แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำพันธกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำพันธกิจ แสดงบทความทั้งหมด

26 เมษายน 2564

ทำไม?....สมาชิกที่ทำพันธกิจจึงหาทำยายากแสนยาก?

ศิษยาภิบาลหลายท่านมักบ่นให้ได้ยินว่า สมาชิกมาโบสถ์เกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกประเภท “นั่ง” สมาชิกประเภท “ลุกขึ้น” และ “ลงมือทำ” หาทำยายากในทุกวันนี้  

ท่านหมายความว่าสมาชิกที่มาโบสถ์เกือบทั้งหมดมาเพื่อร่วม “พิธีนมัสการพระเจ้า” เท่านั้น   แต่ชีวิตของเขาไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับงานพันธกิจคริสตจักร และพันธกิจชีวิตสาวกพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน

คริสตจักรที่ท่านไปร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เป็นประจำเป็นอย่างไรบ้างครับ?   คริสตจักรที่ท่านเป็นศิษยาภิบาลเป็นอย่างไรบ้างครับ? สมาชิกที่มาร่วมส่วนมากร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ ได้มีส่วนร่วมในพันธกิจต่าง ๆ ของคริสตจักรด้วยหรือเปล่า? หรือส่วนใหญ่มาร่วมการนมัสการพระเจ้าแล้วก็กลับบ้าน แม้จะจัดให้มีการกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่พอกินเสร็จก็กลับบ้าน แล้วรออาทิตย์หน้ามาโบสถ์ใหม่  

เมื่อมีโอกาสพูดคุย ถามไถ่ สัมภาษณ์บรรดาสมาชิกที่มาร่วมนั่งนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์มักจะได้คำตอบว่า นั่นเป็นหน้าที่ของคริสตชนทุกคนจะต้องทำ แล้วทำจนเคยชินเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ก็ว่าได้ แต่เมื่อถามและชวนพูดคุยค้นหาว่า ทำไมสมาชิกส่วนใหญ่ถึงมานั่งนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น ไม่ทำพันธกิจอื่นใดอีกเลยทั้งในวันอาทิตย์ และในวันอื่น ๆ ของสัปดาห์ ซึ่งพอจะประมวลคำตอบความคิดเห็นได้ดังนี้ครับ

1. เพราะคริสตจักรยอมและปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนั้น

คริสตจักรไทยเราส่วนใหญ่มักไม่ได้พูด สอน และอธิบายแก่สมาชิกของตนแต่ละคนอย่างชัดเจนถึงความคาดหวังว่า คริสตจักรคาดหวังให้คริสตชนแต่ละคนมีชีวิตแบบไหน คาดหวังให้ทำอะไรที่ต้องทำ และคาดหวังให้เขาเข้าร่วมพันธกิจอะไร อย่างไรบ้าง  

คงไม่ต้องแปลกประหลาดใจเลยครับว่า ทำไมสมาชิกและคนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าถึงไม่ทำอะไร เอาแต่มาร่วมในการนมัสการพระเจ้าเท่านั้น เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน และคริสตจักรก็ไม่มีใครว่าอะไร?

2. สมาชิกกลุ่มนี้บอกว่า ไม่เคยมีใครมาเชิญชวนท้าทายให้พวกเขาเข้าร่วมในงานพันธกิจใดพันธกิจหนึ่งเลย

การประกาศงานบนธรรมาสน์ หรือ การประกาศงานพันธกิจในท้ายระเบียบการนมัสการพระเจ้าของแต่ละอาทิตย์ไม่ได้เชิญชวนท้าทายผู้คนให้เขาร่วมในพันธกิจเลย แต่เป็นเพียงประกาศให้รู้ว่าคริสตจักรมีงานอื่นอะไรบ้างนอกจากการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ เชิญเข้าร่วมตามชอบตามสะดวก ขอเราย้อนกลับไปดูแบบอย่างของพระคริสต์ พระเยซูคริสต์เรียกผู้คนทีละคนเป็นการส่วนตัว และบอกชัดเจนว่าพระองค์เชิญชวนท้าทายให้เขาเข้ามาร่วมในงานอะไร และพระองค์คาดหวังชีวิตแบบไหนบ้างในชีวิตประจำวันของเขา

3. หมดแรงขาดพลัง

สมาชิกบางคนเหน็ดเหนื่อยจากการทำพันธกิจที่ผ่านมา พวกเขาเพียงต้องการเวลาที่จะพัก  และมีการเพิ่มแรงเสริมพลังชีวิตใหม่ เพื่อที่จะสามารถเข้าร่วมในการทำพันธกิจครั้งใหม่ต่อไป   ในกลุ่มนี้หลายคนที่ต้องการการอภิบาลฟูมฟักพลิกฟื้นพลังชีวิตใหม่ที่ศิษยาภิบาลต้องไม่มองข้าม มิเช่นนั้น คริสตจักรอาจจะสูญเสียสมาชิกที่แข็งขันในพันธกิจของคริสตจักรก็ได้

4. สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นความจำเป็นสำคัญที่ต้องทำพันธกิจอะไร

