แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลือก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลือก แสดงบทความทั้งหมด

08 มกราคม 2561

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเหนือที่จะกลัว!

เมื่อเราเริ่มต้นปีใหม่ หรือ วันใหม่ เราต้องเผชิญกับสองสิ่งข้างหน้าเราคือ ความเชื่อ กับ ความกลัว แล้วในแต่ละวันใหม่เราต้องตัดสินใจเลือกว่า เราจะจาริกไปในวันนี้ด้วยความเชื่อ หรือ ก้าวเดินไปในวันนี้ด้วยความกลัว? จากประสบการณ์ในชีวิตพบครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเราเลือกที่จะกลัว ระวังครับ...ความกลัวมันมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือเชื่อ ที่จะหลอมละลายให้ศักยภาพความสามารถที่พระเจ้าประทานให้เรานั้นอ่อนปวกเปียก แล้วฉุดดึงตรึงเราไว้ไม่ให้เราเริ่มต้น แล้วผูกมัดเราไว้ไม่ให้ความเชื่อแสดงพลังในชีวิตของเราได้

แน่นอนครับ... ผมเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์เดินเคียงข้างผมไปในที่ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และทุกวันด้วยครับ

แต่ถ้าเลือก หรือ เปิดโอกาส หรือ ปล่อยให้ “ความกลัว” มีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา แทนที่จะเป็นความเชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดจิตใจคือ สงสัย ระแวง กังขา และ ไม่เชื่อ ทำให้เกิดอาการ “กลัวที่จะทดลอง หรือ ไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ในวันนั้น”

เมื่อความกลัวเข้ามายึดครองความคิดจิตใจของเรา เราเริ่มที่จะต้องปกป้องตนเองเพื่อความปลอดภัย เราจึงเลือกที่จะทำทุกอย่างทุกทางเพื่อตนเอง จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

เมื่อความกลัวมีอิทธิพลในการคิดของเราในเวลานั้น เราก็จะกลัว ไม่แน่ใจ ไม่กล้าที่จะอุทิศชีวิตแด่พระเจ้า และไม่ยอมจะแบ่งปันชีวิตแก่คนอื่น ทำให้เราเลือกคิดสั้นคิดง่ายคิดใกล้ คิดเพื่อตนเองเท่านั้น ความกลัวทำให้เรากลับมามองและมุ่งเน้นที่อดีต แล้วชีวิตติดในหล่มโคลนตมประสบการณ์แห่งความล้มเหลวที่ผ่านมา เพิ่มพูนอิทธิพลความกลัวในตัวเรามากยิ่งขึ้น จนไม่กล้าที่จะมองไปในอนาคต หรือ บ้างทำให้ “สายตาสั้น” หรือไม่ก็ “มืดบอด” จนมองไม่เห็นอนาคต

บารทิเมอัส ขอทานตาบอดข้างถนนไปเยรีโค เมื่อเขามีโอกาสเผชิญกับพระเยซู แน่นอนว่า บารทิเมอัส รู้ว่า สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ เขาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะทำอย่างไร ถ้าจะให้พระเยซูคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เขาต้องตะโกนเสียงดังบอกพระเยซูให้ได้ยิน พระเยซูถึงจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น และเขาเชื่อแน่ว่าพระเยซูจะสามารถรักษาการตาบอดของเขาได้

แต่ถ้าเลือกที่จะตะโกนร้องเสียงดังให้พระเยซูได้ยิน เขาก็กลัวว่า เกรงว่า ผู้คนจะมองเขาว่า เขาเป็นคนไม่สุภาพ ทำเสียงดังก่อกวนความสงบในสังคม ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เขากลัวว่า ผู้คนจะรับการกระทำของเขาไม่ได้ ผู้คนจะต่อต้านการกระทำของเขา เขาจะกลายเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ เป็นคนที่สังคมประณาม และเขาอาจจะไม่มีที่ยืนและที่อยู่ในสังคมนั้นอีกต่อไป

