แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เข้าใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เข้าใจ แสดงบทความทั้งหมด

11 ธันวาคม 2562

ท่านเข้าใจถึงบทบาทของศิษยาภิบาลว่าอย่างไร?

เมื่อผมไปที่คริสตจักรท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันเสาร์ และ อาทิตย์ตอนเช้า เราจะเห็นผู้ปกครอง มัคนายก หรือ ผู้นำเดินไปที่คริสตจักร ผมจะถามว่า  ผู้ปกครอง/มัคนายก จะไปทำอะไรที่ไหน? แล้วก็จะได้ยินว่า...“กำลังจะไปช่วยศิษยาภิบาลทำความสะอาดโบสถ์” “จะไปช่วยศิษยาภิบาลจัดดอกไม้” “จะไปเอารถยนต์ไปรับศิษยาภิบาลออกไปประกาศในอีกหมู่บ้านหนึ่ง”  “จะไปช่วยศิษยาภิบาลนำกลุ่มเล็กในการศึกษาพระคัมภีร์”  ฯลฯ

สรุปคือ หน้าที่หนึ่งของผู้ปกครอง มัคนายก หรือ ผู้นำคริสตจักร มีหน้าที่ช่วยศิษยาภิบาลทำพันธกิจให้สำเร็จ นี่เป็นความเข้าใจถูกต้องหรือไม่?

ส่วนใหญ่แล้วสมาชิกคริสตจักร (และศิษยาภิบาลหลายท่าน) ที่มักจะเข้าใจว่า สมาชิกมีหน้าที่หนุนเสริม ช่วยเหลือให้ศิษยาภิบาลสามารถทำพันธกิจของพระเจ้าให้สำเร็จ ผมขอถามตรงว่า... 

ตามรากฐานของพระวจนะพระเจ้า ใครกันแน่เป็นตัวหลักที่มีหน้าที่ในการทำพันธกิจที่สานต่อจากพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงเริ่มต้นไว้?  

แท้จริงแล้วในพระธรรม เอเฟซัส 4:11-13 ได้กล่าวไว้ชัดเจน แต่หลายต่อหลายในคริสตจักรไม่ได้เข้าใจอย่างชัดเจนครบถ้วน ไม่ได้น้อมรับคำสอนนี้เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาที่สำคัญของตน และไม่ได้นำพระวจนะตอนนี้มาปฏิบัติให้เป็นความเชื่อศรัทธาเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันของเขา

เมื่อสมาชิกคริสตจักรมิได้ดำเนินชีวิตตามแผนการในพระวจนะของพระเจ้า ผลที่ตามมาคือคริสตจักรเกิดความสับสน ขัดข้อง พบกับอุปสรรค คริสตจักรไม่เจริญเติบโต และสมาชิกคริสตจักรจึงไม่รู้จักหรือมีประสบการณ์กับความชื่นชมยินดีและความสำเร็จในการรับใช้พระคริสต์ทั้งในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร และ การทำพันธกิจรับใช้พระคริสต์ในชุมชน พันธกิจในอาชีพการงาน และ พันธกิจในครอบครัวและบ้านใกล้เรือนเคียงของตน

ศิษยาภิบาล และ สมาชิกคริสตจักรในปัจจุบันมีมุมมอง ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “การทำพันธกิจของคริสตจักร” ใน 3 ลักษณะ ดังนี้ (ข้อมูลที่ใช้เขียนบทความนี้ได้จากการพูดคุย สังเกต สัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เมื่อผู้เขียนมีโอกาสลงไปเยี่ยมคริสตจักรท้องถิ่น)

1. คริสตจักรจ้างศิษยาภิบาลมาเพื่อให้มาเป็นผู้ทำพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรท้องถิ่นส่วนใหญ่ในประเทศไทย ทั้งพื้นราบและพื้นที่สูง มักมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า คณะธรรมกิจคริสตจักร (เป็นเหมือนนายจ้าง) มีอำนาจเหนือศิษยาภิบาลที่คริสตจักรจ้าง เพราะคณะธรรมกิจมักเข้าใจว่า ตนได้รับเลือกตั้งให้มีอำนาจปกครองและบริหารคริสตจักร? ศิษยาภิบาลจึงกลายเป็นเหมือน “มือปืนรับจ้าง” ทำพันธกิจคริสตจักร?

