แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปีใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

08 มกราคม 2561

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเหนือที่จะกลัว!

เมื่อเราเริ่มต้นปีใหม่ หรือ วันใหม่ เราต้องเผชิญกับสองสิ่งข้างหน้าเราคือ ความเชื่อ กับ ความกลัว แล้วในแต่ละวันใหม่เราต้องตัดสินใจเลือกว่า เราจะจาริกไปในวันนี้ด้วยความเชื่อ หรือ ก้าวเดินไปในวันนี้ด้วยความกลัว? จากประสบการณ์ในชีวิตพบครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเราเลือกที่จะกลัว ระวังครับ...ความกลัวมันมีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือเชื่อ ที่จะหลอมละลายให้ศักยภาพความสามารถที่พระเจ้าประทานให้เรานั้นอ่อนปวกเปียก แล้วฉุดดึงตรึงเราไว้ไม่ให้เราเริ่มต้น แล้วผูกมัดเราไว้ไม่ให้ความเชื่อแสดงพลังในชีวิตของเราได้

แน่นอนครับ... ผมเลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์เดินเคียงข้างผมไปในที่ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และทุกวันด้วยครับ

แต่ถ้าเลือก หรือ เปิดโอกาส หรือ ปล่อยให้ “ความกลัว” มีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา แทนที่จะเป็นความเชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดจิตใจคือ สงสัย ระแวง กังขา และ ไม่เชื่อ ทำให้เกิดอาการ “กลัวที่จะทดลอง หรือ ไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งใหม่ ในวันนั้น”

เมื่อความกลัวเข้ามายึดครองความคิดจิตใจของเรา เราเริ่มที่จะต้องปกป้องตนเองเพื่อความปลอดภัย เราจึงเลือกที่จะทำทุกอย่างทุกทางเพื่อตนเอง จนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว

เมื่อความกลัวมีอิทธิพลในการคิดของเราในเวลานั้น เราก็จะกลัว ไม่แน่ใจ ไม่กล้าที่จะอุทิศชีวิตแด่พระเจ้า และไม่ยอมจะแบ่งปันชีวิตแก่คนอื่น ทำให้เราเลือกคิดสั้นคิดง่ายคิดใกล้ คิดเพื่อตนเองเท่านั้น ความกลัวทำให้เรากลับมามองและมุ่งเน้นที่อดีต แล้วชีวิตติดในหล่มโคลนตมประสบการณ์แห่งความล้มเหลวที่ผ่านมา เพิ่มพูนอิทธิพลความกลัวในตัวเรามากยิ่งขึ้น จนไม่กล้าที่จะมองไปในอนาคต หรือ บ้างทำให้ “สายตาสั้น” หรือไม่ก็ “มืดบอด” จนมองไม่เห็นอนาคต

บารทิเมอัส ขอทานตาบอดข้างถนนไปเยรีโค เมื่อเขามีโอกาสเผชิญกับพระเยซู แน่นอนว่า บารทิเมอัส รู้ว่า สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ เขาต้องตัดสินใจเลือกว่าตนจะทำอย่างไร ถ้าจะให้พระเยซูคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ เขาต้องตะโกนเสียงดังบอกพระเยซูให้ได้ยิน พระเยซูถึงจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่น และเขาเชื่อแน่ว่าพระเยซูจะสามารถรักษาการตาบอดของเขาได้

แต่ถ้าเลือกที่จะตะโกนร้องเสียงดังให้พระเยซูได้ยิน เขาก็กลัวว่า เกรงว่า ผู้คนจะมองเขาว่า เขาเป็นคนไม่สุภาพ ทำเสียงดังก่อกวนความสงบในสังคม ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย เขากลัวว่า ผู้คนจะรับการกระทำของเขาไม่ได้ ผู้คนจะต่อต้านการกระทำของเขา เขาจะกลายเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ เป็นคนที่สังคมประณาม และเขาอาจจะไม่มีที่ยืนและที่อยู่ในสังคมนั้นอีกต่อไป

