แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระกิตติคุณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระกิตติคุณ แสดงบทความทั้งหมด

08 ธันวาคม 2562

พระกิตติคุณเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม

ถึงแม้ในยุคของเราจะไม่มีทาสแล้ว (เขาว่ากันอย่างนั้น?) แต่เรายังมี “คนงาน กรรมกร คนใช้  ลูกจ้าง คนสวน พี่เลี้ยงเด็ก และ คนที่ทำงานด้วยแรงงาน ฯลฯ” แต่อย่างไรก็ตาม จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ประมาณว่า มีประชากรมากกว่า 89 ล้านคนที่ตกเป็นทาสในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และนี่ยังมิได้รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่เป็นชาติพันธุ์ที่ถูกเอาเปรียบกดขี่แรงงานอีกมากมาย

ปัจจุบันเรามักกล่าวร้ายตีตราการใช้แรงงานทาสในอดีตว่าเป็นสังคมที่ไม่เจริญ แต่ในยุคของเราการใช้แรงงานเยี่ยงทาสมีดาษดื่นที่เราพบเห็นได้ คริสตชนหลายคนอ่านพระธรรมฟีเลโมนแล้วบอกว่า จดหมายฝากจากอาจารย์เปาโลฉบับนี้ “น่าจะตกยุคแล้ว” ปัจจุบันเราไม่มีทาสแล้ว แต่ถ้าเราอ่านพระธรรมสั้น ๆ ฉบับนี้อย่างใส่ใจ คำแนะนำ คำสอน และคำขอร้องจากเปาโลยังเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับสังคมโลกเราในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้ เราอาจจะไม่มี “ทาส” แบบในอดีต แต่เราใช้คนงานเยี่ยงทาส ในที่นี้รวมถึงนายจ้างที่เป็นคริสตชน เราปฏิบัติต่อผู้คนที่ใช้แรงงานเหล่านี้เหมือน "คนชั้นต่ำ" ส่วนลูกเรา “พยายามให้เรียนสูง ๆ เพื่อไม่ต้องเป็นคนขายแรงงาน” เรามองคนที่ใช้แรงงานว่าด้อยคุณค่า แย่ยิ่งกว่านั้น แม้แต่นายจ้างคริสตชนบางคนยังเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานที่ไม่มีทางสู้ทางกฎหมาย ไม่ยอมจ่ายค่าแรงตามตกลง (โกงค่าแรง) ดังนั้น แม้ว่าเราไม่มีทาสตามรูปแบบ แต่พฤติกรรมของนายจ้างยังทำตนเป็น “นายทาส” และทำต่อคนใช้แรงงานของตนเยี่ยง “ทาส” หรือแย่กว่า “ทาส”

ในพระธรรมฟีเลโมน ข้อ 15-16  เปาโลเขียนถึงฟีเลโมนว่า...

อาจเป็นได้ว่าเหตุผลที่เขา(ทาสของฟีเลโมน ที่ชื่อโอเนสิมัส)จากท่านไปชั่วระยะหนึ่งก็เพื่อท่านจะได้เขากลับคืนมาอย่างถาวร  ไม่ใช่ในฐานะทาสอีกต่อไป แต่ดียิ่งกว่าทาสอีกคือเป็นพี่น้องที่รัก เขาเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้าและเขาจะเป็นที่รักของท่านมากยิ่งกว่า ทั้งในฐานะเพื่อนมนุษย์และในฐานะพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฟีเลโมน ข้อ 15-16 อมธ.)

ในสมัยนั้น ทาสเป็นเรื่องธรรมดาที่มีกันทั่วไป ตามกฎหมาย นายทาสเป็นเจ้าของชีวิตของทาส  คือมีสิทธิอำนาจเหนือชีวิตของทาส ยิ่งถ้าเป็นทาสที่หนีจากนายทาส เมื่อจับได้ชีวิตของทาสอยู่ในกำมือของนายทาย แต่เปาโลบอกฟีเลโมนในฐานะนายทาสของโอเนสิมัสว่า เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีฐานเชื่อกรอบคิด (Mindset) มุมมองใหม่ แบบพระคริสต์คือ เราจะไม่มองโอเนสิมัสว่าเป็น “ทาส” อีกต่อไป แต่มองเขาว่าเป็น “เพื่อนมนุษย์” ที่มีคุณค่าเพราะทั้งเราและเขาต่างเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และเราต่างเป็นพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน   ต่างมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

นายจ้างในปัจจุบัน โดยเฉพาะนายจ้างคริสตชน จะต้องมีฐานเชื่อกรอบคิด และ มุมมอง ต่อผู้ใช้แรงงานเช่นเดียวกันนี้คือ...
©       เป็นเพื่อมนุษย์ที่มีคุณค่าตามที่พระเจ้าทรงสร้างให้อยู่ร่วมกัน และ
©       เป็นพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้าเหมือนกัน

การเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม แบบเปาโล มิได้มุ่งเน้นเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างสังคม หรือ กฎหมายของบ้านเมือง แต่เปาโลมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในส่วนลึกแห่งจิตวิญญาณของคนกลุ่มเป้าหมาย และเมื่อคนกลุ่มเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงจากส่วนลึกภายในชีวิต มุมมอง ความคิด การตัดสินใจ การกระทำก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย และเมื่อเกิดผลดีจากการกระทำดังกล่าว   ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วนำสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีการคิด วิถีปฏิบัติในวงกว้างขึ้น จนเกิดการเปลี่ยนแปลง “วัฒนธรรมในสังคม”  นั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมในสังคม นั่นย่อมนำสู่การเสริมสร้างสังคมในส่วนนั้นให้มีวัฒนธรรมตามพระกิตติคุณ กลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงไปสู่แผ่นดินของพระเจ้าในโลกนี้”  ตามเป้าหมายแห่งพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ได้เริ่มต้นไว้ ให้เป็นชุมชนสังคมที่ครอบครองโดยน้ำพระทันของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


23 กันยายน 2558

พระกิตติคุณตอบโจทย์: ความกังวลในชีวิต

เพราะฉะนั้น  อย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้ 
เพราะพรุ่งนี้ก็มีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง  
แต่ละวันก็มีความเดือดร้อน (เรื่องวิตกกังวล) ของมันพออยู่แล้ว (มัทธิว 6:34 อมต.)

“แต่ละวันก็มี...พออยู่แล้ว”  ใช่ครับแต่ละวันเราท่านต่างมีความวิตกกังวลมากพออยู่แล้ว!

แล้วในฐานะคริสตชนเราจะรับมือกับ “ความวิตกกังวล” ในชีวิตอย่างไร?   ความวิตกกังวลในชีวิตมักเป็นอาการเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี   และการที่เราจะสามารถมีความคิด อารมณ์อยู่เหนือความวิตกกังวล  หรือ  การที่เราจะไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของการวิตกกังวลนั้นคือ   การที่คริสตชนยอมจำนนต่อพระเจ้า   เพราะบนรากฐานความเชื่อวางใจพระเจ้าว่า  พระองค์ทรงมีแผนการจัดการกับสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการและควบคุมได้   พระเจ้าทรงต่อสู้เพื่อคนที่ยอมจำนนด้วยเชื่อและวางสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในการจัดการของพระองค์ (เนหะมีย์ 4:20; เฉลยธรรมบัญญัติ 3:22; อพยพ 14:14)

สิ่งหนึ่งที่คริสตชนจะต้องสนใจในพระธรรมนี้ (มัทธิว 6:34) คือ   พระธรรมข้อนี้เป็นพระบัญชาของพระคริสต์ เป็นประโยคคำสั่งที่พระองค์ตรัส เป็นคำตรัสสั่งจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เพราะพระองค์ตระหนักรู้ว่า การที่เราจะไปวิตกกังวลทั้งเรื่องในวันนี้และในอนาคตไม่ใช่สิ่งดีมีประโยชน์อะไร   เพราะสิ่งที่เราวิตกกังวลคือสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าไปควบคุมจัดการได้ด้วยความสามารถของเราเอง

ก่อนที่พระคริสต์จะบัญชาเราเรื่องการวิตกกังวล   พระองค์ให้มุมมองแก่คริสตชน หรือ มุมมองจากพระกิตติคุณว่า  ชีวิตของเรามีคุณค่ามากกว่า เรื่องกินเรื่องดื่ม  เครื่องนุ่งห่ม และรวมไปถึงการงาน  อาชีพ  ฐานะ ตำแหน่ง  ความเด่นดัง  การยอมรับยกย่องจากคนอื่น... แต่สิ่งที่คริสตชนควรแสวงหาคือให้ชีวิตของเราอยู่ภายใต้การปกป้องครอบครองดูแลของพระเจ้า(แผ่นดินของพระเจ้า)  และการไว้วางใจในพระองค์ก่อน (6:33)

ขอตั้งข้อสังเกตว่า มัทธิวบทที่ 6 เริ่มต้นด้วย  เรื่องคริสตชนควรมีท่าทีอย่างไรในการช่วยเหลือคนอื่น (6:1-4)  และพระคริสต์วางแบบอย่างในการอธิษฐาน   ที่สำคัญคือการอธิษฐานมิใช่ศาสนพิธี  หรือทำเป็นพิธีรีตอง   แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในชีวิตของตนกับองค์พระผู้เป็นเจ้า  มิใช่เรื่องที่จะทำอวดคนอื่น  สร้างความสำคัญโดดเด่นแก่ตนเอง (6:5-15)  และการอดอาหารก็เช่นกัน ให้กระทำในที่ลับลี้ (6:16-18) จากนั้น พระองค์พูดถึงเรื่องคนที่พยายามสะสมเงินทองสมบัติเพื่อตนเอง แต่ได้รับความสูญเปล่า (6:19-24) 

ในที่สุด พระองค์ขมวดลงว่า คนเรามักวิตกกังวลหลายสิ่งในชีวิตที่ตนเองไม่สามารถเข้าควบคุมได้ (6:25-34) แต่พระองค์ได้วางแบบอย่างว่า ชีวิตคริสตชนควรจะเป็นอย่างไร   คริสตชนควรช่วยคนอื่นอย่างไร   ควรอธิษฐานขอการทรงช่วยเหลือเพื่อคนอื่นอย่างไร   คริสตชนจะไม่พึ่งพิงทรัพย์สินเงินทองมรดกสมบัติว่าเป็นแหล่งความช่วยเหลือในชีวิต   และในที่สุดพระคริสต์บัญชาคริสตชนว่า   ไม่ควรมีชีวิตด้วยการที่พยายามเข้าไปควบคุมทุกเรื่องด้วยตนเองแต่ยอมจำนนให้ชีวิตตนอยู่ภายใต้การปกป้อง ดูแลของพระเจ้า   ซึ่งพระองค์จะดูแลสิ่งจำเป็นต้องการต่าง ๆ ในชีวิตของเราด้วย

ในชีวิตคริสตชน เราจะต้องไว้วางใจการปกป้อง ดูแล และการใส่ใจของพระเจ้า   นั่นหมายความว่าเราต้องยอมจำนนชีวิตให้อยู่ใต้การปกครองของพระองค์ (อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า) และไว้วางใจในแผนการแห่งพระคุณของพระเจ้า   ซึ่งหลาย ๆ เรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมจัดการได้ด้วยตัวเราเองก็จะอยู่ในการทรงจัดการตามแผนงานและพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา

เมื่อเกิดอาการวิตกกังวลขึ้นเมื่อใด   นั่นเป็นอาการชี้วัดว่าเรากำลังขาดพร่องที่จะไว้วางใจในพระเจ้าใช่ไหม?   ในเวลาเช่นนั้นเราจะให้พระกิตติคุณของพระคริสต์ตอบโจทย์ชีวิตของเรา   หรือเราจะพยายามตอบโจทย์ชีวิตนั้นด้วยตัวเราเอง?  