คณะธรรมกิจคริสตจักรส่วนใหญ่ในมุมมองนี้มักเข้าใจว่า เขาจ้างศิษยาภิบาลมาให้เป็นคนดำเนินการงานพันธกิจในคริสตจักร รับผิดชอบทั้งการเทศนา สอน ศาสนพิธี และ อย่าลืมออกไปเยี่ยมเยียนด้วย รวมทั้งความเรียบร้อยของคริสตจักร พูดชัด ๆ คือ จ้างศิษยาภิบาลมาทำงานต่าง ๆ ของคริสตจักร

จะมีผู้นำ หรือ อาสาสมัครที่ถวายตัวเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาช่วยงานของศิษยาภิบาลในการสอนรวีฯ ในคริสตจักร ผู้นำกลุ่มย่อย ผู้นำการอธิษฐาน คนช่วยผ่านถุงถวายในโบสถ์ คนเล่นดนตรีในการนมัสการพระเจ้า ผู้นำนมัสการ (มีคนมาช่วยในบางงานเท่านั้น)

ดูไปแล้ว ถ้าคริสตจักรทำอย่างที่ว่าข้างบนดูจะเรียบร้อยดี แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นคริสตจักรที่มุ่งสนใจแต่ชีวิตและพันธกิจภายในรั้ว/ในกำแพงโบสถ์เท่านั้น เป็นคริสตจักรที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และคงลำบากที่จะเข็นให้คริสตจักรเช่นนี้ก้าวหน้า

2. คริสตจักรมีสมาชิกถวายตัว/อาสาที่จะช่วยศิษยาภิบาลในการทำพันธกิจ
สมาชิกคริสตจักรเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีสภาพที่ดีกว่าข้อแรกที่ศิษยาภิบาลเป็นเหมือน “มือปืนรับจ้าง” ในการทำพันธกิจคริสตจักรทุกเรื่อง

เราจะเห็นว่า คริสตจักรประเภทสองนี้มีสมาชิกหลายคน หรือ จำนวนมากที่กระตือรือร้นกระโดดเข้ามารับใช้ในพันธกิจหลายด้านในคริสตจักร

ศิษยาภิบาลเป็นผู้เลี้ยงที่ “กระตุ้นหนุนเสริม” สมาชิก และขอบคุณที่สมาชิกเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของศิษยาภิบาล และในพันธกิจหลายด้านศิษยาภิบาลได้มีการฝึกฝนเสริมสร้างสมาชิกในการทำพันธกิจด้านที่เขาเข้ามาช่วยศิษยาภิบาลในคริสตจักร

แต่ศิษยาภิบาลยังเป็นผู้นำที่รับผิดชอบชีวิตจิตวิญญาณ และ งานพันธกิจทุกด้านในคริสตจักร  และสมาชิกมักมองว่าคนที่ทำให้เกิดชีวิตและพันธกิจที่ขับเคลื่อนไปได้เช่นนี้เพราะการนำของ “ศิษยาภิบาล” (และศิษยาภิบาลหลายคนก็ต้องการเห็นเช่นนี้ด้วย) กล่าวคือ ศิษยาภิบาลยังเป็นตัวหลักในการทำพันธกิจคริสตจักร แต่มีสมาชิกส่วนหนึ่งเข้ามาช่วยงานศิษยาภิบาลรอบด้าน

คริสตจักรประเภทที่สองนี้มีบรรยากาศที่สร้างสรรค์ เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ แต่อยู่ในอัตราที่เชื่องช้า เพราะทุกพันธกิจยังต้องพึ่งพาศิษยาภิบาล เป็นคริสตจักรที่มีความเป็นมิตร แต่ยังไม่ถึงระดับประเภทที่สาม ที่จะยอมรับรูปแบบคริสตจักรตามพระธรรมเอเฟซัส บทที่ 4

3. ศิษยาภิบาลเสริมหนุนสมาชิกให้เป็นตัวหลักในการทำพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรประเภทที่สามนี้เป็นคริสตจักรบนหลักการรากฐานตามพระธรรมเอเฟซัส 4:11-13   เป็นคริสตจักรที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากหลักคิดและฐานเชื่อในสองประเภทก่อนหน้านี้

ศิษยาภิบาลในคริสตจักรประเภทที่สาม เป็นผู้นำที่ “สั่งสอนเสริมสร้างสมาชิกคริสตจักร” ให้เป็นตัวหลักในการทำพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกแต่ละคนให้ทำ ตามของประทานที่แต่ละคนได้รับในชีวิตของตน

ศิษยาภิบาลเป็นโค้ช ส่วนสมาชิกทุกคนเป็นผู้นำในด้านจิตวิญญาณที่ช่วยการเสริมสร้างคริสตจักรของพระคริสต์ บรรยากาศในคริสตจักรประเภทที่สามนี้คือ “การสั่งสอนเสริมสร้าง” ที่จะให้สมาชิกทุกคนช่วยกันนำและขับเคลื่อนพันธกิจทุกด้านของคริสตจักร ทั้งพันธกิจในคริสตจักร และ พันธกิจในชุมชน ทุกตำแหน่งที่รับผิดชอบพันธกิจแต่ละอย่างมีสมาชิกที่นำและรับผิดชอบ อีกทั้งสมาชิกรับผิดชอบพันธกิจในชีวิตประจำวันของตนด้วย

