แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบบพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แบบพระคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด

28 สิงหาคม 2563

“การเมือง” แบบพระคริสต์

ทุกเรื่องถูกโยงให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีเรื่องอะไรในขณะนี้ที่จะอ้างตนเองว่า “เป็นกลาง” ไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง  

ปัจจุบัน “คริสตชน” ตกลงในหลุมพรางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมคริสตชนอาจจะโดยไม่รู้ตัวอย่างน้อย 3 วัฒนธรรม

[1] วัฒนธรรมที่ตีตราเหมาเข่ง กล่าวคือ ถ้ามีคนหนึ่งที่ยืนยันบางเรื่องที่เห็นต่างจากเรา ปัจจุบันเรามัก “ตรีตราเหมาเข่ง” ว่าคน ๆ นั้นคิดไม่เหมือนเราทุกเรื่อง

ตัวอย่างเช่น มีครอบครัวหนึ่งที่เป็นสมาชิกคริสตจักรหนึ่งมานาน 8-9 ปี มาร่วมงานคริสตจักรตลอด ลูกหลานเติบโตในคริสตจักรนี้ จนกระทั่งการเทศนาครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่า ศิษยาภิบาลเอียงไปเป็น “ฝ่ายซ้าย” เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ในอีกคริสตจักรหนึ่ง ได้ยินเทศนามาเป็นร้อยครั้ง เมื่อมาได้ยินครั้งนี้ศิษยาภิบาลพูด “เอียงซ้าย” เลยตัดสินตีตราเหมาเข่งว่า คริสตจักรที่มีศิษยาภิบาล “เอียงซ้าย” เขาอยู่ด้วยไม่ได้แล้ว?

[2] วัฒนธรรม “สงครามเอาแพ้เอาชนะในวงการคริสตชน” ตนจะต้องเอาชนะให้ได้ การชนะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าความรักเมตตา ทำให้เกิดการแยกข่ายแบ่งขั้วกันในคริสตจักร แบ่งแยกเป็น “พวกมิตร” และ “ศัตรู” ขึ้นในคริสตจักร และคริสตชนปัจจุบันกำลังได้รับผล “เชื้อร้าย” จากวัฒนธรรมตัวนี้ แต่ละคนคอยระวัง ถ้าถูกกล่าวร้ายจะได้ตอบโต้กลับทันที

ปัจจุบัน คริสตจักรหลายแห่งตกเป็น “เครื่องมือ” ของนักการเมือง มากกว่าการเป็นจิตสำนึกของชุมชน สังคม และชาติ คริสตจักรได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้ที่เป็นสำนึกของสังคม แต่คริสตจักรส่วนมากถูกครอบงำด้วยกระแสสังคมชาติจนตกเป็นเหยื่อของ “การเอาแพ้เอาชนะกัน” เพื่อนำไปถึงการที่ตน “จะได้รับผลประโยชน์” ที่ตนเองต้องการจากนักการเมือง คริสตจักรจึงตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเพื่อแลกประโยชน์จากนักการเมืองที่สัญญาจะให้

[3] วัฒนธรรม “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งมีโอกาส” คริสตจักรปัจจุบันวิ่งไปตามกระแสทางจริยธรรมของสังคมส่วนใหญ่ เช่น ใครทำมากได้มาก ใครทำน้อยได้น้อย หรือทำอย่างไรเพื่อตนจะได้มากที่สุด “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งอำนาจยิ่งมีโอกาส” ดังนั้น หลายต่อหลายคนในคริสตจักรจึงแสวงหาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริยธรรมแบบนี้ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์หน้ามือเป็นหลังมือ กัดกร่อนแก่นกลางรากฐานของคริสตจักร

เราจะไม่สามารถ "แก้ปัญหา" ด้วยการมีมาก ๆ และยิ่งใหญ่ขึ้น

เราไม่สามารถ "รักคนอื่น" เพราะเรามีมาก ๆ และมีอำนาจ

เราไม่สามารถ "พบพระคริสต์" เพราะเรามีมาก ๆ

น่าเสียดายที่คริสตจักรปัจจุบันขาดการสนใจวิเคราะห์เจาะลึกถึงคำสอนและรูปแบบการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์มีจุดยืนและแสดงออกเช่นไรต่อ “การเมือง” ในสมัยของพระองค์

