แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตชน แสดงบทความทั้งหมด

24 พฤษภาคม 2564

เพ็นเทคอสต์...พระเจ้าทำงานในชีวิตของผู้เชื่อ ท่ามกลางวิกฤติการทำลายล้างคริสตชน

วันเพ็นเทคอสต์ เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติที่อันตรายและรุนแรงต่อกลุ่มผู้เชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น และยิ่งสร้างความหวั่นไหวมากยิ่งขึ้นเมื่อพระคริสต์ได้เสด็จสู่สวรรค์แล้ว   ท่ามกลางวิกฤติที่หนักหนาสาหัสเช่นนี้เอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาอยู่ท่ามกลางเป็นกำลังชีวิตแก่พวกเขา ที่จะรับมือกับวิกฤติด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป    

“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”  (กิจการ 1:8 มตฐ.)

แล้วในวิกฤติการแพร่ระบาดของ โควิด 19 คริสตจักรจะรับมือกับวิกฤตินี้ด้วยการทำให้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แพร่ขยายอย่างทรงพลังในวงกว้างออกไป เฉกเช่นในเหตุการณ์วันเพ็นเทคอสต์อย่างไร?

ในวันเพ็นเทคอสต์ ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหนือเหล่าสาวกของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเริ่มแรกมีประมาณ 120 คน พวกเขาพบปะกันที่ห้องชั้นบน ในวันนั้นภายหลังการเทศนาของเปโตรมีผู้กลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ประมาณ 3,000 คน เกิดคำถามว่า แล้วสาวกเหล่านี้เอาใจใส่เลี้ยงดู ผู้กลับใจเชื่อใหม่เหล่านี้อย่างไร?

แน่นอนครับ พวกสาวกที่เคยติดตามพระเยซูคริสต์ได้ร่วมกันใช้ประสบการณ์ที่พระเยซูคริสต์กระทำเสริมสร้างพวกตนมาประยุกต์ใช้ในการเอาใจใส่เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่จำนวนมากมายเหล่านี้   ในที่นี้ผมหมายรวมถึงประสบการณ์ที่พวกเขาถกถาม เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ จากพระอาจารย์ของตน   การเอาใจใส่เยียวรักษาคนเจ็บป่วย การขับไล่วิญญาณชั่ว และอีกประสบการณ์หนึ่งคือ การบริหารจัดการมวลชนจำนวนมากจากการเลี้ยงอาหาร 5,000 คนที่แบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการแจกจ่ายอาหารแห่งพระพรที่พระเยซูคริสต์ทูลขอจากพระบิดา

เราเรียนรู้การบริหารจัดการเอาใจใส่ชีวิตและความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เหล่านี้ได้จาก กิจการ 2:46-47 “ทุก ๆ วันพวกเขามาประชุมกันที่ลานพระวิหาร หักขนมปังตามบ้านของตน และรับประทานร่วมกันด้วยความยินดีและจริงใจ พวกเขาพากันสรรเสริญพระเจ้าและเป็นที่ชื่นชมของคนทั้งปวง ในแต่ละวันองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะได้รับความรอดมาเข้ากับพวกเขา” (อมธ.)

ผู้เชื่อในพระเจ้าเหล่านี้รวมตัวและพบกันที่ลานพระวิหาร แล้วแบ่งเป็นกลุ่มเล็กพบปะกันตามบ้าน  “เขาทั้งหลายอุทิศตนในคำสอนของเหล่าอัครทูตและในการร่วมสามัคคีธรรม ในการหักขนมปัง และในการอธิษฐาน” (กิจการ 2:42 อมธ.) คนในชุมชนนี้พวกเขาเอาใจใส่หนุนเสริมกันและกัน  และเลี้ยงดู สั่งสอนผู้เชื่อใหม่แบบตัวต่อตัว และพระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้คนทั้งหลายที่กำลังจะรับความรอดมาเข้ากับพวกเขา

ในกิจการ 20:20 เปาโลกล่าวแก่สมาชิกในคริสตจักรเอเฟซัสว่า “ท่านรู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้รีรอที่จะเทศนาสิ่งใด ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อท่านแต่ได้สั่งสอนทั้งในที่สาธารณะและตามบ้านต่าง ๆ” (อมธ.)

จดหมายของเปาโลที่เขียนถึงคริสตชนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่โรมที่พบปะกันในบ้าน ในจดหมายนี้เปาโลระบุถึงกลุ่มคริสตชนที่พบปะกันที่คริสตจักรบ้านของปริสสิลลา และ อาควิลลา  “ขอฝากความคิดถึงมายังปริสสิลลา กับอาควิลลาเพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์  ทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อข้าพเจ้า ไม่เพียงข้าพเจ้าเท่านั้น แต่คริสตจักรทั้งปวงของคนต่างชาติก็สำนึกในบุญคุณของพวกเขาด้วย ขอฝากความคิดถึงมายังคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของทั้งสองด้วย” (โรม 16:3-5 อมธ.)

เปาโลได้ส่งคำทักทายคิดถึงผู้คนที่อยู่ในบ้านของอาริสโทบูลลัส และผู้คนที่อยู่ในครัวเรือนของนารซิสซัสผู้อยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า (โรม 16:10-11) และเราพบอีกว่า เปาโลได้ทักทายและฝากความคิดถึงไปยัง “อารคิปปัสเพื่อนทหารของเรา และถึงคริสตจักรซึ่งมาประชุมกันที่บ้านของท่าน” (ฟีเลโมน 1:2 อมธ.)

คริสตจักรในยุคแรกเน้นความสำคัญที่กลุ่มผู้เชื่อที่มาพบปะ เสริมหนุน เรียนรู้ถึงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ พระวจนะของพระเจ้า และพระประสงค์ของพระองค์ร่วมกัน ในสถานที่ที่จะพอหาได้  ไม่ว่าในบ้าน หรือ ที่ทำงาน หรือ มุมใดมุมหนึ่งที่สะดวกในการพบปะพบกัน

บิลลี่ ซันเดย์ กล่าวไว้ว่า “การไป(อาคารและบริเวณ)โบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชนมากไปกว่าการไปอู่ซ่อมรถทำให้คุณเป็นรถยนต์”

หรือขยายความได้ว่า “การไปรวมกันที่อาคารโบสถ์ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคริสตชน เฉกเช่นการไปอู่ซ่อมรถไม่ได้ทำให้คุณเป็นรถยนต์” หรือการที่เราไปในที่ที่มีคริสตชนมารวมตัวกันมาก ๆอย่างเช่นที่อาคารคริสตจักร ไม่ได้ทำให้เราเป็นคริสตชน เฉกเช่นที่เราไปอู่ซ่อมรถซึ่งมีรถยนต์มากมายก็ไม่ทำให้เรากลายเป็นรถยนต์ไปได้

“พันธกิจในอาคารโบสถ์” มีประโยชน์สำหรับการนมัสการร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อการสั่งสอน และ งานเฉลิมฉลองร่วมกันในจำนวนคนมาก ๆ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ให้พวกเรามุ่งมอง “คริสตจักร” ว่าเป็นคนมิใช่สถานที่ที่คริสตชนรวมตัวพบปะกัน ไม่ว่าในบ้านของเรา หรือมุมหนึ่งมุมใดในที่ทำงาน หรือที่หนึ่งที่ใดในโรงเรียน หรือโรงพยาบาล ย่อมเป็นที่ที่เหมาะสมยิ่งที่คริสตชนหรือผู้เชื่อสามารถใช้ในการพบปะรวมตัวกันเพื่อซึมซับเอาพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เข้าในชีวิตของเราและมีอิทธิพลต่อฐานเชื่อ กระบวนคิด มุมมอง และ การตัดสินใจในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

ในวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้เราต้องงดการพบปะกันในวันอาทิตย์ พระเจ้ากำลังใช้วิกฤติกาลครั้งนี้กระตุ้นให้คริสตจักรไทยไม่ติดยึดอยู่กับตัวอาคารโบสถ์ บริเวณโบสถ์ การพบปะกันครั้งละหลาย ๆ คน หรือประเพณีปฏิบัติที่ทำกันมานมนาน แต่ให้แสวงหาแนวทางวิธีการที่จะเกิดกลุ่มผู้เชื่อที่จะเสริมสร้างกันละกันในฐานเชื่อกระบวนคิด และ การมีชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในยุคของเรารับใช้พระกิตติคุณ



21 เมษายน 2564

คริสตชนจะตอบสนองต่ออิทธิพลวัฒนธรรมสังคมอย่างไร?