ศิษยาภิบาลชื่นชมขอบคุณสมาชิกมิใช่เพราะเขามาช่วยศิษยาภิบาลทำพันธกิจให้สำเร็จ แต่ชื่นชมและขอบคุณสมาชิกที่เข้ามารับใช้ พระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจแผ่นดินของพระเจ้าในโลกนี้ ตามของประทานที่แต่ละคนมี และนี่คือนิมิตของคริสตจักร

คริสตจักรประเภทนี้จะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนรู้สึกสนุกกับการทำพันธกิจในด้านต่าง ๆ และรู้สึกได้ว่าชีวิตของตนได้รับการเติมเต็ม และมีประสบการณ์ตรงในชีวิตกับคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้ามากขึ้น

คริสตจักรของท่านเป็นคริสตจักรประเภทไหนในขณะนี้? ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น? สมาชิกในคริสตจักรของท่านควรได้รับ “การหนุนเสริม” ในเรื่องใดบ้าง เพื่อจะเป็นคริสตจักรที่มุ่งไปสู่พระประสงค์ของพระเจ้า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


14 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(2)

เมื่อศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนต้องตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีท่าทีนำสู่ความแตกแยกขององค์กรเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งที่จะแสวงทางออกที่ดีที่ควร ที่เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ผมมีโอกาสอ่านประสบการณ์ของศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่อยู่ในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ประสบกับความขัดแย้งในคริสตจักรที่เขาเป็นศิษยาภิบาลในเวลานั้น และเป็นความขัดแย้งกับผู้ร่วมทีมอภิบาลของเขาเอง ท่านบอกว่าในเหตุการณ์นั้นได้สร้างความยุ่งยากลำบากมากยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นศิษยาภิบาลของท่าน

ท่านเกิดความขัดแย้งอย่างแรงกับสตรีท่านหนึ่งที่ร่วมทีมอภิบาลในคริสตจักร ตามมุมมองของศิษยาภิบาลท่านนี้เห็นว่าเพื่อนสตรีร่วมทีมอภิบาลมิได้ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในหลายๆ เรื่อง แต่ตามมุมมองของเพื่อนสตรีที่ร่วมในทีมอภิบาลมองว่า ศิษยาภิบาลท่านนี้หยิ่งยโสและไม่สนับสนุนเธอในการทำงาน ศิษยาภิบาลท่านนี้พยายามทุกหนทางที่จะหาทางแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งนี้ แต่เรื่องกลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด

เพื่อเป็นการง่ายในการเล่าเรื่องนี้ผมขอสมมุติชื่อของศิษยาภิบาลท่านนี้ว่า มิคาเอล ส่วนเพื่อนสตรีที่อยู่ในทีมอภิบาลสมมุติชื่อว่า โจเซฟีน ในเวลาที่กำลังขัดแย้งกันนี้ โจเซฟีนพยายามชักชวนผู้คนให้อยู่ข้างเธอและสนับสนุนเธอ เธอไปเล่าและบ่นว่า มิคาเอลกระทำไม่ดีต่อเธอ เธอจะไปหาสมาชิกคริสตจักรที่ค่อนข้างเก็บตัวและบอกพวกเขาว่า มิคาเอลกำลังวางแผนที่จะไล่เธอออกจากงาน เธอพยายามที่จะแบ่งแยกผู้คนในคริสตจักรและดูเหมือนว่าการกระทำของเธอกำลังได้ผล มิคาเอลยอมรับว่าในภาวการณ์เช่นนี้หลอกล่อและกระตุ้นยุยงให้เขากระโดดลงเล่นเกมที่โจเซฟีนเดินเกมไว้ ทำให้มิคาเอลต้องการหาผู้คนสนับสนุนและอยู่ฝ่ายเขาบ้าง เขาต้องการให้คนในคริสตจักรรู้ถึงความจริงเพื่อที่จะได้ช่วยปกป้องเขา คนในคริสตจักรส่วนใหญ่เริ่มเข้าข้างสนับสนุนมิคาเอลผู้เป็นศิษยาภิบาล สถานการณ์ของคริสตจักรแห่งนี้ไม่แตกต่างอะไรกับสถานการณ์คริสตจักรในพระธรรม 1 โครินธ์

ทุกเรื่องทุกอย่างถูกนำเข้าสู่การประชุมคณะธรรมกิจ ในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่ยากลำบากสุดๆ ในชีวิตของมิคาเอล คณะผู้ปกครองคริสตจักรเสนอให้โจเซฟีนออกจากงาน หลายคนในสัปปุรุษวิจารณ์การบริหารงานของศิษยาภิบาลมิคาเอลตามข้อมูลบอกเล่าจากโจเซฟีน ผู้วิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นต่างยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์กล่าวว่าบนฐานข้อมูลความจริง ในตอนนั้นศิษยาภิบาลมิคาเอลเกิดความรู้สึกที่ต้องการจัดการเพื่อที่จะพิสูจน์ชัดเอาชนะเกมของโจเซฟีน แต่โดยพระคุณของพระเจ้า ศิษยาภิบาลได้ปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเขาจึงไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกระตุ้นให้สู้ มิคาเอลยอมรับคำตำหนิและจะนำไปปรับปรุงการทำงานของตนทั้งๆ ที่เป็นการกล่าวร้ายป้ายสี มิคาเอลเปิดใจยอมรับฟังคำวิจารณ์ของผู้คนถึงความผิดพลาดในการทำงานของตน มิคาเอลบอกว่าพูดกันตรงๆ แล้วในเวลานั้นเป็นเวลาที่เขาได้รับการทรมานสุดแสนสาหัส