การเมืองที่ “ให้ชีวิต” ของตนเองแก่ประชาชน

ในสมัยของพระเยซูคริสต์ แต่ละพวกแต่ละคนต้องการให้พระองค์ “เข้าข้าง” หนุนพวกตนเอง และต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม เพราะเห็นว่า “ประชาชน” ชื่นชมในพระเยซู แต่พระองค์ปฏิเสธ เพราะทุกฝ่ายต่างมีจุดยืน หลักคิด และ ข้อสมมติฐานที่พระองค์รับไม่ได้ พระองค์จึงปฏิเสธจะให้การสนับสนุน เพราะพระองค์เห็นว่าพวกเขามีสมมติฐานว่า  “อำนาจและทรัพยากรใด ๆ จะถูกใช้ตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจเป็นหลัก” จะไม่ได้ถูกใช้เพื่อคนเล็กน้อยและคนส่วนรวมในสังคมชุมชน

คริสตจักรต้องตระหนักชัดว่า พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะ “คว่ำพลิก” และเปลี่ยนแปลงโลกนี้ขึ้นใหม่   เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ชัดเจนว่า

พระเยซู “ผู้ทรงสภาพเป็น “พระเจ้า” ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้ หรือ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง (ฟิลิปปี 2:6 )

พระเยซูคริสต์มิได้เล่นเกม “เอาแพ้เอาชนะ” ตามกระแสสังคม แต่พระคริสต์ทรงใช้ชีวิตเพื่อที่ “จะยอมเสียสละชีวิต” หรือ “เล่นเกมเพื่อจะแพ้”

เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ “เล่นเกม” ที่แตกต่างจากเรา พระองค์มี “กติกา” ในการเล่นไม่เหมือนเรา และพระองค์มี “ชัยชนะ” ที่แตกต่างจากเรา ทั้งนี้ที่พระองค์ไม่ยอมเข้าข้างกลุ่มไหน พวกไหน ก็เพราะกลุ่มต่าง ๆ ทั้งสิ้นต้องการให้กลุ่มอื่นแพ้ เพื่อตัวเองจะได้ชนะ

แต่... “พระเยซูคริสต์เล่นเกมเพื่อจะแพ้ เพื่อประชาชนจะสามารถชนะได้”

จากนั้น เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ต่อไปว่า “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” (ข้อ 7) กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงกระทำตนให้เป็นมนุษย์ปุถุชน ยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา พระองค์ลงมาเป็นทาสที่ต่ำต้อยด้อยค่าในความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรเลย พระองค์ปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “พรรคใดพรรคหนึ่ง” หรือ “พวกใดพวกหนึ่ง” เพราะไม่ว่าพรรคไหน พวกไหน หรือ แม้แต่กลุ่มไหน ต่างก็ต้องการไขว่คว้าหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตนเองทั้งสิ้น และที่พระองค์ “ทรงรับสภาพทาส” เพราะในแต่ละวัน “ทาส” จะแสวงหาว่าตนจะรับใช้นายอย่างดีได้อย่างไร จะรับใช้คนอื่น ๆ อย่างดีได้อย่างไร   แต่ถ้าเรากระทำตามความต้องการมุ่งหวังของตนเอง คริสตจักรก็ไม่ต่างจากองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อตนเอง

ถ้าคริสตชนแต่ละคนเป็นอวัยวะหนึ่งใน “พระกาย” ของพระคริสต์ เราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้เป็นศีรษะของกายนั้น ดังนั้น ถ้าจะให้คริสตจักร ให้คริสตชนมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เราต้องปกป้องคนอื่น ปกป้องสิทธิของคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำเพื่อตัวเราเอง เรียกร้องเพื่อตนเอง

คริสตจักรจะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เมื่อเรา “ยอมให้” มากกว่า “เรียกร้อง” ให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการ ความคิดนี้น่ากลัวหรือเปล่า ทำให้เรารู้สึกว่าเราสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างหรือเปล่า?

