แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอบสนอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอบสนอง แสดงบทความทั้งหมด

21 เมษายน 2564

คริสตชนจะตอบสนองต่ออิทธิพลวัฒนธรรมสังคมอย่างไร?

ในฐานะผู้ติดตามพระคริสต์เราจะไม่ยอมตนสอดรับเข้ากับโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกเรื่องเสมอไป ในความเป็นจริงเรามักจะพบว่าตัวเองกำลังต่อต้าน-สวนกระแสวัฒนธรรมสังคมที่เป็นที่นิยมในบางด้านของชีวิต จำเป็นที่เราจะต้องมีรากฐานทางพระคัมภีร์ที่มั่นคงเพื่อยืนหยัดท่ามกลางอิทธิพลทางกระแสทางวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เราจำเป็นจะต้องรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าหล่อหลอมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบัน แล้วเราจะแบ่งปันพระกิตติคุณอย่างมีจิตเมตตาและด้วยความกล้าหาญกับผู้คนรอบตัวเราได้อย่างไร

มี 4 ทางเลือกในการตอบสนองต่อวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคนี้

1. เออออไปตามกระแสวัฒนธรรมสังคม (ทำตามกระแสวัฒนธรรมสังคม)

เราเริ่มประนีประนอมความเชื่อ และ การดำเนินชีวิตของเรากับวัฒนธรรมสังคมรอบข้าง   เพื่อเอาใจคนในสังคมนั้นโดยหวังว่าวิธีการนี้จะเป็นการดึงดูดใจคนในวัฒนธรรมสังคมนั้น เราอาจเชื่ออย่างจริงใจว่า การทำเช่นนั้นเป็นทั้งความรักและกลยุทธ์หวังว่าจะดึงดูดผู้คนให้สนใจพระเยซูคริสต์ ด้วยวิธีการที่ทำให้คนรอบข้างมีการต่อต้านคริสต์ศาสนาน้อยลง และในที่สุดคนเหล่านั้นจะมาถึงซึ่งความรอด  

อย่างไรก็ตาม เราต้องรู้ชัดว่า เป้าหมายของเรามิใช่การที่จะหาวิธีให้คนมาติดตามเป็นสาวกพระคริสต์ง่ายขึ้น ข่าวสารของพระกิตติคุณหนีไม่พ้นที่จะต่อต้านวัฒนธรรมสังคม และสร้างความยุ่งยากขุ่นเคืองใจแก่ผู้คนอย่างไม่มีทางเลี่ยง   

2. แยกตัวออกจากกระแสวัฒนธรรมสังคม 

ทางตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วคือการแยกตัวออกจากวัฒนธรรมสังคม วางตัวเราออกห่างอย่างสิ้นเชิงและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมโลกรอบตัว และอาจจะมีเจตนาที่ต้องการเป็นการให้เกียรติแด่พระเจ้า และเป็นการกระทำอย่างจริงใจที่ต้องการกำจัดแม้กระทั่งรูปลักษณ์ของความชั่วร้ายและการล่อลวงของบาป  

แต่พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานเผื่อสาวกที่ติดตามพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงเอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้พระองค์ทรงปกป้องพวกเขาให้พ้นจากผู้ชั่วร้าย...” (ยอห์น 17:15-16 อมธ.) โลกรอบตัวเราต้องการพลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระกิตติคุณอย่างยิ่ง การแยกตัวออกจากสังคมสร้างวัฒนธรรมย่อยของตนเอง ไม่ใช่วิธีการตอบสนองที่เหมาะสมตามแนวทางของพระเยซูคริสต์

3. ต่อต้านกระแสวัฒนธรรมสังคม

แนวทางการตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมแบบนี้เป็นการตอบโต้ด้วยการเป็นปฏิปักษ์ และ การปกป้องตนเอง โดยตัวเจตนาตอนเริ่มต้นนั้นเคลื่อนไปในทางที่ถูกต้อง   ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมรอบตัวเราที่ถาโถมเข้ามา แต่เป็นการขับเคลื่อนพลาดจากหัวใจของพระคริสต์ การตอบสนองแบบนี้จะมองกระแสวัฒนธรรมสังคมเป็นศัตรูที่เราจะต้องเอาชนะ แทนที่จะมองว่าคนในสังคมนั้น ๆ จะต้องได้รับความรอด 