แต่ถ้าเขาได้รับการรักษาจากพระเยซูคริสต์ ตาของเขาจะเห็นได้ เขาไม่ต้องขอทานพึ่งคนอื่นต่อไป แต่ถ้าจะได้รับการรักษาจากพระคริสต์ เขาต้องทำให้พระคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการการรักษาจากพระองค์ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์จะเข้าใจและยอมรับที่เขากระทำเสียงดังเช่นนั้น เขาเชื่อว่า พระองค์รักษาให้เขาหายได้ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์คือผู้เปลี่ยนชีวิตของเขาได้

บารทิเมอัส เมื่อเผชิญหน้ากับโอกาสในวันนั้น เขาเลือกที่จะ เชื่อ เป็นพลังกระทำในเวลานั้นของเขาเหนือ อิทธิพลแห่ง ความกลัว เขาตะโกนบอกพระเยซูว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์

หลายคนตำหนิและบอกให้เขาเงียบ แต่เขายิ่งร้องดังขึ้นว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอท่านเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด”(มาระโก 10:48 อมธ.)

ผลที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งสาวกและผู้คนที่นั่น “ต่างตำหนิ และ บอกให้เขาเงียบ” ถ้าเป็นปัจจุบัน ก็คงจะมีคนพูดแรง ๆกับเขาว่า หุบปากเงียบได้ไหม? พระเยซูคริสต์มีงานอื่นที่สำคัญกว่าที่จะต้องทำ หยุดสร้างสถานการณ์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย อย่าทำตัวป่วนเมืองได้ไหม? ถ้าคิดจะอยู่ในเมืองนี้ต่อก็หุบปากเสีย!

บ่อยครั้ง ซาตานอำนาจชั่ว มักกระซิบข้างหูของเรา ด้วยหลักการ เหตุผล อ้างความสงบเรียบร้อย อ้างความเป็นระเบียบ อ้างส่วนรวม อ้างแต่สิ่งลบ ๆ ร้าย ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพียงเพื่อที่จะหยุดยั้งสิ่งที่เราคิดเราเชื่อในพระเมตตาของพระเจ้าที่สามารถทำให้เกิดผลดีสร้างสรรค์ได้

แต่สำหรับพระคริสต์แล้ว คิดต่างทำต่างจากสาวกและฝูงชนในเวลานั้น พระเยซูคริสต์สั่งสาวกของพระองค์ว่า “ไปเรียกคนนั้นมา” (ข้อ 49) พระคริสต์ต้องการพบสัมผัสกับเรา ไม่ว่าสถานภาพชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม และ พระคริสต์ถามชายตาบอดนั้นว่า “ท่านต้องการจะให้เราทำอะไรให้ท่าน?” (ข้อ 51) พระคริสต์สนใจสิ่งที่เราคิด เราต้องการ สิ่งที่เราต้องการจากพระองค์ พระคริสต์ตั้งใจที่จะฟังเรา พระคริสต์ต้องการให้เราบอกพระองค์ตรง ๆ ถึงสิ่งที่เราคาดเราหวังจากพระองค์

ในทุก ๆ โอกาส ทุก ๆ ขณะ ที่พระคริสต์สัมผัสชีวิตของเรา พระองค์ต้องการตอบสนองคุณภาพชีวิตของเราที่ขาดที่พร่อง และสำคัญกว่านั้น เป็นเวลาที่จะทรงเสริมเพิ่มและหล่อหลอมความเชื่อศรัทธาของเรา และในเวลาเดียวกันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของสาวกและคนรอบข้าง ให้มีความคิดความเชื่อและความเข้าใจถึงความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขของพระคริสต์ และเข้าใจถึงพระราชกิจการให้ชีวิตของพระองค์เพื่อผู้คนจะได้ชีวิตใหม่

พระคริสต์มีพระประสงค์ให้เราเริ่มต้นปีใหม่ วันใหม่ หรือ โอกาสใหม่ ด้วยความเชื่อศรัทธาและไว้วางใจในพระประสงค์ และ พระราชกิจที่พระองค์จะกระทำในชีวิตและเหตุการณ์ที่เราจะประสบพบเจอในแต่ละปี แต่ละวัน และแต่ละโอกาส ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า ทุกขณะจิตพระคริสต์เคียงข้างไปกับเราแต่ละคน และพร้อมที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังกาย ใจ จิตวิญญาณ ความคิด และ ความสัมพันธ์ ให้เราสามารถรับมือจัดการสถานการณ์ชีวิตเวลานั้น ๆ ด้วยพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเพื่อจะไม่ต้องกลัว!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

18 มกราคม 2559

ท่านจะตัดสินใจเลือกอย่างไร?...