แต่เพราะเขาสำนึกได้ว่างานการอภิบาลคือการที่จะช่วยให้คริสตจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระคริสต์ มิใช่เพื่อแบ่งแยกแล้วนำมาปกป้องตนเอง หรือพิสูจน์ตนเองว่าเป็นฝ่ายถูก หรือมิใช่เพื่อการที่จะเอาแพ้เอาชนะ หลายคนในคริสตจักรที่ยืนเคียงข้างศิษยาภิบาลมิคาเอลก็รู้สึกเช่นนั้น พวกเขาสามารถยืนขึ้นเพื่อพิสูจน์ปกป้องศิษยาภิบาลมิคาเอล แต่เขารู้ว่ามิใช่เวลาที่จะทำเช่นนั้น เขายอมนั่งเงียบอย่างชาญฉลาด และปฏิเสธจะลุกขึ้นสู้และถล่มอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาทำเช่นนี้ก็จะสร้างบาดแผลที่ฉกรรจ์แก่ชีวิตคริสตจักร

ที่สุดของความขัดแย้งนี้ สัปปุรุษลงมติให้โจเซฟีนออกจากงาน ในเวลานั้นศิษยาภิบาลมิคาเอล มิได้ รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ หรือ สามารถแก้เผ็ดคนทำลายเขาได้สาสม แต่มิคาเอลกลับมีความรู้สึกอับอายและหมดแรง เพื่อนๆ หลายคนในคริสตจักรได้เข้ามาให้กำลังใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเหมือนเขาใช้สัปปุรุษบีบให้โจเซฟีนต้องออกจากงาน

สืบเนื่องจากการประชุมสัปปุรุษครั้งยุ่งยากใจที่สุดมีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ออกไปจากชุมชนคริสตจักร มิคาเอลแปลกใจมากเพราะเขาคาดว่าผลที่เกิดขึ้นคงรุนแรงกว่านี้ หลังจากนั้นมีหลายคนที่เคยตำหนิมิคาเอลในที่ประชุมสัปปุรุษได้เข้ามาขอโทษศิษยาภิบาล เพราะพวกเขาเพิ่งมารู้ว่าเรื่องของโจเซฟีนจริงๆ นั้นเป็นเช่นไร

ผลที่เกิดขึ้นจากความโกลาหลครั้งยิ่งใหญ่นี้ มิใช่การที่ผู้คนเคารพนับถือและรักศิษยาภิบาลมากขึ้น แต่ผลดียิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้คือสมาชิกคริสตจักรเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น มิคาเอล เองก็ไม่สามารถอธิบายว่าผลดีเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พูดได้แต่ว่านี่เป็นเพราะพระคุณของพระเจ้า แต่ศิษยาภิบาล มิคาเอลรู้ว่าความมุ่งมั่นพยายามของเขาและคนที่สนับสนุนเขามุ่งไปที่พระเยซูคริสต์ แต่มิใช่ที่ตัวศิษยาภิบาลหรือที่จะช่วยศิษยาภิบาล ด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้เองที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกลับเกิดผลดีผลบวกแก่ชีวิตคริสตจักร มิคาเอล บอกว่า เมื่อเขาทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับจากสถานการณ์ที่เลวร้ายและยากลำบากที่สุดในชีวิตของเขาครั้งนั้น เขาเรียนรู้ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกเช่นนั้น เขาเองต้องยอมตนถ่อมตัวลงอย่างที่สุดกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ในภาวการณ์เช่นนั้นจำเป็นต้องวางใจในพระเจ้ามากกว่าพึ่งพาความสามารถในการชักชวนโน้มน้าวผู้คนให้อยู่ข้างตน หรือใช้ความสามารถในบริหารจัดการวิกฤติยุ่งยากในชีวิต

ถ้าเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยก ให้มองไปที่บทบาทของผู้นำในภาวะความขัดแย้งนั้น ถ้ามองเห็นท่าทีที่จะต้องการต่อสู้เอาแพ้เอาชนะ เราไม่ควรเข้าไปร่วมในกระบวนการนั้น และยิ่งเราเป็นศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำองค์กรคริสเตียนก็จะยิ่งยุ่งยากมากกว่า เราจะต้องมุ่งมั่นเลือกเอาบทบาทคนรับใช้ของเจ้านายคือองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ทุ่มเทชีวิตจิตใจและเวลาของเราแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคริสตจักร หรือองค์กรคริสเตียนที่เรารับผิดชอบ แสวงหาความเป็นหนึ่งเดียวในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนแทนการแบ่งพวกแตกแยก กระทำทุกหนทางที่จะให้คริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในพระคริสต์ ให้มุ่งมองไปที่พระคริสต์ในฐานะที่ท่านเป็นคนใช้ของพระองค์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