แต่ถ้าเขาได้รับการรักษาจากพระเยซูคริสต์ ตาของเขาจะเห็นได้ เขาไม่ต้องขอทานพึ่งคนอื่นต่อไป แต่ถ้าจะได้รับการรักษาจากพระคริสต์ เขาต้องทำให้พระคริสต์รู้ว่า เขาอยู่ที่นั่น เขาต้องการการรักษาจากพระองค์ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์จะเข้าใจและยอมรับที่เขากระทำเสียงดังเช่นนั้น เขาเชื่อว่า พระองค์รักษาให้เขาหายได้ เขาเชื่อว่า พระเยซูคริสต์คือผู้เปลี่ยนชีวิตของเขาได้

บารทิเมอัส เมื่อเผชิญหน้ากับโอกาสในวันนั้น เขาเลือกที่จะ เชื่อ เป็นพลังกระทำในเวลานั้นของเขาเหนือ อิทธิพลแห่ง ความกลัว เขาตะโกนบอกพระเยซูว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์

หลายคนตำหนิและบอกให้เขาเงียบ แต่เขายิ่งร้องดังขึ้นว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอท่านเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด”(มาระโก 10:48 อมธ.)

ผลที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งสาวกและผู้คนที่นั่น “ต่างตำหนิ และ บอกให้เขาเงียบ” ถ้าเป็นปัจจุบัน ก็คงจะมีคนพูดแรง ๆกับเขาว่า หุบปากเงียบได้ไหม? พระเยซูคริสต์มีงานอื่นที่สำคัญกว่าที่จะต้องทำ หยุดสร้างสถานการณ์ สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย อย่าทำตัวป่วนเมืองได้ไหม? ถ้าคิดจะอยู่ในเมืองนี้ต่อก็หุบปากเสีย!

บ่อยครั้ง ซาตานอำนาจชั่ว มักกระซิบข้างหูของเรา ด้วยหลักการ เหตุผล อ้างความสงบเรียบร้อย อ้างความเป็นระเบียบ อ้างส่วนรวม อ้างแต่สิ่งลบ ๆ ร้าย ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพียงเพื่อที่จะหยุดยั้งสิ่งที่เราคิดเราเชื่อในพระเมตตาของพระเจ้าที่สามารถทำให้เกิดผลดีสร้างสรรค์ได้

แต่สำหรับพระคริสต์แล้ว คิดต่างทำต่างจากสาวกและฝูงชนในเวลานั้น พระเยซูคริสต์สั่งสาวกของพระองค์ว่า “ไปเรียกคนนั้นมา” (ข้อ 49) พระคริสต์ต้องการพบสัมผัสกับเรา ไม่ว่าสถานภาพชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรก็ตาม และ พระคริสต์ถามชายตาบอดนั้นว่า “ท่านต้องการจะให้เราทำอะไรให้ท่าน?” (ข้อ 51) พระคริสต์สนใจสิ่งที่เราคิด เราต้องการ สิ่งที่เราต้องการจากพระองค์ พระคริสต์ตั้งใจที่จะฟังเรา พระคริสต์ต้องการให้เราบอกพระองค์ตรง ๆ ถึงสิ่งที่เราคาดเราหวังจากพระองค์

ในทุก ๆ โอกาส ทุก ๆ ขณะ ที่พระคริสต์สัมผัสชีวิตของเรา พระองค์ต้องการตอบสนองคุณภาพชีวิตของเราที่ขาดที่พร่อง และสำคัญกว่านั้น เป็นเวลาที่จะทรงเสริมเพิ่มและหล่อหลอมความเชื่อศรัทธาของเรา และในเวลาเดียวกันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของสาวกและคนรอบข้าง ให้มีความคิดความเชื่อและความเข้าใจถึงความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไขของพระคริสต์ และเข้าใจถึงพระราชกิจการให้ชีวิตของพระองค์เพื่อผู้คนจะได้ชีวิตใหม่

พระคริสต์มีพระประสงค์ให้เราเริ่มต้นปีใหม่ วันใหม่ หรือ โอกาสใหม่ ด้วยความเชื่อศรัทธาและไว้วางใจในพระประสงค์ และ พระราชกิจที่พระองค์จะกระทำในชีวิตและเหตุการณ์ที่เราจะประสบพบเจอในแต่ละปี แต่ละวัน และแต่ละโอกาส ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า ทุกขณะจิตพระคริสต์เคียงข้างไปกับเราแต่ละคน และพร้อมที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังกาย ใจ จิตวิญญาณ ความคิด และ ความสัมพันธ์ ให้เราสามารถรับมือจัดการสถานการณ์ชีวิตเวลานั้น ๆ ด้วยพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

ปีใหม่นี้...เลือกที่จะเชื่อเพื่อจะไม่ต้องกลัว!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

01 มกราคม 2561

ปีใหม่นี้...เราจะไปตามนัดไหม?

