แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาชิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาชิก แสดงบทความทั้งหมด

12 พฤษภาคม 2564

ทำไมสมาชิกประเภทบริโภคนิยม...มักขู่ว่าจะออกจากคริสตจักร?

“อยู่คริสตจักรนี้มีแต่อดอยากปากแห้งทางจิตวิญญาณ” 

นี่คือข้ออ้างหรือเหตุผลส่วนใหญ่ของคนที่คิดจะออกจากคริสตจักรที่ตนเป็นสมาชิก หรือ ที่ตนร่วมอยู่ในตอนนี้ เหตุผลที่เขาจะออกจากคริสตจักรนี้คือ คำสอนคำเทศน์ของศิษยาภิบาลไม่ได้หนุนเสริมให้ชีวิตจิตวิญญาณของผู้ฟังเติบโตและเข้มแข็งขึ้น และส่วนมากคำสอนคำเทศน์เป็นเหมือนอาหารสำเร็จรูป หรือ “มาม่าทางจิตวิญญาณ”

แน่นอนครับคงมีศิษยาภิบาลไม่กี่ท่านกระมังที่เลี้ยงดูสมาชิกในคริสตจักรด้วย “มาม่า” เสียทุกมื้อไป? แต่ก็มีนักเทศน์ที่เทศนาแบบโชว์พาวด้านวาทศิลป์ หรือไม่ก็ตลกโปกฮาจนคนฟังหัวเราะน้ำตาไหล แทนที่จะเป็นการเทศน์ถึงพระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์

แท้จริงแล้วที่กล่าวว่า “ฉันไม่ได้รับอาหารจิตวิญญาณเพียงพอ” นั้น ผู้พูดประโยคนี้ส่วนใหญ่ลึก ๆ มักหมายความว่า ศิษยาภิบาลไม่ได้สอนไม่ได้เทศน์อย่างที่ฉันต้องการ อย่างที่ฉันชอบ  หรือไม่ก็อย่างที่ฉันคิดฉันคาด หรือพูดอย่างไม่ต้องเกรงใจกันก็คือ “ศิษยาภิบาลมิได้เชื่ออย่างที่ฉันเชื่อ” ถ้าสังเกตให้ดีเราจะเห็นว่า สมาชิกประเภทนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ไม่แตกต่างจากกระแสสังคมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เลยขอเรียกสมาชิกกลุ่มนี้ว่า “สมาชิกบริโภคนิยม” ในคริสตจักร

แล้วทำไมพวกสมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยม หรือ สมาชิกที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางในคริสตจักร ถึงมักพูดถึงเรื่องที่ตนจะออกจากคริสตจักร?

1.  เพราะไม่เคยได้รับในสิ่งที่ตนพึงพอใจ

นี่เป็นธรรมดาหนึ่งของพวกบริโภคนิยม สมาชิกกลุ่มนี้มักถามหาว่าคริสตจักรได้ทำอะไรเพื่อสมาชิกของตนบ้าง? แม้ว่าที่ผ่านมาคริสตจักรอาจจะเคยตอบสนองความต้องการของเขาแล้ว   แต่ถ้าตอนนี้หยุดที่จะให้สิ่งที่เขาต้องการ เขาก็จะพูดถึงเรื่องการออกจากคริสตจักรอีก

2.  เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีเป้าหมายสูงสุดในความเชื่อ

เราท่านก็รู้อยู่แก่ใจว่า คุณลักษณะ บทบาทหลักสำคัญของสมาชิกคริสตจักรคือ การให้ การรับใช้ การสละตนเองเพื่อพระคริสต์ สมาชิกคริสตจักรอยู่เพื่อเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระคริสต์ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าเป้าหมายเพื่อตนเองที่สมาชิกกลุ่มนี้มีอยู่ คุณลักษณะของสมาชิกคริสตจักรแสวงหาทางที่จะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยการรับใช้คนอื่นรอบข้าง สมาชิกที่มีคุณลักษณะเหล่านี้จะไม่ถามว่า “คริสตจักรได้ทำอะไรเพื่อฉัน?” เพราะพวกเขามุ่งและทุ่มเทอยู่กับการรับใช้คนอื่น ๆ พวก “สมาชิกประเภทบริโภคนิยม” ไม่มีเป้าหมายที่สูงไปกว่าสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วก็ไม่มีเป้าหมายเพื่อรับใช้พระประสงค์พระคริสต์

3.  เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่สร้างการแบ่งแยก  

สมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อตนเอง และถ้าพวกเขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการเขาก็จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจนทำให้ชุมชนคริสตจักรเกิดการแตกแยกแบ่งขั้วได้   และเขาจะออกจากคริสตจักรไปก็ต่อเมื่อเขาเริ่มรู้ตัวว่า ไม่มีผู้คนในคริสตจักรที่สนับสนุนความคิดของเขา

4.  เพราะเขาคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่น ๆ ในคริสตจักร  

ในบางคริสตจักรสมาชิกประเภทบริโภคนิยม อาจจะส่งคลิป หรือ ลิงค์ของการเทศน์ การออกอากาศของศิษยาภิบาลคริสตจักรอื่นมาให้ศิษยาภิบาลหรือคนในคริสตจักรเพื่อแสดงให้เห็นว่า ศิษยาภิบาลในคริสตจักรอื่นทำได้ดีกว่าศิษยาภิบาลคริสตจักรนี้มากแค่ไหน เขาจะอวดและชื่นชมคริสตจักรอื่นว่าเป็นคริสตจักรที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารด้านชีวิตจิตวิญญาณ

5.  เพราะคนกลุ่มนี้ขาดความเข้าใจถึงความหมายของการเป็นสมาชิกคริสตจักรบนรากฐานของพระคัมภีร์ 

จากคุณลักษณะของสมาชิกคริสตจักรที่กล่าวใน 1โครินธ์ บทที่ 12 เป็นการกล่าวถึงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายที่ทำงานร่วม ประสาน และหนุนเสริมกันและกันเพื่อให้เกิดสิ่งดีแก่ร่างกาย หรือ พระกายของพระคริสต์คือคริสตจักร และใน 1โครินธ์ บทที่ 13 ซึ่งเป็นบทที่ว่าด้วย “ความรักเมตตา”   แต่แท้จริงแล้วบทนี้กล่าวถึงความโยงใยสัมพันธ์กันและกันในคริสตจักร และ กับสังคมโลก   พวกสมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมยังไม่รู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์ของสมาชิกคริสตจักรบนรากฐานพระวจนะของพระเจ้ากับการเป็นคริสตชนที่อุทิศและสละตนเอง และ การรับใช้คนอื่น

ศิษยาภิบาลครับ ท่านมิใช่เป็นเพียงคนเดียวที่ถูกสมาชิกประเภทบริโภคนิยมตีตราว่าร้ายว่า พวกเขาไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากศิษยาภิบาล เราพบได้ในหลายคริสตจักรถึงพิษร้ายของสมาชิกที่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของคริสตจักร ให้เราชื่นชมยินดีกับสมาชิกคริสตจักรที่อุทิศตน รับใช้  ที่หนุนเสริมเพิ่มพลังกัน ที่รักเมตตาตามพระประสงค์ของพระคริสต์ ที่พวกเขายอมตนเป็นเครื่องมือของพระคริสต์ในคริสตจักร

สมาชิกคริสตจักรประเภทบริโภคนิยมนั้นเป็นเหมือนเสียงของ “ฉาบ ฉิ่ง ฆ้อง และกลอง” ที่ส่งเสียงดังที่ไร้ความหมายและคุณค่า และถ้าสมาชิกประเภทบริโภคนิยมออกไปจากคริสตจักรจริง ๆ ก็คงทำให้คริสตจักรเกิดความสงบ สันติบ้างกระมัง?

แต่ศิษยาภิบาลก็พึงตระหนักเช่นกันว่า เมื่อได้ยินเสียงฉิ่ง เสียงฉาบ ฆ้อง หรือ เสียงกลอง อย่าลืมตัวไปเต้นตามเสียงที่ได้ยิน แต่ขอให้เสียงนั้นทำให้ศิษยาภิบาลนิ่งลงพิจารณาตนเองว่า   ตนเองได้เลี้ยงดู ฟูมฟัก และ อภิบาลชีวิตและจิตวิญญาณของสมาชิกคริสตจักรหรือไม่ แค่ไหน   ต้องมีการพัฒนาในด้านใดไหม?



26 เมษายน 2564

ทำไม?....สมาชิกที่ทำพันธกิจจึงหาทำยายากแสนยาก?

