในการกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า

เมื่อเกิดความขัดแย้งในคริสตจักรหรือในองค์กรคริสเตียน สิ่งแรกที่เราต้องยึดปฏิบัติคือเราจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ไขจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการในคริสตจักรของเรา แต่ถ้าการพูดคุยเจรจาประสบความล้มเหลว คงมีช่วงที่พระเจ้าจะทรงเรียกให้เรายอม “เสีย” และสละตนเอง เพื่อเราจะได้ชุมชนคริสตจักรที่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า คือการที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้า และความเจริญเข้มแข็งแห่งจิตวิญญาณของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499

16 มีนาคม 2555

วิธีที่ไม่แก้ปัญหา: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(1)

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่งในภาษาอังกฤษที่เล่าถึงศิษยาภิบาลท่านหนึ่ง ผมขอเรียกชื่อของท่านว่าบารนาบัส(นามสมมติ) เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ถ่อม จริงใจ เป็นผู้รับใช้ที่เอาใจใส่และทุ่มเทคนหนึ่ง ผู้รับใช้ท่านนี้เติบโตมาในคริสตจักรอิแวนเจอริเคิล แต่ท่านก็ได้รับเลือกให้มาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ท่านพยายามที่จะพัฒนาการนมัสการพระเจ้าให้มีชีวิตชีวาตามประสบการณ์และวัฒนธรรมที่ตนได้รับการหล่อหลอมฟูมฟักมา เพื่อผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าจะได้สัมผัสกับความรักและการเอาใจใส่ของพระเจ้าในการนมัสการร่วมกัน ดังนั้น ท่านเริ่มนำเอาเพลงสรรเสริญที่ไม่ใช่เพลงนมัสการที่สมาชิกคริสตจักรคุ้นชินมาใช้ร้องสรรเสริญพระเจ้าในการนมัสการ ท่านเริ่มพัฒนาดนตรีที่ใช้ในการนมัสการพระเจ้าที่เคยมีแต่ออร์แกนให้เป็นเครื่องดนตรีที่อนุชนนิยมในสมัยนี้ นอกจากนั้นแล้วอาจารย์บารนาบัสยังเชิญชวนและเปิดโอกาสให้แต่ละคนออกเสียงอธิษฐานพร้อมๆ กันในการนมัสการ ก่อนที่จะมีคนหนึ่งนำในการอธิษฐานอย่างที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ ปรากฏว่ามีผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านรู้สึกไม่ชอบและไม่สบายใจ เหตุการณ์นี้ถูกนำเข้าในการประชุมของคณะธรรมกิจคริสตจักร ผู้ปกครอง 2-3 ท่านนั้นได้ตำหนิกล่าวว่าบารนาบัสอย่างรุนแรง ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยให้ความเคารพต่อศิษยาภิบาลของตนสักเท่าใดนัก แต่ในการประชุมธรรมกิจครั้งนั้นได้มีมติให้ทดลองใช้วิธีการใหม่ๆ ในการนมัสการพระเจ้าต่อไป และถ้าจำเป็นก็จะมีการปรับแก้เพื่อความเหมาะสมกับคริสตจักร มติของธรรมกิจครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้น

หลังจากนั้น 2 วัน เมื่อบารนาบัสนั่งลงทำงานในสำนักงานของคริสตจักร ท่านก็พบเอกสารจากสำนักงานทนายความ เมื่ออ่านรายละเอียดในจดหมายทำให้บารนาบัสเครียดและไม่สบายใจอย่างยิ่ง เขาพบว่าหนึ่งในผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้นได้ฟ้องต่อศาลเพราะการเปลี่ยนวิธีการนมัสการพระเจ้าของบารนาบัสโดยมิได้ปรึกษาคณะธรรมกิจและสมาชิกก่อน และการนมัสการด้วยวิธีที่ไม่คุ้นชินเป็นการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและสมาธิในการนมัสการพระเจ้า บารนาบัสไม่เคยคิดเลยว่าตนจะถูกฟ้องร้องในเรื่องการทำพันธกิจการนมัสการ (ผมอ่านเรื่องนี้ก็ยังคงประหลาดใจในพฤติกรรมของผู้ปกครองคริสตจักร แต่ก็คิดถึงคำพูดของเพื่อนคนไทยท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ฝรั่งที่นี่ไม่พอใจอะไรก็จะฟ้องร้องเอาความกันได้เกือบทุกเรื่อง)

แต่คริสตจักรในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ก็ไม่น้อยหน้าคริสตจักรในอเมริกา ผู้นำคริสตจักรฟ้องร้องกันอย่างว่าเล่น ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าคริสตจักรไม่ควรขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคริสตจักรกับกฎหมายบ้านเมือง หรือเราถูกคนภายนอกฟ้องร้องเราก็จำเป็นพิจารณาดำเนินการรับผิดชอบอย่างเหมาะตามกฎหมายในฐานะคริสเตียน แต่ถ้าเป็นเรื่องความไม่พอใจ ความขัดแย้ง หรือ แม้แต่การขัดผลประโยชน์ หรือ สิทธิ อำนาจในคริสตจักร ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่คริสเตียนควรเจรจาตกลงกันเองบนความเป็นชุมชนที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เดียวกัน พึงสร้างความเข้าใจกันและกันบนรากฐานของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ทำไมเราต้องเอาความขัดแย้ง การทะเลาะระหว่างคริสเตียนด้วยกันไปพึ่งพาผู้ที่มิได้เป็นคริสเตียนในการตัดสิน ทำไมเราใช้กฎหมายบ้านเมืองในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ อำนาจ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ แทนที่จะใช้คริสต์จริยธรรมบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในการแก้ไขและเยียวยารักษาสัมพันธภาพที่มีต่อกัน?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เราเริ่มใช้กลวิธีทางการเมือง(ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ) ที่พิกลพิการของไทยมาใช้ในคริสตจักรอย่างเต็มตัว เราเห็นได้ทั้งในสภาคริสตจักร สหกิจคริสเตียน และองค์กรคริสเตียนอื่นๆ ขนาดใหญ่ จนขนาดเล็กในกลุ่มคริสเตียนชาติพันธุ์บางเผ่าพันธุ์ก็ติดเชื้อโรคการเมืองนี้อย่างงอมพระทัย(ขออภัยที่เอ่ยนามเพื่อความชัดเจน) เพราะเมื่ออำนาจแบบการเมือง และวิธีการได้มาซึ่งผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง เข้าถึงคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนแห่งใด ความรักเมตตา การเอาใจใส่กันและกันบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก็จะถูกเบียดและบังจนมิด พลังแห่งอำนาจชั่วก็จะยื้อให้เรื่องนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือบนศาลที่จะทำลายชีวิตคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนให้หมดแรงและตายไปในที่สุด

เรื่องราวที่คริสเตียนใช้กฎหมายบ้านเมือง หรือ การใช้การขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อเผชิญหน้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร หรือ ระหว่างคริสเตียนด้วยกันนั้นมิใช่เรื่องใหม่อะไร แต่เรื่องในทำนองนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตจักรสมัยเริ่มแรก จากพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 เมื่อสมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งในคริสตจักรแห่งนี้เกิดการโต้เถียงทะเลาะขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่งในคริสตจักร เขาก็นำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องขึ้นศาลของเมืองโครินธ์ แทนที่จะนำเรื่องนี้มาเจรจา พูดคุย สร้างความเข้าใจกัน และตัดสินภายในคริสตจักรโครินธ์ พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีฐานะมั่งมี หรือ เป็นผู้มีความรู้ในสังคมโครินธ์ ค่านิยมของคนมั่งมีในโครินธ์คือ ถ้าชนะคดีความในศาลก็เป็นการปกป้องเกียรติยศ เกียรติภูมิ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีของตนในสังคม และอาจจะได้รับค่าเสียหายเป็นเงินเป็นทองด้วย และนี่คือค่านิยมของคนชั้นสูงในเมืองโครินธ์ แต่สำหรับเปาโลแล้วท่านไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ในคริสตจักร และนี่คือจดหมายที่ท่านเขียนถึงสมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่า...

1เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกันเขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ? 2ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก? และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ? 3พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์? ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ 4เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ? 5ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? 6แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ? 7อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า? 8แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง (1โครินธ์ 6:1-8 ฉบับมาตรฐาน)

เป็นการไม่เหมาะสมอย่างไรเมื่อคริสเตียนนำการทะเลาะขัดแย้งไปขึ้นโรงขึ้นศาล? ประการแรก ในคริสตจักรจะต้องมีคนที่มีความสามารถเหมาะสมในการช่วยแก้ไขในสิ่งที่ทะเลาะขัดแย้ง เปาโลฟันธงชัดว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในคริสตจักรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคริสตจักรที่จะต้องจัดการแก้ไข การที่คริสเตียนคนหนึ่งขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่ง นี่มิใช่ความขัดแย้งส่วนตัว เพราะความขัดแย้งของสองคนนี้จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร ดังนั้น คริสตจักรจึงมีความชอบธรรมเหมาะสมที่จะเข้าไปช่วยจัดการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

ยิ่งกว่านั้น การที่คริสเตียนไปฟ้องร้องคริสเตียนอีกคนหนึ่งให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจะเป็นที่ดูถูก หรือ สมเพชในสายตาผู้ที่ไม่มีความเชื่อ ถึงแม้ว่าเราไม่พบในคำสอนของพระเยซูที่ห้ามคริสเตียนฟ้องร้องกันบนศาล แต่การที่จะเอาแพ้เอาชนะและพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกบนศาลก็เป็นชีวิตคริสเตียนที่มิได้สำแดงชี้ชัดถึงชีวิตบนกางเขนของพระคริสต์เลย เปาโลได้ประณามคนที่เอาความขัดแย้งในคริสตจักรไปขึ้นโรงขึ้นศาลว่า “อันที่จริงเมื่อเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านถึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า?” (1โครินธ์ 6:7 ฉบับมาตรฐาน)

เปาโลได้วางเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับความขัดแย้งกันในคริสตจักรว่า มิใช่เพื่อเอาแพ้เอาชนะ มิใช่เพื่อการรักษาปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ส่วนตัว แต่เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร เราจะรักษาชีวิตชุมชนคริสตจักร สัมพันธภาพ สามัคคีธรรมได้อย่างไรเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า ถึงแม้จะต้องเสียชื่อเสียง เกียรติยศ ก็ขอรักษาชื่อเสียงของคริสตจักรและถวายพระเกียรติแด่พระคริสต์ ถึงแม้จะต้องเจ็บปวด แต่ก็ขอรักษามิให้เกิดบาดแผลในชุมชนคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

14 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(2)

เมื่อศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีท่าทีนำสู่ความแตกแยกขององค์กรเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะแสวงทางออกที่ดีที่ควร ที่เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผมมีโอกาสอ่านประสบการณ์ของศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่อยู่ในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประสบกับความขัดแย้งในคริสตจักรที่เขาเป็นศิษยาภิบาลในเวลานั้น และเป็นความขัดแย้งกับผู้ร่วมทีมอภิบาลของเขาเอง ท่านบอกว่าในเหตุการณ์นั้นได้สร้างความยุ่งยากลำบากมากยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นศิษยาภิบาลของท่าน

