แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวใจ แสดงบทความทั้งหมด

15 มิถุนายน 2555

อะไรคือ “หัวใจ” ของคริสต์ศาสนา?


สายวันนั้น  ศิษยาภิบาลผู้สูงอายุสองสามท่าน   นักเขียนนักศาสนศาสตร์สองท่าน  และผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการวิทยาลัยพระคริสต์ธรรมและเป็นนักศาสนศาสตร์กำลังตีวงสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการ   แต่ดูจะเอาจริงเอาจังในการสนทนามากทีเดียว   ประเด็นหลักที่ถูกตั้งขึ้นมาให้ถกกันเพื่อหาคำตอบหนีไม่พ้นประเด็นทางคริสต์ศาสนศาสตร์ครับ

อะไรคือ “หัวใจ” หรือ “เอกลักษณ์เฉพาะ” ของคริสต์ศาสนา?  

บางคนก็บอกว่า ความเป็นบุคคลของพระเจ้า ที่ทำให้คริสต์ศาสนาแตกต่างจากศาสนาอื่น   ในขณะที่บางคนมองว่าลักษณะเฉพาะของคริสต์ศาสนาคือ การที่พระเจ้าทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์  ในสภาพของพระเยซูคริสต์ที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์   เพื่อสื่อสารพระประสงค์ของพระเจ้าให้มนุษย์ได้รู้  ซึ่งพระเยซูคริสต์มีชีวิตที่เป็นทั้งพระเจ้าจริงและในเวลาเดียวกันเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัวด้วย  

อีกท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า  เอกลักษณ์ของคริสต์ศาสนาคือ การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์   พระเจ้าทรงมีชัยเหนือความตาย  

สายตาทุกคู่มองไปที่ ซี.เอ็ส. เลวีส (C.S. Lewis) ผู้เข้ามาร่วมวงคนล่าสุด   แล้วมีคนหนึ่งถามท่านว่า  แล้วท่านคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้   ซี.เอ็ส. เลวีส เอ่ยขึ้นว่า  เรื่องนี้ไม่ยากครับ   ลักษณะเฉพาะของคริสต์ศาสนาคือ “พระคุณพระเจ้า”  ครับ

นักเขียนนักศาสนศาสตร์ชาวอังกฤษท่านนี้พูดถูกครับ  หัวใจแก่นสารของคริสต์ศาสนา  เอกลักษณ์หลักเชื่อศรัทธาของคริสตชนคือ “พระคุณพระเจ้า”  พระคุณของพระเจ้าคือของประทานที่พระเจ้าให้แก่มนุษย์อย่างเราท่านที่ไม่สมควรจะได้รับพระคุณที่พระเจ้าประทานให้นี้เลย   ด้วยเหตุนี้เองผู้ที่ได้รับ “พระคุณพระเจ้า” จึงซาบซึ้งในความรักของพระองค์  ทำให้คนๆ นั้นมอบกายถวายชีวิต  ถวายความจงรักภักดี  ความสัตย์ซื่อ  สวามิภักดิ์ทำทุกอย่างที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงมีพระคุณสูงยิ่งต่อชีวิตของตน  และยื่นพระคุณพระเจ้าไปยังชีวิตคนรอบข้าง

“พระคุณพระเจ้า” เป็นพลังดึงดูดให้ผู้คนเข้าใกล้และสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า   พระคุณนี้เองที่ยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงความรักเมตตาอันเปี่ยมล้นล้ำค่าของพระองค์   ดังนั้น พระคุณพระเจ้านี้เองที่เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน   ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีจิตใจที่แข็งกระด้างเพียงใดก็ตามให้เป็นใจเนื้อที่มีความรู้สึกและนิ่มนวล   พระคุณนี้เองที่เป็นพลังเปลี่ยนจิตวิญญาณที่ไม่อีนังขังขอบ ไม่แยแส  ไม่สนใจใยดีใคร ให้กลายเป็นจิตใจที่ที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตากรุณา

ในเมื่อพระเจ้าพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเป็นผู้ที่สมบูรณ์เปี่ยมล้นด้วยความรักเมตตา  พระองค์ติดต่อสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษย์ผ่านพลังแห่งพระคุณของพระองค์   ดังนั้น “พระคุณพระเจ้า” จึงเป็นแม่แบบของความสัมพันธ์สำหรับเราที่จะมีความสัมพันธ์รักเมตตากับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ   นั่นหมายความว่า รากฐานในการดำเนินชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์คือการดำเนินชีวิตตาม “พระคุณพระเจ้า” ที่เป็นแม่แบบในการดำเนินชีวิตประจำวันด้านต่างๆ ของเรา

นอกจาก “พระคุณพระเจ้า” เป็นรากฐานความเชื่อศรัทธาของคริสตชนแล้ว   “พระคุณพระเจ้า” ยังเป็นรากฐานในการที่คริสตชนจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน   อีกทั้งเป็นรากฐานในการความสัมพันธ์ที่คริสตชนจะมีต่อผู้คนรอบข้าง  และ ผู้คนในสังคมโลก

“พระคุณพระเจ้า” ยังเป็นรากฐานในการปกครองชุมชนสังคม  สำหรับการปกครองแบบคริสตชนแล้ว มิใช่การปกครองแบบ “ประชาธิปไตย”  ที่มีเสียงของประชาชนเป็นใหญ่  และเสียงข้างมากเป็นอำนาจตัดสิน   แต่การปกครองของคริสตชนนั้นต้องหยั่งรากในการปกครองแบบ “พระคุณพระเจ้าธิปไตย”   การปกครองด้วยแม่แบบแห่งพระคุณเมตตากรุณาของพระเจ้า   ที่คำนึงถึงพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นหลักเกณฑ์ในการปกครอง   มิใช่เสียงข้างมากลากไป

“พระคุณพระเจ้า” ยังเป็นรากฐานเศรษฐกิจ หรือ การกินการอยู่และคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนสังคม  สำหรับคริสตชนแล้วระบบเศรษฐกิจคริสตชนมิใช่  “ทุนนิยม”  “บริโภคนิยม”  และก็มิใช่ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม  หรือเศรษฐกิจพอเพียง   แต่เศรษฐกิจของคริสตชนยืนบนรากฐาน “เศรษฐกิจแห่งพระคุณของพระเจ้า”  เพราะคริสตชนเชื่อว่า  ทุกสิ่งที่เราทำมาหามาได้มากน้อยแค่ไหนก็ตาม  นั่นเป็นของประทานจากพระคุณของพระเจ้า   บนรากฐานความเชื่อศรัทธาของคริสตชน  ที่เรามีกินมีอยู่ และ อยู่รอดได้นั้น  เพราะเป็นความรักเมตตา  การเอาใจใส่  และเป็นการเลี้ยงดูจากพระเจ้า   ที่เราอยู่รอดได้จนถึงวันนี้ก็เพราะ “พระคุณของพระเจ้า”   และเมื่อเราสำนึกในความรักเมตตาของพระองค์ที่ทรงประทานสิ่งต่างๆ แก่เราให้เราอยู่รอด   พระเจ้ามีพระประสงค์ให้เราแบ่งปันพระพรที่เราได้รับจากพระเจ้าแก่คนรอบข้าง และ ผู้คนในชุมชนสังคมโลกด้วย   มิใช่เหลือกินเหลือใช้แล้วจึงแบ่ง  มิใช่เก็บสะสมกักตุน  แต่มีจิตใจรักเมตตาและเอาใจใส่คนอื่นแบ่งปันพระคุณที่ได้รับจากพระเจ้าแก่คนที่ขัดสน ต้องการ หิวโหยอย่างไรเงื่อนไข (ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนนั้นเป็นสีอะไร  เป็นสมาชิกพรรคไหน  หรือเป็นคนดีหรือคนชั่ว  เหมาะสมหรือสมควรจะได้รับหรือไม่  เราต้องไม่ลืมว่า พระคุณพระเจ้าที่มีต่อเรานั้นให้แก่เราทั้งๆ ที่เราไม่สมควรจะได้รับ)  พระเยซูคริสต์สอนว่า  “...(พระบิดา)ทรงให้ดวงอาทิตย์ขึ้นแก่คนชั่วและคนดี  และทรงให้ฝนตกแก่ทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม” (มัทธิว 5:45 อมตธรรม)   ดังนั้นเศรษฐกิจที่แบ่งปันจึงมิใช่เพราะเราเป็นคนใจดีมีเมตตา หรือใจบุญ   แต่เพราะเราสำนึกในพระคุณพระเจ้าต่างหาก

ประการหนึ่งที่เราละเว้นไปจึงทำให้เราต้องประสบปัญหามากมายในการเลี้ยงลูกปัจจุบันนี้  ผมพบพ่อแม่ทุกภูมิภาคต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  เมื่อไหร่จะตั้งโรงเรียนพ่อแม่  ถ้ามีเมื่อไหร่จะขอเข้าไปเรียนด้วยคน   เพราะทุกวันนี้ไม่รู้จะเลี้ยงลูกอย่างไรดี!   การเลี้ยงลูกหลานในครอบครัวคริสตชนได้ละทิ้ง หรือ คิดไม่ถึงการเลี้ยงลูกบนรากฐานแห่งพระคุณพระเจ้า   เรื่องนี้คริสตจักรคงต้องเอาใจใส่จริงๆ จังๆ อย่างรีบด่วนในปัจจุบันนี้   และนี่คือความจริงที่เราคริสตชนจะต้องยอมรับ

