แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลี่ยน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปลี่ยน แสดงบทความทั้งหมด

01 พฤษภาคม 2564

เปลี่ยน!... “ปณิธาน ที่ อันตรธาน” เป็น...ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร (3)

ที่เรามาเป็นศิษยาภิบาล และ ผู้นำในด้านพันธกิจเพราะเรารักพระเจ้า และ รักมนุษย์ เรารักคนที่มาร่วมกันในคริสตจักรของเรา

ประเด็นปัญหา และ อันตรายในการทำงาน “เพื่อพระเจ้า” คือ  เมื่อเราเริ่มมีความคิดว่าในการทำงานเพื่อพระองค์เราไม่จำเป็นต้องมี “พระคุณพระเจ้า” ที่เราเทศนาและสั่งสอนในคริสตจักร   กล่าวคือเรามุ่งที่จะทำด้วยกำลังชีวิตของตนเอง มิได้สำนึกถึงการที่ “พระเจ้ากระทำเพื่อชีวิตของเรา” แย่กว่านั้น เรากลับคิดไปว่า “เรากำลังทำเพื่อพระเจ้า”

ในข้อเขียนนี้ได้กล่าวถึงขั้นตอนที่ 4 และ 5 ในความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร

4.  มุ่งมั่นทุ่มเทใส่ใจชีวิตจิตวิญญาณตน

การใส่ใจต่อจิตวิญญาณนั้นมีความสำคัญยิ่งต่อสุขภาพในทุกด้านของเรา สุขภาพทางจิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์ และ ด้านร่างกาย การที่เราเอาใจใส่ต่อ “วันสะบาโต” เป็นประจำในแต่ละสัปดาห์นั้นทำให้เรามีเวลาโอกาสในการเติมพลังชีวิต ทำให้ชีวิตจิตวิญญาณกลับมีความสุขสดชื่น

นั่นหมายความว่าเรามีเวลาที่จะพักผ่อน

ความเงียบสงบก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดูแลใส่ใจชีวิตด้านจิตวิญญาณ เครื่องมือสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วและทันสมัยทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไปทุก ๆ ที่กับเรา ทุกที่มีเสียงดัง   เราสูญเสียวินัยชีวิตในความเงียบ ที่เราจะฟังเสียงจากพระเจ้า 

ขอย้ำว่า...มิใช่ที่เราจะพูดกับพระเจ้าเท่านั้น แต่ที่เราจะมีโอกาสที่จะฟังพระเจ้าด้วย

การอยู่โดดเดี่ยว การอยู่กับตนเองก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน ผมชอบที่จะไปเดินตัวคนเดียวทั้งเช้าและเย็น ในเวลาเช่นนั้นผมต้องการมีประสบการณ์ของการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า

การเติบโตขึ้นในพระเยซูคริสต์ต้องการเวลาของชีวิต เมื่อเราได้รับการทรงสร้างใหม่ เราเริ่มรับการเสริมสร้างที่แก่นหลักของชีวิต แต่ในชีวิตของเรายังมีร่องรอยแผลเป็นของวิถีชีวิตเก่า ที่วันดีคืนดีถ้ามันได้โอกาสก็จะกลับมาหลอกล่อและหลอกลวงเรา แผลเป็นนั้นอาจจะอักเสบ และบ่มหนองได้

พระเจ้าใช้เวลาไม่มากนักที่จะนำชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ แต่ต้องใช้เวลาชั่วชีวิตที่จะขจัด “ความเป็นอียิปต์” ออกไปจากชีวิตของอิสราเอล

เรามีผู้นำคริสตจักร และ ผู้นำบรรดาสมาชิกรับใช้ในคริสตจักร และ ในพันธกิจที่เราสามารถไว้วางใจได้ไหม? ผู้นำในคริสตจักรไม่ได้เป็นผู้เข้มแข็งตลอดกาล

การแสดงออกถึงความอ่อนแอหรือความเปราะบางของผู้นำเป็นเรื่องปกติ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เท่านั้น แต่เป็นการดีเหมาะสมที่จะแสดงออกเช่นนั้นด้วยความจริงใจ

5. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากสมาชิกที่คอย “รับ” ไปเป็นสาวกพระคริสต์ที่ “ให้และมีส่วนร่วม”

ดูเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมของคริสตจักรในบ้านเมืองเรา ที่ผู้นำคริสตจักรคิดและรู้สึกว่า หน้าที่ของบรรดาผู้นำคือการตอบสนองความจำเป็นต้องการของสมาชิกในคริสตจักร แต่พระเจ้าทรงเตรียมทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์ให้เป็นตัวแทนแห่งพระราชกิจของการทรงกอบกู้ไถ่ถอนสังคมโลก

ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนในคริสตจักรจะต้องเป็นผู้นำในงานพันธกิจใดพันธกิจหนึ่ง แต่ผู้นำคริสตจักรมีหน้าที่ในการเสริมสร้างโอกาส และ ช่องทางให้สมาชิกแต่ละคนสามารถเข้าร่วมพันธกิจนของพระคริสต์ตามเวลา ตะลันต์ความสามารถ และ ทรัพยากรตามที่แต่ละคนมีอยู่