ความปรารถนาของเราต้องไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเราเองถูกต้อง หรือเพื่อบังคับผลักดันให้สังคมโลกต้องเปลี่ยนไปตามวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรา แต่เป้าหมายของเราคือแสดงให้ผู้คนได้เห็นและตระหนักรู้ว่า พระคริสต์ทรงเป็นสัจจะความจริงและมีคุณค่าต่อชีวิตของเขา แต่ก็จะเป็นการผิดอย่างมหันต์ถ้าเราต่อต้านเอาแพ้เอาชนะกระแสวัฒนธรรมสังคม เพราะนั่นเป็นการทำให้ผู้คนหลบหนีออกไปจากคริสตจักร ความแตกต่างจากพลังกระแสวัฒนธรรมสังคมไม่ได้หมายความว่า เรามุ่งต่อสู้โจมตีอิทธิพลกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เรามุ่งมองหาทางที่จะช่วยให้คนในสังคมได้พบและรับเอาความรอดในพระเยซูคริสต์  

เราต้องตระหนักว่า โดยสาระข่าวสารของพระกิตติคุณนั้นสวนกระแสวัฒนธรรมสังคมอยู่แล้ว และสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่คนในสังคมอย่างแน่นอน

4. เดินสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม (อยู่ในกระแสวัฒนธรรมสังคมแต่ก้าวย่างตามพระคริสต์)

การสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม หมายถึงการเข้าไปในกระแสวัฒนธรรมสังคมด้วยความเชื่อมั่นคงและมีเมตตาจิต เรายืนมั่นบนสัจธรรมของพระเจ้า ได้รับการหนุนเสริมเพิ่มกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อที่จะส่งต่อขยายความรักของพระคริสต์ให้แก่คนในสังคมโลก ความปรารถนาของเรามิใช่เพื่อเอาชนะพลังของกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เพื่อเป็นการกอบกู้คนในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร เราจะทำอย่างไร และเราทำเช่นนั้นไปทำไม

ทุกดวงใจของคริสตชนควรจะร้อนรนด้วยความปรารถนาให้เป็นที่ถวายพระเกียรติพระเจ้า   เราคริสตชนไม่สามารถที่จะนั่งนิ่งเฉยหรือถอยห่างออกมาในขณะที่พระเจ้ามิได้รับการยกย่องสรรเสริญ และผู้คนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตที่กำลังทำร้ายทำลายตนเอง เราต้องทูลขอต่อพระเจ้าให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักของคนในวัฒนธรรมที่เราอยู่ด้วยนี้ และนี่มิเป็นเพียงความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนชีวิตส่วนตัวของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงทูลขอให้ชีวิตในที่สาธารณะของเราขับเคลื่อนเช่นนั้นในชีวิตประจำวันด้วย

การที่เราตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมนั้น เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของผู้คนในสังคมที่เกิดจากผลกระทบจากอิทธิพลวัฒนธรรมสังคมนั้น ๆ  

ทุกวันนี้ คริสตชน คริสตจักรไทยเลือกตอบสนองอิทธิพลกระแสสังคมแบบไหนมากที่สุดครับ? ทำไมถึงเลือกการตอบสนองแบบนั้นครับ?

แล้วท่านเลือกที่จะตอบสนองอิทธิพลกระแสงสังคมวัฒนธรรมไทยปัจจุบันแบบไหน?   ทำไมท่านถึงเลือกที่จะตอบสนองเช่นนั้นครับ?



11 กรกฎาคม 2561

ตอบสนองความอยุติธรรมด้วยความรักเมตตา

บ่อยมากที่มีคริสตชนมาระบายให้ผมฟังว่า  เขาได้รับความไม่เป็นธรรมในที่ทำงานของเขา   บ้างบอกว่าเขาถูกนายจ้างเอาเปรียบ   หัวหน้าแย่งผลงานของตนไปเป็นผลงานของเขาต่อเจ้านาย   เพื่อนร่วมงานอู้งานเอาเปรียบทำให้ตนต้องทำงานหนักขึ้น  และอะไรอีกมากมาย  จนกระทั่งบางคนรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย    แล้วก็ถามคำถามยอดนิยมว่า  “แล้วจะให้ฉันตอบสนองเช่นไรในสถานการณ์นี้?”

