แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเครียด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเครียด แสดงบทความทั้งหมด

07 พฤศจิกายน 2561

บริหารจัดการความเครียดแบบพระคริสต์

ใคร ๆ ก็มีชีวิตที่เครียดและบีบคั้นกันทั้งนั้น?
แล้วแต่ละคนมีแนวทาง วิธีการจัดการรับมืออย่างไรกับความเครียดบีบคั้นของเขา?

ท่านเคยมีความรู้สึกว่า “ท่านต้องแบกโลกทั้งใบนี้ในชีวิตของท่าน” หรือไม่?
สิ่งใดที่ท่านต้องรับผิดชอบ ต้องใช้เวลามากกว่า “เวลา” ที่ท่านมีอยู่?
รายจ่ายของท่านมีมากกว่าเงินทั้งหมดที่ท่านมีอยู่หรือไม่?
คนรอบข้างแต่ละคนต้องการจากท่านคนละเล็กละน้อย
...แต่รวมกันแล้วมันหนักเกินกว่าที่ท่านจะตอบสนองได้หรือเปล่า?
ท่านไม่เหลืออะไรอีกแล้วที่จะให้แก่ใครอีกใช่ไหม?
ท่านเคยรู้สึกว่าชีวิตต้องแบกรับเอาภาระหนักอึ้งเกินกำลังที่ท่านมีอยู่หรือไม่?

ท่านครับ...   ท่านไม่ได้ตกในสภาพชีวิตเช่นนี้โดดเดี่ยวคนเดียวครับ!
แต่ในความเป็นจริง  มีผู้หนึ่งที่ต้องแบกรับเอาภาระทั้งโลกไว้บนบ่าแห่งชีวิตของเขา
คน ๆ นั้นคือ พระเยซูคริสต์ที่มากระทำเช่นนั้นบนโลกใบนี้
...พระองค์เข้ามาในสังคมโลกนี้เพื่อรับเอาภาระความหนักอึ้งทั้งหมดของทุกคนไว้

พระคัมภีร์บอกเราว่า...
“พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเราทั้งหลาย   
และไม่ใช่เพียงบาปของเราเท่านั้นแต่บาปของคนทั้งโลกด้วย (1ยอห์น 2:2 อมธ.)
หรือแปลความหมายได้อีกว่า:... 
...พระองค์ผู้ทรงหันพระพิโรธของพระเจ้าไป  ผู้ทรงรับบาปของเราไป (อมธ.เชิงอรรถ)

ไม่มีใครที่แบกรับเอาความเครียด ความบีบคั้นในชีวิตมากไปกว่าพระคริสต์!
เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนกางเขน...
พระองค์มิเพียงแต่การแบกรับเอาความหนักอึ้งของความบาปผิดของทั้งสังคมโลกใบนี้บนกางเขนเท่านั้น
แต่ในชีวิตแต่ละวันพระองค์ก็ต้องพบกับการเรียกร้องต้องการจากผู้คนตลอดชีวิตของพระองค์
ผู้คนต้องการพบพระองค์ และ รับการเยียวยารักษาจากพระองค์เสมอ
พระองค์เกือบจะไม่มีเวลาที่เป็นส่วนตัวของพระองค์เอง
บ้างก็พยายามที่จะมาหลอกล่อจับผิดพระองค์
และบ้างก็แสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์เสีย

แต่พระองค์รู้ว่าพระองค์จะรับมือกับความเครียด และ สิ่งบีบคั้นในชีวิตอย่างไร
พระองค์มีวิธีสร้างสมดุลชีวิตที่น่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อในชีวิตประจำวันของพระองค์
พระองค์ทรงรับมือกับภาวะกดดันเหล่านั้นด้วย “ศานติสุข”

นี่คือสิ่งที่คนทั้งหลายต้องการ   แล้วท่านต้องการสิ่งนี้หรือไม่?

