แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเป็นผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเป็นผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

14 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(2)

เมื่อศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีท่าทีนำสู่ความแตกแยกขององค์กรเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะแสวงทางออกที่ดีที่ควร ที่เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผมมีโอกาสอ่านประสบการณ์ของศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่อยู่ในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประสบกับความขัดแย้งในคริสตจักรที่เขาเป็นศิษยาภิบาลในเวลานั้น และเป็นความขัดแย้งกับผู้ร่วมทีมอภิบาลของเขาเอง ท่านบอกว่าในเหตุการณ์นั้นได้สร้างความยุ่งยากลำบากมากยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นศิษยาภิบาลของท่าน

ท่านเกิดความขัดแย้งอย่างแรงกับสตรีท่านหนึ่งที่ร่วมทีมอภิบาลในคริสตจักร ตามมุมมองของศิษยาภิบาลท่านนี้เห็นว่าเพื่อนสตรีร่วมทีมอภิบาลมิได้ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในหลายๆ เรื่อง แต่ตามมุมมองของเพื่อนสตรีที่ร่วมในทีมอภิบาลมองว่า ศิษยาภิบาลท่านนี้หยิ่งยโสและไม่สนับสนุนเธอในการทำงาน ศิษยาภิบาลท่านนี้พยายามทุกหนทางที่จะหาทางแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งนี้ แต่เรื่องกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด

เพื่อเป็นการง่ายในการเล่าเรื่องนี้ผมขอสมมุติชื่อของศิษยาภิบาลท่านนี้ว่า มิคาเอล ส่วนเพื่อนสตรีที่อยู่ในทีมอภิบาลสมมุติชื่อว่า โจเซฟีน ในเวลาที่กำลังขัดแย้งกันนี้ โจเซฟีนพยายามชักชวนผู้คนให้อยู่ข้างเธอและสนับสนุนเธอ เธอไปเล่าและบ่นว่า มิคาเอลกระทำไม่ดีต่อเธอ เธอจะไปหาสมาชิกคริสตจักรที่ค่อนข้างเก็บตัวและบอกพวกเขาว่า มิคาเอลกำลังวางแผนที่จะไล่เธอออกจากงาน เธอพยายามที่จะแบ่งแยกผู้คนในคริสตจักรและดูเหมือนว่าการกระทำของเธอกำลังได้ผล มิคาเอลยอมรับว่าในภาวการณ์เช่นนี้หลอกล่อและกระตุ้นยุยงให้เขากระโดดลงเล่นเกมที่โจเซฟีนเดินเกมไว้ ทำให้มิคาเอลต้องการหาผู้คนสนับสนุนและอยู่ฝ่ายเขาบ้าง เขาต้องการให้คนในคริสตจักรรู้ถึงความจริงเพื่อที่จะได้ช่วยปกป้องเขา คนในคริสตจักรส่วนใหญ่เริ่มเข้าข้างสนับสนุนมิคาเอลผู้เป็นศิษยาภิบาล สถานการณ์ของคริสตจักรแห่งนี้ไม่แตกต่างอะไรกับสถานการณ์คริสตจักรในพระธรรม 1 โครินธ์

ทุกเรื่องทุกอย่างถูกนำเข้าสู่การประชุมคณะธรรมกิจ ในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่ยากลำบากสุดๆ ในชีวิตของมิคาเอล คณะผู้ปกครองคริสตจักรเสนอให้โจเซฟีนออกจากงาน หลายคนในสัปปุรุษวิจารณ์การบริหารงานของศิษยาภิบาลมิคาเอลตามข้อมูลบอกเล่าจากโจเซฟีน ผู้วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นต่างยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์กล่าวว่าบนฐานข้อมูลความจริง ในตอนนั้นศิษยาภิบาลมิคาเอลเกิดความรู้สึกที่ต้องการจัดการเพื่อที่จะพิสูจน์ชัดเอาชนะเกมของโจเซฟีน แต่โดยพระคุณของพระเจ้า ศิษยาภิบาลได้ปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเขาจึงไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกระตุ้นให้สู้ มิคาเอลยอมรับคำตำหนิและจะนำไปปรับปรุงการทำงานของตนทั้งๆ ที่เป็นการกล่าวร้ายป้ายสี มิคาเอลเปิดใจยอมรับฟังคำวิจารณ์ของผู้คนถึงความผิดพลาดในการทำงานของตน มิคาเอลบอกว่าพูดกันตรงๆ แล้วในเวลานั้นเป็นเวลาที่เขาได้รับการทรมานสุดแสนสาหัส

