แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธี แสดงบทความทั้งหมด

19 มีนาคม 2555

วิธีที่ไม่แก้ปัญหา: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(2)

1เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกัน เขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ? 2ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก? และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ? 3พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์? ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ 4เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ? 5ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? 6แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ? 7อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า? 8แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง (1โครินธ์ 6:1-8 ฉบับมาตรฐาน)

ครั้งที่แล้ว เราได้ร่วมกันพิจารณาว่า คริสเตียนไม่ควรแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการนำเรื่องไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้ผู้ที่มิได้มีความเชื่อในพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินคดีความขัดแย้งของคริสเตียน

ในยุคนี้คริสเตียนดำเนินชีวิตไปตามกระแสสังคมวัฒนธรรมมากกว่าดำเนินชีวิตไปตามพลังชีวิตแห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ขัดแย้งกัน หรือ ขัดผลประโยชน์ ขัดอำนาจกันมักนำเรื่องเหล่านั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล และหลายต่อหลายครั้งเรื่องที่ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมักเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยไม่เป็นสาระ และคนในสมัยนี้มักไวต่อความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนเสียเปรียบ คนอื่นได้เปรียบ แล้วได้รับการหล่อหลอมว่าเมื่อตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เรายอมรับไม่ได้ และถูกสอนให้ทำทุกวิถีทางเพื่อเราจะอยู่ในฐานะที่ไม่เสียเปรียบ ใช้หรือปกป้องสิทธิส่วนบุคคล และช่วงชิงความได้เปรียบ และนั่นทำให้บ่อยครั้งที่คริสเตียนด้วยกันก็ลงเอยด้วยการฟ้องร้องกันที่ศาล

เมื่อมีความขัดแย้งและทะเลาะกันในชุมชนคริสเตียน แล้วมีผู้เสนอว่าเราควรกระทำตามพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 คริสเตียนบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย บางรายถึงกับไม่พอใจ บางคนอาจจะคิดในใจว่า วิธีการนี้มันไม่เถรตรง หรือ ขวานผ่าซากมากไปหน่อยไหม?

ขออนุญาตอธิบายว่า มิได้หมายความว่าคริสเตียนไม่ควรฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลในทุกกรณี สำหรับผมแล้วมีกรณีที่จะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะนอกจากจะเป็นการกระทำที่ขัดขืนต่อพระบัญญัติของพระเจ้าแล้วยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองด้วย ตัวอย่างเช่น พระ หรือ ผู้นำศาสนากระทำผิดต่อการล่วงละเมิดทางเพศ การฉ้อฉลยักยอกทรัพย์สินเงินทอง การหลอกลวงให้คนถวายเงินแล้วตนเองนำไปเป็นของตน และ ฯลฯ เป็นต้น ในลักษณะเช่นนี้ถ้าสามารถตักเตือน แก้ไข ลงโทษกันในคริสตจักรได้ก็ควรกระทำก่อน แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ เพราะเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองสังคมอาจจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเพราะความถูกต้องเหมาะสมต่อสังคม

แต่คริสเตียนจะไม่ใช้กระบวนการฟ้องร้องเอาความกันบนศาลเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างคริสเตียนด้วยกัน อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลขอเป็นวิธีสุดท้ายเมื่อพยายามวิธีอื่นๆ ทั้งหลายแล้วไม่เกิดผล

ยิ่งกว่านั้นในฐานะคริสเตียน เราควรมีจุดยืนจุดเชื่อว่าบางครั้งจำเป็นที่เราจะยอม “เสีย” มากกว่าที่จะฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ผมมีเพื่อนคริสเตียนคนหนึ่งเขาถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจากองค์กรที่เป็นคริสเตียน ซึ่งจากเรื่องราวและเอกสารต่างๆ เขาสามารถฟ้องร้องศาลแรงงานและศาลแพ่งเพื่อขอความเป็นธรรมและเรียกค่าเสียหาย และเขามีโอกาสชนะในคดีความนี้อย่างสูง แต่ในที่สุดเขาตัดสินใจไม่ใช่วิธีการฟ้องร้องแม้จะมีแนวโน้มที่จะชนะก็ตาม เพราะเขายึดมั่นตามหลักการในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 อย่างจริงจัง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขาไม่ต้องการทำร้ายองค์กรคริสเตียนแห่งนั้นที่เขาร่วมสร้างมากับมือให้ได้รับบาดแผลเพราะการสู้กันเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง ถึงแม้ว่า คณะกรรมการอำนวยการขององค์กรนั้นสร้างความเจ็บปวดมากมายแก่เขาก็ตาม และนี่คือการกระทำที่เสียสละตามแบบอย่างของพระคริสต์