ริก วอร์เรน  ได้สรุปการเรียนรู้ของท่านจากการศึกษาพระคัมภีร์   และได้พบกระบวนการรับมือจัดการกับความเครียดบีบคั้นของพระเยซูคริสต์ 7 ประการ   ที่พระองค์ได้ใช้ตลอดการดำเนินชีวิตในสังคมโลกนี้  ดังนี้

1. ความชัดเจน:           พระเยซูมีความชัดเจนว่าพระองค์คือใคร?
2. แรงจูงใจ:               พระเยซูรู้ว่า ที่พระองค์มาและมีชีวิตในโลกนี้เพื่ออะไร?
3. การทรงเรียก:          พระเยซูรู้และมั่นใจการทรงเรียกในชีวิตของตนอย่างชัดเจน
4. มุ่งมั่นตั้งใจ:            พระเยซูรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของพระองค์
5. จิตสงบภาวนา:         พระเยซูใส่ใจฟังเสียงจากพระเจ้า
6. กลุ่มหนุนเสริมกันและกัน:  พระเยซูมีกลุ่มคนเล็ก ๆ เป็นกลุ่มเรียนรู้และหนุนเสริมกันและกัน
7. เพิ่มพลังชีวิต:          พระเยซูจัดสรรเวลาสำหรับการเพิ่มพลังใหม่ในชีวิตประจำวัน

บุคลิกลักษณะ 7 ประการของพระเยซูคริสต์ดังกล่าว  จะช่วยเสริมหนุนปั้นแต่งชีวิตประจำวันของเราได้ด้วย  และถ้าท่านรับและมีคุณลักษณะบุคลิก 7 ประการตามแบบพระเยซู ดังกล่าวข้างต้น   ท่านจะพบและเห็นว่า  “มิเตอร์วัดความเครียดบีบคั้น” ในชีวิตประจำวันของท่านจะมีอัตราลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้   ขอท่านจัดสรรเวลาที่จะสงบอยู่กับพระเจ้าสองต่อสอง   แล้วสำรวจ ใคร่ครวญดูว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดความเครียดและการบีบคั้นในชีวิตประจำวันของท่านมากที่สุด?   แล้วกลับมาทบทวน พิจารณาว่า คุณลักษณะบุคลิกแบบพระเยซูคริสต์ใดบ้าง ที่จะช่วยท่านในการรับมือกับความเครียดบีบคั้นดังกล่าวของท่าน?   และ

ตลอดวันนี้  เมื่อมีเวลาหรือคิดถึงเรื่องนี้เมื่อใด  ให้ท่านทูลขอการทรงชี้นำทางจากพระองค์สำหรับชีวิตของท่าน   ที่จะรับมือและจัดการกับความเครียดบีบคั้นในชีวิตของท่านด้วยแนวทางที่เรียนรู้จากพระเยซูคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

16 กรกฎาคม 2561

ทำพันธกิจอย่างไรที่ไม่ตกเป็นเหยื่อของความเครียด?

การทำพันธกิจในคริสตจักร เป็นงานหนึ่งที่สร้างความเครียดแก่ผู้อภิบาลและทีมงานคริสตจักรที่ไม่แพ้งานอื่น ๆ เลยทีเดียว   ทีมงานพันธกิจคริสตจักรต้องเผชิญหน้ากับประเด็นต่าง ๆ ในพันธกิจที่ทำ  จนทำให้ความดันขึ้น   แต่มีศิษยาภิบาลบางท่านเคยตั้งข้อสังเกตว่า   แล้วเมื่อพระเยซูคริสต์ทำพันธกิจในสมัยของพระองค์  พระองค์ถูกกดดันจนเครียดหรือไม่?

ในสมัยที่พระเยซูคริสต์ทำพันธกิจ   ประชาชนรอบข้างเรียกร้องต้องการให้พระองค์ช่วยทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ   แน่นอนครับ นั่นก็เป็นการ “กดดัน” ลักษณะหนึ่ง   นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังถูกเข้าใจผิด และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้นำศาสนาในสมัยนั้น   แต่ถ้าเราสังเกต เราจะเห็นว่าพระองค์เผชิญกับสถานการณ์เหล่านั้น  แต่ไม่มีอาการหดหู่ หรือ ท้อแท้  พระองค์ไม่ได้ยกธงขาวยอมแพ้   เกิดคำถามว่า พระองค์ทำอย่างไรที่มีความสงบท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักเช่นนั้นได้?   แล้วเราท่านในปัจจุบันจะมีสันติ สงบในชีวิตท่ามกลางแรงกดดันมากมายในปัจจุบันนี้อย่างพระคริสต์ได้หรือไม่?