ในฐานะผู้ติดตามพระคริสต์เราจะไม่ยอมตนสอดรับเข้ากับโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกเรื่องเสมอไป ในความเป็นจริงเรามักจะพบว่าตัวเองกำลังต่อต้าน-สวนกระแสวัฒนธรรมสังคมที่เป็นที่นิยมในบางด้านของชีวิต จำเป็นที่เราจะต้องมีรากฐานทางพระคัมภีร์ที่มั่นคงเพื่อยืนหยัดท่ามกลางอิทธิพลทางกระแสทางวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เราจำเป็นจะต้องรู้ว่า พระวจนะของพระเจ้าหล่อหลอมความเข้าใจของเราเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบัน แล้วเราจะแบ่งปันพระกิตติคุณอย่างมีจิตเมตตาและด้วยความกล้าหาญกับผู้คนรอบตัวเราได้อย่างไร

มี 4 ทางเลือกในการตอบสนองต่อวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคนี้

1. เออออไปตามกระแสวัฒนธรรมสังคม (ทำตามกระแสวัฒนธรรมสังคม)

เราเริ่มประนีประนอมความเชื่อ และ การดำเนินชีวิตของเรากับวัฒนธรรมสังคมรอบข้าง   เพื่อเอาใจคนในสังคมนั้นโดยหวังว่าวิธีการนี้จะเป็นการดึงดูดใจคนในวัฒนธรรมสังคมนั้น เราอาจเชื่ออย่างจริงใจว่า การทำเช่นนั้นเป็นทั้งความรักและกลยุทธ์หวังว่าจะดึงดูดผู้คนให้สนใจพระเยซูคริสต์ ด้วยวิธีการที่ทำให้คนรอบข้างมีการต่อต้านคริสต์ศาสนาน้อยลง และในที่สุดคนเหล่านั้นจะมาถึงซึ่งความรอด  

อย่างไรก็ตาม เราต้องรู้ชัดว่า เป้าหมายของเรามิใช่การที่จะหาวิธีให้คนมาติดตามเป็นสาวกพระคริสต์ง่ายขึ้น ข่าวสารของพระกิตติคุณหนีไม่พ้นที่จะต่อต้านวัฒนธรรมสังคม และสร้างความยุ่งยากขุ่นเคืองใจแก่ผู้คนอย่างไม่มีทางเลี่ยง   

2. แยกตัวออกจากกระแสวัฒนธรรมสังคม 

ทางตรงกันข้ามอย่างสุดขั้วคือการแยกตัวออกจากวัฒนธรรมสังคม วางตัวเราออกห่างอย่างสิ้นเชิงและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมโลกรอบตัว และอาจจะมีเจตนาที่ต้องการเป็นการให้เกียรติแด่พระเจ้า และเป็นการกระทำอย่างจริงใจที่ต้องการกำจัดแม้กระทั่งรูปลักษณ์ของความชั่วร้ายและการล่อลวงของบาป  

แต่พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานเผื่อสาวกที่ติดตามพระองค์ว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานขอให้พระองค์ทรงเอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้พระองค์ทรงปกป้องพวกเขาให้พ้นจากผู้ชั่วร้าย...” (ยอห์น 17:15-16 อมธ.) โลกรอบตัวเราต้องการพลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระกิตติคุณอย่างยิ่ง การแยกตัวออกจากสังคมสร้างวัฒนธรรมย่อยของตนเอง ไม่ใช่วิธีการตอบสนองที่เหมาะสมตามแนวทางของพระเยซูคริสต์

3. ต่อต้านกระแสวัฒนธรรมสังคม

แนวทางการตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมแบบนี้เป็นการตอบโต้ด้วยการเป็นปฏิปักษ์ และ การปกป้องตนเอง โดยตัวเจตนาตอนเริ่มต้นนั้นเคลื่อนไปในทางที่ถูกต้อง   ปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมรอบตัวเราที่ถาโถมเข้ามา แต่เป็นการขับเคลื่อนพลาดจากหัวใจของพระคริสต์ การตอบสนองแบบนี้จะมองกระแสวัฒนธรรมสังคมเป็นศัตรูที่เราจะต้องเอาชนะ แทนที่จะมองว่าคนในสังคมนั้น ๆ จะต้องได้รับความรอด 

ความปรารถนาของเราต้องไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเราเองถูกต้อง หรือเพื่อบังคับผลักดันให้สังคมโลกต้องเปลี่ยนไปตามวิถีการดำเนินชีวิตแบบเรา แต่เป้าหมายของเราคือแสดงให้ผู้คนได้เห็นและตระหนักรู้ว่า พระคริสต์ทรงเป็นสัจจะความจริงและมีคุณค่าต่อชีวิตของเขา แต่ก็จะเป็นการผิดอย่างมหันต์ถ้าเราต่อต้านเอาแพ้เอาชนะกระแสวัฒนธรรมสังคม เพราะนั่นเป็นการทำให้ผู้คนหลบหนีออกไปจากคริสตจักร ความแตกต่างจากพลังกระแสวัฒนธรรมสังคมไม่ได้หมายความว่า เรามุ่งต่อสู้โจมตีอิทธิพลกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เรามุ่งมองหาทางที่จะช่วยให้คนในสังคมได้พบและรับเอาความรอดในพระเยซูคริสต์  

เราต้องตระหนักว่า โดยสาระข่าวสารของพระกิตติคุณนั้นสวนกระแสวัฒนธรรมสังคมอยู่แล้ว และสร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่คนในสังคมอย่างแน่นอน

4. เดินสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม (อยู่ในกระแสวัฒนธรรมสังคมแต่ก้าวย่างตามพระคริสต์)

การสวนกระแสวัฒนธรรมสังคม หมายถึงการเข้าไปในกระแสวัฒนธรรมสังคมด้วยความเชื่อมั่นคงและมีเมตตาจิต เรายืนมั่นบนสัจธรรมของพระเจ้า ได้รับการหนุนเสริมเพิ่มกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อที่จะส่งต่อขยายความรักของพระคริสต์ให้แก่คนในสังคมโลก ความปรารถนาของเรามิใช่เพื่อเอาชนะพลังของกระแสวัฒนธรรมสังคม แต่เพื่อเป็นการกอบกู้คนในสังคมและวัฒนธรรมนั้น ความสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะทำอะไร เราจะทำอย่างไร และเราทำเช่นนั้นไปทำไม

ทุกดวงใจของคริสตชนควรจะร้อนรนด้วยความปรารถนาให้เป็นที่ถวายพระเกียรติพระเจ้า   เราคริสตชนไม่สามารถที่จะนั่งนิ่งเฉยหรือถอยห่างออกมาในขณะที่พระเจ้ามิได้รับการยกย่องสรรเสริญ และผู้คนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตที่กำลังทำร้ายทำลายตนเอง เราต้องทูลขอต่อพระเจ้าให้พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักและเป็นที่รักของคนในวัฒนธรรมที่เราอยู่ด้วยนี้ และนี่มิเป็นเพียงความปรารถนาที่จะขับเคลื่อนชีวิตส่วนตัวของเราเท่านั้น แต่รวมไปถึงทูลขอให้ชีวิตในที่สาธารณะของเราขับเคลื่อนเช่นนั้นในชีวิตประจำวันด้วย

การที่เราตอบสนองต่อกระแสวัฒนธรรมสังคมนั้น เพราะเป็นเรื่องความเป็นความตายของผู้คนในสังคมที่เกิดจากผลกระทบจากอิทธิพลวัฒนธรรมสังคมนั้น ๆ  

ทุกวันนี้ คริสตชน คริสตจักรไทยเลือกตอบสนองอิทธิพลกระแสสังคมแบบไหนมากที่สุดครับ? ทำไมถึงเลือกการตอบสนองแบบนั้นครับ?

แล้วท่านเลือกที่จะตอบสนองอิทธิพลกระแสงสังคมวัฒนธรรมไทยปัจจุบันแบบไหน?   ทำไมท่านถึงเลือกที่จะตอบสนองเช่นนั้นครับ?