12 มีนาคม 2555

เราคิดและเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำคริสเตียนอย่างไร?: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(1)

ในสมัยที่ผมยังเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักร ผมมีโอกาสพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การเป็นศิษยาภิบาลกับเพื่อนศิษยาภิบาลและผู้ปกครองที่เป็นผู้นำคริสตจักรด้วยกัน บ่อยครั้งเราจะได้ยินผู้คนบอกว่า “คริสตจักรอาจารย์ประสิทธิ์” “คริสตจักรอาจารย์อภิเดช” “คริสตจักรอาจารย์พัชรา” “คริสตจักรผู้ปกครองสุเทพ”... ผมเข้าใจได้ครับว่านั่นเป็นการเรียกคริสตจักรแบบสั้นและง่ายและเป็นที่รู้เข้าใจกัน แต่การเรียกคริสตจักรเช่นนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่บ่งบอกถึงเบื้องหลังของการเรียกชื่อคริสตจักรเช่นนั้น (ฟังดูคล้ายๆ กับ “รัฐบาลคุณชวน” “รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์” “รัฐบาลปูนิ่ม” หรือ “รัฐบาลคุณทักษิณ”) ทำให้ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า คริสตจักรนั้นเป็นของผู้นำคนนั้นๆ ทั้งๆ ที่หลักคิดหลักเชื่อของเราคือ คริสตจักรเป็นของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์

บุคลิกลักษณะเฉพาะของศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักรหรือสถาบันคริสเตียนมีความเกาะเกี่ยวประสานสานเข้ากันอย่างยากที่จะแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดชัดเจนได้ จุดสำคัญในที่นี้คือเราจะยกย่องลักษณะการนำ เรายึดแก่นหลักความเชื่อความคิดของผู้นำคนๆ นั้นเป็นที่ตั้ง หรือการนำของผู้นำที่มุ่งสู่การยกย่องสรรเสริญพระคริสต์ และดำเนินตามพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระองค์ หรือมุ่งที่จะเสริมสร้างสะสมบารมีชื่อเสียงและผลงานความสำเร็จของตัวผู้นำเอง ดังนั้น ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเมื่อมีใครเรียกคริสตจักรที่ผมรับใช้อยู่ว่า “คริสตจักรของอาจารย์ประสิทธิ์” นั่นเป็นเสียงสัญญาณเตือนที่เป็นเหมือนประกายแวบของฟ้าแลบในห้วงสำนึกของผมทันที

ในสังคมวัฒนธรรมไทยบ่อยครั้งเหลือเกินที่ผู้คนมักจะยึดตัวบุคคล หรือ ผู้นำเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจากในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ตาม เมื่อเรากลับมาพิจารณาในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกจากพระธรรม 1โครินธ์ เปาโลได้พูดตรงเข้าสู่ประเด็นนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า

“พี่น้องทั้งหลาย
ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
ขอให้ปรองดองกัน
อย่ามีความแตกแยกในพวกท่าน
แต่ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความคิดและในความเห็น
พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า
คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า
มีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างพวกท่าน
พวกท่านต่างกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟัส” หรือ
“ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์” (1:10-12)

สาเหตุสำคัญของการแตกแยกขัดแย้งกันในคริสตจักรโครินธ์มาจากการที่ในคริสตจักรมีหลายพรรคหลายพวกที่แตกต่างกัน แล้วสมาชิกคริสเตียนก็เอาตนเองเข้าไปเป็นคนในพรรคนั้น พวกนี้ สีนั้น สีนี้ และนี่คือรากฐานของความแตกแยกขัดแย้งในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ แล้วนำสู่การเกิดปัญหาในชุมชนผู้เชื่อแห่งนี้ การที่มี “ผู้นำของหลากหลายพรรคและพวก” คือตัวตัดตัวหั่นชีวิตคริสตจักรออกเป็นชิ้นเป็นเสี่ยง และเมื่อความรักและการชื่นชมในตัวผู้นำแข่งขันรุนแรงขึ้นกระทั่งสิ่งนี้กลายเป็น “รูปเคารพ” ในชุมชนคริสตจักร หรือ ในสถาบันชุมชนคริสเตียน แล้วสมาชิกในแต่ละพวกแต่ละพรรคต่างแสดงความจงรักภักดีต่อผู้นำของตน พระเอกของตน แทนที่จะจงรักภักดีต่อพระคริสต์ และสำนึกว่าชุมชนคริสตจักรที่เป็นของพระคริสต์

ในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 3 เปาโลพยายามบ่งชี้มุมมองที่ถูกต้องให้แก่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์ เพื่อพวกเขาจะมีความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับผู้นำในชุมชนคริสตจักร และ ชุมชนสถาบันคริสเตียน

“อปอลโลคือใคร? เปาโลคือใคร?
คือผู้ปรนนิบัติที่สอนพวกท่านให้เชื่อ
ตามงานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้แต่ละคน
ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต
เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร
แต่พระเจ้าผู้ทรงให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ
คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน และ
ทุกคนก็ได้บำเหน็จตามการงานของตน
เพราะว่าเราร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า
ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นตึกของพระองค์...” (3:5-9)

จากพระธรรม 1โครินธ์ เราเห็นได้ว่าสมาชิกในชุมชนคริสตจักรโครินธ์เกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย บางกลุ่มสนับสนุนความคิดและการทำงานแบบเปาโล บางกลุ่มยืนหยัดเคียงข้างฝ่ายอปอลโล ซึ่งเป็นนักเทศน์ฝีปากดี เป็นคนที่มีฐานะในสังคม มีการศึกษา และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในเมืองโครินธ์ แล้วยังยอมตนเป็นผู้นำในคริสตจักร การที่สมาชิกในชุมชนคริสตจักรเลือกข้างเลือกฝ่าย หรือ เลือกที่จะอยู่และสนับสนุนผู้นำคริสตจักรคนใดคนหนึ่งนั้น เป็นการกระทำที่มีความคิดและเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากวิธีคิดแบบพระเยซูคริสต์ เพราะผู้นำทั้งสองคนนี้ต่างเป็นคนใช้ของพระเจ้าเหมือนกัน ถึงแม้ว่า ทั้งสองมีบทบาทและความสามารถที่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้นผู้นำทั้งสองต่างร่วมในเป้าประสงค์เดียวกันของพระเยซูเจ้าในคริสตจักร ประเด็นที่เปาโลกล่าวได้อย่างชัดเจนในที่นี้คือ การเป็นคนใช้ของพระเจ้ามิใช่คนที่สำคัญเลย แต่พระเจ้าต่างหากที่ทรงเป็นเอกเป็นหลักในชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร เพราะพระเจ้าคือเจ้านายของคนใช้ของพระองค์ พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถทำให้คริสตจักรเติบโตขึ้น พระองค์ทรงเป็นเจ้าของคริสตจักร ไม่ว่าจะเปรียบเทียบคริสตจักรว่าเป็นไร่นาของพระเจ้า หรือ เปรียบว่าเป็นตึกของพระเจ้าก็ตาม

เปาโลกล่าวอย่างฟันธงในข้อที่ 21 ว่า “เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครยกมนุษย์ขึ้นอวด...” เป็นการดีที่เราจะชื่นชมในตัวผู้นำคริสตจักร แต่การชื่นชมนั้นต้อง ไม่ นำไปสู่การคุยโตโอ้อวดจนก่อเกิดการขัดแย้งแตกแยกในคริสตจักร หรือ สถาบันคริสเตียน

ต่อไปนี้เป็นเกณฑ์ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของผู้นำในคริสตจักร และ สถาบันคริสเตียน: สมาชิกคริสตจักรหรือสถาบันกล่าวถึงผู้นำคนนั้นอย่างไร? พวกเขาลุกขึ้นเลือกข้างสนับสนุนผู้นำคนใดคนหนึ่ง หรือรวมตัวกันต่อต้านผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือไม่? พวกเขาขุดหลุมพราง หรือ วางกับดักให้ผู้นำคนหนึ่งทะเลาะต่อสู้กับผู้นำอีกคนหนึ่งหรือไม่? หรือพวกเขามองเห็นว่าผู้นำทุกคนในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนเป็นคนใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่สำคัญสุดขององค์กรหรือไม่?

เมื่อผมมองย้อนถึงในช่วงเวลาที่ผมเป็นศิษยาภิบาล ผมเห็นว่าในการทำงานของผมในชุมชนคริสตจักร ความเชื่อเหล่านั้นง่ายเหลือเกินที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากสับสนขึ้นในคริสตจักรที่ผมรับใช้ มีบ่อยครั้งในตอนนั้นที่ผมมักลืมตัวแล้วคิดว่านั่นเป็นคริสตจักรของผม ดังนั้นผมจึงทุ่มเท แต่เป็นการทุ่มเทที่ผิดพลาด เพราะผมทุ่มเทตามความปรารถนาตามความคิดความเข้าใจของผมเอง ซึ่งมักนำความเสียหายสับสนมาสู่ชุมชนคริสตจักร และสิ่งดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรเหล่านั้นมิใช่ผมที่ควรได้รับการยอมรับยกย่อง เพราะนั่นจะมองว่าเป็นความสำเร็จของผมไม่ได้ พระเจ้าต่างหากที่ทรงเรียกให้ผมไปรับใช้พระองค์ในชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น แล้วพระองค์ก็ทรงอวยพระพรชีวิตและคริสตจักรเหล่านั้นให้เข้มแข็งและเกิดผลขึ้น ที่เกิดความสำเร็จมิใช่เพราะความเก่งกาจสามารถของผม เพราะพระเจ้าทรงอวยพระพรคริสตจักรเหล่านั้นโดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผมไปรับใช้(ก็ได้) และสิ่งนี้ผมก็เห็นชัดว่า เมื่อผมออกจากการรับใช้ในคริสตจักรเหล่านั้น พระเจ้าก็ยังทำงานของพระองค์ในชีวิตชุมชนคริสตจักรเหล่านั้น และเกิดการเปลี่ยนแปลง เติบโต และเกิดผลตามที่พระองค์ทรงอวยพระพร