ถ้าเรายอมรับว่ามี “ปีใหม่”
นั่นหมายว่า เรายอมรับว่าเรากำลังก้าวเดินเข้าสู่ “ภาวะที่ง่อนแง่น ภาวะที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”
เรารับรู้ ตระหนักว่า “เราจะอยู่ในความเปลี่ยนแปลง”
เราเตรียมจิต เตรียมใจ เตรียมกาย ที่จะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

เราคาดหวังว่า ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงนี้เราจะสัมผัสและจะให้ “ความสุข”
เราตั้งใจว่า การเปลี่ยนแปลงคือ “กระดาษทราย” ที่ขัดเกลาชีวิตเราให้ “เรียบรื่น และ ละมุน”
เรารับรู้ และ เรียนรู้ถึง “การที่จะให้ชีวิต เพื่อจะเกิดชีวิตใหม่ในคนอื่นรอบข้าง”
เรามั่นใจว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเป็นพลังหนุนเสริมชีวิตประจำวันของเรา

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การสร้างใหม่ ที่เราจะพบ ผ่าน ประสบ รู้สึก และ เรียนรู้
ให้เราตระหนักรู้ว่า ทุกเสี้ยววินาทีคือ “ชีวิตใหม่” ในกระแสธารแห่ง “ชีวิตนิรันดร์”
ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกอณูในชีวิต
ชีวิตนิรันดร์เป็นชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทุกเสี้ยววินาที ทุกก้าวที่ขยับตัวออกไป เป็นก้าวใหม่ในชีวิตของเรา

สัจจะชีวิต ตั้งแต่ปฐมกาล จนถึง วิวรณ์ ได้ย้ำเตือนเราตลอดเวลาคือ
พระเจ้าคือผู้ที่ก่อเกิด “การเปลี่ยนแปลง”
พระเจ้าองค์นิรันดร์กาลคือ “ผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนทุกย่างก้าวในชีวิต”
พระเจ้า “ผู้ทรงสร้าง” ก็เป็น “ผู้ใส่ใจ” “ผู้เยียวยารักษา” และ “ผู้สร้างใหม่”

พระเจ้าองค์นิรันดร์ เป็นพระเจ้าที่อยู่กับเรา
พระเจ้าพระผู้สร้างอยู่กับเราในสถานการณ์ชีวิตทั้งความสุข และ เจ็บปวด
พระเจ้าผู้สูงสุดอยู่กับเราในเวลาชีวิตที่ตกต่ำ ลำเค็ญที่สุดที่เราต้องประสบพบ
พระเจ้าองค์บริสุทธิ์กลับมาคลุกคลีกับชีวิตของเราที่เปรอะเปื้อนมลทินสิ้นหวัง

เราพบกับพระเจ้าแห่งความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง
เราพบกับพระเจ้าที่เข้มแข็งเมตตา เมื่อเรากำลังสิ้นแรงไร้ที่พึ่งพิง และผู้นำพา
เราพบกับพระเจ้าผู้สร้างใหม่ ให้ชีวิตใหม่ เมื่อเราอยู่ใน “การล้มละลายของชีวิต”
เราพบกับพระเจ้าแห่งสันติสุข ท่ามกลางการแย่งชิง ทำลายล้างผู้อื่น ท่ามกลางที่โลกปกครองด้วย “ผู้นำที่บ้า”

ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในชีวิตประจำวันที่เราจะต้องเผชิญ
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในภาวะฉ้อฉลที่เราไม่สามารถควบคุมและจัดการได้
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราใน “ทะเลทรายแห่งความเห็นแก่ตัวและทำลายผู้อื่น”
ในปีใหม่พระเจ้านัดพบกับเราในความฉีกขาดและบาดแผลในชีวิตของเรา