สมาชิกที่มาคริสตจักรแล้วนั่งนมัสการพระเจ้าร่วมกับคนอื่น พวกเขาอาจจะไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องการของคริสตจักร เพราะเขาจะมองเห็นในแต่ละวันอาทิตย์ว่า ดูงานทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีคล่องตัว ไม่มีใครพูดกับเขาว่าคริสตจักรต้องการและจำเป็นในเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้น สมาชิกกลุ่มนี้จึงมาเพียงร่วมในการนมัสการเท่านั้น การที่จะให้สมาชิกแต่ละคนเข้ามาร่วมรับผิดชอบในพันธกิจต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นการเชิญชวนแบบตัวต่อตัว เป็นการเชิญชวนท้าทายเป็นการส่วนตัวจากคริสตจักร

5. สมาชิกส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าตนจะได้รับการหนุนเสริมให้ทำพันธกิจจนสำเร็จ

สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้อาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าเมื่อตนเข้าไปร่วมทำพันธกิจ กลับถูกปล่อยลอยแพให้ทำพันธกิจไปด้วยตนเองเท่านั้น ขาดการอธิบาย สอน ฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติและติดตามหนุนเสริมการทำพันธกิจนั้นให้สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผล สมาชิกกลุ่มนี้จึง “กลัว” ที่จะถูกลอยแพให้เข้าไปทำพันธกิจเองอย่างไม่ได้รับการหนุนเสริมจากคริสตจักร

6. บางคนในกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าตนเชื่ออะไร

แม้ว่าเขาอาจจะเป็นสมาชิกคริสตจักรมายาวนาน เขาอาจจะเติบโตในครอบครัวคริสตชนในหลายชั่วอายุคน แต่เขาไม่ได้รับการบ่มเพาะ วางรากความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ดังนั้น คนเหล่านี้จึงไม่รู้ว่าตนเชื่ออะไรในชีวิต รู้เพียงว่าตนเองเป็นคริสตชนต้องมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น ในกรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คริสตจักร และ ศิษยาภิบาลจะต้องใส่ใจ ทุ่มเท ที่จะเสริมสร้าง วางรากฐานความเชื่อของสมาชิกแต่ละคนก่อนว่า ที่ตนเป็นคริสตชนนั้น ตนเชื่อและวางใจในเรื่องอะไรบ้าง และตนจะต้องมีความเชื่อที่รับผิดชอบต่อการทรงเรียกของพระเจ้า และพระบัญชาของพระองค์ในเรื่องอะไรบ้าง 

7. สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีกิจการงานมากมาย

สมาชิกกลุ่มนี้เป็นสมาชิกที่มีกิจการงานรับผิดชอบมากมาย ถึงแม้มีพันธกิจมากมายในคริสตจักรแต่พวกเขาไม่มีเวลาที่จะเจียดให้ได้ การที่จะเชิญชวน มอบหมาย หรือท้าทายให้เขาทำพันธกิจบางอย่างดูจะเป็นไปไม่ได้ หรือ ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี ข้ออ้างของสมาชิกกลุ่มนี้คือ เขาเห็นความสำคัญของพันธกิจดังกล่าว แต่ตนเองยุ่งมากไม่มีเวลาที่จะมาช่วยได้ คริสตจักรและศิษยาภิบาลอาจจะจำเป็นที่ต้องพิจารณาถึงการเสริมสร้างความเชื่อและความเข้าใจถึง “เป้าหมายชีวิต” ของคริสตชนนั้นคืออะไรกันแน่!

8. ชีวิตของสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้ถูกครอบงำควบคุมด้วยอำนาจความผิดบาป

สำหรับคนที่ตกอยู่ใต้การครอบงำของอำนาจความบาปผิด คงยากที่จะเปิดตัวเปิดใจรับใช้พระเจ้า พวกเขาคงเลือกที่แฝงตัวเงียบ ๆ ท่ามกลางกลุ่มสมาชิก หรือ รอจังหวะฉกฉวยผลประโยชน์และอำนาจในคริสตจักรเท่านั้น

9. สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้อาจจะไม่เคยอ่านและเข้าใจถึง 1โครินธ์ บทที่ 12

น่าคิดว่า บ่อยครั้งเมื่อสมาชิกเริ่มมีความเข้าใจถึงของประทานของพระเจ้าในชีวิตของแต่ละคน   และการทำงานพันธกิจร่วมกันแบบประสานหนุนเสริมเฉกเช่นร่างกายเดียวกัน ผู้คนจะเริ่มมั่นใจมากขึ้นในการเข้ามาร่วมทำพันธกิจแบบอวัยวะของร่างกายทำงานร่วมกัน ดังนั้น คริสตจักรต้องใส่ใจที่จะสอนและเสริมสร้างสมาชิกให้ทำงานร่วมกันแบบหนุนเสริมกันและกัน

10. ไม่มีใครอธิษฐานทุ่มเท เจาะจง และจริงจังสำหรับคนที่จะทำพันธกิจ

พระเยซูคริสต์บอกสาวกที่ทำการเก็บเกี่ยวให้อธิษฐานทูลขอพระเจ้าประทานให้มีคนทำงานมากขึ้น (ลูกา 10:1-2) เมื่อคริสตจักรของเรามิได้ยึดมั่นเหนียวแน่ในการอธิษฐานอย่างใส่ใจและตั้งใจ และการอธิษฐานมิได้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์งานพันธกิจของเรา ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเราจะมีคนงานสำหรับพันธกิจในคริสตจักรเพิ่มมากขึ้น

ในคริสตจักรของท่าน มีสาเหตุอะไรบ้างที่ค้นหาสมาชิกคริสตจักรที่ทำพันธกิจของพระเจ้าได้ยากเย็นเข็ญใจครับ?