พูดกันในทางปฏิบัติแล้ว ผู้นำคริสตจักรและสถาบันคริสเตียนมิใช่คนที่สำคัญมากมายอะไร เพราะต่างก็เป็นคนใช้ที่ต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และพร้อมถ่อมชีวิตลงถึงที่สุดในการรับใช้พี่น้องในชุมชนคริสตจักรในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้ามิได้เรียกผู้นำมาสร้างความสำเร็จแก่คริสตจักร หรือองค์กรของพระองค์ แต่ทรงเรียกให้มารับใช้คริสตจักรและองค์กรเหล่านั้นอย่างสัตย์ซื่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499

11 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...พระเยซูเข้าใจในความทุกข์ของเรา

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน ฮีบรู 2:18 และ 4:14-16; 5:7-10

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 2:18 เพราะพระองค์เองได้ทรงทนทุกข์และถูกทดลอง พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกทดลองได้

ข้อ 4:14 เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่...คือพระเยซู...ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศไว้

ข้อ 4:15 เพราะว่าเราไม่ได้มีปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง...

ข้อ 4:16 ฉะนั้น ขอให้เราเข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับความเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ

ข้อ 5:7 ในระหว่างที่พระคริสต์ประทับในโลก พระองค์ทรงถวายคำอธิษฐาน และร้องขอด้วยเสียงดังและน้ำพระเนตรไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าทรงสดับเนื่องจากความยำเกรงของพระคริสต์

ข้อ 5:8 ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังโดยการทนทุกข์ต่างๆ

ข้อ 5:9 เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมแล้ว พระเยซูจึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์สำหรับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์

อมตธรรม

ข้อ 2:18 เพราะพระองค์เองทรงทนทุกข์เมื่อได้ทรงถูกทดลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยบรรดาผู้ที่กำลังถูกทดลองได้

ข้อ 4:14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ผู้ทรงผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซู...ก็ให้เรายึดมั่นในความเชื่อที่เราได้ประกาศรับไว้

ข้อ 4:15 เพราะเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตซึ่งไม่อาจเห็นใจในความอ่อนแอต่างๆของเรา แต่ทรงถูกทดลองใจเช่นเดียวกับเราทุกประการ...

ข้อ 4:16 ฉะนั้น ให้เราเข้าใกล้พระบัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็น

ข้อ 5:7 ในระหว่างที่พระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำร้องทูลอ้อนวอนด้วยเสียงอันดังและด้วยน้ำตาไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยให้พ้นความตาย และพระเจ้าทรงสดับเพราะพระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยำเกรง

ข้อ 5:8 แม้ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังจากความทุกข์ยากที่พระองค์เผชิญ

ข้อ 5:9 และเมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว พระองค์จึงทรงเป็นแหล่งความรอดนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์

พระเจ้าสนใจและเข้าใจในสถานการณ์ชีวิตที่เราต้องเผชิญหรือไม่? พระเจ้ามองเช่นไรเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญกับเหตุร้าย หรือ ความทุกข์ยาก? พระองค์คิดอย่างไรเมื่อเราตกในความสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ? พระองค์คิดอย่างไรเมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในการทดลอง? ในพระธรรม ฮีบรู 2:18 และ 4:14-16; 5:7-10 ได้ตอบคำถามเหล่านี้อย่างหนุนเสริมเพิ่มพลังใจ

ประเด็นหลักในพระธรรมฮีบรู 2:10-18 คือการที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ทำให้สามารถช่วยให้มวลมนุษย์หลุดรอดพ้นจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว เพราะโดยการที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว เป็นมนุษย์ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความบาป พระองค์จึงสามารถที่จะแหวกผ่าการครอบงำของกรอบอำนาจของความบาปและความตาย ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ยอมตายที่กางเขน