ท่านเกิดความขัดแย้งอย่างแรงกับสตรีท่านหนึ่งที่ร่วมทีมอภิบาลในคริสตจักร ตามมุมมองของศิษยาภิบาลท่านนี้เห็นว่าเพื่อนสตรีร่วมทีมอภิบาลมิได้ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในหลายๆ เรื่อง แต่ตามมุมมองของเพื่อนสตรีที่ร่วมในทีมอภิบาลมองว่า ศิษยาภิบาลท่านนี้หยิ่งยโสและไม่สนับสนุนเธอในการทำงาน ศิษยาภิบาลท่านนี้พยายามทุกหนทางที่จะหาทางแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งนี้ แต่เรื่องกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด

เพื่อเป็นการง่ายในการเล่าเรื่องนี้ผมขอสมมุติชื่อของศิษยาภิบาลท่านนี้ว่า มิคาเอล ส่วนเพื่อนสตรีที่อยู่ในทีมอภิบาลสมมุติชื่อว่า โจเซฟีน ในเวลาที่กำลังขัดแย้งกันนี้ โจเซฟีนพยายามชักชวนผู้คนให้อยู่ข้างเธอและสนับสนุนเธอ เธอไปเล่าและบ่นว่า มิคาเอลกระทำไม่ดีต่อเธอ เธอจะไปหาสมาชิกคริสตจักรที่ค่อนข้างเก็บตัวและบอกพวกเขาว่า มิคาเอลกำลังวางแผนที่จะไล่เธอออกจากงาน เธอพยายามที่จะแบ่งแยกผู้คนในคริสตจักรและดูเหมือนว่าการกระทำของเธอกำลังได้ผล มิคาเอลยอมรับว่าในภาวการณ์เช่นนี้หลอกล่อและกระตุ้นยุยงให้เขากระโดดลงเล่นเกมที่โจเซฟีนเดินเกมไว้ ทำให้มิคาเอลต้องการหาผู้คนสนับสนุนและอยู่ฝ่ายเขาบ้าง เขาต้องการให้คนในคริสตจักรรู้ถึงความจริงเพื่อที่จะได้ช่วยปกป้องเขา คนในคริสตจักรส่วนใหญ่เริ่มเข้าข้างสนับสนุนมิคาเอลผู้เป็นศิษยาภิบาล สถานการณ์ของคริสตจักรแห่งนี้ไม่แตกต่างอะไรกับสถานการณ์คริสตจักรในพระธรรม 1 โครินธ์

ทุกเรื่องทุกอย่างถูกนำเข้าสู่การประชุมคณะธรรมกิจ ในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่ยากลำบากสุดๆ ในชีวิตของมิคาเอล คณะผู้ปกครองคริสตจักรเสนอให้โจเซฟีนออกจากงาน หลายคนในสัปปุรุษวิจารณ์การบริหารงานของศิษยาภิบาลมิคาเอลตามข้อมูลบอกเล่าจากโจเซฟีน ผู้วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นต่างยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์กล่าวว่าบนฐานข้อมูลความจริง ในตอนนั้นศิษยาภิบาลมิคาเอลเกิดความรู้สึกที่ต้องการจัดการเพื่อที่จะพิสูจน์ชัดเอาชนะเกมของโจเซฟีน แต่โดยพระคุณของพระเจ้า ศิษยาภิบาลได้ปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเขาจึงไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกระตุ้นให้สู้ มิคาเอลยอมรับคำตำหนิและจะนำไปปรับปรุงการทำงานของตนทั้งๆ ที่เป็นการกล่าวร้ายป้ายสี มิคาเอลเปิดใจยอมรับฟังคำวิจารณ์ของผู้คนถึงความผิดพลาดในการทำงานของตน มิคาเอลบอกว่าพูดกันตรงๆ แล้วในเวลานั้นเป็นเวลาที่เขาได้รับการทรมานสุดแสนสาหัส

แต่เพราะเขาสำนึกได้ว่างานการอภิบาลคือการที่จะช่วยให้คริสตจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระคริสต์ มิใช่เพื่อแบ่งแยกแล้วนำมาปกป้องตนเอง หรือพิสูจน์ตนเองว่าเป็นฝ่ายถูก หรือมิใช่เพื่อการที่จะเอาแพ้เอาชนะ หลายคนในคริสตจักรที่ยืนเคียงข้างศิษยาภิบาลมิคาเอลก็รู้สึกเช่นนั้น พวกเขาสามารถยืนขึ้นเพื่อพิสูจน์ปกป้องศิษยาภิบาลมิคาเอล แต่เขารู้ว่ามิใช่เวลาที่จะทำเช่นนั้น เขายอมนั่งเงียบอย่างชาญฉลาด และปฏิเสธจะลุกขึ้นสู้และถล่มอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาทำเช่นนี้ก็จะสร้างบาดแผลที่ฉกรรจ์แก่ชีวิตคริสตจักร

ที่สุดของความขัดแย้งนี้ สัปปุรุษลงมติให้โจเซฟีนออกจากงาน ในเวลานั้นศิษยาภิบาลมิคาเอล มิได้ รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ หรือ สามารถแก้เผ็ดคนทำลายเขาได้สาสม แต่มิคาเอลกลับมีความรู้สึกอับอายและหมดแรง เพื่อนๆ หลายคนในคริสตจักรได้เข้ามาให้กำลังใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเหมือนเขาใช้สัปปุรุษบีบให้โจเซฟีนต้องออกจากงาน

สืบเนื่องจากการประชุมสัปปุรุษครั้งยุ่งยากใจที่สุดมีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ออกไปจากชุมชนคริสตจักร มิคาเอลแปลกใจมากเพราะเขาคาดว่าผลที่เกิดขึ้นคงรุนแรงกว่านี้ หลังจากนั้นมีหลายคนที่เคยตำหนิมิคาเอลในที่ประชุมสัปปุรุษได้เข้ามาขอโทษศิษยาภิบาล เพราะพวกเขาเพิ่งมารู้ว่าเรื่องของโจเซฟีนจริงๆ นั้นเป็นเช่นไร

ผลที่เกิดขึ้นจากความโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่นี้ มิใช่การที่ผู้คนเคารพนับถือและรักศิษยาภิบาลมากขึ้น แต่ผลดียิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้คือสมาชิกคริสตจักรเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น มิคาเอล เองก็ไม่สามารถอธิบายว่าผลดีเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พูดได้แต่ว่านี่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า แต่ศิษยาภิบาล มิคาเอลรู้ว่าความมุ่งมั่นพยายามของเขาและคนที่สนับสนุนเขามุ่งไปที่พระเยซูคริสต์ แต่มิใช่ที่ตัวศิษยาภิบาลหรือที่จะช่วยศิษยาภิบาล ด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้เองที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับเกิดผลดีผลบวกแก่ชีวิตคริสตจักร มิคาเอล บอกว่า เมื่อเขาทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับจากสถานการณ์ที่เลวร้ายและยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขาครั้งนั้น เขาเรียนรู้ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกเช่นนั้น เขาเองต้องยอมตนถ่อมตัวลงอย่างที่สุดกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ในภาวการณ์เช่นนั้นจำเป็นต้องวางใจในพระเจ้ามากกว่าพึ่งพาความสามารถในการชักชวนโน้มน้าวผู้คนให้อยู่ข้างตน หรือใช้ความสามารถในบริหารจัดการวิกฤติยุ่งยากในชีวิต

ถ้าเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยก ให้มองไปที่บทบาทของผู้นำในภาวะความขัดแย้งนั้น ถ้ามองเห็นท่าทีที่จะต้องการต่อสู้เอาแพ้เอาชนะ เราไม่ควรเข้าไปร่วมในกระบวนการนั้น และยิ่งเราเป็นศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำองค์กรคริสเตียนก็จะยิ่งยุ่งยากมากกว่า เราจะต้องมุ่งมั่นเลือกเอาบทบาทคนรับใช้ของเจ้านายคือองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ทุ่มเทชีวิตจิตใจและเวลาของเราแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนที่เรารับผิดชอบ แสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนแทนการแบ่งพวกแตกแยก กระทำทุกหนทางที่จะให้คริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในพระคริสต์ ให้มุ่งมองไปที่พระคริสต์ในฐานะที่ท่านเป็นคนใช้ของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

12 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(1)

ในสมัยที่ผมยังเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักร ผมมีโอกาสพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาลกับเพื่อนศิษยาภิบาลและผู้ปกครองที่เป็นผู้นำคริสตจักรด้วยกัน บ่อยครั้งเราจะได้ยินผู้คนบอกว่า “คริสตจักรอาจารย์ประสิทธิ์” “คริสตจักรอาจารย์อภิเดช” “คริสตจักรอาจารย์พัชรา” “คริสตจักรผู้ปกครองสุเทพ”... ผมเข้าใจได้ครับว่านั่นเป็นการเรียกคริสตจักรแบบสั้นและง่ายและเป็นที่รู้เข้าใจกัน แต่การเรียกคริสตจักรเช่นนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกถึงเบื้องหลังของการเรียกชื่อคริสตจักรเช่นนั้น (ฟังดูคล้ายๆ กับ “รัฐบาลคุณชวน” “รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์” “รัฐบาลปูนิ่ม” หรือ “รัฐบาลคุณทักษิณ”) ทำให้ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า คริสตจักรนั้นเป็นของผู้นำคนนั้นๆ ทั้งๆ ที่หลักคิดหลักเชื่อของเราคือ คริสตจักรเป็นของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์

บุคลิกลักษณะเฉพาะของศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักรหรือสถาบันคริสเตียนมีความเกาะเกี่ยวประสานสานเข้ากันอย่างยากที่จะแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดชัดเจนได้ จุดสำคัญในที่นี้คือเราจะยกย่องลักษณะการนำ เรายึดแก่นหลักความเชื่อความคิดของผู้นำคนๆ นั้นเป็นที่ตั้ง หรือการนำของผู้นำที่มุ่งสู่การยกย่องสรรเสริญพระคริสต์ และดำเนินตามพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์ หรือมุ่งที่จะเสริมสร้างสะสมบารมีชื่อเสียงและผลงานความสำเร็จของตัวผู้นำเอง ดังนั้น ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเมื่อมีใครเรียกคริสตจักรที่ผมรับใช้อยู่ว่า “คริสตจักรของอาจารย์ประสิทธิ์” นั่นเป็นเสียงสัญญาณเตือนที่เป็นเหมือนประกายแวบของฟ้าแลบในห้วงสำนึกของผมทันที

ในสังคมวัฒนธรรมไทยบ่อยครั้งเหลือเกินที่ผู้คนมักจะยึดตัวบุคคล หรือ ผู้นำเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจากในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ตาม เมื่อเรากลับมาพิจารณาในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกจากพระธรรม 1โครินธ์ เปาโลได้พูดตรงเข้าสู่ประเด็นนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า

“พี่น้องทั้งหลาย
ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ขอให้ปรองดองกัน
อย่ามีความแตกแยกในพวกท่าน
แต่ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความคิดและในความเห็น
พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า
คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า
มีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างพวกท่าน
พวกท่านต่างกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟัส” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์” (1:10-12)

สาเหตุสำคัญของการแตกแยกขัดแย้งกันในคริสตจักรโครินธ์มาจากการที่ในคริสตจักรมีหลายพรรคหลายพวกที่แตกต่างกัน แล้วสมาชิกคริสเตียนก็เอาตนเองเข้าไปเป็นคนในพรรคนั้น พวกนี้ สีนั้น สีนี้ และนี่คือรากฐานของความแตกแยกขัดแย้งในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ แล้วนำสู่การเกิดปัญหาในชุมชนผู้เชื่อแห่งนี้ การที่มี “ผู้นำของหลากหลายพรรคและพวก” คือตัวตัดตัวหั่นชีวิตคริสตจักรออกเป็นชิ้นเป็นเสี่ยง และเมื่อความรักและการชื่นชมในตัวผู้นำแข่งขันรุนแรงขึ้นกระทั่งสิ่งนี้กลายเป็น “รูปเคารพ” ในชุมชนคริสตจักร หรือ ในสถาบันชุมชนคริสเตียน แล้วสมาชิกในแต่ละพวกแต่ละพรรคต่างแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำของตน พระเอกของตน แทนที่จะจงรักภักดีต่อพระคริสต์ และสำนึกว่าชุมชนคริสตจักรที่เป็นของพระคริสต์

ในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 3 เปาโลพยายามบ่งชี้มุมมองที่ถูกต้องให้แก่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ เพื่อพวกเขาจะมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับผู้นำในชุมชนคริสตจักร และ ชุมชนสถาบันคริสเตียน

“อปอลโลคือใคร? เปาโลคือใคร?
คือผู้ปรนนิบัติที่สอนพวกท่านให้เชื่อ
ตามงานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้แต่ละคน
ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต
เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร
แต่พระเจ้าผู้ทรงให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ
คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน และ
ทุกคนก็ได้บำเหน็จตามการงานของตน
เพราะว่าเราร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า
ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นตึกของพระองค์...” (3:5-9)

จากพระธรรม 1โครินธ์ เราเห็นได้ว่าสมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์เกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย บางกลุ่มสนับสนุนความคิดและการทำงานแบบเปาโล บางกลุ่มยืนหยัดเคียงข้างฝ่ายอปอลโล ซึ่งเป็นนักเทศน์ฝีปากดี เป็นคนที่มีฐานะในสังคม มีการศึกษา และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในเมืองโครินธ์ แล้วยังยอมตนเป็นผู้นำในคริสตจักร การที่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรเลือกข้างเลือกฝ่าย หรือ เลือกที่จะอยู่และสนับสนุนผู้นำคริสตจักรคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการกระทำที่มีความคิดและเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากวิธีคิดแบบพระเยซูคริสต์ เพราะผู้นำทั้งสองคนนี้ต่างเป็นคนใช้ของพระเจ้าเหมือนกัน ถึงแม้ว่า ทั้งสองมีบทบาทและความสามารถที่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้นผู้นำทั้งสองต่างร่วมในเป้าประสงค์เดียวกันของพระเยซูเจ้าในคริสตจักร ประเด็นที่เปาโลกล่าวได้อย่างชัดเจนในที่นี้คือ การเป็นคนใช้ของพระเจ้ามิใช่คนที่สำคัญเลย แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นเอกเป็นหลักในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร เพราะพระเจ้าคือเจ้านายของคนใช้ของพระองค์ พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้น พระองค์ทรงเป็นเจ้าของคริสตจักร ไม่ว่าจะเปรียบเทียบคริสตจักรว่าเป็นไร่นาของพระเจ้า หรือ เปรียบว่าเป็นตึกของพระเจ้าก็ตาม

เปาโลกล่าวอย่างฟันธงในข้อที่ 21 ว่า “เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครยกมนุษย์ขึ้นอวด...” เป็นการดีที่เราจะชื่นชมในตัวผู้นำคริสตจักร แต่การชื่นชมนั้นต้อง ไม่ นำไปสู่การคุยโตโอ้อวดจนก่อเกิดการขัดแย้งแตกแยกในคริสตจักร หรือ สถาบันคริสเตียน

ต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของผู้นำในคริสตจักร และ สถาบันคริสเตียน: สมาชิกคริสตจักรหรือสถาบันกล่าวถึงผู้นำคนนั้นอย่างไร? พวกเขาลุกขึ้นเลือกข้างสนับสนุนผู้นำคนใดคนหนึ่ง หรือรวมตัวกันต่อต้านผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือไม่? พวกเขาขุดหลุมพราง หรือ วางกับดักให้ผู้นำคนหนึ่งทะเลาะต่อสู้กับผู้นำอีกคนหนึ่งหรือไม่? หรือพวกเขามองเห็นว่าผู้นำทุกคนในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเป็นคนใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญสุดขององค์กรหรือไม่?

เมื่อผมมองย้อนถึงในช่วงเวลาที่ผมเป็นศิษยาภิบาล ผมเห็นว่าในการทำงานของผมในชุมชนคริสตจักร ความเชื่อเหล่านั้นง่ายเหลือเกินที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นในคริสตจักรที่ผมรับใช้ มีบ่อยครั้งในตอนนั้นที่ผมมักลืมตัวแล้วคิดว่านั่นเป็นคริสตจักรของผม ดังนั้นผมจึงทุ่มเท แต่เป็นการทุ่มเทที่ผิดพลาด เพราะผมทุ่มเทตามความปรารถนาตามความคิดความเข้าใจของผมเอง ซึ่งมักนำความเสียหายสับสนมาสู่ชุมชนคริสตจักร และสิ่งดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรเหล่านั้นมิใช่ผมที่ควรได้รับการยอมรับยกย่อง เพราะนั่นจะมองว่าเป็นความสำเร็จของผมไม่ได้ พระเจ้าต่างหากที่ทรงเรียกให้ผมไปรับใช้พระองค์ในชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น แล้วพระองค์ก็ทรงอวยพระพรชีวิตและคริสตจักรเหล่านั้นให้เข้มแข็งและเกิดผลขึ้น ที่เกิดความสำเร็จมิใช่เพราะความเก่งกาจสามารถของผม เพราะพระเจ้าทรงอวยพระพรคริสตจักรเหล่านั้นโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผมไปรับใช้(ก็ได้) และสิ่งนี้ผมก็เห็นชัดว่า เมื่อผมออกจากการรับใช้ในคริสตจักรเหล่านั้น พระเจ้าก็ยังทำงานของพระองค์ในชีวิตชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น และเกิดการเปลี่ยนแปลง เติบโต และเกิดผลตามที่พระองค์ทรงอวยพระพร

พูดกันในทางปฏิบัติแล้ว ผู้นำคริสตจักรและสถาบันคริสเตียนมิใช่คนที่สำคัญมากมายอะไร เพราะต่างก็เป็นคนใช้ที่ต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และพร้อมถ่อมชีวิตลงถึงที่สุดในการรับใช้พี่น้องในชุมชนคริสตจักรในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้ามิได้เรียกผู้นำมาสร้างความสำเร็จแก่คริสตจักร หรือองค์กรของพระองค์ แต่ทรงเรียกให้มารับใช้คริสตจักรและองค์กรเหล่านั้นอย่างสัตย์ซื่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

09 มีนาคม 2555

แล้วคริสตจักรเป็นอะไรกันแน่?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน

จากการที่เราได้ร่วมกันค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “คริสตจักรเป็นของใครกันแน่?” เราได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากพระธรรม 1 โครินธ์ว่า ชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้า ชุมชนคริสตจักรเป็นชุมชนที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งสร้างขึ้นและพระองค์ทรงเป็นเจ้าของ เมื่อเราทราบความหมายของชุมชนคริสตจักรเช่นนี้ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราตกในภาวะความขัดแย้งโต้เถียงในคริสตจักรหรือกับคริสเตียนคนอื่นๆ เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งแรกที่เราพึงกระทำคือ เราต้องแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า และ น้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อชีวิตชุมชนคริสตจักรในสถานการณ์นั้น

ครั้งนี้ให้เราร่วมกันแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ดูจะเป็นคำถามใหญ่คือ “แล้วคริสตจักรคืออะไรกันแน่?” อะไรคือความเป็นคริสตจักรของพระเจ้า?

ความเข้าใจพื้นฐานที่สุด ชุมชนคริสตจักรคือการที่ผู้คนรวมตัวกันแล้วเป็นชุมชนที่เป็นของพระเจ้าผ่านทางความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าเวลาใดหรือเมื่อใดก็ตามที่คริสเตียนมาร่วมกันในพระคริสต์ ชุมนุมชนนั้นเป็นคริสตจักรของพระเจ้า แต่นี่เป็นเพียงขั้นการเริ่มต้น ใน 1โครินธ์ บทที่ 3 เปาโลกล่าวถึง “คริสตจักร” ด้วยภาษาภาพเด่นชัด สะดุดตา และ ใช้ภาษาที่ชวนให้ประหลาดใจ

“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า พวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน? ถ้าใครทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายคนนั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ และพวกท่านเป็นวิหารนั้น” (3:16-17)

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่ออ่านพระธรรมตอนนี้ผมเองมักเข้าใจว่า พระคัมภีร์ตอนนี้ (3:16-17) มุ่งกล่าวถึงคริสเตียนแต่ละคนเป็นรายบุคคล แต่ถ้าเราพิจารณาพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 ที่กล่าวถึงร่างกายของคริสเตียนแต่ละคนว่าเป็นวิหารสำหรับพระวิญญาณของพระเจ้าที่ว่า

“ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า และท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง?” (6:19)

พระธรรม 1โครินธ์ 3:9 กล่าวชัดเจนว่า เมื่อเปาโลกล่าวถึง “วิหารของพระเจ้า” ที่ไม่ได้หมายถึง คริสเตียนผู้เชื่อแต่ละตัวบุคคล ในที่นี้ใช้ภาษาภาพว่า ชุมชนคริสตจักรเป็น “ไร่นา” และเป็น “ตึก” ของพระเจ้า และเปาโลยังใช้ภาพการสร้างตึกของพระเจ้าเพื่ออธิบายชุมชนคริสตจักรว่า ในการก่อตั้งสร้างคริสตจักรนั้น มีหลายคนที่มีส่วนร่วมในการสร้าง(มิใช่คนเดียว) ท่านกล่าวว่า ท่านอาจจะเป็นคนที่วางรากฐานชุมชนคริสตจักรนั้นๆ ในฐานะเป็นเหมือนช่างผู้ชำนาญ แต่ก็จะมีคนอื่นๆ เข้ามาสานงานการสร้าง “ตึกของพระเจ้า” ต่อจากท่าน ที่สำคัญคือการสร้างคริสตจักรต่อจากท่านนั้นแต่ละท่านต้องคำนึกถึงรากฐานของคริสตจักร และ ประสิทธิภาพในการสร้างต่อคริสตจักรนั้น (3:10-15)

จากนั้น เมื่อเราอ่านใน 3:16 เราเห็นทันทีว่า “วิหารของพระเจ้า” เปาโลกล่าวถึงนั้นมิได้หมายถึงคริสเตียนผู้เชื่อแต่ละตัวบุคคล แต่เป็นชุมนุมชนของผู้เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ที่มาร่วมกัน ในพระคัมภีร์ภาษาไทยใช้คำว่า “พวกท่าน” (ซึ่งแปลตามภาษากรีกที่คำนี้เป็นพหูพจน์) เป็นวิหารของพระเจ้า และเป็นที่สถิตของพระวิญญาณ องค์พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตใน(ท่ามกลาง) ชุมนุมชนของผู้เชื่อเหล่านั้น