มีสองทางเลือกใหญ่ ๆ ครับ... เลือกที่จะตอบสนองคนที่ทำให้เราต้องเจ็บปวดด้วยการตอบโต้กลับด้วยความชั่ว(เพื่อความเป็นธรรม?) และทางเลือกนี้เป็นทางเลือกปกตินิยมโดยทั่วไป   ง่าย  ไม่ต้องคิดมาก?

แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ชี้แนะทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ  “ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน​คำ​ซึ่ง​กล่าว​ไว้​ว่า ‘จง​รัก​เพื่อน​บ้าน​ของ​ท่าน และ​เกลียด​ชัง​ศัตรู​ของ​ท่าน’ แต่​เรา​บอก​พวก​ท่านว่า จง​รัก​ศัตรู​ของ​ท่าน และ​จง​อธิษ​ฐาน​เพื่อ​บรร​ดา​คน​ที่​ข่ม​เหง​พวก​ท่าน” (มัทธิว 5:43-44 มตฐ.)

เมื่อใครก็ตามที่ทำให้เราต้องเจ็บปวด   เขารู้และคาดหวังว่าเราต้องตอบโต้การกระทำของเขาอย่างแน่นอน  เขาคาดว่าท่านต้องตอบโต้เขาด้วยการแก้แค้นเอาคืน   แต่พระเจ้าประสงค์ให้ท่านตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ด้วยวิธีการที่ตรงกันข้าม  ด้วยวิธีคนละขั้ว   พระองค์ประสงค์ให้ท่านตอบสนองด้วยความรักเมตตา

เมื่อเราถูกกระทำอย่างชั่วร้าย-อย่างอยุติธรรม(จากคนอื่น)  แต่เรากลับตอบสนองด้วยความรักเมตตา   ถ้าเรากระทำเช่นนี้เราก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากการควบคุมของคนอื่นที่กระทำต่อเรา  Booker T. Washington กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้คนอื่นมาควบคุมชีวิตของข้าพเจ้าด้วยการที่เขาทำให้ข้าพเจ้าต้องเกลียดเขา”   เราไม่สามารถควบคุมคนอื่นไม่ให้กระทำการอยุติธรรมต่อเรา   แต่เราสามารถควบคุมว่า เราจะยอมให้การกระทำที่ไม่ยุติธรรมของคนอื่นทำให้เราต้องเจ็บปวด เครียด โกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจในชีวิตหรือไม่?    เราสามารถควบคุมการตอบสนองของเราเองต่อสถานการณ์ที่อยุติธรรมนั้นได้!

การที่เราตอบสนองต่อผู้ที่กระทำความผิดความอยุติธรรมแก่เราด้วยความรักเมตตา  มิได้หมายความว่าเรายอมให้เกิดความอยุติธรรม   ตรงกันข้าม  เราแสวงหาความยุติธรรมด้วยความรักเมตตาต่างหาก   เราต้องสร้างสันติยุติธรรมในสังคมโลกนี้โดยไม่ใช้การตอบโต้ แก้เผ็ด และ ด้วยความรุนแรง   พระคัมภีร์บัญชาแก่เราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า จง​กระ​ทำ​ความ​ยุติ​ธรรม​และ​ความ​ชอบ​ธรรม ... และ​อย่า​ทำ​ความ​ผิด​หรือ​ความ​ทารุณ​... (เยเรมีย์ 22:3 สมช.) 

Martin Luther King Jr. เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมแก่เราในเรื่องนี้   เขาต่อสู้กับความอยุติธรรมโดยไม่ยอมใช้ความรุนแรง   เขาชนะอำนาจแห่งความชั่วร้ายด้วยพลังแห่งความรักเมตตา   เขาทำตามแบบของพระคริสต์   เขาเลือกที่จะยกโทษแก่คนที่ข่มเหง ทำร้าย ทำลายเขา   แม้ในขณะที่เขากำลังถูกฆ่าล้างทำลาย

และนี่ก็เป็นการทรงเรียกที่พระเจ้ามีต่อเราในการเป็นสาวกพระคริสต์ติดตามพระองค์   ความอยุติธรรม ความไม่เสมอภาค ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งในความเป็นจริงในสังคมโลกปัจจุบัน   เราต้องระวังไม่ถลำลงไปในกับดักของมันด้วยการตอบโต้ รุนแรง   แต่พระเจ้า ทรงเรียกให้เราตอบสนองด้วยความรักเมตตาแบบพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

10 ธันวาคม 2555

ช่วงเวลาใคร่ครวญชีวิตคริสตชน(2):เมื่อพระเจ้าทรงเรียก...ท่านตอบสนองอย่างไร?


