แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

26 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (4) เศรษฐศาสตร์องค์รวมเพื่อชีวิต

Shel Silverstein นักเขียนนิทานสำหรับเด็กที่ให้ความหมายลุ่มลึกต่อชีวิตของผู้อ่านทุกวัย นิทานยอดนิยมเรื่องหนึ่งของเขาก็คือ “ต้นไม้ผู้ให้” เป็นเรื่องราวของต้นไม้ต้นหนึ่งกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ต้นไม้พยายามค้นหาว่าอะไรที่จะทำให้เด็กน้อยคนนี้มีความสุข

ในช่วงต้นสิ่งที่ให้ความสุขแก่เด็กน้อยคนนั้นคือการที่หนูน้อยได้ปีนป่ายเล่นไปตามกิ่งก้านของต้นไม้ เก็บกินผลจากต้นไม้ต้นนั้น และนอนพักใต้ร่มเงาต้นไม้ หลังจากกลับจากโรงเรียน

เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น ความปรารถนาต้องการของเขาเปลี่ยนไป ต้นไม้ต้นนี้ได้ให้ผลจากต้นของตนแก่ชายหนุ่มคนนี้ให้นำไปขายเพื่อจะได้เงินมาใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความปรารถนาของเขา

เมื่อเติบใหญ่มีครอบครัว ต้นไม้ให้ชายคนนี้ตัดกิ่งก้านของตนเอาไปสร้างบ้านสำหรับภรรยาและครอบครัวของเขา

และเมื่อชายหนุ่มคนนี้ต้องมีอาชีพทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัว ต้นไม้ให้เขาตัดเอาลำต้นของตนไปขุดเป็นเรือออกหาปลาเพื่อจะมีรายได้มาเลี้ยงคนในครอบครัว

วันหนึ่ง ชายคนเดิมนี้กลับมาหาต้นไม้ ด้วยหน้าตาทุกข์โศกเศร้า ส่วนต้นไม้ก็ได้ให้ตนเองทุกอย่างแก่ชายคนนี้ไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงตอไม้ ส่วนชายคนนั้นตอนนี้ก็แก่เฒ่าชราแล้ว เขาแสวงหาเพียงที่ที่สงบที่จะนั่งและพักพิง ตอไม้เชิญชวนชวนคนแก่คนนั้นให้นั่งพักพิงบนตนเอง (ตอไม้ที่เหลืออยู่)

ท่านสามารถชมเรื่องราวนี้ได้ที่
https://www.youtube.com/watch?v=8VZvoFkJ0eA
ซึ่งมีอรรถรสมากกว่าที่เล่าข้างบนนี้

(1) เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเลียนแบบของพระเจ้าให้สมกับเป็นบุตรที่รัก (2) และจงดำเนินชีวิตในความรักเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงรักเรา และประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาที่ทรงโปรดปรานแด่พระเจ้า (เอเฟซัส 5:1-2 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์ให้ทุกอย่างในชีวิตที่พระองค์มีอยู่แก่มนุษย์และโลกที่พระเจ้าทรงสร้าง และสิ่งที่พระองค์ให้นั้นอยู่บนรากฐานของการให้ชีวิตของพระองค์ เพื่อมนุษย์และสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจะได้มีโอกาสใหม่ มีชีวิตใหม่ เป็นชีวิตที่มีความสงบสุขสันติอย่างแท้จริง

เราเป็นเด็กน้อยคนนั้น ที่พระคริสต์ทุ่มเทความรักเมตตาทั้งชีวิตของพระองค์แก่เรา พระองค์ประสงค์ที่จะเป็นคำตอบของความจำเป็นต้องการของเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตเรา พระองค์ให้ชีวิต เวลา โอกาส ความรักเมตตา ความใส่ใจ การยกโทษ ความสัมพันธ์ และเสริมสร้างคุณค่าและความหมายแก่เราในชีวิต

นี่คือเรื่องราวของ “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณของพระเจ้า” “เศรษฐศาสตร์แห่งการให้ชีวิต” ที่มิใช่เอาทุกอย่างที่มีในชีวิตของเราไปแลกเอา “เงินทอง” ไปซื้อชีวิตและความสุขตามใจปรารถนาของเรา แต่พระเยซูคริสต์ให้ทุกอย่างในชีวิต เพื่อเราจะได้ชีวิตใหม่ ชีวิตที่มีความสงบ สันติ และความสุขในชีวิต