เปาโลกล่าวกับผู้เชื่อในคริสตจักรเอเฟซัสว่า   พระเจ้ามิได้ประทานสิ่งที่สมควรที่เราจะได้รับ   แต่พระองค์ประทานสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราสมควรได้รับ   ท่านกล่าวว่า
“ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในการล่วงละเมิดและในบาปทั้งหลาย
ซึ่งท่านเคยทำเมื่อดำเนินชีวิตตามวิถีของโลกนี้ และ
วิถีของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศซึ่งเป็นวิญญาณ บัดนี้ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อฟัง
ครั้งหนึ่งเราเคยใช้ชีวิตร่วมกับพวกนั้นบำเรอตัณหาแห่งวิสัยบาปของเรา
สนองความอยากกับความคิดของมันตามวิสัย
เราจึงควรแก่พระพิโรธเหมือนคนอื่น” (เอเฟซัส 2:1-3 อมตธรรม)

เปาโลบอกว่า แท้จริงแล้วชีวิตของเราตกอยู่ใต้อำนาจแห่งวิญญาณชั่ว   แต่พระเจ้ายังทรงรักเมตตา ช่วยเหลือ และอภัยแก่เรา  ซึ่งเป็นความรักเมตตาที่เราไม่สมควรจะได้รับ  แต่พระเจ้าทรงเต็มใจจะให้  เปาโลกล่าวต่อไปว่า
“แต่เนื่องจากความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา
พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 
จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในความบาป
คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดโดยพระคุณ”  (ข้อ 4-5 อมตธรรม)

พระเจ้าทรงกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ชีวิตของเราสมควรจะได้รับ   และเปาโลลงท้ายในข้อ 5 ว่า  คือท่านได้รับความรอดโดยพระคุณ   ที่เป็นพระคุณของพระเจ้าเพราะเป็นพระเมตตากรุณาที่เปี่ยมล้นช่วยกู้ในชีวิตของเราทั้งที่เราไม่สมควรจะได้รับ   เป็นพระคุณเพราะนี่เป็นโอกาสที่จะได้รับชีวิตใหม่จากพระเจ้า  ที่มาจากใจรักเมตตาของพระองค์  นี่คือพระคุณของพระเจ้า 

ด้วยความรักเมตตาที่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา   ในวันนี้ให้เราแสวงหาโอกาสที่จะให้ความรักเมตตาแก่คนที่เราพบเห็นแม้ว่าเขาคนนั้นจะไม่สมควรจะได้รับความรักเมตตาจากเราก็ตาม   ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนในครอบครัว  ในที่ทำงาน  เพื่อนฝูง  หรือคนบ้านใกล้เรือนเคียง   หรือแม้แต่ศัตรูคู่อาฆาต ที่กระทำผิด  สร้างความเจ็บปวดในชีวิตของเราก็ตาม   ให้เราสัมพันธ์กับคนๆ นั้นด้วยความรักเมตตาแบบ “พระคุณของพระเจ้า”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

23 พฤษภาคม 2555

หัวใจของผู้นำแบบคนรับใช้


เมื่อพูดถึงเรื่อง “หัวใจ” ในที่นี้เรามิได้หมายความถึงก้อนเนื้อพิเศษที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายเท่านั้น   แต่เราหมายถึง “จิตใจ” ที่หยั่งรากฝังลึกลงในจิตวิญญาณ  อารมณ์  และความปรารถนาของเรา   ดังในพระวจนะของพระเจ้าที่บอกให้เรา  “จงระแวดระวังใจของเจ้ากว่าสิ่งอื่นใด  เพราะทุกสิ่งที่เจ้าทำ ออกมาจากใจ” (สุภาษิต 4:23)

“จิตใจ” เป็นรากฐานของความเป็นผู้นำของแต่ละคน   เพราะนั่นคือตัวกระตุ้นพลังขับเคลื่อนใจปรารถนาเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า  และความปรารถนาที่จะรับใช้ในแผ่นดินของพระองค์   ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครก็ตามที่รู้สึกว่าได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าในการทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำ  คนๆ นั้นจะรู้สึกถึงการทรงเรียกนั้นมาจากส่วนลึกของก้นบึ้งแห่งจิตใจของเขา

แต่ในเวลาเดียวกันเราก็สังเกตพบเช่นกันว่า  “จิตใจ” บางครั้งก็พ่นความคิดและทัศนคติที่เป็นพิษร้าย  และแย่กว่านั้นคือสิ่งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการกระทำพันธกิจของคนๆ นั้นด้วย   เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้รับรู้จากเพื่อนสนิทท่านหนึ่งที่ทำงานในหน่วยงานรับใช้พระเจ้าที่สำคัญแห่งหนึ่ง   เขาเกือบต้องล้มทั้งยืนเมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดจนพิจารณาให้ถอดออกจากการเป็นผู้อำนวยการของหน่วยงานนั้น   ผมเข้าใจในความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจอย่างมากของเขาและครอบครัว

สิ่งที่ผมเรียนรู้อย่างมากจากเพื่อนสนิทท่านนี้คือ  เขา “ระแวดระวังใจ” ของเขาไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของพิษร้ายที่มาจากใจของกรรมการบริหารและเพื่อนร่วมงานบางคนของเขา   ไม่ตอบโต้แต่พร้อมอธิบายด้วยความสุภาพพร้อมหลักฐาน  ไม่ฟ้องร้อง  ตีโต้กลับ   แต่ใช้เวลาอธิษฐานใกล้ชิดพระเจ้า   เดือนแล้วเดือนเล่าดูไม่เห็นสิ่งใดดีขึ้น   แต่เมื่อถึงเวลาของพระเจ้า  พระองค์ทรงเข้ามาแทรกแซงในเหตุการณ์นั้นและทรงนำเพื่อนคนนี้ไปบนเส้นทางที่พระองค์ทรงใช้เขาในงานของพระองค์ที่สำคัญอีกงานหนึ่ง

แท้จริงแล้วการตอบสนองต่อวิกฤติชีวิตของเราแต่ละคนแสดงออกให้เห็นถึงรากฐานความเชื่อศรัทธาของผู้นำคนๆ นั้น   ชี้วัดถึงสัมพันธภาพและความสนิทชิดเชื้อระหว่างเขากับพระเจ้า   อีกทั้งยังเป็นการเปิดเผยถึงความปรารถนาที่แท้จริงในชีวิตของเขาที่สาธารณชนสามารถเห็นและรับรู้ได้   และเป็นการแสดงออกมาชัดเจนว่า เขาเป็นผู้นำที่รับใช้พระเจ้า  หรือ  เป็นผู้นำเพื่อสนองความปรารถนาของตนเองเท่านั้น   ผมไม่พบอาการของเพื่อนคนนี้ว่าเมื่อตกในสถานการณ์เช่นนี้แล้วรู้สึกเสียหน้า  รู้สึกเสียศักดิ์ศรี  หรือต้องการที่จะเรียกคืน “ศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ”

ในฐานะที่เป็นผู้นำที่เป็นคนรับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า   สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามิได้เกิดขึ้นกับเราเท่านั้น  แต่เกิดขึ้นกับพระเจ้าผู้ทรงใช้เราทำงานและทรงเรียกเราให้รับใช้พระองค์ในโลกนี้ด้วย   ดังนั้น  พระองค์คือผู้ที่จะจัดการเรื่องเหล่านี้ที่เกิดขึ้น   เราในฐานะผู้นำที่รับใช้พระเจ้า   ในภาวะเช่นนี้สิ่งที่เราทำได้และควรกระทำคือ  ใกล้ชิดและสนิทกับพระเจ้า  และทูลขอจากพระองค์

“ข้าแต่พระเจ้า 
ขอทรงเนรมิตสร้างใจสะอาดในข้าพระองค์   และ
ขอทรงสร้างจิตใจหนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์”    (สดุดี 51:10 ฉบับมาตรฐาน)

ข้าแต่พระยาเวห์  
ขอทรงสอนพระมรรคาของพระองค์แก่ข้าพระองค์  
เพื่อข้าพระองค์จะดำเนินในความจริงของพระองค์  
ขอทรงรวมใจของข้าพระองค์เป็นใจเดียว 
ให้ยำเกรงพระนามของพระองค์     (สดุดี 86:11 ฉบับมาตรฐาน)

เราจะให้ใจใหม่แก่พวกเจ้า   และ
เราจะบรรจุวิญญาณใหม่ไว้ภายในของเจ้าทั้งหลาย  
เราจะนำใจหินออกจากเนื้อของเจ้าและให้ใจเนื้อแก่เจ้า   (เอเสเคียล 36:26 ฉบับมาตรฐาน)   

ในการที่เราจะทำหน้าที่ผู้นำที่รับใช้ของพระเจ้า   เราต้องตระหนักชัดเสมอว่า  เราต้อง “รับใช้” เป็นสิ่งแรกแล้วค่อยตามด้วย “การนำ”   เราต้องเรียนรู้การเป็นผู้นำที่รับใช้ตามแบบอย่างของพระคริสต์ในทุกสถานการณ์   พระเจ้าทรงเลือกและทรงเรียกให้เรานำ   มิเพียงแต่เราจะต้องเข้มแข็งและทำงานรับใช้เท่านั้น   แต่เราต้องยืนมั่นและเข้มแข็งที่จะถวายอุทิศชีวิตจิตใจทั้งสิ้นแต่พระเจ้า   แต่ต้องระลึกเสมอว่าเรากำลังทำงานเพื่อใคร   และใครคือผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งสิ้นที่เกิดขึ้น!

ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด  ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า  ไม่ใช่เหมือนทำต่อมนุษย์... เพราะท่านกำลังรับใช้พระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่”  (โคโลสี 3:23-24 ฉบับมาตรฐาน)

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปรายกลุ่ม

1. สำหรับท่านแล้ว “จิตใจ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง?   ใน “จิตใจ” ของท่านมีทัศนคติ และ ความรู้สึกเกี่ยวกับการเป็นผู้นำอย่างไรบ้าง?

2. สำหรับท่านแล้ว   ท่านเห็นว่า “การรับใช้ก่อนแล้วค่อยนำ” นั้นเป็นผู้นำลักษณะใด?   ท่านคิดว่าใช้ได้ไหมในการทำงานของท่าน?

3. การเป็นคนรับใช้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการทรงเรียกให้ท่านเป็นผู้นำอย่างไรบ้าง?

4. ในวันนี้ท่านจะทูลขอพระเจ้าเกี่ยวกับการเป็นผู้นำของท่านอย่างไรบ้าง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com
081-289 44 99

20 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ....ยอมยากไร้เพื่อให้ผู้อื่นมั่งคั่ง

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน 2โครินธ์ 8:1-9

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 1 พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านรู้ถึงพระคุณของพระเจ้าที่พระองค์ประทานแก่คริสตจักรต่างๆ ในแคว้นมาซิโดเนีย
ข้อ 2 เพราะในขณะที่พวกเขาเผชิญการทดสอบมากมายจากความยากลำบากนั้น ความยินดีที่เต็มล้นและความยากจนอย่างที่สุดของพวกเขาได้ล้นออกมาเป็นใจกว้างขวาง
ข้อ 3 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่าพวกเขาถวายตามความสามารถ ที่จริงก็เกินความสามารถและทำด้วยความสมัครใจ
ข้อ 4 พวกเขาวิงวอนเราอย่างมาก ขอร้องให้มีส่วนในคุณความดีในการช่วยเหลือธรรมิกชนด้วย
ข้อ 5 และไม่เหมือนที่เราคาดหมายไว้ แต่พวกเขาถวายตัวเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วจึงมอบตัวให้กับเราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ข้อ 6 เพราะเหตุนี้เราจึงขอร้องทิตัสให้ไปช่วยพวกท่านในการทำคุณความดีนี้จนสำเร็จเช่นเดียวกับที่เขาเริ่มต้นไว้
ข้อ 7 ดังนั้นเมื่อพวกท่านมีทุกสิ่งอย่างเหลือล้น คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรักที่เรามีต่อพวกท่าน ท่านทั้งหลายก็จงมีคุณความดีนี้อย่างเหลือล้นด้วย
ข้อ 8 ข้าพเจ้าไม่ได้พูดเป็นคำสั่ง แต่นำเรื่องความกระตือรือร้นของคนอื่นๆ มาทดสอบความรักของท่านทั้งหลายว่ามีความจริงใจหรือไม่
ข้อ 9 เพราะว่าท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้วว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งคั่งเนื่องจากความยากจนของพระองค์

อมตธรรม

ข้อ 1 และบัดนี้พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่บรรดาคริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนีย
ข้อ 2 จากการทดลองอย่างหนักหน่วงที่สุด ความชื่นชมยินดีอันล้นพ้นและความยากไร้เป็นอย่างยิ่งของพวกเขานั้นก็เอ่อล้นเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ข้อ 3 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่าพวกเขาถวายสุดความสามารถ ที่จริงเกินความสามารถก็ว่าได้ และด้วยความสมัครใจของเขาเอง
ข้อ 4 เขาได้คะยั้นคะยอขอรับสิทธิพิเศษที่จะมีส่วนร่วมในการรับใช้นี้เพื่อประชากรของพระเจ้า
ข้อ 5 และเขาไม่ได้ทำอย่างที่เราคาดคิดไว้ แต่เขาถวายตัวแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนและจากนั้นอุทิศตัวให้เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ข้อ 6 ดังนั้นเราจึงกระตุ้นทิตัสซึ่งเป็นผู้ริเริ่มงานนี้ให้สานต่อการจุนเจือด้วยใจเมตตาในส่วนของพวกท่านจนลุล่วง
ข้อ 7 แต่เหมือนที่ท่านเป็นเลิศทุกด้าน ไม่ว่าในความเชื่อ ในวาจา ในความรู้ ในความกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม และในความรักที่มีต่อเรา ก็ขอให้ท่านเป็นเลิศในการให้ด้วยใจเมตตานี้เช่นกัน
ข้อ 8 ข้าพเจ้าไม่ได้สั่งท่าน แต่ข้าพเจ้าต้องการทดสอบความจริงใจในความรักของท่านโดยการเปรียบเทียบกับความกระตือรือร้นของคนอื่น
ข้อ 9 เพราะท่านย่อมทราบถึงพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ทรงยอมยากไร้เพราะเห็นแก่พวกท่าน เพื่อว่าท่านจะได้มั่งคั่งโดยทางความยากไร้ของพระองค์

ทำอย่างไรที่เราจะมีชีวิตที่มั่งคั่ง สมบูรณ์? ทำอย่างไรที่เราจะประสบกับความสมบูรณ์ เจริญ มั่งคั่งทั้งในครอบครัว หน้าที่การงาน ในชุมชนสังคม และในคริสตจักร? ท่านจะพบคำตอบต่อคำถามนี้ได้ใน 2โครินธ์ 8

คงกล่าวได้ว่า 2โครินธ์ 8 เป็นจดหมายรณรงค์หาทุนฉบับแรกของคริสตจักรในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง เปาโลเขียนพระธรรมบทนี้เพื่อหนุนใจให้คริสเตียนในโครินธ์ได้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อส่งไปช่วยคริสเตียนในกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังประสบความขาดแคลนทางการเงิน ความจริงแล้ว คริสเตียนที่โครินธ์ได้เริ่มต้นสนับสนุนด้านทุนทรัพย์ในเรื่องนี้แล้ว (8:6, 10) ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะทำพันธกิจที่ได้เริ่มต้นไว้นั้นให้สำเร็จ

ภายหลังจากที่เปาโลได้สาธยายเหตุผลว่าทำไมชาวโครินธ์ควรให้ด้วยใจเมตตากว้างขวาง เปาโลปิดท้ายด้วยการอ้างพระเยซูคริสต์ที่เป็นตัวอย่างที่สำคัญในเรื่องนี้ “เพราะท่านย่อมทราบถึงพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ทรงยอมยากไร้เพราะเห็นแก่พวกท่าน เพื่อว่าท่านจะได้มั่งคั่งโดยทางความยากไร้ของพระองค์” (8:9) พระเยซูคริสต์ได้สำแดงพระคุณของพระองค์ผ่านการลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แท้จริงพระองค์ทรง “มั่งคั่ง” แน่นอนว่าความมั่งคั่งที่ว่านี้รวมไปถึงการทรงมีสภาพความเป็นพระเจ้า (ฟิลิปปี 2:6-7) แต่พระองค์กลับลงมารับสภาพ “ความยากไร้” เฉกเช่นสภาพของทาส โดยการยอมรับการมีชีวิตในสภาพมนุษย์ มิเพียงแต่ที่พระเยซูคริสต์เกิดในครอบครัวที่ไม่มีเงินทองเท่านั้น แต่ความยากไร้ของพระคริสต์ในพระธรรมตอนนี้เป็นความยากไร้ในความเป็นมนุษย์ด้วย การที่มีชีวิตในสภาพของพระเจ้าแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ นั่นเป็นการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการยอมสละความมั่งคั่งสมบูรณ์อย่างสุดๆ ลงมาสู่การเป็นคนที่ยากไร้ทั้งในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย

น่าสังเกตว่า ทำไมพระคริสต์ถึงเลือกที่ต้องเสียสละอย่างมากมายถึงเพียงนี้ เปาโลได้ตอบคำถามนี้แก่ชาวโครินธ์ว่า “เพราะเห็นแก่พวกท่าน” (8:9) ความจริงก็คือว่า ที่พระองค์ยอม “ยากไร้” ก็เพื่อชาวโครินธ์จะ “มั่งคั่ง” ความมั่งคั่งนี้รวมทุกสิ่งทุกเรื่อง ทั้งเรื่องความรอดและของประทานฝ่ายวิญญาณ และตามบริบทในพระคัมภีร์ตอนนี้รวมไปถึงความมั่งคั่งในพระพรด้านทรัพย์สินเงินทองที่พระเจ้าประทานแก่คริสเตียนในโครินธ์ด้วย และพระพรแห่งความมั่งคั่งที่กล่าวถึงนี้มิเพียงแต่ความมั่งคั่งที่ได้รับพระพรทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น แต่รวมไปถึงความมั่งคั่งในการที่มีจิตใจที่ให้แก่คนอื่นด้วยจิตใจที่เมตตากว้างขวาง

พระธรรม 2โครินธ์ 8 ได้กระตุ้นเตือนให้เราตระหนักชัดว่า เพราะการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์นั้นเป็นพระพรอันมั่งคั่งเกินที่จะประเมินค่าได้ และในพระธรรมตอนนี้ก็หนุนเสริมให้เราที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่นด้วยใจเมตตาที่เปิดกว้างเพราะสำนึกในพระคุณของพระคริสต์ที่ทรงให้กับเราอย่างเหลือล้น

นี่คือหัวใจของพระกิตติคุณและอีกด้านหนึ่งของพระกิตติคุณคือการที่เราได้รับพระพรอันเหลือล้นจากพระคริสต์จนต้องตอบสนองต่อพระคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยการมีชีวิตที่สำนึกและพร้อมที่จะให้อย่างที่พระองค์ทรงให้ ให้ด้วยเสียสละและใจเมตตากว้างขวาง

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปราย

1. ตัวอย่างการยอมยากไร้ของพระคริสต์ด้วยการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ได้บอกอะไรแก่ท่านบ้าง?
2. ท่านมีความชื่นชมยินดีในพระคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยการส่งต่อพระคุณนั้นไปยังคนอื่นหรือไม่?
3. วันนี้ท่านคิดว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านให้ด้วยใจเมตตากว้างขวางและยินดีในเรื่องอะไรบ้าง?


ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า
ขอบพระคุณพระองค์ที่ได้สละความเป็นพระเจ้าและเลือกมาบังเกิดเป็นมนุษย์
ทรงยอมอยู่ในสภาพที่ยากไร้เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เป็นผู้ที่มั่งคั่งสมบูรณ์

พระองค์ทราบแล้วว่า
เป็นการง่ายที่ข้าพระองค์จะรับเอาพระพรจากพระองค์ แล้วก็เก็บกักพระพรนั้นเพื่อตนเอง
โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เลียนแบบในการให้อย่างใจเมตตากว้างขวางแบบพระองค์
เมื่อข้าพระองค์ได้รับพระพรด้านทรัพย์สินเงินทอง
ก็ให้มีใจกว้างขวางที่จะแบ่งปันแก่คนอื่น
เมื่อข้าพระองค์ได้รับของประทานทางฝ่ายวิญญาณจากพระองค์
ก็ขอให้ข้าพระองค์ใช้ของประทานนั้นในการรับใช้ผู้อื่นทั้งในชุมชนสังคม และ ในคริสตจักร
เมื่อข้าพระองค์ได้รับความรักที่ไหลหลั่งจากพระองค์
ก็ขอให้ข้าพระองค์ได้รักเมตตาคนอื่นรอบข้าง
ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ในชุมชนและในคริสตจักร ในทุกที่ที่ข้าพระองค์อยู่

โปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ เป็นผู้ที่มั่งคั่ง ด้วยการส่งมอบพระพรที่พระองค์ประทานให้ไปยังผู้คนอื่นๆ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

18 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...การตอบสนองด้วยชีวิตร่างกาย

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่านโรม 12:1-2

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 1 ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน

ข้อ 2 อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี และอะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม

อมตธรรม

ข้อ 1 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อพิจารณาถึงพระเมตตาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายถวายตัวของท่านแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตที่บริสุทธิ์ และที่พระเจ้าพอพระทัย นี่เป็นการนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง (ที่สมเหตุสมผล?)

ข้อ 2 อย่าดำเนินชีวิตตามอย่างคนในโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจของท่านใหม่ แล้วท่านจึงจะสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าสิ่งใดคือพระประสงค์ของพระเจ้า คือพระประสงค์อันดี เป็นที่พอพระทัย และสมบูรณ์พร้อมของพระองค์

ในฐานะคริสเตียนเราเห็นว่าร่างกายของเราสำคัญหรือไม่? หรือเรามองว่าร่างกายของเราเป็นแค่สิ่งที่ “อยู่” หรือหุ้มห่อจิตวิญญาณของเราไว้เท่านั้น? เราทำอะไรบ้างกับร่างกายของเรา? ในพระธรรมโรม 12:1-2 ได้กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ เราคงจำเป็นต้องที่จะดูแล รักษา และใช้ร่างกายของเราอย่างไรถ้าเราจะตอบสนองต่อ “พระคุณ” หรือ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ในพระธรรมโรมบทที่ 12 เปาโลได้กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติตามหลักการหลักเชื่อในพระกิตติคุณ ตลอดโรม 11 บทก่อนหน้านี้เปาโลได้ช่วยให้เราพิจารณาพระกิตติคุณอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในบทที่ 12 ท่านได้ให้แนวทางในการปฏิบัติเพื่อตอบสนองต่อ “พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” คือการตอบสนองถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อชีวิตของเราทุกคน การดำเนินชีวิตที่ตอบสนองต่อ “พระคุณ” หรือ “พระกิตติคุณ” ในสิ่งที่พระคริสต์กระทำเพื่อเราคือ ให้เราถวายชีวิตร่างกายของเราแด่พระเจ้า ที่จะดำเนินชีวิตด้านร่างกายของเราเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า และเป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์ เพื่อตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้าในพระคุณที่พระองค์สำแดงแก่เรา และเปาโลพูดชัดว่าการดำเนินชีวิตเช่นนี้เองเป็นการนมัสการพระเจ้าอย่างแท้จริง (12:1) สิ่งที่เปาโลเน้นย้ำในที่นี้คือความสำคัญของ “ร่างกาย” ในชีวิตของเรา เรารับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้ามิใช่รับใช้ด้วยใจเท่านั้น มิใช่รับใช้พระองค์ด้วยความคิดเท่านั้น มิใช่รับใช้พระองค์ด้วยความรู้สึกของเราเท่านั้น และเรารับใช้พร้อมๆไปกับความสำคัญของด้านร่างกายในชีวิตของเราด้วย ดังนั้น สิ่งที่เรากระทำต่อร่างกายของเรา หรือ การใช้ร่างกายของเราในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพระเจ้าด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อเรากล่าวถึงเรื่องความเชื่อศรัทธาของเรา เราจะต้องกล่าวถึงความเชื่อของเราอย่างเป็นรูปธรรม ดั่งที่พระเยซูคริสต์ทรงสำแดง “พระวาทะ หรือ พระวจนะ” ของพระเจ้าให้เป็นรูปธรรมในการดำเนินชีวิตของพระองค์ ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม กล่าวคือพระองค์ทรงรักเมตตากรุณาต่อมนุษย์ไร้เงื่อนไขขอบเขต และความรักของพระองค์สำแดงออกมาทั้งในพระราชกิจแห่งการเยียวยารักษา การเอาใจใส่ชีวิตของผู้เล็กน้อย การสั่งสอนอย่างเป็นรูปธรรม การให้คนตายเป็นขึ้นอย่างมีพระประสงค์ และในที่สุดทรงรักด้วยชีวิตร่างกายจิตใจของพระองค์บนกางเขนเพื่อความรอดของมนุษย์ ขอเน้นย้ำที่นี่ว่า ชีวิตร่างกายมนุษย์เป็นพาหะ หรือ หนทางแห่งการทรงกระทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้ และเพราะพระกิตติคุณเรื่อง “พระวาทะทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์” พระวจนะของพระเจ้าปรากฏในลักษณะเป็นชีวิตจริงในตัวชีวิตของพระเยซูคริสต์นี่เองจึงนำมาถึง หัวใจของการตอบสนองต่อพระกิตติคุณ หรือ พระคุณของพระคริสต์คือ การที่คริสเตียนต้องถวายชีวิตของตนเป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์แด่พระเจ้า แล้วเราแต่ละคนได้กระทำและใช้ชีวิตร่างกายของเราตอบสนองต่อพระคุณ หรือ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์อย่างไรบ้าง มิใช่เป็นเพียงการที่เรามาพบปะกันในโบสถ์ในคริสตจักรแล้วร่วมกันร้องเพลง อธิษฐานสรรเสริญพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังหมายความว่า เราต้องสรรเสริญพระองค์ นมัสการพระองค์ผ่านการดำเนินชีวิตและการกระทำของเราในชีวิตประจำวัน ในหน้าที่การงานที่เรากระทำด้วย

การตอบสนองพระกิตติคุณด้วยชีวิตร่างกายของเราเป็นการตอบสนองที่เป็นรูปธรรมและสำคัญ และเป็นการที่เรายกย่องนับถือและสรรเสริญพระเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม นั่นหมายความว่าเราต้องเอาจริงเอาจังกับการดำเนินชีวิตในประจำวันแต่ละวัน นั่นหมายความว่าทุกกิจกรรมชีวิตที่เราดำเนินและกระทำทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน ทั้งในสังคมชุมชนและในคริสตจักรมีความสำคัญต่อการตอบสนองพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น

ทั้งสิ้นนี้ การตอบสนองพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยชีวิตร่างกายของเรานั้น มิใช่เริ่มต้นเพราะเราอยากทำดี แต่เริ่มต้นจากการสำนึกใน “พระคุณ” ของพระเจ้าก่อน จนยอมตนมอบถวายทั้งชีวิตแด่พระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เปลี่ยนที่ชีวิตจิตใจ เปลี่ยนที่มอบถวายชีวิตนี้ให้เป็นของพระเจ้า มิใช่ชีวิตนี้เป็นของ “ฉัน” ต่อไป แต่เป็นของพระคริสต์ และดำเนินชีวิตของเราตามพระประสงค์ของพระเจ้า มิใช่ตามความประสงค์ตามความอยากความต้องการของตนเอง และนี่คือการนมัสการพระเจ้า และการนมัสการพระเจ้าเช่นนี้เริ่มต้นที่การถวายทั้งชีวิตของเราให้เป็นไปตามพระประสงค์ และนี่เองที่ “พระวจนะ” ก็จะสำแดงผ่านชีวิตจิตวิญญาณของเรา เข้าสู่จิตใจ และสำแดงออกในชีวิตร่างกายของเราคือการสำแดงด้วยการดำเนินชีวิต กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งการสำแดงทางชีวิตร่างกายของเราเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาพชีวิตจิตใจ ชีวิตจิตวิญญาณของเรา เพราะทั้งชีวิตร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อชีวิตทั้งสิ้นของคนๆ นั้นถวายแด่พระคริสต์แล้ว เปาโลกล่าวว่า เพราะการสำแดง “พระวจนะ” ผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้นเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณจิตของเรา

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและการอภิปราย

1. ความเชื่อของคริสเตียนที่ว่า “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” ในพระเยซูคริสต์ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวิถีในการดำเนินชีวิตประจำวันของคริสเตียนอย่างไรบ้าง?