นี่คือสาเหตุที่พวกสาวกปฏิเสธความคิดของพระเยซูที่พระองค์จะถูกจับโดยพวกที่มีอำนาจ และพระองค์ได้อธิบายเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าแก่สาวก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เข้าใจ สาวกเข้าใจว่า การที่พระองค์ถูกจับ และถูกตรึงเสียชีวิตบนกางเขน นั่นหมายความว่า พระเยซูคริสต์และพวกสาวกแพ้ พวกสาวกสูญเสีย สาวกถามพระเยซูว่า “ถ้าพระองค์ถูกจับ และ ถูกฆ่าตาย แล้วเราจะชนะได้อย่างไร?” และพระองค์ตอบสาวกว่า “ด้วยวิธีการนี้แหละที่เราจะชนะ”  

พระเยซูไปเยรูซาเล็มเพื่อที่พระองค์จะแพ้เกมนี้ พระเยซูได้ชวนสาวกให้ร่วมในกระบวนการถึง 3 ปีเพื่อที่จะแพ้ในเกมนี้ บุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อที่รับการปรนนิบัติรับใช้ แต่พระองค์มารับใช้คนจำนวนมาก และยอมให้ชีวิตเป็นค่าไถ่ของประชาชนเหล่านั้น นี่เองที่พระองค์แตกต่างจากนักการเมืองอย่างสิ้นเชิง

พระคริสต์มาในโลกนี้เพื่อสถาปนาการปกครองของพระองค์ (แผ่นดินของพระเจ้า) ที่แตกต่างจากการปกครองตามวิถีแห่งโลกนี้ ด้วยระบบคุณค่าที่แตกต่างจากโลกนี้ พระองค์บอกว่า ในแผ่นดินแห่งการปกครองของพระองค์ คนต้นจะกลายเป็นท้ายคนท้ายจะกลับเป็นคนต้น  

แล้วสาวกก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ จากในการเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้าย พระองค์เป็นผู้ล้างเท้าสาวกแต่ละคน และเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่กางเขนที่พระองค์อธิษฐานยกโทษคนที่ตรึงพระองค์ และพระองค์ยังบอกกับโจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงข้างพระองค์ว่า เขาจะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม  

และเมื่อพระองค์เป็นขึ้นจากความตาย พวกสาวกจึงมารวมตัวกันเพื่อพบกับพระองค์ สิ่งสำคัญที่คริสตชนปัจจุบันจะต้องเรียนรู้จากสาวกของพระคริสต์คือ พวกเขาปฏิเสธที่จะมีอำนาจเพื่อที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตนเอง   ใช่พวกเขาไม่ทำสิ่งใด ๆ เพื่อจะเป็น “ฝ่ายชนะ” แต่พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขามีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์ และเพื่อชีวิตของมวลชน

คริสตจักรกับการเมือง

พระเยซูคริสต์บอกสาวกของพระองค์ว่า ด้วยกระบวนคิดกระบวนเชื่อเช่นนี้เองที่พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ขึ้น ถ้าท่านมีชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์ แบก “กางเขนของตน” ตามพระคริสต์ไป มิใช่แบกเอา “สิทธิของตนเอง” ตราบใดคริสตจักรในโลกนี้ยอมตนตกเป็นเครื่องมือของอำนาจแห่งโลกนี้ อำนาจนักการเมือง คริสตจักรจะตกอยู่ในสภาพที่มีแต่ความหวาดกลัว

หลักการของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์คือ เราไม่ต้องการช่วงชิงชัยชนะเพื่อตนเอง แต่เราได้ชัยชนะเพื่อคนอื่น   ถ้าคริสตจักรเห็นแก่เงิน เห็นตำแหน่ง ชื่อเสียง เห็นแก่ผลประโยชน์สำหรับตนเอง นั่นไม่ใช่คริสตจักรของพระคริสต์แต่เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาการรับใช้นักการเมืองแบบโลกนี้เพื่อผลประโยชน์แห่งตน

เมื่อคริสตชนไปออกเสียง ลงคะแนนบัตรเลือกตั้ง เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กฎหมายของประเทศเป็นสิ่งที่เราต้องทำ   แต่การกระทำนี้เรากระทำเพื่ออะไรเราต้องสัตย์ซื่อชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เราออกเสียงเลือกตั้งเพื่อสังคมชุมชน เพื่อคนในชุมชนของเรา มิใช่เพื่อคริสตจักรเอง หรือ ตนเอง หรือ เพื่อนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง

นี่คือจุดยืนของพระเยซูคริสต์ “[6] ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้” หรือใช้ฐานะเท่าเทียมกับพระเจ้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง “[7] แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” “[8] พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งตายบนกางเขน” 

พระองค์ผู้ทรงสถานะสูงสุด แต่พระองค์กลับถ่อมลงต่ำที่สุด พระองค์ยอมตนเพื่อคนชั่ว ด้วยความเชื่อฟัง จนยอมตายบนกางเขน และนี่เป็นที่แตกต่างจากกระแสแห่งโลกนี้อย่างสิ้นเชิง และด้วยหลักการของพระคริสต์นี้เองที่ทำให้โลกไม่เป็นไปอย่างเดิม

แล้วทำอย่างไรที่จะใช้หลักการของพระเยซูคริสต์เป็นหลักการที่จะเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้เกิดสังคมที่สันติ-ยุติธรรม และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่มี “พระฉายาของพระเจ้า” เท่าเทียมกัน

เราต้องตระหนักเสมอว่า เป้าหมายของการมีคริสตจักรมิใช่เพื่อเราจะมารวมตัวกันที่คริสตจักร แต่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นดลใจให้ผู้คนให้ติดตามพระเยซูคริสต์ และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

นี่คือ “การเมือง” แบบพระคริสต์ ที่หยั่งรากลึกลงในพระกิตติคุณของพระองค์

คริสตจักรท้องถิ่น และ คริสตจักรระดับชาติในประเทศไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบพระคริสต์  “การเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” หรือไม่?  หรือยังเลือกที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบ “เอาแพ้เอาชนะ เอาอำนาจ เอาผลประโยชน์” กัน ที่ไม่รู้จักที่จะ “ให้ชีวิต” แด่พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตมวลชนทั้งหลายในโลกนี้

การเมือง “แบบพระเยซูคริสต์”

การเมืองตามกระแสสังคมโลก มุ่งใช้ประชาชนให้เป็นเครื่องมือเพื่อตนเอง เพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์สำหรับตน  

แต่พระเยซูคริสต์มาเพื่อ “ให้ชีวิต” ของพระองค์เอง เพื่อปกป้อง ปกครอง เยียวยารักษา และเสริมสร้างชีวิตของประชาชนและสังคมโลกให้มีคุณภาพชีวิตเฉกเช่น “แผ่นดินของพระเจ้า” 

อีกทั้งยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนแต่ละคนที่จะมี ชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณแบบพระคริสต์ที่ “ให้ชีวิตตนเองแก่คนรอบข้าง” เพื่อร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลิกคว่ำสังคมโลกของพระคริสต์ ให้เป็นชุมชนสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



07 พฤศจิกายน 2561

บริหารจัดการความเครียดแบบพระคริสต์

ใคร ๆ ก็มีชีวิตที่เครียดและบีบคั้นกันทั้งนั้น?
แล้วแต่ละคนมีแนวทาง วิธีการจัดการรับมืออย่างไรกับความเครียดบีบคั้นของเขา?

ท่านเคยมีความรู้สึกว่า “ท่านต้องแบกโลกทั้งใบนี้ในชีวิตของท่าน” หรือไม่?
สิ่งใดที่ท่านต้องรับผิดชอบ ต้องใช้เวลามากกว่า “เวลา” ที่ท่านมีอยู่?
รายจ่ายของท่านมีมากกว่าเงินทั้งหมดที่ท่านมีอยู่หรือไม่?
คนรอบข้างแต่ละคนต้องการจากท่านคนละเล็กละน้อย
...แต่รวมกันแล้วมันหนักเกินกว่าที่ท่านจะตอบสนองได้หรือเปล่า?
ท่านไม่เหลืออะไรอีกแล้วที่จะให้แก่ใครอีกใช่ไหม?
ท่านเคยรู้สึกว่าชีวิตต้องแบกรับเอาภาระหนักอึ้งเกินกำลังที่ท่านมีอยู่หรือไม่?