ถ้าแผนการของพระเจ้าสำหรับท่านมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก?

เมื่อมีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ และ ผู้ใหญ่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายในชีวิต   ดูเหมือนคริสตชนในยุคนี้กำลังสับสน  ลำบากใจกับเสรีภาพที่ตนได้รับ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือก...เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกเรียนในคณะ/วิชาไหนดี?   จบแล้วยังต้องเลือกการงาน/อาชีพ  ฉันจะเลือกงานที่ไม่รู้สึกว่าสอดคล้องกับการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตฉันอย่างไรดี?  ฉันจะเลือกอย่างไรดีกับงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา?    ฉันจะเลือกงานนี้ดีไหมที่เขาให้เงินเดือนต่ำกว่าวุฒิ?    ฉันจะเลือกอย่างไรกับสิ่งที่ฉันรู้สึกว่ามันไม่สอดคล้องกับระบบคุณค่าที่ฉันมีอยู่?  

ผู้คนเหล่านี้กำลังบอกกับตนเองว่า  เขาต้องเผชิญหน้ากับการใช้เสรีภาพในการเลือก   การเลือกที่มีอะไรให้เลือกมากมาย  มากกว่าหนึ่งทางเลือก   หรือทางเลือกที่ไม่ตรงกับใจต้องการ   แต่เขาบอกกับตนเองและบอกกับพระเจ้าว่า เขาต้องการเลือกก้าวต่อไปในชีวิตของเขาที่เป็นตาม “น้ำพระทัยของพระเจ้า”   แล้วถ้าเป็นตัวท่านล่ะท่านจะเลือกอย่างไรดี?

บางครั้งพระเจ้าเปิดทางเลือกสำหรับเราที่จะกระทำตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์มากกว่าหนึ่งทาง...แล้วท่านคิดอย่างไร?  และจะจัดการอย่างไรกับการที่ต้องเลือกทางหนึ่งทางใดที่พระเจ้าทรงประทานให้  มากกว่าหนึ่งทาง?   หรือเราจะโยนกลับไปให้พระเจ้าใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่เราเรียกว่า “พระเมตตา” ให้พระเจ้าช่วยเลือกแทนเราเช่นนั้นหรือ?   เรากลัว   เราไม่อยากเสี่ยงที่จะต้อง “เลือกผิด”   หรือบางท่านก็จะอธิษฐานขอพระเจ้า ทรงเปิดเผยว่าควรจะเลือกทางเลือกไหนที่ดีที่สุด   แต่ผมเชื่อว่าทุกทางเลือกที่พระเจ้าประทานให้เราเลือกนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งสิ้น  

นี่เป็นเรื่องของมุมมองที่แตกต่าง   คือเราคิดและคาดหวังว่า  ทางเลือกที่พระเจ้าให้กับเรามีเพียงทางเลือกเดียวที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด เหมาะสมที่สุด  สมบูรณ์ที่สุด   แล้วเราจะต้องเลือกข้อ (ก.)   (ข.)  (ค.)  หรือ  (ง.)  อย่างที่เรามีประสบการณ์และเราทำกันเสมอในห้องสอบ  แต่ในความเชื่อของคริสตชน   พระเจ้ามิได้เปิดทางเลือกที่ถูกต้องเพียงทางเลือกเดียวแก่เราแต่ละคนเสมอไป   แต่พระเจ้าประทานทางเลือกหลากหลายทางที่เหมาะสม  ถูกต้อง  สมบูรณ์ในแต่ละทางเลือกให้เรา