20 พฤษภาคม 2563

คริสตชน “แตกต่าง” แต่ไม่สร้าง “ความแตกแยก” ในสังคม

หลายคนได้อ้างถึงเสรีภาพ อ้างถึงสิทธิส่วนบุคคล เพื่อใช้เสรีภาพที่กล่าวอ้างในการกระทำตามความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ลึก ๆ คือการกระทำด้วยความเห็นแก่ตัวโดยอ้างคำว่า “เสรีภาพ” เพื่อปกปิดธาตุแท้ (หรือ ทาสแท้) แห่งความชั่วที่ตนกระทำ

15เพราะพระเจ้าทรงประสงค์จะให้พวกท่านระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการทำดี 16จงดำเนินชีวิตอย่างคนมีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพนั้นเป็นข้ออ้างเพื่อทำความชั่ว แต่จงดำเนินชีวิตอย่างผู้รับใช้ของพระเจ้า 17จงให้เกียรติทุกคน จงรักพวกพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้า จงให้เกียรติแด่จักรพรรดิ (1เปโตร 2:15-17 มตฐ.)

ในพระธรรม 1 เปโตร บทที่ 2 เปโตรเขียนถึงคริสตชนที่แตกกระเจิงหลบลี้หนีจากอำนาจของโรมันและผู้นำศาสนายิว ได้หนีออกจากกรุงเยรูซาเล็มไปในดินแดนต่าง ๆ ต้องยอมตนตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้มีอำนาจในที่นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองที่ที่เลวร้าย หรือ ผู้ปกครองที่ดีมีเมตตา การดำเนินชีวิตที่ดีของคริสตชนเป็นสิ่งที่สร้างการยอมรับของผู้ปกครองในดินแดนนั้น ๆ ที่พวกเขาหนีไปอยู่ด้วย  

ในฐานะที่เราเป็นเหมือนประชากรของพระเจ้าที่กลายเป็น “ผู้หลบลี้หนีภัย” เปโตรบอกเราว่า ให้เรา “ระงับความโง่ของคนโฉดเขลาด้วยการทำดี” (มตฐ.) การต่อต้านการกระทำที่โฉดเขลาต่อคนมีอำนาจมิใช่ทำด้วยการโต้เถียง  ด้วยการเดินขบวน ด้วยการต่อต้านกล่าวร้าย แต่ด้วยการกระทำการดี ด้วยการรับใช้ ด้วยการนับถือ ให้ความรักเมตตา และด้วยการให้เกียรติ (ตามที่เขาควรจะได้รับ)

เปโตรได้ให้กำลังใจแก่คริสตชนที่ต้องหลบลี้หนีกระจัดกระจายไปในพื้นที่ต่างแดนต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรมที่ตนอาจจะไม่คุ้นชินว่า อย่าให้การกดขี่ข่มเหง และ ความทุกข์ยากลำบากที่ได้รับมาบดขยี้ความเชื่อศรัทธาของเรา   ตรงกันข้าม ให้คริสตชนแบกรับน้ำหนักแห่งความทุกข์ยากที่ได้รับทั้งหมดให้เป็นแรงกดทับตัวเราในทุกย่างก้าวการดำเนินชีวิตของเราที่จะ “ก้าวย่ำซ้ำลงในรอยพระบาทของพระคริสต์” ทำให้รอยพระบาทพระคริสต์ชัดเจนยิ่งขึ้น 

การที่คริสตชนมีชีวิตที่เป็นคน “นอกขอบสังคม” (ไม่ใช่ชายขอบสังคม) เป็นโอกาสที่คริสตชนจะทำให้คริสตจักรมีพันธกิจในการเยียวยารักษาผ่านความเจ็บปวด บาดเจ็บในชีวิตของผู้คนในสังคม จากการที่คริสตชนต้องทนทุกข์ยากลำบากในประวัติศาสตร์ เราพบว่าพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้ปลดปล่อยคริสตชนเหล่านี้ออกจากอิทธิพลของอำนาจบาปชั่ว คริสตชนที่ได้รับการข่มเหงและต้องทนทุกข์ ต้องหลบลี้หนีแตกกระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ก็เป็นโอกาสที่จะแพร่กระจายพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ไปในทุกพื้นที่ที่พวกเขากระจัดกระจายไปด้วย เป็นโอกาสหนึ่งที่พวกเขาจะสื่อสารพระกิตติคุณของพระคริสต์แก่คนในพื้นที่ใหม่ ๆ ที่แผ่ขยายกว้างไกลออกไป คริสตชนที่ได้รับการกดขี่ข่มเหง ทำร้าย ทำลาย ติดตามไล่ล่า ผลักดันให้พวกเขาต้องดำเนินใน “เส้นทางที่คับแคบ” ด้วยความเชื่อฟังในพระคริสต์

เมื่อคริสตชนต้องดำเนินชีวิตในสังคมที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เชื่ออย่างตน คำสอนของเปโตรในตอนนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเกิดผล และเหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤติที่พวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่ คนที่ไม่ยอมรับพวกคริสตชนพวกเขาไม่สนใจหรอกว่า คริสตชนมีหลักข้อเชื่อว่าอย่างไร อะไรสอนถูกอะไรสอนผิด อะไรเทียมเท็จ และ อะไรที่แท้จริง แต่พวกเขาสนใจพฤติกรรมที่กระทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน

สังคมต้องการดูว่าคำสอน ข้อถกเถียงทางความเชื่อของเราสอดคล้องเป็นจริงกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ และเมื่อเราต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก เรายังสัตย์ซื่อ ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เราสอน เราประกาศ หรือที่เราถกเถียงปกป้องหรือไม่

ในสังคมโลกปัจจุบัน เราถูกกีดกันผลักดันให้หลุดออกนอกชายขอบของสังคม แต่ในสังคมโลกใหม่ที่พระเยซูคริสต์กำลังนำมาสถาปนาบนแผ่นดินโลกนี้ พระองค์จะนำพวกเราเข้าในสังคมใหม่ที่พระองค์นำมา และวันนั้นจะสำเร็จเป็นจริง และเราเองมีส่วนร่วมในพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในการนำผู้คนเข้าร่วมในชีวิตสังคมใหม่แห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่พระคริสต์นำมาตั้งอยู่นั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


12 กุมภาพันธ์ 2563

คริสตชนจะจัดการกับความกลัดกลุ้มกังวลและภาวะซึมเศร้าอย่างไร?


ปัจจุบันนี้ เราพบเห็นผู้คนจำนวนเพิ่มขึ้นที่ต้องเผชิญปล้ำสู้กับความกลัดกลุ้มและภาวะซึมเศร้า รวมทั้งคริสตชนพี่น้องของเราด้วย มีคนถามมาว่า ในฐานะคริสตชนจะมีวิธีการรับมือกับภาวะซึมเศร้าอย่างไร? ในขั้นพื้นฐานนี้ผมคิดว่า ในฐานะคริสตชนควรรู้และจัดการกับภาวะซึมเศร้าด้วยความรู้เท่าทัน 3 ประการ

ความจริงสามประการที่คริสตชนจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า

1. รู้ว่านั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ประโยค หรือ วลีที่พระคัมภีร์กล่าวถึงบ่อยคือ “อย่ากลัวเลย” เพราะพระเจ้ารู้ว่า คนเรามีความโน้มเอียงที่จะเกิดความกลัวต่อภาวะ สถานการณ์ หรือ สิ่งต่าง ๆ ถ้าท่านมีความกังวลกลัดกลุ้มใจที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ท่านมิได้เป็นคนแปลกประหลาดอะไร ท่านมิได้มีอาการนี้เพียงคนเดียว หลายต่อหลายคนที่ต้องทนทุกข์กับอาการกลัดกลุ้มและภาวะซึมเศร้าอย่างเราท่านอีกมากมาย และบอกได้ตรงไปตรงมาเลยว่าคนสำคัญต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ของเราก็ตกในอาการและภาวะดังกล่าวนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น โยนาห์ เยเรมีย์ โมเสส เอลียาห์ และคนอื่น ๆ

ความกลัดกลุ้มกังวลเป็นผลของการที่คริสตชนคนนั้น ๆ ขาดความไว้วางใจในพระเจ้า!