ศิษยาภิบาลหลายท่านมักบ่นให้ได้ยินว่า สมาชิกมาโบสถ์เกือบทั้งหมดเป็นสมาชิกประเภท “นั่ง” สมาชิกประเภท “ลุกขึ้น” และ “ลงมือทำ” หาทำยายากในทุกวันนี้  

ท่านหมายความว่าสมาชิกที่มาโบสถ์เกือบทั้งหมดมาเพื่อร่วม “พิธีนมัสการพระเจ้า” เท่านั้น   แต่ชีวิตของเขาไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับงานพันธกิจคริสตจักร และพันธกิจชีวิตสาวกพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน

คริสตจักรที่ท่านไปร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เป็นประจำเป็นอย่างไรบ้างครับ?   คริสตจักรที่ท่านเป็นศิษยาภิบาลเป็นอย่างไรบ้างครับ? สมาชิกที่มาร่วมส่วนมากร่วมนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ ได้มีส่วนร่วมในพันธกิจต่าง ๆ ของคริสตจักรด้วยหรือเปล่า? หรือส่วนใหญ่มาร่วมการนมัสการพระเจ้าแล้วก็กลับบ้าน แม้จะจัดให้มีการกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่พอกินเสร็จก็กลับบ้าน แล้วรออาทิตย์หน้ามาโบสถ์ใหม่  

เมื่อมีโอกาสพูดคุย ถามไถ่ สัมภาษณ์บรรดาสมาชิกที่มาร่วมนั่งนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์มักจะได้คำตอบว่า นั่นเป็นหน้าที่ของคริสตชนทุกคนจะต้องทำ แล้วทำจนเคยชินเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ก็ว่าได้ แต่เมื่อถามและชวนพูดคุยค้นหาว่า ทำไมสมาชิกส่วนใหญ่ถึงมานั่งนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น ไม่ทำพันธกิจอื่นใดอีกเลยทั้งในวันอาทิตย์ และในวันอื่น ๆ ของสัปดาห์ ซึ่งพอจะประมวลคำตอบความคิดเห็นได้ดังนี้ครับ

1. เพราะคริสตจักรยอมและปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนั้น

คริสตจักรไทยเราส่วนใหญ่มักไม่ได้พูด สอน และอธิบายแก่สมาชิกของตนแต่ละคนอย่างชัดเจนถึงความคาดหวังว่า คริสตจักรคาดหวังให้คริสตชนแต่ละคนมีชีวิตแบบไหน คาดหวังให้ทำอะไรที่ต้องทำ และคาดหวังให้เขาเข้าร่วมพันธกิจอะไร อย่างไรบ้าง  

คงไม่ต้องแปลกประหลาดใจเลยครับว่า ทำไมสมาชิกและคนที่มาร่วมนมัสการพระเจ้าถึงไม่ทำอะไร เอาแต่มาร่วมในการนมัสการพระเจ้าเท่านั้น เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน และคริสตจักรก็ไม่มีใครว่าอะไร?

2. สมาชิกกลุ่มนี้บอกว่า ไม่เคยมีใครมาเชิญชวนท้าทายให้พวกเขาเข้าร่วมในงานพันธกิจใดพันธกิจหนึ่งเลย

การประกาศงานบนธรรมาสน์ หรือ การประกาศงานพันธกิจในท้ายระเบียบการนมัสการพระเจ้าของแต่ละอาทิตย์ไม่ได้เชิญชวนท้าทายผู้คนให้เขาร่วมในพันธกิจเลย แต่เป็นเพียงประกาศให้รู้ว่าคริสตจักรมีงานอื่นอะไรบ้างนอกจากการนมัสการเช้าวันอาทิตย์ เชิญเข้าร่วมตามชอบตามสะดวก ขอเราย้อนกลับไปดูแบบอย่างของพระคริสต์ พระเยซูคริสต์เรียกผู้คนทีละคนเป็นการส่วนตัว และบอกชัดเจนว่าพระองค์เชิญชวนท้าทายให้เขาเข้ามาร่วมในงานอะไร และพระองค์คาดหวังชีวิตแบบไหนบ้างในชีวิตประจำวันของเขา

3. หมดแรงขาดพลัง

สมาชิกบางคนเหน็ดเหนื่อยจากการทำพันธกิจที่ผ่านมา พวกเขาเพียงต้องการเวลาที่จะพัก  และมีการเพิ่มแรงเสริมพลังชีวิตใหม่ เพื่อที่จะสามารถเข้าร่วมในการทำพันธกิจครั้งใหม่ต่อไป   ในกลุ่มนี้หลายคนที่ต้องการการอภิบาลฟูมฟักพลิกฟื้นพลังชีวิตใหม่ที่ศิษยาภิบาลต้องไม่มองข้าม มิเช่นนั้น คริสตจักรอาจจะสูญเสียสมาชิกที่แข็งขันในพันธกิจของคริสตจักรก็ได้

4. สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นความจำเป็นสำคัญที่ต้องทำพันธกิจอะไร

สมาชิกที่มาคริสตจักรแล้วนั่งนมัสการพระเจ้าร่วมกับคนอื่น พวกเขาอาจจะไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องการของคริสตจักร เพราะเขาจะมองเห็นในแต่ละวันอาทิตย์ว่า ดูงานทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีคล่องตัว ไม่มีใครพูดกับเขาว่าคริสตจักรต้องการและจำเป็นในเรื่องอะไรบ้าง ดังนั้น สมาชิกกลุ่มนี้จึงมาเพียงร่วมในการนมัสการเท่านั้น การที่จะให้สมาชิกแต่ละคนเข้ามาร่วมรับผิดชอบในพันธกิจต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นการเชิญชวนแบบตัวต่อตัว เป็นการเชิญชวนท้าทายเป็นการส่วนตัวจากคริสตจักร

5. สมาชิกส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าตนจะได้รับการหนุนเสริมให้ทำพันธกิจจนสำเร็จ

สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้อาจจะเคยมีประสบการณ์ว่าเมื่อตนเข้าไปร่วมทำพันธกิจ กลับถูกปล่อยลอยแพให้ทำพันธกิจไปด้วยตนเองเท่านั้น ขาดการอธิบาย สอน ฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติและติดตามหนุนเสริมการทำพันธกิจนั้นให้สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผล สมาชิกกลุ่มนี้จึง “กลัว” ที่จะถูกลอยแพให้เข้าไปทำพันธกิจเองอย่างไม่ได้รับการหนุนเสริมจากคริสตจักร

6. บางคนในกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าตนเชื่ออะไร

แม้ว่าเขาอาจจะเป็นสมาชิกคริสตจักรมายาวนาน เขาอาจจะเติบโตในครอบครัวคริสตชนในหลายชั่วอายุคน แต่เขาไม่ได้รับการบ่มเพาะ วางรากความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ดังนั้น คนเหล่านี้จึงไม่รู้ว่าตนเชื่ออะไรในชีวิต รู้เพียงว่าตนเองเป็นคริสตชนต้องมานมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์เท่านั้น ในกรณีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คริสตจักร และ ศิษยาภิบาลจะต้องใส่ใจ ทุ่มเท ที่จะเสริมสร้าง วางรากฐานความเชื่อของสมาชิกแต่ละคนก่อนว่า ที่ตนเป็นคริสตชนนั้น ตนเชื่อและวางใจในเรื่องอะไรบ้าง และตนจะต้องมีความเชื่อที่รับผิดชอบต่อการทรงเรียกของพระเจ้า และพระบัญชาของพระองค์ในเรื่องอะไรบ้าง 

7. สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้มีกิจการงานมากมาย

สมาชิกกลุ่มนี้เป็นสมาชิกที่มีกิจการงานรับผิดชอบมากมาย ถึงแม้มีพันธกิจมากมายในคริสตจักรแต่พวกเขาไม่มีเวลาที่จะเจียดให้ได้ การที่จะเชิญชวน มอบหมาย หรือท้าทายให้เขาทำพันธกิจบางอย่างดูจะเป็นไปไม่ได้ หรือ ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดี ข้ออ้างของสมาชิกกลุ่มนี้คือ เขาเห็นความสำคัญของพันธกิจดังกล่าว แต่ตนเองยุ่งมากไม่มีเวลาที่จะมาช่วยได้ คริสตจักรและศิษยาภิบาลอาจจะจำเป็นที่ต้องพิจารณาถึงการเสริมสร้างความเชื่อและความเข้าใจถึง “เป้าหมายชีวิต” ของคริสตชนนั้นคืออะไรกันแน่!

8. ชีวิตของสมาชิกบางคนในกลุ่มนี้ถูกครอบงำควบคุมด้วยอำนาจความผิดบาป

สำหรับคนที่ตกอยู่ใต้การครอบงำของอำนาจความบาปผิด คงยากที่จะเปิดตัวเปิดใจรับใช้พระเจ้า พวกเขาคงเลือกที่แฝงตัวเงียบ ๆ ท่ามกลางกลุ่มสมาชิก หรือ รอจังหวะฉกฉวยผลประโยชน์และอำนาจในคริสตจักรเท่านั้น

9. สมาชิกบางคนในกลุ่มนี้อาจจะไม่เคยอ่านและเข้าใจถึง 1โครินธ์ บทที่ 12

น่าคิดว่า บ่อยครั้งเมื่อสมาชิกเริ่มมีความเข้าใจถึงของประทานของพระเจ้าในชีวิตของแต่ละคน   และการทำงานพันธกิจร่วมกันแบบประสานหนุนเสริมเฉกเช่นร่างกายเดียวกัน ผู้คนจะเริ่มมั่นใจมากขึ้นในการเข้ามาร่วมทำพันธกิจแบบอวัยวะของร่างกายทำงานร่วมกัน ดังนั้น คริสตจักรต้องใส่ใจที่จะสอนและเสริมสร้างสมาชิกให้ทำงานร่วมกันแบบหนุนเสริมกันและกัน

10. ไม่มีใครอธิษฐานทุ่มเท เจาะจง และจริงจังสำหรับคนที่จะทำพันธกิจ

พระเยซูคริสต์บอกสาวกที่ทำการเก็บเกี่ยวให้อธิษฐานทูลขอพระเจ้าประทานให้มีคนทำงานมากขึ้น (ลูกา 10:1-2) เมื่อคริสตจักรของเรามิได้ยึดมั่นเหนียวแน่ในการอธิษฐานอย่างใส่ใจและตั้งใจ และการอธิษฐานมิได้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์งานพันธกิจของเรา ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเราจะมีคนงานสำหรับพันธกิจในคริสตจักรเพิ่มมากขึ้น

ในคริสตจักรของท่าน มีสาเหตุอะไรบ้างที่ค้นหาสมาชิกคริสตจักรที่ทำพันธกิจของพระเจ้าได้ยากเย็นเข็ญใจครับ?