จากตัวอย่างเรื่องของเพื่อนคนนี้ บ่งชี้ให้เห็นถึงการที่เราดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า เมื่อเราถูกตบหน้าให้เราหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้ ถ้าเราถูกเกณฑ์ให้แบกของไป 1 กิโลก็ให้แบกไป 2 กิโลเมตร (มัทธิว 5:39-41) พระคริสต์ทรงสำแดงแบบอย่างในการสละชีวิตของพระองค์เองด้วยการยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขน คำสอนและแบบอย่างชีวิตเช่นนี้ของพระคริสต์ช่างสวนทางกับความปรารถนาในชีวิตของคริสเตียนเราเหลือเกิน เพราะเราถูกครอบงำจนปรารถนาทำตามกระแสวัฒนธรรมแห่งการแก้แค้น แก้เผ็ด เอาชนะให้ได้ ต้องอยู่เหนือกว่า แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนให้เราทั้งด้วยวจนะและแบบอย่างชีวิต ว่าให้เรายอม ให้ยอมเสียชีวิตของเราเพื่อเราจะได้ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่ครบบริบูรณ์

เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งทะเลาะกับคริสเตียนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งในอาชีพการงาน หรือความขัดแย้งในชีวิตและพันธกิจคริสตจักร วิธีที่ไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวคือ การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล (แต่นี่ผมไม่ได้หมายความว่า นักกฎหมาย ทนายความไม่มีประโยชน์สำหรับคริสตจักร แต่ทนายความคริสเตียนที่ดีเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างมากที่จะให้คู่กรณีที่ขัดแย้งกันสามารถหาทางออกที่ดีโดยไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล และผมรู้จักทนายความหลายท่านที่ทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดี)

การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลมิใช่ทางเลือกแรก ที่สอง หรือ ทางเลือกที่สาม สำหรับเราที่เป็นคริสเตียน เพราะชุมชนคริสตจักรเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ให้สิ่งที่ถูกหรือผิดสามารถเข้าใจและปรองดองกันบนรากฐานแห่งความรักเมตตาและการให้อภัยตามแบบอย่างของพระคริสต์ แต่ถ้าคริสตจักรละเลย หรือ มิได้ยืนหยัดบนจุดยืนนี้ย่อมเปิดช่องทางให้คริสเตียนฟ้องร้องคริสเตียน และในที่สุดคริสเตียนต้องไปให้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินผิดถูกให้คริสเตียน ตัดสินความขัดแย้งตามกฎหมายแต่ขาดรากฐานตามความเชื่อศรัทธา และจุดยืนบนพระกิตติคุณของพระคริสต์