ตัวอย่างเช่น การที่หนุนเสริมให้สมาชิกที่จะให้สิ่งที่เป็นความจำเป็นต้องการของชุมชน เช่น ด้วยการที่คริสตจักรของเราเข้าไปมีส่วนร่วมงานกับโรงเรียนในชุมชน หรือการมีส่วนร่วมในการจัดหาสิ่งที่โรงเรียนจำเป็นต้องมี หรือ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน

นี่มิใช่การช่วยเหลือวัตถุสิ่งของสำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่สามารถมีได้เท่านั้น แต่ก็เป็นการช่วยเหลือลูกหลานของสมาชิกคริสตจักรที่เรียนในโรงเรียนนั้นด้วย ไม่ว่าคนในชุมชนจะมีจิตวิญญาณหรือความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่นี่เป็นการที่สมาชิกคริสตจักรมีส่วนร่วมในงานแห่งแผ่นดินของพระเจ้าในชุมชน แม้บางครั้งจะดูเหมือนว่าคริสตจักรมีส่วนร่วมด้วยสิ่งของวัสดุเครื่องใช้ทางการศึกษาเพียงน้อยนิดก็ตาม

ตอนท้ายของการเทศนาของทุกอาทิตย์ หรือ ในช่วงท้ายของการนมัสการทุกครั้ง ศิษยาภิบาลจะกล่าวในทำนองว่า ในพระนามขององค์พระเยซูคริสต์ ศิษยาภิบาลขอส่งทุกท่านกลับไปยังครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน หรือในที่ที่สมาชิกจะใช้เวลาและชีวิตของเขาตลอดอาทิตย์ข้างหน้า เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่จะเกิดขึ้นในที่เหล่านั้น

ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักรดังกล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนที่เริ่มต้นเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในตนเองของเราแต่ละคนก่อน หรือ เสริมสร้างความเข้มแข็งและภาวะผู้นำภายในชีวิตของผู้นำก่อน จนกลายเป็นอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนรอบข้างที่เขานำต่อไป




29 เมษายน 2564

เปลี่ยน!... “ปณิธาน ที่ อันตรธาน” เป็น...ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร (2)

แทนที่มัวแต่คิดที่จะทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างคนอื่น แต่ให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่ให้เป็นการเริ่มคิดเริ่มทำในการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างชีวิตจิตวิญญาณของตนเองก่อน โดยมุ่งเน้นที่ตนจะรับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างจากพระคริสต์ภายในชีวิตของเราให้เป็นสาวกของพระองค์ เริ่มต้นที่รับการทรงเสริมสร้างให้ตนเองเป็นสาวกพระคริสต์ และใส่ใจที่จะฟูมฟัก ฝึกฝน ให้จิตวิญญาณของตนมีพลังเข้มแข็งเพื่อที่พร้อมรับใช้คนอื่นในพระนามของพระคริสต์

ข้อเขียนตอนนี้เป็นการนำเสนอ 5 ขั้นตอนของการมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำคริสตจักร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 2 และ 3

2.  ยืนหยัดมุ่งเน้นให้ชีวิตของตนเป็นสาวกของพระคริสต์อย่างแท้จริง

คุณภาพชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ในตัวผู้นำคริสตจักรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตคริสตจักร   เพราะเราไม่สามารถที่จะนำคนอื่นมาเป็นสาวกพระคริสต์ ถ้าเรายังไม่มีชีวิตประจำวันที่สำแดงถึงชีวิตที่เป็นสาวกของพระคริสต์อย่างแท้จริง

ชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์จะต้องเดินเคียงคู่ไปกับองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ และ มีชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ชีวิตของคน ๆ นั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้มีชีวิตเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน

สำหรับในฐานผู้นำ ในการสำแดงภาพลักษณ์ของพระเยซูคริสต์ผ่านชีวิตของเราคือ การที่เรารักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ สิ้นสุดความคิด จิตวิญญาณ และด้วยสุดกำลังชีวิตของเรา และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ยิ่งชีวิตประจำวันของเรามีชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์มากเท่าใด เรายิ่งจำเริญขึ้นในความรักเมตตาของพระคริสต์มากแค่นั้น ความรักเมตตานี้เป็นเหมือนผลของพระวิญญาณ ผลของความรักเมตตาคือความอดทน ความเมตตา การบังคับตน ความเชื่อที่สัตย์ซื่อ มีชีวิตทุกแง่มุมที่งดงามในทุกด้าน

เราต้องร่วมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราต้องบ่มเพาะปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้งอกงามในชีวิตประจำวันของเราก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่เราสามารถให้แก่คนในครอบครัว  ในคริสตจักร ในสังคม และคนที่เราพบเห็นในแต่ละวัน

3.  มุ่งมั่นใส่ใจจิตวิญญาณของทีมผู้นำของคริสตจักร แทนการมุ่งสนใจในผลงานที่เกิดขึ้น

คริสตจักรควรมีกำหนดช่วงเวลาชัดเจนที่ผู้นำจะมาพบปะกันเป็นประจำ “สำหรับรับการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้าง” ชีวิตจิตวิญญาณให้เติบโต เข้มแข็ง และเกิดผล ในการพบปะกันเช่นนี้ยังเปิดกว้างสำหรับคนที่ทำพันธกิจต่าง ๆ ในชุมชนที่จะเข้าร่วมด้วย ด้วยกระบวนการนี้จะหนุนเสริมให้บรรดาทีมผู้นำของคริสตจักรเข้มแข็งขึ้นในด้านจิตวิญญาณ และคนทำงานพันธกิจที่เข้ามาร่วมก็จะเติบโตเข้มแข็งขึ้นและเข้ามาร่วมในทีมผู้นำคริสตจักรในเวลาต่อมา