ท่านครับ...   ท่านไม่ได้ตกในสภาพชีวิตเช่นนี้โดดเดี่ยวคนเดียวครับ!
แต่ในความเป็นจริง  มีผู้หนึ่งที่ต้องแบกรับเอาภาระทั้งโลกไว้บนบ่าแห่งชีวิตของเขา
คน ๆ นั้นคือ พระเยซูคริสต์ที่มากระทำเช่นนั้นบนโลกใบนี้
...พระองค์เข้ามาในสังคมโลกนี้เพื่อรับเอาภาระความหนักอึ้งทั้งหมดของทุกคนไว้

พระคัมภีร์บอกเราว่า...
“พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเราทั้งหลาย   
และไม่ใช่เพียงบาปของเราเท่านั้นแต่บาปของคนทั้งโลกด้วย (1ยอห์น 2:2 อมธ.)
หรือแปลความหมายได้อีกว่า:... 
...พระองค์ผู้ทรงหันพระพิโรธของพระเจ้าไป  ผู้ทรงรับบาปของเราไป (อมธ.เชิงอรรถ)

ไม่มีใครที่แบกรับเอาความเครียด ความบีบคั้นในชีวิตมากไปกว่าพระคริสต์!
เมื่อพระองค์ถูกตรึงบนกางเขน...
พระองค์มิเพียงแต่การแบกรับเอาความหนักอึ้งของความบาปผิดของทั้งสังคมโลกใบนี้บนกางเขนเท่านั้น
แต่ในชีวิตแต่ละวันพระองค์ก็ต้องพบกับการเรียกร้องต้องการจากผู้คนตลอดชีวิตของพระองค์
ผู้คนต้องการพบพระองค์ และ รับการเยียวยารักษาจากพระองค์เสมอ
พระองค์เกือบจะไม่มีเวลาที่เป็นส่วนตัวของพระองค์เอง
บ้างก็พยายามที่จะมาหลอกล่อจับผิดพระองค์
และบ้างก็แสวงหาโอกาสที่จะฆ่าพระองค์เสีย

แต่พระองค์รู้ว่าพระองค์จะรับมือกับความเครียด และ สิ่งบีบคั้นในชีวิตอย่างไร
พระองค์มีวิธีสร้างสมดุลชีวิตที่น่าสนใจอย่างไม่น่าเชื่อในชีวิตประจำวันของพระองค์
พระองค์ทรงรับมือกับภาวะกดดันเหล่านั้นด้วย “ศานติสุข”

นี่คือสิ่งที่คนทั้งหลายต้องการ   แล้วท่านต้องการสิ่งนี้หรือไม่?

ริก วอร์เรน  ได้สรุปการเรียนรู้ของท่านจากการศึกษาพระคัมภีร์   และได้พบกระบวนการรับมือจัดการกับความเครียดบีบคั้นของพระเยซูคริสต์ 7 ประการ   ที่พระองค์ได้ใช้ตลอดการดำเนินชีวิตในสังคมโลกนี้  ดังนี้

1. ความชัดเจน:           พระเยซูมีความชัดเจนว่าพระองค์คือใคร?
2. แรงจูงใจ:               พระเยซูรู้ว่า ที่พระองค์มาและมีชีวิตในโลกนี้เพื่ออะไร?
3. การทรงเรียก:          พระเยซูรู้และมั่นใจการทรงเรียกในชีวิตของตนอย่างชัดเจน
4. มุ่งมั่นตั้งใจ:            พระเยซูรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของพระองค์
5. จิตสงบภาวนา:         พระเยซูใส่ใจฟังเสียงจากพระเจ้า
6. กลุ่มหนุนเสริมกันและกัน:  พระเยซูมีกลุ่มคนเล็ก ๆ เป็นกลุ่มเรียนรู้และหนุนเสริมกันและกัน
7. เพิ่มพลังชีวิต:          พระเยซูจัดสรรเวลาสำหรับการเพิ่มพลังใหม่ในชีวิตประจำวัน

