แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กังวล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กังวล แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2563

คริสตชนจะจัดการกับความกลัดกลุ้มกังวลและภาวะซึมเศร้าอย่างไร?


ปัจจุบันนี้ เราพบเห็นผู้คนจำนวนเพิ่มขึ้นที่ต้องเผชิญปล้ำสู้กับความกลัดกลุ้มและภาวะซึมเศร้า รวมทั้งคริสตชนพี่น้องของเราด้วย มีคนถามมาว่า ในฐานะคริสตชนจะมีวิธีการรับมือกับภาวะซึมเศร้าอย่างไร? ในขั้นพื้นฐานนี้ผมคิดว่า ในฐานะคริสตชนควรรู้และจัดการกับภาวะซึมเศร้าด้วยความรู้เท่าทัน 3 ประการ

ความจริงสามประการที่คริสตชนจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า

1. รู้ว่านั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ประโยค หรือ วลีที่พระคัมภีร์กล่าวถึงบ่อยคือ “อย่ากลัวเลย” เพราะพระเจ้ารู้ว่า คนเรามีความโน้มเอียงที่จะเกิดความกลัวต่อภาวะ สถานการณ์ หรือ สิ่งต่าง ๆ ถ้าท่านมีความกังวลกลัดกลุ้มใจที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ท่านมิได้เป็นคนแปลกประหลาดอะไร ท่านมิได้มีอาการนี้เพียงคนเดียว หลายต่อหลายคนที่ต้องทนทุกข์กับอาการกลัดกลุ้มและภาวะซึมเศร้าอย่างเราท่านอีกมากมาย และบอกได้ตรงไปตรงมาเลยว่าคนสำคัญต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ของเราก็ตกในอาการและภาวะดังกล่าวนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น โยนาห์ เยเรมีย์ โมเสส เอลียาห์ และคนอื่น ๆ

ความกลัดกลุ้มกังวลเป็นผลของการที่คริสตชนคนนั้น ๆ ขาดความไว้วางใจในพระเจ้า!

อาการกลัดกลุ้มกังวลจนทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าเป็นครั้งคราวไม่ใช่เป็นเรื่องผิดปกติ แต่สิ่งที่เราต้องใส่ใจคือ ถ้าเกิดอาการและภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นกันตน ท่านอาจจำเป็นปรึกษาแพทย์ ศิษยาภิบาล หรือ ผู้ให้การปรึกษาคริสตชน

2. คืนมืดมิดแห่งจิตวิญญาณ

เราท่านต่างเคยประสบพบเจอกับ “คืนมืดมิดแห่งจิตวิญญาณ” ถ้าเราไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดความนึกคิดจิตใจของเรา เรามั่นใจได้เลยว่า ค่ำคืนความมืดมิดแห่งจิตวิญญาณมันจะต้องผ่านไป แล้วพบกับรุ่งสางวันใหม่ที่พระเจ้าประทานแก่เรา

หลายท่านถามว่า ถ้าตกอยู่ในภาวะเช่นนั้นจะให้ทำเช่นไร?

ขอเสนอวิธีการที่ง่าย ๆ และ ธรรมดา ดังนี้...  

ให้เราเขียนรายการที่เราสำนึกและรู้สึกต้องการขอบพระคุณพระเจ้าว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าสุขภาพร่างกาย บ้าน ครอบครัว การงาน เพื่อนฝูง ชุมชน คริสตจักร และ ฯลฯ ซึ่งรายการนี้อาจจะยาวไปหน่อยก็ไม่เป็นไร แล้วอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าตามรายการหัวเรื่องที่เราเขียนนั้น

เมื่อเราก้มหัวลงอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าด้วยชีวิตจิตใจ “ภาวะซึมเศร้า” มันไม่สามารถซุกซ่อนตัวอยู่ในความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึกของเราได้ มันจะต้องหนีกระเจิงออกจากชีวิตของเราไป

เรามิได้มุ่งมอง วนเวียน  ติดหล่มโคลนตมแห่งความซึมเศร้า แต่เราเปลี่ยนมุมมองของเรามุ่งมองไปที่พระเจ้า   พระองค์ที่ทรงกระทำพระคุณมากมายแก่เราในชีวิตที่ผ่านมา และพระองค์ยังสัญญาว่า จะกระทำสิ่งที่เป็นพระคุณในชีวิตของเราต่อไปข้างหน้า

เมื่อพระคุณพระเจ้าครอบคลุมเต็มพื้นที่ในชีวิตของเรา และเราเห็นพระคุณของพระองค์ทำงานในชีวิตของเรา แล้วความกลัดกลุ้มกังวล และ ภาวะซึมเศร้าจะฝังตัวในชีวิตของเราได้อย่างไร?