สิ่งสำคัญที่คริสตจักรไม่ควรมองข้ามคือ คริสตจักรควรมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่ชัดเจนและยึดถือดำเนินการสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง ในการมีช่วงเวลาเสริมสร้างคุณภาพชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ในบรรดาทีมผู้นำของคริสตจักร มิใช่มุ่งที่จะพัฒนาเพื่อให้ทำพันธกิจให้เกิดผลตามที่กำหนดเท่านั้น ที่ผ่านมาเรามุ่งแต่สร้างชีวิตสาวกพระคริสต์ในบรรดาผู้เชื่อใหม่ หรือ สมาชิกใหม่   แต่ละเลยที่จะเปลี่ยนแปลง และ เสริมสร้างชีวิตผู้นำของคริสตจักรให้มีคุณภาพชีวิตการเป็นสาวกพระคริสต์ที่เติบโตและเกิดผล

การที่ผู้นำคริสตจักรมุ่งมั่นอุทิศทุ่มเทในการทำพันธกิจรับใช้ให้งานเกิดผลตามกำหนด แต่ชีวิตมิได้เติบโตขึ้นในการเป็นสาวกของพระคริสต์นั่นเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง ชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์ เป็นชีวิตที่เลียนแบบลักษณะชีวิตของพระคริสต์ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและเกิดผล

บ่อยครั้ง คริสตจักรใส่ใจแต่ความสามารถในการทำพันธกิจมากกว่าคุณลักษณะของชีวิตผู้นำ   คริสตจักรต้องพัฒนาผู้นำคริสตจักรที่มีบุคลิกคุณลักษณะแบบพระคริสต์ และ มีความสามารถในการทำตามแบบอย่างของพระองค์

ดังนั้น คุณภาพชีวิตสาวกพระคริสต์ในตัวผู้นำ และ อาสาสมัครของคริสตจักรจะต้องมาก่อนความสามารถในการทำพันธกิจ และนี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากที่คริสตจักรต้องใส่ใจ

(จะนำเสนอข้อเขียนตอนต่อไปในครั้งหน้า)




28 เมษายน 2564

เปลี่ยน!... “ปณิธาน ที่ อันตรธาน” เป็น...ความมุ่งมั่น 5 ขั้นตอนของผู้นำคริสตจักร (1)

เมื่อเริ่มต้นปีใหม่ทุกปี คริสตจักร ศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักรมักจะพูดถึงการจัดทำ “ปณิธานสำหรับปีใหม่” แล้วก็กำหนดเป้าหมายที่จะทำกันในช่วงท้ายเดือนธันวาคม สิ่งนี้เป็นสิ่งดี แต่ที่เราพบเป็นประจำทุกปี มักเป็นปณิธาน และ เป้าหมายที่พูดถึงไม่เกินเดือนเมษายน แล้วก็เงียบ หรือ เลิกพูดถึง เพราะไม่ได้ทำตามปณิธาน และเป้าหมายที่วางไว้

กลายเป็น “ปณิธาน ที่ อันตรธาน”

ในปี 2021 นี้ แทนที่จะมีเพียงปณิธานปี 2021 แล้วก็ไม่ได้ทำให้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ ขอเสนอให้เราพิจารณาการทำพันธกิจ 5 ขั้นตอน จากนั้นค่อย ๆ ทำให้แต่ละขั้นตอนก้าวไปให้สำเร็จเป็นรูปธรรม และมีโอกาสที่จะทบทวนไตร่ตรองในแต่ละขั้นตอนว่า เราได้เห็นพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจอะไรบ้างในการขับเคลื่อนพันธกิจในคริสตจักรของเรา ตาม 5 ขั้นตอนข้างล่างนี้...

1. เลือกทำพันธกิจที่เราได้รับมอบหมายจากพระคริสต์ แทนพันธกิจที่เราอยากทำ

2. ยืนหยัดมุ่งเน้นให้ชีวิตของตนเป็นสาวกของพระคริสต์อย่างแท้จริง

3. มุ่งมั่นใส่ใจจิตวิญญาณของทีมผู้นำของคริสตจักร แทนการมุ่งสนใจให้เกิดผลงาน

4. มุ่งมั่นทุ่มเทใส่ใจชีวิตจิตวิญญาณของสมาชิกแต่ละคน

5. มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากสมาชิกที่คอย “รับ” ไปเป็นสาวกพระคริสต์ที่ “ให้และมีส่วนร่วม”

1.  เลือกทำพันธกิจที่เราได้รับมอบหมายจากพระคริสต์ แทนพันธกิจที่เราอยากทำ

เมื่อเราตั้งปณิธานในปีใหม่ เรามักมุ่งเน้นไปที่ “สิ่งที่เราจะทำ”  แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นการที่เรามุ่งเน้นไปที่ “พระคริสต์กำลังทำอะไรเพื่อเรา” มากกว่า จากนั้นเราคอยสังเกตว่าพระเจ้าทรงมอบหมายพันธกิจอะไรให้เรารับผิดชอบ