คริสตชนต้องเลือกครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

05 พฤศจิกายน 2555

ศีลธรรมไม่ใช่พระกิตติคุณ พระกิตติคุณไม่ใช่ธรรมจริยา


คริสตชนมิได้รอดด้วยการทำความดี

เมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรกาลาเทีย   ท่านแสดงออกถึงความแปลกอกแปลกใจและต่อว่า ผู้เชื่อในกาลาเทียที่ทิ้งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ไปรับเอาพระกิตติคุณที่เทียมเท็จ

“ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจที่ท่านด่วนละทิ้งพระองค์ผู้ซึ่งทรงเรียกท่านโดยพระคุณของพระคริสต์  และหันไปหาข่าวประเสริฐอื่นเสีย   ซึ่งแท้จริงไม่ใช่ข่าวประเสริฐ   แต่มีบางคนทำให้พวกท่านยุ่งยาก   และปรารถนาบิดเบือนข่าวประเสริฐของพระคริสต์” (กาลาเทีย 1:6-7 อมตธรรม)

สำหรับเปาโลแล้ว   พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่ทรงประกาศคือ   การที่พระคริสต์ทรงยอมสละชีวิตของพระองค์เพื่อกอบกู้ และ ปลดปล่อยให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความชั่วร้ายในรูปลักษณ์ที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน   ตามพระประสงค์ของพระเจ้า (1:4)   ด้วยความรักเมตตา และ เป็นพระกรุณาคุณของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์เรา   และด้วยพระคุณของพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์นี้เองที่ทำให้ผู้เชื่อได้รับการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตโดยพระเยซูคริสต์   ผ่านกระบวนการเจริญเติบโตด้วยความรักเมตตาที่เสริมสร้างจากพระองค์ และ ผ่านการเสริมสร้างของชุมชนผู้เชื่อในคริสตจักร   ด้วยกระบวนการการอภิบาลในรูปแบบต่างๆ ของชุมชนคริสตจักร

เปาโลพูดกับชาวกาลาเทียอย่างชัดแจ้งว่า  “แม้แต่เราเองหรือทูตสวรรค์ที่ประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่พวกท่าน   ซึ่งขัดกับข่าวประเสริฐที่เราได้ประกาศแก่พวกท่านไปแล้วนั้นก็ต้องถูกสาปแช่ง  ตามที่เราได้พูดไว้ก่อนแล้ว   และบัดนี้ข้าพเจ้าขอพูดอีกว่า  ถ้าใครประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่พวกท่านซึ่งขัดกับข่าวประเสริฐที่พวกท่านได้รับไว้แล้วให้ผู้นั้นถูกสาปแช่ง” (1:8-9)

คำเตือนเรื่องพระกิตติคุณ หรือ ข่าวประเสริฐที่ถูกบิดเบือน  ดูจะเป็นการเตือนที่ค่อนข้างน่าตกใจและน่าเศร้า   และเราคงต้องตระหนักด้วยว่ามิใช่เป็นคำเตือนสำหรับคริสตจักรกาลาเทียเท่านั้น   แต่ยังเป็นการเตือนที่รุนแรงถึงคริสตจักรของเราในยุคปัจจุบันด้วย   เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฟังอย่างใส่ใจต่อคำเตือนนี้   ในยุคปัจจุบันเราต้องเผชิญหน้ากับ “พระกิตติคุณ หรือ ข่าวประเสริฐจอมปลอม” ที่เข้ามาหาเราทั้งในลักษณะล้มล้างความคิดความเชื่อเดิม และ ในลักษณะสร้างเสน่ห์ ดึงดูด เย้ายวนใจให้หลงไปกับสิ่งใหม่   แน่นอนครับ  มันรุนแรงกว่าสมัยของกาลาเทียหลายเท่าครับ

พระกิตติคุณ หรือ ข่าวประเสริฐจอมปลอมที่เผชิญหน้าเราอย่างจังในบริบทยุคปัจจุบันนี้คือ  การวัดความรอดด้วยการกระทำดี หรือ การเป็นคนดีมีศีลธรรมจริยา   อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า พระกิตติคุณจอมปลอมสามารถสำแดงตนออกมาในหลายรูปแบบผ่านแรงกระตุ้นทั้ง สังคม  เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม  

เค้าโครงความคิดความเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถจัดการชีวิตของตนด้วยตนเองโดยการเป็นคนดีมีศีลธรรมจริยาเป็นลักษณะหนึ่งของพระกิตติคุณจอมปลอมที่พยายามแผ่อิทธิพลในยุคปัจจุบัน   หลักคิดหลักเชื่อของพระกิตติคุณจอมปลอมในประการนี้คือ   การบิดเบือนพระกิตติคุณให้เหลือแค่เพียงการทำให้ผู้คนพัฒนาพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานทางศีลธรรมจริยาที่ตั้งไว้เท่านั้น   ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงชี้ชัดในเรื่องนี้ว่า  สำหรับคริสตชนแล้วการที่เราจะเป็นคนทำดีได้นั้นเราต้องพึ่งพิงในพระคุณของพระเจ้า  เราไม่สามารถ “ทำดี” หรือ เปลี่ยนแปลงพัฒนาพฤติกรรมให้มีศีลธรรมจริยาตามที่ตั้งไว้ด้วยกำลังความสามารถของตนเองได้   อย่างที่เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี”  และนี่ไม่ใช่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ทั้งน่าตกใจและน่าเศร้าในเวลาเดียวกันว่า  คริสตชนหลายคนทั้งกลุ่มหัวก้าวหน้าและอนุรักษ์นิยมได้ตกหลุมพรางของพระกิตติคุณจอมปลอมดังกล่าว   ที่ตกอยู่ใต้การครอบงำทางความคิดด้วยหลักตรรกะของศีลธรรมจริยา   และลดพระกิตติคุณลงเหลือหลักการการพัฒนาด้านศีลธรรมจริยาเท่านั้น   แล้วสอนกันว่าพระเจ้าปรารถนาและต้องการให้เขามีการดำเนินชีวิตตรงตามหลักเกณฑ์ศีลธรรมจริยาที่เขาเข้าใจว่านี่เป็นพระบัญญัติของพระเจ้า

ในความจริงด้านหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ   ในความเป็นคนนั้นเราเกิดมาเป็นคนที่มีศีลธรรมจริยาในสำนึก  และในเวลาเดียวกันที่เราได้รับการทรงสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า   ดังนั้นเราจึงมีจิตสำนึกถึงการที่จะรู้ดีผิดชั่ว  กล่าวคือมีสำนึกทางศีลธรรมจริยา   และจิตสำนึกนี้กระตุ้นเตือนให้เราสำนึกเสมอถึงความบาปผิดที่เราคิดเรากระทำ  ความบกพร่องในชีวิตเรา  การประพฤติผิดทั้งที่รู้แต่ยังทำ   กล่าวคือ จิตสำนึกศีลธรรมจริยาดังกล่าวส่งสัญญาณเตือนเราเสมอถึงความบาปผิดในชีวิตของเรา

ในกระบวนการเลี้ยงดูบ่มเพาะจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เรามักจะได้รับการสอนซ้ำย้ำเตือนถึงศีลธรรมจริยาในวัยเด็กของเรา   เราเรียนรู้ว่า พ่อแม่สนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เราแสดงออก   ถ้าเรากระทำพฤติกรรมที่ดีที่พ่อแม่กำหนด เด็กก็จะได้รับรางวัลในลักษณะต่างๆ เป็นลูกที่พ่อแม่รักใคร่เอ็นดู    และถ้าลูกไม่ได้ทำตามชุดพฤติกรรมที่พ่อแม่กำหนดไว้   ลูกจะได้รับการต่อต้าน การลงโทษจากพ่อแม่   จากการสั่งสมประสบการณ์เรียนรู้ในวัยเด็กเช่นนี้ที่ได้รับการเรียนซ้ำย้ำเตือนปลูกฝังความคิดเรื่อง “ทำดีเพื่อได้ดีในชีวิต” จากครอบครัวไปสู่ชุมชนสังคมที่กว้างขวางขึ้น   จนหลักคิดชีวิตดังกล่าวกลายเป็นหลักคิดหลักเชื่อเป็น “พระกิตติคุณ” ของคนๆ นั้น

สิ่งที่ฝังอยู่ในสำนึกของเราคือ  “เราต้องทำดี”   เราต้องทำตามเกณฑ์ของพ่อแม่เมื่อเป็นเด็ก   ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมเมื่อโตขึ้นมา   และจึงไม่แปลกที่เราไม่รู้สึกว่า  การตกอยู่ใต้อำนาจและอิทธิพลของสังคมทันสมัยปัจจุบันเป็นการผิด   เพราะเป็นความคิดและพฤติกรรมที่เป็นไปตามกระแสสังคม   ไม่ว่าจะเสพติดบริโภคนิยมอย่างงอมแงม   ชีวิตตกลงในโคลนตมของ “เงินนิยม” อย่างไม่สามารถถอนตัวขึ้นได้    อีกทั้งการยึดความคิดผิดๆ เรื่องเสรีภาพเป็นเรื่องของความเป็น “ปัจเจก” เหล่านี้ทำให้การที่คนหนึ่งคนใดจะเป็นคนดีมีศีลธรรมจริยา จึงเป็นเรื่องของ “ตัวใครตัวมัน”  เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะต้องจัดการตนเอง   โดยให้ “ใจปรารถนาของตน” เป็นตัวชี้นำทิศทางและเป้าหมายในชีวิตของตน

ด้วยเหตุนี้   จึงมีความพยายามในหลากหลายรูปแบบของมนุษย์   ที่จะพึ่งพิงและจัดการชีวิตด้วยตนเอง   แต่หลายต่อหลายคนพบสัจจะความจริงว่า   เราไม่มีกำลังชีวิตเพียงพอที่จะควบคุม จัดการ และเปลี่ยนแปลงภายในชีวิตของตนเองได้   ทั้งๆ ที่รู้ว่าจำเป็นต้องจัดการเปลี่ยนแปลง  และเมื่อลงมือพยายามจัดการเปลี่ยนแปลงก็พบว่า   ไม่สามารถที่จะมีพลังชีวิตเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนแท้ของตนเองได้   เพราะ “เมล็ด” ที่หว่านลงในชีวิตจิตวิญญาณตั้งแต่เกิดกำลังสำแดงผลของมัน  เฉกเช่นเมื่อเราหว่านเมล็ดถั่วดำ  ต้นอ่อนที่งอกและเติบโตขึ้น จนออกดอกเกิดผลย่อมเกิดผลเป็นถั่วดำ   จะให้มันเกิดผลเป็นแตงกวาได้อย่างไร   นอกจากที่จะต้องรื้อแปลงถั่วดำออก  และหว่านเมล็ดแตงกวาลงไปใหม่เท่านั้น

การที่มีเพียงหลักศีลธรรม  แนวทางปฏิบัติธรรมจริยา  จึงไม่เพียงพอ  เพราะโดยหลักศีลธรรมและธรรมจริยาไม่มีพลังนำสู่การเปลี่ยนแปลงในรากฐานของชีวิตเราได้   ดังนั้น  เมื่อเราต้อง “พึ่งตนเอง”  ที่จะจัดการปฏิบัติตนตามหลักศีลธรรมจริยาเหล่านั้น   เราก็พบความจริงอีกว่า  เราไม่มีพลังพอที่จะจัดการความคิดและพฤติกรรมชีวิตของเราได้   เราไม่สามารถพึ่งตนเองในทุกเรื่องชีวิตได้

สำหรับคริสตชน  เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีพลังแห่งความรักเมตตาที่จะ “รื้อถอนรากฐานชีวิตเดิมที่เติบโตจากเมล็ดที่หว่าน บ่มเพาะ ฟูมฟักมาตั้งแต่เกิดจนปัจจุบัน” ออก   แล้วหว่านพระวจนะของพระเจ้า  ซึ่งเป็นทั้งความเข้าใจและมุมมองใหม่ในชีวิต   และมีพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นทิศทางเป้าหมายในชีวิตของเรา (แทนใจปรารถนาของเรา)   การเปลี่ยนแปลงใหญ่เช่นนี้ต้องพึ่งพลังจากพระเจ้า   เรายอมรับว่าเราไม่สามารถพึ่งพิงกำลังความสามารถของตนเองในชีวิตได้   แต่พระเจ้าทรงรักเมตตาและพร้อมที่จะทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา  และนี่คือพระกิตติคุณ  และนี่คือพระคุณของพระเจ้า

ด้วยเหตุนี้สำหรับคริสตชนแล้ว   เรายอมรับว่าตนไม่สามารถพึ่งตนเองได้ในทุกเรื่องของชีวิต  พระเจ้าทรงเป็นที่พึ่งสูงสุดในชีวิตทุกด้านทุกมิติของเรา   จึงไม่น่าแปลกใจที่พี่น้องศาสนาเพื่อนบ้านจะถามว่า “ทำไม คริสตชนจึงพูดถึงเรื่องการพึ่งพิงพระเจ้ามากมาย   จนดูไม่พึ่งตนเองเลย”

ตลอดวันนี้เราคงต้องใคร่ครวญว่า   เราจะยึดถือหลักเกณฑ์ศีลธรรมจริยา หรือ เราจะมีรากฐานชีวิตบนความเชื่อศรัทธา  ไว้วางใจ  และพึ่งพิงในพระเจ้า  ที่จะเป็นพลังหนุนเสริมให้ชีวิตของเราดำเนินไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 มิถุนายน 2555

ความยุติธรรมในสังคมเกี่ยวอะไรกับพระกิตติคุณ?