ก่อนที่เราจะไปแจ้งความ หรือ ไปปรึกษานักกฎหมายหรือทนายความเพื่อนำเรื่องความขัดแย้งขึ้นสู่ศาล เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษากับพระเจ้าว่า พระองค์ประสงค์ให้เราฟ้องร้อง หรือ ให้ยอม “ที่จะเสีย” ผมรู้ว่าความคิดเห็นเช่นนี้มันดูแปลก แต่ถ้าดูตามคำสอนใน 1โครินธ์ บทที่ 6 และคำสอนและตัวอย่างชีวิตของพระคริสต์ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทูลถามพระเจ้าว่า พระองค์ต้องการให้เราสู้ หรือยอมที่จะไม่สู้และดูเหมือนว่าเป็นผู้แพ้ แน่นอนว่าถ้าเราเลือกตามที่พระเจ้าทรงชี้นำ บางครั้งเราจะต้องยอมสูญเสียชื่อเสียง ความพึงพอใจของเรา ใช่ครับเราอาจจะต้องชะงักในความก้าวหน้า หรือ สูญเสียด้านทรัพย์สินเงินทองและเรื่องอื่นๆ แล้วเราจะได้รับผลอย่างไร? คริสตจักรของพระเยซูคริสต์จะได้อะไร? แน่นอนครับ จะเป็นการคุ้มค่าอย่างยิ่งที่เรายอมสูญเสียเช่นนี้ เพราะเรามิได้ปกป้องรักษาตนเอง แต่เราปกป้องคุ้มครององค์กรคริสเตียน และ คริสตจักรไว้ได้ด้วย

ครั้งก่อนเราพูดคุยกันถึงเรื่องของศิษยาภิบาลนามสมมติว่า บารนาบัส ถูกผู้ปกครองคริสตจักรฟ้องร้องต่อศาลที่เขาเปลี่ยนแปลงวิธีการในการนมัสการของพระเจ้าในคริสตจักร เมื่อบารนาบัสรับทราบถูกฟ้องร้องเขามิได้ไปปรึกษาว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี แต่เขากลับโทรศัพท์หาผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นและบอกว่า เขาไม่ต้องการที่จะตอบโต้สู้ในเรื่องนี้ “เพราะผมเป็นพี่น้องในพระคริสต์ของท่าน ให้เราหาทางออกในเรื่องนี้ตามวิถีทางของพระเจ้า” แต่เมื่อผู้ปกครองคริสตจักรท่านนั้นปฏิเสธ บารนาบัสไปปรึกษากับผู้ปกครองคริสตจักรบางท่านเพื่อไปช่วยพูดคุยกับผู้ปกครองที่ฟ้องร้องตน ในการไปพูดคุยกันครั้งนั้น ผู้ปกครองที่ไปเจรจาได้อ้างจุดยืนตามพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 และขอร้องให้ผู้ปกครองท่านนั้นกระทำตามแบบอย่างของพระคริสต์ และพวกผู้ปกครองพร้อมเป็นผู้ดำเนินการให้เกิดการคืนดีขึ้น ในที่สุดผู้ปกครองท่านนั้นยอมถอนฟ้อง ถึงแม้ว่าบารนาบัสและผู้ปกครองท่านนั้นจะมีความคิดเห็นการนมัสการที่ไม่เหมือนกัน แต่เขาทั้งสองสามารถอยู่ด้วยกันในคริสตจักรเพราะต่างก็เป็นสาวกผู้ติดตามพระคริสต์โดยไม่ต้องใช้การฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลในการตัดสินความขัดแย้ง

ส่วนมากที่เราท่านรู้กันเรื่องความขัดแย้งมักไม่ได้จบลงอย่างหวานชื่นเช่นนี้ บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองในหลายคริสตจักรก็ยังมีความคิดที่จะเอาแพ้เอาชนะในคริสตจักร เมื่อก้าวไปแล้ว...ถอยไม่ได้จะเสียหน้า คริสเตียนจึงกลายเป็นผู้ที่ล้มเหลวในการกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า

เมื่อเกิดความขัดแย้งในคริสตจักรหรือในองค์กรคริสเตียน สิ่งแรกที่เราต้องยึดปฏิบัติคือเราจะกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า เราพยายามทุกวิถีทางที่จะแก้ไขจัดการความขัดแย้งด้วยกระบวนการในคริสตจักรของเรา แต่ถ้าการพูดคุยเจรจาประสบความล้มเหลว คงมีช่วงที่พระเจ้าจะทรงเรียกให้เรายอม “เสีย” และสละตนเอง เพื่อเราจะได้ชุมชนคริสตจักรที่เป็นแผ่นดินของพระเจ้า คือการที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้า และความเจริญเข้มแข็งแห่งจิตวิญญาณของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-2894499