ในฐานะผู้นำในการทำพันธกิจ สำคัญอย่างมากที่เราจะต้องมุ่งเน้นไปที่ “การได้รับมอบหมายพันธกิจจากพระคริสต์” ก่อนที่เราจะ “ทำพันธกิจในชีวิตของเรา”

บ่อยครั้งที่เรายอมให้การทำงาน “เพื่อพระเจ้า” ของเราทำลายพันธกิจของพระองค์ในตัวเรา   และเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เราคิดว่าการทำพันธกิจเพื่อพระเจ้ามีความสำคัญอย่างมากต่อการมีชีวิตในพระคริสต์

พระเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีเราในการทำพันธกิจเพื่อพระองค์ แต่พระองค์เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมในพระประสงค์แห่งการกอบกู้และไถ่ถอนของพระองค์เพราะพระองค์ทรงรักเรา   และความรักที่มากล้นนั้นคือการที่พระองค์กระทำพันธกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา ดังนั้นเราจะต้องยึดมั่นที่จะมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์อันล้ำลึกระหว่างตัวเราเองกับพระคริสต์

และนี่คือ “น้ำพระทัย” ของพระเจ้าที่มีต่อเรา พระองค์ทรงกระทำสิ่งต่าง ๆ เพราะพระองค์รักเรา   แต่บ่อยครั้งเราละเลยหลงลืมความรักแท้ของพระเจ้าที่มีต่อเรา คือต้องการให้เรากับพระองค์มีความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อกัน แทนที่เราจะ “ทำอะไรบางอย่างเพื่อพระองค์” เพื่อพระองค์จะรักเรา แต่ความรักแท้ของพระองค์ประสงค์ให้เราอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์

เมื่อเราพยายามทำพันธกิจเพื่อพระเจ้า การทำพันธกิจเช่นนั้นนำมาซึ่ง “การสิ้นแรงหมดพลังชีวิต” สิ่งที่เราทำกลายเป็นรูปเคารพ เพราะเราให้ความสำคัญแก่การทำพันธกิจเหนือสัมพันธภาพใกล้ชิดกับพระเจ้า และมักทำให้เราโอหังลำพองตน คิดว่าตนสำคัญเพราะตนได้ทำพันธกิจเพื่อพระเจ้า

การที่เราเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ใกล้ชิดสนิทกับพระเจ้านำเราเข้าสู่การมีจิตใจที่จะนมัสการ เทิดทูน ยกย่องสรรเสริญพระองค์ พระเจ้าต้องการให้เรายึดมั่นในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของเราและค้ำชูชีวิตของเราไว้ ให้พันธกิจที่เราทำสำแดงชัดเจนถึงหมายสำคัญของการสถิตอยู่ หรือ การประทับอยู่ด้วยของพระเจ้า

(จะนำเสนอข้อเขียนตอนต่อไปในครั้งหน้า)



02 กุมภาพันธ์ 2561

พระวจนะเปลี่ยนและสร้างชีวิตเราอย่างไร?

ปัญญาจากผู้เฒ่า

มีเรื่องเล่าว่า  มีชายผู้สูงวัยอาศัยอยู่บนภูเขากับหลานชายคนหนึ่ง   ทุกเช้าผู้เป็นปู่จะนั่งที่โต๊ะอาหารในห้องครัวอ่านพระคัมภีร์เล่มเก่าคร่ำคร่าของตน  ผู้เป็นหลานอยากจะเป็นเหมือนปู่ของตน   เขาอยากที่จะอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวัน

วันหนึ่งหลานชายถามปู่ว่า  “ปู่ครับ   ผมพยายามอ่านพระคัมภีร์อย่างปู่  แต่อ่านอย่างไงก็ไม่เข้าใจ  และเมื่อพอจะรู้เรื่องบ้าง   แต่เมื่อปิดพระคัมภีร์ไปไม่เท่าใดก็ลืมเรื่องที่อ่านนั้น   แล้วปู่ว่าการอ่านพระคัมภีร์มันมีประโยชน์อะไร?   อ่านไปทำไมกัน?

ปู่ตอบหลานว่า   “หลานปู่...เอาถังตักน้ำเก่า ๆ ใบนี้ลงเขาไปที่แม่น้ำแล้วตักน้ำหิ้วขึ้นมาบ้านให้ปู่สักถัง”

หลานชายทำอย่างที่ปู่บอกให้ทำ   แต่เมื่อกำลังหิ้วน้ำขึ้นเขามา  ปรากฏว่าน้ำรั่วออกไปจากถัง   เมื่อมาถึงบ้านในถังไม่เหลือน้ำเลย   ผู้เป็นปู่บอกให้หลานลงไปตักใหม่   และให้รีบนำน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าเดิม   ปู่ทำเช่นนี้กับหลานถึงสามรอบ   และในทุกรอบก็กระตุ้นให้หลานรีบหิ้วน้ำขึ้นมาบ้านให้เร็วกว่าครั้งก่อน   แต่ทุกครั้งหลานก็มาพร้อมกับถังน้ำที่น้ำรั่วไปหมดแล้ว