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ เป็นเศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต ที่มิใช่ชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นชีวิตแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า และเป็นชีวิตทั้งกายภาพ ความนึกคิด จิตวิญญาณ และ ความสัมพันธ์ที่แสดงออกในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า เรากับเพื่อนมนุษย์ และเรากับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

ความสุขไม่ได้เกิดจากการได้อะไรตามที่ต้องการ ตามที่ปรารถนา ได้มาก ๆ สะสมเยอะ ๆ แต่ความสุขกลับได้จากการให้ ให้ทุกอย่างเพื่อคนรอบข้างของเราจะมีชีวิตที่มีความสุข ให้สิ่งที่มีในชีวิตของเราเพื่อเขาจะมีโอกาสใหม่ และในที่สุดให้ทั้งชีวิตของเราเพื่อเขาจะมีชีวิตใหม่

และชีวิตที่มี่ค่าที่สุดคือชีวิตที่กลับมาพักพิงในองค์พระผู้เป็นเจ้า

นี่คือ...เศรษฐศาสตร์ที่เป็นองค์รวมเพื่อชีวิต!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



23 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (3) ทำไมคริสตชนทำพันธกิจ? ทำพันธกิจเพื่ออะไร?

การทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่ทำเพราะพระเจ้าพอพระทัย

จากพระกิตติคุณลูกา 14:12-14 เมื่อพระเยซูเสด็จไปร่วมรับประทานอาหารในบ้านของฟาริสีระดับผู้นำคนหนึ่งในวันสะบาโต พระองค์พูดกับฟาริสีเจ้าบ้านว่า ในการเชิญคนมาในงานเลี้ยงอย่าเชิญคนสนิท คนร่ำรวย ที่พวกเขาสามารถเลี้ยงตอบแทนได้ แต่ให้เชิญคนจน แม่ม่าย เด็กกำพร้า ขอทาน คนพิการ คนง่อย และคนตาบอด ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถที่จะตอบแทนเจ้าบ้านที่จัดงานเลี้ยงได้ แต่เจ้าภาพจะได้รับผลตอบแทนเมื่อผู้ชอบธรรมเป็นขึ้นจากความตาย

กรอบคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ในการจัดงานเลี้ยง เรามุ่งเน้นเชิญคนที่มีเกียรติ มีชื่อเสียง มีฐานะตำแหน่งสูง ในด้านหนึ่งเป็นการเสริมสร้างความสำคัญแก่ตนเอง คือผู้เชิญได้รับผลประโยชน์เชิงสังคม ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกมีค่าในตนเอง และในเวลาเดียวกันคนระดับชนชั้นสูงในสังคมย่อมจะเอื้อประโยชน์ในบางประการที่เราต้องการในภายภาคหน้าได้ ในกรณีนี้มิใช่งานเลี้ยงเท่านั้น ศิษยาภิบาลบางท่านมักโอ้อวดว่า ผู้บริหารสภาฯ ต่างก็มาเทศนาในโบสถ์ของตน เป็นการโอ้อวดถึงความเก่งกาจสามารถ ความสำคัญของตนที่เอาคนสำคัญ ๆ มาเทศน์ได้ใช่ไหม? แสดงว่า ศิษยาภิบาลเหล่านี้ตกใต้การครอบงำวิธีคิดแบบทุนนิยม

แต่การคิดเชิงเศรษฐศาสตร์แบบพระคริสต์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ให้เชิญคนยากจน ต่ำต้อย พิการ ซึ่งคนเหล่านี้ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณจากการเลี้ยงของเราได้ และก็ไม่ทำให้เราได้รับเกียรติเชิงสังคม หรือได้รับหน้าตาทางสังคม แต่กลับเป็นวิถีที่พอพระทัยพระเจ้า และผู้ที่จะตอบแทนเจ้าภาพคือพระคริสต์เอง เฉกเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ตรัสว่า “คนที่ทำกับผู้เล็กน้อยอย่างไรก็เหมือนกระทำแก่พระองค์ด้วย”

และนี่ควรจะเป็นลักษณะการทำพันธกิจของคริสตจักรในปัจจุบัน ที่ทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ หรือ เศรษฐศาสตร์แบบพระเยซูคริสต์

ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณคือรากฐานปฏิบัติของคริสตจักรสมัยเริ่มแรก

ในพระธรรมกิจการ 2:45; 4:32-36 เป็นความเชื่อเชิงปฏิบัติที่มีฐานเชื่อกรอบคิดบนรากฐาน “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” หรือ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้” ของพระคริสต์ และด้วยฐานรากเศรษฐกิจแห่งพระคุณนี้เองที่พวกเขาได้ร่วมกันรวมตัวเป็นชุมชนคริสตจักรแห่งแรกที่เป็นรูปธรรมขึ้นในสมัยคริสตจักรเริ่มแรก

ผู้เชื่อ หรือ สาวกพระคริสต์ดำเนินชีวิตประจำวันบนระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณ และ ทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ด้วยฐานเชื่อกรอบคิดเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ คริสตจักรเริ่มแรกมิได้ทำธุรกิจเพื่อสังคม (อย่างเอ็นจีโอในปัจจุบันคิด) หรือ ที่มีคนนำมาแปลงหรือกล่าวอ้างว่าเป็นการทำ “ธุรกิจเพื่อพันธกิจ” ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดผิดเพี้ยนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างเรื่องของ อานาเนียและสัปฟีรา (กิจการ 5:1-11)

คริสตจักรในสมัยเริ่มแรกทำพันธกิจเพื่อสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ที่บัญชาให้พวกเขากระทำ กล่าวคือ เขาสานต่อพระราชกิจของพระองค์ด้วยชีวิต (ไม่ใช่ด้วยเงินทองงบประมาณ) ในปัจจุบันนี้ เราในฐานะสาวกของพระคริสต์ ไม่ว่าเราจะทำพันธกิจในชีวิตประจำวัน ในครอบครับ ในงานอาชีพ หรือ ในสังคม เราจะต้องสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ด้วย “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” คือการทำพันธกิจด้วยการให้ชีวิตแบบพระคริสต์

ส่วนในงานพันธกิจที่เป็นองค์กรคริสตชน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หรือองค์กรงานพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ เราต้องระวังที่จะไม่ทำพันธกิจให้เป็นงานอาชีพ หรือ ทำพันธกิจให้เป็นงานรับจ้าง หรือ ทำพันธกิจเพื่อหารายได้ หรือทำพันธกิจเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือทำพันธกิจแบบธุรกิจทุนนิยม หรือทำพันธกิจบนรากฐานระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม เพราะพันธกิจที่คริสตจักรรับผิดชอบในปัจจุบันนี้เป็นการสานต่อพระราชกิจแห่งแผ่นดินของพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ได้สถาปนาขึ้นไว้ เราทำพันธกิจเพื่อบรรลุเป้าหมาย และ พระประสงค์ของพระคริสต์ มิใช่บรรลุเป้าหมาย และ วัตถุประสงค์ของธุรกิจในด้านนั้น ๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรเอกชนคริสตชนเพื่อสาธารณประโยชน์

คงไม่ถูกต้องนักที่คริสตชนจะทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยหวังรายได้ ผลประโยชน์ จากคนกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามารับบริการจากงานพันธกิจที่เราทำ (เช่น คนไข้และญาติ นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนชาวบ้าน) คนกลุ่มเป้าหมายที่เราทำพันธกิจด้วยไม่ควรจะตกในฐานะ “ลูกค้า” ของเราผู้ทำพันธกิจ? ยิ่งกว่านั้น ในฐานะ “ลูกค้าที่เราทำกำไรจากเขา”?

เราพูดว่าเราทำพันธกิจ แต่เรากลับห่วงกังวลที่จะต้องแข่งขันกับหน่วยงานที่ทำงานอาชีพเหมือนกับงานพันธกิจที่เราทำ? ทำไมเราต้องดิ้นรนวิ่งตามกระแสงานธุรกิจที่เราใช้ทำพันธกิจจนหน้าดำคร่ำเครียด ในเมื่อเราคริสตชนทำพันธกิจที่มีเป้าหมายตามพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์?

ฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ของคริสตชนไทยเรามีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือเปล่า? เราทำพันธกิจบนรากฐานเศรษฐกิจแห่งพระคุณหรือไม่?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


21 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (2) คุณลักษณะเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ

พระเยซูคริสต์มิได้สอน และ พระกิตติคุณทั้ง 4 ฉบับก็มิได้บันทึกเรื่อง “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” ไว้ตรง ๆ ยิ่งกว่านั้น ในพระกิตติคุณยังไม่มีคำว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” ปรากฏที่ไหนเลย แต่ “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” เป็นการสังเคราะห์จากคำสอน และ การกระทำของพระเยซูคริสต์ที่ได้บันทึกในพระกิตติคุณทั้ง 4 ฉบับ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะค้นหาสิ่งที่เป็น “กรอบคิดฐานเชื่อ” (หรือ mindset) ในเรื่องนี้ของพระเยซูคริสต์ เพื่อคริสตชนจะรู้ชัดและมีหลักยึด ที่ส่งผลต่อมุมมอง วิธีคิด การตัดสินใจ และ การดำเนินชีวิตในด้านเศรษฐศาสตร์ของชีวิตที่ปัจจุบันมีอิทธิพลครอบงำทุกด้าน/ทุกมิติในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา

(1) ชีวิตของทุกคนมีคุณค่า

จากคำอุปมาเรื่องการทำงานและค่าจ้าง (มัทธิว 20:1-16) ที่มีกลุ่มแรงงานมาทำงานตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย และตอนเย็น แต่เมื่อเสร็จการทำงานนายจ้างให้ค่าแรงแก่ทุกคนเท่ากับค่าแรงหนึ่งวันแก่ทุกคน คนที่มาก่อนคิดในใจว่า ตนน่าจะได้เงินค่าจ้างมากกว่า เพราะตนมาทำงานนานกว่า แต่เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างทุกคนได้เท่ากัน คนที่มาก่อนก็โวยวายว่า นี่มัน “ไม่ยุติธรรม” ทำไมคนทำงานงานน้อยชั่วโมงจึงได้เงินค่าจ้างเท่ากับคนที่ทำงานหลายชั่วโมง หรือ ทำงานทั้งวัน?

แต่นายจ้างชี้แจงว่า ทุกคนได้เงินค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ นายจ้างไม่ได้โกงค่าแรงของใครเลย แต่การที่นายจ้างเต็มใจให้ค่าจ้างแก่คนที่มาทำงานทีหลังด้วยค่าแรงเต็มวัน ก็เพื่อช่วยให้ครอบครัวแรงงานทุกคนมีรายได้ที่จะอยู่รอดได้ เพราะนายจ้างให้เงินค่าจ้างเต็มวันมิใช่เพราะเขาทำงานให้มาก แต่เพราะเขาและครอบครัวควรที่จะอยู่รอดในวันนี้ และนี่เป็น “พระคุณ” ของนายจ้าง

ดังนั้น ในระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ จึงมิใช่เน้นทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย แต่เน้นคุณค่าชีวิตที่ทุกคนจะต้องอยู่รอดได้วันนี้ (ขอประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้) ความยุติธรรมของ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความยุติธรรมใน “ระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม” เพราะสิ่งต่าง ๆ ในระบบทุนนิยมเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยน และในเรื่องนี้เขาเอาแรงงานมาแลกเปลี่ยนกับค่าจ้าง ดังนั้น คนที่ทำงานมาก ต้องได้รับค่าแรงมากตามกรอบคิดของระบบทุนนิยม แต่สำหรับระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณเน้นเรื่องคุณค่าและความสำคัญของชีวิตและความสัมพันธ์เป็นสำคัญ ในที่นี้ชีวิตสำคัญมากกว่า “ค่าแรงงาน” และ “จำนวนแรงงานที่ได้ทุ่มเททำลงไป” หรือ “ใครมาทำงานก่อน ใครมาทำงานทีหลัง” แต่ความสำคัญอยู่ที่แต่ละคนควรมีโอกาสที่จะอยู่รอด และ อยู่อย่างมีคุณค่าและความหมายในชีวิต

(2) เศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องชีวิตสำคัญกว่าทรัพย์สิน

