แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไร? แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อย่างไร? แสดงบทความทั้งหมด

02 กุมภาพันธ์ 2561

พระวจนะเปลี่ยนและสร้างชีวิตเราอย่างไร?

ปัญญาจากผู้เฒ่า

มีเรื่องเล่าว่า  มีชายผู้สูงวัยอาศัยอยู่บนภูเขากับหลานชายคนหนึ่ง   ทุกเช้าผู้เป็นปู่จะนั่งที่โต๊ะอาหารในห้องครัวอ่านพระคัมภีร์เล่มเก่าคร่ำคร่าของตน  ผู้เป็นหลานอยากจะเป็นเหมือนปู่ของตน   เขาอยากที่จะอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวัน

วันหนึ่งหลานชายถามปู่ว่า  “ปู่ครับ   ผมพยายามอ่านพระคัมภีร์อย่างปู่  แต่อ่านอย่างไงก็ไม่เข้าใจ  และเมื่อพอจะรู้เรื่องบ้าง   แต่เมื่อปิดพระคัมภีร์ไปไม่เท่าใดก็ลืมเรื่องที่อ่านนั้น   แล้วปู่ว่าการอ่านพระคัมภีร์มันมีประโยชน์อะไร?   อ่านไปทำไมกัน?

ปู่ตอบหลานว่า   “หลานปู่...เอาถังตักน้ำเก่า ๆ ใบนี้ลงเขาไปที่แม่น้ำแล้วตักน้ำหิ้วขึ้นมาบ้านให้ปู่สักถัง”

หลานชายทำอย่างที่ปู่บอกให้ทำ   แต่เมื่อกำลังหิ้วน้ำขึ้นเขามา  ปรากฏว่าน้ำรั่วออกไปจากถัง   เมื่อมาถึงบ้านในถังไม่เหลือน้ำเลย   ผู้เป็นปู่บอกให้หลานลงไปตักใหม่   และให้รีบนำน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าเดิม   ปู่ทำเช่นนี้กับหลานถึงสามรอบ   และในทุกรอบก็กระตุ้นให้หลานรีบหิ้วน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าครั้งก่อน   แต่ทุกครั้งหลานก็มาพร้อมกับถังน้ำที่น้ำรั่วไปหมดแล้ว

ในที่สุด  หลานชายกระหืดกระหอบพูดกับปู่ว่า  “ปู่ครับ...ไม่เป็นประโยชน์เลย”

ผู้เฒ่าพูดกับหลานว่า  “ลองดูข้างในถังซิหลานมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?   ถังเก่าใบนี้ดูสะอาดสดใสกว่าเดิมไหม?   หลานเอ๋ย...นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันไม่ย่อท้อ   หลานอาจจะไม่สามารถเข้าใจทุกเรื่องที่อ่าน หรือ จำทุกข้อได้   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของหลานคือ  พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนชีวิตข้างใน เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง การตัดสินใจของหลาน  และ ก็ทำให้ชีวิตภายนอกของหลานเปลี่ยนตามไปด้วย”

ผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ที่อาศัยในโลกที่ทันสมัย วุ่นวาย สับสน แตกแยก เสื่อมเสีย  ทั้งท่านและผมต่างต้องซึมซับเอาพระวจนะของพระเจ้าเข้ามาในความคิดจิตใจทุกวัน   แล้วพระวจนะนั้นจะค่อย ๆ ขัดล้างเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเราทุกวันให้ค่อย ๆ สดใสสะอาดขึ้น   แม้ว่าเราบางคนอาจจะไม่สามารถที่จะจดจำหรือเข้าใจพระคัมภีร์ในทุกเรื่องที่เราอ่านและใคร่ครวญ   แต่เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ในแต่ละข้อแต่ละตอนที่จะชัดถู ชำระล้าง  และทำให้ความคิดจิตใจของเราสะอาดสดใสขึ้น วันต่อวัน ทุกวัน   เราต้องตระหนักเสมอว่า การอ่านพระวจนะเพื่อให้พลังแห่งพระวจนะเปลี่ยนแปลงเราจากภายในชีวิต  เริ่มต้นที่ความคิด และ จิตใจของเรา

ขอให้เราท่านทุกคน ได้อุทิศถวายชีวิตที่เราเป็นอยู่แด่พระเจ้าในการอ่านพระวจนะของพระองค์เป็นประจำทุกวัน  ด้วยความสัตย์ซื่อ  ด้วยความจงรักภักดี  และด้วยจิตใจที่น้อมถวายแด่พระเจ้า   และให้เราทูลขอต่อพระองค์โปรดใช้พระวจนะของพระองค์ที่จะขัดถูก ชะล้าง  และเสริมสร้างชีวิตประจำวันของเราขึ้นใหม่   ให้มีชีวิตอย่างพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน

(พระคริสต์)​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​พระ​คัม​ภีร์​เขียน​ไว้ว่า
‘มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​เพียง​อย่าง​เดียว​ไม่​ได้
แต่​ต้อง​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​พระ​วจนะ​ทุก​คำ
ซึ่ง​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​เจ้า’ ”  (มัทธิว 4:4 มตฐ.)


พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​ถ่อม​ใจ
ทรง​ปล่อย​ท่าน​ให้​หิว และ​ทรง​เลี้ยง​ท่าน​ด้วย​มานา
ซึ่ง​ท่าน​เอง​หรือ​ปู่​ย่า​ตา​ยาย​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​ทราบ​ว่า​เป็น​อะไร
เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​เข้า​ใจ​ว่า
มนุษย์​ไม่​ได้​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ด้วย​อาหาร​เพียง​สิ่ง​เดียว
แต่​มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ด้วย​ทุก​สิ่ง​ที่​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​องค์พระผู้เป็นเจ้า
(เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

26 กุมภาพันธ์ 2559

เราจะทำสิ่งดีดีแก่พระคริสต์ในวันนี้ได้อย่างไร?

ในแต่ละวัน   เราจะพบทั้งคนที่รู้จักมักคุ้น  และก็พบคนแปลกหน้า   คนที่อยู่นอก “สายตา” ของเรา  คนที่เราไม่คาดคิดว่าอยากจะพบ   และที่สำคัญอีกพวกหนึ่ง  คือคนที่เราไม่ต้องการพบ   และอยากให้คนพวกนี้อยู่ห่าง ๆ เรา หรือเราจะพยายามห่างคนพวกนี้  

คำถามก็คือ ในฐานะที่เราเป็นคริสตชน เราจะกระทำต่อคนเหล่านี้อย่างไรดี?

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรู บอกเราว่า  เราไม่ควรละเลยที่จะต้อนรับคนเหล่านี้...เพราะอาจจะเป็นการต้อนรับทูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว (13:2)

พระเยซูบอกแก่เราว่า  ถ้าเราต้อนรับคนแปลกหน้า  คนที่ไม่มีใครอยากคบพบเห็น   คนที่ต่ำต้อยด้อยค่า   เราก็ได้ต้อนรับกับพระคริสต์   เราทำต่อคนอื่นอย่างไรในแต่ละวัน   เราก็ทำกับพระคริสต์เช่นนั้นในวันนั้นด้วย (มัทธิว 25:38-40)

แต่ละวันที่ผ่านมา   เราท่านกระทำต่อคนอื่นที่เราพบเห็น  เหมือนกับที่เราตั้งใจต้องการกระทำต่อพระคริสต์หรือไม่?   คำตอบที่เราอยากตอบก็คงแน่นอนครับ...   เราต้องการกระทำต่อคนเหล่านั้นเหมือนกระทำต่อพระคริสต์แน่   แต่ในความเป็นจริงเราได้กระทำเช่นที่ตั้งใจไว้หรือไม่เป็นเรื่องสำคัญครับ!

มนุษย์เราทุกคนคือคนที่พระเจ้าทรงสร้างตามพระฉายาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:26-27)   และในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 1  ย้ำความสำคัญที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระคริสต์ถึงสามครั้งสามหนด้วยกัน   ดังนั้น การที่เราจะกระทำต่อคนใดคนหนึ่งที่เราประสบพบเห็นในแต่ละวัน   เราต้องตระหนักชัดว่า เรากระทำต่อคนที่พระเจ้าทรงสร้าง และ เป็นคนที่มีคุณค่าสำคัญในสายพระเนตรของพระองค์   ที่เราจะต้องกระทำแก่คนนั้นด้วยความนับถือ ให้เกียรติ ด้วยความใส่ใจ และด้วยใจเมตตา   เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์   แต่การที่เขาเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ก็ไม่ได้ทำให้เขาคนนั้นมีพระฉายาของพระเจ้าต่ำต้อยด้อยค่าลงแต่ประการใดไม่

ถ้าเช่นนั้น   การยอมรับพระคริสต์   ก็ต้องยอมรับคนเล็กน้อยต่ำต้อยในชีวิตประจำวันของเราด้วย?