2. ท่านจะใช้ชีวิตร่างกายของท่านในการ “นมัสการพระเจ้า” ในวันนี้อย่างไรบ้าง?

3. ในวันนี้ ท่านมีความตั้งใจที่จะสำแดง “พระวจนะ” ในเรื่องอะไรในชีวิตและการกระทำของท่าน ทั้งในที่ทำงาน ในครอบครัว และในชุมชนที่ท่านอยู่ร่วมด้วย?

ใคร่ครวญภาวนา

ขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า
ที่ทรงสร้างข้าพระองค์ให้มีชีวิตที่มีร่างกาย
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ได้สำนึกถึงความสำคัญของร่างกายนี้ที่ทรงสร้าง
ดั่งที่ชีวิตร่างกายของพระคริสต์ได้รองรับและสำแดง “พระวจนะที่บังเกิดเป็นเนื้อหนัง”
พระองค์ทรงเลือกที่จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว
พระองค์ทรงเลือกที่จะมีร่างกายของมนุษย์ อยู่ในร่างกายของมนุษย์ และใช้ร่างกายของมนุษย์
และด้วยพระวาทะที่สำแดงผ่านทางร่างกายดังกล่าว พระประสงค์จึงได้สำแดงออกอย่างเป็นรูปธรรม

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า
โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะใช้ร่างกายที่พระองค์ทรงสร้างนี้ในการรับใช้พระองค์
โปรดสอนให้ข้าพระองค์เรียนรู้ที่จะนมัสการพระองค์ในทุกขณะของการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน
เพื่อเป็นการมอบถวายชีวิตร่างกายนี้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตแด่พระองค์
เพื่อเป็นการนมัสการพระองค์ด้วยร่างกายและทั้งสิ้นที่มีอยู่และเป็นอยู่ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

13 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...ไถ่เราจากใต้กฎเกณฑ์แห่งโลกนี้

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน กาลาเทีย 4:1-7

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 1 ข้าพเจ้าหมายความว่า ตราบใดที่ทายาทเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งหมด
ข้อ 2 แต่เขาก็อยู่ใต้บังคับของผู้ปกครองและพ่อบ้าน จนถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้
ข้อ 3 เราก็เหมือนกัน เมื่อเป็นเด็กอยู่ เราก็เป็นทาสอยู่ใต้บังคับของภูตผีที่ครอบงำของจักรวาล
ข้อ 4 แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ
ข้อ 5 เพื่อจะไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร
ข้อ 6 และเพราะท่านทั้งหลายเป็นบุตรแล้วพระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจของเราร้องว่า “อับบา”(พ่อ)
ข้อ 7 เพราะฉะนั้น โดยพระเจ้าท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาท

อมตธรรม

ข้อ 1 สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังกล่าวอยู่นี้คือ ตราบใดที่ทายาทยังเด็กอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับทาส แม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด
ข้อ 2 เขาก็ยังอยู่ในบังคับของผู้ปกครองและผู้ดูแลทรัพย์สิน จนกว่าจะถึงเวลาที่บิดากำหนด
ข้อ 3 เช่นกันเมื่อเรายังเด็ก เราเป็นทาสอยู่ใต้บังคับของหลักการพื้นฐานทั้งหลายของโลก
ข้อ 4 แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาประสูติจากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ
ข้อ 5 เพื่อไถ่คนทั้งปวงซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตรอย่างสมบูรณ์
ข้อ 6 ในเมื่อท่านเป็นบุตร พระเจ้าจึงทรงให้พระวิญญาณของพระบุตรเข้ามาในใจเรา พระวิญญาณผู้ทรงร้องเรียกว่า “อับบา”พ่อ
ข้อ 7 ฉะนั้น ท่านจึงไม่เป็นทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และเพราะท่านเป็นบุตร พระเจ้าจึงทรงให้ท่านเป็นทายาทด้วย

เราจะรู้จักพระเจ้าอย่างใกล้ชิดและเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่? ถ้าได้ จะต้องทำอย่างไร? เราจะมีสัมพันธภาพเป็นการส่วนตัวกับพระเจ้าได้เช่นไร? คำถามเหล่านี้พบคำตอบได้ใน กาลาเทีย 4:1-7 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวใจของพระกิตติคุณ ที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์

กาลาเทียบทที่ 4 เริ่มต้นโดยชี้ให้เราเห็นชัดถึงสภาพชีวิตที่ “ตกเป็นทาส” หรือถูกครอบงำให้อยู่ใต้หลักการอำนาจพื้นฐานแห่งโลกนี้(อมตธรรม) และ เราตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของภูตผีที่ครอบงำจักรวาลนี้ (4:3 ฉบับมาตรฐาน) หรือถ้าใช้ในภาษาปัจจุบันก็คือชีวิตของเราตกอยู่ภายใต้กระแสวัฒนธรรมแห่งโลกนี้แห่งยุคนี้ กระแสคิดที่เห็นแก่ตัว การหลงใหลในตนเอง(คิดว่าตนเองเท่านั้นที่เก่ง เด่น ดี เยี่ยม กว่าคนอื่น) กระแสวัตถุนิยม อิทธิพลของบริโภคนิยม ตลอดจนทุนนิยม และภาวะชีวิตของผู้คนตกอยู่ในความกลัวต่างๆ อำนาจลึกลับที่เรามองไม่เห็น และ ฯลฯ มนุษย์จึงตกอยู่ในสภาพที่เป็นเหมือน “ทาส” ที่ถูกครอบงำ หรือ ถูกกดหัวด้วยอำนาจและกระแสนิยมเหล่านี้จน หลงใหล เสพติด จนโงหัวไม่ขึ้น

แต่ที่เป็นพระกิตติคุณหรือข่าวดีก็คือ พระเจ้าไม่ได้ปล่อยให้มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจบาปร้าย และ อิทธิพลกระแสนิยมแห่งยุคนี้ด้วยตนเอง อย่างสิ้นหวัง หมดแรง ไร้ทางเลือก แต่พระเจ้าทรงมีแผนการณ์และเวลาที่เหมาะสมของพระองค์ เปาโลกล่าวว่า “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาประสูติจากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวงซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร(ของพระเจ้า)อย่างสมบูรณ์” (4:4-5) และนี่คือข่าวดี นี่คือพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และนี่คือหัวใจของคริสต์มาส เป็นจุดกำเนิดของบุตรของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์ คือด้วยการสอนของพระองค์ การดำเนินชีวิตของพระองค์ และพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำ ที่เป็นวิถีแห่งการทรงไถ่ถอนและปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดรอดออกจากใต้อำนาจแห่งสากลจักรวาล อิทธิพลของกระแสแห่งยุคต่างๆ รวมถึงบทบัญญัตินิยมของพวกยิวด้วย มิเพียงแต่ที่เราได้รับการช่วยกู้จากพระบุตรของพระเจ้าเท่านั้น และเรายังได้รับสิทธิเป็นบุตรขอพระเจ้าด้วย

เพราะพระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ ได้ทรงกระทำให้เราได้เป็นบุตรของพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์นี้เองเราจึงถูกนับเข้าเป็นคนๆ หนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นเรายังไว้วางใจในพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แล้วทรงประทานให้พระวิญญาณแห่งการเป็นบุตรของพระเจ้าเข้ามาสถิตในชีวิตจิตใจของเรา แล้วทำให้เราเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้(4:6) อย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกพระเจ้าว่าพระบิดา เราจึงเป็นคนหนึ่งที่มีความสำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า

นี่คือหัวใจของพระกิตติคุณ เมื่อมนุษย์ต้องตกอยู่ใต้อำนาจการครอบงำแห่งสากลจักรวาล อิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมต่างๆ แห่งยุค อำนาจทางวัฒนธรรมสังคมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง พระเจ้าไม่ยอมปล่อยให้มนุษย์ต้องตกอยู่ใต้อำนาจเหล่านี้ และ เผชิญหน้ากับความตาย แต่เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมของพระเจ้า พระองค์ทรงส่งพระบุตรของพระองค์คือพระเยซูคริสต์ มาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อไถ่ถอนปลดปล่อยมนุษย์ออกจากอำนาจเหล่านี้ และนี่คือข่าวดีของคริสต์มาสด้วย

ที่เป็นข่าวดีเป็นพระกิตติคุณ เพราะนอกจากที่ทำให้เราเป็นไทจากอำนาจครอบงำแห่งโลกนี้แล้ว พระองค์ยังรับเราแต่ละคนให้มีฐานะเป็นบุตรของพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และด้วยสัมพันธภาพดังกล่าวเราจึงรู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เราสามารถที่จะตอบสนองต่อพระกิตติคุณ หรือ พระคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยการมีชีวิตที่เป็นบุตรที่มีคุณภาพตามพระประสงค์ของพระเจ้า


ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและการอภิปราย

1. การที่กล่าวว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้านั้นมีความหมายเช่นไรสำหรับท่าน?