ในที่สุด  หลานชายกระหืดกระหอบพูดกับปู่ว่า  “ปู่ครับ...ไม่เป็นประโยชน์เลย”

ผู้เฒ่าพูดกับหลานว่า  “ลองดูข้างในถังซิหลานมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?   ถังเก่าใบนี้ดูสะอาดสดใสกว่าเดิมไหม?   หลานเอ๋ย...นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำทุกวันไม่ย่อท้อ   หลานอาจจะไม่สามารถเข้าใจทุกเรื่องที่อ่าน หรือ จำทุกข้อได้   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของหลานคือ  พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนชีวิตข้างใน เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง การตัดสินใจของหลาน  และ ก็ทำให้ชีวิตภายนอกของหลานเปลี่ยนตามไปด้วย”

ผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ที่อาศัยในโลกที่ทันสมัย วุ่นวาย สับสน แตกแยก เสื่อมเสีย  ทั้งท่านและผมต่างต้องซึมซับเอาพระวจนะของพระเจ้าเข้ามาในความคิดจิตใจทุกวัน   แล้วพระวจนะนั้นจะค่อย ๆ ขัดล้างเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเราทุกวันให้ค่อย ๆ สดใสสะอาดขึ้น   แม้ว่าเราบางคนอาจจะไม่สามารถที่จะจดจำหรือเข้าใจพระคัมภีร์ในทุกเรื่องที่เราอ่านและใคร่ครวญ   แต่เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ในแต่ละข้อแต่ละตอนที่จะชัดถู ชำระล้าง  และทำให้ความคิดจิตใจของเราสะอาดสดใสขึ้น วันต่อวัน ทุกวัน   เราต้องตระหนักเสมอว่า การอ่านพระวจนะเพื่อให้พลังแห่งพระวจนะเปลี่ยนแปลงเราจากภายในชีวิต  เริ่มต้นที่ความคิด และ จิตใจของเรา

ขอให้เราท่านทุกคน ได้อุทิศถวายชีวิตที่เราเป็นอยู่แด่พระเจ้าในการอ่านพระวจนะของพระองค์เป็นประจำทุกวัน  ด้วยความสัตย์ซื่อ  ด้วยความจงรักภักดี  และด้วยจิตใจที่น้อมถวายแด่พระเจ้า   และให้เราทูลขอต่อพระองค์โปรดใช้พระวจนะของพระองค์ที่จะขัดถูก ชะล้าง  และเสริมสร้างชีวิตประจำวันของเราขึ้นใหม่   ให้มีชีวิตอย่างพระคริสต์มากยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน

(พระคริสต์)​ตรัส​ตอบ​ว่า “มี​พระ​คัม​ภีร์​เขียน​ไว้ว่า
‘มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​อาหาร​เพียง​อย่าง​เดียว​ไม่​ได้
แต่​ต้อง​ดำรง​ชีวิต​ด้วย​พระ​วจนะ​ทุก​คำ
ซึ่ง​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​เจ้า’ ”  (มัทธิว 4:4 มตฐ.)


พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​ถ่อม​ใจ
ทรง​ปล่อย​ท่าน​ให้​หิว และ​ทรง​เลี้ยง​ท่าน​ด้วย​มานา
ซึ่ง​ท่าน​เอง​หรือ​ปู่​ย่า​ตา​ยาย​ของ​ท่าน​ก็​ไม่​ทราบ​ว่า​เป็น​อะไร
เพื่อ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ทำ​ให้​ท่าน​เข้า​ใจ​ว่า
มนุษย์​ไม่​ได้​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ด้วย​อาหาร​เพียง​สิ่ง​เดียว
แต่​มนุษย์​จะ​ดำรง​ชีวิต​อยู่​ได้​ด้วย​ทุก​สิ่ง​ที่​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์​ของ​องค์พระผู้เป็นเจ้า
(เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3 สมช.)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

24 เมษายน 2560

พระเจ้าเปลี่ยน “ความอ่อนแอ” เป็นโอกาสในชีวิต

ใคร ๆ ก็ไม่ต้องการให้ชีวิตของตนเป็นชีวิตที่อ่อนแอ  อ่อนด้อย   อมทุกข์ไร้สุข

แต่ในความเป็นจริง   เราทุกคนต่างก็มีชีวิตที่เคยเผชิญกับชีวิตที่อ่อนเปลี้ย สิ้นพลัง  และสิ้นหวัง   คนเราประสบพบกับชีวิตที่อ่อนแอในลักษณะต่าง ๆ เช่น  ความอ่อนแอทางด้านร่างกาย   เกิดบาดแผลในจิตใจ  ต้องทนทุกข์ด้วยอารมณ์ที่ปวดร้าว   ความสัมพันธ์ฉีกขาดบาดลึก   การทำงานในด้านสมอง/ประสาทไม่ปกติ และ ฯลฯ

ความจริงก็คือ  เราแต่ละคนไม่สามารถหลบลี้หนีจากความทุกข์อันเกิดจากความอ่อนแอในลักษณะที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา   และที่ต้องเข้าใจชัดเจนคือ พระเจ้าก็ไม่ประสงค์ที่จะให้ชีวิตของเราต้องประสบพบกับความอ่อนแอในชีวิตของเรา

แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ   เมื่อต้องตกอยู่ในสภาพที่ชีวิตอ่อนกำลัง   พระเจ้ามิได้ปล่อยให้เราต้องช่วยตนเอง พึ่งตนเอง ที่จะเอาชนะความอ่อนแอของเราในชีวิตตามลำพัง   แต่พระองค์กลับใช้ความอ่อนแอในชีวิตของเราเป็นโอกาสที่จะเสริมสร้างชีวิตที่อ่อนแอของเรากลับเข้มแข็ง มีพลังขึ้น   ที่สำคัญเป็นสะพานที่เชื่อมต่อให้เราได้พบเจอ และ สัมผัสกับพระคริสต์ในชีวิตประจำวันของเรา  

ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงเสริมสร้างให้เรามีชีวิตเข้มแข็งและมีพลังที่จะใช้ชีวิตประจำวันของเราให้เกิดผลดีทั้งต่อผู้อื่นและตนเอง   ตามพระประสงค์สำหรับชีวิตของเรา   จากชีวิตที่อ่อนแอที่เรามองว่าไร้คุณค่า   เปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อรับใช้ตามพระประสงค์   และนี่คือสายใยอันเหนียวแน่นที่ร้อยรัดตลอดเรื่องราวในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

พระเจ้าทรงเปลี่ยน “หุบเหวความอ่อนแอในชีวิต” ที่เราไม่สามารถจัดการกับชีวิตของเราเองได้   ให้เป็นสะพานที่เชื่อมต่อ “สภาพชีวิตที่อ่อนแอทำอะไรไม่ได้” ให้เราสามารถเดินข้ามไปยัง “สภาพชีวิตที่เราควรจะเป็น”   เราสามารถเรียนรู้ได้จากพระราชกิจที่พระคริสต์ทรงกระทำ   ไม่ว่าหญิงหลังโก่งในธรรมศาลา หรือ ชายตาบอดที่ร้องขอความเมตตาจากพระคริสต์  หรือ  ชายที่ถูกผีสิงที่อาศัยในสุสาน หรือ แม้แต่คนโรคเรื้อนที่ต้องระหกระเหินออกจากครอบครัวและสังคมของตนเอง   เพราะความอ่อนแอของคนเหล่านี้และสังคมที่กระตุ้นผลักดันให้เขาต้องการการสัมผัสจากพระคริสต์   ด้วยความเมตตากรุณาของพระคริสต์   พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงความอ่อนแอในชีวิตของผู้คน   ให้เป็นโอกาสที่เขาได้สัมผัสและประจักษ์ชัดถึงความรักเมตตาของพระเจ้า   ให้ชีวิตของคนเหล่านี้ได้มีชีวิตที่เปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่ควรจะเป็น   ให้เปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่พบคุณค่า

“มี​ผู้​หญิง​คน​หนึ่ง​เป็น​โรค​โล​หิต​ตก​มา​สิบ​สอง​ปี​แล้ว  เธอ​ทน​ทุกข์​ลำ​บาก​มาก​กับ​หมอ​หลาย​คน และ​สูญ​สิ้น​ทรัพย์​ที่​เธอ​มี แต่​โรค​นั้น​ก็​ไม่​ได้​บรร​เทา กลับ​ยิ่ง​กำ​เริบ​หนัก​ขึ้น    เมื่อ​หญิง​ผู้​นั้น​ได้​ยิน​ถึง​เรื่อง​พระ​เยซู เธอ​ก็​เดิน​เข้า​ไป​ใน​ฝูง​ชน​ที่​มา​ทาง​ข้าง​หลัง​พระ​องค์ และ​แตะ​ต้อง​ฉลอง​พระ​องค์    เพราะ​คิด​ว่า “ถ้า​ฉัน​ได้​แตะ​ต้อง​เพียง​ฉลอง​พระ​องค์​ฉัน​ก็​จะ​หาย​โรค”  ทัน​ใด​นั้น​โล​หิต​ที่​ตก​ก็​หยุด​แห้ง​ไป และ​หญิง​ผู้​นั้น​รู้​สึก​ตัว​ว่า​โรค​หาย​แล้ว” (มาระโก 5:27-29 มตฐ.)

หญิงโลหิตตกมา 12 ปี   หมดเนื้อหมดตัวกับการรักษาแต่ไม่สามารถหายได้   ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป   ผลักดันให้เขามีทางเลือกเพียงหวังในการรักษาของพระเยซูคริสต์   เธอตัดสินใจแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน  ยื่นมือแตะชายฉลองของพระคริสต์   โดยฤทธิ์อำนาจแห่งความรักเมตตาของพระคริสต์   เธอรู้ตัวว่าหายจากโรคโลหิตตก   จุดอ่อนแอในชีวิตของเธอได้รับการขจัดออกไปจากชีวิต  แต่ที่สำคัญกว่านั้น   เธอมีโอกาสที่จะกลับไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อย่างเป็นปกติ   แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอสัมผัสกับความจริงในความรักเมตตาของพระเจ้าที่เปลี่ยนสภาพและสถานะชีวิตของเธอไปอย่างสิ้นเชิง