23 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (3) ทำไมคริสตชนทำพันธกิจ? ทำพันธกิจเพื่ออะไร?

การทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ทำเพราะพระเจ้าพอพระทัย

จากพระกิตติคุณลูกา 14:12-14 เมื่อพระเยซูเสด็จไปร่วมรับประทานอาหารในบ้านของฟาริสีระดับผู้นำคนหนึ่งในวันสะบาโต พระองค์พูดกับฟาริสีเจ้าบ้านว่า ในการเชิญคนมาในงานเลี้ยงอย่าเชิญคนสนิท คนร่ำรวย ที่พวกเขาสามารถเลี้ยงตอบแทนได้ แต่ให้เชิญคนจน แม่ม่าย เด็กกำพร้า ขอทาน คนพิการ คนง่อย และคนตาบอด ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะตอบแทนเจ้าบ้านที่จัดงานเลี้ยงได้ แต่เจ้าภาพจะได้รับผลตอบแทนเมื่อผู้ชอบธรรมเป็นขึ้นจากความตาย

กรอบคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ในการจัดงานเลี้ยง เรามุ่งเน้นเชิญคนที่มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีฐานะตำแหน่งสูง ในด้านหนึ่งเป็นการเสริมสร้างความสำคัญแก่ตนเอง คือผู้เชิญได้รับผลประโยชน์เชิงสังคม ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกมีค่าในตนเอง และในเวลาเดียวกันคนระดับชนชั้นสูงในสังคมย่อมจะเอื้อประโยชน์ในบางประการที่เราต้องการในภายภาคหน้าได้ ในกรณีนี้มิใช่งานเลี้ยงเท่านั้น ศิษยาภิบาลบางท่านมักโอ้อวดว่า ผู้บริหารสภาฯ ต่างก็มาเทศนาในโบสถ์ของตน เป็นการโอ้อวดถึงความเก่งกาจสามารถ ความสำคัญของตนที่เอาคนสำคัญ ๆ มาเทศน์ได้ใช่ไหม? แสดงว่า ศิษยาภิบาลเหล่านี้ตกใต้การครอบงำวิธีคิดแบบทุนนิยม

แต่การคิดเชิงเศรษฐศาสตร์แบบพระคริสต์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ให้เชิญคนยากจน ต่ำต้อย พิการ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณจากการเลี้ยงของเราได้ และก็ไม่ทำให้เราได้รับเกียรติเชิงสังคม หรือได้รับหน้าตาทางสังคม แต่กลับเป็นวิถีที่พอพระทัยพระเจ้า และผู้ที่จะตอบแทนเจ้าภาพคือพระคริสต์เอง เฉกเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ตรัสว่า “คนที่ทำกับผู้เล็กน้อยอย่างไรก็เหมือนกระทำแก่พระองค์ด้วย”

และนี่ควรจะเป็นลักษณะการทำพันธกิจของคริสตจักรในปัจจุบัน ที่ทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ หรือ เศรษฐศาสตร์แบบพระเยซูคริสต์

ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณคือรากฐานปฏิบัติของคริสตจักรสมัยเริ่มแรก

ในพระธรรมกิจการ 2:45; 4:32-36 เป็นความเชื่อเชิงปฏิบัติที่มีฐานเชื่อกรอบคิดบนรากฐาน “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” หรือ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้” ของพระคริสต์ และด้วยฐานรากเศรษฐกิจแห่งพระคุณนี้เองที่พวกเขาได้ร่วมกันรวมตัวเป็นชุมชนคริสตจักรแห่งแรกที่เป็นรูปธรรมขึ้นในสมัยคริสตจักรเริ่มแรก

ผู้เชื่อ หรือ สาวกพระคริสต์ดำเนินชีวิตประจำวันบนระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณ และ ทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ด้วยฐานเชื่อกรอบคิดเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ คริสตจักรเริ่มแรกมิได้ทำธุรกิจเพื่อสังคม (อย่างเอ็นจีโอในปัจจุบันคิด) หรือ ที่มีคนนำมาแปลงหรือกล่าวอ้างว่าเป็นการทำ “ธุรกิจเพื่อพันธกิจ” ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดผิดเพี้ยนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างเรื่องของ อานาเนียและสัปฟีรา (กิจการ 5:1-11)

คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกทำพันธกิจเพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่บัญชาให้พวกเขากระทำ กล่าวคือ เขาสานต่อพระราชกิจของพระองค์ด้วยชีวิต (ไม่ใช่ด้วยเงินทองงบประมาณ) ในปัจจุบันนี้ เราในฐานะสาวกของพระคริสต์ ไม่ว่าเราจะทำพันธกิจในชีวิตประจำวัน ในครอบครับ ในงานอาชีพ หรือ ในสังคม เราจะต้องสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ด้วย “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” คือการทำพันธกิจด้วยการให้ชีวิตแบบพระคริสต์

