แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิบาล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิบาล แสดงบทความทั้งหมด

01 มีนาคม 2563

จะอภิบาลอย่างไร?...เมื่อในชุมชนผู้เชื่อเลือก “ขั้วการเมือง” ที่ต่างกัน?


ปรากฏการณ์ชัดเจนที่คริสตจักร หรือ ชุมชนผู้เชื่อต้องเผชิญหน้าในปัจจุบันคือ การที่สมาชิกในชุมชนผู้เชื่อเลือกขั้วการเมืองที่ต่างกัน ในที่นี้มีทั้ง “การเมืองในองค์กร”  “การเมืองท้องถิ่น” และ “การเมืองระดับชาติ” ซึ่งถ้าไม่อภิบาลอย่างถูกต้องเหมาะสมอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด-ความเชื่อ ความสัมพันธ์ กระทั่งนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชนผู้เชื่อ ทั้งนี้เพราะ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจ การใช้อำนาจ และ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ หน้าตา เกียรติยศชื่อเสียง โดยใช้กระบวนการของการแข่งขัน ชิงไหวชิงพริบ เอาแพ้เอาชนะกัน  และ บ้างก็เลยเถิดถึงการใช้กลโกงเอาเปรียบ และ การทำลายกัน

ในฐานะคริสตชน เราได้รับการทรงเรียกให้มีชีวิตในสังคมชุมชน ให้เราไวในการฟัง รักเมตตา และให้เกียรติเคารพกัน แม้คริสตชนมิใช่คนของโลก แต่เราได้รับการทรงเรียกให้เข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชน “การเมือง” เป็นชีวิตด้านหนึ่งมิติหนึ่งของชุมชนที่คริสตชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะในการเมืองมีเรื่องของคุณธรรม และ จริยธรรมอยู่ด้วย

คริสตจักรจะรับมืออย่างไรกับการเมืองในปัจจุบันที่มีบรรยากาศของการแบ่งแยกแตกขั้วกัน? แล้วจะมีการอภิบาลอย่างไรเมื่อการเมืองแผ่อิทธิพลเข้ามาเคลื่อนไหวในคริสตจักร?

ในฐานะผู้อภิบาล เราจะช่วยให้สมาชิกมีชีวิตอยู่ในชุมชนแห่งความเชื่อด้วยความศรัทธาท่ามกลางช่วงเวลาที่ตึงเครียดและความสัมพันธ์ที่แตกแยกร้าวฉานได้อย่างไร?

1. หยั่งรากทางความเชื่อบนรากฐานพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์

คริสตจักรได้รับการทรงเรียกมาทำไม? คริสตจักรได้รับการทรงเรียกให้มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรม และ การเมืองในขณะนี้แบบไหน? อย่างไร? คริสตจักรจะเป็นเสียงที่ชี้ไปข้างหน้าอย่างผู้เผยพระวจนะได้อย่างไร?  

เราจะเกี่ยวข้องรับมือกับกระบวนการ “การเมือง” ทั้งการเมืองในองค์กรเอง และ การเมืองสังคมและประเทศอย่างไร? เราได้รับการทรงเรียกให้มีรากฐานความเชื่อของเราบน “พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” และเมื่อเราต้องรับมือกับการเมือง เราต้องรับมือการเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เช่นกัน พระกิตติคุณพระเยซูคริสต์ไม่แบ่งแยกแตกขั้วในความแตกต่าง ไม่ว่าเชื้อชาติ  สีผิว ความคิดต่าง เป็นพวกใครพรรคไหน ความแตกต่างเหล่านี้ถูกหลอมและเปลี่ยนแปลงให้เป็น “หนึ่งเดียวกันในพระเยซูคริสต์” เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ มีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เรามิได้มีชีวิตอยู่เพื่อผู้นำคนไหน  พรรคไหน การเมืองค่ายไหน แต่คริสตชน และ คริสตจักร  เราอยู่เพื่อมีชีวิตตามพระมหาบัญชา เป็นทาสรับใช้ของพระคริสต์ท่ามกลางชีวิตประชาชน หรือกล่าวสั้น ๆ ว่า เราอยู่ในสังคมโลกนี้ด้วยชีวิตที่เป็นสาวกพระคริสต์