2. ท่านเคยมีประสบการณ์ที่หลุดรอดออกจากอำนาจครอบงำแห่งจักรวาลนี้ แล่วมีความเป็นไทในฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้าหรือไม่? อย่างไร?

3. อะไรคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ที่เรามีชีวิตเป็นบุตรของพระเจ้า กับ ที่ชีวิตของเราตกอยู่ใต้การครอบงำของอำนาจแห่งโลกนี้ และ กระแสนิยมแห่งยุค?

4. วันนี้ท่านต้องการรับการไถ่จากฤทธิ์เดชของพระคริสต์ ให้หลุดรอดออกจากการครอบงำในอำนาจอะไร?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระทัยเมตตา
ขอบพระคุณพระองค์ที่ส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อปลดปล่อยข้าพระองค์
จากการครอบงำของอำนาจบาปชั่วแห่งโลกนี้
โปรดหนุนช่วยข้าพระองค์ในการดำเนินชีวิตที่ได้รับความเป็นไทจากพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะได้ถวายชีวิตทั้งสิ้นในแต่ละวัน
เพื่อแต่ละกิจกรรมที่กระทำในวันนี้ จะเป็นที่นมัสการ สรรเสริญ และยกย่องพระองค์

ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระเยซูคริสต์ เป็นหนทางนำข้าพระองค์สู่การเป็นบุตรของพระองค์
และเป็นสิทธิพิเศษที่สูงยิ่งที่ได้เรียกพระองค์ว่า “พระบิดา”

โปรดช่วยข้าพระองค์ให้มีชีวิตที่เจริญขึ้นด้วยการติดสนิทกับพระองค์
เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ว่าชีวิตที่สมบูรณ์ตามพระประสงค์นั้นเป็นเช่นไร

ขอสรรเสริญพระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

11 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...พระเยซูเข้าใจในความทุกข์ของเรา

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน ฮีบรู 2:18 และ 4:14-16; 5:7-10

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 2:18 เพราะพระองค์เองได้ทรงทนทุกข์และถูกทดลอง พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกทดลองได้

ข้อ 4:14 เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่...คือพระเยซู...ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศไว้

ข้อ 4:15 เพราะว่าเราไม่ได้มีปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง...

ข้อ 4:16 ฉะนั้น ขอให้เราเข้าถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับความเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ

ข้อ 5:7 ในระหว่างที่พระคริสต์ประทับในโลก พระองค์ทรงถวายคำอธิษฐาน และร้องขอด้วยเสียงดังและน้ำพระเนตรไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าทรงสดับเนื่องจากความยำเกรงของพระคริสต์

ข้อ 5:8 ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังโดยการทนทุกข์ต่างๆ

ข้อ 5:9 เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมแล้ว พระเยซูจึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์สำหรับทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์

อมตธรรม

ข้อ 2:18 เพราะพระองค์เองทรงทนทุกข์เมื่อได้ทรงถูกทดลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยบรรดาผู้ที่กำลังถูกทดลองได้

ข้อ 4:14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ผู้ทรงผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซู...ก็ให้เรายึดมั่นในความเชื่อที่เราได้ประกาศรับไว้

ข้อ 4:15 เพราะเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตซึ่งไม่อาจเห็นใจในความอ่อนแอต่างๆของเรา แต่ทรงถูกทดลองใจเช่นเดียวกับเราทุกประการ...

ข้อ 4:16 ฉะนั้น ให้เราเข้าใกล้พระบัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็น

ข้อ 5:7 ในระหว่างที่พระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำร้องทูลอ้อนวอนด้วยเสียงอันดังและด้วยน้ำตาไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยให้พ้นความตาย และพระเจ้าทรงสดับเพราะพระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยำเกรง

ข้อ 5:8 แม้ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังจากความทุกข์ยากที่พระองค์เผชิญ

ข้อ 5:9 และเมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมสมบูรณ์แล้ว พระองค์จึงทรงเป็นแหล่งความรอดนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อฟังพระองค์

พระเจ้าสนใจและเข้าใจในสถานการณ์ชีวิตที่เราต้องเผชิญหรือไม่? พระเจ้ามองเช่นไรเมื่อชีวิตของเราต้องเผชิญกับเหตุร้าย หรือ ความทุกข์ยาก? พระองค์คิดอย่างไรเมื่อเราตกในความสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ? พระองค์คิดอย่างไรเมื่อชีวิตของเราตกอยู่ในการทดลอง? ในพระธรรม ฮีบรู 2:18 และ 4:14-16; 5:7-10 ได้ตอบคำถามเหล่านี้อย่างหนุนเสริมเพิ่มพลังใจ

ประเด็นหลักในพระธรรมฮีบรู 2:10-18 คือการที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ทำให้สามารถช่วยให้มวลมนุษย์หลุดรอดพ้นจากอำนาจแห่งความบาปชั่ว เพราะโดยการที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว เป็นมนุษย์ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความบาป พระองค์จึงสามารถที่จะแหวกผ่าการครอบงำของกรอบอำนาจของความบาปและความตาย ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ยอมตายที่กางเขน

ในข้อที่ 18 เป็นข่าวดีสำหรับมนุษย์ก็คือ “เพราะพระองค์เอง(เยซูคริสต์)ได้ทรงทนทุกข์และถูกทดลอง พระองค์จึงสามารถช่วยผู้ที่ถูกทดลองได้” (2:18) พระเยซูคริสต์ทรงถูกทดลองที่เรารู้เห็นเด่นชัดคือ เมื่อครั้งที่พระองค์ถูกมารทดลองในถิ่นทุรกันดารหลังการรับบัพติสมา ก่อนที่จะเริ่มพระราชกิจของพระองค์ และการทดลองที่สำคัญยิ่งคือการทดลองครั้งเมื่อพระองค์ต้องทนทุกข์ทรมานในช่วงท้ายชีวิตของพระองค์ ดังนั้น พระเยซูคริสต์รู้ดีว่าการถูกทดลองนั้นเป็นเช่นไร และรู้ดีว่ามีความรู้สึกเช่นไรเมื่อต้องถูกทดลองในการทนทุกข์ยากลำบากจนถึงชีวิต

นั่นหมายความว่าพระเยซูคริสต์รู้ถึงความทุกข์ยากและความรู้สึกเมื่อเราถูกทดลอง พระองค์รู้แจ้งชัดถึงแรงดึงดูดของอำนาจแห่งความบาป แต่พระองค์ทรงเอาชนะเหนือพลังแห่งการดึงดูดนั้น (ฮีบรู 4:15) และพระองค์รู้รสชาดถึงการที่ต้องทนทุกข์เจ็บปวด การถูกปฏิเสธ และได้รับการกระทำอย่างอยุติธรรม ดังนั้น พระเยซูคริสต์จึงสามารถที่จะช่วยเราเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและอำนาจแห่งความบาป พระเยซูมิได้ยืนอยู่ห่างไกลแล้วสั่งเราว่าควรจะทำเช่นไรที่จะหลุดรอดพ้นจากความเจ็บปวดและอำนาจแห่งความบาปนั้น ตรงกันข้ามพระองค์ทรงเคียงข้างร่วมทุกข์กับเราด้วยความเข้าใจ และหนุนเสริมเราในภาวะเช่นนั้นด้วยพระปัญญา

ให้หัวใจของพระกิตติคุณแห่งการที่พระเยซูคริสต์ทรงเข้าอกเข้าใจเราในความทุกข์ยาก และ การตกลงใต้อำนาจแห่งความบาปชั่ว ได้เป็นรูปธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เพื่อเราจะดำเนินชีวิตตามสัจจะแห่งการทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ ให้เราเปิดชีวิตแด่พระคริสต์ที่จะทรงเข้ามาช่วยเราในวิกฤติชีวิตที่แสนจะทุกข์ยาก ลำบาก และเจ็บปวด และทรงช่วยเราที่จะเอาชนะและมีชีวิตที่หลุดรอดจากความบาปสู่ชีวิตที่เป็นไทในพระเยซูคริสต์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. เมื่อชีวิตของท่านต้องตกลงในภาวะถูกทดลอง หรือเมื่อท่านต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ยากในชีวิต ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าพระเยซูคริสต์ทรงเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของท่าน? ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้น?