1.   รู้ว่าตนเองคือใคร?

พระ​เยซู​ตรัส​กับ​พวก​เขา​อีก​ครั้ง​หนึ่ง​ว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก คน​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​ต้อง​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต” (ยอห์น 8:12 มตฐ.)

ตลอดชีวิตของพระเยซูคริสต์  พระองค์บอกชัดเจนว่าพระองค์เป็นใคร   มากกว่า 18 ครั้งที่พระองค์บอกว่า พระองค์คือใคร หรือ พระองค์เปรียบเหมือนอะไร   และตามด้วยคำอธิษฐาน   พระองค์ชัดเจนว่า พระองค์เป็นใคร  พระองค์บอกเสมอว่า “เรารู้ว่าเราคือใคร”   และเพราะการที่พระองค์รู้ชัดเจนว่าพระองค์เป็นใคร  ทำให้พระองค์ไม่ตกเป็นเหยื่อของการกดดันจากรอบข้างชีวิตของพระองค์

บ่อยครั้งใช่ไหมที่เราต้องเครียดเพราะเราพยายามที่จะเป็นเหมือนคนบางคนที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา  เราสวมหน้ากากแล้วซ่อนตัวตนที่แท้จริงของเราจากคนรอบข้าง   เรากลัวว่าคนอื่นจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตน  และนี่ทำให้เราเครียดมิใช่หรือ?   ถ้าเรายังไม่ชัดเจนในตนเองว่า “เราคือใคร” นั่นเรากำลังมีชีวิตที่ “ตีสองหน้า” หรือ ต้องดำเนินชีวิตในสองตัวตนในคน ๆ เดียวกัน...   เหนื่อยครับ?

ให้เราลดความเครียดนี้  ด้วยการให้เกิดความพึงพอใจภายในของเราว่า เราคือใคร และ พระเจ้าทรงสร้างให้เราเป็นใคร   เราจะค้นพบว่า ตัวเราคือใครก็ด้วยการที่เราค้นพบว่า เราเป็นคนของใคร

2.   รู้เท่าทันว่าตนเองมีชีวิตอยู่เพื่อใคร

“เรา​จะ​ทำ​สิ่ง​ใด​ตาม​ใจ​ไม่​ได้ เรา​ได้​ยิน​อย่าง​ไร​เรา​ก็​พิ​พาก​ษา​อย่าง​นั้น และ​การ​พิ​พาก​ษา​ของ​เรา​ก็​ยุติ​ธรรม เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มุ่ง​ที่​จะ​ทำ​ตาม​ใจ​ของ​เรา​เอง แต่​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา (ยอห์น 5:30 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์อุทิศทั้งชีวิตของพระองค์เพื่อที่จะมีชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   พระองค์มิได้มีชีวิตเพื่อความปรารถนาของตนเอง   หรือ มีชีวิตเพื่อให้ถูกใจคนบางคน   พระเยซูคริสต์รู้ชัดว่าการมีชีวิตที่พอพระทัยพระเจ้าเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง   เราไม่สามารถที่จะมีชีวิตถูกใจหรือเป็นที่พอใจของทุกคนได้   สำหรับพระคริสต์แล้วพระองค์ดำเนินชีวิตในโลกนี้ ทำพันธกิจในโลกนี้เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เท่านั้น

และพระบืดาได้ยืนยันว่า  พระเยซูคริสต์มีชีวิตที่พอพระทัยพระบิดา   เมื่อพระเยซูทรงรับบัพติสมาจากยอห์น   มีเสียงยืนยันจากฟ้าว่า  “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” (มัทธิว 3:17 มตฐ.)   และเมื่อพระคริสต์จำแลงพระกายที่บนภูเขาก็มีเสียงจากฟ้าเช่นกันว่า  “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา จง​เชื่อ​ฟัง​ท่าน​เถิด” (มาระโก 9:7 มตฐ.)