หลายคริสตจักรที่มีสมาชิกที่หนุนฝ่ายอนุรักษ์ อีกกลุ่มหนึ่งหนุนพรรคหัวก้าวหน้า และมีกลุ่มที่มีความคิดเป็นกลาง   ผู้อภิบาลคงต้องถามคนเหล่านี้ในคริสตจักรว่า ในฐานะที่เขาเป็นคริสตชน เขาจงรักภักดีต่อใคร? และทำไมเขาถึงเชื่อเช่นนั้น? ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้เกิดการฟังความคิดทางการเมืองของกันและกันในคริสตจักร ตลอดจนวัฒนธรรม และ นิกายของคนอื่น ๆ ในคริสตจักร เพื่อขยับให้เราเรียนรู้ที่จะมองสิ่งเหล่านี้ผ่าน “แว่นตาของพระวจนะ” ซึ่งเป็นกระบวนการเอื้อให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้พระวจนะสำหรับในบริบทต่าง ๆ และนำสู่การทำพันธกิจของพวกเขา ให้แต่ละคนมีโอกาสที่จะแบ่งปันมุมมองของตน

2. พระคริสต์คือแก่นกลางของชีวิตคริสตจักร และ คริสตชน

เมื่อพูดเรื่อง “การเมือง” ในคริสตจักร เราจะแบ่งปันความคิดความเชื่อ “การเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์อย่างไร?” เป็นโอกาสที่จะช่วยให้สมาชิกคริสตจักรเห็นชัดว่า พระเยซูคริสต์สถิตท่ามกลางพวกเขาในชีวิตประจำวัน ในบริบทชีวิตของแต่ละคน ซึ่งเราต้องมั่นใจว่า สมาชิกแต่ละคนควรจะมองเห็นแม่แบบชีวิต (การเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณ) ในทางการเมืองในฐานะสาวกพระคริสต์ แล้วเขาจะมีท่าที มุมมอง และปฏิกิริยาอย่างไรกับคนที่มีความคิดความเชื่อทางการเมืองต่างจากตน

ในกระบวนการแสวงหาร่วมกันนี้เราอาจจะถามคำถามหลักที่แต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ของตนได้เช่น...

ถ้าพระเยซูอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องเผชิญหน้ากับ “การเมืองในขณะนี้” พระองค์จะมีมุมมอง ท่าทีอย่างไร?  และพระองค์จะตอบสนองอย่างไร? และพระองค์จะตรัสอย่างไรบ้าง? อะไรที่ทำให้ท่านคิดว่า พระเยซูคริสต์ จะคิด จะพูด จะทำเช่นนั้น? ถ้าพระคริสต์มีการตอบสนองอย่างที่กล่าวมานี้ เราในฐานะสาวกของพระองค์ในยุคปัจจุบัน เราควรจะคิด จะเชื่อ จะพูด และ มีพฤติกรรมตอบสนองอย่างไร?  

3. แผ่นดินของพระเจ้า กับ การเมืองของเราในปัจจุบัน

คริสตจักร หรือ สมาชิกชุมชนผู้เชื่อแต่ละคน ได้รับการทรงเรียกให้สานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่ได้เริ่มต้นไว้แล้วบนแผ่นดินโลกนี้ร่วมกับผู้เชื่อคนอื่น ๆ และ กับพระเยซูคริสต์ในบริบทชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน   เป้าหมายพระราชกิจของพระเยซูคริสต์คือให้เรามีคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า กล่าวคือมีคุณภาพชีวิตภายใต้การปกครองของพระเจ้า ตามคำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนสาวกว่า “ในสวรรค์เป็นอย่างไร...เป็นเช่นนั้นในแผ่นดินโลก”

แน่ชัดว่า คุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า แตกต่างอย่างชัดเจนจากคุณภาพที่ได้จากการเมืองของโลกนี้   ดังนั้น การที่คริสตชนจะเข้าร่วมในกระบวนการการเมืองในสังคมโลกปัจจุบันจะต้องตระหนักในความแตกต่างกันของคุณภาพชีวิตในแผ่นดินทั้งสอง ดังนั้น ในฐานะคริสตชนเราควรมีท่าทีเช่นไรต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเมืองในสังคมโลกปัจจุบัน สำหรับพระคริสต์แล้ว พระองค์ไม่ได้มุ่งที่จะต่อต้านการเมืองในสังคมโลกนี้ แต่พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มุ่งเน้นที่การสร้างชุมชนที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า และเป็นชุมชนที่รักเพื่อนบ้านในชุมชนสังคมบนโลกใบนี้