สี่สัปดาห์ก่อนวันคริสตสมภพ
เป็นช่วงเวลาแห่งการใคร่ครวญถึงการทรงเรียกและพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน   แล้วเราจะตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าวด้วยท่าทีแบบไหน
และด้วยการอุทิศทุ่มเทชีวิตอย่างไร


อ่านลูกา 1:5-25

“มีทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่เศคาริยาห์  ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมนั้น...
 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจ   แต่ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า  “เศตาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย
         เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว  
 นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชาย  ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น...(ข้อ 11-13)
 เศคาริยาห์จึงพูดกับทูตสวรรค์ว่า  “ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร  
 เพราะข้าพเจ้าชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว?
 ทูตสวรรค์องค์นั้นจึงตอบว่า...
 “เราคือกาเบรียล  ซึ่งยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  และพระองค์ทรงใช้ให้มาพูดกับท่าน 
         และนำข่าวดีนี้มาแจ้ง  
         นี่แน่ะ  เพราะท่านไม่ได้เชื่อถ้อยคำของเราที่จะสำเร็จตามกำหนด 
         ท่านจะเป็นใบ้  พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น” (ข้อ 18-20)

บ่อยครั้ง  ที่คริสตชนมิได้ใส่ใจต่อการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตประจำวัน   จึงมิได้ตระหนักรู้ถึงการทรงเรียกของพระองค์  และพลาดโอกาสที่จะตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าในครั้งนั้นๆ  

แต่ก็มีหลายครั้งอีกเช่นกันที่พระเจ้าทรงเรียกเราในการดำเนินชีวิตประจำวัน   ให้เรากระทำในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ขอพระองค์ตามวิธีการของพระองค์    แต่เพราะการทรงเรียกดังกล่าวมิได้เป็นไปตามอย่างที่เราคิดเราคาดหวัง   ดังนั้น เราจึงมิได้ตอบสนองการทรงเรียกดังกล่าว  เพราะมิได้เป็นไปอย่างที่คิดอย่างที่คาดจึงไม่คิดว่านั่นเป็นการทรงเรียกของพระเจ้า   เราจึงไม่สนใจ  ละเลย ต่อการทรงเรียกของพระองค์

ในชีวิตของบางคนเคยทูลขอพระเจ้าในบางสิ่งบางอย่าง   แต่สิ่งที่ทูลขอไม่เห็นเกิดเป็นจริง หรือ พระเจ้ามิได้ประทานให้สักที   เหตุการณ์เหล่านั้นล่วงเลยไปเป็นเวลานมนาน   จนคนนั้นบอกกับตนเองว่า พระเจ้าคงไม่ประสงค์ที่จะประทานสิ่งที่ตนได้ทูลขอ   และตนเองก็เลิกที่จะคาดหวังจากพระเจ้า   เพราะเวลาและโอกาสที่ควรจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ล่วงเลยไปแล้ว   แต่จู่ๆ พระเจ้ากลับตอบคำอธิษฐานที่เราทูลขอมานานโขในอดีต   แล้วเจ้าตัวกลับสงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้อย่างไร   เพราะมันเลยเวลาที่ควรจะเกิดควรจะมี   เพราะเขาคิดว่าพระเจ้ามิได้ตอบในเวลาที่เหมาะสมที่ควรตอบตามความคิดของเขา  

แต่คนนั้นลืมไปว่า  เมื่อพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์   พระองค์มีเวลาที่เหมาะสมสำหรับการกระทำพระราชกิจของพระองค์เอง   มิได้ทรงกระทำพระราชกิจตามความคิด ความเหมาะสม ตามตรรกะหลักการเหตุผลของมนุษย์