ในปีใหม่นี้ เราพร้อมจะไปตามนัดของพระเจ้าหรือเปล่า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

07 มกราคม 2556

ความตั้งใจปีใหม่


ความสุขุมรอบคอบจะทำให้เราอดทน (อมตธรรม)
และการให้อภัยความผิดก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา (ฉบับมาตรฐาน)
(สุภาษิต 19:11)

เมื่อเรามองข้ามความผิดของผู้อื่น   เรากำลังมีชีวิตที่เลียนแบบการทรงยกโทษครั้งสำคัญที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาและทรงพระคุณ
ทรงพิโรธช้าและเปี่ยมด้วยความรักมั่นคง
พระองค์จะไม่ทรงกล่าวโทษอยู่เสมอ
หรือทรงพระพิโรธเป็นนิตย์
พระองค์มิได้ทรงกระทำแก่เราสาสมกับบาปของเรา
หรือลงโทษอย่างสาสมกับความชั่วช้าของเรา
(สดุดี 103:8-10)

ในเทศกาลคริสต์มาสและในวาระของการขึ้นปีใหม่   พ่อแม่ ผู้ใหญ่มักคิดว่าจะให้อะไรกับลูกหลาน ลูกน้อง  เพื่อนฝูงคนสนิท   และในเวลาเดียวกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็คาดหวังที่จะได้   นอกจากการได้สิ่งของ เครื่องใช้  ของกินแล้วเราต่างคาดหวังที่จะได้ชีวิตที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

ยิ่งกว่านั้น  หลายคนตั้งจิตตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ ในปีใหม่   บางคนเขียนรายการที่ตั้งใจที่จะทำเพื่อชีวิตของตนในปีใหม่จะประสบพบกับสิ่งดีๆ  ประสบความสำเร็จในชีวิต   ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง  ได้รับการยอมรับการยกย่องจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น   ตั้งใจที่จะทำสิ่งดีมีคุณประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น   ตั้งใจที่จะกระทำสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า   และสิ่งที่ยกย่องสรรเสริญพระองค์   บางคนตั้งใจที่จะให้พระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นต้น และ เป็นใหญ่ในชีวิตของตนในตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึงนี้

เป็นการดีครับที่เราตั้งใจเขียนรายการชีวิตที่ตั้งใจจะทำในปีใหม่นี้   และท่านคงเขียนได้หลายข้อหลายประการ   แต่ไม่ทราบว่าในปีใหม่นี้   ท่านมีเรื่องนี้ในรายการความตั้งใจในชีวิตของท่านหรือไม่?

ในปีใหม่นี้ฉันจะมองข้ามความผิดพลาดของคนอื่นมากขึ้น และนี่คือที่มาของการที่เราจะยกโทษแก่คนอื่น

รายการนี้เป็นรายการคุณภาพชีวิตที่โลกในยุคปัจจุบันต้องการอย่างมาก   ใช่ครับสังคมโลกปัจจุบันต้องการจิตใจที่สุขุม นิ่ง มั่นคง ที่จะมองข้ามความผิดพลาดของคนอื่นและพร้อมให้อภัยความผิดของผู้อื่น  สันติสุข และ ศาสนติภาพ จะไม่มีเลยถ้ามนุษย์ไม่ยอมให้อภัยกันและกัน

รายการความตั้งใจปีใหม่นี้เป็นรายการที่สำคัญยิ่งสำหรับพระเยซูคริสต์ด้วย   พระองค์ทรงสอนสาวกของพระองค์ให้อธิษฐานว่า   “...ขอทรงยกบาปผิดของข้าพระองค์   เหมือนพวกข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์” (มัทธิว 6:12 ฉบับมาตรฐาน)   เมื่อเรายอมยกโทษคนอื่น   เพราะเราสำนึกในพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงยกโทษเรา   ในพระธรรมสดุดี 103: 8-10 ได้กล่าวถึงมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกระทำต่อความบาปผิดของมนุษย์ว่า  “พระเจ้าทรงเมตตาและทรงพระคุณ   ทรงพิโรธช้าและเปี่ยมด้วยความรักมั่นคง ... พระองค์มิได้ทรงกระทำแก่เราสาสมกับบาปของเรา   หรือลงโทษอย่างสาสมกับความชั่วช้าของเรา” (ฉบับมาตรฐาน)   รายการความตั้งใจประการนี้   เราต้องเลียนแบบคุณลักษณะของพระเจ้า   คือ พระเจ้ามิได้ลงโทษให้สาสมกับความบาปชั่วของเรา แต่ทรงเปี่ยมด้วยความรักเมตตามั่นคง  และทรงพระคุณต่อคนบาปชั่ว