ใน 1โครินธ์ 3:17 ได้ชี้ชัดถึงความหมายของ “วิหารของพระเจ้า” ที่หมายถึง ชุมนุนมชนของผู้เชื่อ ที่เตือนผู้เชื่อแต่ละคนระวังไม่กลายเป็นผู้ทำลายวิหาร “ชุมนุมชนคริสตจักร ” ของพระเจ้า ในพระธรรม 1โครินธ์ 3 บทแรก มิได้กล่าวถึงเรื่องผู้เชื่อหรือคริสเตียนเป็นรายบุคคล แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่ทำให้เกิดการแตกแยกขัดแย้งในชุมนุมชนคริสตจักรโครินธ์ เปาโลได้กล่าวว่า ถ้าใคร “ทำลายวิหารของพระเจ้า” (หรือถ้าใครทำลายชุมนุมชนผู้เชื่อของพระเจ้า) ท่านเน้นว่า “วิหารของพระเจ้า” คือที่ชุมนุมชนผู้เชื่อของพระเจ้ามิได้หมายถึงผู้แต่ละคน และเปาโลเห็นว่าการแตกแยกขัดแย้งในคริสตจักรเป็นกระบวนการหนึ่งในการบ่อนทำลาย “วิหารของพระเจ้า”

ส่วนสำคัญที่ทำให้คริสตจักรเป็นที่พิเศษที่พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย คือเมื่อผู้เชื่อในพระองค์เข้ามาร่วมกัน และพระเจ้าสถิตกับชุมนุมชนพวกเขาทางพระวิญญาณของพระองค์ ฤทธิ์เดชและพระกำลังของพระองค์มีพร้อมสำหรับชุมนุมชนคริสตจักร พร้อมที่จะทรงเสริมหนุนเพิ่มพลังให้คริสตจักรเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเปาโลได้กล่าวในรายละเอียดในบทที่ 12-14

จากความจริงและเป็นจุดยืนจุดเชื่อที่ว่า ชุมนุมชนของผู้เชื่อในคริสตจักรเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นสิ่งที่เตือนจิตใจและจิตสำนึกของเราว่า การกระทำใดๆ ในชุมชนคริสตจักรจะต้องคิดและกระทำด้วยความยำเกรงในพระเจ้า คำนึงถึงน้ำพระทัยที่พระเจ้าทรงรักเมตตาและเอาใจใส่ต่อชุมนุมชนคริสตจักรของพระองค์ เปาโลกล่าวต่อไปว่า “ถ้าใครทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายคนนั้น...” (3:17) ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นที่จะถกเถียงกล่าวร้าย หรือ การสร้างความแตกแยกขัดแย้งกันในชุมชนคริสตจักร หรือ ในกลุ่มคริสเตียน เราแต่ละคนต้องตระหนักชัดว่าตนกำลังทำอะไรอยู่? และควรจะทำอย่างไรในฐานะคริสเตียนที่เป็นส่วนหนึ่งใน“วิหาร”ชุมนุมชนผู้เชื่อในคริสตจักรของพระเจ้า

จากประสบการณ์ของผมได้พบเห็นผู้นำคริสตจักรที่ยอมเสียสละตนเอง ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ชื่อเสียงเกียรติยศ และศักดิ์ศรีส่วนตัวเพื่อชุมชนผู้เชื่อของพระเจ้า หรือ สถาบันหน่วยงานของพระองค์ เพื่อนของผมท่านหนึ่งท่านเป็นผู้นำผู้บริหารในสถาบันคริสเตียนแห่งหนึ่งที่เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียง เรียกว่ารู้จักกันเกือบทั่วโลก แต่มีคนกลุ่มหนึ่งพวกหนึ่งในสถาบันแห่งนั้นไม่ชอบวิธีการกระทำของท่าน และพยายามหาทางบีบให้ท่านหลุดออกจากการเป็นผู้บริหาร ผู้บริหารท่านนี้ได้พิจารณาสถานการณ์รอบด้านท่านตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนั้นเพื่อรักษาสถาบันของพระเจ้าไว้ แทนที่จะคิดเอาแพ้เอาชนะ แทนที่จะใช้การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก และท่านเห็นแล้วว่าถ้าท่านทำการสู้เช่นนั้นมีแต่ความย่อยยับอับปางจะเกิดขึ้นกับสถาบันของพระเจ้า ท่านกลับมีมุมมองว่า อาชีพของท่าน รายได้ของท่าน ชื่อเสียงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของท่าน มิได้มีความสำคัญเท่ากับความรักสัตย์ซื่อที่ท่านมีต่อพระเจ้า และสถาบันของพระองค์ เขาจึงตัดสินใจลาออก!

ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่า ในทุกความขัดแย้ง ศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักร หรือผู้บริหารสถาบันคริสเตียนต้องจบลงด้วยการลาออกจากตำแหน่งเสมอไป แต่ผมหมายความว่าเราทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเราตกอยู่ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งและแตกแยก เราต้องตระหนักชัดเจนว่า นอกจากคริสตจักร หรือ สถาบันคริสเตียน ที่เป็นของพระเจ้าแล้ว แต่ในคริสตจักร หรือ สถาบันคริสเตียนแห่งนั้นพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย เป็นเฉกเช่นวิหารที่เป็นที่สถิตของพระเจ้า เป็นที่สถิตอยู่ของพระวิญญาณของพระองค์ ด้วยความสำนึกและความคิดเช่นนี้ เราจะกระทำทุกสิ่งด้วยสุดใจสุดจิตและสุดกำลังความคิดของเราเพื่อให้เกิดการถวายเกียรติแด่พระเจ้า และในเวลาเดียวกันเพื่อปกป้องคริสตจักร และ สถาบันของพระเจ้า แม้เราจะต้องสละผลประโยชน์ และ สละตนเองก็ตาม

ดังนั้น เมื่อเราตกอยู่ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งแตกแยก ให้เราก้าวถอยหลังห่างจากประเด็นที่กำลังเผชิญหน้าให้ห่างพอประมาณ เพื่อทบทวนความตระหนัก ระลึกถึง และสะท้อนคิดว่า ในฐานะที่เราเป็นผู้เชื่อคนหนึ่งในชุมนุมชนของพระเจ้า เราควรเกี่ยวข้องจัดการกับความขัดแย้งดังกล่าวอย่างไร เรายังมองเห็นว่า ชุมชนคริสตจักร หรือ ชุมชนสถาบันคริสเตียนที่เราทำที่เราอยู่เป็นที่สถิตของพระเจ้าและพระวิญญาณของพระองค์หรือไม่? เราได้ทำทุกหนทางที่จะปกป้องและเอาใจใส่ต่อชุมนุมชนคริสตจักร และ ชุมชนสถาบันคริสเตียนที่เราทำงานอยู่ ด้วยความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

07 มีนาคม 2555

คริสตจักรของใครกันแน่?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน

ในครั้งก่อนเราร่วมกันพิจารณาถึงกระบวนทัศน์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร และจดหมาย 1โครินธ์ ก็เป็นจดหมายที่อัครทูตเปาโลพยายามหาแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้งและการโต้เถียงกันท่ามกลางคริสเตียนในคริสตจักรโครินธ์ ซึ่งเป็นคริสตจักรหนึ่งในสมัยคริสตจักรเริ่มแรก

ก่อนที่จะร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งในคริสตจักรโครินธ์ เราน่าสังเกตว่าอัครทูตเปาโล กล่าวถึงคริสตจักรโครินธ์ในตอนเริ่มต้นจดหมายไว้ว่าอย่างไร ท่านเขียนว่า “เรียน คริสตจักรของพระเจ้าในเมืองโค-รินธ์...” คำว่า “คริสตจักร” ในที่นี้แปลจากภาษากรีกคำว่า “เอเคลเซีย” (ekklesia) ซึ่งมีความหมายว่า “การชุมนุม การรวมตัวกัน” หรือ “การประชุมกัน” ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันในสังคมทั่วไปที่เมืองโครินธ์สมัยนั้นด้วย โดยมีความหมายถึงการที่มาชุมนุมประชุมร่วมกันเพื่อการออกเสียงโหวตเรื่องในเรื่องหนึ่งของประชาชนคนโครินธ์ เปาโลไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงการชุมนุมกันของชาวเมืองโครินธ์ ซึ่งในสมัยนั้นง่ายที่ผู้คนจะเข้าใจผิดว่าคริสตจักรก็เป็นเหมือนชุมนุมชนเมืองโครินธ์ที่ร่วมกันเพื่อการออกเสียง ใช้สิทธิ์ทาง “การเมือง” แต่เปาโลเริ่มต้นจดหมายของท่านบ่งชี้ชัดเจนว่า ท่านเขียนจดหมายถึง “คริสตจักร (ชุมนุมชน ekklesia) ของพระเจ้าในเมืองโครินธ์”

เปาโลนอกจากที่บ่งชี้ชัดเจนว่า คริสตจักรโครินธ์นั้นแตกต่างจากชุมชนคนโครินธ์ที่มาใช้สิทธิออกเสียงแล้ว ท่านยังบอกให้คริสเตียนโครินธ์รู้จักว่า “ใครคือเจ้าของ” ชุมนุมคริสตจักรโครินธ์ คำตอบคือ พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของชุมชนคริสตจักรโครินธ์ คริสตจักรมิใช่อีกชุมชนทางศาสนา หรือ อีกชุมชนหนึ่งที่มีมากมายหลากหลายในเมืองโครินธ์สมัยนั้น ที่ตั้งขึ้นและมีสมาชิกแล้วมีคนในชุมชนนั้นนำการขับเคลื่อนชมรมหรือองค์กรที่ตั้งขึ้น แต่ท่านเปาโลเน้นย้ำว่า คริสตจักรเป็นชุมนุมชนที่พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของในทุกระดับหรือมิติชีวิตของคริสตจักร และในตอนท้ายของจดหมายของท่านเปาโลยังบ่งชี้ลงชัดว่าแม้แต่ร่างกายของแต่ละคนในชุมนุมชนคริสตจักรก็เป็นของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

อัครทูตเปาโลกล่าวย้ำในประเด็นนี้ตอนท้ายของบทนำจดหมายว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้สัตย์ซื่อ พระองค์ทรงเรียกพวกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” (1:9) ข้อสังเกตประการแรกคือ ในการที่สมาชิกคริสตจักรเข้ามาร่วมสามัคคีธรรมในชุมนุมชนคริสตจักรโครินธ์มิใช่เพราะเขาสมัครเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกด้วยตนเอง แต่เปาโลเน้นย้ำว่าที่เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมชนคริสตจักรโครินธ์เพราะ “พระเจ้าทรงเรียก” ให้เข้ามาร่วมในสามัคคีธรรมในคริสตจักร พวกเขาเข้ามาเป็นสมาชิกของคริสตจักรโครินธ์ “ด้วยการทรงเลือก” ของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น เขาคนนั้นมิได้เป็นเพียงคนๆ หนึ่งขององค์กรนั้น แต่เขาร่วมในสามัคคีธรรมที่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นเจ้าของสามัคคีธรรมนั้น

ในบทนำของจดหมาย 1โครินธ์ เปาโลเน้นย้ำถึงสองครั้งด้วยกันว่า ชุมนุมชนคริสตจักรโครินธ์มิใช่ชุมนุมชนของพวกเขา แต่เป็นชุมนุมชนของพระเจ้าพระบิดาและพระบุตรของพระองค์ และในช่วงท้ายของจดหมายนี้เปาโลได้อธิบายว่า ที่คริสตจักรขับเคลื่อนและมีชีวิตอยู่นี้เพราะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณของพระเจ้า (12:12-13) นี่คือหลักการความจริงรากฐานของคริสตจักร และที่ท่านเปาโลตั้งใจเน้นย้ำเรื้องนี้ก็เพราะมีส่วนที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องปัญหาความขัดแย้งท่ามกลางคริสเตียนด้วยกัน