17 กุมภาพันธ์ 2564

สมาชิกไม่ต้องการ “ศิษยาภิบาลฮีโร่-คนเก่ง” แต่ต้องการนักอภิบาลชีวิต

สมาชิกคริสตจักรส่วนมากไม่ได้แสวงหาหรือต้องการ “ซุปเปอร์ศิษยาภิบาล” แต่พวกเขาต้องการศิษยาภิบาลที่มีความสามารถในการใส่ใจในการอภิบาล สัตย์ซื่อ และมีภาวะผู้นำ นั่นคือศิษยาภิบาลที่สมาชิกคาดหวังกัน

ผมกลับไปรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์และข้อมูลที่เคยเก็บเกี่ยวกับชีวิตคริสตจักรครั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะถึงคุณลักษณะศิษยาภิบาลที่สมาชิกคริสตจักรพึงประสงค์   พบว่า มีคำตอบที่น่าสนใจ และเมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลผลการวิจัยในต่างประเทศ บอกได้เลยว่า ข้อมูลใกล้เคียงกันมากครับ

ผมขอประมวลเป็นประเด็นสำคัญของศิษยาภิบาลที่สมาชิกพึงประสงค์  ดังนี้ครับ

·       ศิษยาภิบาลที่รักสมาชิกในคริสตจักร

·       เทศนาอย่างมีประสิทธิภาพเสริมหนุนชีวิตคริสตชนที่เข้มแข็ง

·       มีบุคลิกที่มั่นคงเข้มแข็ง

·       มีมนุษย์สัมพันธ์ เข้าถึงสมาชิกทุกระดับ

·       ทำงานอย่างมีหลักการตามพระคัมภีร์

·       มีนิมิต หรือ วิสัยทัศน์และทำงานมุ่งสู่วิสัยทัศน์นั้น

·       แสดงออกถึงการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์

·       เป็นคนที่เบิกบาน ร่าเริง

·       ไม่ท้อแท้ยอมแพ้ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์

·       เป็นคนที่มีชีวิตโปร่งใส

·       เป็นแบบอย่างในการประกาศพระกิตติคุณ

·       ใส่ใจเสริมสร้างสมาชิกให้เติบโตขึ้นในชีวิตจิตวิญญาณ

·       สร้างสมาชิกให้เป็นคนทำพันธกิจด้านต่าง ๆ

·       เข้าถึงผู้คนในชุมชนที่คริสตจักรตั้งอยู่

น่าสนใจมากในรายการความพึงพอใจของสมาชิกต่อศิษยาภิบาลข้างต้น เราพบว่าสมาชิกมิได้ต้องการ “ซุปเปอร์ศิษยาภิบาล” แต่คาดหวังต้องการศิษยาภิบาลที่มีสมรรถนะในการอภิบาลชีวิตสมาชิก อย่างสัตย์ซื่อ และมีภาวะผู้นำ

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือ คำกล่าวของสมาชิกบางท่านถึงลักษณะศิษยาภิบาลที่พวกเขาคาดหวัง หรือ ต้องการ  เช่น 

“ฉันไม่คาดหวังว่าศิษยาภิบาลของฉันจะต้องเป็นนักเทศน์ที่โด่งดัง หรือ มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย”

“ไม่มีศิษยาภิบาลท่านใดที่ดีพร้อมสมบูรณ์”

“ผมไม่ต้องการศิษยาภิบาลที่ “บ้างาน” หรือ “ขี้เกียจ”

“อยากจะบอกศิษยาภิบาลว่า สมาชิกส่วนมากยังรักและสนับสนุนศิษยาภิบาล มีคนเพียงไม่กี่คนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ศิษยาภิบาล ขอศิษยาภิบาลอย่าให้คำพูดของคนไม่กี่คนนั้นมากระทบต่อการนำและรับใช้ของศิษยาภิบาล”

ในอีกด้านหนึ่งที่ผมใคร่ขอท่านผู้อ่านพิจารณาคือ เกือบทั้งหมดของผู้ให้ข้อมูล ไม่คาดหวังสิ่งต่อไปนี้จากศิษยาภิบาลของตน

| ศิษยาภิบาลไม่จำเป็นที่ต้องเป็นผู้บริหารที่ดีเยี่ยม

| ศิษยาภิบาลไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักระดมทุนของคริสตจักร

| ศิษยาภิบาลไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ “ภารโรง” หรือ อำนวยความสะดวก” ในคริสตจักร

| ศิษยาภิบาลไม่จำเป็นต้องเป็นนักวางแผนกลยุทธ์

แต่อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งผมมักได้ยินจากคริสตจักรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีบางคริสตจักรที่คณะธรรมกิจ หรือ สมาชิกบางท่านที่คาดหวังความสามารถ 4 ประการที่เพิ่งกล่าวข้างต้น เมื่อมีการพิจารณาคัดเลือกศิษยาภิบาลท่านใหม่

จากข้อมูลที่ประมวลข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นชัดว่า สมาชิกคริสตจักรคาดหวังและต้องการศิษยาภิบาลที่มีความสามารถบนรากฐานในการอภิบาลชีวิต เป็นคนสัตย์ซื่อ พวกเขาไม่ได้มองหาศิษยาภิบาลที่สมบูรณ์แบบ หรือ ศิษยาภิบาลที่ยิ่งใหญ่

คงไม่มีศิษยาภิบาลท่านใดที่จะมีคุณลักษณะศิษยาภิบาลที่พึงประสงค์ทั้ง 14 ประการที่รวบรวมมาข้างต้น แต่สิ่งที่สมาชิกต้องการศิษยาภิบาลเป็นผู้อภิบาลชีวิตผู้คน แม้จะสอนไม่เก่ง เทศน์ไม่เยี่ยมก็ตาม

ผมอยากจะพูดว่า สมาชิกต้องการศิษยาภิบาลที่เป็นผู้อภิบาลของเขา นำด้วยชีวิตที่เป็นแบบอย่าง มีความสัตย์ซื่อ หนุนเสริมให้พวกเขาเติบโตขึ้นในชีวิตและความเชื่อ และรักพวกเขาตลอดเส้นทางในการอภิบาลของศิษยาภิบาล



21 กันยายน 2563

เมื่อ...สมาชิกไม่สนใจฟังเทศน์

ท่านเคยรู้สึกว่า เมื่อท่านเทศนาคนไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่ท่านเทศน์หรือไม่? แต่สนใจอย่างอื่นมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ท่านรู้สึกว่า ในการเทศน์ครั้งนี้ท่านเตรียมมาอย่างดี แต่คนฟังไม่เห็นมีใครสนใจหรือใส่ใจฟังเทศน์เลย วันนั้น ท่านอยากจะรีบจบคำเทศน์เร็ว ๆ แล้วกลับบ้านไปนอนดีกว่า!  

เมื่อเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้กับท่าน ท่านมีทางเลือกที่จะทำดังนี้ครับ

1. ให้ท่านเชื่อว่า มีใครบางคนอาจจะตั้งใจฟังอยู่  

แม้ว่าคนนั้นอาจจะไม่เงยหน้ามาสบตา หรือ มุ่งมองมาที่ท่าน เขามองแต่จอสมาร์ทโฟนของเขา เขาอาจจะกำลังอ่านข้อพระคัมภีร์ที่ท่านใช้เทศน์ในวันนั้นอยู่ก็ได้ หรือแม้ว่าเขาไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ในมือถือ แต่เขาเป็นคนที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างในเวลาเดียวกันก็ได้ เขาอาจกำลังฟังเทศน์ของท่านและค้นหาบางอย่างในมือถือไปด้วย?