จงวางใจในพระเจ้า อธิษฐาน ปรึกษา ทูลขอ และที่สำคัญคือขอบพระคุณพระองค์ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดในชีวิตของตน  อ่านพระวจนะของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นแสงสว่างที่ขับไล่ความมืดมิดออกจากชีวิตและจิตวิญญาณของเรา

3. ไม่ต้องกังวลกลัดกลุ้มในสิ่งใด ๆ

Adrian Rogers เคยกล่าวว่า 85% ในสิ่งที่เราวิตกกังวล จะไม่เกิดขึ้น และอีก 15% เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้

เมื่อรู้ว่า เราไม่สามารถจะจัดการอะไรกับความกลัดกลุ้มกังวล และภาวะซึมเศร้าด้วยตนเอง ให้เรามอบเรื่องนั้นไว้ที่พระเจ้า พระองค์มีพลังที่สามารถจัดการกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ พระองค์รู้เห็นถึงการที่เราต้องปล้ำสู้กับความกลัดกลุ้มกังวล และ ความซึมเศร้านั้น

ขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า การที่เรากลัดกลุ้มกังวลเพราะเราไม่ได้ไว้วางใจพระเจ้า พระองค์จะใช้สถานการณ์ที่ทำให้เรากลัดกลุ้มกังวลและภาวะซึมเศร้าให้เกิดสิ่งดีมีประโยชน์ในชีวิตของเรา นอกจากนั้น ให้เราดำเนินชีวิตโดยมีเป้าหมายที่พระประสงค์แห่งการทรงเรียกเรานั้น... (โรม 8:18, 28)  

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



05 มกราคม 2561

ปีข้างหน้า...จะกังวล หรือ จะกล้าเสี่ยง?

ปีใหม่...โอกาสใหม่ ประสบการณ์ใหม่...เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
อย่ากังวลว่า “ข้างหน้า”...เราจะล้มเหลว หรือ ล้มลง
แต่ให้เราใส่ใจ “ข้างหน้า” ที่เป็น "โอกาส" มาถึงเรา
แล้วใช้โอกาสนั้นอย่างสุขุม สร้างสรรค์ และ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
มิใช่กังวล หรือ กลัวจนพลาดที่จะใช้โอกาสนั้นในชีวิตอย่างเกิดผล และ เรียนรู้
เป็นไรไปที่จะล้มลงอีกสักครั้งหนึ่ง แต่ทำให้เราได้เรียนรู้อีกวิธีหนึ่งที่เราจะไม่ทำซ้ำอีก
ถึงจะ “ล้ม” ก็ได้เรียนรู้อีกวิธีหนึ่งที่จะลุกขึ้น เพื่อชีวิตจะสำเร็จและเกิดผล

จากขวบปีที่ผ่านมา เมื่อหวนไปทบทวนวันคืนเหล่านั้นพบว่า ในแต่ละวันมีสิ่งใหม่ผุดขึ้นในความคิดของเรา หรือสิ่งที่ท้าทายเราให้ต้องตัดสินใจ แต่หลายต่อหลายครั้ง หรือ โอกาสส่วนใหญ่ก็ว่าได้ที่เราละเลยเพิกเฉย เพราะเราบอกกับตนเองว่า “อย่าเสี่ยงดีกว่า!” เรากลัวที่จะผิดพลาด เรากลัวที่จะล้มลง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเห็นถึงความล้มเหลวในชีวิตของเรา

“ความกลัว” คือก้างชิ้นโตที่ขวางไม่ให้เราไปถึงชีวิตที่สำเร็จ ชีวิตที่เกิดผล และ ชีวิตที่เรียนรู้