16 มีนาคม 2555

วิธีที่ไม่แก้ปัญหา: เมื่อคริสเตียนทะเลาะและขัดแย้งกัน(1)

ผมได้อ่านข้อเขียนชิ้นหนึ่งในภาษาอังกฤษที่เล่าถึงศิษยาภิบาลท่านหนึ่ง ผมขอเรียกชื่อของท่านว่าบารนาบัส(นามสมมติ) เป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ถ่อม จริงใจ เป็นผู้รับใช้ที่เอาใจใส่และทุ่มเทคนหนึ่ง ผู้รับใช้ท่านนี้เติบโตมาในคริสตจักรอิแวนเจอริเคิล แต่ท่านก็ได้รับเลือกให้มาเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในอเมริกา ท่านพยายามที่จะพัฒนาการนมัสการพระเจ้าให้มีชีวิตชีวาตามประสบการณ์และวัฒนธรรมที่ตนได้รับการหล่อหลอมฟูมฟักมา เพื่อผู้เข้าร่วมนมัสการพระเจ้าจะได้สัมผัสกับความรักและการเอาใจใส่ของพระเจ้าในการนมัสการร่วมกัน ดังนั้น ท่านเริ่มนำเอาเพลงสรรเสริญที่ไม่ใช่เพลงนมัสการที่สมาชิกคริสตจักรคุ้นชินมาใช้ร้องสรรเสริญพระเจ้าในการนมัสการ ท่านเริ่มพัฒนาดนตรีที่ใช้ในการนมัสการพระเจ้าที่เคยมีแต่ออร์แกนให้เป็นเครื่องดนตรีที่อนุชนนิยมในสมัยนี้ นอกจากนั้นแล้วอาจารย์บารนาบัสยังเชิญชวนและเปิดโอกาสให้แต่ละคนออกเสียงอธิษฐานพร้อมๆ กันในการนมัสการ ก่อนที่จะมีคนหนึ่งนำในการอธิษฐานอย่างที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ ปรากฏว่ามีผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านรู้สึกไม่ชอบและไม่สบายใจ เหตุการณ์นี้ถูกนำเข้าในการประชุมของคณะธรรมกิจคริสตจักร ผู้ปกครอง 2-3 ท่านนั้นได้ตำหนิกล่าวว่าบารนาบัสอย่างรุนแรง ด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยให้ความเคารพต่อศิษยาภิบาลของตนสักเท่าใดนัก แต่ในการประชุมธรรมกิจครั้งนั้นได้มีมติให้ทดลองใช้วิธีการใหม่ๆ ในการนมัสการพระเจ้าต่อไป และถ้าจำเป็นก็จะมีการปรับแก้เพื่อความเหมาะสมกับคริสตจักร มติของธรรมกิจครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้น

หลังจากนั้น 2 วัน เมื่อบารนาบัสนั่งลงทำงานในสำนักงานของคริสตจักร ท่านก็พบเอกสารจากสำนักงานทนายความ เมื่ออ่านรายละเอียดในจดหมายทำให้บารนาบัสเครียดและไม่สบายใจอย่างยิ่ง เขาพบว่าหนึ่งในผู้ปกครองคริสตจักร 2-3 ท่านนั้นได้ฟ้องต่อศาลเพราะการเปลี่ยนวิธีการนมัสการพระเจ้าของบารนาบัสโดยมิได้ปรึกษาคณะธรรมกิจและสมาชิกก่อน และการนมัสการด้วยวิธีที่ไม่คุ้นชินเป็นการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและสมาธิในการนมัสการพระเจ้า บารนาบัสไม่เคยคิดเลยว่าตนจะถูกฟ้องร้องในเรื่องการทำพันธกิจการนมัสการ (ผมอ่านเรื่องนี้ก็ยังคงประหลาดใจในพฤติกรรมของผู้ปกครองคริสตจักร แต่ก็คิดถึงคำพูดของเพื่อนคนไทยท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ฝรั่งที่นี่ไม่พอใจอะไรก็จะฟ้องร้องเอาความกันได้เกือบทุกเรื่อง)