2. ท่านต้องแน่ใจว่า เนื้อหาคำเทศนาของท่านดีพอ เหมาะสม มีตัวอย่างที่ช่วยทำให้เข้าใจง่าย ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ฟัง  

เป็นคำเทศน์ที่มีเนื้อหา “พระคริสต์เป็นแก่กลางในชีวิต” และเป็นคำเทศน์ที่กระตุ้นหนุนเสริมให้ผู้ฟังทำตามพระวจนะในคำเทศน์ในชีวิตประจำวันของเขา และให้เน้นย้ำให้ชัดเจนว่า “พระวจนะของพระเจ้าที่จะต้องกระทำในชีวิตในวันนี้คือ...” แล้วท่านอาจจะยกตัวอย่างเรื่องราวผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำตามพระวจนะนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม

3. ใช้ถามคำถามในคำเทศนาของท่าน  

ปกติแล้วนักเทศน์ทั่วไปมักจะเทศน์ “คำตอบ” แล้วคาดหวังให้ผู้ฟังจดจำ แต่ถ้าท่านต้องการให้ผู้ฟังคิดตามสิ่งท่านกำลังเทศน์ ท่านต้องตั้งคำถาม การตั้งคำถามกระตุ้นให้เขาต้องคิด เขาคิดตามคำเทศน์ของท่าน ตัวอย่างเช่น เมื่อท่านเทศนาเรื่องบุตรหลงหายในลูกาบทที่ 15 ท่านอาจจะใช้คำถามต่อไปนี้ในคำเทศน์ของท่าน

 [1] ใครในพวกเราที่เคย “เสียเวลาชีวิต” ใช้ชีวิตจนประสบกับความล้มเหลว และในที่สุดท่านต้องหันกลับมาหาพระเจ้า?

 [2] ในทุกวันนี้ พวกเราแต่ละท่านได้รู้จักใครบางคนที่ดูเหมือนว่าชีวิตของเขากำลังประสบกับความล้มเหลวไหม?  ในฐานะคริสตชนเราจะคุยกับเขาอย่างไรดี?

 [3] มีใครบ้างในพวกเรามีชีวิตเป็นเหมือนพ่อในคำอุปมานี้ ที่อธิษฐานเผื่อลูกของตน หรือ หลานของตนให้กลับบ้าน?

 [4] คำถามนี้ขอท่านถามตนเองด้วยความจริงใจว่า มีใครบ้างในพวกเราคิดว่ารู้สึกไม่พอใจ หรือ โกรธที่คนทำไม่ดีแล้วกลับได้รับการยอมรับ และ รับผลที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านเองผู้ทำดีควรจะได้รับมากกว่า?

4. อย่ากลัว หรือ เกรงใจที่จะกระตุ้นให้ผู้ฟังเทศน์สนใจฟัง  

ถ้าผู้ฟังรู้และมั่นใจว่าท่านรักพวกเขา พวกเขาจะไม่โกรธคนที่รักและจริงใจต่อเขา “พี่น้องที่รักครับ รู้สึกว่านี้พวกเราหลายคนที่เหนื่อยล้า ขอเราหายใจเข้าลึก ๆ นั่งตัวตรงขึ้น เราจะเข้าสู่สิ่งสำคัญของคำเทศน์ในส่วนที่เหลือไปพร้อม ๆ กัน” ขอให้พูดแบบนิ่มนวลสุภาพ แต่เป็นการพูดที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง สักพักหนึ่งความสนใจจะกลับมาในการฟังเทศน์

5. อย่าลืมที่ท่านจะมีผู้ที่ช่วยประเมินการเทศนาของท่านทุกครั้งหลังการเทศน์  

ท่านศิษยาภิบาลที่เคารพครับ ขอพูดด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจว่า บางครั้งที่สมาชิกไม่ฟังการเทศนาของเราอย่างใส่ใจเพราะการเทศนาของเราน่าเบื่อ บางครั้งเรื่องราวที่เทศน์ไม่ประติดปะต่อ “เอานี่ผสมโน่น เอาคนละเรื่องมาอยู่ในคำเทศน์เดียวกัน” บางครั้งคำเทศน์ไม่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ฟัง ถ้าเราจะมีการเทศนาที่มีพลัง ตอบโจทย์ในชีวิตของผู้ฟัง เราอาจจะต้องมีคนบางคนที่ช่วยเราประเมินการเทศนาของเราในแต่ละครั้ง เพื่อเราจะนำไปสะท้อนคิดว่า เราจะมีวิธีการขั้นตอนเปลี่ยนแปลง พัฒนา แก้ไขการเทศนาของเราด้วยใจถ่อมอย่างไร เพื่อให้การเทศนาของเราเกิดผลมีพลังต่อชีวิตของผู้ฟัง

ท่านคิดอย่างไรในเรื่องนี้ครับ?

ท่านมีข้อคิดข้อเสนออะไรบ้างไหมครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



19 มิถุนายน 2563

สมาชิกที่ทำให้ศิษยาภิบาลปวดเศียรเวียนเกล้า

เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับศิษยาภิบาลในบริบทต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่มีในทุกคริสตจักรคือ สมาชิกประเภทที่นำมาซึ่งการปวดเศียรเวียนเกล้าของศิษยาภิบาล แต่สมาชิกประเภทเหล่านี้อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เมื่อรวบรวมประมวลเข้าด้วยกันมีประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1. สมาชิกที่เห็นอะไรก็ผิดไปทั้งนั้น

ไม่มีอะไรที่ถูกในสายตาสมาชิกคนนั้น และไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง ศิษยาภิบาลพยายามหลีกทางเลี่ยงพบคนแบบนี้

2. ขู่ว่าจะออกไปจากคริสตจักร

สมาชิกพวกนี้มักชอบขู่ว่าจะออกไปจากคริสตจักรด้วยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ศิษยาภิบาลควรจะเรียนรู้ที่จะ “นิ่ง” ต่อคำขู่ของเขา (จริง ๆ แล้วถ้าเขาจะไปจริงก็น่าจะดีนะ???)

3. สมาชิกประเภททำตัวเป็นนักคริสต์ศาสนศาสตร์  

สมาชิกประเภทนี้มักคิดว่าตนเองรู้เรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ดีกว่าคนอื่น ๆ (และ ศบ. ด้วย)  และมักชอบถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องคริสต์ศาสนศาสตร์ และมักแสดงท่าทีว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อต่อสู้ปกป้องและส่งเสริมคริสต์ศาสนศาสตร์

4. สมาชิกประเภทรู้ทุกเรื่อง  

เขาต้องการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเขารู้ทุกเรื่องในคริสตจักร แท้จริงแล้วเขาร่วมวงในการซุบซิบนินทาในทุกกลุ่มทุกเรื่อง และถ้ากลุ่มใดที่ไม่ให้เขาเข้าไปร่วมด้วย เขาก็จะโกรธ   

5. สมาชิกประเภทยืนยันการเป็นสมาชิกใหม่ 

สมาชิกประเภทมาคริสตจักรหกเดือนครั้ง แล้วถวายชีวิตแก่พระเยซูคริสต์ใหม่ แล้วหายไปอีกหกเดือน

6. สมาชิกประเภทนักธรรมนูญคริสตจักร  

ไม่มีใครที่รู้ธรรมนูญคริสตจักรได้ดีเท่าคน ๆ นี้ และถ้าเขาไม่ชอบอะไรในคริสตจักรเขาจะเขียนโจมตีโดยอ้างอิงธรรมนูญคริสตจักร 

7. สมาชิกประเภทเปรียบคำเทศน์ของศิษยาภิบาลกับคำเทศน์ในอินเตอร์เน็ท  

เขาฟังแสวงหาฟังคำเทศนาในอินเตอร์เน็ท แล้วก็นำเอาคำเทศนาของศิษยาภิบาลไปเปรียบเทียบแล้ววิพากษ์วิจารณ์ จริง ๆ แล้วเขาฟังเทศน์ของศิษยาภิบาลเพื่อจับผิดมากกว่าที่จะนำคำเทศนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

8. สมาชิกประเภทนักปกป้อง “อดีต”

สมาชิกคนนั้นรู้ถึงประวัติความเป็นมาของคริสตจักรอย่างดี และเขามองว่าบทบาทของเขาคือผู้พิทักษ์ปกป้องและสู้กับทุกสิ่งใหม่ที่จะนำเข้ามาทำในคริสตจักรต่างไปจากเดิม

9. สมาชิกประเภทไม่ยอมยกโทษ  

เขาเคยโกรธอะไรบางอย่างเมื่อหลายปีก่อน แต่เขายังไม่ยอมยกโทษ หรือ ให้เรื่องนั้นจบลง เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องนั้นอีกเขาจะให้เหตุผลว่าเขาเป็นฝ่ายถูก

10. สมาชิกประเภทหยุดทำพันธกิจ  

ไม่ว่าศิษยาภิบาลจะพูดจะทำอย่างไร สมาชิกประเภทนี้จะปฏิเสธที่จะทำพันธกิจคริสตจักร โดยอ้างว่า “ฉันเคยทำหน้าที่เหล่านี้ของฉันแล้วในอดีต”  

พูดแบบตรงไปตรงมาได้ว่า สมาชิกประเภทต่าง ๆ ข้างต้นนี้ทำให้การทำพันธกิจการอภิบาลไม่สนุกเท่าใดนัก   ขอให้กำลังใจแก่ผู้อภิบาลว่า ใช้เวลาในการอธิษฐานสำหรับสมาชิกเหล่านี้ครับ

เราเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนและสร้างเขาใหม่ได้ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


10 พฤศจิกายน 2562

สมาชิกอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาล...ในวันจันทร์หรือเปล่า?