แม้แต่เรื่องพื้น ๆ ง่าย ๆ เมื่อเราไปร้านอาหารตามสั่ง แม้จะพบว่ามีเมนูอาหารชนิดใหม่ที่เราไม่เคยรับประทานมาก่อน แต่เราก็ไม่กล้าที่จะสั่งมาลองรับประทาน เพราะ “เรากลัว” ว่ารสชาติมันอาจจะไม่เอาไหน มันอาจจะไม่อร่อยอย่างที่เราคิดเราต้องการ เราเลยตัดสินใจไม่สั่งอาหารเมนูใหม่นั้น กลับไปสั่ง “ข้าวกะเพราไข่ดาว” เมนูอาหารคนสิ้นคิด เราจึงชวดที่จะได้ลิ้มรสอาหารเมนูใหม่ ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อย่างไร กลับไปใช้ชีวิตซ้ำซากที่คุ้นชิน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันแค่อาหารของคนสิ้นคิด กินเพื่อประทังไม่ให้หิวไปแค่นั้น

แท้จริงแล้ว ในแต่ละวันเมื่อเราเดินไปในที่ต่าง ๆ พบผู้คนมากมาย นั่นเป็น “โอกาสใหม่ ๆ” ที่เราสามารถที่จะฉวยและใช้เป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ในชีวิต เราพบหน้าผู้คนผ่านไปผ่านมามากมาย แค่เราจะยิ้ม แล้วเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักว่า “สวัสดีครับ” การพบปะ การเป็นฝ่ายริเริ่มก่อน คือจุดที่เอื้อให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีต่อกันได้ แต่เรากลับคิดไปว่า “แล้วถ้า” เขาไม่ตอบกลับล่ะ เราก็หน้าแตกซิ? เขาจะคิดว่าเราบ้าหรือไปทักผู้คนเรื่อยเปื่อย? “การเกรงว่า” “การสงสัยว่า” ทำให้เราเสียโอกาสใหม่ ๆ ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในชีวิตแต่ละวัน โอกาสดี ๆ ถูกเพิกเฉยเลยผ่านไปอย่างน่าเสียดาย

ในแต่ละวัน เราแต่ละคนต่างมีโอกาสมากมายที่จะคิดจะฝัน สิ่งใหม่ สิ่งใหญ่เสมอ แต่บ่อยครั้ง ผมก็เตือนตนเอง หรือ หลอกตนเองก็ไม่รู้ว่า “อย่าไปฝันใหญ่ ฝันไกล ไปเลย เพราะฝันมากก็จะเสียใจมาก เพราะเราก็จะผิดหวังมาก! ผมยอมรับครับว่า บางครั้งความฝันของเรามันไม่ได้ไปไกลอย่างที่คาดหวัง แต่ถ้าเราไม่หยุดแค่ความฝันไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด แล้วกลับมาทบทวน สะท้อนคิด ถอดบทเรียน หาสาเหตุ และ แสวงหาแนวทางว่าจะต้องทำอย่างไรความฝันถึงจะเป็นจริงได้ แล้วฝันใหม่ ฝันใหญ่ ฝันบนฐานของความเป็นจริง แน่นอนว่า จะมีสักครั้งหนึ่งที่ความฝันอันยิ่งใหญ่ก็จะประสบพบกับความสำเร็จเป็นจริง

ปีใหม่นี้ มีคำถามหนึ่งที่เรายังต้องถามตนเองว่า แล้วเราจะกล้าเสี่ยงไหม? เสี่ยงที่จะล้มเหลว เสี่ยงที่คนอื่นอาจจะคิดด้านลบกับเรา เสี่ยงที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราฝันเราคาดหวัง? เพราะสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงกระตุ้นที่มหาศาลทำให้เราพบพลังที่นำไปสู่ความสำเร็จ มิใช่ความสำเร็จเพื่อเราเอง แต่เป็นความสำเร็จเพื่อคนอื่นที่เราสัมผัสพบเห็นในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 2894499