เรื่องบุตรคนเล็กที่ใช้จ่ายทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว (ลูกา 15:11-32) โทรมกลับมาหาพ่อ ขอสมัครเป็นคนงานในบ้านพ่อ แต่พ่อกลับกอด จูบ และต้อนรับเขาในฐานะลูกที่รัก มิหนำซ้ำยังจัดงานเลี้ยงใหญ่เฉลิมฉลองการกลับมาของลูก แต่พี่ชายไม่พอใจที่พ่อทำเช่นนั้น เพราะน้องผลาญทรัพย์ที่เอาไปจากบ้านจนหมดสิ้น แต่พ่อพูดกับลูกคนโตว่า “น้องของเจ้าเหมือนตายไปแล้ว และกลับมามีชีวิตใหม่” พ่อมิได้ให้ความสำคัญที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่พ่อกลับมองว่า การมีชีวิตกลับมายังบ้านสำคัญกว่าทรัพย์สินมากมายที่สะสมไว้ในบ้าน และทรัพย์สินที่สูญเสียไป

ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ ให้ความสำคัญที่สุดที่ “ชีวิต” เป็นชีวิตนิยม มิใช่อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง หรือ การมีทุนสะสมมาก ๆ ที่เป็น “ทุนนิยม” “วัตถุนิยม”

(3) เศรษฐศาสตร์แห่งการให้: การให้ชีวิตเพื่อคนอื่นจะได้ชีวิตใหม่ และ โอกาสใหม่

พ่อค้าชาวสะมาเรียที่เดินทางไปยังเมืองเยริโค ตัดสินใจรีบลงไปช่วยชาวยิวที่ถูกโจรปล้นและทำร้ายชีวิต เขาให้ชีวิตด้วยการให้ทุกอย่างที่เขามีในตอนนั้น เช่น ยอมให้เวลาที่ลงไปช่วยชาวยิวที่บาดเจ็บ ใช้เหล้าองุ่น ผ้าพันแผลที่มีติดตัวมารักษาคนเจ็บ เอาคนยิวที่บาดเจ็บขึ้นบนหลังลาบรรทุกเขาจนไปถึงในเมือง ใช้เงินเช่าห้องพัก และ จ้างคนดูแลในโรงแรมใช้ดูแลอย่างดี ตนจะกลับมาเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด เขายอมเสี่ยงที่จะถูกโจรทำร้ายที่ลงไปช่วยคนยิว และที่สำคัญคือ ในความสัมพันธ์ เขามองข้ามความเกลียดชังและการเหยียดหยามดูถูกที่คนยิวมีต่อคนสะมาเรีย และ มองข้ามพรมแดนความเป็นมิตรและศัตรู

ระบบเศรษฐกิจแห่งพระคุณ ที่ให้ชีวิตคือให้ทุกอย่างที่ตนมีในเวลานั้นของชีวิต เพื่อที่จะช่วยให้คนที่เราสัมพันธ์สัมผัสนั้นรอดมีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง

(4) ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ เป็นเส้นทางนำสู่ความรอด

เศรษฐีหนุ่มมาถามพระเยซูคริสต์ว่า เขาต้องทำอย่างไรถึงจะได้ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ พระเยซูบอกเขาว่า ให้เอาทรัพย์สมบัติที่เขามีขายแล้วนำเงินไปช่วยคนยากคนจน เขาออกจากวงสนทนาไปด้วยความทุกข์ใจโศกเศร้า ชีวิตนิรันดร์ก็อยากได้ ทรัพย์สมบัติเงินทองก็ต้องการเก็บสะสมไว้ให้มีมาก ๆ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ตกลงระหว่างชีวิตนิรันดร์ กับ ทรัพย์สมบัติเงินทองมากมายที่เขามีอยู่อะไรที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐีหนุ่มคนนั้น?

พระเยซูคริสต์ได้เล่าคำอุปมาเรื่องเศรษฐีโง่ ที่ต้องการสะสมทรัพย์สินเงินทองเก็บไว้เพื่อตนเอง แต่เขากลับไม่ใส่ใจว่า ชีวิตของเขาจะต้องจบสิ้นลง แล้วทรัพย์สินเงินทองที่สะสมไว้มากมายมหาศาลจะเป็นประโยชน์อะไรสำหรับเขา

แต่ “ระบบเศรษฐกิจแห่งการให้” ที่พระเยซูคริสต์บอกเขา เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ ชีวิตที่ไปถึงความรอด ชีวิตที่สานต่อแผ่นดินของพระเจ้าบนโลกนี้

***อ่านต่อตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้***


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




19 มกราคม 2563

เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ (1) ทำไมต้องเป็นเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ?