ขณะนี้ต้องยอมรับว่า คริสตจักรในประเทศไทยมุ่งเน้นพันธกิจเรื่องการประกาศ  หรือพูดภาษาตลาดก็คือทำให้คนมาเป็นคริสเตียนมากยิ่งขึ้น  และตัวชี้วัดความสำเร็จคือจำนวนคนที่มารับบัพติศมาเพิ่มมากขึ้นก็สำเร็จมาก  และอีกตัวชี้วัดหนึ่งคือถ้าสามารถตั้งคริสตจักรแห่งใหม่ดูจะเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจทีเดียว   อิทธิพลความคิดเช่นนี้ตอนนี้สามารถครอบงำผู้ที่เคยทำงานด้านพัฒนาสังคมเลยทีเดียว   หรือเพราะเขาต้องพูดภาษาเดียวกับคนกลุ่มนี้ในคริสตจักรหรือเปล่าก็ไม่รู้   แต่พอพูดถึงคุณภาพชีวิตในสังคมชุมชน  เมื่อพูดถึงความยุติธรรมความชอบธรรมของสังคมชุมชน   คนในหลายคริสตจักรกลับมองเห็นว่านั่นไม่ใช่พันธกิจที่คริสตจักรต้องทำ   นั่นไม่ใช่งานของคริสเตียน   พูดอย่างกับว่า พระเจ้าไม่สนใจสังคมชุมชนอย่างนั้นแหละ   แต่ประเด็นเรื่องความยุติธรรมในสังคมชุมชนเป็นประเด็นใหญ่ที่คริสตจักรกำลังต้องเผชิญหน้าอยู่ในยุคปัจจุบัน

ก่อนอื่น คงต้องกล่าวอย่างชัดเจนว่า  พันธกิจที่คริสตจักรทำนั้นเป็นพันธกิจของพระเยซูคริสต์ที่คริสตจักรเข้าไปร่วมกระทำในพระราชกิจของพระองค์   มิใช่กิจกรรมที่คริสตจักรอยากจะทำ  หรือทำต่อๆ กันมา  หรือแหล่งทุนบอกให้ทำ  หรือคนถวายทรัพย์บอกว่าต้องทำ

เมื่อเราพิจารณาถึงการกระทำพระราชกิจที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำเมื่อเสด็จมาในโลกนี้มีมากมาย  แต่เราคงต้องบอกแจ้งชี้ชัดว่า   พระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ทรงกระทำนั้นมิได้เริ่มต้นด้วยพระมหาบัญชา   แต่พระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงส่งสาวกของพระองค์หรือคริสตจักรของพระองค์เข้าไปในสังคมโลกด้วยสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงมอบให้ (มัทธิว 28:18)  แล้วทรงพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เป็นพลังที่จะกระทำตามพระบัญชาดังกล่าว (กิจการ 1:8)

ประการต่อมาที่ต้องพิจารณาคือ เนื้อหาพันธกิจตามพระมหาบัญชา มิใช่พันธกิจที่มุ่งเน้นเพียงเฉพาะเรื่องการมีชีวิตใหม่หรือการมีความเชื่อใหม่ในแต่ละคนเท่านั้น  แต่เป็นการสร้างสาวก หรือ การบ่มเพาะฟูมฟักให้ชีวิตผู้เชื่อได้รับการเปลี่ยนแปลงให้มีความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิตเยี่ยงพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน  ซึ่งการสร้างสาวกแบบพระคริสต์นี้เองที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและสร้างชุมชนขึ้นใหม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย (มัทธิว 28:19)   เพราะในพระมหาบัญชานั้นมิใช่บัญชาให้สอนให้เทศน์เท่านั้น  แต่ให้เขาดำเนินชีวิตประจำวันตามสิ่งที่พระคริสต์ได้สั่งพวกสาวกไว้แล้ว  “สอนพวกเขา ให้ถือสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้” (มัทธิว 28:20)  มิใช่สอนให้รู้ ให้จำ และ ตอบได้เท่านั้น   แต่สอนให้ทำตามอย่างเชื่อฟังในสิ่งที่พระองค์สั่งสาวกไว้  และนี่เองคือพลังสำคัญที่เป็นรากฐานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมและชุมชนให้มี “ความยุติธรรม” ตามพระประสงค์ของพระองค์   ดังนั้น พันธกิจตามพระมหาบัญชานั้นนอกจากการบอกถึงข่าวดีของพระเยซูคริสต์  และให้ผู้เชื่อรับ    บัพติสมาในพระนามของพระเยซูคริสต์แล้ว   ยังต้องหนุนเสริมให้เขาดำเนินชีวิตอย่างเชื่อฟังตามที่พระองค์ทรงสอน และ กระทำให้เราเห็นอย่างเป็นรูปธรรมในพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำ  พันธกิจการหนุนสร้างชุมชนที่มีความยุติธรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งกระบวนการเดียวกันในพันธกิจตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์

เมื่อคริสตจักรจะต้องรับผิดชอบในพันธกิจเรื่องความยุติธรรมในสังคม เราสามารถเห็นภาพการทำพันธกิจนี้ได้จากพระราชกิจที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติในชีวิต   และพระราชกิจที่ทรงกระทำดังกล่าวได้มีการยืนยันชัดแจ้งว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงเป็นกษัตริย์  ตามที่ปรากฏในพระธรรมสดุดี บทที่ 72 (ฉบับมาตรฐาน)  ความยุติธรรมที่พระเจ้าประสงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมชุมชนคือ  ผู้นำทำให้เกิดสันติสุขแก่ประชาชน(ข้อ 3)  สู้คดีเพื่อคนจน  ช่วยลูกของคนขัดสน และถูกบดขยี้(ข้อ 4)  ความชอบธรรมเจริญขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขดำรงอยู่(ข้อ 7)  ช่วยกู้คนขัดสน คนยากจน คนไร้ผู้อุปถัมภ์ และคนอ่อนแอให้รอด(ข้อ 12-13)  ไถ่ชีวิตของผู้ถูกบีบบังคับและการทารุณ  ชีวิตของคนเหล่านี้ประเสริฐในสายตาของพระเจ้า(ข้อ 14)  และนี่คือพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงกระทำการอัศจรรย์แต่พระองค์เดียว(ข้อ 18)  พระราชกิจเหล่านี้สามารถเห็นชัดอย่างเป็นรูปธรรมในพระกิตติคุณที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ   เป็นพระราชกิจที่ทรงกระทำด้วยพระทัยที่รักเมตตาเพื่อที่จะทรงช่วยให้รอดทุกด้านในความเป็นมนุษย์  ทั้งร่างกาย จิตใจ  สังคมและจิตวิญญาณด้วย   และพระราชกิจนี้เริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในพระเยซูคริสต์   และภาพนี้เราสามารถมองเห็นชัดได้จากบทเพลงอธิษฐานของมารีย์ เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ที่ปรากฏในพระกิตติคุณลูกา 1:46-55 ฉบับมาตรฐาน)  พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่ต่ำต้อย(ข้อ 48)  ทรงทำให้คนที่มีใจเย่อหยิ่งกระจัดกระจายไป(ข้อ 51)  ถอดเจ้านายออกจากบัลลังก์ และยกผู้น้อยขึ้น(ข้อ 52)  คนอดยากอิ่มด้วยสิ่งดี คนมั่งมีไปมือเปล่า(ข้อ 53)  และพระเยซูคริสต์ทรงประกาศถึงแผ่นดินของพระเจ้าที่กำลังเข้ามาในโลกนี้  (ลูก 4:18-19 ฉบับมาตรฐาน) และพระเยซูคริสต์ทรงประกาศเจตนารมณ์ของพระองค์ว่า พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าสถิตในพระองค์เพื่อนำข่าวดีไปยังคนยากจน  ประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย  คนตาบอดจะได้เห็นอีก  ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ  ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า (ข้อ 18-19)  ปีแห่งความโปรดปรานหมายถึงยุคของพระเมสสิยาห์ที่เป็นเวลาที่นำความรอดมาที่ปรากฏใน อิสยาห์ 61:1-2  เป็นปีแห่งกึ่งศตวรรษตาม เลวีนิติ 25:8-55

พันธกิจแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์อาจจะสรุปเป็นภาพรวมว่า เป็นข่าวดีแห่งการคืนดี  การเสริมสร้างสัมพันธภาพใหม่ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง  เพื่อนำมาซึ่งสังคมชุมชนที่ยุติธรรมและก่อเกิดศานติสุข  ตามที่พระเยซูคริสต์ประมวลพระบัญญัติทั้งสิ้นไว้ว่า  ให้รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสุดใจสุดกำลัง และสิ้นสุดความคิด  และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง (ลูกา 10:27-28)

ดังนั้น  พันธกิจที่พระคริสต์ทรงกระทำและบัญชาให้สาวกกระทำด้วยนั้นจึงมิใช่เพียง “พันธกิจการเสริมสร้างด้านจิตวิญญาณ” เท่านั้น  เพราะพระองค์ทรงกระทำเป็นแบบอย่างเป็นพระราชกิจที่ทรงกระทำการกอบกู้ในทุกด้านทุกมิติของชีวิต   พระองค์ทรงเอาใจใส่ชีวิตทั้งชีวิตของผู้คน  ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย  จิตใจ  สังคมความสัมพันธ์  เศรษฐกิจความอยู่รอด   วัฒนธรรมวิถีการดำเนินชีวิต  และด้านจิตวิญญาณรากฐานของการมีชีวิตอยู่   พระกิตติคุณและพระราชกิจของพระเยซูคริสต์มิได้ให้ความสนใจเพียงเฉพาะอำนาจลึกลับที่สู้กันภายในชีวิตของเราเท่านั้น   เพราะเมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสสอนและทำให้เห็นชัดเจนว่า  รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองนั้น   เมื่อเรารักตนเองเรามิได้รักแต่จิตวิญญาณของเราเท่านั้น   แต่เรารักทุกด้านทุกมิติในการรักตนเอง   ดังนั้นพระคริสต์ต้องการให้เรารักเพื่อนบ้านในทุกด้านทุกมิติของชีวิตด้วย

พระคัมภีร์เริ่มต้นจากพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำ  พระเจ้าทรงสร้างมิใช่วิญญาณมนุษย์เท่านั้น  แต่พระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติแวดล้อม  พระเจ้าทรงสร้างร่างกายมนุษย์และใส่จิตวิญญาณ และ พระฉายาของพระองค์ลงในมนุษย์   พระเจ้าทรงสร้างสังคมมนุษย์  พระเจ้าทรงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และความสัมพันธ์กับบรรดาสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง   สรุปได้ว่าพระองค์ทรงสร้างทั้งชีวิตภายในและทรงสร้างสภาพแวดล้อมภายนอกชีวิตด้วย(ปฐมกาล บทที่ 1-2)   และเมื่อมนุษย์ตกหลุมพรางแห่งความบาป  ชีวิตของมนุษย์ก็เสื่อมเสีย  ถูกทำลายและเกิดหายนะขึ้น  มิใช่แต่ด้านจิตวิญญาณ และร่างกายของมนุษย์เท่านั้น  แต่รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคม  ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้า  และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อม และ สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง  อีกทั้งเกิดความแปลกแยกทางความคิดในตัวมนุษย์  กระทบต่อสังคมที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน  แม้แต่อาชีพการงาน  และความอยู่รอดของมนุษย์ (ปฐมกาลบทที่ 3-11)   แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงกระทำการพลิกฟื้นและสร้างใหม่  พระองค์ทรงสร้างใหม่ทั้งหมดของชีวิตมนุษย์  ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่ในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและสภาพแวดล้อม  สังคมชุมชนมนุษย์  เศรษฐกิจความอยู่รอด  เสริมสร้างสุขภาพกาย ใจ จิตวิญญาณ   และทรงเรียกให้ผู้คนมาร่วมพระราชกิจแห่งการทรงสร้างใหม่ของพระองค์ (วิวรณ์ บทที่ 21-22)  เฉกเช่นพระบิดาให้มนุษย์คู่แรกร่วมในพระราชกิจของพระองค์ในสวนเอเดนนั้น