อาการกลัดกลุ้มกังวลจนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเป็นครั้งคราวไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่สิ่งที่เราต้องใส่ใจคือ ถ้าเกิดอาการและภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นกันตน ท่านอาจจำเป็นปรึกษาแพทย์ ศิษยาภิบาล หรือ ผู้ให้การปรึกษาคริสตชน

2. คืนมืดมิดแห่งจิตวิญญาณ

เราท่านต่างเคยประสบพบเจอกับ “คืนมืดมิดแห่งจิตวิญญาณ” ถ้าเราไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดความนึกคิดจิตใจของเรา เรามั่นใจได้เลยว่า ค่ำคืนความมืดมิดแห่งจิตวิญญาณมันจะต้องผ่านไป แล้วพบกับรุ่งสางวันใหม่ที่พระเจ้าประทานแก่เรา

หลายท่านถามว่า ถ้าตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นจะให้ทำเช่นไร?

ขอเสนอวิธีการที่ง่าย ๆ และ ธรรมดา ดังนี้...  

ให้เราเขียนรายการที่เราสำนึกและรู้สึกต้องการขอบพระคุณพระเจ้าว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าสุขภาพร่างกาย บ้าน ครอบครัว การงาน เพื่อนฝูง ชุมชน คริสตจักร และ ฯลฯ ซึ่งรายการนี้อาจจะยาวไปหน่อยก็ไม่เป็นไร แล้วอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าตามรายการหัวเรื่องที่เราเขียนนั้น

เมื่อเราก้มหัวลงอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจ “ภาวะซึมเศร้า” มันไม่สามารถซุกซ่อนตัวอยู่ในความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึกของเราได้ มันจะต้องหนีกระเจิงออกจากชีวิตของเราไป

เรามิได้มุ่งมอง วนเวียน  ติดหล่มโคลนตมแห่งความซึมเศร้า แต่เราเปลี่ยนมุมมองของเรามุ่งมองไปที่พระเจ้า   พระองค์ที่ทรงกระทำพระคุณมากมายแก่เราในชีวิตที่ผ่านมา และพระองค์ยังสัญญาว่า จะกระทำสิ่งที่เป็นพระคุณในชีวิตของเราต่อไปข้างหน้า

เมื่อพระคุณพระเจ้าครอบคลุมเต็มพื้นที่ในชีวิตของเรา และเราเห็นพระคุณของพระองค์ทำงานในชีวิตของเรา แล้วความกลัดกลุ้มกังวล และ ภาวะซึมเศร้าจะฝังตัวในชีวิตของเราได้อย่างไร?

จงวางใจในพระเจ้า อธิษฐาน ปรึกษา ทูลขอ และที่สำคัญคือขอบพระคุณพระองค์ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดในชีวิตของตน  อ่านพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างที่ขับไล่ความมืดมิดออกจากชีวิตและจิตวิญญาณของเรา

3. ไม่ต้องกังวลกลัดกลุ้มในสิ่งใด ๆ

Adrian Rogers เคยกล่าวว่า 85% ในสิ่งที่เราวิตกกังวล จะไม่เกิดขึ้น และอีก 15% เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้

เมื่อรู้ว่า เราไม่สามารถจะจัดการอะไรกับความกลัดกลุ้มกังวล และภาวะซึมเศร้าด้วยตนเอง ให้เรามอบเรื่องนั้นไว้ที่พระเจ้า พระองค์มีพลังที่สามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ พระองค์รู้เห็นถึงการที่เราต้องปล้ำสู้กับความกลัดกลุ้มกังวล และ ความซึมเศร้านั้น

ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า การที่เรากลัดกลุ้มกังวลเพราะเราไม่ได้ไว้วางใจพระเจ้า พระองค์จะใช้สถานการณ์ที่ทำให้เรากลัดกลุ้มกังวลและภาวะซึมเศร้าให้เกิดสิ่งดีมีประโยชน์ในชีวิตของเรา นอกจากนั้น ให้เราดำเนินชีวิตโดยมีเป้าหมายที่พระประสงค์แห่งการทรงเรียกเรานั้น... (โรม 8:18, 28)  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



27 มกราคม 2563

คริสตชนจะทำงานกับเจ้านายยอดแย่ได้อย่างไร?

ในยุคนี้ ไปที่ไหนมักได้ยินแต่เสียงบ่นถึงเรื่อง “เจ้านาย” ที่แย่ ๆ ตั้งแต่เจ้านายที่ด้อยประสิทธิภาพ ด่างพร้อยในด้านคุณธรรม ความสัตย์ซื่อพร่องหาย วุฒิภาวะตกต่ำ และ ฯลฯ แล้วเราจะทำงานกับเจ้านาย/หัวหน้าแบบนี้อย่างไรดี?

จงรับใช้นายด้วยความกระตือรือร้น อย่างที่ทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์ เพราะพวกท่านรู้ว่าใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าทาสหรือไท (เอเฟซัส 6:7-8 มตฐ.)

1) การทำงานเป็นการทรงเรียกที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นแกนกลาง

โดยปกติแล้วเราไม่ได้มีความคิดอย่างที่เปาโลกกล่าวในพระธรรมตอนนี้ เปาโลบอกให้คริสตชนทำงานทุกอย่างด้วยความกระตือรือร้น “อย่างทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่ทำต่อมนุษย์” ไม่ว่าเจ้านาย หรือ หัวหน้าคนนั้นจะเป็นคนอย่างไร

นั่นหมายความว่า ในขณะที่เรากำลังทำงานนั้น ความคิดจิตใจของเรามุ่งมองอยู่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า เราจะถามความนึกคิดจิตใจของตนเองว่า

1) ทำไมพระเจ้าถึงต้องการให้เราทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ?
2) พระองค์ต้องการให้เราทำงานนี้ให้สำเร็จอย่างไร?
3) พระเจ้าต้องการให้งานนี้สำเร็จเมื่อใด?
4) องค์พระผู้เป็นเจ้าจะช่วยฉันในการทำงานนี้หรือไม่?
5) เมื่อทำงานนี้สำเร็จจะเป็นการถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร?

กล่าวอีกนัยหนึ่งในการทำอาชีพการงานในชีวิตประจำวันของคริสตชน หมายถึงการมีชีวิตและการทำงานโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง

2) การทำงานเป็นการทรงเรียกให้เป็นคนดี

การดำเนินชีวิตที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลาง หมายถึงการที่เป็นคนดีตามพระประสงค์ของพระเจ้า เปาโลกล่าวว่า “...รับใช้ด้วยความกระตือรือร้น” ซึ่งเป็นการทำดี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำต่อใครก็ตาม พระคริสต์กล่าวไว้ว่า “...พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 5:16 มตฐ.)

3) ทำความดีโดยไม่สนใจว่าหัวหน้า หรือ เจ้านายเป็นคนอย่างไร

เป้าหมายของพระธรรมตอนนี้เปาโลต้องการที่เสริมเพิ่มพลังแก่คริสตชน ด้วยการมีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตและการทำงาน เพื่อทำสิ่งที่ดีแก่ผู้บังคับบัญชาไม่ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร เช่น เจ้านายที่เอาแต่ใจตนเอง แล้วเราจะยังคงทำดีต่อไปได้อย่างไรเมื่อผู้บังคับบัญชาของเราเอารัดเอาเปรียบเรา ใส่ร้าย วิพากษ์วิจารณ์เราให้เสีย ๆ หาย ๆ? เปาโลตอบคำถามนี้ว่า หยุดคิดถึงผู้บังคับบัญชาของเรา แล้วเริ่มทำงานที่เราต้องทำนั้นเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ทำเช่นนี้ในทุกงานที่เราได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา

4) ไม่มีการดีใดที่เราทำแล้วจะไร้ประโยชน์

ประโยคที่น่าประหลาดใจที่สุดในพระธรรมตอนนี้คือ “...ใครทำความดีอะไรไว้ ก็จะได้รับอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” นี่น่าอัศจรรย์มาก! ความดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความดีต่อใคร ทุกสิ่งดีที่กระทำ ไม่ว่าจะเป็นความดีที่เล็กน้อยปานใดที่เรากระทำ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเห็น และให้คุณค่า เราจะได้รับการตอบแทนจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่จากเจ้านายของเรา

ที่พระเจ้าทรงตอบแทนเรานั้น มิใช่เพราะพระองค์เป็นหนี้บุญคุณเราในเรื่องอะไร แต่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกที่ตอบแทนเราด้วยความเมตตาเพราะสิ่งดีที่เรากระทำด้วยความเชื่อศรัทธาต่างหาก