บุคลิกลักษณะ 7 ประการของพระเยซูคริสต์ดังกล่าว  จะช่วยเสริมหนุนปั้นแต่งชีวิตประจำวันของเราได้ด้วย  และถ้าท่านรับและมีคุณลักษณะบุคลิก 7 ประการตามแบบพระเยซู ดังกล่าวข้างต้น   ท่านจะพบและเห็นว่า  “มิเตอร์วัดความเครียดบีบคั้น” ในชีวิตประจำวันของท่านจะมีอัตราลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้   ขอท่านจัดสรรเวลาที่จะสงบอยู่กับพระเจ้าสองต่อสอง   แล้วสำรวจ ใคร่ครวญดูว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านเกิดความเครียดและการบีบคั้นในชีวิตประจำวันของท่านมากที่สุด?   แล้วกลับมาทบทวน พิจารณาว่า คุณลักษณะบุคลิกแบบพระเยซูคริสต์ใดบ้าง ที่จะช่วยท่านในการรับมือกับความเครียดบีบคั้นดังกล่าวของท่าน?   และ

ตลอดวันนี้  เมื่อมีเวลาหรือคิดถึงเรื่องนี้เมื่อใด  ให้ท่านทูลขอการทรงชี้นำทางจากพระองค์สำหรับชีวิตของท่าน   ที่จะรับมือและจัดการกับความเครียดบีบคั้นในชีวิตของท่านด้วยแนวทางที่เรียนรู้จากพระเยซูคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

21 พฤศจิกายน 2554

ถอดบทเรียนการสร้างสาวกแบบพระคริสต์: ทรงเริ่มที่เปลี่ยนวิธีคิดและความเชื่อ

การสร้างสาวกที่ผ่านมาเรามักติดยึดอยู่กับกระบวนการ “เรียนรู้นำสู่ปฏิบัติ” แล้วก็ให้ความสำคัญกับเนื้อหาคำสอน มักจะสร้างสาวกด้วยการสั่งสอน ตามด้วยคาดหวังให้สาวกกระทำตาม หรือไม่ก็สร้างสาวกด้วยการสอนการเทศน์โดยคาดหวังที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาพฤติกรรมตามที่ต้องการในชีวิตของสาวกคนนั้น กล่าวโดยภาพรวมแล้ว ที่ผ่านมาเรามักคิดว่า เมื่อเรา “ใส่” ข้อมูล ความรู้ ลงในคนเรียนแล้ว ความรู้นั้นจะไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนคนนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นย้ำซ้ำมาตลอดบอกเราแล้วว่านั่นมันไม่เป็นความจริงเช่นนั้น

แต่สำหรับพระเยซูคริสต์แล้ว การสร้างสาวกของพระองค์มิได้เริ่มต้นที่การสอนเนื้อหา บทบัญญัติ หรือพฤติกรรมที่พระองค์พึงประสงค์ แต่พระองค์เริ่มต้นกระบวนการที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ความคิดและความเชื่อ สิ่งแรกที่พระองค์ทรงประกาศคือ “จงกลับใจเสียใหม่” พระเยซูคริสต์หมายถึงการเปลี่ยนวิธีคิด ความคิด ความเชื่อ และความเข้าใจเสียใหม่ เพราะถ้าวิธีคิดเปลี่ยน ความคิดความเชื่อเปลี่ยน มุมมองหรือทัศนคติก็จะเปลี่ยนด้วย การเปลี่ยนแปลงที่รากฐานเช่นนี้เป็นพลังส่งแรงกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แสดงออกมาในชีวิต และนั่นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต พระเยซูคริสต์ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนที่เต็มใจเป็นสาวกของพระองค์

การสร้างสาวกแบบพระเยซูคริสต์ พระองค์กระทำเป็นกระบวนการ เป็นการสร้างท่ามกลางสถานการณ์จริงในชีวิตของคนๆ นั้นในเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสาวกที่เริ่มต้นให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิด ความคิดและความเชื่อ เพื่อให้เกิดพลังที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ มุมมองเรื่องต่างๆ ในชีวิต ให้เกิดความเข้าใจ เกิดการตระหนักชัดและความสำนึก จนตัดสินใจลงมือกระทำ และกระทำอย่างต่อเนื่อง มั่นคง จนกลายเป็นวินัยชีวิตนั้น การเรียนรู้และการสร้างเช่นนี้พระเยซูคริสต์สำแดงให้เห็นชัดว่า ต้องกระทำในสถานการณ์ชีวิตจริงของสาวกที่พระองค์กำลังสร้างนั้น ซึ่งเราสามารถถอดบทเรียน หรือ กระบวนการจากที่พระองค์ทรงใช้ จากพระคัมภีร์ตอนต่างๆ เกี่ยวกับพระองค์ได้ ซึ่งในที่นี้เราจะร่วมกัน ถอดรหัส ถอดกระบวนการ และบทเรียนที่ได้จากการที่พระองค์ใช้ในกระบวนการสร้างสาวก โดยใช้เหตุการณ์เรื่องราวที่เราคุ้นชินรู้เรื่องทุกคนคือ การที่พระเยซูคริสต์เลี้ยงฝูงชนที่นับเฉพาะผู้ชายมีถึงห้าพันคน โดยขอใช้เรื่องราวการบันทึกของ มาระโก 6:30-44 ที่พระเยซูคริสต์กำลังสร้างสาวกที่ติดตามพระองค์ โดยเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิด ความคิด และความเชื่อใหม่