ยิ่งกว่านั้น ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ได้เป็นพยานและเผยพระวจนะอย่างต่อเนื่องในสิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงกระทำ   ผู้เผยพระวจนะเผชิญหน้ากล่าวโทษกษัตริย์อาหับที่โลภแย่งชิงที่ดินของนาโบทอย่างไร้ยางอาย  โดยวางแผนฆ่านาโบทเสียตามคำชักจูงของเมีย(1พงศ์กษัตริย์ 21:1-19)  แม้จะเป็นเพราะจิตใจที่โลภของกษัตริย์อาหับ  แต่สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อความยุติธรรมในสังคม?  ที่ผู้เผยพระวจนะต้องลุกขึ้นเผชิญหน้า   แต่นี่เป็นความบาปที่มีอำนาจครอบงำในจิตใจชีวิตมนุษย์คนหนึ่งอย่างเยเซเบลเมียของกษัตริย์อาหับที่ออกอุบายชั่ว และก็เป็นพลังความบาปที่แพร่เข้ามาในความคิดของอาหับ และ มีอิทธิพลสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงถึงแก่ชีวิตของนาโบท  และต่อระบบการปกครอง และ กระทบต่อความยุติธรรมในสังคม อิทธิพลของความบาปทั้งส่วนตัวและสังคม ทั้งสองเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดไม่สามารถแยกออกกจากกันได้  และสร้างผลกระทบต่อกันด้วย

ผู้เผยพระวจนะมิได้จำกัดเรื่องความชอบธรรมเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคลเท่านั้น  แต่มีผลกระทบและเกี่ยวเนื่องต่อความชอบธรรม หรือ ความหายนะของสังคมชุมชนด้วย   เมื่อผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เผยถึงการพิพากษาของพระเจ้านั้น  เป็นทั้งเรื่องความเย่อหยิ่งผยอง จองหองในแต่ละบุคคล(อิสยาห์ 2:11)  และการใช้อำนาจบังคับเอารัดเอาเปรียบคนที่อ่อนแอไม่มีกำลัง  โดยการกลืนกินสวนองุ่น และ ริบของจากคนจน  บีบคั้นประชากรของพระเจ้า  บดขยี้หน้าคนจน(อิสยาห์ 3:14-15)  นอกจากนั้นแล้วผู้เผยพระวจนะโยเอล, มีคาห์, และมาลาคี  ตลอดมาจนถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาก็เผยพระวจนะของพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในทำนองเดียวกันนี้

คริสตจักรในพันธสัญญาใหม่ได้สืบทอดต่อเนื่องการเป็นพยานชีวิตเช่นเดียวกันนี้  แม้มาในสมัยคริสตจักรเริ่มแรกภายหลังที่พระเยซูคริสต์เสด็จสู่สวรรค์แล้ว  สาระพระกิตติคุณที่สาวกและผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ในคริสตจักรสมัยเริ่มแรกก็ประกาศถึงทั้งการได้รับการทรงชำระในชีวิตส่วนตัว และ การมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันและต่อผู้คนอื่นอย่างยุติธรรม   อย่างเช่น ยากอบสอนคนในคริสตจักรทั้งเรื่องส่วนตัว เช่น การใช้ลิ้นพูดจาของแต่ละคน (ยากอบ 3:1-12) และก็สอนถึงการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบค่าแรงของคนทำงานซึ่งเป็นเรื่องที่อยุติธรรม  ส่วนตนเองเสวยสุขบนความทุกข์ยากและความตายของคนอื่น(ยากอบ 5:1-6)  และความอยุติธรรมนี้เป็นเสียงร้องขอความเป็นธรรมถึงพระเจ้า  

สำหรับยากอบแล้ว “ธรรมะที่บริสุทธิ์ไร้มลทินเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าพระบิดานั้น  คือการช่วยเหลือเด็กกำพร้าและหญิงหม้ายที่มีความทุกข์ร้อน  และรักษาตัวให้พ้นจากราคีของโลก”(ยากอบ 1:27)   ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่ชายของยากอบคือพระเยซูคริสต์ได้กระทำและสอนก่อนหน้านี้แล้ว “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้กระทำต่อคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ก็เหมือนทำกับเราด้วย”(มัทธิว 25:40)

สำหรับความคิดที่จะเอาศาสนศาสตร์ของเปาโลมาชนกับคำสอนของยากอบแบบแพะชนแกะนั้น  ก็จะไม่เห็นความขัดแย้งในเรื่องนี้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่  ในเรื่องเกี่ยวกับความรอดในแต่ละตัวคนกับพันธกิจการดูแลเอาใจใส่ผู้เล็กน้อยอ่อนแอ  เมื่อชุมชนสาวกของพระเยซูคริสต์ที่กรุงเยรูซาเล็มยอมรับเปาโลแล้ว  ได้ขอให้เปาโลทำงานด้วยการเอาใจใส่คนยากจนด้วย  ซึ่งเปาโลยืนยันว่า “ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำด้วยความกระตือรือร้นอยู่แล้ว” (กาลา-เทีย 2:10)

ถ้าเช่นนั้นคริสตจักรจะรับใช้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เช่นใดที่จะมีความสมดุลระหว่างการประกาศพระกิตติคุณกับพันธกิจการเสริมสร้างความยุติธรรมในสังคมชุมชน   จำเป็นอย่างยิ่งที่คริสตจักรจะต้องทุ่มเทในพันธกิจการเสริมสร้างรากฐานความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์  แล้ววางรากฐานการดำเนินชีวิตที่มีหลักของคริสต์จริยธรรม   เพื่อผู้เชื่อในคริสตจักรจะได้ร่วมกับคริสตชนคนอื่นๆ ในการสำแดงชีวิตด้วยความรักเมตตาและเสียสละของพระคริสต์  และนี่คือจุดสร้างผลกระทบอย่างแรงต่อระบบความยุติธรรมในสังคมชุมชน   แต่ก็น่าเป็นห่วงอย่างมากเช่นกันที่มีคริสตจักรที่เอาแต่เน้นด้านการเสริมสร้างความยุติธรรมในสังคมโดยมิได้สนใจว่าผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ควรจะมีการ “กลับใจเสียใหม่” ตามที่พระคริสต์ประกาศ  คือยอมเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ มุมมอง ระบบคุณธรรมและคุณค่าในชีวิตตามคำสอนและตัวอย่างชีวิตของพระคริสต์ก่อน จากนั้นวางรากฐานความเชื่อศรัทธาและแก่นหลักในการดำเนินชีวิตตามแบบพระคริสต์เพื่อจะมีพลังสร้างแรงกระทบต่อสังคมชุมชนที่คริสตจักรตั้งอยู่

และในเวลาเดียวกันในปัจจุบันนี้ที่มีหลายคริสตจักร หรือ คริสเตียนหลายต่อหลายกลุ่มที่เน้นให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิบุคคลจนกลายเป็นสิทธิส่วนตัว (อย่างเช่น เรื่องสิทธิทางเพศ)  โดยมิได้แสดงจุดยืนชัดเจนบนพระกิตติคุณ   และมิได้ช่วยให้เข้าใจชัดเจนว่า สิทธิของคนนั้นมาจากไหน?   และก็มีบางคริสตจักรหรือคริสเตียนบางกลุ่มอีกเช่นกันที่มุ่งเน้นสอนถึงการมีจริยธรรมในชีวิตส่วนตัวเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่พระเจ้า   และคาดหวังลึกๆ ว่าพระเจ้าจะอวยพระในสิ่งที่ตนต้องการ   และทั้งสองขั้วนี้ก็มิใช่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ในที่นี้ผู้เขียนมิได้ต่อต้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือบัญญัติในคริสต์ศาสนา  และก็มิได้ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับกลุ่มที่เน้นการกระทำยุติธรรมในสังคมเพื่อสังคม  แต่มิได้มีความเชื่อบนรากฐานของพระกิตติคุณ   คริสตจักรทำเรื่องยุติธรรมในสังคมอย่างเช่น องค์กรรัฐ(สังคมสงเคราะห์) หรือ กลุ่ม เอ็นจีโอ ทั่วไป   เพราะเขาไม่จำเป็นต้องสนใจว่า  ที่เขากระทำกับคนยากคนจนคนเล็กน้อย  คนไร้ที่พักพิง  คนติดยาเสพติด  คนหิวโหย  คนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์  หรือ คนที่ถูกตัดสิทธิให้เกิดมาในโลกเกี่ยวข้องกับพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์หรือไม่อย่างไร   แต่คริสเตียนและคริสตจักรทำพันธกิจกับผู้เล็กน้อยด้อยโอกาสดังกล่าวเพราะ  หัวใจที่รักเมตตาและเสียสละอย่างพระคริสต์   และกระทำเพราะเป็นการสำแดงความรักของพระคริสต์แก่ผู้คนเหล่านั้นเพื่อเขาจะได้สัมผัสกับความรักเมตตาของพระองค์ 

คงไม่มีสูตรหรือทฤษฎีที่จะบอกว่าทำพันธกิจอย่างไรที่จะเกิดความสมดุลย์ระหว่างการประกาศพระกิตติคุณกับการสำแดงความรักของพระคริสต์เพื่อสร้างสังคมชุมชนที่ยุติธรรม   แต่อาจจะตอบได้ว่า   ในเมื่อชีวิตสาวกของพระคริสต์คือการมีชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างให้เติบโตขึ้นอย่างพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวันแล้ว   เราก็จะต้องสนใจในสิ่งที่พระคริสต์สนพระทัย  สนใจและเอาใจใส่ในผู้คนที่พระคริสต์สนใจและเอาใจใส่   และกระทำต่อคนเหล่านั้นอย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำ   คือรัก เมตตา และเสียสละชีวิตเพื่อคนเหล่านี้ทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  สังคม  ความอยู่รอด  และจิตวิญญาณ   อย่างที่พระคริสต์ทรงเอาใจใส่และกอบกู้ทั้งชีวิต ทุกด้านทุกมิติของชีวิต

พระเยซูคริสต์ไม่เคยให้ผู้คนจากพระองค์ไปด้วยความหิวโหย   เมื่อสาวกแนะนำพระเยซูคริสต์ว่าปล่อยให้ประชาชนกลับบ้าน   แต่พระคริสต์กลับบอกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงเขาเถิด”(ลูกา 9:13 ฉบับมาตรฐาน)   ยากอบสอนว่า  เมื่อพี่น้องขาดแคลนอาหารและเสื้อผ้า แล้วมาขอความช่วยเหลือจากท่าน  ท่านจะกล่าวกับเขาว่า “ขอให้กลับไปอย่างเป็นสุข  ให้อบอุ่น และอิ่มหนำสำราญเถิด”(ยากอบ 2:16 ฉบับมาตรฐาน)เช่นนั้นหรือ?  แต่สำหรับพระคริสต์แล้วจะต้องสำแดงความรักเมตตาต่อคนๆ นั้น  และเป็นความรักเมตตาต่อทั้งชีวิตของคนๆ นั้น  เมื่อพระเยซูคริสต์เล่าเรื่องอุปมาคนสะมาเรียผู้มีใจเมตตาเสร็จ  พระองค์ถามผู้ชำนาญการเรื่องธรรมบัญญัติว่า  ใครคือเพื่อนบ้านของคนที่ถูกโจรปล้นและถูกทำร้าย   นักชำนาญการธรรมบัญญัติตอบว่า “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา”  พระเยซูคริสต์ตรัสตอบเขาว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น” (ลูกา 10:37 ฉบับมาตรฐาน)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