5) การตอบแทนจากเบื้องบนไม่ขึ้นอยู่กับสถานภาพของเราบนโลกนี้

องค์พระผู้เป็นเจ้าจะตอบแทนเราทุกสิ่งดีที่เรากระทำ “ไม่ว่าเราจะเป็นทาสหรือไท” ผู้บังคับบัญชาอาจจะมองว่า เราไม่สำคัญอะไร แค่คนทำงานคนหนึ่ง หรือ เขาอาจจะมองข้ามหัวเราไป นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่พระเจ้ารู้เห็นและรู้ว่าเราเป็นอยู่อย่างไร และรู้ถึงสิ่งดีที่เราได้กระทำ ความสัตย์ซื่อใด ๆ ที่เรากระทำจะไม่ไร้ค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า

การทำงานในวันนี้ และ วันต่อ ๆ ไปทุกวันของเรา ให้เราตระหนักชัดเสมอว่า เราทำงานถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า ทุกการกระทำของเราอยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เห็นคุณค่าความตั้งใจในการกระทำของเรา และผู้ที่ตอบแทนสิ่งที่เรากระทำในอาชีพการงานคือ องค์พระผู้เป็นเจ้า และการทำงานแต่ละวันของเราจะเป็นที่ถวายพระเกียรติ และ เป็นการนมัสการพระองค์ (to work is to prayer)

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


23 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (3) ทำไมคริสตชนทำพันธกิจ? ทำพันธกิจเพื่ออะไร?

การทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ทำเพราะพระเจ้าพอพระทัย

จากพระกิตติคุณลูกา 14:12-14 เมื่อพระเยซูเสด็จไปร่วมรับประทานอาหารในบ้านของฟาริสีระดับผู้นำคนหนึ่งในวันสะบาโต พระองค์พูดกับฟาริสีเจ้าบ้านว่า ในการเชิญคนมาในงานเลี้ยงอย่าเชิญคนสนิท คนร่ำรวย ที่พวกเขาสามารถเลี้ยงตอบแทนได้ แต่ให้เชิญคนจน แม่ม่าย เด็กกำพร้า ขอทาน คนพิการ คนง่อย และคนตาบอด ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะตอบแทนเจ้าบ้านที่จัดงานเลี้ยงได้ แต่เจ้าภาพจะได้รับผลตอบแทนเมื่อผู้ชอบธรรมเป็นขึ้นจากความตาย

กรอบคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ในการจัดงานเลี้ยง เรามุ่งเน้นเชิญคนที่มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีฐานะตำแหน่งสูง ในด้านหนึ่งเป็นการเสริมสร้างความสำคัญแก่ตนเอง คือผู้เชิญได้รับผลประโยชน์เชิงสังคม ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกมีค่าในตนเอง และในเวลาเดียวกันคนระดับชนชั้นสูงในสังคมย่อมจะเอื้อประโยชน์ในบางประการที่เราต้องการในภายภาคหน้าได้ ในกรณีนี้มิใช่งานเลี้ยงเท่านั้น ศิษยาภิบาลบางท่านมักโอ้อวดว่า ผู้บริหารสภาฯ ต่างก็มาเทศนาในโบสถ์ของตน เป็นการโอ้อวดถึงความเก่งกาจสามารถ ความสำคัญของตนที่เอาคนสำคัญ ๆ มาเทศน์ได้ใช่ไหม? แสดงว่า ศิษยาภิบาลเหล่านี้ตกใต้การครอบงำวิธีคิดแบบทุนนิยม

แต่การคิดเชิงเศรษฐศาสตร์แบบพระคริสต์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ให้เชิญคนยากจน ต่ำต้อย พิการ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณจากการเลี้ยงของเราได้ และก็ไม่ทำให้เราได้รับเกียรติเชิงสังคม หรือได้รับหน้าตาทางสังคม แต่กลับเป็นวิถีที่พอพระทัยพระเจ้า และผู้ที่จะตอบแทนเจ้าภาพคือพระคริสต์เอง เฉกเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ตรัสว่า “คนที่ทำกับผู้เล็กน้อยอย่างไรก็เหมือนกระทำแก่พระองค์ด้วย”

และนี่ควรจะเป็นลักษณะการทำพันธกิจของคริสตจักรในปัจจุบัน ที่ทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ หรือ เศรษฐศาสตร์แบบพระเยซูคริสต์

ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณคือรากฐานปฏิบัติของคริสตจักรสมัยเริ่มแรก

ในพระธรรมกิจการ 2:45; 4:32-36 เป็นความเชื่อเชิงปฏิบัติที่มีฐานเชื่อกรอบคิดบนรากฐาน “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” หรือ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้” ของพระคริสต์ และด้วยฐานรากเศรษฐกิจแห่งพระคุณนี้เองที่พวกเขาได้ร่วมกันรวมตัวเป็นชุมชนคริสตจักรแห่งแรกที่เป็นรูปธรรมขึ้นในสมัยคริสตจักรเริ่มแรก

ผู้เชื่อ หรือ สาวกพระคริสต์ดำเนินชีวิตประจำวันบนระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณ และ ทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ด้วยฐานเชื่อกรอบคิดเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ คริสตจักรเริ่มแรกมิได้ทำธุรกิจเพื่อสังคม (อย่างเอ็นจีโอในปัจจุบันคิด) หรือ ที่มีคนนำมาแปลงหรือกล่าวอ้างว่าเป็นการทำ “ธุรกิจเพื่อพันธกิจ” ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดผิดเพี้ยนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างเรื่องของ อานาเนียและสัปฟีรา (กิจการ 5:1-11)

คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกทำพันธกิจเพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่บัญชาให้พวกเขากระทำ กล่าวคือ เขาสานต่อพระราชกิจของพระองค์ด้วยชีวิต (ไม่ใช่ด้วยเงินทองงบประมาณ) ในปัจจุบันนี้ เราในฐานะสาวกของพระคริสต์ ไม่ว่าเราจะทำพันธกิจในชีวิตประจำวัน ในครอบครับ ในงานอาชีพ หรือ ในสังคม เราจะต้องสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ด้วย “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” คือการทำพันธกิจด้วยการให้ชีวิตแบบพระคริสต์

ส่วนในงานพันธกิจที่เป็นองค์กรคริสตชน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หรือองค์กรงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เราต้องระวังที่จะไม่ทำพันธกิจให้เป็นงานอาชีพ หรือ ทำพันธกิจให้เป็นงานรับจ้าง หรือ ทำพันธกิจเพื่อหารายได้ หรือทำพันธกิจเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือทำพันธกิจแบบธุรกิจทุนนิยม หรือทำพันธกิจบนรากฐานระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เพราะพันธกิจที่คริสตจักรรับผิดชอบในปัจจุบันนี้เป็นการสานต่อพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ได้สถาปนาขึ้นไว้ เราทำพันธกิจเพื่อบรรลุเป้าหมาย และ พระประสงค์ของพระคริสต์ มิใช่บรรลุเป้าหมาย และ วัตถุประสงค์ของธุรกิจในด้านนั้น ๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรเอกชนคริสตชนเพื่อสาธารณประโยชน์

คงไม่ถูกต้องนักที่คริสตชนจะทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยหวังรายได้ ผลประโยชน์ จากคนกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามารับบริการจากงานพันธกิจที่เราทำ (เช่น คนไข้และญาติ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนชาวบ้าน) คนกลุ่มเป้าหมายที่เราทำพันธกิจด้วยไม่ควรจะตกในฐานะ “ลูกค้า” ของเราผู้ทำพันธกิจ? ยิ่งกว่านั้น ในฐานะ “ลูกค้าที่เราทำกำไรจากเขา”?

เราพูดว่าเราทำพันธกิจ แต่เรากลับห่วงกังวลที่จะต้องแข่งขันกับหน่วยงานที่ทำงานอาชีพเหมือนกับงานพันธกิจที่เราทำ? ทำไมเราต้องดิ้นรนวิ่งตามกระแสงานธุรกิจที่เราใช้ทำพันธกิจจนหน้าดำคร่ำเครียด ในเมื่อเราคริสตชนทำพันธกิจที่มีเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์?

ฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ของคริสตชนไทยเรามีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือเปล่า? เราทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐกิจแห่งพระคุณหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


29 กันยายน 2562

คุณลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่เข้มแข็ง


เมื่อมีโอกาสชวนพูดคุยกับอนุชนในคริสตจักรว่า ลักษณะของพ่อแม่คริสตชนที่พวกเขาต้องการเห็นในยุคนี้ ควรจะมีลักษณะอย่างไร? เมื่อนำสิ่งที่ได้จากการพูดคุยต่างกรรมต่างวาระต่างคริสตจักรมาประมวลเข้ากัน พ่อแม่คริสตชนในยุคศตวรรษที่ 21 ที่อนุชนคริสตจักรอยากเห็นมีภาพดังนี้

1. มีความเชื่อที่จริงแท้: มิใช่ความเชื่อในคริสตจักรเป็นอย่างหนึ่ง ในบ้านเป็นอีกอย่างหนึ่ง และในที่ทำงาน ในสังคมชุมชนเป็นอีกอย่างหนึ่ง

2. เมื่อทำผิดกล้าที่จะรับผิดและขอโทษ: ไม่มีใครที่เป็นคนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ตลอดเวลา เรามีเวลาที่พลาดพลั้ง แม้กับคนที่ตนรักก็ตาม แต่การถ่อม จริงใจ กล้าที่จะกล่าวขอโทษยอมรับผิด การกระทำเช่นนี้จะฝังในจิตสำนึกของลูกที่ยากจะลืมได้

3. รักซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ: ความรักต่อกันของพ่อแม่นั้นเห็นได้เด่นชัดและครอบคลุมความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ในบ้าน ลูก ๆ รู้และมั่นใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่สุขสงบปลอดภัยในครอบครัวนี้ ชีวิตในครอบครัวจะไม่แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ

4. เป็นพ่อแม่ที่รับมือกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์: เรามักได้ยินเสียงของเด็ก หนุ่มสาว ในบ้านพูดถึงพ่อที่ขี้โมโห กระทำความรุนแรงต่อลูก หรือ ต่อแม่ แล้วเราจะคาดหวังว่าเด็ก ๆ ในครอบครัวเช่นนี้จะมีคุณลักษณะในการจัดการกับความไม่เห็นด้วยกันด้วยความรักและเมตตาได้อย่างไร?

5. เป็นพ่อแม่ที่ตั้งใจที่จะทำให้บรรยากาศในบ้านอยู่กันอย่างสนุกสนาน: พูดคุยกันหยอกล้อกันด้วยความสนิทสนม เป็นบ้านที่เปิดรับเพื่อน ๆ ของลูก เป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนมีความสำคัญ เพื่อทำให้ลูก ๆ รู้สึกรักครอบครัวของเขา

6. เป็นพ่อแม่ที่มีโอกาสอธิษฐานกับลูกเสมอ: พ่อแม่จำนวนมากที่อธิษฐานกับลูกเมื่อลูกยังเล็กอยู่ และมักหยุดที่จะอธิษฐานเมื่อลูกเติบโตขึ้น แต่ในยุคนี้เราต้องการพ่อแม่ที่อธิษฐานกับลูกแม้จะเติบโตขึ้น หรือแม้เมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

7. พ่อแม่ทำให้คริสตจักรเป็นส่วนสำคัญในครอบครัวของเขา: เมื่อพ่อแม่ทำเช่นนี้ลูก ๆ ก็จะต้องการเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรด้วย แต่ถ้าเมื่อกลับบ้าน พ่อแม่วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบต่อศิษยาภิบาล คณะธรรมกิจ หรือ สมาชิกบางคนในคริสตจักร ก็จะทำให้ลูก ๆ ไม่ค่อยอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในคริสตจักรนั้น

8. พ่อ แม่ให้ความสำคัญแก่ครอบครัวในอันดับต้น ๆ : เมื่อชวนเด็กโตคุยกันถึงลักษณะพ่อแม่ที่ตนประทับใจ พวกเขากล่าวว่า “เมื่อเราจำเป็นต้องการพ่อแม่ เขามีเวลาสำหรับเรา” “เรารู้เสมอว่า พ่อแม่รักเราเสมอ แม้เราจะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านก็ตาม” “เวลาสำหรับครอบครัวพ่อแม่จะอยู่กับเราทุกครั้ง”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



19 กันยายน 2562

บุคลิกภาพคริสตชน...ที่เราจำเป็นต้องมี

บทเรียนจากพระธรรมฟีเลโมน

จดหมายจากคุกฉบับนี้มีเพียงบทเดียว แต่ให้คุณลักษณะชีวิตคริสตชนไว้ชัดเจน

1.  เป็นคนที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังใจคนรอบข้าง
คำพูดของเปาโลเป็นคำพูดที่ให้กำลังใจ ชื่นชมฟีเลโมนที่มีชีวิตที่รักประชากรของพระเจ้าตามแบบพระคริสต์ (ฟีเลโมน 1:5, 7) เป็นชีวิตแบบพระคริสต์ที่แตกต่างจากชีวิตแบบสังคมโลกนี้   มิใช่ชีวิตที่สร้างความสำคัญแก่ตนเอง แต่กระตุ้นหนุนเสริมให้กำลังใจแก่ผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์ต่อไป

2.  เป็นคนที่มุ่งมั่นในการอธิษฐาน
เปาโลมิได้อธิษฐานเผื่อฟีเลโมนเท่านั้น แต่บอกฟีเลโมนว่า ตนได้อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับชีวิตของฟีเลโมน และทูลขอให้งานรับใช้ของฟีเลโมนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การบอกเช่นนี้มิเพียงแต่เป็นการให้กำลังใจฟีเลโมนเท่านั้น แต่ยังทำให้ฟีเลโมนเกิดความหวังในการตอบคำอธิษฐานจากพระเจ้าด้วย (1:4-6

3.  เป็นคนที่รับใช้คนอื่น ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
เราสามารถรับใช้พระเจ้าไม่ว่าชีวิตของเราตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม โซ่ล่ามเปาโลให้ต้องอยู่แต่ในคุก แต่โซ่ไม่สามารถล่ามพระประสงค์ของพระเจ้าที่เปาโลรับใช้ เพราะความเชื่อที่มุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้โอเนสิมัส ซึ่งเป็นทาสของฟีเลโมนที่ถูกคุมขังในคุกได้กลับใจรับความรอด (1:8-10) อย่าให้ความจำกัดในชีวิตของเราไปจำกัดเราในการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

4.  เป็นพี่เลี้ยงของผู้ได้รับความรอด ให้เติบโต เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อ และ การดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์
เปาโลมิได้ช่วยให้โอเนสิมัสได้รับความรอดในพระคริสต์เท่านั้น แต่เสริมสร้างให้ชีวิตจิตวิญญาณของเขาเติบโต เข้มแข็ง และฝึกเขาในงานรับใช้ด้วย (1:10-13) ครั้งหนึ่งโอเนสิมัสเป็นคนที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่ตอนนี้เป็นประโยชน์ต่อฟีเลโมน  เปาโล และแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ว่าชีวิตจิตวิญญาณของเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิตแบบไหนก็ตาม ขอให้ชีวิตของเราเป็นประโยชน์ และ เป็นกำลังใจแก่คนอื่น

5.  เป็นคริสตชนที่เสริมสร้างสัมพันธ์สร้างสรรค์
การสร้างการคืนดีในความสัมพันธ์ที่ฉีกขาดของฟีเลโมนและโอเนสิมัส เป็นเป้าหมายต้น ๆ ของเปาโล (1:10, 15-16) จากนายทาสและลูกทาสเปลี่ยนไปเป็นความสัมพันธ์ “พี่น้องในพระคริสต์” ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้ามีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น ๆ ด้วย ในฐานะสาวกพระคริสต์เรามีพันธะที่จะเยียวยารักษาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่แตกหักให้กลับคืนดีกัน ด้วยความรักเมตตาที่เสียสละแบบพระคริสต์

6.  ถ่อมตนลงเคียงข้างกับคนอื่น
ทาสในสมัยนั้น เป็นผู้ที่ด้อยค่าต่ำต้อยที่สุดในสังคม และมักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคน แต่ถูกมองเป็นเพียงสิ่งของหรือแรงงาน เปาโลเขียนถึงฟีเลโมนผู้เป็นนายทาสของโอเนสิมัส ขอร้องว่า ขอยอมรับโอเนสิมัสในฐานะ “พี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้า” (1:15-17)ให้เราเสริมสร้างความเสมอภาคในคุณค่าความเป็นมนุษย์เมื่อเรามีชีวิตอยู่ในพระคริสต์แล้ว (กาลาเทีย 3:28