ส่วนในงานพันธกิจที่เป็นองค์กรคริสตชน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หรือองค์กรงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เราต้องระวังที่จะไม่ทำพันธกิจให้เป็นงานอาชีพ หรือ ทำพันธกิจให้เป็นงานรับจ้าง หรือ ทำพันธกิจเพื่อหารายได้ หรือทำพันธกิจเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือทำพันธกิจแบบธุรกิจทุนนิยม หรือทำพันธกิจบนรากฐานระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เพราะพันธกิจที่คริสตจักรรับผิดชอบในปัจจุบันนี้เป็นการสานต่อพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ได้สถาปนาขึ้นไว้ เราทำพันธกิจเพื่อบรรลุเป้าหมาย และ พระประสงค์ของพระคริสต์ มิใช่บรรลุเป้าหมาย และ วัตถุประสงค์ของธุรกิจในด้านนั้น ๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรเอกชนคริสตชนเพื่อสาธารณประโยชน์

คงไม่ถูกต้องนักที่คริสตชนจะทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยหวังรายได้ ผลประโยชน์ จากคนกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามารับบริการจากงานพันธกิจที่เราทำ (เช่น คนไข้และญาติ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนชาวบ้าน) คนกลุ่มเป้าหมายที่เราทำพันธกิจด้วยไม่ควรจะตกในฐานะ “ลูกค้า” ของเราผู้ทำพันธกิจ? ยิ่งกว่านั้น ในฐานะ “ลูกค้าที่เราทำกำไรจากเขา”?

เราพูดว่าเราทำพันธกิจ แต่เรากลับห่วงกังวลที่จะต้องแข่งขันกับหน่วยงานที่ทำงานอาชีพเหมือนกับงานพันธกิจที่เราทำ? ทำไมเราต้องดิ้นรนวิ่งตามกระแสงานธุรกิจที่เราใช้ทำพันธกิจจนหน้าดำคร่ำเครียด ในเมื่อเราคริสตชนทำพันธกิจที่มีเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์?

ฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ของคริสตชนไทยเรามีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือเปล่า? เราทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐกิจแห่งพระคุณหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


16 กรกฎาคม 2561

ทำพันธกิจอย่างไรที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของความเครียด?

การทำพันธกิจในคริสตจักร เป็นงานหนึ่งที่สร้างความเครียดแก่ผู้อภิบาลและทีมงานคริสตจักรที่ไม่แพ้งานอื่น ๆ เลยทีเดียว   ทีมงานพันธกิจคริสตจักรต้องเผชิญหน้ากับประเด็นต่าง ๆ ในพันธกิจที่ทำ  จนทำให้ความดันขึ้น   แต่มีศิษยาภิบาลบางท่านเคยตั้งข้อสังเกตว่า   แล้วเมื่อพระเยซูคริสต์ทำพันธกิจในสมัยของพระองค์  พระองค์ถูกกดดันจนเครียดหรือไม่?

ในสมัยที่พระเยซูคริสต์ทำพันธกิจ   ประชาชนรอบข้างเรียกร้องต้องการให้พระองค์ช่วยทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ   แน่นอนครับ นั่นก็เป็นการ “กดดัน” ลักษณะหนึ่ง   นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังถูกเข้าใจผิด และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้นำศาสนาในสมัยนั้น   แต่ถ้าเราสังเกต เราจะเห็นว่าพระองค์เผชิญกับสถานการณ์เหล่านั้น  แต่ไม่มีอาการหดหู่ หรือ ท้อแท้  พระองค์ไม่ได้ยกธงขาวยอมแพ้   เกิดคำถามว่า พระองค์ทำอย่างไรที่มีความสงบท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักเช่นนั้นได้?   แล้วเราท่านในปัจจุบันจะมีสันติ สงบในชีวิตท่ามกลางแรงกดดันมากมายในปัจจุบันนี้อย่างพระคริสต์ได้หรือไม่?

1.   รู้ว่าตนเองคือใคร?

พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​อีก​ครั้ง​หนึ่ง​ว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก คน​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​ต้อง​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยอห์น 8:12 มตฐ.)

ตลอดชีวิตของพระเยซูคริสต์  พระองค์บอกชัดเจนว่าพระองค์เป็นใคร   มากกว่า 18 ครั้งที่พระองค์บอกว่า พระองค์คือใคร หรือ พระองค์เปรียบเหมือนอะไร   และตามด้วยคำอธิษฐาน   พระองค์ชัดเจนว่า พระองค์เป็นใคร  พระองค์บอกเสมอว่า “เรารู้ว่าเราคือใคร”   และเพราะการที่พระองค์รู้ชัดเจนว่าพระองค์เป็นใคร  ทำให้พระองค์ไม่ตกเป็นเหยื่อของการกดดันจากรอบข้างชีวิตของพระองค์

บ่อยครั้งใช่ไหมที่เราต้องเครียดเพราะเราพยายามที่จะเป็นเหมือนคนบางคนที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา  เราสวมหน้ากากแล้วซ่อนตัวตนที่แท้จริงของเราจากคนรอบข้าง   เรากลัวว่าคนอื่นจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตน  และนี่ทำให้เราเครียดมิใช่หรือ?   ถ้าเรายังไม่ชัดเจนในตนเองว่า “เราคือใคร” นั่นเรากำลังมีชีวิตที่ “ตีสองหน้า” หรือ ต้องดำเนินชีวิตในสองตัวตนในคน ๆ เดียวกัน...   เหนื่อยครับ?