แต่คริสตจักรในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ก็ไม่น้อยหน้าคริสตจักรในอเมริกา ผู้นำคริสตจักรฟ้องร้องกันอย่างว่าเล่น ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าคริสตจักรไม่ควรขึ้นโรงขึ้นศาล ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคริสตจักรกับกฎหมายบ้านเมือง หรือเราถูกคนภายนอกฟ้องร้องเราก็จำเป็นพิจารณาดำเนินการรับผิดชอบอย่างเหมาะตามกฎหมายในฐานะคริสเตียน แต่ถ้าเป็นเรื่องความไม่พอใจ ความขัดแย้ง หรือ แม้แต่การขัดผลประโยชน์ หรือ สิทธิ อำนาจในคริสตจักร ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่คริสเตียนควรเจรจาตกลงกันเองบนความเป็นชุมชนที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์เดียวกัน พึงสร้างความเข้าใจกันและกันบนรากฐานของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ทำไมเราต้องเอาความขัดแย้ง การทะเลาะระหว่างคริสเตียนด้วยกันไปพึ่งพาผู้ที่มิได้เป็นคริสเตียนในการตัดสิน ทำไมเราใช้กฎหมายบ้านเมืองในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ อำนาจ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ แทนที่จะใช้คริสต์จริยธรรมบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในการแก้ไขและเยียวยารักษาสัมพันธภาพที่มีต่อกัน?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เราเริ่มใช้กลวิธีทางการเมือง(ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์และอำนาจ) ที่พิกลพิการของไทยมาใช้ในคริสตจักรอย่างเต็มตัว เราเห็นได้ทั้งในสภาคริสตจักร สหกิจคริสเตียน และองค์กรคริสเตียนอื่นๆ ขนาดใหญ่ จนขนาดเล็กในกลุ่มคริสเตียนชาติพันธุ์บางเผ่าพันธุ์ก็ติดเชื้อโรคการเมืองนี้อย่างงอมพระทัย(ขออภัยที่เอ่ยนามเพื่อความชัดเจน) เพราะเมื่ออำนาจแบบการเมือง และวิธีการได้มาซึ่งผลประโยชน์ เกียรติยศ ชื่อเสียง เข้าถึงคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนแห่งใด ความรักเมตตา การเอาใจใส่กันและกันบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก็จะถูกเบียดและบังจนมิด พลังแห่งอำนาจชั่วก็จะยื้อให้เรื่องนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือบนศาลที่จะทำลายชีวิตคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนให้หมดแรงและตายไปในที่สุด

เรื่องราวที่คริสเตียนใช้กฎหมายบ้านเมือง หรือ การใช้การขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อเผชิญหน้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคริสตจักร หรือ ระหว่างคริสเตียนด้วยกันนั้นมิใช่เรื่องใหม่อะไร แต่เรื่องในทำนองนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคริสตจักรสมัยเริ่มแรก จากพระธรรม 1โครินธ์ บทที่ 6 เมื่อสมาชิกคริสตจักรคนหนึ่งในคริสตจักรแห่งนี้เกิดการโต้เถียงทะเลาะขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่งในคริสตจักร เขาก็นำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องขึ้นศาลของเมืองโครินธ์ แทนที่จะนำเรื่องนี้มาเจรจา พูดคุย สร้างความเข้าใจกัน และตัดสินภายในคริสตจักรโครินธ์ พฤติกรรมเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีฐานะมั่งมี หรือ เป็นผู้มีความรู้ในสังคมโครินธ์ ค่านิยมของคนมั่งมีในโครินธ์คือ ถ้าชนะคดีความในศาลก็เป็นการปกป้องเกียรติยศ เกียรติภูมิ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีของตนในสังคม และอาจจะได้รับค่าเสียหายเป็นเงินเป็นทองด้วย และนี่คือค่านิยมของคนชั้นสูงในเมืองโครินธ์ แต่สำหรับเปาโลแล้วท่านไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ในคริสตจักร และนี่คือจดหมายที่ท่านเขียนถึงสมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่า...