เมื่อเราเชื่อมโยงประเด็นนี้ของอัครทูตเปาโลกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นท่ามกลางคริสเตียนด้วยกันในทุกวันนี้ เมื่อเราเกิดความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกันกับคริสเตียนคนอื่นๆ เวลานั้นเราพึงสำนึกและตระหนักรู้ชัดเจนว่าเราคือใคร เราเป็นของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์ และนี่เป็นความจริงทั้งในระดับชีวิตส่วนบุคคลและชีวิตที่ร่วมกันเป็นชุมชนคริสตจักรด้วย จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามความจริงก็คือชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้า คริสตจักรก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้า ที่ครอบครองและปกครองโดยพระเจ้า ที่มีพระเจ้าเป็นเจ้าของ

ดังนั้น เมื่อเราเกิดความขัดแย้งสู้กันกับผู้เชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นสมาชิกในคริสตจักรเดียวกับท่านหรือในคริสตจักรอื่นๆ สิ่งแรกที่เราพึงระลึกเสมอคือ คริสตจักรไม่ใช่ของเรา หรือ เราไม่ได้เป็นเจ้าของคริสตจักร และคริสตจักรก็ไม่ได้เป็นของคนที่อยู่ฝ่ายเรา หรือ พรรคพวกของเรา แล้วคริสตจักรก็ไม่ได้เป็นของเสียงคนส่วนใหญ่ หรือ เสียงคนข้างมากด้วย และก็ไม่ได้เป็นคริสตจักรของผู้ก่อตั้ง ไม่ได้เป็นคริสตจักรของตระกูลนั้นตระกูลนี้ แล้วคริสตจักรก็ไม่ได้เป็นของตระกูลและลูกหลานของตระกูลที่ถวายที่ดินตั้งคริสตจักรด้วย สำคัญครับ คริสตจักรไม่ได้เป็นของคนที่ถวายเงินจำนวนมากมหาศาลให้แก่คริสตจักรเช่นกัน คริสตจักรไม่ได้เป็นของศิษยาภิบาล ผู้ปกครองคริสตจักรคนนั้นคนนี้ หรือคริสตจักรไม่ได้เป็นของคณะธรรมกิจ หรือแม้แต่คริสตจักรก็ไม่ได้เป็นของภาค ของสภาฯ หรือของคณะนิกายโน้นนิกายนี้ แต่คริสตจักรท้องถิ่นแต่ละแห่งเป็นของพระเจ้า(เท่านั้น)

รากฐานสัจจะประการนี้ทำให้เราคิดและกระทำแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทำให้การคิดและการกระทำมุ่งเน้นที่จะแสดงออกถึงการเคารพยำเกรง ยกย่องพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เกิดความขัดแย้งต่อสู้กัน ตัวอย่างเช่น

  • ถ้าเราเชื่อว่าชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้าอย่างจริงใจ เราจะทุ่มเทแสวงหาคำตอบและทางออกในความขัดแย้งตามแนวทางของพระเจ้า มากกว่าที่จะแสวงหาทุกแนวทางที่จะพิสูจน์ว่าเป็นฝ่ายถูก และเป็นฝ่ายชนะในการขัดแย้งนั้น
  • ถ้าเราเชื่อว่าชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้าอย่างจริงใจ เราจะไม่ยึดแน่นเกาะติดอยู่กับความคิดความปรารถนาของเราที่ต้องการให้เกิดขึ้นในคริสตจักร เพราะนั่นอาจจะเป็นความปรารถนาที่ผิด แต่เราควรมุ่งแสวงหาว่าพระเจ้าที่เป็นเจ้าของคริสตจักร ทรงมีมุมมองและพระประสงค์อะไรในชีวิตและการทำพันธกิจของชุมชนคริสตจักรแห่งนี้
  • ถ้าเราเชื่อว่าชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้าอย่างจริงใจ เราต้องตระหนักชัดว่า คริสตจักรเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่จะทรงใช้ทำพระราชกิจของพระองค์และตามพระประสงค์ของพระองค์ ดังนั้น ที่คริสตจักรมีชีวิตอยู่ก็เพื่อที่จะกระทำตามพระบัญชาของพระองค์ เพื่อเป็นตัวแทนที่จะสำแดงการครอบครองของพระเจ้าบน แผ่นดินโลกนี้ และคริสตจักรคือผู้ที่จะทำให้เกิดการสรรเสริญยกย่องพระเจ้า คริสตจักรมิใช่เครื่องมือของเราหรือของใครทั้งนั้น เพราะคริสตจักรเป็นของพระเจ้า

เมื่อเราตกอยู่ในภาวะของความขัดแย้ง จะเนื่องด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือด้วยอารมณ์ร้ายของเรา หรือ เพื่อนคริสเตียนของเราก็ตาม ถ้าเราเชื่อว่า ชุมชนคริสตจักรเป็นของพระเจ้า ให้เรา “หยุด” แล้ว “อธิษฐาน” เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เราสำนึกว่าเรากำลังอยู่บนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้เราปลดปล่อย ละทิ้งความปรารถนาและความตั้งใจของเราที่จะเข้าไปควบคุมชุมชนคริสตจักรของพระเจ้า แต่ให้เรามอบกายถวายชีวิตให้เป็นเครื่องมือที่พระองค์จะใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์ เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เราต่างถ่อมจิตถ่อมใจถ่อมชีวิตของเราแต่ละคนลง การที่เราเข้าไปอยู่ภายใต้การครอบครองของพระองค์มิได้ทำให้สิ่งที่เราขัดแย้งเห็นต่างได้รับการแก้โดยอัตโนมัติอย่างอัศจรรย์ แต่เรากลับอยู่ภายใต้แสงสว่างใหม่ ที่จะเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิดของเราใหม่ จากการที่มุ่งเอาแพ้เอาชนะ “คู่ปรับ คู่ปรปักษ์ คู่แข่ง” ที่เราจะได้เป็นผู้ชนะในคริสตจักร แต่เราได้รับการเปลี่ยนแปลงความคิดและมุมมองในความขัดแย้งด้วยแสงสว่างใหม่ เรากลับเห็นว่า แท้จริงแล้วเราต่างเป็นเพื่อนร่วมทางที่จาริกแสวงหาพระประสงค์ของเจ้าของคริสตจักรตัวจริง เรื่องแพ้เรื่องชนะ เรื่องศักดิ์ศรีของฉัน เรื่องชื่อเสียงของฉันกลับกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่มุ่งสู่ชัยชนะของพระเจ้า เพื่อยกย่อง สรรเสริญ ให้เกียรติ และ ศักดิ์ศรีแด่พระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของคริสตจักรตัวจริง

แต่จากประสบการณ์จริง ทุกอย่างมิได้รับการเปลี่ยนแปลงแบบราบเรียบ ง่ายดาย รวดเร็วอย่างที่พูดข้างบนนี้ ไม่เป็นไรครับ เพราะที่สำคัญคือการที่เราตระหนักรู้ชัดเจนว่าชุมชนคริสตจักรเป็นชุมชนของพระเจ้าที่เปลี่ยนแปลงจิตใจและความคิดของมนุษย์ ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่สำคัญคือ เมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางภาวะขัดแย้ง ต่อสู้ ห้ำหั่นกับคริสเตียนด้วยกัน ให้เราหยุด นิ่ง ถอยหลัง แล้วเตือนจิตใจของตนเองว่า คริสตจักรเป็นของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

02 มีนาคม 2555

จงมีจิตใจเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน (2)

อ่าน ฟิลิปปี 2:1-11

1ในเมื่อท่านได้รับกำลังใจจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์
ได้รับการปลอบโยนจากความรักของพระองค์
ได้สามัคคีธรรมกับพระวิญญาณ
ได้รับความอ่อนโยนและความสงสาร

2ก็จงทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์
โดย มีความคิดอย่างเดียวกัน
มีความรักอย่างเดียวกัน
มีใจเดียวกัน และ
มีเป้าหมายเดียวกัน

3อย่าทำสิ่งใดด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว หรือด้วยความถือดี
แต่จงทำด้วยความถ่อมใจ ถือว่าคนอื่นดีกว่าตน

4แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย

5ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์

6ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า

7พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์

8และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!

9ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นสู่ที่สูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงแก่พระองค์

10เพื่อทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงนมัสการพระนามของพระเยซู

11และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา
(ฟีลิปปี 2:1-11 อมตธรรม)

เมื่ออ่านพระธรรมฟีลิปปีตอนนี้ ทำให้คิดถึงภาพชีวิตที่พระเยซูคริสต์ที่สำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรมตามเนื้อหาในพระธรรมตอนนี้ พระเยซูคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลงเป็นเยี่ยงทาสที่ล้างเท้า(ซึ่งเป็นงานของทาส)ให้สาวก (ยอห์น 13:1-20) ที่พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสาวกจะกระทำตามแบบอย่างของพระองค์ทรง ที่สาวกควรล้างเท้าซึ่งกันและกัน(ข้อ 12-15) เพราะก่อนหน้านี้เกิดถกเถียงและการขัดใจกันว่า ในบรรดาสาวกของพระเยซูใครคือคนที่ใหญ่ที่สุด และยังเกิดความขุ่นข้องหมองใจของบรรดาสาวกที่มารดาของยากอบและยอห์นมาทูลขอตำแหน่งซ้ายขวาของพระเยซูให้กับลูกของตน และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่พระเยซูคริสต์สอนเรื่องการเป็นใหญ่ด้วยการรับใช้ เป็นการสอนด้วยการกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อสาวกจะรู้ซึ้งตรึงใจสัมผัสได้ และนี่ก็เป็นการสอนด้วยการกระทำเพื่อให้เหล่า สาวกรับใช้ซึ่งกันและกัน มิเพียงแต่เป็นแบบอย่างและเป็นการสอนแก่สาวกเท่านั้น แต่ทรงเป็นแบบอย่างสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนด้วย

ในพระธรรม ฟีลิปปี 2:1-11 เปาโลให้ภาพชีวิตของพระคริสต์ที่ทรงถ่อมลงจนถึงที่สุด ไม่มุ่งที่จะแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตนแต่พระองค์แสวงหาที่จะสร้างประโยชน์แก่คนอื่นๆ มากกว่า พระองค์ยอมสละทุกสิ่งในชีวิต แม้แต่ศักดิ์ศรี สถานภาพความทัดเทียมกับพระเจ้า การมีอำนาจเหนือกว่า แต่พระองค์กลับยอมรับสภาพทาสในการเกิดเป็นมนุษย์ของพระองค์ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วยังสละสถานภาพที่ได้รับจากพระเจ้า แต่ใช้ชีวิตในการรับใช้คนอื่นเยี่ยงทาส แล้วยอมใช้ชีวิตและสละชีวิตของพระองค์เพื่อคนอื่นจะได้รับชีวิตใหม่เพราะการเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์ นี่คือพระลักษณะเฉพาะที่พระคริสต์ทรงสำแดง ซึ่งในสายตาของเราและพฤติกรรมของเราคริสเตียนทุกวันนี้เรามัก “ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี หรือ ให้ใครมาหลู่เกียรติเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเรา” ทั้งๆ ที่เราไม่มีศักดิ์ศรี เกียรติศักดิ์เท่าพระเยซูคริสต์ นอกจากศักดิ์ศรีจอมปลอมที่มนุษย์สมมติสวมให้แก่กัน ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ อธิการ นายกสภาฯ และ ฯลฯ แต่คริสเตียนเรากลับหวงศักดิ์ศรี สิทธิ และเกียรติยศจอมปลอมเหล่านี้