ให้เราลดความเครียดนี้  ด้วยการให้เกิดความพึงพอใจภายในของเราว่า เราคือใคร และ พระเจ้าทรงสร้างให้เราเป็นใคร   เราจะค้นพบว่า ตัวเราคือใครก็ด้วยการที่เราค้นพบว่า เราเป็นคนของใคร

2.   รู้เท่าทันว่าตนเองมีชีวิตอยู่เพื่อใคร

“เรา​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้ เรา​ได้​ยิน​อย่าง​ไร​เรา​ก็​พิ​พาก​ษา​อย่าง​นั้น และ​การ​พิ​พาก​ษา​ของ​เรา​ก็​ยุติ​ธรรม เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มุ่ง​ที่​จะ​ทำ​ตาม​ใจ​ของ​เรา​เอง แต่​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา (ยอห์น 5:30 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์อุทิศทั้งชีวิตของพระองค์เพื่อที่จะมีชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   พระองค์มิได้มีชีวิตเพื่อความปรารถนาของตนเอง   หรือ มีชีวิตเพื่อให้ถูกใจคนบางคน   พระเยซูคริสต์รู้ชัดว่าการมีชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้าเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง   เราไม่สามารถที่จะมีชีวิตถูกใจหรือเป็นที่พอใจของทุกคนได้   สำหรับพระคริสต์แล้วพระองค์ดำเนินชีวิตในโลกนี้ ทำพันธกิจในโลกนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เท่านั้น

และพระบืดาได้ยืนยันว่า  พระเยซูคริสต์มีชีวิตที่พอพระทัยพระบิดา   เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติสมาจากยอห์น   มีเสียงยืนยันจากฟ้าว่า  “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” (มัทธิว 3:17 มตฐ.)   และเมื่อพระคริสต์จำแลงพระกายที่บนภูเขาก็มีเสียงจากฟ้าเช่นกันว่า  “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา จง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน​เถิด” (มาระโก 9:7 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์มิได้มาในโลกนี้เพื่อทำให้ทุกคนพอใจในพระองค์   เราก็เช่นกันการรับใช้พระคริสต์มิใช่การทำให้คนทั้งหลายพึงพอใจในตัวเรา   เราทำทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้เป็นที่พึงพอพระทัยของพระเจ้า   ชีวิตและการงานของเรา  เรากระทำด้วยสำนึกถึงการกระทำเพื่อให้เป็นที่พระเจ้าพึงพอพระทัย

เมื่อเราทำเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   นั่นหมายความว่าเรากระทำด้วยความรับผิดชอบและเพื่อตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้า   แม้ว่าการกระทำดังกล่าวของเราอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นที่พึงพอใจของใครบางคนก็ไม่ทำให้เราท้อแท้หมดกำลังใจ   เพราะเราเป็นคนของพระเจ้า   กระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในสถานการณ์นั้น ๆ เรามิได้ทำเพื่อให้ใครบางคนชื่นชอบพอใจเรา หรือ ยอมรับในตัวเรา

3.  รู้แน่ชัดว่าเราทำเพื่อให้บรรลุสำเร็จในเรื่องใด

พระเยซูตรัสตอบว่า “... เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปไหน แต่พวกท่านไม่รู้เลยว่าเรามาจากไหนหรือจะไปไหน...” (ยอห์น 8:14 อมธ.)

พระเยซูคริสต์รู้ชัดเจนว่าพระองค์ต้องการบรรลุสำเร็จในเรื่องอะไร   เราก็ควรที่จะรู้ชัดเจนเช่นกันว่าที่เรากระทำนั้นเพื่อให้บรรลุสำเร็จในเรื่องอะไร   ให้ชีวิตของเรามีเป้าหมาย   และจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการดำเนินให้บรรลุตามเป้าหมายนั้น

คนที่ตกเป็นเหยื่อของความเครียดมักเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย  หรือ มีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน   แต่ละคนต้องเลือกเอาว่าชีวิตประจำวันของเราจะเป็นคนที่มีระบบขั้นตอนที่สำคัญก่อนหลังในการดำเนินชีวิต  หรือไม่ก็ต้องเลือกที่จะพบกับความกดดันจนเครียดในชีวิต   ถ้าเราไม่ตัดสินใจว่าอะไรที่มีความสำคัญในชีวิต  และเราต้องการบรรลุสำเร็จในเรื่องอะไรแล้ว   ระวัง...คนอื่นจะเข้ามาจัดการตัดสินและเลือกให้เรา

การที่เรามีการจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตช่วยป้องกันมิให้เราตกเป็นเหยื่อถูกครอบงำของความเร่งด่วน   แล้วเราต้องวิ่งไล่แก้ตามปัญหาที่เกิดขึ้น   ไม่มีใครต้องการที่ทำงานแทบตายตลอดวันแต่กลับงงงวยประหลาดใจว่า  วันนี้เราทำอะไรสำเร็จบ้างหรือไม่เนี่ย!   วันนี้เราทำสิ่งที่คุณค่าความหมายอะไรสำเร็จบ้าง?   คนที่ต้องทำงานยุ่งวุ่นตลอดวันไม่ได้หมายความว่าเขาจะบรรลุสำเร็จสิ่งสำคัญในวันนั้น   เราอาจจะทำงานเหมือน “หนูติดจั่น” วิ่งหมุนกงล้อตลอดวันแต่ไปไม่ถึงไหนเลยนอกจากวิ่งในกงล้อนั้น   การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้งานพันธกิจและชีวิตครอบครัวของท่านง่ายขึ้น   และลดความเครียดจากการทำลงได้

วันนี้เรารู้ไหมครับว่า   “เราคือใคร?”  “เรามีชีวิตอยู่เพื่อใคร?”  “เราทำเพื่อบรรลุอะไร?”