ในวันนี้  เวลาใดก็ตามที่เราเผชิญกับชีวิตที่อ่อนแอ  ไม่รู้จะจัดการ หรือ ขจัดมันออกไปจากชีวิต   โปรดตระหนักชัดว่า ความอ่อนแอในชีวิต เป็นโอกาสที่ “ขับดัน” เราให้เข้าถึงพระคริสต์   เพื่อขอให้พระองค์ทรงจัดการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา  ด้วยความรักเมตตา และ ตามพระประสงค์ของพระองค์   ความอ่อนแอในชีวิตของเราจะเป็นโอกาสที่เราจะได้เผชิญหน้าและสัมผัสกับความเมตตาของพระองค์   แล้วชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกเลย

เพราะพระคริสต์เป็นความเข้มแข็งและพลังในชีวิตของเราในวันนี้

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

15 ธันวาคม 2557

คริสตมาส: เวลาที่พระเจ้าบอกให้มนุษย์เปลี่ยนมุมมอง...ใหม่

นักคิดนักปรัชญา และ นักจิตวิทยาหลายคนลงความเห็นว่า   ที่มนุษย์เราต้องมีศาสนาเพราะความกลัวในชีวิตของมนุษย์   เพราะมนุษย์กลัว   มนุษย์จึงพยายามที่จะเรียนรู้ในการกระทำตนให้ “พระเจ้า” ที่มีพลังอำนาจเหนือเขาพึงพอใจ   ไม่ว่าด้วยการกระทำศาสนพิธีต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมา   หรือพยายามทำตามบทบัญญัติและศีลธรรมที่มีในคัมภีร์   ทั้งสิ้นนี้สร้างกรอบคิด กรอบเชื่อ และมุมมองให้มนุษย์ “กลัว” พระองค์

มนุษย์จึงเชื่อในศาสนาที่ตนยึดถือด้วย “ความกลัว”  ทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่ศาสนา ตามที่ “พระเจ้า” ต้องการ

ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ศาสนพิธี และ คำสอนกฏบัญญัติ ไม่สำคัญ!
แต่ในเวลาเดียวกัน  เราก็ไม่ได้เชื่อวางใจพระเจ้า เพราะเรามีมุมมองต่อพระเจ้าด้วย “ความกลัว”?

เมื่อมนุษย์มี “มุมมองพระเจ้า” ด้วยความกลัว   พระเจ้าจึงเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์  แยกตัวออกเฉพาะ(เพื่อที่พระองค์จะไม่ได้เกลือกกลั้ว แปดเปื้อนด้วยความบาปผิดของมนุษย์) มนุษย์จึงทำศาสนพิธีเพื่อที่จะ “ชำระตนให้บริสุทธิ์”  ทำตนให้พระเจ้า “พึงพอใจ” พยายามสร้างตนเองให้เป็นที่ยอมรับของพระเจ้า?   ด้วยมุมมองเช่นนี้  คริสตชนจึงอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า

จึงไม่แปลกที่ว่า คริสตชนส่วนมากยังมองว่าพระเจ้าอยู่ในสวรรค์อันไกลโพ้น   ที่ต้องแยกออกจากโลกนี้   แล้วพยายามทำตนด้วยมุมมองและความเชื่อว่า  “ตายแล้วตนจะได้ไปสวรรค์”   พระเจ้าของคริสตชนกลุ่มใหญ่นี้ช่างอยู่ห่างไกล   เขามีความหวังเมื่อชีวิตตายไปเท่านั้น?

แต่คริสต์มาสเป็นเรื่องราว เมื่อพระเจ้าทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้าลงมาจากสวรรค์สละบัลลังก์ของพระองค์ในสวรรค์ มาเป็นมนุษย์คนหนึ่งท่ามกลางคนยากไร้ ต่ำต้อย เล็กน้อย   ขอให้สังเกตว่า  ในเรื่องราวการมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์   เป็นการที่บอกมนุษย์โลกนี้ให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อพระเจ้า

ทูตสวรรค์บอกมนุษย์เหล่านี้ว่า ให้เลิกมีมุมมองความเชื่อพระเจ้าแบบเดิม ๆ เสียใหม่ พระเจ้าที่สร้างแต่ความกลัว ห่างไกล  คอยมองเพื่อจะตัดสินจับผิดเรา   พระเจ้าที่อยู่ห่างไกลจากมนุษย์   มนุษย์จะเข้าใกล้พระเจ้าได้เพราะความพยายาม และ การทำตนให้บริสุทธิ์ สอดคล้องกับบทบัญญัติ และสภาพของพระเจ้า

ทูตสวรรค์บอกให้มนุษย์เปลี่ยนมุมมองใหม่   ให้มีมุมมองความเชื่อว่า   พระเจ้าทรงรักมนุษย์  พระองค์ต้องการอยู่ใกล้ชิดและมีชีวิตท่ามกลางมนุษย์   และพระองค์ไม่ได้รอมนุษย์ทำตนหรือพยายามที่จะดำเนินชีวิตเข้ากับพระองค์ได้  

แต่พระเจ้าคือผู้ที่ทำตนเองให้เข้ามาใกล้ชิด  ทนทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์  อยู่เคียงข้างมนุษย์อย่างไร้เงื่อนไข   แต่เปี่ยมด้วยพระประสงค์ที่ต้องการ หนุนเสริม เพิ่มพลัง และทรงช่วยกอบกู้ให้มนุษย์หลุดรอดออกจากอำนาจบาปชั่วที่ตะครุบ ครอบงำ และฉุดกระชากชีวิตมนุษย์ไว้   แล้วเคียงข้างมนุษย์เสริมสร้างชีวิตมนุษย์ขึ้นใหม่   เป็นมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์   เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า  และมีชีวิตที่มีความหมาย