เปาโลได้ใช้ภาพชีวิตที่ถ่อมสุดๆ ของพระคริสต์สำแดงให้คริสเตียนในฟีลิปปีได้ตระหนักชัด และ ในเวลาเดียวกันเป็นการสำแดงพระลักษณะถ่อมของพระคริสต์เจ้าแก่คริสเตียนไทยในยุคปัจจุบันนี้ด้วย พระลักษณะถ่อมของพระคริสต์นี้มิใช่เพียงเพื่อให้เราตระหนักถึงสัมพันธภาพของเรากับพระคริสต์เท่านั้น แต่พระลักษณะถ่อมของพระคริสต์มุ่งเน้นที่สำแดงว่าถ้าเรายอมเป็นสาวกที่เอาเยี่ยงแบบอย่างชีวิตของพระคริสต์เราจะต้องมีความสัมพันธ์และปฏิบัติต่อกันอย่างไรกับคนรอบข้าง และกับคริสเตียนด้วยกันที่เราต้องข้องเกี่ยวสัมพันธ์และทำงานด้วย จากพระธรรมตอนนี้เราได้รับการทรงเรียกจากพระเยซูคริสต์ให้เลียนแบบชีวิตถ่อมที่เสียสละของพระองค์ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา แต่มิใช่ดำเนินชีวิตประจำวันตามแนวทางที่เราต้องการและเห็นว่าดีหรือ “ตามใจฉัน” แต่ทรงเรียกให้เรามีใจที่เคารพเทิดทูนพระองค์ด้วยการถ่อมชีวิตลง ยอมสละให้ชีวิตของตน และการปฏิบัติขับเคลื่อนชีวิตการงานที่สำนึกว่าเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์

เป็นความจริงว่า การกระทำเช่นนี้มิใช่กระทำได้ง่าย ในฟีลิปปี 2:1 ได้เริ่มบ่งชี้ชัดเจนว่า

“ในเมื่อเราได้รับกำลังใจจากพระคริสต์ เนื่องในการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระองค์
ในเมื่อเราได้รับการปลอบโยนจากความรักของพระคริสต์
ในเมื่อเราได้ติดสนิทสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณ
ในเมื่อเราได้รับพระลักษณะที่อ่อนโยน และ จิตใจที่เมตตาสงสารของพระคริสต์”

จากนั้นเปาโลกล่าวต่อไปว่า

“ก็ให้เรามีความคิดอย่างเดียวกัน
มีความรักอย่างเดียวกัน
มีใจอย่างเดียวกัน และ
มีเป้าหมายเดียวกัน”...

การที่เราจะมีมุมมองและการกระทำในชีวิตเช่นนี้ได้ เปาโลได้ชี้ชัดว่ามิใช่เพราะความสามารถของแต่ละคน แต่ที่เราดำเนินชีวิตประจำวันตามที่พระคริสต์ทรงเรียกได้เช่นนี้เพราะ พระองค์ได้เสริมสร้าง และ หนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เรา เราจึงจะสามารถดำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ บางท่านอาจจะถามในใจว่า แล้วพระคริสต์ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เราอย่างไร? เปาโลชี้ชัดว่าพระคริสต์ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังผ่านช่องทางต่อไปนี้?

1. พระคริสต์ทรงหนุนเสริมเพิ่มพลังชีวิตแก่เราผ่าน คำสอนและการมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างให้เรากระทำเยี่ยงพระองค์ที่โดยปกติแล้วเราท่านอาจจะกระทำเช่นนั้นไม่ได้

2. พระคริสต์ทรงสำแดงความรักเมตตาของพระองค์ต่อชีวิตของเรา (ซึ่งบ่อยครั้งที่เราไม่ใส่ใจ ไม่สำนึก) เมื่อเราได้ประสบ สัมผัส และมีประสบการณ์ตรงในความรักของพระคริสต์ ประสบการณ์ความรักดังกล่าวจึงเป็นพลังหนุนเสริมให้เราสำแดงความรักเยี่ยงพระคริสต์ที่มีต่อเราไหลล้นแก่คนอื่นรอบข้าง ยิ่งเรามีประสบการณ์ตรงที่ชัดเจนแค่ไหนย่อมเป็นพลังที่เราจะสำแดงความรักแบบพระคริสต์นี้มิใช่แก่เพื่อนบ้านของเราเท่านั้น แต่ต่อคนที่เรามองว่าเป็นศัตรูของเราด้วย

3. โดยการที่เราเป็นเพื่อนร่วมพระราชกิจขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเรายอมมอบชีวิตความเชื่อศรัทธาของเราในพระคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาสถิตในชีวิตของเรา และหนุนเสริมเพิ่มพลังในชีวิตเช่นเดียวกับพลังที่ให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตายแก่เรา ด้วยกระบวนการทำงานขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดำเนินชีวิตเยี่ยงแบบพระคริสต์มากๆ ขึ้น

หลายปีมาแล้วเมื่อผมทำหน้าที่ศิษยาภิบาลในคริสตจักรแห่งหนึ่ง เกิดความขัดแย้งอย่างขุ่นเคือง ฉุนเฉียว รุนแรงและบางตอนหยาบคายในกลุ่มผู้นำของคริสตจักรแห่งนั้น มีผู้นำคริสตจักรท่านหนึ่งที่กระทำต่อผู้นำคนอื่นๆ ในกลุ่มอย่างเลวทรามมุ่งร้าย ผมแทรกเข้าเหตุการณ์นั้นแล้วท้าทายอย่างสุภาพว่า ถ้าพระคริสต์อยู่ในวงสนทนาของเราวันนี้พระองค์จะทำอย่างไร ผู้นำคริสตจักรท่านนั้นตอบสวนมาอย่างทันควันว่า “ฉันไม่สนใจว่าพระเยซูจะทำอย่างไร ฉันไม่ใช่พระเยซู” ผมคันปากยิบๆ คิดในใจว่า “เห็นไหมล่ะ เพราะเราคิดอย่างงี้เอง” แต่ดีที่ไม่ได้โพล่งพูดออกมาเช่นนั้นด้วยพระคุณของพระเจ้า แต่ผมขอให้ทุกคนโปรดไม่ลืมพระกิตติคุณของพระคริสต์ว่า ด้วยพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงช่วยเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตของเราให้มีลักษณะเยี่ยงพระคริสต์มากยิ่งขึ้นถึงแม้ตามธรรมชาติในความเป็นตัวตนของเราที่ไม่มีความสมารถเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้

คำกล่าวที่ยอมรับว่า “ฉันไม่ใช่พระเยซู” มักเป็นจุดแรกที่คริสเตียนใช้ในการแก้ตัว ตัวผมเองก็เป็นเช่นนั้นด้วย แต่นั่นมิใช่จุดจบ เมื่อใดก็ตามที่เรารู้และสำนึกได้ว่าเราเป็นผู้พกพร่องไม่สมบูรณ์ เราพร้อมที่จะหันกลับมาเชื่อพึ่งและไว้วางใจในพระเจ้ามากยิ่งขึ้น แล้วเราจะค้นพบสัจจะความจริงว่า โดยทางพระเยซูคริสต์ เราจะสามารถกระทำทุกสิ่งได้ เพราะพระองค์ประทานพลังชีวิตแก่เรา (ฟีลิปปี 4:13)

ดังนั้น เวลาใดที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งกัน สิ่งแรกคงต้องตั้งสติและถามตนเองว่า “ฉันควรจะมีความคิดจิตใจอย่างพระคริสต์ในสถานการณ์นี้อย่างไร?” อย่าเพียงถามแต่ตนเองเท่านั้น แต่ให้ทูลถามพระเยซูคริสต์ด้วยจิตอธิษฐาน “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์คิดอย่างไรในสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้? ข้าพระองค์จะสามารถทำเยี่ยงแบบอย่างของพระองค์ที่ถ่อมและยอมสละตนเองได้อย่างไรบ้าง?”

ยิ่งเรามุ่งมองไปยังพระคริสต์มากเท่าใด เรายิ่งค้นพบว่าเราควรจะกระทำอย่างไรในสถานการณ์ที่ขัดแย้งโต้เถียงกันซึ่งนำสู่การแตกแยกเอาแพ้เอาชนะกัน ยิ่งเราพึ่งพิงในพระเยซูคริสต์มากเท่าใด เรายิ่งจะพบกับพลังชีวิตที่เราไม่เคยคาดฝัน พลังชีวิตที่จะมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีใจเดียวกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน และที่จะถ่อมจิตถ่อมใจถ่อมชีวิตลงที่นำไปสู่การมีชีวิตเยี่ยงพระคริสต์มากยิ่งๆ ขึ้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

29 กุมภาพันธ์ 2555

จงมีจิตใจเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน (1)

อ่าน ฟีลิปปี 2:1-11

1ในเมื่อท่านได้รับกำลังใจจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์
ได้รับการปลอบโยนจากความรักของพระองค์
ได้สามัคคีธรรมกับพระวิญญาณ
ได้รับความอ่อนโยนและความสงสาร

2ก็จงทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์
โดย มีความคิดอย่างเดียวกัน
มีความรักอย่างเดียวกัน
มีใจเดียวกัน และ
มีเป้าหมายเดียวกัน

3อย่าทำสิ่งใดด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว หรือด้วยความถือดี
แต่จงทำด้วยความถ่อมใจ ถือว่าคนอื่นดีกว่าตน

4แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย

5ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์

6ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า

7พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์

8และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!

9ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นสู่ที่สูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงแก่พระองค์

10เพื่อทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงนมัสการพระนามของพระเยซู

11และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา
(ฟีลิปปี 2:1-11 อมตธรรม)

ในตอนก่อนเรามีโอกาสอ่านพระธรรมฟีลิปปี 2:1-11 อย่างช้าๆ และซึมซับพระวจนะด้วยจิตอธิษฐาน ในตอนนี้เราจะร่วมกันในการศึกษาเรียนรู้ในบางตอนที่มีลักษณะเด่นชัดและสำคัญที่พระคริสต์สำแดงให้เราได้เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม จากพระธรรมตอนนี้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราต้องตกอยู่ในภาวะของความขัดแย้งกับคริสเตียนด้วยกัน เราอาจจะไม่ชอบพระคัมภีร์ตอนนี้สักเท่าใดนัก เพราะโดยสัญชาตญาณแล้วเราต้องการที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ในความขัดแย้งนั้น หรือต้องการพิสูจน์ว่าเราเป็น “ฝ่ายถูก” และเป็นผู้ชนะเหนือฝ่ายตรงกันข้าม แต่พระคัมภีร์ตอนนี้บอกให้เราเป็นคนอ่อนโยน ถ่อมสุภาพ และมองว่าคนอื่นดีกว่าตน เราคงไม่ชอบสักเท่าใดนักที่พระคัมภีร์ตอนนี้ให้เราเป็นคนเช่นนี้ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ยินได้ฟัง เราอาจจะอยากได้ยินอย่างในพระธรรมสดุดี 58:8 ที่เป็นคำอธิษฐานของดาวิดเกี่ยวกับศัตรูของเขาว่า “ขอให้เขาเป็นเหมือนหอยทากที่ละลายเป็นเมือก...” ไม่ว่าเราจะชอบพระธรรมฟีลิปปีตอนนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าเรายังต้องการเป็นสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์ เราก็ต้องพิจารณาและมีชีวิตตามอย่างในพระธรรมฟีลิปปี 2:1-11 ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องเผชิญกับการท้าทายจากแบบอย่างชีวิตของพระเยซูคริสต์

พระธรรมฟีลิปปีบทที่ 2 ตอนนี้ เริ่มต้นด้วยชุดคำสั่งทางคริสต์จริยธรรมที่ให้กระทำตาม ให้มีความคิดเห็นอย่างเดียวกัน, รักกันและกัน, ถ่อมสุภาพ, ไม่มุ่งคิดแต่ประโยชน์ส่วนตน แต่คิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย สิ่งเหล่านี้สรุปในประโยคเดียวที่ว่า “จงมีจิตใจ...อย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” หรือ ให้เราคิดอย่างที่พระเยซูคิด

เปาโลไม่ได้ให้เราคิดเอาเองตามใจชอบว่า การมีจิตใจเหมือนอย่างพระเยซูคริสต์นั้นคิดอย่างไร เราไม่สามารถที่จะเลือกเอาตามใจชอบ หรือคิดเอาเองว่าพระคริสต์นั้นคิดอย่างไร แต่เปาโลให้แสดงความคิดของพระคริสต์ไว้อย่างชัดเจนในข้อ 6-8 ว่า

6ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า
7พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์
8และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!