7.  มีจิตใจแห่งการให้อภัย/การยกโทษอย่างไร้เงื่อนไข
เรารู้เพียงแต่ว่า โอเนสิมัส เป็นทาสของฟีเลโมน ถูกจับจำคุก นักวิชาการทางพระคัมภีร์คาดเดาว่า อาจจะเป็นเพราะ โอเนสิมัส หนีการเป็นทาสจากฟีเลโมน แต่ในคุกแห่งนั้นเขาพบกับเปาโล  เปาโลนำโอเนสิมัสรับพระคริสต์ อย่างไรก็ตามเรื่องสำคัญในที่นี้คือ  เปาโลขอให้ฟีเลโมนยกโทษแก่โอเนสิมัส ซึ่งตามกฎหมายในเวลานั้น ฟีเลโมนมี “สิทธิ” ที่จะเอาผิดอย่างไรก็ได้กับโอเนสิมัส  แต่เปาโลขอร้องฟีเลโมนยกเลิก “สิทธิที่ตนมีอยู่” แล้วกลับให้อภัยแก่โอเนสิมัส (1:17-19)  ดั่งพระคริสต์ที่ยกโทษแก่เราอย่างไม่มีเงื่อนไขใด ๆ เช่นกัน

8.  มีจิตใจที่เมตตาบนรากฐานพระคุณพระเจ้า
โอเนสิมัส ในฐานะทาสที่หนีจากนายทาส เขาจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากฎหมาย เมื่อถูกจับได้ก็จะได้รับการลงโทษจากนายทาสอย่างสาสมตามที่นายทาสต้องการ โอเนสิมัสจะเป็นหรือตายขึ้นอยู่กับฟีเลโมน  เป็น “สิทธิ” ของฟีเลโมนจะจัดการ แต่เปาโลกลับขอร้องให้ฟีเลโมนจัดการเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย “พระคุณ” ของพระเยซูคริสต์ 

9.  เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ
เปาโลได้รับผิดชอบในการช่วยเหลือให้ฟีเลโมนดำเนินชีวิตประจำวันที่ยกย่องถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราก็เช่นกัน พระเจ้าได้มอบหมายความรับผิดชอบแก่เราทุกคน ให้เราตักเตือน หนุนใจ  เสริมสร้างกันและกันขึ้นในชีวิตและความเชื่อของเรา (เช่น ฮีบรู 3:13, 1โครินธ์ 5:12, 1เธสะโลนิกา 5:14…)  

10. ผู้สร้างสันติและการคืนดี
เปาโลมิได้มุ่งที่จะหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ ทำการพลิกฟื้นคืนดีความสัมพันธ์ที่ฉีกขาดเท่านั้น แต่เปาโลต้องการเห็นชุมชนผู้เชื่อที่อยู่ร่วมกันอย่างชื่นชมยินดีในความผูกพันที่ลึกซึ้ง   และนี่คือรูปแบบการสร้างสันติที่เป็นความรับผิดชอบของคริสตชนที่เปาโลต้องการให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้เชื่อทั้งหลาย พระเจ้าปรารถนาให้เราดำเนินชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างสงบสุขในทุกหนทางที่เราจะกระทำได้ (โรม 12:18) และเป็นผู้สร้างสันติ




ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

13 มิถุนายน 2562

คริสตชน... “มองบวก” อย่างไร?

การมองบวกนั้นเป็นการมองแบบไหน?

การมองบวก มิใช่ การมองทุกอย่างว่าดี ทั้ง ๆ ที่บางสิ่งบางอย่างเรารู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งนั้นไม่ถูก สิ่งนั้นไม่จริง สิ่งนั้นไม่ดี สิ่งนั้นกำลังมีปัญหา

แต่การมองบวกคือ  การมองทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์  บนความเป็นจริง และ รับรู้สิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง แต่ด้วยกระบวนทัศน์*ที่สร้างสรรค์  กล่าวคือ มีกระบวนทัศน์ที่มองในสิ่งที่ดีถูกต้องว่าจะพัฒนาให้สิ่งนั้นดีและถูกต้องยิ่งขึ้นได้อย่างไร และ มีกระบวนทัศน์ในการมองสถานการณ์ที่เลวร้าย ว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องนี้จะต้องมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องและทำให้เกิดสิ่งดีต่อส่วนรวมอย่างไร
(*กระบวนทัศน์คือ การมองแต่ละเรื่องอย่างตลอดรอดฝั่งและทะลุปรุโปร่งและเป็นกระบวนการ)

กรอบคิดฐานเชื่อ (Mindset) ที่ทำให้มองบวก คิดบวก

ฐานเชื่อกรอบคิด ที่มีอิทธิพลต่อมุมมองรับรู้ในเชิงบวก (มองบวก คิดบวก)  สำหรับความเชื่อของคริสตชนคือ “ความรักเมตตาที่เสียสละ หรือ การให้ชีวิต เพื่อคนอื่นจะมีชีวิตใหม่”  ซึ่งเป็นกรอบคิดฐานเชื่อแบบพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ใช้ในการดำเนินชีวิตและกระทำพระราชกิจของพระเจ้าที่พระบิดามอบหมายให้พระเยซูคริสต์กระทำในโลกนี้ จุดสำคัญสุดยอดคือ การเป็นขึ้นมีชีวิตใหม่ และ ถ้าใครก็ตามที่ยอม “อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์มีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนนั้น” พลังแห่งชีวิตใหม่ของพระคริสต์ก็จะมีอิทธิพลและทำให้สาวกของพระองค์คนนั้นบังเกิดชีวิตใหม่ เป็นชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นจากที่พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาคนนั้น  

การที่เราจะมีมุมมองบวก กรอบคิดฐานเชื่อที่สำคัญคือ “การให้ชีวิตตนเองแก่คนอื่น”  และการที่จะให้ชีวิตแก่ใครเราต้องมองคนนั้นในความเป็นจริงที่เขาเป็น อย่างพระคริสต์มองมนุษย์เราแต่ละคนเป็นคนบาป ตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่วร้าย ถูกครอบงำโดยอำนาจบาปในการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา แต่มนุษย์เราทุกคนแม้ชีวิตอยู่ในสภาพใดก็ตามพระคริสต์มองว่า  พระองค์ต้องการช่วยกู้เขาให้หลุดรอดออกจากกงเล็บความบาปชั่วที่ครอบงำกดทับชีวิตของเราแต่ละคน เพื่อที่เราจะหลุดรอดออกมาได้ แล้วมามี “ชีวิตอยู่ในพระคริสต์” มีพระคริสต์อยู่ในชีวิตเรา เปลี่ยนแปลงและสร้างชีวิตใหม่ในเราแต่ละคน จากคนใต้อำนาจบาปเราจึงได้เป็นคนใหม่  มาอยู่ภายใต้ร่มพระคุณ เพราะพระราชกิจของพระคริสต์ ที่เกิดสิ่งดีมีค่าอย่างยิ่งในชีวิตของเราได้เช่นนี้เพราะ “พระคริสต์มองบวก” 

คริสตชนมองบวก

การที่เราแต่ละคนจะมองคนอื่นเชิงบวกได้นั้น เราต้องมองเห็นคุณค่าของคนนั้น และ มองว่าชีวิตของมนุษย์แต่ละคนว่า พระคริสต์ทรงเปลี่ยนแปลง สร้างให้เป็นชีวิตใหม่ได้ การมองว่าแต่ละคนมีคุณค่าและความสำคัญนั้นจะเป็นก้าวแรกที่เรายอมทุ่มเทให้ชีวิตของเราในด้านต่าง ๆ แก่คนอื่น เพื่อช่วยและเอื้อให้เขาได้รู้จักพระคริสต์ มีประสบการณ์ชีวิตกับพระองค์ ยอมอยู่ภายใต้พระคุณของพระคริสต์ มีชีวิต “อยู่ในพระองค์” และ พระคริสต์อยู่และทำงานในชีวิตประจำวันของเขา เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงเสริมสร้างใหม่จากพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน   เขาได้รับชีวิตใหม่ในพระคริสต์