ถ้าเราจะเป็นผู้ที่มองข้ามความผิดพลาดบาปชั่วของเพื่อนมนุษย์ได้   เราต้องน้อมรับจิตใจที่รักเมตตาของพระบิดาเจ้า   และมีชีวิตที่เป็นคุณแก่ผู้อื่น

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอนสาวกและประชาชน   ตอนหนึ่งพระองค์สอนว่า

...จงรักศัตรูของท่าน   จงทำดีกับคนที่เกลียดชังท่าน
จงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน   จงอธิษฐานเผื่อคนที่ทำร้ายท่าน
ใครตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง   จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย...
ถ้าพวกท่านทำดีเฉพาะกับคนที่ทำดีต่อท่าน   ควรนับว่าเป็นคุณความดีของท่านหรือ?...
จงรักศัตรูของท่านและทำดีต่อเขา...เพราะพระบิดาทรงพระกรุณาต่อคนอกตัญญูและคนชั่ว
พวกท่านจงมีใจเมตตากรุณาเหมือนอย่างพระบิดาของท่านที่มีพระทัยเมตตากรุณา
   (ลูกา 6:27-36 ฉบับมาตรฐาน)

เมื่อเราบรรจุรายการ “มองข้ามความผิดพลาดบาปชั่วของคนอื่น”  ลงในรายการความตั้งใจปีใหม่ของเรา เราต้องตระหนักว่า  เราไม่สามารถที่จะทำให้บรรลุสำเร็จได้ด้วยกำลังความสามารถของเราเอง   แต่เราต้องเลียนแบบของพระเจ้า   และที่สำคัญคือพระเยซูคริสต์ทรงประทานองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เราแต่ละคนที่จะชี้นำและเป็นกำลัง  พร้อมทั้งดำเนินเคียงข้างชีวิตประจำวันของเรา

อยากจะบอกอย่างนี้ว่า   รายการความตั้งใจประการนี้มิใช่รายการที่ท่านจะเลือกทำในชีวิตของท่านหรือไม่ก็ได้     แต่เป็นรายการที่คริสตชนทุกคนจะต้องทำในชีวิตของตน   เพราะนี่คือคุณลักษณะชีวิตของประชาชนในแผ่นดินของพระเจ้าครับ!

ความสุขจงมีแก่ผู้ที่สร้างสันติ
เพราะเขาจะได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า
(มัทธิว 5:9 อมตธรรม)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 มกราคม 2556

ปีใหม่...จงวางใจในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า


อ่าน 1เธสะโลนิกา 5:16-24

พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นซื่อสัตย์   และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ
(1เธสะโลนิกา 5:24  ฉบับมาตรฐาน)

ท่านเคยมีประสบการณ์ว่า  สิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกหรือบัญชาให้ท่านกระทำเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญหรือไม่?     แต่ให้เรามั่นใจเถิดว่าเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้เรากระทำอะไรตามพระประสงค์ของพระองค์   พระองค์ทรงสัตย์ซื่อจะทรงกระทำพระราชกิจดังกล่าวผ่านชีวิตของท่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์   พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพระกำลังของพระเจ้าที่หนุนเนื่องเป็นพลังชีวิตของเราในการรับใช้งานที่ยากหนักหนาดังกล่าว

แต่บางท่านเมื่อถูกเรียกให้ทำงานรับใช้ที่ยากลำบากเช่นนั้นอาจจะคิดในใจว่า  “พระเจ้าข้าฯ ข้าพระองค์ทำไม่ได้... และถ้าข้าพระองค์ทำไม่สำเร็จ  หรือถ้าทำไปแล้วประสบความล้มเหลวล่ะพระองค์จะว่าอย่างไร?”   เสียงเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะ...  