แต่เพราะเขาสำนึกได้ว่างานการอภิบาลคือการที่จะช่วยให้คริสตจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระคริสต์ มิใช่เพื่อแบ่งแยกแล้วนำมาปกป้องตนเอง หรือพิสูจน์ตนเองว่าเป็นฝ่ายถูก หรือมิใช่เพื่อการที่จะเอาแพ้เอาชนะ หลายคนในคริสตจักรที่ยืนเคียงข้างศิษยาภิบาลมิคาเอลก็รู้สึกเช่นนั้น พวกเขาสามารถยืนขึ้นเพื่อพิสูจน์ปกป้องศิษยาภิบาลมิคาเอล แต่เขารู้ว่ามิใช่เวลาที่จะทำเช่นนั้น เขายอมนั่งเงียบอย่างชาญฉลาด และปฏิเสธจะลุกขึ้นสู้และถล่มอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาทำเช่นนี้ก็จะสร้างบาดแผลที่ฉกรรจ์แก่ชีวิตคริสตจักร

ที่สุดของความขัดแย้งนี้ สัปปุรุษลงมติให้โจเซฟีนออกจากงาน ในเวลานั้นศิษยาภิบาลมิคาเอล มิได้ รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ หรือ สามารถแก้เผ็ดคนทำลายเขาได้สาสม แต่มิคาเอลกลับมีความรู้สึกอับอายและหมดแรง เพื่อนๆ หลายคนในคริสตจักรได้เข้ามาให้กำลังใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเหมือนเขาใช้สัปปุรุษบีบให้โจเซฟีนต้องออกจากงาน

สืบเนื่องจากการประชุมสัปปุรุษครั้งยุ่งยากใจที่สุดมีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ออกไปจากชุมชนคริสตจักร มิคาเอลแปลกใจมากเพราะเขาคาดว่าผลที่เกิดขึ้นคงรุนแรงกว่านี้ หลังจากนั้นมีหลายคนที่เคยตำหนิมิคาเอลในที่ประชุมสัปปุรุษได้เข้ามาขอโทษศิษยาภิบาล เพราะพวกเขาเพิ่งมารู้ว่าเรื่องของโจเซฟีนจริงๆ นั้นเป็นเช่นไร

ผลที่เกิดขึ้นจากความโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่นี้ มิใช่การที่ผู้คนเคารพนับถือและรักศิษยาภิบาลมากขึ้น แต่ผลดียิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้คือสมาชิกคริสตจักรเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น มิคาเอล เองก็ไม่สามารถอธิบายว่าผลดีเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พูดได้แต่ว่านี่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า แต่ศิษยาภิบาล มิคาเอลรู้ว่าความมุ่งมั่นพยายามของเขาและคนที่สนับสนุนเขามุ่งไปที่พระเยซูคริสต์ แต่มิใช่ที่ตัวศิษยาภิบาลหรือที่จะช่วยศิษยาภิบาล ด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้เองที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับเกิดผลดีผลบวกแก่ชีวิตคริสตจักร มิคาเอล บอกว่า เมื่อเขาทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับจากสถานการณ์ที่เลวร้ายและยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขาครั้งนั้น เขาเรียนรู้ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกเช่นนั้น เขาเองต้องยอมตนถ่อมตัวลงอย่างที่สุดกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ในภาวการณ์เช่นนั้นจำเป็นต้องวางใจในพระเจ้ามากกว่าพึ่งพาความสามารถในการชักชวนโน้มน้าวผู้คนให้อยู่ข้างตน หรือใช้ความสามารถในบริหารจัดการวิกฤติยุ่งยากในชีวิต