ดังนั้น  เราจึงพบว่า คำที่กล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกในเหตุการณ์การมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์คือ  “อย่ากลัวเลย” (กล่าวแก่ เศคาริยาห์  มารีย์ โยเซฟ และคนเลี้ยงแกะ)  ให้มนุษย์เลิกมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าด้วยความกลัว
  
เมื่อทูตสวรรค์มาปรากฏแก่มารีย์ที่เป็นสาวอยู่   คำทักทายแรกคือ “เธอ​ผู้​ที่​พระ​เจ้า​โปรด​ปราน​มาก จง​ชื่น​ชม​ยินดี​เถิด องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​สถิต​อยู่​กับ​เธอ...” แต่คำทักทายนี้ทำให้มารีย์ “ตกใจ” ทำให้มารีย์เกิดความกลัว   เป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า  และยังสถิตอยู่กับเธอ  แล้วบอกให้เธอชื่นชมยินดี

มุมมองใหม่ที่ทูตสวรรค์นำมาทำให้มารีย์ตกใจ  และคิดในใจว่าเป็นไปได้อย่างไร!

ทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอต่อไปว่า  “มา​รีย์​เอ๋ย อย่า​กลัว​เลย เพราะ​เธอ​เป็น​ผู้​ที่​พระ​เจ้า​โปรด​ปราน...”   ทูตสวรรค์บอกให้มารีย์เปลี่ยนมุมมองที่ตนมองพระเจ้าใหม่   พระเจ้ามิได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่น่ากลัว น่าเกรงขาม  อยู่ห่างไกล   แต่พระเจ้าทรงมาอยู่ใกล้ชิดและโปรดปรานเธอ   และมีแผนการและพระประสงค์ในชีวิตของเธอ (ลูกา 1:28-33  มตฐ.)   พระเจ้ากำลังทำพระราชกิจให้สำเร็จในชีวิตของมารีย์

มุมมองความเชื่อใหม่ที่ทูตสวรรค์นำมาในคริสต์มาสคือ  พระเจ้าทรงลงมาจากสวรรค์อยู่ในชีวิตของมนุษย์  เพื่อที่จะกระทำพระราชกิจให้สำเร็จในชีวิตของมนุษย์คน ๆ นั้น!

สำหรับคริสตชนแล้วมีมุมมองต่อพระเจ้าว่า  ทรงอยู่เคียงข้าง ทรงอยู่ในชีวิต  และทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตของเราแต่ละคน  และในแต่ละสังคมชุมชน

สำหรับคริสตชนแล้วมีมุมมองความสำเร็จในชีวิตว่า   พระเจ้ามีแผนการและพระประสงค์ในชีวิตของเราแต่ละคน   พระองค์จะทรงเปิดเผย  ทรงเป็นกำลังหนุนเสริม  และทรงกระทำพระราชกิของพระองค์ในชีวิต และ ผ่านชีวิตของเรา

เลิกเถิดครับ...ที่จะพยายามช่วยตนเอง  กระทำตนเองเพื่อพยายามจะขึ้นไปสวรรค์อยู่กับพระเจ้า!

แต่ถ้ายัง “ดันทุรัง” ทำตนเองให้ได้ไปสวรรค์   โปรดระวังเราอาจจะต้องสวนทางกับพระองค์   สวนทางพระประสงค์ของพระองค์ไงครับ?

เพราะพระเจ้าเสด็จมาในโลกนี้   ทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง   และทรงกำลังกระทำงานของพระองค์ในแผ่นดินโลกนี้   เพื่อนำการครอบครองและแผ่นดินของพระองค์ให้สำเร็จเสร็จครบในสังคมมนุษย์โลก

เมื่อทูตสวรรค์ไปบอกข่าวการบังเกิดของพระเยซูคริสต์แก่คนเลี้ยงแกะ   สิ่งแรกที่ทูตสวรรค์บอกคนเลี้ยงแกะคือ “อย่ากลัวเลย  เพราะเรามีข่าวดีมายังท่าน”   และในที่สุดทูตสวรรค์ให้มุมมองเกี่ยวกับพระเจ้าว่า “พระ​สิริ​จง​มี​แด่​พระ​เจ้า​ใน​ที่​สูง​สุด   ส่วน​บน​แผ่น​ดิน​โลก สันติ​สุข​จง​มี​ท่าม​กลาง​มนุษย์​ทั้ง​หลาย​ที่​พระ​องค์​โปรด​ปราน​นั้น” (ลูกา 2:8-14 มตฐ.)

ข่าวดีของคริสต์มาสคือ  วันนี้พระเจ้าอยู่เคียงข้างท่าน   อยู่ในชีวิตท่าน   พระองค์ประสงค์จะกระทำความสำเร็จในชีวิตท่านตามพระประสงค์ของพระองค์ครับ!

วันนี้ท่านพร้อมจะเปลี่ยนมุมมองของท่านเกี่ยวกับพระเจ้าหรือไม่ครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499