พระเยซูคริสต์มิได้มาในโลกนี้เพื่อทำให้ทุกคนพอใจในพระองค์   เราก็เช่นกันการรับใช้พระคริสต์มิใช่การทำให้คนทั้งหลายพึงพอใจในตัวเรา   เราทำทุกอย่างในชีวิตเพื่อให้เป็นที่พึงพอพระทัยของพระเจ้า   ชีวิตและการงานของเรา  เรากระทำด้วยสำนึกถึงการกระทำเพื่อให้เป็นที่พระเจ้าพึงพอพระทัย

เมื่อเราทำเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า   นั่นหมายความว่าเรากระทำด้วยความรับผิดชอบและเพื่อตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้า   แม้ว่าการกระทำดังกล่าวของเราอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นที่พึงพอใจของใครบางคนก็ไม่ทำให้เราท้อแท้หมดกำลังใจ   เพราะเราเป็นคนของพระเจ้า   กระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในสถานการณ์นั้น ๆ เรามิได้ทำเพื่อให้ใครบางคนชื่นชอบพอใจเรา หรือ ยอมรับในตัวเรา

3.  รู้แน่ชัดว่าเราทำเพื่อให้บรรลุสำเร็จในเรื่องใด

พระเยซูตรัสตอบว่า “... เพราะเรารู้ว่าเรามาจากไหนและจะไปไหน แต่พวกท่านไม่รู้เลยว่าเรามาจากไหนหรือจะไปไหน...” (ยอห์น 8:14 อมธ.)

พระเยซูคริสต์รู้ชัดเจนว่าพระองค์ต้องการบรรลุสำเร็จในเรื่องอะไร   เราก็ควรที่จะรู้ชัดเจนเช่นกันว่าที่เรากระทำนั้นเพื่อให้บรรลุสำเร็จในเรื่องอะไร   ให้ชีวิตของเรามีเป้าหมาย   และจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการดำเนินให้บรรลุตามเป้าหมายนั้น

คนที่ตกเป็นเหยื่อของความเครียดมักเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย  หรือ มีเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน   แต่ละคนต้องเลือกเอาว่าชีวิตประจำวันของเราจะเป็นคนที่มีระบบขั้นตอนที่สำคัญก่อนหลังในการดำเนินชีวิต  หรือไม่ก็ต้องเลือกที่จะพบกับความกดดันจนเครียดในชีวิต   ถ้าเราไม่ตัดสินใจว่าอะไรที่มีความสำคัญในชีวิต  และเราต้องการบรรลุสำเร็จในเรื่องอะไรแล้ว   ระวัง...คนอื่นจะเข้ามาจัดการตัดสินและเลือกให้เรา

การที่เรามีการจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตช่วยป้องกันมิให้เราตกเป็นเหยื่อถูกครอบงำของความเร่งด่วน   แล้วเราต้องวิ่งไล่แก้ตามปัญหาที่เกิดขึ้น   ไม่มีใครต้องการที่ทำงานแทบตายตลอดวันแต่กลับงงงวยประหลาดใจว่า  วันนี้เราทำอะไรสำเร็จบ้างหรือไม่เนี่ย!   วันนี้เราทำสิ่งที่คุณค่าความหมายอะไรสำเร็จบ้าง?   คนที่ต้องทำงานยุ่งวุ่นตลอดวันไม่ได้หมายความว่าเขาจะบรรลุสำเร็จสิ่งสำคัญในวันนั้น   เราอาจจะทำงานเหมือน “หนูติดจั่น” วิ่งหมุนกงล้อตลอดวันแต่ไปไม่ถึงไหนเลยนอกจากวิ่งในกงล้อนั้น   การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้งานพันธกิจและชีวิตครอบครัวของท่านง่ายขึ้น   และลดความเครียดจากการทำลงได้

วันนี้เรารู้ไหมครับว่า   “เราคือใคร?”  “เรามีชีวิตอยู่เพื่อใคร?”  “เราทำเพื่อบรรลุอะไร?”