4. สร้างสังคมที่พลิกฟื้นคืนดี

พระกิตติคุณทรงเรียกคนในชุมชนแห่งความเชื่อเข้าไปมีส่วนใน “การเมือง” เพื่อมีบทบาทก่อเกิดการพลิกฟื้นคืนดีในชุมชนสังคม และพระคริสต์ได้ให้ภาพในที่สุดของสังคมโลกตามพระประสงค์ คือมีลักษณะเป็น “เยรูซาเล็มใหม่” ที่มีคนมาจากหลากหลายวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกัน เป็นชุมชนที่ไร้ความอยุติธรรม ไม่มีการแบ่งแยกสีผิว-เชื้อชาติ ไม่แบ่งแยกกีดกันทางเพศ เป็นชุมชนที่ไม่มีภาวะมลพิษทางธรรมชาติแวดล้อม และสภาพเสื่อมถอยทางสังคมแวดล้อม เป็นชุมชนที่ไม่มีความยากจนป่วยไข้ และ เป็นที่ประทับของพระเจ้า

เมื่อคริสตชนรู้ว่า แผ่นดินของพระเจ้ามีสภาพเช่นไร ก็ช่วยให้เราแต่ละคนตระหนักว่าตนมีบทบาทความรับผิดชอบ หรือ ต้องทำอะไรบ้าง คริสตชนได้รับการทรงเรียกให้มีส่วนร่วมในสังคมโลกให้ความช่วยเหลือคนยากไร้  คนชายขอบสังคม กำพร้า หม้าย คนอพยพหลบลี้ คนถูกกดขี่ คนได้รับความทุกข์ คนเจ็บไข้ได้ป่วย คนที่ถูกกีดกันแบ่งแยก

5. การกอบกู้ไถ่ถอน

พระกิตติคุณเตือนให้เราระลึกว่า คริสตชนมิได้มีหน้าที่บทบาทในการสำแดงความรักเมตตา และ ช่วยเหลือผู้ขัดสนต้องการ หรือ มีส่วนทำให้เกิดสังคมที่ยุติธรรมเท่านั้น พระคัมภีร์ได้บอกชัดว่า มารซาตานได้เข้ามาครอบครองสังคมโลก  มิเพียงแต่จิตใจของเราเท่านั้น แต่เข้ามาทำให้ทั้งระบบของโลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างแปรเปลี่ยน ปั่นป่วน และรวนไปหมด สภาพของสังคมโลกนี้เกิดความแตกหักในทุกระดับ ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องรับพลังแห่งพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระคริสต์ยอมสิ้นพระชนม์บนกางเขน เพื่อกอบกู้ปลดปล่อยเราออกจากแอกแห่งอำนาจความบาปชั่ว   พระคุณของพระเจ้ามีพลังฤทธิ์เดชในการเปลี่ยนแปลงจิตใจของคน และด้วยการเปลี่ยนจิตใจความนึกคิดของมนุษย์โลก เราถึงจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบของสังคมโลกใบนี้สู่คุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้า  สู่ระบบที่พระเจ้าทรงสร้างแต่แรกเริ่ม

นี่คือการทรงเรียกของพระคริสต์ต่อคริสตจักร ให้เป็นผู้อภิบาลชีวิตคนในคริสตจักร เพื่อคนในคริสตจักรจะเข้าไปยังสังคมโลกในชีวิตประจำวันของแต่ละคน เพื่ออภิบาลชีวิตของผู้คนที่เขาสัมผัสสัมพันธ์ ให้เป็นชุมชนสังคมที่มีคุณภาพชีวิตแห่งแผ่นดินของพระเจ้า  

ทั้ง 5 ประการข้างต้นนี้ คือ “ยาแก้ความแตกต่างทางความคิดการเมือง” ของสมาชิกคริสตจักร  ให้กลับมามีหลักยึดจุดยืน “การเมือง” บนรากฐานพระกิตติคุณ เพื่อพระกิตติคุณของพระคริสต์จะหลอมรวมหลักเชื่อกรอบคิดในทางการเมืองของให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เราแต่ละคนจะสานต่อ พระราชกิจของพระคริสต์บนแผ่นดินโลกนี้ มุ่งสู่การ “ทรงสร้างใหม่ของพระเจ้า”  “ฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่” ที่พระคริสต์นำมา เพื่อแผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ในสวรรค์เป็นอย่างไรให้เป็นอย่างนั้นบนแผ่นดินโลก

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



01 กันยายน 2554

ฤาถึงเวลาต้องปฏิรูปการอภิบาลในคริสตจักร?: ตอนที่ 6: ว่าด้วยผู้ปกครองผู้อภิบาลชีวิตคริสตจักร

ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง

ในยุคการบริหารองค์กรเฟื่องฟูมักมอง “ผู้ปกครองคริสตจักร” แยกออกจากส่วนพันธกิจการอภิบาลชีวิต คริสเตียนกระแสหลัก คริสตจักรปัจจุบันส่วนใหญ่มักมีความคุ้นชินในความคิดที่ว่า “ศิษยาภิบาล” คือผู้อุทิศทุ่มเทในการทำงานพันธกิจด้านจิตวิญญาณ (เช่น การอธิษฐาน การเทศนา การสอน ศาสนพิธีต่างๆ ฯลฯ) และมองว่า ผู้ปกครองและมัคนายกจะรับผิดชอบในงานที่ “ไม่ใช่ด้านจิตวิญญาณ” (เช่น การบริหารคริสตจักร ดูแลทรัพย์สิน งบประมาณ การเงินการทองของคริสตจักร ฯลฯ) นี่แสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดคลาดเคลื่อนที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าคริสตจักรยอมให้อิทธิพลประเพณีและความคิดผิดๆ เข้ามาครอบงำพันธกิจการอภิบาลชีวิตในคริสตจักรของเรา

ความจริงก็คือว่าคำว่า “ศิษยาภิบาล” “ผู้ปกครองคริสตจักร” และ “ผู้ปกครองดูแล” ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ใช้แทนกันได้ ดังนั้น ผู้ปกครองคริสตจักรจึงมีความรับผิดชอบในการสอนและเลี้ยงลูกแกะของพระเจ้า (กิจการ 20:28) มีหน้าที่ในการเทศนาสั่งสอน (1ทิโมธี 5:17) มีการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไร้ตำหนิ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระคริสต์ เตือนสติด้วยคำสอนที่มีหลัก คัดค้านคำสอนที่ผิด พวกที่พูดมากไม่เป็นสาระ (ติตัส 1:5-9) ให้เลี้ยงลูกแกะ(สมาชิก) ที่อยู่ในความดูแลด้วยความเต็มใจไม่ใช่เห็นแก่ทรัพย์สิ่งของที่ได้มาโดยทุจริต เลี้ยงลูกแกะด้วยใจเลื่อมใสมิใช่ด้วยการใช้อำนาจกดขี่บังคับ และมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดี (1เปโตร 5:1-4) ดังนั้น ผู้ปกครองจึงมิใช่มีบทบาทหน้าที่เข้าไปเป็นคนหนึ่งในคณะกรรมการคริสตจักร หรือ คณะธรรมกิจคริสตจักร เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารคริสตจักรเท่านั้น

อีกประการหนึ่ง ที่คริสตจักรได้มีการแบ่ง “ผู้ปกครองประจำการ” กับ “ผู้ปกครองนอกประจำการ” ไม่พบว่ามีคำสอนเช่นนี้ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เพราะเมื่อได้รับการมอบหมายจากพระเจ้าให้เป็นผู้ปกครองดูแลลูกแกะของพระเจ้าแล้วก็ควรจะถวายชีวิตทั้งสิ้นเพื่อกระทำตามพระราชกิจที่ทรงมอบหมาย และในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่มีการแบ่ง “ผู้ปกครอง” ที่ทำหน้าที่การสอน กับ “ผู้ปกครอง” ที่ทำหน้าที่การบริหารจัดการองค์กร อย่างที่มีบางคริสตจักรเข้าใจและทำกัน

การคัดสรรผู้อภิบาล

คริสตจักรท้องถิ่นในยุคปัจจุบัน มักจะแสวงหาผู้รับผิดชอบการอภิบาลชีวิตคริสตจักรจากบุคคลนอกชุมชนคริสตจักรของตน โดยตั้งคณะกรรมการที่จะแสวงหาและเลือกสรรคนจากนอกชุมชนคริสตจักรเข้ามาเป็น “ผู้อภิบาล” ของตน ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามกับคำสอนและการปฏิบัติในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ที่มองว่า ผู้ที่จะสั่งสอนอภิบาลเลี้ยงดูลูกแกะในชุมชนคริสตจักรควรเป็นผู้ที่เลือกสรรจากคนในชุมชนคริสตจักรของตน ซึ่งเป็นคนที่ได้พิสูจน์ตนเองแล้วในการดำเนินชีวิต ในความเชื่อ และในการอุทิศตนแด่พระประสงค์ของพระเจ้า และแสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้ที่มีของประทานในการอภิบาลเลี้ยงดูชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่า อัครทูตจะเลือกสรรคนในชุมชนคริสตจักรขึ้นมาเป็นผู้ปกครองดูแลชีวิตของสมาชิกในคริสตจักร (กิจการ 14:23; 2ทิโมธี 2:2; ติตัส 1:5)