ประการแรก เรากำลังสงสัยว่า พระเจ้าจะทรงสัตย์ซื่อรักษาพระสัญญาของพระองค์หรือไม่หนอ?  

ประการที่สอง  เราคิดประเมินการทำงานที่ยากลำบากชิ้นนั้นบนกำลัง ความสามารถ และประสบการณ์ของเราเอง   เรามิได้คิดประเมินการกระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงเรียกนั้น   ตามการทรงกระทำพระราชกิจของพระเจ้า   ที่พระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำและเราเป็นผู้ร่วมในพระราชกิจของพระองค์

เมื่อเราเกิดความสงสัยว่าพระเจ้าไว้วางใจได้แค่ไหนกันนะ หรือ เราจะไว้วางใจพระเจ้าได้แค่ไหน?   ความเชื่อของเราที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันจิตวิญญาณของเรากำลังมี “รูโหว่” ที่ศัตรูสามารถใช้อาวุธในการโจมตีทิ่มแทงชีวิตจิตวิญญาณของเราได้   และนี่คือช่องทาง หรือ โอกาสที่ซาตาน มารร้าย  อำนาจชั่วจะใช้เป็นช่องทางในการจู่โจมทำลายชีวิตจิตวิญญาณของเรา   แล้วเมื่ออำนาจชั่วเล็ดรอดเข้าไปในจิตใจจิตวิญญาณของเราแล้ว   มันก็จะเป็นเหมือนเชื้อโรคที่แผ่กระจายขยายไปสู่ความคิด  จิตใจ  การตัดสินใจ  และส่งผลถึงการกระทำการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา   แล้วอำนาจชั่วในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำให้เราเกิดความ “หนักอึ้ง” ในชีวิต   และรู้สึกว่าชีวิตของตนไม่สามารถจะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายต่อไปได้

จากนั้น   เราอาจจะรู้สึกว่าเราไม่มีความเชื่อเพียงพอที่จะมีกำลังเชื่อฟังตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้   น่าสังเกตว่า  อำนาจชั่วที่เข้าไปในชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณของเราแล้วทำให้เราหลงผิด   คิดว่าความเชื่อเป็นเรื่องกำลังความสามารถของเราเอง   ที่เราจะต้องกระทำด้วยตนเอง  ต้องพึ่งตนเอง  ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้อมรอบชีวิตของเราด้วยตนเอง   ทำให้เราอาจจะหลงลืมหรือเกิดความสับสนก็ได้  

ในทุกสภาวะแวดล้อมที่ล้อมรอบชีวิตของเรา   พระเจ้าทรงเรียกและบอกให้เราไว้วางใจในพระองค์  เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์   แล้วเชื่อมั่นรอคอยและเปิดชีวิตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์เข้ามาทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านชีวิตของเรา   และเราร่วมในพระราชกิจนั้นด้วยกำลังที่ประทานและทรงหนุนเสริมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   และร่วมกระทำพระราชกิจนั้นตามพระประสงค์ของพระองค์  มิใช่ตามใจปรารถนาของเรา

เมื่อชีวิตของเราท่านต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก   ส่วนมากแล้วความต้องการหรือความปรารถนาของเราคือให้เราหลุดรอดออกจากความทุกข์ยากเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้   แต่ในฐานะคริสตชนเราต้องเรียนรู้ว่า   เมื่อชีวิตของเราต้องพบเจอกับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส   พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ชีวิตของเราท่านในเวลาเช่นนั้นตามพระประสงค์ของพระองค์    เช่น  เราคงเคยพบเจอแล้วว่าพระเจ้าอาจจะใช้สถานการณ์นั้นพัฒนาสร้างเสริมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเรา   หรือทรงใช้สถานการณ์ชีวิตนั้นที่ทำให้เราเกิดการเรียนรู้น้ำพระทัยของพระองค์ในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง และ เรียนรู้ที่จะรอคอยด้วยความไว้วางใจพระเจ้า   เรียนรู้ที่จะรอคอยเวลาของพระองค์