ถ่าเรารู้ชัดและดำเนินตามนั้น   นี่คือเส้นทางชีวิตที่ไม่ตกในหลุมพรางแห่งความเครียด ท้อแท้ สิ้นหวัง

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com
081-2894499

30 กันยายน 2557

รู้เท่าทันความเครียดจากชีวิตและการงาน

คงต้องยอมรับความจริงว่า   การทำพันธกิจในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนก็เต็มไปด้วยความเครียดเฉกเช่นกับการทำงานอื่น ๆ เราเครียดกับทั้งเรื่องของคน  งบประมาณ  หรือความขัดแย้งของคนที่ทำงานพันธกิจด้วยกัน   บ่อยครั้งที่เราพบกับประเด็นความกดดันทำให้ความดันของคนทำงานพันธกิจสูงกระฉูดก็เคยปรากฏมาแล้ว

แต่ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์   เราก็พบและประเมินได้ว่า   การทำพันธกิจของพระองค์ตกอยู่ท่ามกลางความกดดันจากทั้งผู้นำศาสนาและประชาชนที่มีความต้องการสูง   ตลอดจนถึงผู้นำศาสนายิวที่คอยจับผิดพระองค์   หาทางทำให้ประชาชนเข้าใจพระเยซูอย่างผิด ๆ  และหาทางวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ในทางที่เสียหายหรือดูหมิ่น   พระองค์อยู่ท่ามกลางวิกฤติที่ทำให้พระองค์ต้องเครียดไม่ต่างจากเราเลย

แต่ว่า   พระองค์ทำอย่างไรในการรับมือกับความเครียด?   พระองค์จัดการกับวิกฤติลักษณะต่าง ๆ เข้ามาอย่างไร  ที่ไม่ให้มีอิทธิพลสร้างความเครียดในชีวิตจิตใจของพระองค์?   ยิ่งกว่านั้น อะไรที่ทำให้พระองค์กลับไม่ถูกกดดันและไม่ทำให้พระองค์ต้องสิ้นหวัง?

พระองค์ทรงจัดการอย่างไรในชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความกดดันให้มีความสงบศานติ?

1. พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์คือใคร เราเป็นความสว่างของโลก คนที่ตามเรามาจะไม่ต้องเดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” (ยอห์น 8:12 มตฐ.)   พระองค์รู้ว่าพระองค์คือใคร   ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่  พระองค์บอกว่า เราเป็น...ถึง 18 ครั้งพร้อมกับคำอธิบายที่ชัดเจน   พระองค์ได้อธิบายให้ผู้คนรู้ว่าพระองค์คือใคร   เพราะการที่พระองค์รู้เท่าทันตนเองว่า   ตนเองคือใครนี่เอง  ที่ทำให้พระองค์ไม่ตกลงในกับดักแห่งความเครียดวิตก

หลายครั้งมิใช่หรือ  ที่เราพยายามทำตนให้เป็นเหมือนใครบางคนที่เป็นต้นแบบชีวิต หรือ ลักษณะที่เราอยากเป็นเหมือนเขา   เราสวมหน้ากาก   เมื่อเราพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนใครบางคนเราก็จะกลัวว่าเราไม่สามารถที่จะทำตัวได้เหมือนและรักษาความลับดังกล่าวของเรา   การที่เรามิได้ดำเนินชีวิตที่เป็นตัวของเราเอง   ในตัวเราก็จะมีสองบุคลิกลักษณะในคนเดียวกัน   ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเราเองทำให้เกิดความเครียดภายในลึก ๆ แห่งชีวิตของเรา   แท้จริงแล้วเราต้องรู้เท่าทันว่า   พระเจ้าสร้างเราด้วยประสงค์ให้เราเป็นคนลักษณะใด   เพราะการที่เราค้นพบและรู้เท่าทันว่าเราคือใคร   เราก็จะรู้ด้วยว่าเราเป็นคนของใครด้วย