ในข้อที่ 18 เป็นข่าวดีสำหรับมนุษย์ก็คือ “เพราะพระองค์เอง(เยซูคริสต์)ได้ทรงทนทุกข์และถูกทดลอง พระองค์จึงสามารถช่วยผู้ที่ถูกทดลองได้” (2:18) พระเยซูคริสต์ทรงถูกทดลองที่เรารู้เห็นเด่นชัดคือ เมื่อครั้งที่พระองค์ถูกมารทดลองในถิ่นทุรกันดารหลังการรับบัพติสมา ก่อนที่จะเริ่มพระราชกิจของพระองค์ และการทดลองที่สำคัญยิ่งคือการทดลองครั้งเมื่อพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานในช่วงท้ายชีวิตของพระองค์ ดังนั้น พระเยซูคริสต์รู้ดีว่าการถูกทดลองนั้นเป็นเช่นไร และรู้ดีว่ามีความรู้สึกเช่นไรเมื่อต้องถูกทดลองในการทนทุกข์ยากลำบากจนถึงชีวิต

นั่นหมายความว่าพระเยซูคริสต์รู้ถึงความทุกข์ยากและความรู้สึกเมื่อเราถูกทดลอง พระองค์รู้แจ้งชัดถึงแรงดึงดูดของอำนาจแห่งความบาป แต่พระองค์ทรงเอาชนะเหนือพลังแห่งการดึงดูดนั้น (ฮีบรู 4:15) และพระองค์รู้รสชาดถึงการที่ต้องทนทุกข์เจ็บปวด การถูกปฏิเสธ และได้รับการกระทำอย่างอยุติธรรม ดังนั้น พระเยซูคริสต์จึงสามารถที่จะช่วยเราเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและอำนาจแห่งความบาป พระเยซูมิได้ยืนอยู่ห่างไกลแล้วสั่งเราว่าควรจะทำเช่นไรที่จะหลุดรอดพ้นจากความเจ็บปวดและอำนาจแห่งความบาปนั้น ตรงกันข้ามพระองค์ทรงเคียงข้างร่วมทุกข์กับเราด้วยความเข้าใจ และหนุนเสริมเราในภาวะเช่นนั้นด้วยพระปัญญา

ให้หัวใจของพระกิตติคุณแห่งการที่พระเยซูคริสต์ทรงเข้าอกเข้าใจเราในความทุกข์ยาก และ การตกลงใต้อำนาจแห่งความบาปชั่ว ได้เป็นรูปธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เพื่อเราจะดำเนินชีวิตตามสัจจะแห่งการทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ ให้เราเปิดชีวิตแด่พระคริสต์ที่จะทรงเข้ามาช่วยเราในวิกฤติชีวิตที่แสนจะทุกข์ยาก ลำบาก และเจ็บปวด และทรงช่วยเราที่จะเอาชนะและมีชีวิตที่หลุดรอดจากความบาปสู่ชีวิตที่เป็นไทในพระเยซูคริสต์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. เมื่อชีวิตของท่านต้องตกลงในภาวะถูกทดลอง หรือเมื่อท่านต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ยากในชีวิต ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าพระเยซูคริสต์ทรงเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของท่าน? ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น?

2. ถ้าท่านยึดมั่นสัจจะความจริงใน ฮีบรู 2:18 ในการดำเนินชีวิตของท่าน ชีวิตของท่านจะแตกต่างจากสภาพในปัจจุบันนี้หรือไม่? อย่างไร? เพราะเหตุใด?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ยอมที่จะถ่อมลงรับประสบการณ์ในชีวิตของมนุษย์
แท้จริงแล้วพระองค์ทรงทราบถึงทั้งความชื่นชมยินดีในชีวิตมนุษย์
และพระองค์ก็ทรงซาบซึ้งถึงความเศร้าโศก ทุกข์ยาก ที่มนุษย์ต้องเผชิญ
และในวันนี้ พระองค์ทรงทราบด้วยว่ข้าพระองค์รู้สึกเช่นไรเมื่อต้องถูกทดลองจากอำนาจบาป
พระองค์ทรงทราบด้วยว่าข้าพระองค์รู้สึกเช่นไรเมื่อต้องสิ้นหวังและเหนื่อยอ่อนหมดแรง
ขอบพระคุณพระองค์สำหรับความเข้าอกเข้าใจของพระองค์ต่อความทุกข์ยากลำบากที่ข้าพระองค์ได้รับ
และการท้าทายที่ข้าพระองค์ถูกการทดลอง

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ในวันนี้โปรดช่วยข้าพระองค์
เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์ถูกทดลอง
โปรดประทานกำลังที่จะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์เพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตต้องตกทุกข์ได้ยากและเจ็บปวด
เมื่อใดที่เกิดความสงสัยว่าในภาวะเช่นนั้นพระองค์ยังอยู่เคียงข้างข้าพระองค์หรือไม่
โปรดประทานกำลังและความมั่นใจจากพระองค์ที่จะยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นในสถานการณ์นั้น

ขอสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค์
ที่พระองค์ทรงเป็นพระวาทะที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นรูปธรรม
ที่พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงการเป็นมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร
ที่พระองค์ทรงพร้อมและรู้ว่าจะช่วยข้าพระองค์เช่นไร อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310