07 ตุลาคม 2553

วิตกกังวล: โรคฮิตประจำยุคปัจจุบัน

22พระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า
“เพราะเหตุนี้เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตว่า
จะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม
23เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม
24จงพิจารณาดูนก มันไม่ได้หว่าน ไม่ได้เกี่ยว และไม่ได้มียุ้งหรือฉาง
แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้ พวกท่านประเสริฐกว่านกมากทีเดียว
25มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวายสามารถต่ออายุของตนให้ยืนนานอีกนิดหนึ่งได้?
26เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งเล็กน้อยยังทำไม่ได้ ท่านยังจะกระวนกระวายถึงสิ่งอื่นทำไมอีกเล่า?
(ลูกา 12:22-26)

ความกังวลเป็นอาการกลัวที่เรื้อรัง ความกังวลเป็นตัวฉุดรั้งให้ความคิดไม่เคลื่อนตัวและทำให้ไม่สามารถตัดสินใจ ถ้าความกังวลเข้ามาครอบงำความนึกคิดของเราก็จะทำให้ทุกความนึกคิดต้องเข้าไปวนเวียนสับสนกับความกังวลนั้น ก่อเกิดความเครียด ความกังวลจะแย่งชิงยึดครองพื้นที่ของสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา

พระเยซูตรัสว่า อย่าวิตกกังวล เพราะความวิตกกังวลนั้นกีดกันผลักเบียดให้พระเจ้าออกจากพื้นที่ในความนึกคิดของเรา ตรงกันข้าม ถ้าเราเชื่อ ศรัทธา และไว้วางใจในพระเจ้า เราสามารถติดตามพระเยซูคริสต์ไปในทุกสถานการณ์ชีวิต ถึงแม้จะเลวร้าย มืดมน ไม่แน่นอน ไม่คาดหวัง ไม่เข้าใจก็ตาม

แต่ถ้าเวลาใดก็ตามที่เราเปิดช่องว่างในชีวิตของเราให้ความวิตกกังวลแทรกตัวเข้ามา เท่ากับเราเปิดให้ความวิตกกังวลเข้ามากระชากพระเจ้าออกจากสายใยแห่งชีวิตของเรา ทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัย และทำให้ความชื่นชมยินดีรั่วไหลออกจากจิตวิญญาณของเรา

พระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดแก่สรรพสิ่ง ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังดูแลเอาใจใส่ในรายละเอียดในทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง พระองค์ทรงสำแดงความรักเมตตา ปกป้อง คุ้มครองทุกสิ่งและทุกคนที่ไว้วางใจในฤทธานุภาพ และ ความรักของพระองค์

ในแต่ละวัน ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าควรมีชีวิตที่ชื่นชมปีติในพระองค์ทุกวัน เพราะที่เราเป็นอยู่ได้จนถึงวันนี้ก็เพราะพระองค์ เพราะการทรงเลี้ยงดูเอาใจใส่ที่มิได้ขาดตกบกพร่องในสิ่งที่จำเป็นในการดำรงอยู่ของชีวิต

พระเยซูยกตัวอย่างชีวิตของนกที่พระเจ้าทรงเลี้ยงดูเอาใจใส่ พระเยซูให้เราไว้วางใจในการเอาใจใส่ของพระเจ้าสำหรับอาหารที่จำเป็น (ลูกา 11:3, 9-10) และพระองค์ถามตรงว่า มนุษย์เราไม่สำคัญยิ่งกว่านกในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือ เพราะมนุษย์มิใช่สัตว์โลกที่มีสมองก้อนโตในหัวที่ทำให้เราสำคัญกว่าสัตว์อื่นๆ แต่ที่มนุษย์สำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้าเพราะมนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:26) มนุษย์สำคัญกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายเพราะ มนุษย์สามารถติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นเรายังสามารถสัมผัสรับรู้ถึงความรักเมตตา และพระคุณของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น ชีวิตมนุษย์ยังสามารถที่จะตอบสนองต่อพระประสงค์และน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงใช้ให้ทำงานตามแผนการของพระองค์ได้ ถึงขนาดนี้แล้วเรายังไม่ไว้วางใจในการเอาใจใส่ และ การทรงช่วยของพระองค์อย่างสุดจิตสุดใจอีกหรือ? เปาโลกกล่าวว่า “19...พระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่านจากทรัพย์อันรุ่งโรจน์ ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 4:19)