2. รู้เท่าทันว่าเราดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอใจของใคร  พระเยซูคริสต์บอกว่า เราจะทำสิ่งใดตามใจไม่ได้ ... เพราะเราไม่ได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา...” (ยอห์น 5:30 มตฐ.) พระเยซูคริสต์ได้อุทิศชีวิตทั้งหมดกระทำให้เป็นพอพระทัยของพระเจ้า   มิใช่ตามใจปรารถนาของตนเอง   และก็ไม่ใช่ทำตนให้เป็นที่พอใจชื่นชอบ เป็นที่นิยมของประชาชนที่ติดตามพระองค์   เพราะสำหรับพระเยซูคริสต์แล้วพระประสงค์ของพระเจ้าคือเป้าหมายที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตของพระองค์   และในเหตุการณ์ของการจำแลงพระกายของพระคริสต์   มีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า ผู้นี้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้ถูกเลือกสรรไว้ จงเชื่อฟังท่านเถิด” (ลูกา 9:351971)

พระเยซูไม่เลือกวิธีการแบบประชานิยม   คือทำให้พอใจประชาชน   และในความเป็นจริงก็ทำไม่ได้ด้วย   เพราะเราอาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งพอใจ   แต่คนอีกหลายกลุ่มอาจจะไม่พอใจ   แต่เมื่อเราไม่ทำตามใจปรารถนาของคนกลุ่มต่าง ๆ   คนเหล่านั้นย่อมวิพากษ์ วิจารณ์  และกล่าวร้ายป้ายสีเราอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง   แต่การที่เรารู้ว่าเราเป็นใคร   เราเป็นคนของใคร  และเป้าหมายเราทำให้ใครพอใจแล้ว   เราก็จะสามารถปกป้องจัดการให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีให้ร้ายเหล่านั้น   สิ่งร้ายเหล่านั้นไม่สามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจของเราได้

เราต้องชัดเจนและมั่นใจว่า   เราเป็นคนของพระเจ้า   พระประสงค์ของพระองค์องค์คือเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของเรา  ผู้คน และ สถานการณ์แวดล้อมจึงไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือชีวิตจิตใจของเรา

3. รู้เท่าทันว่า อะไรคือความสำเร็จที่จะต้องกระทำในชีวิตของตน พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามาและทำให้งานของพระองค์สำเร็จ...” (ยอห์น 4:34 มตฐ.)   พระเยซูคริสต์ทรงรู้เท่าทันอย่างชัดเจนว่า   การเข้ามาในโลกนี้ของพระองค์   เพื่อที่จะมาทำพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จ   เช่นกัน ในการดำเนินชีวิตและการทำงานของเรา เราต้องรู้ชัดเจนว่า อะไรคือเป้าหมายรากฐานในชีวิตของเราที่เราจะต้องกระทำให้สำเร็จ

บ่อยครั้ง ความเครียดของเราเกิดจากการดำเนินชีวิต และ การทำงานพันธกิจของเราไร้เป้าหมายชัดเจน   เราจะต้องตัดสินใจเลือกว่าเราจะดำเนินชีวิตและทำงานพันธกิจตามเป้าหมาย หรือ ตามความกดดันที่จะเกิดขึ้น   ถ้าเราไม่ตัดสินใจว่าสิ่งใดสำคัญที่เราจะต้องทำให้สำเร็จแล้ว   คนอื่นรอบข้างจะตัดสินใจให้กับเรา

การที่เรามีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน   ช่วยให้เรามีแผนชีวิตที่ชัดเจนได้ด้วย   และการที่เรามีแผนชีวิตที่ชัดเจนก็ช่วยป้องกันให้เราไม่ตกอยู่ใต้อำนาจบีบบังคับของความเร่งรีบได้ด้วยเช่นกัน   เราท่านคงไม่ต้องการที่จะสับสนงุนงงว่า   เอ...วันนี้เรามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือไม่   มีสิ่งใดที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคุณค่าและความหมาย   การที่เราทำงานมากมายยุ่งอยู่ตลอดวันไม่ได้ประกันว่า เราได้ทำอะไรบางอย่างที่สำคัญมีคุณค่า   แต่อาจจะเป็นเหมือนหนูวิ่งปั้นจั่นตลอดวันจนเหนื่อยก็ได้   หรือแค่ได้ทำอะไรบางอย่างเท่านั้น