ท่านสมาชิกคริสตจักรที่รักทุกท่านครับ วันจันทร์อย่าลืมอธิษฐานเผื่อศิษยาภิบาลของท่านนะครับ ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่สมาชิกคริสตจักรควรอธิษฐานเผื่อ ศบ. ในวันจันทร์ครับ!

1. วันอาทิตย์เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเหน็ดเหนื่อยมาก ศิษยาภิบาลที่ทุ่มเททำงานพันธกิจตลอดทั้งวัน แท้จริงแล้วมิใช่งานยุ่งในวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ (ยกเว้น ศบ. ที่ไม่ค่อยทำอะไรนอกจากเทศนา มักหายหน้าจากโบสถ์ในระหว่างสัปดาห์) ทั้งที่ต้องทุ่มเทกับการเตรียมสำหรับคืนวันพุธ งานวันเสาร์ แล้วงานทั้งวันในวันอาทิตย์ ศิษยาภิบาลต้องต้อนรับสมาชิก แขก รับคำขอให้อธิษฐานเผื่อจากคนต่าง   ๆ รับฟังคำบ่นจากสมาชิก ตอบประเด็นคำถามคนที่มาโบสถ์ ตระเตรียมทีมนำนมัสการ และยังต้องพร้อมที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหวังที่เกิดขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ศิษยาภิบาลจะได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้า  

ให้เราอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับศิษยาภิบาลที่ทำงานหนัก ขอประทานพลังปัญญา  พลังกาย  และพลังจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง

2. การเทศนาดูดพลังไปจำนวนมาก เป็นงานหนักมากในการเตรียมพระวจนะที่จะนำเสนอ  และ ยังจะต้องนำเสนอพระวจนะอย่างชัดเจน กระชับรัดกุม และเป็นพระวจนะที่ท้าทายต่อผู้ฟัง  นี่คือพระวจนะของพระเจ้าที่ ศบ. ต้องสอน

อย่าลืมที่จะมีเวลาอธิษฐานให้ศิษยาภิบาลได้รับพลังใหม่จากพระเจ้า

3. ไม่มีคำเทศนาที่สมบูรณ์ครบถ้วน ศิษยาภิบาลมักถูกวิพากษ์วิจารณ์คำเทศนาไปในทางที่ลบ เรามักไม่ค่อยจะชื่นชมต่อคำเทศนาของศิษยาภิบาล และในหัวของเราก็จะมีแต่ส่วนที่บกพร่องของคำเทศน์ หรือคำพูดที่ไม่ถูกต้อง มันวนเวียนในความคิดของเราไปอีกหลายวัน วันจันทร์กลายเป็นวันที่ ศบ. จะต้องกดดันตนเองในความจริงเหล่านี้  

ขอพระปัญญาของพระเจ้า เป็นสติปัญญาของศิษยาภิบาลในการเตรียมคำสอนคำเทศนาจากพระวจนะ  และ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในการสื่อสารของศิษยาภิบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผล และขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยผู้ฟังได้เข้าใจ

4. ความเครียดของวันหยุดสุดสัปดาห์ในครอบครัวของศิษยาภิบาล ศิษยาภิบาลจะมีงานยุ่งมากในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้เขาไม่มีเวลาให้แก่คนในครอบครัว คนในครอบครัวเฝ้าดูการใช้เวลาของศิษยาภิบาลเพื่ออภิบาลชีวิตสมาชิกคริสตจักร คนในครอบครัวก็อยากได้การอภิบาลเช่นนั้นจากศิษยาภิบาลเช่นกัน และเมื่อตัวศิษยาภิบาลเองใคร่ครวญถึงเรื่องนี้ในวันจันทร์ ทำให้เขาเกิดความเสียใจลึก ๆ ในชีวิตของเขา

สมาชิกคริสตจักรอย่าลืมอธิษฐานเผื่อครอบครัวของศิษยาภิบาล และ จิตใจของศิษยาภิบาลต่อเรื่องการอภิบาลคนในครอบครัวของตน และให้เราทูลขอความเข้าใจว่าตนจะมีส่วนในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

5. ประเด็นภาระหนักอกที่ศิษยาภิบาลได้รับในวันอาทิตย์ วันอาทิตย์เป็นวันหนึ่งที่สมาชิกจะมีโอกาสบอกเล่าพูดคุยกับศิษยาภิบาลแบบตัวต่อตัว หน้าต่อหน้า อาจจะเป็นเรื่องความแตกแยกในครอบครัว คู่รักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้าย เพิ่งมารับรู้ว่าลูกเป็นเกย์ เรื่องราวที่เป็นภาระหนักอกที่ศิษยาภิบาลได้ยินและรับรู้เหล่านี้กลายเป็นความเจ็บปวดในชีวิตศิษยาภิบาล  เมื่อเขาได้ใคร่ครวญในวันจันทร์

ขอแสงสว่างจากพระเจ้า ได้ฉายเข้าไปในจิตใจและความนึกคิดหนักอกหนักใจของศิษยาภิบาล   เพื่อภาระหนักอกเหล่านั้นจะได้รับการทรงเปิดเผยและทรงนำในทางที่จะอภิบาลอย่างสร้างสรรค์  

6. เสียงบ่นตำหนิศิษยาภิบาล เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง บ้างก็บ่นตำหนิศิษยาภิบาลแบบซึ่งหน้า   จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาบ่นตำหนิเป็นเรื่องเดิมเรื่องเก่า และไม่น่าแปลกใจที่พฤติกรรมเช่นนี้ของสมาชิกบางคนที่ทำให้ศิษยาภิบาลบางคนถอดใจอยากลาออกจากคริสตจักรนั้น

ทูลขอพระเจ้าโปรดประทานความหนักแน่น อดทนแก่ศิษยาภิบาล จิตใจที่รักเมตตา และมีน้ำใจของพระคริสต์ชโลมจิตใจของศิษยาภิบาลด้วย

7. บางคนไม่ได้มาร่วมนมัสการพระเจ้าอย่างที่คาดคิด ศิษยาภิบาลจะรู้จักและจำสมาชิกของตนเองได้ และศิษยาภิบาลจะรู้และจำได้ว่าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาใครไม่ได้มาร่วม หรือ บางครั้งแขกที่ไปเชิญให้มาร่วมในวันอาทิตย์ไม่ได้มาตามที่นัดแนะ หรือ สมาชิกในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาลดจำนวนน้อยลง ทำให้ศิษยาภิบาลเกิดความเครียดและกังวลใจว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่มาร่วมในวันอาทิตย์

ในวันจันทร์สมาชิกอย่าลืมที่จะอธิษฐานเผื่อจิตใจของศิษยาภิบาลที่ผู้คนไม่ได้มา หรือ มีสมาชิกมาร่วมน้อยคน

8. ไม่มีใครตอบสนองพระกิตติคุณของพระคริสต์ที่เทศน์ในวันอาทิตย์ แน่นอนครับนักเทศน์ย่อมต้องการให้ผู้ฟังตอบสนองพระกิตติคุณที่เขานำเสนอด้วยการปฏิบัติในชีวิตจริง   แต่เมื่อนักเทศน์รู้และเห็นว่าไม่มีใครตอบสนอง ย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกสิ้นหวัง

ขอพระเจ้าประทานความเข้มแข็งภายในแก่ศิษยาภิบาล เมื่อสถานการณ์มิได้เป็นไปอย่างที่ศิษยาภิบาลคาดหวัง

9. ไม่มีสมาชิกสักคนขออธิษฐานเพื่อศิษยาภิบาลร่วมกับศิษยาภิบาลในวันอาทิตย์ ดูเหมือนประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ ขอให้เราอย่ามองว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ตัวศิษยาภิบาลนำในการอธิษฐาน อธิษฐานเพื่อคนอื่นมากมายและเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ตลอดวันอาทิตย์ แต่น้อยครั้งนักที่จะมีคนที่บอกศิษยาภิบาลว่า “ผมขออธิษฐานเพื่ออาจารย์ในการรับใช้ในวันนี้ด้วยกัน”   ท่ามกลางฝูงชนในคริสตจักรวันอาทิตย์ ศิษยาภิบาลอาจจะรู้สึกว้าเหว่โดดเดี่ยวก็ได้

อธิษฐานทูลขอพระเจ้าประเล้าประโลมจิตใจของศิษยาภิบาล และประทานความใส่ใจแก่สมาชิกในวันอาทิตย์  ที่จะเป็นเพื่อนและเป็นกำลังใจแก่การทำพันธกิจของศิษยาภิบาลด้วยการอธิษฐานร่วมกับศิษยาภิบาล 

10. วันนี้  เป็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าเมื่อวานนี้(วันอาทิตย์)เกิดอะไรขึ้น ศิษยาภิบาลยังต้องเริ่มต้นทำงานสัปดาห์ใหม่ในวันนี้ ความจำเป็นต้องการของสมาชิกคริสตจักรและโลกยังเป็นความจำเป็นต้องการ พันธกิจต้องดำเนินต่อไป การเทศนายังต้องเตรียม ภาระหนักอึ้งยังอยู่บนบ่าของศิษยาภิบาลที่ต้องแบกไป และต้องการคำอธิษฐานของท่านเสมอ

เรามิใช่อธิษฐานเผื่อ ศบ. ให้พระเจ้าทรงทำพระราชกิจในชีวิต และ ผ่านชีวิตของศิษยาภิบาลเท่านั้น แต่ขอให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าทรงเปิดเผย และ เสริมสร้างให้เราเองแต่ละคน หนุนเสริม เพิ่มพลัง ในการรับใช้ของศิษยาภิบาลด้วย

เรียบเรียงจากข้อเขียนของ Chuck lawless

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


30 พฤษภาคม 2561

“การฟัง” เป็นการอภิบาลชีวิตสมาชิกอย่างไร?