ถ่าเรารู้ชัดและดำเนินตามนั้น   นี่คือเส้นทางชีวิตที่ไม่ตกในหลุมพรางแห่งความเครียด ท้อแท้ สิ้นหวัง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com
081-2894499

15 กันยายน 2557

เราทำพันธกิจไปทำไม?

พระ​เยซู​จึง​ตรัส​กับ​บรร​ดา​สา​วก​ของ​พระ​องค์​ว่า
“ถ้า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​ติด​ตาม​เรา
ให้​คน​นั้น​ปฏิ​เสธ​ตน​เอง
รับ​กาง​เขน​ของ​ตน​แบก​
และ​ตาม​เรา​มา”
(มัทธิว 16:24 มตฐ.)

ถ้าใครตัดสินใจที่จะดำเนินชีวิตโดยมีพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์เป็นเป้าหมายชีวิตของตน   สิ่งแรกคน ๆ นั้นจะต้องล้มเลิก และ เปลี่ยนแปลงเป้าหมายชีวิตที่ตนปรารถนาอยากได้ใคร่มี กล่าวคือ “ปฏิเสธ” ความคิด  ความต้องการ  ระบบคุณค่าเดิม ๆ ของตน  สิ่งมีค่าที่ตนปรารถนา และพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ตนคุ้นชิน  เป็นเหมือนการเทเอาของเดิม ๆ เก่า ๆ ที่อยู่ในขวดแห่งชีวิตของเราออกทิ้งก่อน

สำหรับพระคริสต์แล้ว   การ “ปฏิเสธตนเอง” ดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้น   แต่ชีวิต จิตใจและวิญญาณต้องมีพื้นที่ที่ว่างที่จะ “รับเอากางเขนของตน”  แล้ว “แบก” ตามพระองค์ไป  การเป็นคริสตชนเป็นชีวิตที่เริ่มต้นด้วยการ “ยอมปฏิเสธ” หรือ “เททิ้ง” ชีวิตเดิมที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง  เลิกชีวิตที่มุ่งมั่นตั้งหน้าที่จะเสริมสร้างให้ชีวิตของตนเองมั่งคั่งมั่นคง  หยุดการทำให้ตนรู้สึกมีคุณค่าตามกระแสนิยมของสังคมโลก   แล้ว “เปิดรับ” เอาระบบคุณค่าใหม่ในชีวิตที่มิใช่สิ่งที่เรามุ่งมั่นปรารถนา   แต่กลับเป็น “พระประสงค์ของพระคริสต์”  เข้ามาในชีวิตของเรา   ไม่เป็นเพียงแค่นั้นแต่ให้รับระบบคุณค่าใหม่ของพระคริสต์เป็นศูนย์กลางในชีวิตของเรา   ให้พระประสงค์ของพระคริสต์เป็นเป้าหมายในชีวิตของเรา

กางเขน เป็นเรื่องของการให้ชีวิตเพื่อคนอื่นจะได้มีชีวิต  

ให้เรากลับไปในบริบทสมัยพระเยซูคริสต์   กางเขนคือเครื่องมือประหารชีวิตของผู้ที่ทำอาชญากรรมร้ายแรง  และที่สำคัญคือผู้ที่ทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจของโรมัน  เป็นพวกที่โรมันมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจความมั่นคงของตน   เป็นพวกที่เป็นภัยต่อความสงบของจักรวรรดิ์โรมัน   ดังนั้น กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของความตาย   และการที่ใครตัดสินใจยอมแบกกางเขนในชีวิตของตน ก็เป็นคนที่ตัดสินใจแล้วที่ยอมให้ “ชีวิต”  ด้วยความคาดหวังว่าเพื่อให้มนุษยชาติ หรือ อย่างน้อยประเทศชาติของตนได้มีชีวิตที่มีคุณค่าอีกครั้งหนึ่ง

แต่พระเยซูคริสต์ พระองค์มิได้มาในโลกนี้เพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงอำนาจเผด็จการทรราชย์ในเวลานั้น   แล้วให้อีกกลุ่มหนึ่งขึ้นเถลิงครองอำนาจเหนือประชาชนในนามของพระเจ้า   พระราชกิจการให้ชีวิตของพระองค์นั้นมิใช่มาเพื่อล้มล้างกลุ่มอำนาจเดิม   เพื่อจะมีกลุ่มอำนาจใหม่   เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงของพระองต์มิใช่เป็นระบบโครงสร้างของสังคมโลกเท่านั้น    แต่พระองค์ประสงค์ที่จะให้ชีวิตแก่ประชาชนและทุกคน   และการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ความคิด ความเชื่อ จิตใจและมุมมมองใหม่   คือการเปลี่ยนแปลงจากภายในชีวิตของประชาชนแต่ละคน   แล้วร่วมกันที่จะเดินตามวิถีแห่งกางเขนของพระองค์   มุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือ การนำผู้คนเข้าไปมีชีวิตใน “แผ่นดินของพระเจ้า”   คือเป็นชีวิตภายใต้การปกป้องคุ้มครองของพระองค์   และมีชีวิตที่มีคุณภาพตามที่พระองค์ประสงค์   และมีจิตใจที่เอื้ออาทรที่ประสงค์ให้คนอื่น ๆ ได้มีชีวิตที่มีคุณภาพและอยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของพระเจ้าด้วยพระคุณเมตตา