2. ถ้าท่านยึดมั่นสัจจะความจริงใน ฮีบรู 2:18 ในการดำเนินชีวิตของท่าน ชีวิตของท่านจะแตกต่างจากสภาพในปัจจุบันนี้หรือไม่? อย่างไร? เพราะเหตุใด?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ยอมที่จะถ่อมลงรับประสบการณ์ในชีวิตของมนุษย์
แท้จริงแล้วพระองค์ทรงทราบถึงทั้งความชื่นชมยินดีในชีวิตมนุษย์
และพระองค์ก็ทรงซาบซึ้งถึงความเศร้าโศก ทุกข์ยาก ที่มนุษย์ต้องเผชิญ
และในวันนี้ พระองค์ทรงทราบด้วยว่ข้าพระองค์รู้สึกเช่นไรเมื่อต้องถูกทดลองจากอำนาจบาป
พระองค์ทรงทราบด้วยว่าข้าพระองค์รู้สึกเช่นไรเมื่อต้องสิ้นหวังและเหนื่อยอ่อนหมดแรง
ขอบพระคุณพระองค์สำหรับความเข้าอกเข้าใจของพระองค์ต่อความทุกข์ยากลำบากที่ข้าพระองค์ได้รับ
และการท้าทายที่ข้าพระองค์ถูกการทดลอง

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ในวันนี้โปรดช่วยข้าพระองค์
เมื่อใดก็ตามที่ข้าพระองค์ถูกทดลอง
โปรดประทานกำลังที่จะดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์เพื่อเป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์

เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตต้องตกทุกข์ได้ยากและเจ็บปวด
เมื่อใดที่เกิดความสงสัยว่าในภาวะเช่นนั้นพระองค์ยังอยู่เคียงข้างข้าพระองค์หรือไม่
โปรดประทานกำลังและความมั่นใจจากพระองค์ที่จะยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นในสถานการณ์นั้น

ขอสรรเสริญและขอบพระคุณพระองค์
ที่พระองค์ทรงเป็นพระวาทะที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นรูปธรรม
ที่พระองค์ทรงรู้ซึ้งถึงการเป็นมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร
ที่พระองค์ทรงพร้อมและรู้ว่าจะช่วยข้าพระองค์เช่นไร อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

09 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...พระเยซูทรงให้อภัยและปลดปล่อย

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน ฮีบรู 2:10-18

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 14 บุตรทั้งหลายมีเลือดและเนื้อเช่นกันอย่างไร พระองค์ก็ทรงมีส่วนเช่นนั้นด้วยอย่างนั้น เพื่อโดยทางความตายนั้น พระองค์จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจ(ทรงทำให้มารหมดอำนาจ)แห่งความตาย

ข้อ 15 และจะทรงปลดปล่อยบรรดาคนเหล่านั้นที่ตกเป็นทาสมาตลอดชีวิตเนื่องจากความกลัวตาย

ข้อ 17 เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อจะได้เป็นมหาปุโรหิตผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ ในการกระทำกิจต่อพระเจ้า เพื่อลบล้างบาปของประชาชน

ข้อ 18 เพราะพระองค์ทรงทนทุกข์และถูกทดลอง พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกทดลองได้

อมตธรรม

ข้อ 14 ในเมื่อบุตรทั้งหลายมีเลือดและเนื้อ พระองค์จึงทรงร่วมในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์จะได้ทรงทำลายผู้กุมอำนาจแห่งความตายคือมาร

ข้อ 15 และปลดปล่อยบรรดาผู้ซึ่งตลอดชั่วชีวิตตกเป็นทาสเนื่องจากกลัวความตาย

ข้อ 17 ด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องของพระองค์ทุกอย่าง เพื่อจะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิตผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า และเพื่อจะได้ทรงลบมลทินบาปของปวงประชากร

ข้อ 18 เพราะพระองค์เองทรงทนทุกข์เมื่อได้ทรงถูกทดลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยบรรดาผู้ที่กำลังถูกทดลองใจได้

เราจะหลบลี้หนีจากอำนาจแห่งความบาปและความตายได้อย่างไร? เราจะได้รับการอภัยได้อย่างไร? เราจะดำเนินชีวิตในแต่ละวันในความสัมพันธ์ที่ฉีกขาดระหว่างเรากับพระเจ้าได้อย่างไร? พระธรรมฮีบรู 2:10-18 ได้ให้คำตอบต่อคำถามเหล่านี้ของเรา

พระธรรมตอนนี้ได้กล่าวถึงการที่พระคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ที่มีอิทธิพลทำให้เกิดความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเรา พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้มาบังเกิดเป็น “เลือดและเนื้อ” ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ มีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์แต่ละคน (2:14; ยอห์น 1:14) ทำไมพระเยซูถึงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์มีสภาพที่เป็นเนื้อและเลือด? “เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้กุมอำนาจแห่งความตายคือมาร (เพื่อทำให้มารสิ้นอำนาจ)... ด้วยเหตุนี้เองพระองค์จึงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้อง(มนุษย์)ทุกอย่าง เพื่อจะได้ทรงเป็น มหาปุโรหิตผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อในการรับใช้พระเจ้า เพื่อจะได้ทรงลบล้างมลทินบาปของปวงประชากร” (2:14, 17)

การที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นเลือดและเนื้อ หรือ เป็นมนุษย์เท่านั้นมิสามารถที่จะปลดปล่อยมนุษย์เราท่านให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความตายของมารได้ แต่เพราะการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ทำให้พระองค์ต้องตาย เพราะการตายบนกางเขนด้วยพระเมตตาต่อประชาชนและสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าของพระเยซูคริสต์นี้เองที่ทรงช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องตกอยู่ในความกลัวต่อความตายของมารอีกต่อไป แต่สามารถรับการปลดปล่อยออกมาสู่ความเป็นไท ทรงปลดปล่อยมนุษย์จากความกลัวตาย จากความกลัวต่อมารผู้มีอำนาจแห่งความตาย และเกิดความกล้า และมั่นใจที่จะรับเอาพระเมตตาของพระคริสต์ และรับเอาพระคุณของพระองค์เพื่อชีวิตนิรันดร์ของเรา

ในทุกวันนี้หลายคนในพวกเรามีความเชื่อในพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด แต่การดำเนินชีวิตแต่ละวันกลับแสดงออกชัดว่า เราพยายามช่วยตัวเองให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาป ด้วยปากของเรา เรายืนยันว่าความรอดมีในพระคริสต์เท่านั้น แต่ในส่วนลึกของจิตใจและการกระทำที่ผู้คนเห็นในตัวเรา เรากลับพยายามสำแดงพิสูจน์ว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่าเหมาะสม หรือ สมควรที่พระเจ้าจะให้อภัย (ทำดีเพื่อให้พระเจ้าอภัย) ด้วยทางตันแห่งจิตวิญญาณของเราทำให้เราไม่ได้รับความชื่นชมยินดีในชีวิตใหม่ที่เราน่าจะมีในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นชีวิตใหม่ที่ได้รับการปลดปล่อยให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความตาย และ ความกลัวตายในตัวเรา หลุดรอดออกจากความรู้สึกผิด และการที่จะต้องซ่อนตัวเองเพราะความอับอาย

การที่เราจะเข้าถึงหัวใจของพระกิตติคุณ เราจะต้องเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรางหญ้าที่เบธเลเฮ็มกับกางเขนที่ภูเขากะโหลกศีรษะ ความสัมพันธ์ระหว่างการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูกับการที่พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขน ดังนั้น เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นช่วงเวลาที่เรายอมให้พระคริสต์รับเอาความบาปผิดในชีวิตเรา แล้วให้พระองค์ปลอดปล่อยเราให้หลุดออกจากความกลัวตาย และ อำนาจแห่งความตายของมาร ด้วยความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด นั่นหมายถึงช่วงเวลาที่เราสำนึกในพระคุณและขอบพระคุณที่ได้รับการยกโทษบาปจากพระองค์ทุกวัน แล้วใช้ชีวิตในความเป็นไทที่ได้รับในการรับใช้พระเจ้าด้วยเสรีและชื่นชมยินดีทั้งในชีวิตการงาน ในที่ทำงาน ในครอบครัว ในชุมชนเพิ่อนบ้าน และในชุมชนคริสตจักร

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. การที่เราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นมนุษย์แท้และเป็นพระเจ้าแท้นั้นมีความสำคัญ และมีคุณค่าอะไรสำหรับท่าน?

2. ทุกวันนี้ ท่านดำเนินชีวิตด้วยพระคุณแห่งการอภัยโทษของพระเจ้าหรือไม่? เพราะเหตุใด?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์
ขอบพระคุณที่ทรงรับและแบกความบาปผิดของข้าพระองค์บนกางเขน
เพื่อปลดปล่อยข้าพระองค์จากอำนาจครอบงำแห่งความบาปและความตาย
ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเป็นมหาปุโรหิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเพื่อข้าพระองค์

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดช่วยข้าพระองค์
ให้ดำเนินชีวิตในวันนี้บนสัจจะความจริงที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์
ที่สำแดงพระวจนะของพระองค์ออกมาเป็นรูปธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน
และตอบสนองพระกิตติคุณของพระองค์ด้วยการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ในทุกมิติชีวิต

ขอบพระคุณและสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แท้ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310

06 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ...ถ่อมและเสียสละ

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่านฟิลิปปี 2:1-11

ฉบับมาตรฐาน
ข้อ 5 จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์
ข้อ 6 ผู้ทรงสภาพความเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้
ข้อ 7 แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์
ข้อ 8 พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน

อมตธรรม
ข้อ 5 ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์
ข้อ 6 ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ทรงยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า
ข้อ 7 พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์
ข้อ 8 และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน

ในปัจจุบันนี้หัวใจแห่งพระกิตติคุณว่าด้วยการที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีอิทธิพลต่อชีวิต ความเชื่อ และการดำเนินชีวิตของคริสเตียนและชุมชนคริสตจักรอย่างไรบ้าง? การที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ได้บอกอะไรแก่เราว่า เราควรมีชีวิตและดำเนินชีวิตเช่นไรบ้าง? เราจะพบคำตอบต่อคำถามข้างต้นจากบทเพลงสรรเสริญที่อาจจะเก่าแก่ที่สุดของคริสเตียนใน พระธรรมฟิลิปปี 2:1-11