น่าเสียดายที่คริสตจักรท้องถิ่นในยุคปัจจุบันไม่มีกระบวนการการคัดสรรและฝึกฝนผู้คนในคริสตจักรให้มีภาวะผู้นำในพันธกิจด้านการอภิบาลชีวิตผู้คนในชุมชนคริสตจักร ทำให้ต้องมุ่งมองหาผู้ที่จะมาทำหน้าที่รับผิดชอบอภิบาลชีวิตจากคนนอกชุมชนคริสตจักรของตน ในพระธรรม 1 ทิโมธี 3:1-7 และ ติตัส 1:5-9 กล่าวถึงคุณสมบัติ และ คุณธรรมของผู้ที่จะทำหน้าที่อภิบาลชีวิตคนในชุมชนคริสตจักรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบจากการดำเนินชีวิตประจำวัน จากการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบชัดเจนบุคคลภายนอกชุมชนคริสตจักรได้ละเอียดชัดเจนอย่างการตรวจสอบสังเกตใกล้ชิดคนที่เป็นคนหนึ่งในชุมชนคริสตจักรของตนได้

ศักดิ์และสิทธิในการประกอบพิธีมหาสนิท

คริสตจักรส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักสอนกันว่า ผู้ที่มีศักดิ์และสิทธิในการประกอบพิธีมหาสนิทคือบุคคลที่ได้รับการสถาปนาแต่งตั้งเป็นศิษยาภิบาลหรือศานาจารย์อย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มิได้สอนหรือเสนอให้ทำเช่นนั้น การที่ตราหลักการปฏิบัติให้ผู้ที่ได้รับการสถาปนาอย่างถูกต้องเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ประกอบพิธีมหาสนิทนั้นเท่ากับเป็นการปฏิเสธความเป็น “ปุโรหิต” ในชีวิตของผู้เชื่อแต่ละคนตามคำสอนในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่พึงตระหนักเสมอว่า อาหารมื้อสุดท้ายที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอาหารร่วมกันของชุมชนคริสตจักร มิใช่มื้ออาหารเฉพาะของ “ชุมชนนักบวช”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
สะท้อนคิดจากบทความเรื่อง
The Urgent Need For Reformation in Pastoral Ministry ของ Darryl M. Erkel

02 มกราคม 2553

อ้อมแขนแห่งการชูช่วย

ปีใหม่เราท่านมักจะตั้งใจทำอะไรบางอย่างพิเศษในแต่ละวัน ที่พิเศษกว่าปีที่ผ่านๆ มา

ในปีนี้ ให้เรามาตั้งใจว่าในแต่ละวันตั้งเป้าไว้ว่า ขอได้ช่วยเหลือ กอบกู้ ใครสักคน

อย่าให้วันหนึ่งวันใดผ่านไปโดยที่ท่านไม่ได้อ้าแขนแห่งรักสำหรับใครบางคนที่อยู่นอกบ้าน นอกครอบครัวของท่าน

อาจจะเป็นส่งโน้ต, ข้อความ, โทรหา, ไปเยี่ยม หรือด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่หนุนจิตชูใจ ช่วยให้ชีวิตเขาฟื้นชื่น

ในโลกแห่งการไขว่คว้า แข่งขัน ช่วงชิง ให้ได้ ให้อยู่เหนือคนอื่นกลายเป็นกระแสธรรมดาแห่งสังคมปัจจุบันนี้

ท่านจงมีชีวิตที่ชื่นชมปิติ ชีวิตที่ปิติชื่นชมจะช่วยให้ชีวิตมีพลังแห่งการกอบกู้ช่วยเหลือ และเยียวยารักษาบาดแผลภายในชีวิต ทั้งของท่านเองและคนที่ท่านไปสัมผัสสัมพันธ์ด้วยในแต่ละวัน

ไม่ว่าจะ เป็นรอยยิ้ม, เสียงหัวเราะ, ในทุกการกระทำด้วยใจเมตตา, ในทุกๆ งานการช่วยเหลือบริการเล็กๆ น้อยๆ จงกระทำด้วยความชื่นชมยินดี ดั่งแสงแดดอันอุ่นละมุนที่สาดส่องมายังโลกนี้ด้วยความอ่อนโยน

ในแต่ละวัน...