การแบกกางเขนของตนและเดินตามพระองค์ไป   คือการที่คริสตชนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม  และแต่ละคริสตจักรกระทำสานต่อพระราชกิจแห่งการช่วยกู้และสร้างใหม่ของพระคริสต์ต่อจากพระองค์ในสังคมโลกปัจจุบัน   พันธกิจใด ๆ ที่คริสตจักรกำลังทำ และ ตั้งใจจะทำต่อไป  หรือที่จะทำในอนาคต   คริสตจักรและคริสตชนต้องถามตนเองก่อนทำพันธกิจนั้น ๆ ว่า   พันธกิจที่เราทำเป็นการสานต่อจากพระราชกิจของพระเยซูคริสต์หรือไม่ อย่างไรบ้าง?   และคงต้องพิจารณาแบบเจาะลึกลงไปว่า  
  • พันธกิจที่ทำอยู่นั้นแท้จริงเป็นการสร้างความมั่งคั่งมั่นคงของ  “องค์กร/คริสตจักร” หรือสานต่อพระราชกิจแห่งการทรงกอบกู้และสร้างใหม่ของพระคริสต์อย่างไรบ้าง?  
  • ถ้างานใดพันธกิจใดที่มิได้สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์เราเลิกทำได้ใหม?  ทำไม?   
  • ในสถานการณ์ชีวิตของสังคมไทยและสังคมโลกปัจจุบัน   อะไร/ที่ไหนที่คริสตชนและคริสตจักรจะต้องสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์?  
  • แล้วใครจะเอื้ออำนวยและหนุนเสริมเพิ่มพลังให้คริสตชนและคริสตจักรได้ “แบกกางเขน” สานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์?  และ ด้วยการทำอย่างไร?

คงมิใช่บอกว่า  ให้โรงเรียนคริสเตียน  โรงพยาบาลคริสเตียน มหาวิทยาลัยคริสเตียน   หน่วยงานคริสเตียนมากมาย  และคริสตจักรใหญ่/คริสตจักรเล็ก  คริสตจักรภาค   และคริสตชนแต่ละคน   ให้ “แบกกางเขน” ของตนไป   มิใช่ให้แต่ละคนแต่ละหน่วยงาน  ทำหน้าที่ของตนให้ดีเท่านั้นไม่เพียงพอแล้วครับ   แต่คริสตจักรต้องกล้าถามตนเองว่า   ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ โรงพยาบาล  โรงเรียน  มหาวิทยาลัยคริสเตียน   หน่วยงาน  กรมกองงานคริสเตียน  และคริสตจักรน้อยใหญที่ทำอยู่นี้เป็นการสานต่อจากพระราชกิจแห่งการกอบกู้และสร้างใหม่ของพระคริสต์หรือไม่อย่างไรครับ?

อย่าลืมนะครับว่า... ให้เราแบกกางเขนของตนแล้วต้องตามพระเยซูคริสต์ไปนะครับ

อย่าดันทุรังแบกกางเขนของตน   ตามใจปรารถนาของตนเอง  หรือตามองค์กร  พรรคพวก   และที่น่าฉงนคือตามนโยบายที่กำหนดไว้    ถ้าเช่นนั้น  ก็ต้องถามต่อไปว่านโยบายที่กำหนดขึ้นเพื่อใครครับ?   สอดคล้อง หรือ คนละเรื่องกับการสานต่อพระราชกิจแห่งการกอบกู้และสร้างใหม่ของพระคริสต์อย่างไรบ้างครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

28 กุมภาพันธ์ 2557

บางอย่างหายไป...เมื่อคริสตจักรทำพันธกิจชุมชน

“เราพยายามที่จะเป็นคริสตจักรที่เน้นการทำพันธกิจ...  นั่นเป็นการเน้นลักษณะภายนอกของคริสตจักร...   และดูเหมือนเราไม่ประสบความเสร็จ”   ศิษยาภิบาลในเมืองใหญ่ที่ผมคุยด้วยกล่าว

คริสตจักรของศิษยาภิบาลท่านนี้ตั้งอยู่ในเมืองใหญ่   เขาและคริสตจักรพยายามที่จะมีโปรแกรมต่างๆ ที่จะเข้าไปถึงชีวิตชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ ของชุมชน   แต่เมื่อดูดีๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายที่คริสตจักรพยายามรับใช้กับสมาชิกคริสตจักรไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นเลย

ศิษยาภิบาลท่านนี้ได้เล่าถึงตัวอย่างที่เกิดขึ้นในคริสตจักรของท่านเรื่องหนึ่งว่า ครั้งหนึ่ง คริสตจักรได้จัดทำอาหารมื้อเย็นให้กับคนที่ยากจนและคนที่มีรายได้ต่ำที่อยู่ในละแวกรอบคริสตจักร   “มีผู้คนมารับประทานอาหารเต็มห้องประชุมเลย”  ศิษยาภิบาลเล่า  “แต่สมาชิกคริสตจักรของเราสาละวนอยู่กับการทำอาหารในห้องครัว   อาหารในเย็นวันนั้นดีมาก   แต่ผมสังเกตเห็นว่า   ในขณะที่คนจากชุมชนกำลังรับประทานอาหารในห้องประชุม   สมาชิกของเราวุ่นวายกับการจัดทำอาหารในห้องครัว   มันเป็นภาพที่แบ่งแยกให้เห็นชัดเจนว่า   คนยากคนจนกินอาหารในห้องประชุม   สมาชิกคริสตจักรกำลังทำอาหารในห้องครัว”