เศคาริยาห์  เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนี้   ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นปุโรหิตสืบทอดจากตระกูลอาโรน   เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาอิสราเอล   เป็นตัวกลางที่ติดต่อสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์   เป็นผู้ประกอบศาสนพิธีในนามตัวแทนของประชาชน   ยิ่งกว่านั้นพระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า  สองสามีภรรยาคู่นี้เป็น “คนชอบธรรมต่อพระเจ้า  และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่ติ” (ข้อ 6 ฉบับมาตรฐาน)   แต่ในข้อ 7 บอกชัดว่าทั้งสองไม่มีบุตร  เพราะภรรยาเป็นหมัน   และตอนนี้ทั้งสองก็แก่เกินกว่าที่จะมีบุตรได้แล้ว

การที่ทั้งสองไม่มีบุตรในวัฒนธรรมและความเชื่อของยิวเชื่อว่า  ทั้งสองมิได้รับพระพรจากพระเจ้า   หรืออาจจะสร้างความสงสัยคลางแคลงใจสำหรับบางคนว่า  ทั้งสองได้มีชีวิตที่ไม่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่?   พระเจ้าจึงไม่อวยพระพรให้ทั้งสองมีบุตร   ซึ่งเป็นเหมือนการถูก     ตีตราจากสังคม   และเรื่องนี้ได้ตีตราทั้งสองมาตลอดชีวิต   อย่างที่เอลีซาเบธเมื่อรู้ว่าพระเจ้าให้ตนมีบุตรชาย  นางกล่าวว่า  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ทรงทอดพระเนตร   เพื่อว่าความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไป”  (ข้อ 25 ฉบับมาตรฐาน)

แน่นอนว่าทั้งเศคาริยาห์และเอลีซาเบธ ได้เคยทูลขอบุตรต่อพระเจ้า   แต่คำทูลขอของทั้งสองไม่เป็นจริงอย่างที่ตนคาดคิดและต้องการ   แต่เมื่อพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของทั้งสองตามเวลาแห่งแผนการของพระเจ้า   ในมุมมองของเศคาริยาห์มองว่า มันล่วงเลยเวลาในสิ่งที่ทูลขอจะสามารถเกิดเป็นจริงได้   เพราะเศคาริยาห์มองพระราชกิจของพระเจ้าจะต้องทรงกระทำผ่านมิติความเป็นจริงของโลกนี้   ในที่นี้หมายถึงสรีระ ช่วงอายุที่จะสามารถมีบุตรได้   แทนที่จะเข้าใจว่า พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือกฎเกณฑ์ของโลกนี้ที่พระเจ้าทรงสร้าง

ในขณะที่พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจตามแผนการ และ ตามเวลาโอกาสที่เหมาะสม   และที่สำคัญคือตามแผนการแห่งพระประสงค์ของพระองค์   แต่เศคาริยาห์มองพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์เท่านั้น   ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าประทานบุตรเพื่อเป็นพระพรจากพระเจ้าสำหรับเขาและครอบครัว   และเพื่อจะทำให้สังคมจะตระหนักและยอมรับว่า เขาและครอบครัวเป็นคนที่พระเจ้าทรงโปรดปราณ    แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นแผนการของพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระองค์   บุตรชายที่เกิดมาในครอบครัวของเศคาริยาห์และเอลีซาเบธมิใช่เพื่อครอบครัวนี้เท่านั้น   แต่เป้าหมายใหญ่คือพระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ผ่านครอบครัวนี้   เพื่อสำเร็จตามแผนการของพระเจ้า

พระคัมภีร์ตอนนี้ชี้ชัดว่ายอห์นเกิดมาตามพระประสงค์ของพระเจ้า  “...คนจำนวนมากจะชื่นชมยินดีที่บุตรนั้นเกิดมา...  เขาจะเป็นใหญ่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า...เขาจะเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์...เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า...ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก  ให้คนดื้อด้านกลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม   เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้พร้อมสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า” (ข้อ 14-17 ฉบับมาตรฐาน)