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ในชีวิตการเลือกของคริสตชนแต่ละคนคือ   เราไม่อยากเสี่ยง เรากลัวว่าเราจะเลือกผิด  อย่าให้ความกลัวของคริสตชนในประเด็นนี้ที่กลายเป็นตัวบีบครอบจำกัดความเชื่อและการไว้วางใจในพระเจ้าของเราต้อง “อ่อนแรงลง”   การที่ความเชื่อศรัทธาของเราแต่ละคนจะเข้มแข็งและเติบโตขึ้นก็ต่อเมื่อเราต้องใช้ความเชื่อของเราให้มากขึ้น ๆ   เราต้องกล้าที่จะตัดสินใจเลือกด้วยความเชื่อและไว้วางใจและด้วยจิตภาวนาอธิษฐานว่า   พระเจ้าจะเป็นผู้ที่จะควบคุมกระบวนการในทางที่เราเลือกให้เกิดผลดีตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา   พระธรรมสุภาษิต 3:5-6 บอกกับเราว่า เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้ว   เราต้องเชื่อและวางใจในการทรงนำ  ในพระปัญญา  ในพระกำลังที่จะทรงนำบนเส้นทางที่เราเลือกที่จะเป็นไปและบรรลุสำเร็จตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตอย่างไร
5จง​วาง​ใจ​ใน​พระ​ยาห์​เวห์​ด้วย​สุด​ใจ​ของ​เจ้า  และ​อย่า​พึ่ง​พา​ความ​รอบ​รู้​ของ​ตน​เอง
 6จง​ยอม​รับ​รู้​พระ​องค์​ใน​ทุก​ทาง​ของ​เจ้า แล้ว​พระ​องค์​เอง​จะ​ทรง​ทำ​ให้​วิถี​ของ​เจ้า​ราบ​รื่น
นั่นหมายความว่า   คริสตชนจะต้องเลือก   เลือกด้วยความตระหนักชัดว่า   ในแต่ละทางเลือกที่พระเจ้าประทานแก่เราพระองค์มีย่างก้าวขั้นตอนที่นำชีวิตของเราไปสู่พระประสงค์ของพระองค์   นั่นต้องระวังไม่คิดว่าเมื่อตนตัดสินใจเลือกแล้ว   ตนจะพึ่งแต่ความสามารถและกำลังของตนเองได้   แต่เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้ว เส้นทางต่อไปนี้ที่ต้องก้าวเดินไปนั้น   เป็นเส้นทางแห่งความเชื่อ  ไว้วางใจ  ยอมตัวที่จะเดินไปตามวิถีและวิธี  ตามการทรงนำของพระองค์   กล่าวคือ เราต้องเลือกที่จะเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าบนเส้นทางชีวิตใดเส้นทางหนึ่ง

อย่ามีความคิดที่จะจำกัดพระเจ้าว่า มีทางเลือกทางเดียวสำหรับชีวิตของเราเท่านั้น   และโลกของพระบิดามิใช่ที่เราจะต้องเลือกสีขาวหรือสีดำเท่านั้น   แต่พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยคิดและเข้าใจ   พระเจ้าทรงอยู่ในทุกแผนการที่เราตัดสินใจเลือก   เมื่อเราเลือกแล้วพระองค์จะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเราบนเส้นทางที่เราเลือกนั้น   และบนเส้นทางจาริกนี้ถ้าใครที่เชื่อ และ ไว้วางใจ  แสวงหาพระราชกิจที่ทรงกระทำบนเส้นทางนี้ในชีวิตของตน   คน ๆ นั้นจะจะมีความเชื่อศรัทธาที่เติบโตและแข็งแรงขึ้น   เพราะเขาได้เห็นได้สัมผัสกับพระราชกิจของพระเจ้าในชีวิตของเขาทุกวันในชีวิตประจำวัน