ให้เรากระทำการบางอย่างเพื่อเป็นการชูช่วยจิตวิญญาณของคนอื่นให้ขึ้นจากทะเลแห่งความบาปชั่ว

ให้เราก้มลง อ้าแขน โอบอุ้มจิตวิญญาณบางดวงที่ล้มคลุกอยู่ในฝุ่นแห่งความสับสน สิ้นหวัง ประคองให้เขาได้ลุกขึ้นยืน พยุงให้เดินต่อด้วยพลังชีวิตใหม่ ทิศทางใหม่

ทุกวันนี้ เราท่านพึงตระหนักเสมอว่า พระเยซูคริสต์ยังเดินไปบนเส้นทางชีวิตของผู้คนแต่ละคน

พระองค์เดินไปบนเส้นทางชีวิตของท่าน

พระองค์ เรียกร้องและท้าชวนท่านให้เป็นผู้ติดตาม อภิบาล เยียวยา กอบกู้ และปะชุนชีวิตของประชาชน ดั่งที่พระองค์เคยเรียกสาวกของพระองค์ที่ชายฝั่งทะเลกาลิลีให้ “เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา”

อ้อมแขนแห่งการชูช่วย เป็นอ้อมแขนที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันโหยหา

เพราะเป็นอ้อมแขนที่อ้าออกโอบรัดผู้ที่ล้มลงให้ลุกขึ้นด้วยความกล้าหาญอีกครั้งหนึ่ง

เพราะเป็นอ้อมแขนที่เสริมพลังให้ยืนหยัดเผชิญหน้าสิ่งท้าทายชีวิต

เพราะเป็นอ้อมแขนที่หล่อหลอม บ่มเพาะให้ชีวิตกลับมามีความเชื่อศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า

เพราะเป็นอ้อมแขนที่หนุนเสริมให้ชีวิตได้เติบโตขึ้นจนกระทั่งเป็นชีวิตที่เติบโตเป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ในพระคริสต์

ด้วยใจที่เมตตากรุณา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ ทำให้ความเชื่อศรัทธาแสดงออกถึงความกล้าหาญ นำทางสู่ความสำเร็จ

ท่านจงทำสิ่งเหล่านี้ความความรักเมตตา ด้วยความชื่นชมยินดี ด้วยความไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า

ท่านอย่าทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความเคร่งเครียด แต่ด้วยจิตใจที่รักเมตตา ไม่เช่นนั้นแล้วความเคร่งเครียด กังวลจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งการไต่ขึ้นเขาสูงชันแห่งการบริการช่วยเหลือคนอื่น

ที่ท่านสามารถบริการรับใช้ด้วยจิตใจที่รักเมตตา และเปี่ยมล้นด้วยความชื่นชมยินดีนั้น

เพราะท่านตระหนักชัดว่า ท่านมิได้ออกไปบริการ รับใช้ และชูช่วยด้วยความดีและกำลังของท่านเอง

แต่เพราะพระคริสต์อยู่กับท่านต่างหาก ท่านจึงได้รับพลังความรัก ความอดทน และมีความปีติชื่นชม ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ชีวิตใดก็ตาม

ให้เราตระหนักชัดว่า ที่เราบริการชูช่วยคนอื่นนั้นมิใช่เพราะเราดี เราเก่ง เรามีพลังเหนือกว่าคนอื่น

แต่ที่เราทำเช่นนั้นเพราะเราสำนึกและตระหนักชัดว่า พระคริสต์ได้แบกภาระในชีวิตแทนเรา แล้วยังหนุนเสริมให้เรามีพลังมุ่งหน้าไป เราจึงมุ่งหน้าเดินไปด้วยความเบิกบาน ร่าเริง ทั้งนี้เพื่อเราจะมีโอกาสที่จะบริการ ชูช่วยคนอื่นที่ถูกภาระหนักกดทับในชีวิต

ท่านจะบริการชูช่วยแบ่งเบาภาระของคนอื่นสักเท่าใดในปีนี้?

ท่านจะชูช่วยให้จิตใจของเพื่อนมนุษย์เกิดความชื่นชม ยินดีสักกี่ดวง?

ท่านจะมีส่วนกอบกู้จิตวิญญาณร่วมกับพระคริสต์สักกี่ดวง?

ด้วยการให้ท่านจึงได้รับ และพระองค์จะทรงตวงกลับให้ท่านด้วยทะนานที่ยัดสั่นแน่นพูนล้นเต็มหน้าตักของท่าน