แท้จริงแล้ว  เหตุการณ์ในครั้งนี้ คือการทรงเรียกของพระเจ้าให้เศคาริยาห์และเอลีซาเบธให้เข้าร่วมในพระราชกิจของพระเจ้าที่กำลังกระทำในกระบวนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในเวลานั้น   แต่เศคาริยาห์กลับมองการทรงเรียกของพระเจ้าให้เขาเป็นผู้กระทำพันธกิจนี้ด้วยตัวของเขาและภรรยา   ดังนั้น  เขาถึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก หรือ เป็นไปไม่ได้เลย   แต่ถ้าเขามองว่านี่เป็นการทรงเรียกของพระเจ้าให้เขาเข้าไปร่วมในพระราชกิจที่พระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำหลักแล้ว   เหตุการณ์ทั้งสิ้นจะไม่เป็นเช่นนี้   แต่จะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดีที่มีโอกาสร่วมในพระราชกิจของพระเจ้ามากมายสักปานใด

ในช่วงเวลาของการใคร่ครวญชีวิตคริสตชนถึงการทรงเรียกของพระเจ้าก่อนวันคริสตสมภพสี่สัปดาห์   ขอให้เรามีโอกาสที่จะสงบจิตใจ  ชีวิต  และใส่ใจเสียงแห่งการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของเราช่วงนี้   เพื่อเราจะไม่พลาดโอกาสที่จะน้อมรับการทรงเรียกให้เราถวายชีวิตทั้งสิ้นกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรา  

แต่เราจะต้องตระหนักชัดว่า  เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเรา พระองค์ทรงเรียกเราให้ทุ่มเทชีวิตกระทำงานร่วมในพระราชกิจของพระองค์  เพื่อตอบสนองตามเป้าประสงค์แห่งแผนการของพระองค์   มิใช่ตอบสนองความอยากได้ใคร่มีหรือตามความต้องการของเรา   แต่ถ้าเราหมกมุ่นฟังการทรงเรียกตามความต้องการหรือตามความคิดของตนเอง   เราจะพลาดโอกาสเข้าร่วมงานกับพระองค์ตามพระประสงค์    บางครั้งพระเจ้าจะมีวิธีการปรับเปลี่ยนชีวิตของเรา  อย่างเช่นทรงปรับเปลี่ยนชีวิตและสร้างความเข้าใจใหม่แก่เศคาริยาห์   พระองค์ทรงให้เขามีชีวิตที่เงียบลง   เพื่อมีโอกาสจะได้ยิน ใคร่ครวญ และ เข้าใจการทรงเรียกของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 ธันวาคม 2554

ตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าแบบไหน? (1)

ในเดือนที่หกพระเจ้าส่งทูตกาเบรียลมายังเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลี ให้มาหาหญิงพรหมจารีชื่อมารีย์คู่หมั้นของโยเซฟผู้สืบเชื้อสายจากดาวิด ทูตสวรรค์นั้นไปหามารีย์และกล่าวว่า “หญิงเอ๋ย พระเจ้าทรงโปรดปรานเธอยิ่งนัก! องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเธอ”

มารีย์ฟังคำนี้แล้วก็วุ่นวายใจนักและสงสัยว่าการทักทายเช่นนี้หมายถึงอะไร แต่ทูตนั้นกล่าวว่า “มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เธอเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู พระองค์จะทรงยิ่งใหญ่และได้ชื่อว่าพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์แก่พระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบตลอดไป อาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุดเลย”

มารีย์ถามทูตสวรรค์นั้นว่า “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อข้าพเจ้าเป็นสาวพรหมจารี”

ทูตนั้นตอบว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือเธอและฤทธิ์อำนาจขององค์ผู้สูงสุดจะปกคลุมเธอ ดังนั้น องค์บริสุทธิ์ที่ประสูติมาจะได้ชื่อว่าพระบุตรของพระเจ้า แม้แต่เอลี-ซาเบธญาติของเธอยังได้บุตรชายทั้งๆ ที่ชราแล้ว เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า”

มารีย์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านกล่าวเถิด” แล้วทูตสวรรค์นั้นก็จากนางไป (ลูกา 1:26-38 อมตธรรม)


การมาปรากฎและคำทักทายของทูตสวรรค์กาเบรียลทำให้มารีย์เกิดความ “สับสนและสงสัย” ในคำทักทายนั้นอย่างยิ่ง

คำทักทายแรก “...พระเจ้าทรงโปรดปรานเธอยิ่งนัก...”(ข้อ 29) มารีย์สับสนและสงสัยว่าคำทักทายเช่นนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ ในวัฒนธรรมของยิวในเวลานั้นให้ความสำคัญแก่ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่หญิงสาวคนหนึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าดูจะแปลกประหลาดอย่างมากจากวัฒนธรรมที่มารีย์มีชีวิตอยู่ ทำไมพระเจ้าสนใจเธอที่เป็นเพียงหญิงสาวยิวคนหนึ่งเท่านั้น นี่ทูตสวรรค์หมายความว่าอะไรกันแน่?