การมีเป้าหมายในชีวิตและการงานที่ชัดเจนช่วยลดความซับซ้อนสับสนใจชีวิตของเรา   และลดความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตของเราด้วย

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

26 พฤษภาคม 2557

เมื่อชีวิตต้องปล้ำสู้กับความเครียด

บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักจงมาหาเรา  และเราจะให้ท่านพักสงบ
จงรับแอกของเราแบกไว้และเรียนรู้จากเรา   เพราะเราสุภาพและถ่อมใจ
แล้วจิตวิญญาณของท่านจะพักสงบ
เพราะแอกของเรานั้นพอเหมาะ และ ภาระของเราก็เบา
(มัทธิว 11:28-30  อมตธรรม)

เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆในชีวิตของเราตั้งแต่เด็กได้ผ่านพ้นไป   สถานการณ์ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย   แต่บาดแผลชีวิตจิตวิญญาณต่างๆ ของเราที่ได้รับตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน   มันยังคงเป็นบาดแผลที่บาดลึกลงในพื้นที่ชีวิตจิตใจ  จิตวิญญาณ และความรู้สึกของเรา  

สิ่งเหล่านี้ใช่ไหมที่มักโผล่ขึ้นมาบนพื้นที่ชีวิตของเรา  และกระตุ้นจิตสำนึกของเรา   สร้างความหวั่นไหว   ไม่มั่นใจ   เพิ่มความเครียดให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราหรือเปล่า?

เมื่อเราเกิดความเครียดทั้งที่รู้ตัว หรือ ความเครียดที่ซ่อนเร้น   ยิ่งเราพยายามที่จะจัดการกับความเครียดที่เราประสบอยู่ยิ่งทำให้เราเครียดต่อไปอย่างยืดยาว...ฤาจะไม่มีที่สิ้นสุด   หาทางหลุดออกจากวงจรอุบาทว์ของความเครียดก็ไม่ได้   ดูเหมือนยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่น

ในคืนที่เครียดทำให้ความคิดของเราวกวนสับสน   ทวีความแรงที่สับสนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  เพิ่มความถี่ของความเครียดมากยิ่งขึ้น   นอนไม่หลับ  พลิกซ้ายหันขวา  หลับตาได้แต่ใจไม่หลับ   ยิ่งพยายามข่มตาข่มใจให้หลับ   ดูเหมือนยิ่งมีแรงเครียดปะทุมากขึ้น   เกิดความกังวล  ความกลัวปรากฏตัว

ยิ่งพยายามจัดการกับความเครียด  ความกังวล  และความกลัวของตนเอง   ยิ่งเพิ่มความสับสนและเกิดรู้สึกอัดแน่นและฟุ้งซ่านไร้ทิศทางทั้งในความคิดและความรู้สึก   ยิ่งไล่ความเครียด ความกังวล และความกลัวที่กำลังแผงฤทธิ์อยู่ให้ออกไปจากชีวิต   แต่มันยิ่งเกาะแน่นเหมือนแมวที่เกาะติดเสื่อไม่ยอมปล่อยฉันใดฉันนั้น

ประสบการณ์คือ  หมดหนทาง  หมดปัญญา  หมดความสามารถที่จะจัดการกับความเครียดดังกล่าว

ในมัทธิว 11:28  พระเยซูคริสต์บอกกับผู้ที่กำลังปล้ำสู้กับความเครียด ความกังวลในชีวิตว่า