ในฐานะคริสตชนในยุคปัจจุบัน เราดำรงชีวิตภายใต้พลังกระแสเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่มีพลังสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการมีชีวิตในด้านต่าง ๆ ทุกมิติ ในที่นี้รวมถึงมิติทางจิตวิญญาณด้วย อีกทั้งเห็นชัดว่า มีอิทธิพลที่สร้างผลกระทบต่อวิธีคิด การตัดสินใจ และการทำพันธกิจชีวิตและพันธกิจคริสตจักรอย่างไม่เห็นทางหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าชีวิตประจำวันของคริสตชนจำนวนมาก องค์กร (สถาบัน) ทำพันธกิจคริสตชน หน่วยงานเสริมพันธกิจคริสตจักร คริสตจักรท้องถิ่น และองค์กรคริสตจักรระดับชาติ ต่างหยั่งรากเกาะยึดฐานเชื่อกรอบคิดของตนบนระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเกือบทั้งสิ้น

ความจริงที่น่าตกใจ (สำหรับบางคน) และน่าเสียใจอย่างยิ่งคือ ฐานเชื่อกรอบคิดเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมดังกล่าวไม่ใช่ฐานเชื่อและกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ของพระเยซูคริสต์ และมิใช่ฐานเชื่อกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่พระคริสต์ต้องการให้สาวกและคริสตจักรของพระองค์มีชีวิตแบบทุนนิยม

ถ้าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมมิใช่ “ฐานเชื่อกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์” ที่พระคริสต์ประสงค์ แล้วคริสตจักร และ สาวกของพระองค์จะต้องดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร? มีฐานเชื่อกรอบคิดทางเศรษฐกิจ/เศรษฐศาสตร์แบบไหน?

ในพระกิตติคุณทั้ง 4 ฉบับ ทั้งคำสอน และ ตัวอย่างการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์ได้ชี้ชัดถึงระบบเศรษฐศาสตร์ที่พระองค์ใช้เป็น “ฐานเชื่อกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์” ของพระองค์ และเมื่อรวบรวมประมวลเป็นภาพใหญ่แล้วคงไม่ผิดเพี้ยนที่เราสามารถเรียกระบบเศรษฐศาสตร์ของพระคริสต์ว่า “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” หรือ “เศรษฐศาสตร์แห่งพระกิตติคุณของพระคริสต์” ซึ่งแตกต่างสิ้นเชิงกับระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม และนี่คือโลกทัศน์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่มีความแตกต่างอย่างสวนทางกันของ “ระบบเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม” กับ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระกิตติคุณ”

เศรษฐกิจระบบทุนนิยม

“ระบบทุนนิยม” เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้กรอบคิดกรอบเชื่อ (mindset) ในเรื่องความเสมอภาค กรอบคิดการให้รางวัล กับ การลงโทษ และกรอบคิดเกี่ยวกับความยุติธรรม (ที่เน้นผลประโยชน์ที่ตนได้รับ + สิทธิส่วนบุคคลที่ตนไม่ควรสูญเสีย) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในสังคมเราได้แผ่อิทธิพลครอบงำทั้งระบบชีวิตของเราทุกด้าน ลงลึกถึงก้นบึ้งแห่งรากฐานความสัมพันธ์ของมนุษย์เราที่มีต่อกัน และปัจจุบันนี้ยังเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งเป็น “สงครามเศรษฐกิจ” และ ขยายแพร่เชื้อเป็น “สงครามแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจ” และส่งผลกระทบต่อประเทศน้อยใหญ่อื่น ๆ อีกกว้างขวาง ที่เรากำลังเห็นผลชัดเจนขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามต่อไป

นอกจากนั้นแล้วยังแผ่อิทธิพลแทรกซึมเข้าในฐานเชื่อกรอบคิดของแต่ละคน ให้มีฐานเชื่อกรอบคิดว่าตนสำคัญที่สุด หรือ ตนสำคัญกว่าคนอื่น ความสำคัญของตนต้องมาก่อน ตนสมควรจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ และที่น่ากลัวที่เกิดขึ้นกับคริสตชนในปัจจุบันคือ ตัวเศรษฐกิจระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำฐานเชื่อกรอบคิดของคริสตชนต่อความสัมพันธ์ที่ตนมีต่อพระเจ้าให้บิดเบี้ยวไปด้วย? ...