คำทักทายที่สอง “...เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย...” มารีย์ยิ่งสับสนและสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เธอซึ่งเป็นหญิงสาว ยังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับชายใด จะตั้งครรภ์และมีบุตรชายได้อย่างไร? หรือเธอจะตั้งครรภ์ภายหลังที่แต่งงานกับโยเซฟคู่หมั้นในขณะนี้ของเธอแล้ว? ดังนั้นจะเป็นบุตรที่มีคู่หมั้นคือโยเซฟเป็นพ่อของทารก แต่ถ้ามิได้เป็นไปตามเช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงเธอจะอธิบายให้คู่หมั้นของเธออย่างไรว่าเธอไม่ได้มีชู้? แล้วคนในหมู่บ้านจะคิดจะทำอย่างไรกับเธอ? แต่ที่สำคัญเรื่องผิดธรรมชาติเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? นี่เป็นข่าวที่สร้างความงงงวย สับสนอย่างยิ่ง เหตุการณ์นี้ได้สร้างภาวะกดดันในชีวิตของเธออย่างแน่นอน

ดังนั้น มารีย์จึงถามทูตสวรรค์กาเบียลว่า “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อข้าพเจ้าเป็นสาวพรหมจารี” แต่คำตอบทำให้มารีย์ยิ่งกดดันเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิได้ตั้งครรภ์เพราะการแต่งงานกับโยเซฟ แต่เป็นการตั้งครรภ์นอกสมรส ที่เกิดขึ้นได้เพราะเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่จะทรงกระทำผ่านชีวิตในสภาพชีวิตที่เธอยังเป็นหญิงสาวพรหมจารี “เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า” ดังนั้น บุตรที่เกิดมาจึงเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด

นี่เป็นทั้งข่าวดีที่เธอและคนยิวรอคอยมานาน แต่ก็เป็นข่าวร้ายที่จะเกิดแก่ชีวิตของเธอ นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าแต่สร้างภาวะกดดันในชีวิตของเธอ เธอจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรให้โยเซฟเข้าใจและยอมรับ? เธอจะอธิบายอย่างไรให้ครอบครัวของเธอเข้าใจและไม่เฉดหัวเธอออกจากบ้าน? นี่เป็นภาวะกดดันมากครับในชีวิตหญิงสาวพรหมจารีชาวบ้านคนหนึ่งที่ชื่อมารีย์

คำทักทายที่สาม “...จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู พระองค์จะทรงยิ่งใหญ่และได้ชื่อว่าพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด...อาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุดเลย” ที่ทูตกาเบรียลพูดถึงนี้หมายความว่าทารกที่จะเกิดมานี้เป็นพระเมสสิยาห์ที่ชาวยิวรอคอยเช่นนั้นหรือ? เธอจะต้องเป็นแม่ของผู้นำการปฏิวัติเช่นนั้นหรือ? เธอจะต้องเป็นผู้เลี้ยงดูพระเมสสิยาห์ที่จะปลดปล่อยอิสราเอลออกจากแอกการปกครองของโรมันหรือ? ชีวิตข้างหน้าของทารกคนนี้จะเป็นเช่นไรหนอ? ต้องซ่อนตัว ต้องหนีระหกระเหิน ชีวิตต้องตกอยู่ในอันตรายหรือไม่? ชีวิตจะถูกไล่ล่าอย่างไร? ไม่มีใครรู้!