06 เมษายน 2555

พระกิตติคุณบนกางเขน(2) “...ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

6 เมษายน 2012

อ่านพระกิตติคุณลูกา 23:32-43

ผู้ร้ายคนหนึ่งที่ถูกตรึงไว้จึงพูดหมิ่นประมาทพระองค์ว่า
“เจ้าเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ? จงช่วยตัวเองกับเราทั้งสองให้รอดเถิด”
แต่อีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า
“เจ้าไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ? เพราะเจ้าก็ถูกลงโทษเหมือนกัน เพราะเราทั้งสองก็สมควรกับโทษนั้นจริง เพราะเราได้รับผลสมกับการกระทำ แต่ท่านผู้นี้มิได้ทำผิดอะไรเลย”
แล้วคนนั้นจึงทูลว่า
“พระเยซู ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในแผ่นดินของพระองค์”
พระเยซูทรงตอบเขาว่า
“วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” (ลูกา 23:39-43 ฉบับมาตรฐาน)

พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนที่กะโหลกศีรษะซึ่งเป็นจุดที่มีคนผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก พระองค์ถูกตรึงพร้อมกับอาชญากรอีกสองคน ซึ่งปกติแล้วในช่วงเทศกาลปัสกา(ช่วงเวลาที่พวกยิวระลึกถึงการที่พวกเขาได้ปลดแอกจากการกดขี่ของพวกอียิปต์ในสมัยโมเสส)จะมีการประหารชีวิตอาชญากรทางการเมืองที่มักก่อการกบฏต่ออำนาจการปกครองของโรมัน ซึ่งพระเยซูก็ถูกตราเข้าข่ายเป็นอาชญากรทางการเมือง(อย่างน้อยก็ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหานี้จากพวกผู้นำศาสนา) ดูได้จากป้ายประจานบนกางเขนว่า “กษัตริย์ของคนยิว” ทั้งนี้เพื่อเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” เป็นการปรามคนที่คิดจะโค่นล้มอำนาจของโรมันในเวลานั้น

พวกผู้นำศาสนายิวในเวลานั้นส่วนหนึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกับอำนาจทางโรมัน แม้แต่คายาฟาสก็เป็นคนที่โรมมันเป็นคนเลือกให้เป็นผู้นำด้วย ดังนั้น การกำจัดพวกที่มักก่อความไม่สงบจึงเป็นการป้องกันโรมันยกกองทัพเข้ามาทำลายกรุงเยรูซาเล็ม ตามที่คายาฟาสแนะนำพวกผู้นำยิวว่า ควรให้พระเยซูตายแทนที่ประชาชนจะต้องตายเพราะกองกำลังโรมันยกมาบุกทำลายเยรูซาเล็ม(ยอห์น 18:14)

ที่ภูเขากะโหลกศีรษะ พวกผู้นำศาสนากล่าวเยาะเย้ยถากถางพระเยซู อาชญากรคนหนึ่งที่ถูกตรึงพร้อมพระองค์ก็พูดถากถางพระองค์เช่นกัน แต่อาชญากรอีกคนหนึ่งห้ามปราม และสำนึกว่าการที่เขาทั้งสองถูกลงโทษก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป ซึ่งพอคาดคะเนได้ว่า เขาอาจจะเป็นอาชญากรที่ก่อการกบฏทางการเมืองด้วย แต่กลับเห็นว่า พระเยซูคริสต์ไม่ได้กระทำความผิดจนถึงขั้นควรแก่โทษประหาร

หลังจากที่กระตุ้นต่อมสำนึกของเพื่อนโจรที่พูดเยาะเย้ยพระเยซูแล้ว เขาหันมาทูลพระเยซูว่า “พระเยซู ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จไปในแผ่นดินของพระองค์”(ข้อ 42) พระเยซูคริสต์ตรัสตอบโจรคนนี้ว่า “วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า พระเยซูอยู่ที่ไหน ชายที่ถูกตรึงคนนี้ก็จะอยู่กับพระองค์ที่นั่นด้วย และนี่คือพระสัญญาที่พระเยซูคริสต์ให้กับชายคนนี้

น่าสังเกตว่า เป็นคำสัญญาที่พระเยซูคริสต์ทรงให้ไว้กับสาวกของพระองค์ด้วยเช่นกัน ยอห์น 14:3 ฉบับมาตรฐานกล่าวว่า “เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกและรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย”

“ถ้าใครจะปรนนิบัติเรา คนนั้นต้องตามเรามา และเราอยู่ที่ไหน ผู้ปรนนิบัติของเราจะอยู่ที่นั่น ด้วย” (ยอห์น 12:26 ฉบับมาตรฐาน) ในคำอธิษฐานของพระเยซูต่อพระบิดา ยอห์น 17:24 “...ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้นที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ ในที่ที่ข้าพระองค์อยู่นั้น...”

พระคัมภีร์ไทยทั้ง 3 ฉบับใช้คำว่า “เมืองบรมสุขเกษม” เหมือนกัน รากศัพท์ภาษากรีกมาจากคำว่า paradeisos มีความหมายว่า “สวน” ซึ่งพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่ใช้ภาษากรีก (LXX) ก็ใช้คำเดียวกันนี้ที่หมายถึง “สวนเอเดน” ศาสนายิวในสมัยพระเยซูคริสต์คำๆ นี้มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องสวรรค์ และยังมีความหมายเชื่อมโยงกับอนาคตเมื่อพระเจ้าจะทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นใหม่ให้กลับสมบูรณ์พูนครบอย่างเดิมดั่งในสวนเอเดน คำๆ นี้ยังมีความคิดว่า เป็นที่ที่คนชอบธรรมจะอยู่ภายหลังที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว และดูเหมือนว่าคำ paradeisos ที่พระเยซูใช้ในพระคัมภีร์ข้อนี้ก็มีความหมายในทำนองนี้ด้วยเช่นกัน

ประเด็นสำคัญในพระธรรมตอนนี้มิได้อยู่ที่ว่า “เมืองบรมสุขเกษม” นั้นคือเมืองไหน อยู่ที่ใด แต่ที่สำคัญยิ่งคือพระสัญญาของพระเยซูคริสต์ที่ให้กับโจรที่ถูกตรึงคนที่สองนั้นว่า “เขาจะได้อยู่กับพระเยซูคริสต์ในที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั่น” สิ่งที่โจรคนที่สองทูลขอต่อพระเยซูคริสต์คือ ขอพระองค์ระลึกถึง(อย่าลืม)เขาเมื่อพระเยซูเข้าในแผ่นดินของพระองค์ ขอตั้งข้อสังเกตว่า เราไม่สามารถหาหลักฐานหรือเรื่องเชื่อมโยงว่า โจรคนนี้เคยฟังคำสอนของพระเยซู หรือเคยติดตามพระคริสต์ในฝูงชน แต่เขาน่าจะรู้ถึงพระเมสิยาห์ที่จะมาปลดปล่อยอิสราเอลออกจากการตกเป็นเมืองขึ้น เราพบว่าเขากล่าวถึงว่า ในแผ่นดิน หรือ ในอาณาจักร หรือ ในการครอบครองของพระเยซูคริสต์

บนกางเขนนั้น เราไม่พบว่าเขาได้สารภาพความผิดบาป ยิ่งกว่านั้นไม่ได้มีการให้บัพติสมาไม่ว่ารูปแบบใด สิ่งที่ปรากฏที่กางเขนนั้น เขาได้ต่อว่าเพื่อนอาชญากรที่ถูกตรึงพร้อมด้วยกันที่เยาะเย้ยพระเยซู และยืนยันว่าเขาทั้งสองต้องโทษประหารก็สมควรแก่การกระทำของเขา แล้วยืนยันว่า การที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงนั้นเป็นเหตุที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรอย่างยิ่ง เราเห็นและรับรู้ข้อมูลเพียงเท่านี้ และพระธรรมตอนนี้เป็นพระธรรมที่น่างงงวยและอัศจรรย์อย่างยิ่งเท่าที่เคยพบในพระคัมภีร์ ที่พระเยซูคริสต์ให้คำสัญญากับอาชญากรโทษขั้นประหารของโรมันว่าจะได้อยู่กับพระองค์ในที่ที่พระองค์ประทับอยู่

การที่ได้รับชีวิตใหม่ ยิ่งกว่านั้นเป็นชีวิตที่อยู่ในแผ่นดินของพระคริสต์ และชัดเจนถึงขั้นที่ว่าอยู่กับพระคริสต์ในที่ที่พระองค์อยู่นั้นเป็นพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ผู้ที่ไว้วางใจในพระองค์ด้วยทั้งชีวิตจิตใจ ที่แสดงออกมาเป็นเพียงคำทูลขอธรรมดาง่ายๆ ว่า “ขอโปรดระลึกถึงข้าพระองค์...” และที่ทูลขอพระคริสต์โปรดระลึกถึงตนนั้น มิใช่เพราะความดี มิใช่เพราะมีความเชื่อที่เป็นแบบอย่าง แต่เพราะรู้ว่าตนไม่มีที่พึ่งอื่นใดอีกแล้ว รู้ว่าตนช่วยตนเองไม่ได้แล้ว ที่จะได้อยู่ในแผ่นดินของพระคริสต์นั้นอยู่ที่พระเมตตากรุณาของพระคริสต์เจ้าเท่านั้น ขอเพียงพระองค์ระลึกถึงก็พอใจแล้ว

ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์มิใช่ได้รับเพราะการกระทำดี กระทำถูกต้อง มิใช่เพราะประกอบศาสนพิธีถูกต้อง หรือ ครบถ้วน มิใช่เพราะได้ทำสิ่งนี้หรือกระทำสิ่งนั้น แต่ชีวิตใหม่ในพระคริสต์เกิดขึ้นเป็นจริงได้เพราะพระคุณเมตตาของพระเจ้าเท่านั้น อย่างที่เปาโลกล่าวไว้ในหลายครั้งหลายที่ ที่ท่านมีชีวิตรอดได้มิใช่เพราะความเก่งกาจสามารถ หรือ การกระทำดีในชีวิต แต่เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตากรุณาของพระคริสต์ต่างหากที่ทำให้ชีวิตของท่านหลุดรอดออกจากอำนาจของมารร้าย ดังนั้น ในชีวิตของท่านจึงไม่มีสิ่งใดอวดได้เลย ทั้งๆ ที่ท่านทุ่มเทและสุ่มเสี่ยงชีวิตของท่านเพื่อพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ แต่ท่านบอกว่า นี่เป็นเพียงเพราะการสำนึกในพระคุณและพระเมตตาของพระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น

ความรอด หรือ ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ที่นักคริสต์ศาสนศาสตร์มักทำให้เรื่องเข้าใจง่ายๆ ธรรมดาให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากแก่ความเข้าใจของผู้คนทั่วไป จนดูเหมือนนักศาสนศาสตร์เท่านั้นที่จะเข้าใจได้ และโต้เถียงกันในกลุ่มนักศาสนศาสตร์ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ความรอดและชีวิตใหม่ในพระคริสต์เป็นเรื่องชีวิตของผู้คนทุกคนที่ได้รับพระคุณและความเมตตากรุณาจากพระคริสต์เจ้า แล้วสำนึกในพระคุณเมตตาของพระองค์จนสำแดงความสำนึกนั้นออกมาในรูปแบบหลากหลายในชีวิตประจำวันของตน ที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ และพร้อมที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความเชื่อฟัง

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปรายกลุ่ม

1. ท่านคิดว่าพระสัญญาของพระเจ้ามีความสำคัญต่อชีวิตของท่านหรือไม่? อย่างไร?
2. พระสัญญาใดที่ทำให้ท่านมั่นใจว่า ท่านได้รับชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์?
3. พระสัญญาและชีวิตใหม่มีความสำคัญในชีวิตทุกวันนี้ของท่านอย่างไร?
4. โจรคนที่สองที่ถูกตรึงพร้อมกับพระคริสต์ได้ทูลขอต่อพระองค์ ขอให้พระองค์ระลึกถึงเขาเมื่อเสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์ ถ้าท่านถูกตรึงพร้อมกับพระคริสต์ในวันนี้ ท่านจะทูลพระเยซูคริสต์อะไรบ้าง? ทำไมท่านถึงทูลเช่นนั้น?

ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์เจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าที่รักของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ซาบซึ้งในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ร้องทูล พระองค์ฟังข้าพระองค์ด้วยใส่พระทัย เมื่อข้าพระองค์ทูลขอพระองค์โปรดระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เข้าในแผ่นดินของพระองค์ พระองค์ทรงสัญญาว่าข้าพระองค์จะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม พระเมตตาคุณของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆ เกินกว่าที่ข้าพระองค์จะนึกคิดได้ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นั้นโอบกอดชีวิตของข้าพระองค์ไว้ ทรงเสริมหนุนให้กำลังแก่ชีวิตของข้าพระองค์ และทรงเยียวยารักษาบาดแผลในชีวิตของข้าพระองค์

โอ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ แม้ว่าสถานการณ์ชีวิตในทุกวันนี้ของข้าพระองค์จะแตกต่างจากสถานการณ์ในฐานะอาชญากรทางการเมือง แต่ข้าพระองค์ก็มีชีวิตที่ตกอยู่ในอำนาจครอบงำทั้งด้านความคิด อิทธิพลของกระแสสังคมที่ช่วงชิงเอาเปรียบอย่างเห็นแก่ตัว ยากที่จะไว้วางใจกันได้ ในภาวะที่เสี่ยงและยากที่จะเชื่อพึ่งสิ่งใดหรือคนใด ข้าพระองค์ขอวางใจพระองค์เท่านั้นด้วยสุดจิตสุดใจ ชีวิตที่ข้าพระองค์มีอยู่ในทุกวันขอให้เป็นชีวิตที่อยู่ในพระหัตถ์แห่งพระคุณเมตตาของพระองค์ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้หรือในอนาคต

ข้าพระองค์ขอทูลอธิษฐานต่อพระองค์ว่า ข้าแต่พระเยซูคริสต์เจ้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499

04 เมษายน 2555

พระกิตติคุณบนกางเขน(1) การยกโทษ

4 เมษายน 2012

อ่านพระกิตติคุณลูกา 23:32-38

มีคนสองคนที่เป็นผู้ร้าย ซึ่งเขาพาไปประหารพร้อมกับพระองค์(พระเยซูคริสต์) เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่ากะโหลกศีรษะ เขาก็ตรึงพระองค์ไว้ที่นั่นบนกางเขนพร้อมกับผู้ร้ายสองคนนั้น ข้างขวาคนหนึ่งข้างซ้ายคนหนึ่ง

พระเยซูตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขา เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”

แล้วพวกเขาก็เอาฉลองพระองค์มาจับฉลากแบ่งกัน ประชาชนก็ยืนมองดูอยู่

พวกผู้นำก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วยว่า
“เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้ ถ้าหากเขาเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่ทรงเลือกไว้ ก็ให้เขาช่วยตัวเองด้วยซิ”

พวกทหารก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วย และเข้ามาเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวส่งให้พระองค์ แล้วกล่าวว่า
“ถ้าเจ้าเป็นกษัตริย์ของยิวก็จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด”

เหนือพระองค์มีคำจารึกไว้ด้วยว่า “คนนี้เป็นกษัตริย์ของพวกยิว” (ฉบับมาตรฐาน)

คำกล่าวแรกของพระเยซูคริสต์บนกางเขนคือ “...ขอทรงยกโทษพวกเขา...” ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของการสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นการทรงช่วยกู้และปลดปล่อยมนุษย์ให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความชั่วร้ายที่ครอบงำจำจองชีวิตของมนุษย์ไว้ ทั้งการทรงยกโทษ และ การยอมตายเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดนั้น มาจากหัวใจแห่งพระเมตตากรุณาของพระคริสต์ เป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์และโลกนี้ เป็นทั้งคำตรัสจากพระทัยเมตตา และการกระทำด้วยชีวิตของพระองค์

“การยกโทษ” จากพระคริสต์เป็นหัวใจสำคัญยิ่งของพระกิตติคุณ เพราะเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อชีวิตมนุษย์และสังคมโลกนี้ ที่ว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า เพราะการที่พระเยซูคริสต์ทรงยกโทษนั้น มิใช่ขึ้นอยู่กับมนุษย์พวกนั้นกระทำผิดด้วยไม่รู้ตัว หรือกระทำผิดด้วยความตั้งใจ มิได้ขึ้นกับการที่คนพวกนั้นสำนึกผิด หรือเป็นผู้ที่น่าสงสาร แต่หัวใจของพระกิตติคุณคือ พระคริสต์ทรงเป็นผู้เริ่มต้นการยกโทษจากจิตใจที่เมตตากรุณาต่อมนุษย์ เป็นพระคุณที่น่าอัศจรรย์ที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาที่มีมาใหม่ในทุกเช้าแห่งชีวิตของเรา

“การยกโทษ” เป็นหัวใจของพระกิตติคุณมิเพียงเพราะเป็นคำตรัสบนกางเขนเท่านั้น แต่พระเยซูคริสต์ทั้งสอน และกระทำการยกโทษตลอดเวลาที่พระองค์กระทำพระราชกิจของพระเจ้าในโลกนี้

  • ในคำอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์ทรงสอน การยกโทษเป็นหัวใจเรื่องหนึ่งในคำอธิษฐานนั้น และเป็นเรื่องที่เราต้องเชื่อฟังและทำตามด้วย “ขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์ เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่กระทำผิดต่อข้าพระองค์” (มัทธิว 6:12 ฉบับมาตรฐาน) “เพราะว่าถ้าพวกท่านให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านด้วย แต่ถ้าพวกท่านไม่ให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านเหมือนกัน” (ข้อ 14-15)

  • คำสอนของพระเยซูคริสต์ให้น้ำหนักความสำคัญกับการยกโทษที่แตกต่างจากมุมมองของศาสนายิว พระองค์บอกเปโตรว่า ให้ยกโทษแก่คนที่ทำผิดต่อเราอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด พระองค์สอนว่า ให้ยกโทษแก่ผู้ที่ทำผิดต่อเรา เจ็ดสิบครั้งคูณเจ็ด (มัทธิว 18:22) จากนั้น พระองค์ทรงเล่าคำอุปมาเรื่องทาสที่ไม่ยอมให้อภัย (มัทธิว 18:23-35) เจ้าองค์หนึ่งต้องการคิดบัญชีกับบรรดาทาสของตน คนหนึ่งเป็นหนี้มากจนไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ทัน ขอผัดผ่อนจากเจ้านาย “เจ้าองค์นั้นสงสาร จึงทรงปล่อยตัวเขาและทรงยกหนี้” (ข้อ 27 ฉบับมาตรฐาน) แต่ทาสคนนี้กลับไปกดขี่ข่มขู่บีบคอเพื่อทาสที่เป็นหนี้เขา เพื่อนทาสนำเรื่องร้ายไปเรียนเจ้านาย เจ้าองค์นั้นจึงเรียกทาสคนนั้นมาตรัสว่า “ไอ้ข้าชั่วช้า เรายกหนี้ให้เอ็งทั้งหมด ก็เพราะเอ็งอ้อนวอนข้า เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราเมตตาเอ็งไม่ใช่หรือ?” ...”พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำต่อพวกท่านอย่างนั้น ถ้าพวกท่านแต่ละคนไม่ยอมยกโทษให้พี่น้องจากใจของพวกท่าน” (ข้อ 32-33, 35) การยกโทษเป็นเรื่องที่มาจากจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตากรุณา เป็นพระคุณที่เปี่ยมล้นจากพระทัยที่เมตตากรุณาของพระเจ้า แต่ในปัจจุบันคริสตจักร สถาบันคริสเตียน และสังคมโลกกำลังตกในภาวะวิกฤติการยกโทษ

  • การยกโทษเป็นการให้โอกาสใหม่ที่สำคัญยิ่งแก่คนที่กระทำผิดต่อพระบัญญัติและน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะเป็นโอกาสที่เขาได้รับพระคุณของพระเจ้าให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยจิตใจที่สัตย์ซื่อและจงรักภักดีต่อพระองค์ อย่างเช่น หญิงที่ถูกจับได้ในการล่วงประเวณี (ยอห์น 8:1-11) ที่เธอควรถูกหินขว้างให้ตายตามกฎบัญญัติ แต่เพราะเป็นพระเมตตาและพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่ปกป้องพวกเขาจากจิตสำนึกแห่งการลงโทษตามพระบัญญัติของพวกผู้นำศาสนายิว เธอจึงไม่ถูกหินขว้างให้ตาย แต่กลับได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยมุมมองชีวิตใหม่ที่พระคริสต์เมตตาเธอว่า พระองค์ยกโทษในการกระทำชั่วของเธอ ทรงเปิดโอกาสใหม่แก่เธอ แต่ทรงเตือนว่า อย่ากลับไปมีชีวิตใต้อำนาจชั่วเช่นนั้นอีก(ข้อ 11)

  • ในพระกิตติคุณลูกา 15:11-31 อุปมาเรื่องบุตรผู้ล้างผลาญ(บุตรน้อย) ท่าทีของผู้เป็นพ่อที่อภัยความผิดแก่บุตรของตนนั้น มิใช่เพราะเขากลับมาหาพ่อแล้วคิดหาคำสารภาพความผิดที่ไพเราะ และแสดงถึงความเสียใจและกลับใจอย่างแท้จริง แต่ที่พ่อยกโทษแก่บุตรคนเล็กเพราะ เป็นพระทัยเมตตาของพระองค์ที่เปิดโอกาสให้บุตรคนเล็กได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง บุตรคนเล็กตายไปแล้วแต่กลับมีชีวิตใหม่ เป็นชีวิตที่สูญหายไปแล้วแต่กลับให้พบใหม่ (ข้อ 20, 24, และ 32)

  • ในการทรงรักษาคนเจ็บป่วยและคนที่ถูกวิญญาณชั่วครอบงำควบคุมและทำร้าย ส่วนหนึ่งในการเยียวยารักษาของพระเยซูคริสต์คือ บาปโทษของคนๆ นั้นได้รับการยกแล้ว(มาระโก 2:5) ในการเยียวยารักษาของพระคริสต์มี 3 มิติด้วยกันคือ การรักษาทางร่างกาย การรักษาทางจิตใจและจิตวิญญาณ และ การรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม หรือมองอีกมุมหนึ่ง การเจ็บป่วยทางร่างกายมีผลกระทบต่อ ความแข็งแรงทางจิตวิญญาณ หรือ สภาพสัมพันธภาพระหว่างคนๆ นั้นกับพระเจ้า และความสัมพันธ์ของคนๆ นั้นกับสังคมรอบข้าง เช่น คนโรคเรื้อนที่ถูกกีดกันออกจากสังคม หญิงที่โลหิตตกกลายเป็นคนไม่สะอาด และถ้าคนอื่นสัมผัสหญิงคนนั้นก็จะไม่สะอาดด้วย การยกโทษในการทรงรักษาของพระเยซูคริสต์ยังผลให้เกิดการคืนดีระหว่างคนๆ นั้นกับพระเจ้า คนๆ นั้นกับครอบครัว คนๆ นั้นได้โอกาสใหม่กลับเข้าเป็นคนหนึ่งในสังคมชุมชนของตน และคนๆ นั้นได้รับคุณค่าและความหมายใหม่ในชีวิตของเขา

  • เปโตร โกหกผู้คนที่อยู่นอกบ้านของคายาฟาสว่า เขาไม่รู้จักคนที่ชื่อเยซูที่ถูกจับและกำลังถูกไต่สวนโดยสภาผู้นำศาสนายิวในบ้านของมหาปุโรหิต แต่ในใจลึกๆ ของเปโตรเองก็เจ็บปวดเพราะเขากำลังปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ว่าเขาเป็นสาวกคนหนึ่งที่ร่วมในกระบวนการพระราชกิจของพระองค์ แน่นอนเปโตรเสียใจ(ลูกา 22:54-62) เมื่อเปโตรได้รับพระเมตตายกโทษจากพระคริสต์ เขาได้รับโอกาสใหม่และชีวิตใหม่ เปโตร กลับกลายเป็นผู้ประกาศพระกิตติคุณของพระคริสต์โดยไม่เกรงกลัวความตายแต่กลับได้รับประสบการณ์การปกป้องจากพระเจ้า เมื่อเขาได้รับพระเมตตายกโทษจากพระคริสต์ พระองค์มอบหลายภาระงานใหญ่แห่งแผ่นดินของพระเจ้าคือ "เลี้ยงดูเอาใจใส่ลูกแกะของพระองค์" (ยอห์น 21:15-19)