ถ้าเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยก ให้มองไปที่บทบาทของผู้นำในภาวะความขัดแย้งนั้น ถ้ามองเห็นท่าทีที่จะต้องการต่อสู้เอาแพ้เอาชนะ เราไม่ควรเข้าไปร่วมในกระบวนการนั้น และยิ่งเราเป็นศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำองค์กรคริสเตียนก็จะยิ่งยุ่งยากมากกว่า เราจะต้องมุ่งมั่นเลือกเอาบทบาทคนรับใช้ของเจ้านายคือองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ทุ่มเทชีวิตจิตใจและเวลาของเราแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนที่เรารับผิดชอบ แสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนแทนการแบ่งพวกแตกแยก กระทำทุกหนทางที่จะให้คริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในพระคริสต์ ให้มุ่งมองไปที่พระคริสต์ในฐานะที่ท่านเป็นคนใช้ของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

12 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(1)

ในสมัยที่ผมยังเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักร ผมมีโอกาสพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาลกับเพื่อนศิษยาภิบาลและผู้ปกครองที่เป็นผู้นำคริสตจักรด้วยกัน บ่อยครั้งเราจะได้ยินผู้คนบอกว่า “คริสตจักรอาจารย์ประสิทธิ์” “คริสตจักรอาจารย์อภิเดช” “คริสตจักรอาจารย์พัชรา” “คริสตจักรผู้ปกครองสุเทพ”... ผมเข้าใจได้ครับว่านั่นเป็นการเรียกคริสตจักรแบบสั้นและง่ายและเป็นที่รู้เข้าใจกัน แต่การเรียกคริสตจักรเช่นนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกถึงเบื้องหลังของการเรียกชื่อคริสตจักรเช่นนั้น (ฟังดูคล้ายๆ กับ “รัฐบาลคุณชวน” “รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์” “รัฐบาลปูนิ่ม” หรือ “รัฐบาลคุณทักษิณ”) ทำให้ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า คริสตจักรนั้นเป็นของผู้นำคนนั้นๆ ทั้งๆ ที่หลักคิดหลักเชื่อของเราคือ คริสตจักรเป็นของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์

บุคลิกลักษณะเฉพาะของศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักรหรือสถาบันคริสเตียนมีความเกาะเกี่ยวประสานสานเข้ากันอย่างยากที่จะแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดชัดเจนได้ จุดสำคัญในที่นี้คือเราจะยกย่องลักษณะการนำ เรายึดแก่นหลักความเชื่อความคิดของผู้นำคนๆ นั้นเป็นที่ตั้ง หรือการนำของผู้นำที่มุ่งสู่การยกย่องสรรเสริญพระคริสต์ และดำเนินตามพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์ หรือมุ่งที่จะเสริมสร้างสะสมบารมีชื่อเสียงและผลงานความสำเร็จของตัวผู้นำเอง ดังนั้น ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเมื่อมีใครเรียกคริสตจักรที่ผมรับใช้อยู่ว่า “คริสตจักรของอาจารย์ประสิทธิ์” นั่นเป็นเสียงสัญญาณเตือนที่เป็นเหมือนประกายแวบของฟ้าแลบในห้วงสำนึกของผมทันที

ในสังคมวัฒนธรรมไทยบ่อยครั้งเหลือเกินที่ผู้คนมักจะยึดตัวบุคคล หรือ ผู้นำเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจากในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ตาม เมื่อเรากลับมาพิจารณาในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกจากพระธรรม 1โครินธ์ เปาโลได้พูดตรงเข้าสู่ประเด็นนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า