นี่เป็นข่าวดีเพราะเป็นเรื่องที่รอคอยมานมนานได้กลายเป็นจริงในยุคชีวิตของเธอ ยิ่งกว่านั้น เธอยังจะมีส่วนร่วมในพระราชกิจการทรงปลดปล่อยอิสราเอลของพระเจ้า แต่ก็เป็นข่าวร้ายอย่างยิ่ง ชีวิตครอบครัวที่จะมีปกติสุขในอนาคตต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ความผันผวนไม่แน่นอนรออยู่ข้างหน้า

ทูตสวรรค์กาเบรียลได้ยืนยันว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้มิได้เป็นผลงานของธรรมชาติ มิใช่เพราะการกระทำของมนุษย์ เพราะนี่เป็นพระประสงค์ เพราะนี่เป็นแผนงานของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นผู้กระทำ ดังนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า

ด้วยความไว้วางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า เชื่อมั่นในการทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ที่จะทรงกระทำผ่านชีวิตของเธอ เธอจึงตอบสนองด้วยความหนักแน่นต่อการแจ้งข่าวของทูตกาเบรียลว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านกล่าวเถิด”(1:38) คำตอบสนองของมารีย์ครั้งนี้ทำให้ผมคิดถึงคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในภาวะกดดันในสวนเกทเสมนีที่ว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์” (ลูกา 22:42 อมตธรรม)

พระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเราแต่ละคน เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับเราในเวลาเดียวกัน บ่อยครั้งพระประสงค์ของพระเจ้าสร้างภาวะกดดันในชีวิตของเรา เรามีทางเลือกที่จะดำเนินชีวิตรองรับตามพระประสงค์ หรือเราสามารถเลือกที่จะไปตามทางที่เราเห็นว่าดีว่าควรที่จะเป็นและจะไป หรือเราสามารถที่จะเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามเป้าหมายและจุดประสงค์ของเราเอง อยู่ที่เราแต่ละคนจะตอบสนองต่อการทรงเรียก ต่อพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเรา เราจะตอบสนองเลือกที่จะยอมทนทุกข์เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จในชีวิตของเรา หรือเราจะเลือกที่จะเอาชนะ เลือกที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตของเรา นั่นเป็นเสรีภาพที่เราจะเลือก

ในเทศกาลรับการเสด็จมาของพระประสงค์ของพระเจ้าท่านจะตอบสนองการกดดันจากพระประสงค์ของพระเจ้าเช่นไร? สำหรับมารีย์เธอได้เลือกแล้วว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าตามที่ท่านกล่าวเถิด”(1:38) สำหรับพระเยซูคริสต์พระองค์ทูลตอบพระบิดาว่า “...อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์ แต่ให้สำเร็จดังพระประสงค์ของพระองค์”

ประเด็นสำหรับการใคร่ครวญและอภิปราย

1. ในชีวิตของท่านเคยมีโอกาสตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างเช่นมารีย์หรือไม่? ในสถานการณ์อะไร? และท่านตอบสนองอย่างไร?

2. อะไรที่ช่วยท่านให้มีความเข้มแข็งในความเชื่อศรัทธาจนตอบสนองอย่างมารีย์ได้?

3. ในปัจจุบันนี้พระเจ้ามีพระประสงค์ในชีวิตของท่านในเรื่องอะไร ที่ท่านเห็นว่าควรตอบสนองพระองค์อย่างเช่นมารีย์? ทำไมถึงคิดและเชื่อเช่นนั้น?

ใคร่ครวญภาวนา

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า
ขอบพระคุณพระองค์สำหรับมารีย์
ที่ยอมรับเอาภาวะกดดันที่เกิดจากการยอมรับเอาพระประสงค์ของพระองค์เข้าในชีวิตของเธอ
ยอมรับเอา “พระวาทะ” ให้มาบังเกิดในชีวิตของเธอ
แม้การรับเช่นนั้นจะเป็นการพลิกคว่ำชีวิตของเธอเองจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ตาม
แต่ขอบพระคุณพระองค์สำหรับแบบอย่างชีวิตของมารีย์
ชีวิตที่รับเอาพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในชีวิตของเธอ

ในเทศกาลการรับการเสด็จมาของพระประสงค์ของพระเจ้า
ข้าพระองค์ต้องการมีชีวิตอย่างเช่นมารีย์ที่เปิดชีวิตรับเอาพระประสงค์ของพระองค์
ไม่ว่าการรับพระประสงค์จะก่อเกิดความสุขสันติหรือความกดดันในชีวิตของข้าพระองค์เช่นไรก็ตาม
ข้าพระองค์ขอเป็นคนรับใช้ของพระองค์ ที่จะรับใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์
จึงขอมอบชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ อาเมน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
แม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
089-2628-310