ทั้งสิ้นนี้เกิดขึ้นเพราะพระคริสต์ “มองบวก” และ สร้างเราให้เป็นคนที่ “มองบวก” ในชีวิตประจำวัน เพื่อเราจะทำตามพระบัญชาของพระคริสต์ ในการสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตประจำวันในสังคมชุมชนทุกแห่งหนที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้

“คริสตชนมองบวก” จึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่คนจะเป็นสาวกพระคริสต์จะต้องได้รับการเสริมสร้างจากพระคริสต์ ผ่านการรับใช้ของชุมชนคนในคริสตจักร!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

20 พฤษภาคม 2562

คริสตชนอธิษฐานลดน้อยลงในชีวิตประจำวัน

เมื่อคริสตชนรู้สึกว่าตนสามารถจัดการรับมือกับชีวิตได้ เราจะวางแผน ปรึกษาหารือ ตัดสินใจ แล้วลงมือกระทำด้วยตัวเราเอง แต่เมื่อคริสตชนรู้สึกว่า ตนไม่สามารถที่จะจัดการรับมือกับชีวิต เราจะอธิษฐาน

ในฐานะเป็นคริสตชนหลายท่านคงยอมรับว่า การอธิษฐานเป็น “ยาขม” ในชีวิต  แม้แต่ จอห์น สต๊อท  (John Stott) ยังเคยกล่าวไว้ว่า การอธิษฐานเป็นเรื่องปล้ำสู้ที่ยิ่งใหญ่มากในชีวิตคริสตชนของท่าน 

ถ้าเราพิจารณาคริสตชนในศตวรรษที่ 20-21 เราเห็นได้ว่า การอธิษฐานในชีวิตของคริสตชนมีพื้นที่ลดน้อยหดหายลง ไม่ว่าจะเป็นพวกคริสตชนอนุรักษ์ หรือ พวกหัวก้าวหน้าก็ตาม   เราพบอีกว่า คริสตจักรในปัจจุบันนี้ใช้เวลาในการวางแผน ถกเถียง อภิปราย ชี้แจงมากขึ้น   ในขณะพื้นที่ชีวิตในการนมัสการพระเจ้า ในการอธิษฐานขอบพระคุณ อธิษฐานสารภาพความบาปผิด ในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่นลดน้อยมีพื้นที่แคบลง

ประเด็นที่ล่อแหลมและสำคัญยิ่งคือ การอธิษฐานที่ทำร่วมกันมักกลายเป็น “การกระทำแค่เป็นพิธี” (ปฏิบัติตามประเพณี) ซึ่งการอธิษฐานแบบนี้มิใช่การอธิษฐานต่อพระเจ้าจากชีวิตจิตใจของผู้อธิษฐาน และในที่นี้รวมถึงการอธิษฐานก่อนรับประทานอาหาร ก่อนนอน ตื่นนอน ก็กำลังถูกเบียดให้ไปอยู่ในพื้นที่ชีวิตชายขอบที่ “กระทำเพียงเป็นพิธี” หรือ “ความคุ้นชิน” เท่านั้น   มิได้อธิษฐานด้วยจิตใจที่สำนึกและจริงใจต่อพระเจ้าว่าเราต้องพึ่งพิงในพระองค์ บ่อยครั้งนักเราขอให้พระองค์กระทำตามการตัดสินใจของเรา ขอนำให้เราทำสำเร็จตามแผนงานที่เราวางไว้มิใช่หรือ?

คริสตชนปัจจุบันนี้กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติของการอธิษฐาน เราอธิษฐานน้อยลง เลยลดพื้นที่ชีวิตในการอธิษฐานให้จำกัดคับแคบลง การอธิษฐานจากชีวิตจิตใจ ถูกเบียดให้ไปอยู่เพียงชายขอบของชีวิตประจำวัน หรือบางคนบางครั้ง ถูกเบียดออกจากพื้นที่ของชีวิต

การอธิษฐานกลายเป็น “ความสัมพันธ์ทางเลือก” แทน “ความสัมพันธ์ทางหลัก”  กับพระเจ้า แท้จริงแล้วการอธิษฐานเป็นสิ่งที่เป็นชีวิตจิตใจของคริสตชนที่จะต้องประสานสัมพันธ์กับพระเจ้า แต่ถ้าเมื่อใดชีวิตตกอับคับขัน หมดทางสู้ ไม่สามารถที่จะรับมือ เมื่อนั้น เราถึงมุ่งมองหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า เมื่อนั้นเราถึงโหยหาพระเจ้า เมื่อนั้นเราถึงอธิษฐานจากก้นบึ้งแห่งชีวิตจิตใจต่อพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

26 พฤศจิกายน 2561

คริสตชนแบบ “ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย”

“คนฉลาด” มิได้ใช้ “ปัญญา” เสมอไป
(เฉกเช่น กษัตริย์โซโลมอน)
“คนฉลาด” ดูรวดเร็ว คล่องแคล่ว ฉับไว
“คนมีปัญญา” ดูสุขุม ลุ่มลึก มั่นคง

ตาอยากดูอะไร ข้าพเจ้าก็ไม่ปฏิเสธตัวเอง
ใจอยากสนุกอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่ห้าม
ข้าพเจ้าชื่นชมผลงานทั้งปวงของตน
และนี่เป็นรางวัลจากการลงทุนลงแรงของข้าพเจ้า

ถึงกระนั้นเมื่อข้าพเจ้าสำรวจดูทุกสิ่งที่ทำไป
และที่ตรากตรำเพื่อให้ได้มา
ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง เหมือนวิ่งไล่ตามลม
ไม่ก่อประโยชน์อะไรขึ้นมาภายใต้ดวงอาทิตย์  (ปัญญาจารย์ 2:10-11 อมธ.)

เราสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดอย่างมหันต์ของกษัตริย์โซโลมอน โซโลมอนไล่ล่าติดตามสิ่งต่าง ๆ ตามใจปรารถนาของตนเอง   ซึ่งในที่สุดกษัตริย์องค์นี้ก็พบว่า เป้าหมายที่เขาไล่ล่าติดตามนั้นไร้ค่าไร้ราคาและสาระ  สิ่งที่เขาได้ก็เป็นเพียงการตอบสนองความอยากได้ใคร่มีของตนเท่านั้น   โซโลมอนเขียนไว้ว่า  เขาบรรลุความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา  เป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของเขา   แต่เขาพบความจริงว่า  เขาได้ทุกอย่างที่ปรารถนาที่อยากได้ใคร่มี  แต่ชีวิตยังรู้สึกว่างเปล่า  และนี่คือสัจพจน์ในชีวิตจริง

อย่างที่มีคำกล่าวว่า  “คุณจับปลาสองมือแล้วคุณจะถืออย่างไร”  และในที่สุดก็คือคุณไม่ได้ปลาสักตัว   คุณไล่ล่าทรัพย์สินเงินทอง อำนาจ  และบอกว่าคุณติดตามพระเจ้า   ในที่สุดคุณก็จะไม่ได้ทั้งพระเจ้า และ ทรัพย์สิ่งของเหล่านั้น

เมื่อเราพิจารณาสิ่งที่เราจะตัดสินใจทำนั้นเรามีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างที่จะใช้พิจารณาว่า เราจะตัดสินใจทำสิ่งนั้น ๆ หรือไม่ แน่นอนว่าเราคงต้องถามตนเองว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นสำคัญมากสำหรับเราแค่ไหน? มีค่าต่อเราแค่ไหน? ท่านอาจจะใช้คำถามข้างล่างนี้ในการพิจารณาสิ่งที่ท่านไล่ล่าต้องการทำให้สำเร็จ
·         สิ่งที่เราต้องการทำนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับแรกในชีวิตขณะนี้ของเราไหม?
·         สิ่งที่เราต้องการทำนี้อยู่ในข่ายสมรรถนะ ความสามารถที่เรามีหรือเปล่า?
·         มีใครคนอื่นที่ทำสิ่งนี้ได้ดีกว่าเราหรือไม่?
·         เพื่อนสนิทที่เราไว้วางใจมีความเห็นอย่างไรกับสิ่งที่เราต้องการทำให้สำเร็จดังกล่าว
·         ฉันมีเวลาที่จะทำในสิ่งนี้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุด...
·         สิ่งที่เราต้องการบรรลุความสำเร็จนั้น  สอดคล้องกันพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเราหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499