“พี่น้องทั้งหลาย
ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ขอให้ปรองดองกัน
อย่ามีความแตกแยกในพวกท่าน
แต่ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความคิดและในความเห็น
พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า
คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า
มีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างพวกท่าน
พวกท่านต่างกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟัส” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์” (1:10-12)

สาเหตุสำคัญของการแตกแยกขัดแย้งกันในคริสตจักรโครินธ์มาจากการที่ในคริสตจักรมีหลายพรรคหลายพวกที่แตกต่างกัน แล้วสมาชิกคริสเตียนก็เอาตนเองเข้าไปเป็นคนในพรรคนั้น พวกนี้ สีนั้น สีนี้ และนี่คือรากฐานของความแตกแยกขัดแย้งในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ แล้วนำสู่การเกิดปัญหาในชุมชนผู้เชื่อแห่งนี้ การที่มี “ผู้นำของหลากหลายพรรคและพวก” คือตัวตัดตัวหั่นชีวิตคริสตจักรออกเป็นชิ้นเป็นเสี่ยง และเมื่อความรักและการชื่นชมในตัวผู้นำแข่งขันรุนแรงขึ้นกระทั่งสิ่งนี้กลายเป็น “รูปเคารพ” ในชุมชนคริสตจักร หรือ ในสถาบันชุมชนคริสเตียน แล้วสมาชิกในแต่ละพวกแต่ละพรรคต่างแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำของตน พระเอกของตน แทนที่จะจงรักภักดีต่อพระคริสต์ และสำนึกว่าชุมชนคริสตจักรที่เป็นของพระคริสต์

ในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 3 เปาโลพยายามบ่งชี้มุมมองที่ถูกต้องให้แก่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ เพื่อพวกเขาจะมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับผู้นำในชุมชนคริสตจักร และ ชุมชนสถาบันคริสเตียน

“อปอลโลคือใคร? เปาโลคือใคร?
คือผู้ปรนนิบัติที่สอนพวกท่านให้เชื่อ
ตามงานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้แต่ละคน
ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต
เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร
แต่พระเจ้าผู้ทรงให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ
คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน และ
ทุกคนก็ได้บำเหน็จตามการงานของตน
เพราะว่าเราร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า
ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นตึกของพระองค์...” (3:5-9)

จากพระธรรม 1โครินธ์ เราเห็นได้ว่าสมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์เกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย บางกลุ่มสนับสนุนความคิดและการทำงานแบบเปาโล บางกลุ่มยืนหยัดเคียงข้างฝ่ายอปอลโล ซึ่งเป็นนักเทศน์ฝีปากดี เป็นคนที่มีฐานะในสังคม มีการศึกษา และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในเมืองโครินธ์ แล้วยังยอมตนเป็นผู้นำในคริสตจักร การที่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรเลือกข้างเลือกฝ่าย หรือ เลือกที่จะอยู่และสนับสนุนผู้นำคริสตจักรคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการกระทำที่มีความคิดและเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากวิธีคิดแบบพระเยซูคริสต์ เพราะผู้นำทั้งสองคนนี้ต่างเป็นคนใช้ของพระเจ้าเหมือนกัน ถึงแม้ว่า ทั้งสองมีบทบาทและความสามารถที่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้นผู้นำทั้งสองต่างร่วมในเป้าประสงค์เดียวกันของพระเยซูเจ้าในคริสตจักร ประเด็นที่เปาโลกล่าวได้อย่างชัดเจนในที่นี้คือ การเป็นคนใช้ของพระเจ้ามิใช่คนที่สำคัญเลย แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นเอกเป็นหลักในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร เพราะพระเจ้าคือเจ้านายของคนใช้ของพระองค์ พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้น พระองค์ทรงเป็นเจ้าของคริสตจักร ไม่ว่าจะเปรียบเทียบคริสตจักรว่าเป็นไร่นาของพระเจ้า หรือ เปรียบว่าเป็นตึกของพระเจ้าก็ตาม