หัวใจความสำคัญของการยกโทษของพระเยซูคริสต์ได้สำแดงออกจากพระคุณอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาของพระเจ้าที่ทำให้ชีวิต คำสอน และการกระทำพระราชกิจของพระคริสต์ ตลอดจนการสิ้นพระชนม์บนกางเขนเป็นสะพานที่เปิดทางใหม่ โอกาสใหม่แก่มนุษย์ที่จะมีสัมพันธภาพใหม่กันอีกครั้งหนึ่ง ความสำคัญมิใช่ที่คำสอน หรือ กางเขน แต่ที่สำคัญที่สุดคือพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาคุณของพระองค์ต่างหาก ที่ทำให้ทุกสิ่งข้างต้นมีคุณค่าและความหมายสำหรับชีวิตใหม่ของมนุษย์ (ดังนั้น เราจึงมิควรที่จะเน้นและให้ความสำคัญแก่ "กางเขน" มากกว่าพระคุณเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเราผู้เป็นมนุษย์)

เมื่อเราอ่านในพระธรรมตอนนี้ที่ว่า “พระบิดา ขอทรงยกโทษพวกเขา” นั่นหมายความว่าในแต่ละวันเราได้รับพระทัยเมตตาของพระคริสต์ที่ทูลขอพระบิดาให้ยกโทษแก่เราแต่ละคนด้วย ทำให้เราได้รับโอกาสที่มีความสัมพันธ์ที่คืนดีกับพระเจ้า และนำสู่การคืนดีซึ่งกันและกันในโลกนี้ด้วย พระองค์ทรงปลดปล่อยเราให้หลุดรอดออกจากการควบคุมของอำนาจแห่งความบาปชั่วรูปแบบต่างๆ ทำให้เราเป็นไทในพระคริสต์ มีโอกาสที่รับใช้พระเจ้าด้วยการเชื่อฟังและทำตามพระประสงค์ของพระองค์

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปรายกลุ่ม

1. ท่านเชื่ออย่างจริงใจหรือไม่ว่า วันนี้พระเจ้าได้ “ยกโทษ” แก่ท่านแล้ว?
2. ในชีวิตปัจจุบันนี้มีอะไรที่เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงการที่ท่านได้รับการ “ยกโทษ” จากพระเจ้าแล้ว?
3. จากประสบการณ์ชีวิตของท่าน การได้รับการ “ยกโทษ” จากพระเจ้ามีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง? และท่านคิดเห็นเช่นไรในเรื่องนี้?
4. สำหรับท่านที่ต้องการมีประสบการณ์ หรือ ต้องการรับการ “ยกโทษ” จากพระเจ้า ทำไมท่านถึงต้องการ “การยกโทษ” จากพระเจ้า? และ ทำอย่างไรท่านจะได้รับ “การยกโทษ” จากพระองค์?

ไตร่ตรองภาวนา

ข้าแต่พระเจ้า เป็นการง่ายที่จะพูดถึงการทรงยกโทษของพระองค์ หรือทูลขอ และขอบพระคุณในการทรงยกโทษของพระองค์ แต่ในส่วนลึกของจิตใจที่บ่อยครั้งเกิดคำถามภายในว่า ข้าพระองค์เชื่อในการยกโทษจากพระเจ้าจริงๆ หรือไม่? เกิดความไม่มั่นใจว่าข้าพระองค์ได้รับการทรงชำระ หรือ ปลดปล่อยออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วแล้วหรือยัง? หรือเชื่อว่าได้รับการทรงชำระ หรือ การยกโทษในบางส่วนเท่านั้น? แล้วทุกวันนี้ที่ข้าพระองค์ดำเนินชีวิตประจำวัน ทำไมบ่อยครั้งที่อำนาจแห่งความบาปชั่วยังมีอำนาจเหนือชีวิตของข้าพระองค์อยู่? และบ่อยครั้งที่ข้าพระองค์พยายามที่จะทำให้พระองค์พอใจในตัวข้าพระองค์เพื่อจะได้รับการยกโทษจากพระองค์?

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้ว่าความเชื่อของข้าพระองค์ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ข้าพระองค์ก็ยังไว้วางใจและมั่นใจว่าพระองค์จะทรงเมตตาเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของข้าพระองค์ขึ้นใหม่ โปรดช่วยให้ข้าพระองค์ได้มีประสบการณ์และได้รับการทรงสัมผัสกับความรักเมตตาของพระองค์ เพื่อจะมั่นใจในการทรงเมตตาอภัยบาปโทษทั้งสิ้นของข้าพระองค์

ในวันนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้ดำเนินชีวิตด้วยพลังแห่งพระคุณเมตตาของพระองค์ ข้าพระองค์ขอเปิดชีวิตจิตใจแด่พระองค์ เพื่อรับพลังจากพระองค์ในการที่จะเลือกเดินบนเส้นทางชีวิตที่หลุดรอดจากการครอบงำของอำนาจแห่งความผิดบาป แต่ดำเนินไปภายใต้การปกป้องคุ้มครองและการทรงนำโดยพระคุณเมตตาของพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499

15 กุมภาพันธ์ 2555

พระกิตติคุณ: รักเพื่อให้ มิใช่ รักเพื่อได้

อ่าน ลูกา 6:27-36

27แต่เราบอกพวกท่านที่กำลังฟังอยู่ว่า
จงรักศัตรูของท่าน
จงทำดีกับคนที่เกลียดชังท่าน
28จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน
จงอธิษฐานเผื่อคนที่ทำร้ายท่าน
29ใครตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย
ใครเอาเสื้อคลุมของท่านไป ถ้าเขาจะเอาเสื้อด้วยก็อย่าหวง
30จงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน
ถ้าใครเอาสิ่งของของท่านไป ก็อย่าทวงคืน
31จงปฏิบัติคนอื่นเหมือนอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน

35 แต่จงรักศัตรูของท่านและทำดีต่อเขา
จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืน
แล้วท่านจะเป็นบุตรขององค์ผู้สูงสุด
เพราะว่าพระองค์ทรงพระกรุณาต่อทั้งคนอกตัญญูและคนชั่ว
36พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา
(ลูกา 6: 27-31, 35-36 ฉบับมาตรฐาน)

พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นวิธีคิด กรอบคิด และมุมมองชีวิตที่สวนกระแสสังคมโลกในปัจจุบัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ตอบโจทย์ปัญหาชีวิตและสังคมของทุกวันนี้ และเมื่อทำตามจึงมีพลังในการแก้ปัญหาชีวิต ความสัมพันธ์ และสังคมในโลกปัจจุบัน

พระกิตติคุณ เป็นวิธีคิด กรอบคิด และมุมมอง ที่ผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ต้องสำแดงให้เห็นชัดในการดำเนินชีวิตแต่ละวันตามพระบัญชาของพระองค์ ตามความคาดหวังของพระเยซูคริสต์จากเราผู้เป็นสาวกและตัดสินใจมีชีวิตที่ติดตามพระองค์ การที่จะมองดูว่าชีวิตสาวกพระเยซูคริสต์ หรือ คริสตชนคนใดว่ามีพระกิตติคุณเป็นหัวใจในชีวิตหรือไม่ก็ดูได้จากการกระทำของเขาในแต่ละวัน

เป็นความจริงที่ว่า ความรักเมตตากรุณาเป็นหัวใจของพระกิตติคุณ เพราะพระเจ้าทรงรักเมตตากรุณา และพระคริสต์ทรงสำแดงความรักเมตตากรุณาให้เป็นรูปธรรม แต่พระกิตติคุณที่เป็นรูปธรรมนี้ต่างจากวิธีคิด กรอบคิด และมุมมองของกระแสแห่งโลกนี้ เพราะพระเยซูคริสต์สำแดงความรักเมตตากรุณาแก่ศัตรู, ทำดีกับคนที่เกลียดชังตน, อวยพรแก่คนที่แช่งด่าตน, อธิษฐานเผื่อคนที่ทำร้ายตน, ความรักในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์คือรักที่พร้อมจะให้ มิใช่รักเพื่อที่จะได้ เป็นความรักที่จะให้โดยไม่จำกัดด้วยเงื่อนไขและเหตุผล หรือติดขัดด้วยสิทธิและศักดิ์ศรีแห่งตน โดยไม่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของ ความรักในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์คือการสละด้วยจิตใจที่เมตตาและให้ด้วยใจกรุณา

มีคนถามผมว่า รักตามนัยพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์นี้ เป็นพระบัญญัติ เป็นกฎเกณฑ์ เป็นระเบียบปฏิบัติ หรือเป็นศีลธรรม หรือเป็นคริสต์จริยธรรม ผมตอบไปว่าไม่ใช่ทั้งนั้น ที่คริสตชนหรือสาวกของพระคริสต์มีวิธีคิด กรอบคิด มุมมองชีวิต ท่าทีที่แสดงออกเช่นนี้เพราะเรากระทำตามแบบอย่างของพระบิดา ตามที่พระเยซูคริสต์กล่าวไว้ว่า “พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา” (ข้อ 36) ถ้าเราทำตามแบบอย่างของพระบิดาเราก็เป็น “บุตรขององค์ผู้สูงสุด”(ข้อ 35)

อีกประการหนึ่ง การรักด้วยจิตใจเมตตากรุณาตามพระทัยของพระบิดาเป็นหัวใจของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เพราะ นี่คือคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่เป็นเป้าประสงค์ของการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ ตามที่ปรากฏในคำอธิษฐานที่ทรงสอนสาวกตอนหนึ่งว่า “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัย ของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก”(มัทธิว 6:10 ฉบับมาตรฐาน) ดังนั้น คริสตชนจึงมีเป้าประสงค์เดียวกับพระเยซูคริสต์ที่จะให้ชุมชนสังคมมีชีวิตเป็นไปตามพระทัยของพระบิดา อย่างน้อยที่สุดในชุมชนของคริสตชนพึงสำแดงความรักเมตตาตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ออกมาเด่นชัดเป็นรูปธรรม

ทุกวันนี้ คริสตจักร สถาบันคริสเตียน โรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงานพันธกิจต่างๆ ได้เป็นชุมชนที่สำแดง “พระทัยเมตตากรุณาอย่างพระบิดา” ที่เป็นรูปธรรมหรือไม่? ในเรื่องอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง ตามหัวใจแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์? และในข้อที่ 35 พระเยซูกล่าวไว้ตอนหนึ่งชัดเจนว่า “...พระบิดาทรงพระกรุณาต่อทั้งคนอกตัญญูและคนชั่ว...”(ซึ่งมักอยู่นอกกรอบ หรือไม่ก็กลายเป็นเงื่อนไขที่จำกัดการสำแดงความรักเมตตาของเราที่เรียกตนเองว่า “สาวกพระคริสต์”?)

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปรายกลุ่ม

1. ท่านจะตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเยซูคริสต์ให้ “รักศัตรูของท่าน” ได้อย่างไรบ้างในวันนี้?

2. ท่านเคยทำตามสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนข้างต้นหรือไม่? เมื่อไหร่? ในเรื่องอะไร? ผลเป็นอย่างไรบ้าง?