ในข้อเขียนนี้   เราจะร่วมกันพิจารณาละเอียดว่า   แนวทางที่ดีที่สุดที่เราจะเข้าถึงและลงลึกในชีวิตของสมาชิกคริสตจักร โดยการสื่อสารด้วยการฟังอย่างใส่ใจที่จะช่วยให้ทีมผู้อภิบาลเข้าใจถึงสภาพชีวิต  จิตวิญญาณของสมาชิกแต่ละคน   สิ่งที่แต่ละคนต้องเผชิญด้วยความทุกข์ยากลำบาก   ความจำเป็นต้องการ     และการถูกทดลองในชีวิตของเขา      เราจะฟังอย่างใส่ใจอย่างไร เพื่อการอภิบาลชีวิตสมาชิก   คริสตจักร?

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ท้าชวนให้เราพิจารณาถึงการฟังเป็นการอภิบาลชีวิตผู้คน 6 ประการ

1. การฟังคนอื่นต้องใช้เวลา   การบริหารจัดการเวลาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับทีมผู้อภิบาลทุกท่าน   เราไม่สามารถที่จะจัดเตรียมเวลา หรือ กันเวลาในการที่เราจะฟังคนอื่นทุกครั้ง   บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทันที และศิษยาภิบาลจำเป็นจะต้องให้เวลาที่จะฟังทันทีในเวลานั้น   แน่นอนว่าในทุกคริสตจักรจะมีบางคนที่ต้องให้ผู้อภิบาลฟังเรื่องของตน   อีกทั้งในบางคนบางกรณีที่จะต้องแสวงหาแนวทางออกตามพระคัมภีร์   ดังนั้น คงไม่สามารถคาดหวังว่าผู้อภิบาลจะฟังผู้ที่กำลังประสบปัญหาและได้รับความเจ็บปวดในชีวิตของทุกคนได้   แต่ศิษยาภิบาลสามารถจัดสรรเวลาสำหรับสมาชิกเหล่านี้เพื่อที่จะฟังสมาชิกเต็มกำลังเท่าที่  ศิษยาภิบาลจะทำได้  ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการทำพันธกิจที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของคนในคริสตจักรได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. การฟังคนอื่นบังคับให้เราที่จะต้องอดทน   แต่บทเรียนหนึ่งที่ผมได้จากการทำงานอภิบาลคือ   เมื่อผู้ที่ไว้วางใจผมมาขอการปรึกษา   ผมพบว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ผมช่วยแก้ไขปัญหาที่เขากำลังประสบ   แต่เขาต้องการให้ผมฟังเขาถึงปัญหาที่กำลังประสบ   ดังนั้น ในฐานะผู้อภิบาลเมื่อสมาชิกมาขอการปรึกษาไม่ว่าจะเป็นประเด็นใด  สิ่งสำคัญคือเราต้องให้ข้อพระวจนะของพระเจ้าที่จะชี้แนะแนวทางออกสำหรับสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่   และพูดความจริงที่เราได้ยินด้วยรักเมตตา   แต่เราจะต้องฟังเขาด้วยความใส่ใจจนได้ยินถึงความคิดความรู้สึกและความเจ็บปวดในชีวิตของเขา   สถานการณ์ความทุกข์ยากที่เราได้ยินได้ฟังเตือนเราเสมอว่า พระเจ้าเท่านั้นเป็นแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่  เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์  บทบาทของผู้อภิบาลคือผู้ชี้นำให้พวกเขาเข้าถึงพระเจ้า กระตุ้นหนุนเสริมเขาให้ใช้พระวจนะในการตอบโจทย์ชีวิต  และ ให้กำลังใจหนุนเสริมคนเหล่านั้นด้วยความอดทน   หน้าที่ของผู้อภิบาลมิใช่เป็นช่างซ่อมแซมชีวิตของผู้คนที่มาหา!

3. การฟังคนอื่นกระตุ้นเตือนให้เรามีชีวิตที่ภาวนาธิษฐาน   การรับฟังอย่างใส่ใจถึงสถานการณ์แวดล้อมชีวิตของสมาชิกคริสตจักรที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เราดูแลรับผิดชอบ      เป็นตัวกระตุ้นให้    ศิษยาภิบาลมีชีวิตที่อธิษฐานในเรื่องที่เฉพาะเจาะจงชัดเจน (มิใช่อธิษฐานแบบทั่ว ๆ ไปตามที่คุ้นชิน)   แต่เป็นการอธิษฐานที่กระตุ้นสำนึกของผู้อภิบาลตระหนักรู้ชัดเจนว่า พระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถเอาชนะสิ่งท้าทายในชีวิตของสมาชิก  และนี่เป็นแบบฝึกหัดที่เสริมสร้างความเชื่อศรัทธาของทั้งตัวผู้อภิบาลเองและของสมาชิกคริสตจักรคนนั้นด้วย

4. การฟังสมาชิกคริสตจักรช่วยให้คำเทศนาของเราเป็นเรื่องของชีวิตจริง   ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเอาเรื่องที่เราฟังสมาชิกคนหนึ่งแล้วนำมาใช้ในคำเทศนาของเราทั้งเรื่อง   การกระทำเช่นนั้นเป็นการนำเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของคน ๆ หนึ่ง หรือ ความลับของคน ๆ หนึ่ง  มาพูดมาเปิดเผยบนธรรมมาสน์

แต่ในที่นี้หมายถึงว่า  เมื่อเราได้ฟังสมาชิกอย่างใส่ใจทำให้เข้าใจถึงโจทย์ชีวิตของสมาชิกบางคนว่าเป็นเรื่องอะไร   ช่วยให้เรารู้ว่าในการเทศนาของเรา  เราจะนำพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ให้ช่วยตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในประเด็นเหล่านั้นที่เราเรียนรู้ได้อย่างไร   ทำให้คำเทศนาสามารถตอบโจทย์ชีวิตของผู้ฟัง   และเขาสามารถแสวงหาแนวทางที่จะรับมือกับโจทย์ชีวิตที่ตนกำลังเผชิญอยู่ได้

5. การฟังคนอื่นอย่างใส่ใจช่วยเราในการนำคนอื่น   จอห์น แม็กซ์แวลล์ ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างเป็น  กระบวนการว่า   ให้เราฟังเพื่อจะเกิดการเรียนรู้  แล้วเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนรู้เพื่อใช้ในการนำ   ใช่ครับ ผู้อภิบาลจะต้องนำสมาชิกคริสตจักร   ถ้าเช่นนั้นเราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงชีวิตของเขาแต่ละคน  ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไรบ้างในชีวิต   อะไรคือความกลัว ความห่วงกังวล  ความทุกข์ใจ  สิ่งท้าทาย  หรือเขาประสบความสำเร็จในเรื่องอะไร  มีจุดแข็งด้านไหนในชีวิต  และมีของประทานอะไรบ้าง   เราเรียนรู้จักเขาก็ด้วยการฟังอย่างใส่ใจ   ในฐานะผู้อภิบาลเราจัดสรรเวลาที่จะฟังและเรียนรู้จักสมาชิกที่เราได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ   เราจะเกิดการพัฒนาข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยหนุนเสริมความเป็นผู้นำของเราเป็นอย่างมาก

6. การฟังสมาชิกอย่างใส่ใจทำให้เราใส่ใจในการสร้างสาวก   ผู้อภิบาลคนเดียวต้องทำทั้งหน้าที่ในการให้การปรึกษา  เป็นผู้นำ  ผู้ให้กำลังใจ  และเป็นเพื่อนสนิทของสมาชิก งานมากมายเช่นนี้ผู้อภิบาลทำคนเดียวไม่ไหวแน่  แค่เราฟังเรื่องราวชีวิตของสมาชิกอย่างใส่ใจก็ทำให้ผู้อภิบาลต้องรับภาระจน “หลังแอ่น” แล้ว แต่เหตุการณ์เช่นนี้ช่วยให้เราคิดได้ว่า ทำไมพระเจ้าถึงทรงประทานให้มีสมาชิกคริสตจักร ก็เพื่อที่เราจะสร้างสมาชิกแต่ละคนให้เป็นสาวกของพระคริสต์   เพื่อช่วยสาวกแต่ละคนนำความรักเมตตาในชีวิตออกมาให้แก่เพื่อนสมาชิกคนอื่น ๆ และรับการฝึกฝนในการรับใช้กันและกันตามตะลันต์ตามความสามารถที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคน   สอนและฝึกหัดให้แต่ละคนเรียนรู้ที่จะรักเมตตาคนอื่นอย่างพระคริสต์  เรียนรู้ที่จะฟังคนอื่นอย่างใส่ใจ  เรียนรู้ที่จะสื่อสารและสอน   ตลอดจนฝึกฝนในการที่จะนำในหน้าที่การงานต่าง ๆ ที่มีในคริสตจักรและในชุมชน   การสร้างสาวกเป็นหนทางเดียวที่   คริสตจักรจะสามารถอภิบาลชีวิตผู้คนในคริสตจักรและชุมชนได้อย่างครอบคลุมอย่างแท้จริง

ดังนั้น   การฟังอย่างใส่ใจจึงมิเพียงแต่เป็นงานใหญ่ของผู้อภิบาลเท่านั้น   แต่เป็นงานสำคัญที่คนในคริสตจักรที่จะอภิบาลกันและกันดัง “การฟังอย่างใส่ใจ” ด้วยครับ

ในฐานะผู้อภิบาลท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?  และ

ในฐานสมาชิกคริสตจักรท่านคิดอย่างไรในเรื่องนี้ครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

21 ตุลาคม 2556

สมาชิกคาดหวังให้ศิษยาภิบาลทำอะไรเพื่อตน?