28 บรรดาผู้​​เหน็ด​เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา​หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน​พักสงบ (อมตธรรม)
นี่คือคำเชิญชวนและพระสัญญาของพระคริสต์   ในเมื่อเราพบความจริงแล้วว่า   เราไม่สามารถจัดการกับความเครียดวิตกกังวลและความกลัวด้วยตนเองได้แล้ว    คำเชิญชวนที่เราสามารถทำได้คือ   การเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า   แล้วพระองค์จะให้โอกาสแก่ชีวิตของเรา “ได้หยุดพัก” (มตฐ.) หรือชีวิตได้ “พักสงบ” (อมตธรรม)

ที่ผ่านมาพื้นที่ในชีวิตของเราถูกยึดครองด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ราต้องเผชิญปล้ำสู้ในชีวิต   จนเราไม่มี “พื้นที่ว่าง” สำหรับพระคริสต์ในชีวิตของเรา   การมาหาพระเยซูคริสต์   คือการเปิดพื้นที่ว่างในชีวิตของเราสำหรับพระคริสต์   เป็นพื้นที่ที่จะรองรับเอาท่าทีการดำเนินชีวิตของพระคริสต์เพื่อเราจะเรียนรู้จากพระองค์   ถ้าเราไม่มีพื้นที่ว่างในชีวิตของเราสำหรับพระคริสต์   เราก็จะไม่มีแบบอย่างชีวิตพระคริสต์ที่เราจะเรียนรู้ได้

การเข้ามาของพระคริสต์ในพื้นที่ชีวิตของเราเป็นสัมพันธภาพที่เรามีกับพระองค์   เป็นโอกาสที่พระองค์เข้ามาเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา   พระองค์ให้เราเปลี่ยน “แอก” ที่ต้องแบกในชีวิตที่ผ่านมาให้เปลี่ยนไปแบก “แอก” ของพระคริสต์

ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ  การงาน  ครอบครัว  ความสัมพันธ์  สังคม  ตลอดจนบาดแผลที่ฝังเร้นลึกในชีวิตที่เราต้อง “แบกรับ” อย่างหนักทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ  จนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง  ยังไม่พอต้องตกอยู่ในวังวนความว้าวุ่นวิตกกังวลด้วยความกลัว   ภาระเหล่านี้มันหนักเกินกำลังที่เราจะรับไว้ได้  

แต่เมื่อพระคริสต์เข้ามาในพื้นที่ชีวิตของเรา   พระองค์ท้าชวนให้เราเปลี่ยนสิ่งที่เราต้องแบกในชีวิต   ที่ผ่านมาเราต้องแบกภาระอันเกิดจากเป้าหมายชีวิตที่เราอยากได้ใคร่เป็น   อันเป็นแอกแห่งความต้องการของเราเอง   พระองค์ท้าชวนให้เราปลดแอกแห่งตนเองออก   แล้วน้อมรับเอาแอกของพระคริสต์   คือการปลดแอกแห่งความต้องการของตนเองออก   แล้วรับเอาแอกตามพระประสงค์ของพระคริสต์สำหรับชีวิตของเรา  

พระคริสต์สัญญาว่า  แอกของพระองค์สำหรับเรานั้น “เบา และ พอเหมาะ” สำหรับแต่ละคน

พระประสงค์ของพระคริสต์สำหรับชีวิตของแต่ละคนนั้น “เหมาะสม และ สอดคล้อง” กับชีวิตของแต่ละคน

เมื่อพระคริสต์อยู่ในพื้นที่ชีวิตของเรา   เราจึงมีโอกาสและสามารถเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เป็นไปตามแบบอย่างท่าทีชีวิตของพระองค์  คือ ชีวิตที่สุภาพและถ่อมใจ   ซึ่งต่างจากรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเดิมที่ต้องแข่งขัน  ชิงดีชิงเด่น  ชิงไหวชิงพริบ   ใช้อำนาจเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ และ ฯลฯ

แต่เมื่อเราเปลี่ยนรูปแบบและท่าทีในการดำเนินชีวิตแบบพระคริสต์ที่ “สุภาพและถ่อมใจ” ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมจะมีภาวะเช่นไร   แต่ชีวิตของเราก็จะได้รับการ “พักสงบ” จากพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499