1เมื่อมีใครในพวกท่านเป็นความกันเขากล้าไปรับการพิพากษาจากคนไม่ชอบธรรม แทนที่จะรับจากธรรมิกชนหรือ? 2ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าธรรมิกชนจะพิพากษาโลก? และถ้าพวกท่านจะพิพากษาโลก ท่านไม่เหมาะจะพิพากษาเรื่องเล็กน้อยหรือ? 3พวกท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะพิพากษาพวกทูตสวรรค์? ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งควรจะพิพากษาเรื่องของชีวิตนี้ 4เมื่อเป็นความกันในเรื่องชีวิตนี้ พวกท่านจะตั้งคนที่คริสตจักรไม่ยอมรับให้ตัดสินหรือ? 5ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้ท่านละอายใจ ในพวกท่านไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติปัญญาสามารถวินิจฉัยเรื่องระหว่างพี่น้องหรือ? 6แต่พี่น้องกับพี่น้องต้องถูกพิพากษาต่อหน้าคนที่ไม่มีความเชื่ออย่างนั้นหรือ? 7อันที่จริง เมื่อไปเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านจึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า? 8แต่พวกท่านกลับทำร้ายกัน และโกงกันแม้กระทั่งพี่น้อง (1โครินธ์ 6:1-8 ฉบับมาตรฐาน)

เป็นการไม่เหมาะสมอย่างไรเมื่อคริสเตียนนำการทะเลาะขัดแย้งไปขึ้นโรงขึ้นศาล? ประการแรก ในคริสตจักรจะต้องมีคนที่มีความสามารถเหมาะสมในการช่วยแก้ไขในสิ่งที่ทะเลาะขัดแย้ง เปาโลฟันธงชัดว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งกันในคริสตจักรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของคริสตจักรที่จะต้องจัดการแก้ไข การที่คริสเตียนคนหนึ่งขัดแย้งกับคริสเตียนอีกคนหนึ่ง นี่มิใช่ความขัดแย้งส่วนตัว เพราะความขัดแย้งของสองคนนี้จะสร้างผลกระทบต่อชีวิตและพันธกิจของคริสตจักร ดังนั้น คริสตจักรจึงมีความชอบธรรมเหมาะสมที่จะเข้าไปช่วยจัดการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว

ยิ่งกว่านั้น การที่คริสเตียนไปฟ้องร้องคริสเตียนอีกคนหนึ่งให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจะเป็นที่ดูถูก หรือ สมเพชในสายตาผู้ที่ไม่มีความเชื่อ ถึงแม้ว่าเราไม่พบในคำสอนของพระเยซูที่ห้ามคริสเตียนฟ้องร้องกันบนศาล แต่การที่จะเอาแพ้เอาชนะและพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูกบนศาลก็เป็นชีวิตคริสเตียนที่มิได้สำแดงชี้ชัดถึงชีวิตบนกางเขนของพระคริสต์เลย เปาโลได้ประณามคนที่เอาความขัดแย้งในคริสตจักรไปขึ้นโรงขึ้นศาลว่า “อันที่จริงเมื่อเป็นความกันพวกท่านก็ตกจากระดับที่ควร ทำไมท่านจึงไม่ยอมทนต่อการร้ายเสียดีกว่า? ทำไมท่านถึงไม่ยอมถูกโกงเสียดีกว่า?” (1โครินธ์ 6:7 ฉบับมาตรฐาน)

เปาโลได้วางเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับความขัดแย้งกันในคริสตจักรว่า มิใช่เพื่อเอาแพ้เอาชนะ มิใช่เพื่อการรักษาปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ส่วนตัว แต่เมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นในคริสตจักร เราจะรักษาชีวิตชุมชนคริสตจักร สัมพันธภาพ สามัคคีธรรมได้อย่างไรเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า ถึงแม้จะต้องเสียชื่อเสียง เกียรติยศ ก็ขอรักษาชื่อเสียงของคริสตจักรและถวายพระเกียรติแด่พระคริสต์ ถึงแม้จะต้องเจ็บปวด แต่ก็ขอรักษามิให้เกิดบาดแผลในชุมชนคริสตจักร

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
081-289-4499