โดยภาพรวมคริสตจักรฟิลิปปีเป็นคริสตจักรที่ดูเข้มแข็งแห่งหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมงานในพันธกิจของเปาโลที่สัตย์ซื่อและฝ่าฟัน แต่ผู้นำบางคนในคริสตจักรแห่งนี้เกิดความขัดแย้งในการทำงาน (4:2-3) แน่นอนว่าในการทำงานด้วยกันเมื่อมีความคิดความเห็นที่แตกต่างขัดแย้งไม่ลงรอยกันย่อมนำมาซึ่งการถกเถียง และบ่อยครั้งท่าทีที่แสดงออก คำพูดที่ใช้บาดลึกลงในชีวิตจิตใจกลายเป็นบาดแผลสร้างความเจ็บปวดในชีวิตของกันและกัน ดังนั้นใน 4:2 เปาโลเรียกร้องผู้นำและผู้รับใช้เหล่านี้ “ให้ปรองดองกัน” ในองค์พระผู้เป็นเจ้า รักซึ่งกันและกัน และทำงานร่วมกันในท่าทีและแบบอย่างตามหัวใจของพระกิตติคุณที่สำแดงชัดในพระเยซูคริสต์ หรือให้ทำงานร่วมกันด้วยพระกิตติคุณ หรือ ด้วยพระคุณของพระคริสต์(2:2) เปาโลขอร้องให้ทุกฝ่ายเลิก “การเห็นแก่ตัว” เลิกการเอา “ผลประโยชน์ของตน” เป็นที่ตั้ง หรือ “เอาแต่ใจตนเอง” “มุ่งหาประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว” แต่เปาโลเรียกร้องให้ทุกคนทำงานของพระคริสต์ด้วยความถ่อมใจ ให้ทำงานด้วยมีจิตใจและความคิดเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และควรคิดถึง “ประโยชน์ของคนอื่นด้วย” (2:3-4) จากนั้นเปาโลกล่าวตอกย้ำชัดเจนลงไปเลยในข้อที่ 5 ว่า “ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระคริสต์”(อมตธรรม) หรือ “จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์” แต่ถ้าเราแปลพระคัมภีร์ประโยคนี้ตามตัวอักษรก็จะแปลได้ว่า “ท่านควรมี ความคิด เหมือนอย่างพระคริสต์”

บางท่านคิดในใจว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระคริสต์มีความคิดแบบไหน มีมุมมองเช่นไร? เปาโลได้ตอบข้อข้องใจนี้ และได้ใช้บทเพลงสรรเสริญที่คริสตจักรเชื่อว่าเป็นบทเพลงที่มีอายุเก่าแก่มากที่สุดบทหนึ่งในการอธิบายด้วย หรือไม่เปาโลก็นำบทเพลงนี้จากบทเพลงที่ใช้ในการนมัสการในสมัยคริสตจักรเริ่มแรก แต่บางท่านก็คิดว่าบทเพลงนี้เปาโลได้เขียนขึ้นเอง จะเป็นบทเพลงที่มาจากแหล่งไหนไม่สำคัญเท่ากับแก่นแท้ของบทเพลงนี้มุ่งเน้นให้คริสเตียนสนใจในหัวใจของพระกิตติคุณคือ การที่พระคริสต์ได้ให้ชีวิตของตนเองด้วยเสียสละและด้วยใจถ่อมลง เปาโลชี้ชัดว่าพระเยซูคริสต์

“ผู้ทรงสภาพพระเจ้า แต่ไม่ได้ทรงยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า
พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพทาส บังเกิดเป็นมนุษย์
และเมื่อทรงปรากฎเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง
และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!” (2:6-8 อมตธรรม)

ถ้าพูดตามสำนวนตลาดปัจจุบัน เราพูดได้ว่า พระเยซูคริสต์ทรงถ่อม 2 เด้ง เด้งแรกพระองค์ถ่อมด้วยการมาเกิดเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา เด้งที่สอง เมื่อเป็นมนุษย์พระองค์ถ่อมด้วยการเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้าคือยอมถูกตรึงที่กางเขน บทเพลงนี้ต้องการเน้นย้ำหัวใจของพระกิตติคุณคือ “ความถ่อม” เมื่อพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้สำแดงถึง “การถ่อม” อย่างน่าทึ่ง!

ดังนั้น การบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์เป็นแม่แบบท่าทีการดำเนินชีวิตของคริสเตียน และโดยเฉพาะท่าทีแห่งความถ่อมแบบพระคริสต์จำเป็นจะต้องเป็นท่าทีชีวิตที่ถ่อมของคนที่ประกาศตนเองว่าเป็นสาวกของพระองค์ พระเยซูคริสต์เลือกที่จะสละชีวิตของพระองค์ เราผู้เป็นสาวกของพระองค์ก็จำเป็นต้องยอมสละชีวิตของเราเองด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสละตนเองในสัมพันธภาพต่างๆ ที่เรามีต่อผู้คนรอบข้างไม่ว่าในที่ทำงาน ในครอบครัว ในชุมชนสังคม หรือในชุมชนคริสตจักร เวลาใดก็ตามที่เรามัวแต่ให้คุณค่าแก่ความคิดความเห็นของเราเอง เราก็จะไม่สนใจและไม่เห็นคุณค่าในความคิดความรู้สึกของคนอื่น เราควรตระหนักเสมอถึงการดำเนินชีวิตตามหัวใจของพระกิตติคุณ หรือ ตามพระคุณของพระคริสต์ ในที่นี้คือ “ถ่อมและเสียสละ”

ให้เรามุ่งมั่นเดินตามหัวใจแห่งพระกิตติคุณนี้ หรือ ด้วยจิตวิญญาณของคริสต์มาสที่เพิ่งผ่านไปให้ดำรงคงอยู่เป็นจิตวิญญาณในการดำเนินชีวิตในปีใหม่นี้ของเรา โดยเฉพาะในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นในแต่ละบริบท ให้เราดำเนินชีวิตด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณของ “การถ่อมในการเป็นคนใช้” ของพระคริสต์ โดยสำแดงความถ่อมและการรับใช้แบบพระคริสต์ท่ามกลางชุมชนที่เรามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ และการที่เราเลียนแบบพระคริสต์เช่นนี้ก็เป็นการยกย่องให้เกียรติและเป็นการนมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง คือสัจจะความจริงในพระกิตติคุณ อีกทั้งจะนำพาให้ชุมชนคริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์ได้เติบโตแข็งแรงขึ้นด้วย

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ท่านคิดว่าในสถานการณ์ชีวิตแบบใดของท่าน ที่มีความยากลำบากที่จะดำเนินชีวิตตาม พระธรรมฟิลิปปี 2:1-5? เพราะเหตุใด?

2. ท่านเคยมีโอกาสที่จะสะท้อนคิดจริงจังที่จะเอารูปแบบ “หัวใจของพระกิตติคุณ” แห่งความถ่อมแบบพระคริสต์มาใช้ในชีวิตประจำวันหรือไม่? ถ้าเคย ผลเป็นอย่างไรบ้าง? ถ้าไม่เคย ท่านคิดว่าควรจะกระทำไหม? เพราะเหตุใด?

3. ท่านคิดว่า ในวันนี้ท่านจะใช้ “หัวใจของพระกิตติคุณ” แห่งความถ่อมแบบพระคริสต์ในความสัมพันธ์ใดได้บ้าง? หรือท่านตั้งใจจะใช้หัวใจของพระกิตติคุณนี้ในเรื่องอะไรในวันนี้ และ ในสัปดาห์นี้?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
ขอสรรเสริญและขอบพระคุณสำหรับน้ำพระทัยของพระองค์ที่ตั้งใจมาเกิดเป็นมนุษย์
พระองค์เลือกที่จะสละและไม่ยึดติดกับความเป็นพระเจ้าของพระองค์ มาเกิดเป็นคนธรรมดา
ด้วยการถ่อมของพระองค์ จึงนำมาซึ่งความรอดสำหรับมวลมนุษย์โลก
ขอบพระคุณและสรรเสริญพระองค์

ท่าทีของจิตวิญญาณที่ถ่อมและเสียสละของพระองค์
ได้สอนให้ข้าพระองค์ตระหนักชัดว่าควรจะดำเนินชีวิตในวันนี้เช่นไร
ได้สอนให้ข้าพระองค์มีมุมมองที่เห็นความสำคัญของคนอื่น
ได้สอนให้ข้าพระองค์ให้ถ่อมใจลงยอมที่จะรับใช้ด้วยเสียสละ
และเป็นเสียงแห่งการทรงเรียกของพระองค์ในวันนี้ให้ข้าพระองค์เดินตาม
ข้าพระองค์ได้ยินการทรงเรียกให้ข้าพระองค์รับใช้ทุกคนรอบข้างมากกว่ามัวให้พวกเขามารับใช้ข้าพระองค์

โปรดให้หัวใจแห่งการรับใช้ด้วยใจถ่อมที่เสียสละได้เป็น “โมเดล” ในการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์
เมื่อข้าพระองค์สะท้อนคิดถึงการทรงสละชีวิตของพระองค์ด้วยใจถ่อม
ข้าพระองค์ต้องการมีชีวิตตามแบบของพระองค์
ขอให้พระวิญญาณของพระองค์โปรดช่วยข้าพระองค์ที่จะเห็นคุณค่าความสำคัญของคนอื่น
เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้ถ่อมใจลงรับใช้คนเหล่านี้ รับใช้แม้ข้าพระองค์จะมีตำแหน่งเป็นเจ้านายของเขาก็ตาม
โปรดช่วยให้ข้าพระองค์มีความคิดชีวิตที่เหมือนพระองค์มากยิ่งขึ้นทุกวัน อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310