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16

11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​ การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ.)

ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งของคริสตจักร   เราคาดหวังอะไรจากศิษยาภิบาลของเรา?  

หลายคนคาดหวังคำเทศนาที่ดีๆ เด็ดๆ ตอบโจทย์ปัญหาชีวิตของตนในทุกเช้าวันอาทิตย์จากศิษยาภิบาล     เราคงต้องการให้ศิษยาภิบาลเป็นคนที่เอาใจใส่ห่วงใยชีวิตของสมาชิก   และพร้อมที่จะช่วยเหลือเราเมื่อต้องประสบกับปัญหาทุกข์ยากลำบากในชีวิต   พวกเราที่มีลูกก็คาดหวังว่าท่านจะให้บัพติสมาแก่ลูกของเรา   หรือทำพิธีศพเมื่อญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวของเราล่วงหลับไป   เราอาจจะคาดหวังว่าศิษยาภิบาลของเราน่าจะเป็นผู้นำคริสตจักรที่มีประสิทธิภาพ   ความคาดหวังเหล่านี้เป็นความคาดหวังธรรมดาปกติที่สมาชิกมีต่อศิษยาภิบาล   และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสมาชิกคริสตจักร  

ภาพที่เราเห็นได้ชัดเจนทั่วไปคือ   เราคาดหวังให้ศิษยาภิบาลเป็นคนรับใช้ และ ทำพันธกิจการรับใช้   จนเราเรียกศิษยาภิบาลติดปากว่า “ผู้รับใช้”  

เราสมาชิกไม่ใช่ผู้รับใช้   สมาชิกเป็นผู้รับบริการการรับใช้จากศิษยาภิบาล!

ตามพระธรรมเอเฟซัส 4:11-12 ศิษยาภิบาล  ทีมงานอภิบาล  และผู้นำคริสตจักร ต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อสมาชิกคริสตจักร   บางสิ่งบางอย่างที่ทำนี้เกี่ยวข้องกับ การเทศนา  การเอาใจใส่  และการนำ   แต่ภารกิจหลักของศิษยาภิบาลคือ การเสริมสร้าง บ่มเพาะ ฝึกฝนให้สมาชิกแต่ละคน หรือ ประชากรของพระเจ้าให้เป็นผู้ที่ทำพันธกิจการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์   หรือพูดแบบฟันธงก็คือหน้าที่หลักของศิษยาภิบาลคือ  การเสริมสร้างเราแต่ละคนให้สามารถทำพันธกิจของพระคริสต์ในชีวิตของเรา   หรือพูดให้ชัดกว่านี้คือ   ศิษยาภิบาลมีความรับผิดชอบในการเสริมสร้างฝึกฝนสมาชิกคริสตจักรแต่ละคนให้ดำเนินชีวิตทั้งชีวิตให้เป็นพันธกิจการรับใช้พระเยซูคริสต์ท่ามกลางคริสตจักร  ครอบครัว  ในที่ทำงาน  และสังคมชุมชนโลก

ผมรับรู้ความจริงว่า   สมาชิกส่วนใหญ่มิได้คาดหวังให้ศิษยาภิบาลของตนเสริมสร้างและฝึกฝนตนให้ทำและรับผิดชอบพันธกิจรับใช้ต่างๆ ในชีวิตและคริสตจักร   เพราะตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาเราเข้าใจและยกย่องว่า   ศิษยาภิบาลมีหน้าที่ทำพันธกิจรับใช้ด้านต่างๆ   จนเราเข้าใจและเรียกศิษยาภิบาลติดปากว่า “ผู้รับใช้”   แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า  เราสมาชิกคริสตจักรคือผู้รับบริการการรับใช้จากศิษยาภิบาล  

แต่ประมาณครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้คริสตจักรเริ่มค้นพบความหมายใหม่จากสัจจะความจริงในพระคัมภีร์ว่า   ประชากรของพระเจ้าทุกคนเป็นผู้ทำพันธกิจการรับใช้   ส่วนศิษยาภิบาลมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักในการเสริมสร้างและฝึกฝน และ หนุนเสริมให้สมาชิกคริสตจักรซึ่งเป็นผู้ทำพันธกิจรับใช้ตัวจริงที่จะขับเคลื่อนพันธกิจดังกล่าว

ในวันนี้  คริสตจักรไทยจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังในเรื่องนี้ว่า   ใครคือผู้รับใช้ของพระคริสต์ทั้งในคริสตจักร  ครอบครัว  ในที่ทำงาน  ชุมชนสังคมโลก?   และกลับมาเอาใจใส่และแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียก ศิษยาภิบาล  อาจารย์  และผู้นำคริสตจักรว่า  ทรงเรียกคนเหล่าโดยมีพระประสงค์หลักเฉพาะอะไรบ้าง?

มิเช่นนั้นแล้ว   สมาชิกคริสตจักรก็จะคาดหวังหน้าที่ความรับผิดชอบของศิษยาภิบาล  อาจารย์  และผู้นำคริสตจักรตามใจตนเอง   และที่สำคัญคือเป็นความคาดหวังที่คลาดเคลื่อนจากพระประสงค์ของพระเจ้า

และในเวลาเดียวกัน   ศิษยาภิบาลทำตนเป็นเหมือนคนหนึ่งในองค์กรทั่วไป  คือนำและทำพันธกิจรับใช้บริการคนในองค์กรคริสตจักร   แต่มิได้ทำหน้าที่บ่มเพาะ  เสริมสร้าง  และฝึกฝนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ตามพระประสงค์ของพระคริสต์   ดังนั้น   คริสตจักรจึงมีพลังในการรับใช้ตามพระประสงค์ของพระคริสต์เพียงน้อยนิด  เกิดผลน้อยอย่างจำกัด   เพราะภาระการงานรับใช้มากมายถูกโยนให้ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักรเท่านั้นทำและรับผิดชอบ

ถึงเวลาแล้วครับ ที่คริสตจักรไทยจะต้องสนใจและเอาใจใส่ในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง

ศิษยาภิบาล และ ผู้นำคริสตจักรไทยต้องสนใจและเอาจริงเอาจังในการบ่มเพาะ  เสริมสร้าง  ฝึกฝนสมาชิกให้เป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ผ่านชีวิตครอบครัว  ในที่ทำงาน  ในสังคม และในคริสตจักร

แล้วสมาชิกคริสตจักรต้องเลิกการติดนิสัย “บริโภคนิยม” ที่หวังรับการบริการจากศิษยาภิบาลและผู้นำคริสตจักร   แล้วเปลี่ยนความคิด มุมมอง ความเชื่อจากเดิมมาเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์   ผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน  และการงานอาชีพที่ตนรับผิดชอบ   และความสัมพันธ์ที่ตนมีในกลุ่มเพื่อน  ครอบครัว  และคริสตจักร

เมื่อนั้น   เราคงไม่ต้องมามัวจัด “อีเวนท์” (event) หรือใช้กิจกรรมที่เด่นดังดึงดูดให้คนมาสนใจ   เพื่อจะประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   ที่มักจะดังแล้วค่อยๆ ด้อยและดับในที่สุด   ตามประสบการณ์ที่เราได้รับมาจนเคยชินแล้ว?

งานนี้เริ่มต้นที่ตัวเราแต่ละคน  และเริ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับ  

ไม่ต้องไปรอผู้บริหารชุดใหม่ของคริสตจักรครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

เมื่อผู้รับใช้(สมาชิก)ไม่ได้ทำหน้าที่

อ่าน เอเฟซัส 4:11-16
                                                                                             
11...พระ​องค์​เอง​ประ​ทาน​ให้​บาง​คน​เป็น​อัคร​ทูต
บาง​คน​เป็น​ผู้​เผย​พระ​วจนะ
บาง​คน​เป็น​ผู้​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ
บาง​คน​เป็น​ศิษยาภิบาล​และ​อา​จารย์   

12 เพื่อ​เตรียม​ธรรมิก​ชน(ประชากรของพระเจ้า) ​สำ​หรับ​การ​ปรนนิบัติ(พันธกิจการรับใช้)​ และ​
การ​เสริม​สร้าง​พระ​กาย​ของ​พระ​คริสต์
(เอเฟซัส 4:11-12 มตฐ. ในวงเล็บเป็น อมต.)