สิ่งที่เราพึงแยกแยะให้ชัดเจนคือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเราแต่ละคน กับ สิ่งที่เราอยากได้ใคร่มีในชีวิตแต่ละวันซึ่งได้รับอิทธิพลจาก “ความโลภ” และ การใช้ชีวิตอย่าง “ฟุ่มเฟือย” (ที่เราได้ใคร่ครวญไปในบทก่อน) และนี่คือช่องทางที่ทำให้คนๆ นั้นต้องตกลงในสภาพชีวิตที่วิตกกังวลที่หลงวนจนบางคนหาทางออกไม่ได้ พระเจ้าทรงประทานสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรา มิใช่ให้ในสิ่งที่เราอยากได้ใคร่มี พระองค์มิเพียงแต่ประทานสิ่งจำเป็นในชีวิตแก่เราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเสริมหนุนให้เราสามารถที่จะรับผิดชอบใช้สิ่งที่พระองค์ประทานแก่เราในการรับใช้ตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย

แต่ตัวตนที่แท้จริงภายในของเราบ่อยครั้งที่ถูกครอบงำให้กระหายใช้ของประทานเพื่อบำรุงบำเรอความต้องการของตนเอง ทำให้ชีวิตภายในของเราไม่มีพื้นที่สำหรับพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ผลที่เกิดขึ้นคือความอยากได้ใคร่มีก่อเกิดความรู้สึกไม่พอ ความกลัว และความวิตกกังวลให้เป็นบาดแผลในชีวิตของเรา แต่เมื่อชีวิตตกลงในวงจรอุบาทว์แห่งความวิตกกังวล พระเจ้ากลับทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม มิได้ทอดทิ้งเราไป ผู้ประพันธ์สดุดี 37:25 ได้กล่าวไว้ว่า
“25ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม และเดี๋ยวนี้แก่แล้ว
แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง
หรือลูกหลานของเขาขอทาน”

ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่บนพื้นโลกนี้มีเพียงช่วงชีวิตที่จำกัด พระองค์ทรงทราบว่าชีวิตของเราแต่ละคนจะดำเนินไปถึงเวลาใด พระองค์ทรงประทานสิ่งจำเป็นในชีวิตแก่แต่ละคน ดังนั้น มีเหตุผลอะไรที่ผู้ไว้วางใจในพระเจ้าจะต้องวิตกกังวล การที่คริสเตียนวิตกกังวลในชีวิตแสดงให้ผู้คนทั้งหลายเห็นว่า ความไว้วางใจของคริสเตียนต่อความรักเมตตากรุณาของพระเจ้าได้ระเหยหายไปจากชีวิตของคริสเตียนคนนั้น

ถ้าเรารู้ว่าจุดหมายปลายทางในชีวิตของเราได้รับการกอบกู้โดยพระคริสต์ และตลอดช่วงชีวิตบนพื้นโลกนี้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์...แล้วทำไมเราถึงต้องวิตกกังวล ในเมื่อพระเจ้าทรงสัญญาว่า จะประทานสิ่งที่จำเป็นในชีวิตให้เราวันต่อวัน ทุกวัน...ทำไมเราถึงจมจ่อมอยู่ในความวิตกกังวลอย่างคนสิ้นคิดและสิ้นหวัง

เราจำเป็นที่จะต้องสารภาพต่อพระเจ้า และขอโปรดยกโทษเรา
ที่มีความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงแต่มีความเชื่อวางใจในพระองค์แต่น้อยนิด
ให้เราขอบพระคุณพระเยซูคริสต์ที่ยืนยันให้เรามั่นใจอีกครั้งหนึ่ง
ว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งจำเป็นในแต่ละวันแก่ชีวิตของเราแต่ละคน
ดังนั้น ให้เราชื่นชมยินดีในของประทานในแต่ละวันจากพระเจ้า และ
นี่คือข่าวดีของพระเจ้าสำหรับเรา และ คนรอบข้างของเรา