ศักเคียส คนเก็บภาษี   ต้อนรับพระคริสต์ด้วยความชื่นชมยินดีหาที่เปรียบมิได้  ในต้นฉบับภาษากรีกใช้คำว่า “chairō” ซึ่งมีความหมายว่า “ชื่นชมยินดีอย่างสุด ๆ หาสิ่งเปรียบมิได้”   แท้จริงแล้วศักเคียสไม่ได้คาดหวังว่า พระเยซูจะกล้าเสี่ยงมารับประทานอาหารในบ้านของเขา    ขอตั้งข้อสังเกตว่าในเหตุการณ์นี้พระเยซูคริสต์เสนอตัวไปเยี่ยมเขาและรับประทานอาหารที่บ้านของเขา    ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีผู้นำทางศาสนาคนไหนที่จะเข้าไปใต้ชายคาบ้านของคนบาปหนาระดับห้าดาว  คือคนเก็บภาษีในยุคนั้น   ศักเคียส หวังเพียงมองให้เห็นพระเยซูที่เขาร่ำลือกันนักหนานั้นหน้าตาเป็นอย่างไร   แต่พระเยซูคริสต์กลับเรียกเขาลงจากต้นไม้  และเอ่ยปากขอไปบ้านของเขา  ขอพักในบ้านของเขา   นั่นแน่นอนว่าพระองค์จะรับประทานในบ้านของเขาด้วย

พระคริสต์ยอมรับคนที่คนอื่นเกลียด  คนที่ถูกสังคมเฉดหัว  เป็นคนบาปหนา   ไม่มีทางได้รับความรอด

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระเยซูคริสต์ต่อชีวิตศักเคียสและครอบครัว   ทำให้ศักเคียสตัดสินใจยอมรับพระคริสต์ในชีวิตและพร้อมครอบครัวของเขา   แต่การแสดงออกถึงการยอมรับพระคริสต์น่าสังเกตมากครับ   ศักเคียสยอมรับพระคริสต์   ด้วยการประกาศการยอมรับ คนที่ตนเกี่ยวข้องด้วย   เขาขอมอบทรัพย์สิ่งของที่เขามีอยู่ครึ่งหนึ่งให้คนยากจน   และถ้าเขาโกงเงินภาษีของใครมาเขายินดีชดใช้คืน 4 เท่า  ซึ่งมากกว่าที่กำหนดไว้ในธรรมบัญญัติ   และพระคริสต์ประกาศว่า ความรอดได้มาถึงครอบครัวนี้แล้ว (ลูกา 19:9)  ความรอดจากพระคริสต์มิได้เริ่มต้นที่ศาสนพิธี เช่น รับบัพติศมา    แต่เริ่มต้นที่เขารับพระคริสต์เข้าในชีวิตของเขา และ กระทำอย่างที่พระคริสต์ทรงกระทำแก่เขากับคนรอบข้างด้วย

ความชื่นชมยินอย่างล้นเหลือหาที่เปรียบมิได้เกิดขึ้นในชีวิตของศักเคียสและครอบครัว   และความชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้นดังกล่าวได้ไหลล้นเข้าสู่ชีวิตคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้างเขาด้วย

เปโตรกำชับคริสตจักรว่า ให้คริสตชนแต่ละคนต้อนรับเลี้ยงดูกันและกันด้วยความเต็มใจ (1เปโตร 4:9)   เปาโลสั่งให้คริสตชนมีใจเมตตาเห็นอกเห็นใจคนขัดสน  และเต็มใจต้อนรับแขกแปลกหน้า (โรม 13:13)   และสัจจะความจริงสำหรับคริสตชนคือ  ถ้าเราแบ่งปันอาหารของเราแก่คนที่หิว  นำคนยากจนไร้บ้านเข้ามาในบ้าน  คลุมกายแก่คนที่เปล่าเปลือย (อิสยาห์ 25:40) การกระทำเช่นนี้ของเราก็เป็นการกระทำแก่พระคริสต์ด้วย (มัทธิว 25:40)

ขอให้เราใคร่ครวญจริงจังในเรื่องนี้ว่า    ถ้าเรากระทำแก่ทุกคนที่เราพบเห็นในวันนี้ดั่งที่เราตั้งใจกระทำต่อพระคริสต์อะไรจะเกิดขึ้น?   ซึ่งคนเหล่านี้ก็เป็นลูกคนหนึ่งของพระเจ้าด้วย   สำคัญกว่านั้น  เขาก็เป็นคนหนึ่งที่พระคริสต์ได้เอาชีวิตของพระองค์แลกมาด้วย (กิจการ 20:28)  

ท่านคิดว่า การกระทำต่อคนรอบข้างที่เราพบเห็นในวันนี้จะเป็นการกระทำต่อพระคริสต์หรือไม่?

แล้ววันนี้เราได้กระทำต่อพระคริสต์อย่างไรบ้างครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499