ผมเกิดในครอบครัวคริสเตียน   เติบโตในคริสตจักรคณะที่มีการสืบทอดความเชื่อมายาวนาน   ดังนั้นก็มี ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติค่อนข้างแน่ชัดตายตัว   ผมได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักในคริสตจักรที่มี “อาจารย์” เป็นศิษยาภิบาล   

ผมเรียนรู้ตั้งแต่เป็นเด็กในคริสตจักรว่าใครคือ “อาจารย์” ในคริสตจักรของเรา   ก็คือคนที่ทุกเช้าวันอาทิตย์จะใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงินแล้วมีแถบเส้นสีขาว   เป็นคนที่นั่งข้างหน้าที่นมัสการ   นำอธิษฐานที่ยืดยาว  แล้วเป็นคนเทศนา  สมาชิกจะเรียกท่านว่า “อาจารย์”   เป็นที่รู้ดีและเข้าใจกันในคริสตจักรว่า ท่านเป็นผู้นำและเป็นผู้ขับเคลื่อนพันธกิจในคริสตจักรของเรา

เมื่อผมโตมาภายหลัง   เริ่มเห็นว่าหน้าชื่อของ “อาจารย์” ของคริสตจักรบางท่านก็มีคำย่อว่า ศจ.  ที่เขาบอกว่าย่อมาจากตำแหน่งศาสนาจารย์   บ้างก็มีมีคำย่อว่า ดร. เขาบอกว่าคนนี้ได้รับปริญญาเอก

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจว่า  “อาจารย์” ของคริสตจักร ท่านเป็นผู้ที่หนุนเสริมเพิ่มกำลังใจแก่เรา  สอนเรา  อธิษฐานเพื่อเรา  และเป็นผู้นำและขับเคลื่อนชีวิตและการทำพันธกิจในคริสตจักรของเรา   ท่านเป็น “ผู้อภิบาล”  เป็นผู้ดูและเอาใจใส่ชีวิตของเรา   แล้วเราผู้เป็นสมาชิกคริสตจักรได้รับการเลี้ยงดู เอาใจใส่จากอาจารย์ในคริสตจักร

ต่อมาภายหลัง   เมื่อผมเติบโตเป็นวัยรุ่นแล้วเป็นผู้ใหญ่   ในคริสตจักรเริ่มใช้คำว่า “ศิษยาภิบาล”   และมีอาจารย์ท่านหนึ่งในพระคริสต์ธรรมที่ผมมีโอกาสสนทนาด้วยและเรียนพระคัมภีร์กับท่านเป็นบางครั้ง   ท่านเน้นว่า  “อาจารย์” ในคริสตจักรเป็นศิษยาภิบาล  คือผู้ที่จะเอาใจใส่ เลี้ยงดูความคิด ความเชื่อ  ปลูกฝังมุมมองทัศนคติต่อชีวิต  ต่อโลก  ต่อสังคมที่เราดำเนินชีวิตแก่สมาชิกแต่ละคนในคริสตจักร   นอกจากนั้นแล้ว   ศิษยาภิบาลยังต้องรับผิดชอบในการบ่มเพาะ  ฝึกฝน  เสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนเป็นผู้รับใช้ของพระคริสต์ให้ทำพันธกิจที่พระองค์ทรงมอบหมาย   ด้วยกำลัง ความสามารถที่มีหลากหลายแตกต่างกันตามของประทานในชีวิตสมาชิกแต่ละคน  

คำสอนนี้เป็นคำสอนใหม่สำหรับผมครับ   ยิ่งกว่านั้นเป็นคำสอนที่แตกต่างจากที่ผมได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “อาจารย์ในคริสตจักร”  คือผู้ที่รับใช้ทำพันธกิจของพระเจ้าในคริสตจักร   พูดกันง่ายๆ คือผู้ที่ทำงานของพระเจ้า แต่คำสอนใหม่นี้กลับสอนว่า  หน้าที่ความรับผิดชอบของ “อาจารย์ในคริสตจักร”  หรือ “ศิษยาภิบาล”  คือผู้ที่ต้องบ่มเพาะ ฟูมฟัก  เอาใจใส่  และสร้างเสริมสมาชิกแต่ละคนให้เป็นคน “ทำงานรับใช้พระเจ้า” หรือ ที่เรียกเท่ๆ ว่า “ทำพันธกิจ” ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ผู้เชื่อแต่ละคนรับผิดชอบ

พูดให้สั้น  ผมเข้าใจคำสอนใหม่นี้ว่า หน้าที่ของศิษยาภิบาลคือผู้ที่พระเจ้าทรงใช้ให้เป็นผู้  “สร้างสมาชิกให้สามารถทำงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายและต้องการให้คริสตจักรกระทำ” ครับ  มิใช่ สมาชิกคริสตจักรโยนให้ “อาจารย์ในคริสตจักร”  รับผิดชอบไปทำเอง  หรือเอาทีมอภิบาลลงไปทำเท่านั้นครับ แต่ศิษยาภิบาลต้องเตรียมและเสริมสร้าง  ฝึกฝนสมาชิกแต่ละคนให้เป็นคนที่ทำพันธกิจรับใช้พระเจ้าในชีวิตประจำวัน  ในครอบครัว  ในงานอาชีพ  และทั้งในคริสตจักร ชุมชน  ตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้แต่ละคนในคริสตจักรกระทำและรับผิดชอบครับ  

อาจารย์ที่พระคริสต์ธรรมได้สอนเรื่องนี้จากพระคัมภีร์หลายตอน   และตอนที่ท่านมักเน้นเสมอคือ เอเฟซัส 4:11-12 

กล่าวได้ว่า ศิษยาภิบาล หรือ อาจารย์ในคริสตจักรก็เป็นผู้ที่อภิบาลเสริมสร้างชีวิตสมาชิก  เป็นทั้งครู และ ทั้งโค้ช  หล่อหลอมชีวิตประชากรของพระเจ้าให้เป็น “คนรับใช้ด้วยการทำพันธกิจ” ที่พระองค์ทรงมอบหมายตามพระประสงค์ในชีวิตของแต่ละคน  และชีวิตร่วมกันในคริสตจักรด้วย

คริสตจักรไทยเราคุ้นเคยในการใช้อีกคำหนึ่งเกี่ยวกับคนที่ทำพันธกิจของพระคริสต์  คือ “ผู้รับใช้ของพระเจ้า”   ซึ่งโดยทั่วไปส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่า ศิษยาภิบาล หรือ อาจารย์ในคริสตจักรคือผู้รับใช้ของพระเจ้า   ส่วนสมาชิกไม่ใช่คนรับใช้ของพระเจ้า   

แต่ตามพระธรรมตอนนี้เปาโลกล่าวว่า   ศิษยาภิบาลคือผู้รับใช้จากพระเจ้าให้มาเสริมสร้างและหล่อหลอมชีวิตของสมาชิกแต่ละคนให้เป็นผู้รับใช้ที่ทำงานร่วมกัน  ทั้งในชุมชนคริสตจักรของพระองค์  และในครอบครัว  ชุมชน  และในที่ทำงาน พระองค์มิได้มอบหมายให้ศิษยาภิบาลเป็นผู้รับใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น   

แต่ทรงมอบหมายให้มาสร้างแต่ละคนในคริสตจักร  เป็นคนร่วมในการทำพันธกิจที่พระองค์ทรงมอบหมายครับ

ถ้าเป็นเช่นนี้   สมาชิกคริสตจักรเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน   แล้วโยนความรับผิดชอบไปให้ “ศิษยาภิบาล” เป็นคนทำแต่ผู้เดียว   น่าเห็นใจครับ   แต่ก็เกิดคำถามว่า สิ่งนี้เกิดขึ้น...

1. เพราะสมาชิกไม่ได้ร่วมในการรับใช้ในพันธกิจตามที่เปาโลสอนหรือเปล่า?  หรือ
2. เพราะศิษยาภิบาลมิได้เสริมสร้างให้สมาชิกแต่ละคนเป็นคน “รับใช้” อย่างที่พระเจ้าจะทรงใช้ตามพระประสงค์ของพระองค์หรือเปล่า?   หรือ
3. เพราะศิษยาภิบาลไม่เข้าใจในเรื่องนี้   เลยไม่ได้บ่มเพาะ  เสริมสร้าง และฝึกฝนสมาชิกให้เป็นผู้รับใช้?   เลยต้องทำงานรับใช้ในพันธกิจทั้งหลายที่หนักหน่วงเพียงคนเดียว?   หรือ
4. เพราะสมาชิกคริสตจักร “ดื้อรั้น” ไม่ยอมดำเนินชีวิตอย่างที่ศิษยาภิบาลสอนและเสริมสร้าง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499