อะไรเป็นภาพรวมของพระธรรมตอนนี้? เป็นภาพของพระคริสต์ที่ทรงถ่อมสุภาพ พระองค์เป็นผู้มีสภาพของความเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ทรงเลือกที่จะมาเกิดเป็นทาสรับใช้โดยมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่านั้น พระธรรมตอนนี้ยังบอกอีกว่ามิเพียงแต่มาเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้นแต่พระองค์ยอมถ่อมและเชื่อฟังพระบิดา ยอมเจ็บปวดและตายบนกางเขน เป็นภาพที่สร้างความตกใจ ถึงสภาพของความถ่อม และ การยอมสละตนเองของพระคริสต์

การทะเลาะและความขัดแย้งที่เรามีกับผู้คนต่างๆ สถานการณ์จะแตกต่างไปมากเพียงใด ถ้าเราจะถ่อมใจอย่างจริงจังเยี่ยงพระเยซูคริสต์? เราจะกระทำต่อคนที่กระทำผิดต่อเราอย่างไร ถ้าเราใคร่ครวญและสะท้อนคิดถึงความรักเมตตาของพระเยซูคริสต์ที่ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์เองเพื่อมนุษย์อย่างเราท่าน?

ตอนแรกของพระธรรมฟีลิปปี บทที่ 2 กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่เราพึงมีต่อคนที่เราอาจจะมีความคิดเห็นแตกต่าง และไม่เห็นด้วย หรือไม่ลงรอยกับเขา ว่าให้เราอ่อนโยน ถ่อมสุภาพต่อคนที่เราขัดแย้ง และมีมุมมองว่าคนอื่นดีกว่าตัว ไม่มุ่งคิดแต่ประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว แต่คิดถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากพฤติกรรมโดยปกติของเรา แต่นี่คือบุคลิกคริสเตียนที่สาวกทุกคนของพระคริสต์ต้องมีและต้องเป็น เพราะพระคริสต์ได้มีชีวิตที่เป็นแบบอย่างเช่นนี้แก่เราแล้ว

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

27 กุมภาพันธ์ 2555

พระวจนะที่สำคัญสำหรับ...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน

ในตอนก่อน เราเห็นพ้องต้องกันว่า พระวจนะของพระเจ้าควรเป็นจุดยืนหลักในการแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าเมื่อคริสเตียนเกิดความขัดแย้งและทะเลาะกัน ในตอนนี้เราจะมุ่งสนใจพระคัมภีร์ตอนสำคัญที่เปิดเผยถึงการสำแดงของพระเจ้าสำหรับคริสเตียนที่ตกในความขัดแย้งและทะเลาะกัน คือพระธรรมฟีลิปปี 2:1-11 สำหรับข้อเขียนนี้ เรามุ่งเน้นที่จะอ่านพระวจนะตอนนี้อย่างช้าๆ ให้พระวจนะซึมซับลงลึกเข้าในชีวิตของเรา ที่จะสัมผัสกับหัวใจและชีวิตของเรา และมีผลกระทบต่อการตัดสินใจ พฤติกรรม และ การกระทำของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะของความขัดแย้ง เมื่อดำเนินตามขั้นตอนที่ข้อเขียนนี้นำเสนอ ท่านจะได้พบกับการทรงชี้นำของพระเจ้า ถึงทางออกและแนวทางการจัดการกับความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในขณะนี้

อ่าน ฟิลิปปี 2:1-11

1ในเมื่อท่านได้รับกำลังใจจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์
ได้รับการปลอบโยนจากความรักของพระองค์
ได้สามัคคีธรรมกับพระวิญญาณ
ได้รับความอ่อนโยนและความสงสาร

2
ก็จงทำให้ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีอย่างบริบูรณ์
โดยมีความคิดอย่างเดียวกัน
มีความรักอย่างเดียวกัน
มีใจเดียวกัน และ
มีเป้าหมายเดียวกัน

3อย่าทำสิ่งใดด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างเห็นแก่ตัว หรือด้วยความถือดี
แต่จงทำด้วยความถ่อมใจ ถือว่าคนอื่นดีกว่าตน

4แต่ละคนไม่ควรมุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว
แต่ควรคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นด้วย

5ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์

6ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า

7พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์

8
และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!

9
ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นสู่ที่สูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงแก่พระองค์

10
เพื่อทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงนมัสการพระนามของพระเยซู

11
และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา
(ฟีลิปปี 2:1-11 อมตธรรม)

ถ้าขณะนี้ท่านตกอยู่ในภาวะที่เกิดการขัดแย้งกับคริสเตียนด้วยกัน ท่านลองทำตามขั้นตอนข้างล่างนี้ หรือแม้ว่าท่านมิได้อยู่ในภาวะความขัดแย้งท่านก็สามารถที่จะลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อเป็นการวางจุดยืนในชีวิตเมื่อต้องพบกับความขัดแย้งในอนาคต

1. ทูลขอพระเจ้าโปรดตรัสกับท่านผ่านพระวจนะของพระองค์ตอนนี้ โดยการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

2. อ่านพระธรรมตอนนี้ด้วยจิตอธิษฐาน ค่อยๆ อ่านอย่างน้อยสัก 3 รอบ หรือถ้าท่านจะลองเขียนคัดพระคัมภีร์ตอนนี้จะช่วยให้พระวจนะซึมเข้าชีวิตจิตใจของท่าน สำหรับบางท่านชอบที่จะอ่านออกเสียงก็ให้อ่านออกเสียง ให้แต่ละคำค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจและความคิดของท่าน พร้อมๆ กับเปิดใจรับฟังพระสุรเสียงจากพระองค์ (อย่าพยายามที่จะตีความ หรือ ประยุกต์หาความหมายของพระคัมภีร์ หรือคิดว่าพระคัมภีร์ตอนนี้สำหรับคนนั้นคนนี้ หรือพยายามมองดูว่าตนจะต้องทำอะไร แต่ให้สงบเพื่อจะฟังว่าพระเจ้าตรัสอะไรกับท่านในชีวิตจิตใจของท่าน)

3. ถ้าพระเจ้าเปิดเผยถึงจุดอ่อนจุดพลาดในตัวท่าน ให้ท่านทูลปรึกษากับพระองค์ในเรื่องนั้น ถ้าจำเป็นให้ท่านสารภาพความผิดพลาดดังกล่าว แล้วท่านอาจจะทูลขอการทรงช่วยจากพระเจ้า ใช้เวลาสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับพระคัมภีร์ตอนนี้ว่ามีผลกระทบต่อชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง

4. ถ้าท่านทำได้ ท่านอาจจะแบ่งปันกับผู้เชื่อในพระเจ้าบางท่าน อย่างน้อยสักท่านหนึ่งว่าพระเจ้าได้ตรัสอะไรกับท่านในจิตใจผ่านพระธรรมตอนนี้ และเปิดใจที่จะรับกำลังใจหรือข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอสำหรับเราในการแก้ไขปรับปรุงจากผู้เชื่อที่เราไปแบ่งปัน และขอเขาอธิษฐานเผื่อท่านเพื่อจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

5. ให้ทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัสแก่ท่านผ่านพระคัมภีร์ตอนนี้ แล้วให้กระทำตามพระวจนะ มิใช่เป็นเพียงผู้ฟังพระวจนะเท่านั้น (ยากอบ 1:22-25) ท่านอาจจะพบว่าสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ให้ท่านกระทำเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แต่ท่านโปรดแน่ใจเถิดว่า พระองค์จะทรงประทานกำลังและความสามารถที่จำเป็นแก่ท่านในการกระทำตามพระประสงค์นั้น

ในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับท่านคือพระวจนะของพระเจ้า ที่นำมาถึงชีวิตของท่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ส่วนการตีความหมายพระคัมภีร์ตอนนี้เราจะช่วยกันทำต่อไปในครั้งหน้า แต่ผมเชื่ออย่างมั่นคงว่าถ้าท่านประสบกับความขัดแย้งกับคริสเตียนด้วยกัน แล้วท่านให้เวลากับการอธิษฐาน ใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า แล้วถ้าท่านเปิดจิตใจแด่พระเจ้า พระองค์ก็จะทรงนำท่านไปสู่แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับท่าน แล้วท่านก็จะเริ่มเห็นความขัดแย้งที่ท่านกำลังเผชิญหน้าด้วยมุมมองของพระเจ้า แล้วจะเริ่มเห็นว่าท่านจะเป็นทูตแห่งสันติของพระคริสต์

ขอให้สันติแห่งพระเยซูคริสต์ดำรงกับท่านตลอดวันนี้ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

24 กุมภาพันธ์ 2555

จุดเริ่มต้นการจัดการ...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน

เราควรจะเริ่มต้นตรงไหน ถ้าเราจะแสวงหาการทรงนำของพระเจ้าท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของคริสเตียน? สำหรับผมแล้วเราควรจะเริ่มต้นแสวงหาการดลใจจากพระวจนะของพระเจ้า และผมเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ยิ่งในเวลาที่เราตกอยู่ในความขัดแย้งย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะแสวงหาความเข้าใจจากคำสอนในพระคัมภีร์ ซึ่งมีเหตุผลบางประการดังนี้

ประการแรก ในเวลาที่เกิดความขัดแย้ง ในความเป็นมนุษย์อารมณ์ย่อมมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมที่เราแสดงออกอย่างหุนหันพลันแล่น หรือ ต้องการกวาดล้างคู่กรณีให้ล้มคว่ำลง ลึกๆ แล้วเราเต็มไปด้วยความกลัวและรีบปกป้องตนเองจากการโจมตีของฝ่ายตรงกันข้าม เรารู้สึกว่าคู่กรณีทำผิดต่อเรา เราต้องการแก้แค้นตอบแทนให้สาสม แต่ถ้าเรายอมให้อารมณ์ที่ร้อนแรงนำพฤติกรรมของเราที่แสดงออกเช่นนี้ เราก็จะไม่สามารถหลีกลี้หนีจากเหตุการณ์และความสัมพันธ์ที่มีเลวร้ายลง ตรงกันข้าม ในเวลาเช่นนี้ถ้าเราหันหน้าเข้าพึ่งพระวจนะของพระเจ้า เราก็จะพบพลังที่นำพฤติกรรมของเราที่แสดงออกไปในทางที่ถูกที่ควร แม้ว่าความรู้สึกในขณะนั้นพยายามดึงดันเราไปในทิศทางที่ผิดที่พลาดก็ตาม ในประสบการณ์ที่ผ่านมา ครั้งเมื่อผมตกลงในสถานการณ์คล้ายข้างต้น พบว่าตนเองต้องการตอบโต้คนที่กระทำผิดกระทำร้ายต่อตน แต่ด้วยการที่ยึดถือในพระวจนะของพระเจ้า ในสถานการณ์อารมณ์เช่นนั้นช่วยให้ตนเองหลีกเลี่ยงจากการกระทำพฤติกรรมที่ปกป้องตนเองหรือกระทำพฤติกรรมที่ผิดบาป ถึงแม้การกระทำตอบโต้จะดูสะใจไปชั่วขณะหนึ่งก็ตาม