ด้วยความไว้วางใจในพระเจ้า   เราจะได้รับประสบการณ์ถึงพระกำลังของพระเจ้าที่ทรงกระทำพระราชกิจในชีวิต และ ผ่านชีวิตของเรา    และเมื่อผ่านพ้นสถานการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต  เราได้เรียนรู้ถึงพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   และที่สำคัญคือ ชีวิตจิตวิญญาณภายในของเราได้รับการพัฒนาเสริมสร้างให้เข้มแข็ง เติบโตขึ้นจากพระเจ้า   และพร้อมที่จะเกิดผลในชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์

“...ถ้าเจ้าไม่เชื่อมั่น  เจ้าก็ไม่อาจตั้งมั่น” (อิสยาห์ 7:9)

ประเด็นสำหรับใคร่ครวญ

1. ท่านเคยสงสัย  วิตกกังวล  หรือรู้สึกว่าชีวิต “จนตรอก” หาทางออกไม่ได้หรือไม่?   ในเหตุการณ์นั้นท่านจัดการอย่างไร?   และเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

2. ท่านเคยมีประสบการณ์เมื่อชีวิตพบกับวิกฤติ  พบกับสถานการณ์ที่เลวร้ายแล้วพระเจ้าทรงใช้เหตุการณ์นั้นในการเสริมสร้างความเชื่อ ความเข้มแข็ง  และการเรียนรู้พระประสงค์หรือไม่?   ในครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์ชีวิตในเรื่องอะไร?    พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในชีวิตและผ่านชีวิตของท่านอย่างไร?

3. อะไรคือสิ่งที่ท่านวิตกกังวล  หรือสิ่งที่เป็นวิกฤติชีวิตที่หนักหนาสาหัสสำหรับท่าน   หรือมีอะไรในชีวิตที่ท่านหมดทางที่จะจัดการกับมันในวันนี้หรือปีใหม่นี้ ?   ท่านพร้อมจะไว้วางใจพระเจ้าให้พระองค์กระทำพระราชกิจในชีวิตของท่านได้หรือไม่?   ถ้าท่านพร้อม ท่านจะไว้วางใจพระเจ้าได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?   หรือถ้าไม่พร้อมท่านจะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ในชีวิตของท่าน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 มกราคม 2553

อ้อมแขนแห่งการชูช่วย

ปีใหม่เราท่านมักจะตั้งใจทำอะไรบางอย่างพิเศษในแต่ละวัน ที่พิเศษกว่าปีที่ผ่านๆ มา

ในปีนี้ ให้เรามาตั้งใจว่าในแต่ละวันตั้งเป้าไว้ว่า ขอได้ช่วยเหลือ กอบกู้ ใครสักคน

อย่าให้วันหนึ่งวันใดผ่านไปโดยที่ท่านไม่ได้อ้าแขนแห่งรักสำหรับใครบางคนที่อยู่นอกบ้าน นอกครอบครัวของท่าน

อาจจะเป็นส่งโน้ต, ข้อความ, โทรหา, ไปเยี่ยม หรือด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่หนุนจิตชูใจ ช่วยให้ชีวิตเขาฟื้นชื่น

ในโลกแห่งการไขว่คว้า แข่งขัน ช่วงชิง ให้ได้ ให้อยู่เหนือคนอื่นกลายเป็นกระแสธรรมดาแห่งสังคมปัจจุบันนี้

ท่านจงมีชีวิตที่ชื่นชมปิติ ชีวิตที่ปิติชื่นชมจะช่วยให้ชีวิตมีพลังแห่งการกอบกู้ช่วยเหลือ และเยียวยารักษาบาดแผลภายในชีวิต ทั้งของท่านเองและคนที่ท่านไปสัมผัสสัมพันธ์ด้วยในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะ เป็นรอยยิ้ม, เสียงหัวเราะ, ในทุกการกระทำด้วยใจเมตตา, ในทุกๆ งานการช่วยเหลือบริการเล็กๆ น้อยๆ จงกระทำด้วยความชื่นชมยินดี ดั่งแสงแดดอันอุ่นละมุนที่สาดส่องมายังโลกนี้ด้วยความอ่อนโยน

ในแต่ละวัน...