ตราบใดที่เรายังปรารถนาที่จะตัดสินใจให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า   จะไม่มีการตัดสินใจใดที่ท่านตัดสินใจที่เลวร้ายสุด ๆ  หรือไม่มีการตัดสินใจที่ดียอดเยี่ยมเลิศเลอกว่า    ทุกการตัดสินใจต้องเผชิญหน้ากับ “การเสี่ยง”  เพราะไม่มีการตัดสินใจใดที่เป็นการตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบ   ในทุกความเชื่อศรัทธาย่อมเป็นการเสี่ยง   เพราะในทุกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็มีปัจจัยที่จะประสบกับความล้มเหลวด้วยเช่นกัน   ดังนั้น ในเมื่อไม่มีการตัดสินใจเลือกที่ถูกต้องสมบูรณ์   แล้วเราจะให้ความกลัวในการตัดสินใจเลือกมาทำให้เราต้องหยุดชะงักในการตัดสินใจเลือกที่เราเห็นว่าดี ว่าควร  ในเวลานั้นทำไม?

ในสภาพการณ์จริงในชีวิตของเราไม่มีงานที่ดีสมบูรณ์สำหรับเรา  แล้วก็ไม่มีโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบ   ไม่มีคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบดีเลิศ   ไม่มีพันธกิจที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์สำหรับเรา  ไม่มีคริสตจักรที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ   ไม่มีแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่ใช้เลี้ยงดูบุตรหลานของเราได้อย่างดีเยี่ยม   แล้วก็ไม่มีบ้านหลังใดหลังหนึ่งที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์   ไม่มีเส้นทางชีวิตแบบใดแบบหนึ่งที่เยี่ยมยอดสมบูรณ์แบบที่สุด   และก็ไม่มีการตัดสินใจเลือกที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์ที่สุดด้วย!

ขอย้ำว่า  ไม่มีการตัดสินใจเลือกใดที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ  มีแต่การที่เราจะยอมอย่างสิ้นเชิงให้พระเจ้าทรงนำ  และกระทำพระราชกิจของพระองค์บนเส้นทางชีวิตที่เราตัดสินใจเลือกอย่างเต็มร้อย    เมื่อเราตัดสินใจเลือกสิ่งหนึ่งสิ่งใด เส้นทางหนึ่งเส้นทางใดในชีวิตแล้ว  เราจะไม่เดินบนเส้นทางที่เราเลือกนั้นด้วยความกลัวที่มาครอบงำในการดำเนินชีวิตของเรา   แต่รู้ตระหนักชัดว่า เมื่อเราตัดสินใจเลือกแล้วพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์บนเส้นทางที่เราตัดสินใจเลือกนั้นเคียงข้างไปกับเรา   เพื่อทำให้การตัดสินใจเลือกของเราเกิดสิ่งดีแก่เราในชีวิตและส่งผลดีผ่านชีวิตของเราไปยังคนอื่นด้วย

ในพระธรรมโรม บทที่ 8 เตือนเราว่า   มิเพียงแต่ที่เราได้ถูกสร้างขึ้นและทรงเรียกให้มีชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น   แต่ในชีวิตประจำวันของเรา องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงแทรกและเสริม-หนุนเนื่องเราในการดำเนินชีวิตถ้าเราทูลขอการทรงนำ และ รับพระกำลังให้เป็นกำลังของเราจนพบกับพระประสงค์ของพระเจ้าบนเส้นทางชีวิตที่เราเลือกนั้น

ในเวลาเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงช่วยหนุนเสริมเมื่อเราอ่อนแอในชีวิต   ถึงแม้เราสิ้นแรงหมดกำลังทั้งกายและใจจนไม่รู้ว่าจะทูลอธิษฐานเช่นไร  หรือ อธิษฐานคร่ำครวญไม่เป็นคำ   แต่องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเป็นผู้ทูลอธิษฐานแทนเรา   แต่เรารู้และมั่นใจว่า  ในทุกสิ่งที่เราเผชิญในชีวิตประจำวัน พระเจ้าทรงกระทำกิจของพระองค์ให้เกิดสิ่งดีในชีวิตของผู้ที่รักพระองค์   ตามพระประสงค์แห่งการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของคน ๆ นั้น (โรม 8:26-28)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499