ประการที่สอง ในเวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง ต่อสู้กับคู่ปรปักษ์เราจะต้องยืนมั่นคงบนพระวจนะของพระเจ้า เพราะวิถีทางของพระเจ้าในการจัดการกับความขัดแย้งการต่อสู้กันย่อมแตกต่างอย่างมากกับวิถีแห่งสังคมโลกนี้ เมื่อเราต้องตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง การต่อสู้ การเป็นปรปักษ์หักโค่นกันนั้น มีแนวโน้มสูงมากที่เราจะใช้แนวทางแห่งสังคมโลก ประการหลักของแนวทางสังคมโลกคือการที่จะทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามต้องพ่ายแพ้แต่ตนต้องชนะ มุ่งเอาแพ้เอาชนะกัน และเรามักใช้อุบายแห่งโลกนี้เพื่อบีบบี้คู่ต่อสู้ของเรา เรามักมองข้ามความผิดพลาดของตนเอง แต่กลับเน้นย้ำความเคืองแค้นที่สุมร้อนคุกรุ่นในหัวใจของเรา และเรามักใช้วิถีแห่งโลกนี้ที่จะเอาชนะในความขัดแย้งและการต่อสู้กันในกลุ่มคริสเตียน และเมื่อเรายิ่งทำเช่นนั้น เสียงจากสังคมโลกก็ยิ่งสนับสนุนให้เราถลำลึกลงในทางของโลก จนเราไม่สนใจในพระวจนะของพระเจ้าที่สำแดงแก่เราว่า “เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งวิถีทางของเจ้า(ก็)ไม่เป็นวิถีทางของเรา” (อิสยาห์ 55:8 อมตธรรม) เพราะบนวิถีแห่งโลกนี้ไม่มีช่องว่างสำหรับพฤติกรรมที่บอกว่าให้หันแก้มอีกข้างหนึ่งให้กับคนที่ตบหน้าเรา, และก็ไม่มีที่ว่างที่บอกว่าให้ยกโทษเจ็ดสิบคูณด้วยเจ็ดต่อคนที่กระทำผิดต่อตนเอง หรือที่จะบอกให้เราถ่อมสุภาพอย่างพระคริสต์, ยอมสละตนเองให้เป็นคนรับใช้ ดังนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งห้ำหั่นเอาแพ้เอาชนะกันนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องการพระวจนะของพระเจ้าที่จะชี้ทางออกที่แตกต่างไปจากวิถีแห่งโลกนี้ เป็นทางออกที่นำไปสู่ศานติสุข วิถีทางแห่งพระกิตติคุณ วิถีทางแห่งพระคริสต์เจ้า

ประการที่สาม ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งของคริสเตียนด้วยกัน เราต้องการพระวจนะของพระเจ้าเป็นตัวชี้นำในการกระทำของเราว่า ควรตอบสนอง ควรกระทำเช่นไร และเป็นสติปัญญาในการคิดใคร่ครวญถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์ และคริสตจักรของพระองค์ หน่วยงานสถาบันของพระองค์ ในพระคัมภีร์มีทั้งหลักคิดทางศาสนศาสตร์ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนกรอบคิด, ความรู้สึก และการกระทำของเรา และ แนวทางจริยธรรมสำหรับการกระทำ และที่สำคัญคือในพระวจนะของพระเจ้านั้นพระองค์ทรงสำแดงและเปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเราท่ามกลางความขัดแย้งที่เรามีต่อคริสเตียนด้วยกัน

แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าให้คริสเตียนรอจนเกิดความขัดแย้งต่อสู้กันแล้วค่อยแสวงหาทางออกจากพระวจนะของพระเจ้า แม้ตนเองและคริสตจักร หรือ องค์กรคริสเตียนของท่านอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นพระพร และ ได้รับศานติสุข ท่านก็ควรแสวงหาการทรงนำวิถีทางที่ควรจะเดินจากพระวจนะของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้น การที่ได้เรียนรู้และเดินในทางตามพระวจนะของพระเจ้าก็สามารถป้องกันความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดความขัดแย้งขึ้นในคริสเตียนด้วยกันก็เรียนรู้ว่าควรจะดำเนินจัดการความขัดแย้งบนเส้นทางแห่งพระวจนะที่เป็นการจัดการความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะทำให้เกิดการเข้มแข้งและความเจริญเติบโตจากการจัดการความขัดแย้งดังกล่าวตามแนวทางแห่งพระวจนะของพระเจ้า

ในตอนต่อไปเราจะร่วมกันแสวงหาข้อพระคัมภีร์ที่มีความสำคัญมากสำหรับที่เราจะเห็นถึงการทรงชี้นำของพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งของคริสเตียนด้วยกัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

22 กุมภาพันธ์ 2555

เอาพระเจ้าไปซุกที่ไหน...เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน!

แม้แต่ในคริสตจักรที่ว่าแข็งแรงอย่างในคริสตจักรฟีลิปปี ความขัดแย้งกันกลายเป็นปัญหาของคริสตจักร เปาโลเขียนจดหมายถึงสมาชิกในคริสตจักรฟีลิปปีว่า

“ข้าพเจ้าขอวิงวอนนางยูโอเดียและขอเตือนนางสินทิเคให้ปรองดองกันในองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมแบกภาระที่สัตย์ซื่อของข้าพเจ้าให้ช่วยหญิงเหล่านี้ผู้ร่วมฝ่าฟันเพื่อข่าวประเสริฐเคียงข้างข้าพเจ้า พร้อมทั้งเคลเม้นท์กับเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ของข้าพเจ้า คนเหล่านี้มีชื่ออยู่ในหนังสือแห่งชีวิตแล้ว” (ฟีลิปปี 4:2-3 อมตธรรม)

สตรีทั้งสองได้ทำงานรับใช้ในพันธกิจของพระเจ้าจนมีชื่อเสียง เด่น ดัง เป็นคนสำคัญในท่ามกลางสมาชิกคริสตจักรฟีลิปปี ทั้งสองเคยเป็นเพื่อนร่วมพันธกิจกับเปาโล แต่ตอนนี้กำลังสะดุดติดขัดด้วยความขัดแย้ง จำเป็นต้องมีการช่วยเหลือจากเปาโลและคนอื่นๆ เพื่อที่ทั้งสองจะสามารถกลับมีความสัมพันธ์ที่ดีและทำงานร่วมกันได้อีก

ในสมัยที่ผมยังเป็นอนุชนผมเคยเข้าใจว่า คริสตจักรที่ขัดแย้งในปัจจุบันน่าจะกลับไปเรียนรู้จากบทเรียนของคริสตจักรสมัยเริ่มแรก ผมคิดว่า เพียงคริสตจักรสมัยนี้จะเชื่อและกระทำตามอย่างแบบคริสจักรในสมัยเริ่มแรก เราก็จะมีความสัมพันธ์กันอย่างราบรื่น แต่ยิ่งมาเรียนประวัติศาสตร์คริสตจักรในพระคริสต์ธรรมยิ่งพบความจริงว่า คริสตจักรในสมัยนั้นก็ประสบพบกับปัญหาที่ซับซ้อนหลายทบหลายเท่า และความขัดแย้งต่อสู้กันแผ่กว้างออกไปไม่ผิดกับการระบาดของเชื้อโรค กล่าวได้ว่าความขัดแย้งกลายเป็นปรากฏการณ์หลักที่เรามองเห็น

สิ่งที่ทำให้เกิดความผิดหวังจากการศึกษาประวัติศาสตร์คริสตจักรในศตวรรษแรกเป็นต้นไปเราจะพบการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้ง ถกเถียง ต่อสู้จนเกิดโกลาหล ในบางเหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ เราพบว่า คริสเตียนมุ่งร้ายคาดหมายทำลายชีวิตกัน แล้วศาสนศาสตร์ หรือ ความเชื่อศรัทธาของพวกเขาไม่สามารถช่วยและเป็นมาตรฐานในการคิด ตัดสินใจ และการกระทำเลยหรือไง มันเป็นเรื่องน่าเศร้า น่าอับอายอย่างยิ่งครับ
เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระคริสต์ที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในคริสตจักร ในพระกิตติคุณยอห์น บทที่ 17 พระคริสต์ได้อธิษฐานไว้ว่า

“ข้าพระองค์มิได้อธิษฐานเพื่อพวกเขาเท่านั้น แต่ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อบรรดาผู้ที่จะเชื่อในข้าพระองค์ผ่านทางถ้อยคำของพวกเขาด้วย เพื่อพวกเขาทั้งหมดจะเป็นหนึ่งเดียวกัน พระบิดาเจ้า พระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์และข้าพระองค์อยู่ในพระองค์อย่างไร ก็ขอให้พวกเขาอยู่ในพระองค์และอยู่ในข้าพระองค์อย่างนั้นด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา เกียรติสิริที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้มอบให้พวกเขาแล้ว เพื่อพวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่ข้าพระองค์กับพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกันคือ ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขาและพระองค์อยู่ในข้าพระองค์ ขอให้พวกเขาได้รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่า พระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มาและทรงรักพวกเขาเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์” (ยอห์น 17:20-23 อมตธรรม)

ก่อนหน้านี้เล็กน้อย พระองค์ได้ตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าพวกท่านรักซึ่งกันและกันคนทั้งปวงจะรู้ว่าพวกท่านเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 13:35) แน่นอนว่า มีบางครั้งที่สาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์ได้รักซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี แต่บ่อยครั้งกลับพบว่าความรักดังกล่าวถูกทำลายให้เสียหายด้วยความขัดแย้ง ความตึงเครียดในความคิดและความสัมพันธ์ ที่แสดงออกอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งด้วยจิตใจคับแคบและความคิดที่เลวทราม และหลายต่อหลายครั้งที่เรามิได้จัดการกับปัญหาเหล่านี้ด้วยหนทางที่รักเมตตา

ความขัดแย้งและการไปด้วยกันไม่ได้ของคริสเตียนเป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถจะปฏิเสธได้ และดูจะเพิ่มพูนซับซ้อนมากขึ้นทุกที วันนี้คงจำเป็นที่เราต้องหันกลับมาแสวงหาการทรงนำของพระเจ้าในการจัดการกับความแย้งต่างๆ ที่เราต้องพบในวันนี้ (แทนการคิดตัดสินใจตัดสินคนอื่นด้วยความคิดและความปรารถนาของเราเอง) เพื่อที่เราจะแสวงหาพบพระปัญญาของพระเจ้าที่เราจะสามารถปรับประยุกต์ใช้ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทำร้ายทำลายของคริสเตียนด้วยกัน ผมเองหวังว่า เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในพวกคริสเตียนด้วยกัน เราจะแสวงหา และ ใช้แนวทางการจัดการปัญหาที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และ ที่เสริมสร้างให้ชุมชน องค์กรขององค์พระผู้เป็นเจ้าเข้มแข็ง เจริญเติบโตขึ้น

ในข้อเขียนฉบับต่อไป จะขอเชิญชวนแสวงหาร่วมกันว่า เราจะจัดการกับความขัดแย้งท่ามกลางคริสเตียนด้วยกันอย่างไร เราจะเริ่มต้นที่ไหน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่