ให้เรากระทำการบางอย่างเพื่อเป็นการชูช่วยจิตวิญญาณของคนอื่นให้ขึ้นจากทะเลแห่งความบาปชั่ว

ให้เราก้มลง อ้าแขน โอบอุ้มจิตวิญญาณบางดวงที่ล้มคลุกอยู่ในฝุ่นแห่งความสับสน สิ้นหวัง ประคองให้เขาได้ลุกขึ้นยืน พยุงให้เดินต่อด้วยพลังชีวิตใหม่ ทิศทางใหม่

ทุกวันนี้ เราท่านพึงตระหนักเสมอว่า พระเยซูคริสต์ยังเดินไปบนเส้นทางชีวิตของผู้คนแต่ละคน

พระองค์เดินไปบนเส้นทางชีวิตของท่าน

พระองค์ เรียกร้องและท้าชวนท่านให้เป็นผู้ติดตาม อภิบาล เยียวยา กอบกู้ และปะชุนชีวิตของประชาชน ดั่งที่พระองค์เคยเรียกสาวกของพระองค์ที่ชายฝั่งทะเลกาลิลีให้ “เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”

อ้อมแขนแห่งการชูช่วย เป็นอ้อมแขนที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันโหยหา

เพราะเป็นอ้อมแขนที่อ้าออกโอบรัดผู้ที่ล้มลงให้ลุกขึ้นด้วยความกล้าหาญอีกครั้งหนึ่ง

เพราะเป็นอ้อมแขนที่เสริมพลังให้ยืนหยัดเผชิญหน้าสิ่งท้าทายชีวิต

เพราะเป็นอ้อมแขนที่หล่อหลอม บ่มเพาะให้ชีวิตกลับมามีความเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า

เพราะเป็นอ้อมแขนที่หนุนเสริมให้ชีวิตได้เติบโตขึ้นจนกระทั่งเป็นชีวิตที่เติบโตเป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ในพระคริสต์

ด้วยใจที่เมตตากรุณา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ทำให้ความเชื่อศรัทธาแสดงออกถึงความกล้าหาญ นำทางสู่ความสำเร็จ

ท่านจงทำสิ่งเหล่านี้ความความรักเมตตา ด้วยความชื่นชมยินดี ด้วยความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า

ท่านอย่าทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความเคร่งเครียด แต่ด้วยจิตใจที่รักเมตตา ไม่เช่นนั้นแล้วความเคร่งเครียด กังวลจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งการไต่ขึ้นเขาสูงชันแห่งการบริการช่วยเหลือคนอื่น

ที่ท่านสามารถบริการรับใช้ด้วยจิตใจที่รักเมตตา และเปี่ยมล้นด้วยความชื่นชมยินดีนั้น

เพราะท่านตระหนักชัดว่า ท่านมิได้ออกไปบริการ รับใช้ และชูช่วยด้วยความดีและกำลังของท่านเอง

แต่เพราะพระคริสต์อยู่กับท่านต่างหาก ท่านจึงได้รับพลังความรัก ความอดทน และมีความปีติชื่นชม ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ชีวิตใดก็ตาม

ให้เราตระหนักชัดว่า ที่เราบริการชูช่วยคนอื่นนั้นมิใช่เพราะเราดี เราเก่ง เรามีพลังเหนือกว่าคนอื่น

แต่ที่เราทำเช่นนั้นเพราะเราสำนึกและตระหนักชัดว่า พระคริสต์ได้แบกภาระในชีวิตแทนเรา แล้วยังหนุนเสริมให้เรามีพลังมุ่งหน้าไป เราจึงมุ่งหน้าเดินไปด้วยความเบิกบาน ร่าเริง ทั้งนี้เพื่อเราจะมีโอกาสที่จะบริการ ชูช่วยคนอื่นที่ถูกภาระหนักกดทับในชีวิต

ท่านจะบริการชูช่วยแบ่งเบาภาระของคนอื่นสักเท่าใดในปีนี้?

ท่านจะชูช่วยให้จิตใจของเพื่อนมนุษย์เกิดความชื่นชม ยินดีสักกี่ดวง?

ท่านจะมีส่วนกอบกู้จิตวิญญาณร่วมกับพระคริสต์สักกี่ดวง?

ด้วยการให้ท่านจึงได้รับ และพระองค์จะทรงตวงกลับให้ท่านด้วยทะนานที่ยัดสั่นแน่นพูนล้นเต็มหน้าตักของท่าน