หลายคริสตจักรจะจัดงบประมาณเลี้ยงอาหารผู้คนในชุมชนในวันสำคัญของคริสตจักรอาจจะปีละครั้งสองครั้ง   แล้วอาจจะมีรายการพิเศษที่เตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาวสำหรับคนยากคนจน   หรือส่งไปให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่สูงที่มีอากาศหนาวจัด   หรือบ้างก็เตรียมน้ำ  เครื่องดื่ม  ขนม และ ฯลฯ   ใส่ถุงเพื่อไปแจก   แล้วติดตราของคริสตจักร   พร้อมที่อยู่  หรืออาจจะมีข้อพระคัมภีร์  หรือมีข้อความว่า “พระเจ้ารักคุณ”

บ่อยครั้งหลายคริสตจักร   ต้องการแสดงให้เห็นว่าตนมาจากคริสตจักรไหน   และห่วงใยคนที่ทุกข์ยาก   แต่ของแจกเหล่านี้ก็เป็นเพียงสิ่งของและยื่นแจกให้เท่านั้น

สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปจากการทำพันธกิจแบบนี้คือ    ความสัมพันธ์ครับ

ถ้าพันธกิจของคริสตจักรในชุมชนคือการอาสาช่วยเหลือและรับใช้ผู้คน   เพื่อช่วยให้เขาได้รู้  รัก  และติดตามพระคริสต์   สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำพันธกิจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้คนเหล่านั้น   มิใช่ฉลากที่ติดข้างถุงของขวัญ   ไม่ใช่การโฉบเฉี่ยวผ่านผู้คนแล้วยื่นถุงของขวัญให้กับคนในชุมชนเท่านั้น

ความเชื่อศรัทธาเป็นเรื่องความสัมพันธ์   และเป็นความพยายามของเราที่จะช่วยผู้คนให้ได้มีโอกาสสัมผัสสัมพันธ์กับความรักของพระคริสต์   ดังนั้น  สิ่งสำคัญในการทำพันธกิจชุมชนคือการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนที่เราทำพันธกิจด้วย

การทำพันธกิจชุมชนของคริสตจักรมิใช่การใช้เงินและให้เวลาที่มี  แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคนในชุมชนอย่างฉาบฉวย   หลายคริสตจักรได้กระตุ้น  เตรียม  และเสริมสร้างให้สมาชิกของตนมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อเนื่องจนเกิดผลกระทบเชิงสร้างสรรค์กับคนที่ตนไปทำพันธกิจด้วย   เช่น   ผมพบกับศิษยาภิบาลหนุ่มท่านหนึ่งทำงานในพื้นที่ชนบทที่มีเด็กนักเรียนชนเผ่าจากพื้นที่สูงลงมาเรียนในโรงเรียนของชุมชน   ท่านได้เตรียมสมาชิก และ อนุชนในคริสตจักรของตนช่วยสอนการพูดภาษาไทยให้ชัดแก่นักเรียนชนเผ่าแบบตัวต่อตัว   และยังช่วยสอนการทำการบ้านในตอนเย็นแก่นักเรียน (เพราะเรียนไม่ทัน และทำการบ้านไม่ได้)   และผู้ใหญ่จากคริสตจักรบางท่านช่วยทำหน้าที่เอาใจใส่การกินการอยู่ของเด็กนักเรียนเหล่านี้ที่ต้องอยู่ห่างไกลจากพ่อแม่   คริสตจักรเตรียมสมาชิกให้การช่วยเหลือการเรียนของเด็ก  แต่ที่สำคัญคือการที่จะมีความสัมพันธ์และเอาใจใส่ชีวิตของเด็กแบบสัมพันธ์ใกล้ชิดและกระทำอย่างต่อเนื่องต่างหากที่สำคัญกว่า

คริสตจักรที่กระทำพันธกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลได้นั้น   คริสตจักรต้องเสริมสร้างความเข้าใจแก่สมาชิกที่จะทำพันธกิจให้รู้ว่า   การทำพันธกิจชุมชนของคริสตจักรคือการยื่นมือยื่นชีวิตออกสร้างความสัมพันธ์กับชีวิตผู้คนที่ตนทำพันธกิจด้วย    เพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นได้สัมผัสกับความรักของพระคริสต์ที่ตนยื่นออกไปสัมผัสชีวิตของผู้คนผ่านการอาสารับใช้ในลักษณะต่างๆ   และหนุนเสริมให้ผู้คนเติบโตขึ้นในความรักของพระคริสต์   และให้ความรักของพระคริสต์แผ่ขยายไปทั่วชุมชน

นี่คือการขยายแผ่นดินของพระเจ้าตามพระมหาบัญญัติ และ พระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์

การทำพันธกิจชุมชนของคริสตจักร จึงเป็นสร้างเสริมสัมพันธภาพของสมาชิกคริสตจักรกับผู้คนในชุมชนโดยมีพลังแห่งความรักเมตตาของพระคริสต์เป็นตัวขับเคลื่อนในชีวิตของสมาชิกคริสตจักรเหล่านั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499