เราคงต้องยอมรับว่า การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมดูเหมือนคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยอมรับและยึดเป็นหลัก และลึก ๆ เราส่วนตัวก็ยอมรับมิใช่หรือ? เพราะเราถูกครอบให้คิดว่าเป็นระบบที่เท่าเทียม เสมอภาค ยุติธรรม แต่ที่เราน่าจะไม่สบายใจคือ พระเยซูคริสต์ไม่มีฐานเชื่อกรอบคิดแบบทุนนิยมนี้เลย แบบอย่างชีวิตและคำสอนของพระองค์ดูสวนทางกับกระแสเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง คริสตชนในยุคปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “กลับใจใหม่” เปลี่ยนฐานเชื่อกรอบคิดจาก "เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม" ไปเป็น “เศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” หรือเป็นระบบ “เศรษฐศาสตร์แห่งการให้ชีวิต” อย่างไม่มีเงื่อนไขตามแบบพระเยซูคริสต์ และไม่พยายามบิดเบือนจากพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ไปเป็นระบบประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม ระบบเสรีนิยม หรือ การค้าแบบเสรีนิยมอะไรทำนองนั้น เพราะสำหรับพระคริสต์แล้ว ระบบที่พระคริสต์ยืนหยัดและเป็นแบบอย่างคือ “ระบบพระคุณ” หรือ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้ชีวิต” เพื่อคนอื่นจะได้โอกาสใหม่ และ ได้ชีวิตใหม่ เป็นระบบที่มีรากฐานในความรักเมตตาที่เสียสละ และ ไร้เงื่อนไขแบบพระคริสต์

ดังนั้น ถ้าใครก็ตามที่เรียกตนเองว่าเป็นคริสตชน หรือ สาวกของพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องกลับมาทบทวนพิจารณาการมีชีวิตของเราว่า เรามีชีวิตที่เป็นไปตามความจริงของพระกิตติคุณหรือไม่ และการมีระบบเศรษฐศาสตร์แบบพระคริสต์ เป็นระบบการให้โดยไม่หวังการตอบแทน ตัวอย่างที่ชัดเจนในระบบนี้คือ “การให้อภัยแบบพระคริสต์” เป็นการให้อภัยบนรากฐานความรักเมตตาที่ไร้เงื่อนไข เป็นการให้ที่ไม่คาดหวังการตอบแทน ที่ยกโทษ มิใช่เพราะเขากลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี แต่เป็นการได้รับการยกโทษโดยมิได้เกิดจากการลงทุนลงแรงชีวิตของเรา แต่พระคริสต์ให้การอภัยแก่เราเพราะพระองค์รักเมตตาเราให้ชีวิตของพระองค์แก่เรา เพื่อเราจะได้รับชีวิตใหม่ โอกาสใหม่

สิ่งที่ต้องการตั้งข้อสังเกต และ ประเด็นเน้นย้ำที่สำคัญมากคือ ระบบเศรษฐศาสตร์ของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องของ “ชีวิตและความสัมพันธ์” ที่นำมาซึ่งคุณค่าของชีวิตมิใช่สำหรับตนเองเท่านั้น แต่เป็นคุณค่าและความหมายของคนที่เราสัมผัสสัมพันธ์ด้วยกัน เมื่อคน ๆ นั้นได้สัมผัสกับ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้แบบพระคริสต์” เขาได้รับประสบการณ์ตรงจึงเกิดการสำนึกในคุณค่า สำนึกในพระคุณของพระเยซูคริสต์ เขาจึงตัดสินใจใช้ชีวิตตนตาม “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งการให้” หรือ “ระบบเศรษฐศาสตร์แห่งพระคุณ” ของพระเยซูคริสต์ ที่สำนึกในความรักเมตตาของพระคริสต์ ด้วยการตอบสนองพระคุณของพระองค์โดยการทำตามอย่างที่พระคริสต์เป็นและทำ และ ที่ได้บัญชาแก่สาวกของพระองค์แต่ละคนให้กระทำ

***อ่านต่อตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้***

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499