เปาโลกล่าวอย่างฟันธงในข้อที่ 21 ว่า “เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครยกมนุษย์ขึ้นอวด...” เป็นการดีที่เราจะชื่นชมในตัวผู้นำคริสตจักร แต่การชื่นชมนั้นต้อง ไม่ นำไปสู่การคุยโตโอ้อวดจนก่อเกิดการขัดแย้งแตกแยกในคริสตจักร หรือ สถาบันคริสเตียน

ต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของผู้นำในคริสตจักร และ สถาบันคริสเตียน: สมาชิกคริสตจักรหรือสถาบันกล่าวถึงผู้นำคนนั้นอย่างไร? พวกเขาลุกขึ้นเลือกข้างสนับสนุนผู้นำคนใดคนหนึ่ง หรือรวมตัวกันต่อต้านผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือไม่? พวกเขาขุดหลุมพราง หรือ วางกับดักให้ผู้นำคนหนึ่งทะเลาะต่อสู้กับผู้นำอีกคนหนึ่งหรือไม่? หรือพวกเขามองเห็นว่าผู้นำทุกคนในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเป็นคนใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญสุดขององค์กรหรือไม่?

เมื่อผมมองย้อนถึงในช่วงเวลาที่ผมเป็นศิษยาภิบาล ผมเห็นว่าในการทำงานของผมในชุมชนคริสตจักร ความเชื่อเหล่านั้นง่ายเหลือเกินที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นในคริสตจักรที่ผมรับใช้ มีบ่อยครั้งในตอนนั้นที่ผมมักลืมตัวแล้วคิดว่านั่นเป็นคริสตจักรของผม ดังนั้นผมจึงทุ่มเท แต่เป็นการทุ่มเทที่ผิดพลาด เพราะผมทุ่มเทตามความปรารถนาตามความคิดความเข้าใจของผมเอง ซึ่งมักนำความเสียหายสับสนมาสู่ชุมชนคริสตจักร และสิ่งดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรเหล่านั้นมิใช่ผมที่ควรได้รับการยอมรับยกย่อง เพราะนั่นจะมองว่าเป็นความสำเร็จของผมไม่ได้ พระเจ้าต่างหากที่ทรงเรียกให้ผมไปรับใช้พระองค์ในชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น แล้วพระองค์ก็ทรงอวยพระพรชีวิตและคริสตจักรเหล่านั้นให้เข้มแข็งและเกิดผลขึ้น ที่เกิดความสำเร็จมิใช่เพราะความเก่งกาจสามารถของผม เพราะพระเจ้าทรงอวยพระพรคริสตจักรเหล่านั้นโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผมไปรับใช้(ก็ได้) และสิ่งนี้ผมก็เห็นชัดว่า เมื่อผมออกจากการรับใช้ในคริสตจักรเหล่านั้น พระเจ้าก็ยังทำงานของพระองค์ในชีวิตชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น และเกิดการเปลี่ยนแปลง เติบโต และเกิดผลตามที่พระองค์ทรงอวยพระพร

พูดกันในทางปฏิบัติแล้ว ผู้นำคริสตจักรและสถาบันคริสเตียนมิใช่คนที่สำคัญมากมายอะไร เพราะต่างก็เป็นคนใช้ที่ต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และพร้อมถ่อมชีวิตลงถึงที่สุดในการรับใช้พี่น้องในชุมชนคริสตจักรในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้ามิได้เรียกผู้นำมาสร้างความสำเร็จแก่คริสตจักร หรือองค์กรของพระองค์ แต่ทรงเรียกให้มารับใช้คริสตจักรและองค์กรเหล่านั้นอย่างสัตย์ซื่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499