3. วันนี้พระเยซูคริสต์ทรงเรียกท่านในจิตใจให้สำแดงความรักเมตตาตามพระกิตติคุณของพระองค์กับใครบ้าง? ให้สำแดงความรักเมตตาตามพระกิตติคุณในรูปแบบใด?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นการง่ายที่จะพูดพร่อยๆ ว่า “หัวใจของคริสต์ศาสนาคือความรักเมตตา” ด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้นและดูเหมือนชื่นบาน ข้าพระองค์มักตกหลุมพรางที่สำแดงความรักแต่ปากและคำพูด แต่พระองค์ประสงค์ให้ข้าพระองค์สำแดงความรักเมตตาอย่างเป็นรูปธรรมตามแบบอย่างของพระบิดา พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์รักคนที่เป็นศัตรูในชีวิตจิตใจของข้าพระองค์ พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์อวยพรคนที่หวังร้ายทำลายข้าพระองค์ พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์อธิษฐานเผื่อคนที่เกลียดข้าพระองค์ พระองค์ต้องการให้ข้าพระองค์ยกโทษและขอกลับคืนดีกับคนที่เกลียดข้าพระองค์

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตาในความผิดบาปของข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์พยายามตอบสนองการทรงเรียกให้มีความรักเมตตาตามพระกิตติคุณของพระองค์ด้วยสมองและปัญญาเท่านั้น ข้าพระองค์สอน เทศน์ เขียนบทความคริสต์ศาสนศาสตร์ ฯลฯ แต่ขาดอยู่อย่างหนึ่งคือการสำแดงออกเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน

โปรดทรงช่วยข้าพระองค์ เรียนรู้ถึงการที่จะรัก “ศัตรู” ของข้าพระองค์ เมตตาคนที่เกลียดข้าพระองค์ และโปรดประทานกำลังจากพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะสามารถกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ แม้ว่าข้าพระองค์จะรู้สึกยุ่งยากใจ สับสน หรือกลัวที่จะต้องรักคนนั้นที่เกลียดและทำลายข้าพระองค์ โปรดประทานพลังแห่งพระคุณของพระองค์แก่ข้าพระองค์ที่จะเปลี่ยนแปลงข้าพระองค์ให้เป็นเฉกเช่นพระบิดาที่มีพระทัยเมตตากรุณาแก่คนที่อกตัญญูและคนชั่ว อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่

20 มกราคม 2555

หัวใจพระกิตติคุณ....ยอมยากไร้เพื่อให้ผู้อื่นมั่งคั่ง

หลังเทศกาลคริสต์มาส และ การเข้าสู่ปีใหม่ ให้เราใคร่ครวญถึงหัวใจของพระกิตติคุณ

อ่าน 2โครินธ์ 8:1-9

ฉบับมาตรฐาน

ข้อ 1 พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านรู้ถึงพระคุณของพระเจ้าที่พระองค์ประทานแก่คริสตจักรต่างๆ ในแคว้นมาซิโดเนีย
ข้อ 2 เพราะในขณะที่พวกเขาเผชิญการทดสอบมากมายจากความยากลำบากนั้น ความยินดีที่เต็มล้นและความยากจนอย่างที่สุดของพวกเขาได้ล้นออกมาเป็นใจกว้างขวาง
ข้อ 3 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่าพวกเขาถวายตามความสามารถ ที่จริงก็เกินความสามารถและทำด้วยความสมัครใจ
ข้อ 4 พวกเขาวิงวอนเราอย่างมาก ขอร้องให้มีส่วนในคุณความดีในการช่วยเหลือธรรมิกชนด้วย
ข้อ 5 และไม่เหมือนที่เราคาดหมายไว้ แต่พวกเขาถวายตัวเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วจึงมอบตัวให้กับเราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ข้อ 6 เพราะเหตุนี้เราจึงขอร้องทิตัสให้ไปช่วยพวกท่านในการทำคุณความดีนี้จนสำเร็จเช่นเดียวกับที่เขาเริ่มต้นไว้
ข้อ 7 ดังนั้นเมื่อพวกท่านมีทุกสิ่งอย่างเหลือล้น คือความเชื่อ ฝีปาก ความรู้ ความกระตือรือร้น และความรักที่เรามีต่อพวกท่าน ท่านทั้งหลายก็จงมีคุณความดีนี้อย่างเหลือล้นด้วย
ข้อ 8 ข้าพเจ้าไม่ได้พูดเป็นคำสั่ง แต่นำเรื่องความกระตือรือร้นของคนอื่นๆ มาทดสอบความรักของท่านทั้งหลายว่ามีความจริงใจหรือไม่
ข้อ 9 เพราะว่าท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้วว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งคั่งเนื่องจากความยากจนของพระองค์

อมตธรรม

ข้อ 1 และบัดนี้พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงพระคุณที่พระเจ้าประทานแก่บรรดาคริสตจักรในแคว้นมาซิโดเนีย
ข้อ 2 จากการทดลองอย่างหนักหน่วงที่สุด ความชื่นชมยินดีอันล้นพ้นและความยากไร้เป็นอย่างยิ่งของพวกเขานั้นก็เอ่อล้นเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ข้อ 3 เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่าพวกเขาถวายสุดความสามารถ ที่จริงเกินความสามารถก็ว่าได้ และด้วยความสมัครใจของเขาเอง
ข้อ 4 เขาได้คะยั้นคะยอขอรับสิทธิพิเศษที่จะมีส่วนร่วมในการรับใช้นี้เพื่อประชากรของพระเจ้า
ข้อ 5 และเขาไม่ได้ทำอย่างที่เราคาดคิดไว้ แต่เขาถวายตัวแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนและจากนั้นอุทิศตัวให้เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ข้อ 6 ดังนั้นเราจึงกระตุ้นทิตัสซึ่งเป็นผู้ริเริ่มงานนี้ให้สานต่อการจุนเจือด้วยใจเมตตาในส่วนของพวกท่านจนลุล่วง
ข้อ 7 แต่เหมือนที่ท่านเป็นเลิศทุกด้าน ไม่ว่าในความเชื่อ ในวาจา ในความรู้ ในความกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม และในความรักที่มีต่อเรา ก็ขอให้ท่านเป็นเลิศในการให้ด้วยใจเมตตานี้เช่นกัน
ข้อ 8 ข้าพเจ้าไม่ได้สั่งท่าน แต่ข้าพเจ้าต้องการทดสอบความจริงใจในความรักของท่านโดยการเปรียบเทียบกับความกระตือรือร้นของคนอื่น
ข้อ 9 เพราะท่านย่อมทราบถึงพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ทรงยอมยากไร้เพราะเห็นแก่พวกท่าน เพื่อว่าท่านจะได้มั่งคั่งโดยทางความยากไร้ของพระองค์

ทำอย่างไรที่เราจะมีชีวิตที่มั่งคั่ง สมบูรณ์? ทำอย่างไรที่เราจะประสบกับความสมบูรณ์ เจริญ มั่งคั่งทั้งในครอบครัว หน้าที่การงาน ในชุมชนสังคม และในคริสตจักร? ท่านจะพบคำตอบต่อคำถามนี้ได้ใน 2โครินธ์ 8

คงกล่าวได้ว่า 2โครินธ์ 8 เป็นจดหมายรณรงค์หาทุนฉบับแรกของคริสตจักรในคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง เปาโลเขียนพระธรรมบทนี้เพื่อหนุนใจให้คริสเตียนในโครินธ์ได้ช่วยกันบริจาคเงินเพื่อส่งไปช่วยคริสเตียนในกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังประสบความขาดแคลนทางการเงิน ความจริงแล้ว คริสเตียนที่โครินธ์ได้เริ่มต้นสนับสนุนด้านทุนทรัพย์ในเรื่องนี้แล้ว (8:6, 10) ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะทำพันธกิจที่ได้เริ่มต้นไว้นั้นให้สำเร็จ

ภายหลังจากที่เปาโลได้สาธยายเหตุผลว่าทำไมชาวโครินธ์ควรให้ด้วยใจเมตตากว้างขวาง เปาโลปิดท้ายด้วยการอ้างพระเยซูคริสต์ที่เป็นตัวอย่างที่สำคัญในเรื่องนี้ “เพราะท่านย่อมทราบถึงพระคุณขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราว่า แม้พระองค์ทรงมั่งคั่งก็ทรงยอมยากไร้เพราะเห็นแก่พวกท่าน เพื่อว่าท่านจะได้มั่งคั่งโดยทางความยากไร้ของพระองค์” (8:9) พระเยซูคริสต์ได้สำแดงพระคุณของพระองค์ผ่านการลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แท้จริงพระองค์ทรง “มั่งคั่ง” แน่นอนว่าความมั่งคั่งที่ว่านี้รวมไปถึงการทรงมีสภาพความเป็นพระเจ้า (ฟิลิปปี 2:6-7) แต่พระองค์กลับลงมารับสภาพ “ความยากไร้” เฉกเช่นสภาพของทาส โดยการยอมรับการมีชีวิตในสภาพมนุษย์ มิเพียงแต่ที่พระเยซูคริสต์เกิดในครอบครัวที่ไม่มีเงินทองเท่านั้น แต่ความยากไร้ของพระคริสต์ในพระธรรมตอนนี้เป็นความยากไร้ในความเป็นมนุษย์ด้วย การที่มีชีวิตในสภาพของพระเจ้าแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ นั่นเป็นการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ เป็นการยอมสละความมั่งคั่งสมบูรณ์อย่างสุดๆ ลงมาสู่การเป็นคนที่ยากไร้ทั้งในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วย

น่าสังเกตว่า ทำไมพระคริสต์ถึงเลือกที่ต้องเสียสละอย่างมากมายถึงเพียงนี้ เปาโลได้ตอบคำถามนี้แก่ชาวโครินธ์ว่า “เพราะเห็นแก่พวกท่าน” (8:9) ความจริงก็คือว่า ที่พระองค์ยอม “ยากไร้” ก็เพื่อชาวโครินธ์จะ “มั่งคั่ง” ความมั่งคั่งนี้รวมทุกสิ่งทุกเรื่อง ทั้งเรื่องความรอดและของประทานฝ่ายวิญญาณ และตามบริบทในพระคัมภีร์ตอนนี้รวมไปถึงความมั่งคั่งในพระพรด้านทรัพย์สินเงินทองที่พระเจ้าประทานแก่คริสเตียนในโครินธ์ด้วย และพระพรแห่งความมั่งคั่งที่กล่าวถึงนี้มิเพียงแต่ความมั่งคั่งที่ได้รับพระพรทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น แต่รวมไปถึงความมั่งคั่งในการที่มีจิตใจที่ให้แก่คนอื่นด้วยจิตใจที่เมตตากว้างขวาง

พระธรรม 2โครินธ์ 8 ได้กระตุ้นเตือนให้เราตระหนักชัดว่า เพราะการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์นั้นเป็นพระพรอันมั่งคั่งเกินที่จะประเมินค่าได้ และในพระธรรมตอนนี้ก็หนุนเสริมให้เราที่จะแบ่งปันให้กับคนอื่นด้วยใจเมตตาที่เปิดกว้างเพราะสำนึกในพระคุณของพระคริสต์ที่ทรงให้กับเราอย่างเหลือล้น

นี่คือหัวใจของพระกิตติคุณและอีกด้านหนึ่งของพระกิตติคุณคือการที่เราได้รับพระพรอันเหลือล้นจากพระคริสต์จนต้องตอบสนองต่อพระคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยการมีชีวิตที่สำนึกและพร้อมที่จะให้อย่างที่พระองค์ทรงให้ ให้ด้วยเสียสละและใจเมตตากว้างขวาง

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญและอภิปราย

1. ตัวอย่างการยอมยากไร้ของพระคริสต์ด้วยการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ได้บอกอะไรแก่ท่านบ้าง?
2. ท่านมีความชื่นชมยินดีในพระคุณของพระเยซูคริสต์ด้วยการส่งต่อพระคุณนั้นไปยังคนอื่นหรือไม่?
3. วันนี้ท่านคิดว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านให้ด้วยใจเมตตากว้างขวางและยินดีในเรื่องอะไรบ้าง?


ใคร่ครวญภาวนา

พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า
ขอบพระคุณพระองค์ที่ได้สละความเป็นพระเจ้าและเลือกมาบังเกิดเป็นมนุษย์
ทรงยอมอยู่ในสภาพที่ยากไร้เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เป็นผู้ที่มั่งคั่งสมบูรณ์

พระองค์ทราบแล้วว่า
เป็นการง่ายที่ข้าพระองค์จะรับเอาพระพรจากพระองค์ แล้วก็เก็บกักพระพรนั้นเพื่อตนเอง
โปรดช่วยให้ข้าพระองค์เลียนแบบในการให้อย่างใจเมตตากว้างขวางแบบพระองค์
เมื่อข้าพระองค์ได้รับพระพรด้านทรัพย์สินเงินทอง
ก็ให้มีใจกว้างขวางที่จะแบ่งปันแก่คนอื่น
เมื่อข้าพระองค์ได้รับของประทานทางฝ่ายวิญญาณจากพระองค์
ก็ขอให้ข้าพระองค์ใช้ของประทานนั้นในการรับใช้ผู้อื่นทั้งในชุมชนสังคม และ ในคริสตจักร
เมื่อข้าพระองค์ได้รับความรักที่ไหลหลั่งจากพระองค์
ก็ขอให้ข้าพระองค์ได้รักเมตตาคนอื่นรอบข้าง
ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ในชุมชนและในคริสตจักร ในทุกที่ที่ข้าพระองค์อยู่

โปรดช่วยข้าพระองค์ในวันนี้ เป็นผู้ที่มั่งคั่ง ด้วยการส่งมอบพระพรที่พระองค์ประทานให้ไปยังผู้คนอื่นๆ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่