สร้างสาวกจากภาวะวิกฤติ

... พอตกเย็นเหล่าสาวกจึงมาทูลว่า “ที่นี่ห่างไกลนักและตกเย็นแล้ว ขอทรงให้ประชาชนเหล่านี้ไปเสียเถิดเพื่อเขาจะได้ซื้อหาอาหารกินกันเองตามหมู่บ้านรอบๆ
แต่พระองค์ตรัสตอบว่า “พวกท่านจงเลี้ยงพวกเขาเถิด”
เหล่าสาวกทูลว่า “นี่จะต้องใช้เงินเท่ากับค่าจ้างคนงานคนหนึ่งถึงแปดเดือนทีเดียว เราต้องใช้เงินมากขนาดนั้นไปซื้ออาหารมาให้เขากินหรือ”
พระองค์ตรัสถามว่า “พวกท่านมีขนมปังกี่ก้อนไปดูซิ”
เมื่อรู้แล้วพวกเขาจึงกลับมาทูลว่า “มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว”
...
พระเยซูทรงรับขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวนั้นมา ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองฟ้าสวรรค์แล้วขอบพระคุณพระเจ้า และหักขนมปังส่งให้เหล่าสาวก พวกเขาก็แจกจ่ายให้ประชาชน พระองค์ยังทรงแบ่งปลาสองตัวให้คนทั้งปวงโดยทั่วกันด้วย (มาระโก 6:35-42 อมตธรรม)
เมื่อทุกคนอิ่มแล้ว พระองค์ตรัสสั่งเหล่าสาวกว่า “จงเก็บรวบรวมเศษที่เหลือ อย่าให้เสียของ”
พวกเขาจึงเก็บเศษที่เหลือจากขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนไปเต็มสิบสองตะกร้า” (ยอห์น 6:12 อมตธรรม)

เมื่อมองสถานการณ์ ท่านมองเห็นอะไร?

ภาวะวิกฤติอาจจะนำมาซึ่งความท้อแท้ อ่อนล้า ระอาใจ แต่สำหรับบางคนวิกฤติกลับเป็นโอกาสการเสริมสร้างสิ่งใหม่ในชีวิต และความกล้าแกร่งแก่ตนเอง แต่ที่สำคัญกว่านี้คือ เมื่อคนๆ หนึ่งตกในสถานการณ์นั้นๆเขาเห็นถึง “วิกฤติ” หรือไม่? หรือเขามองว่า ไม่เห็นมีวิกฤติอะไรเลย!

จากพระคัมภีร์ตอนข้างต้นที่ยกมา สาวกไม่เห็นวิกฤติ เขาเห็นแค่เหตุการณ์แต่ไม่เห็นวิกฤติ เขามองเห็นแค่ว่า ตกเย็นแล้ว ถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว พระองค์ควรปล่อยให้ประชาชนไปซื้อหาอาหารกินเอง และถ้าปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบไปซื้อหาอาหารกินเอง ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไข เมื่อไม่มีปัญหาก็ไม่มีวิกฤติ(สำหรับสาวก แต่วิกฤติของประชาชนสาวกไม่สนใจ เพราะคนจำนวนมากเช่นนั้น แม้จะมีเงินแต่จะไปซื้ออาหารมากมายเช่นนี้จากใครในหมู่บ้านชนบท) แต่พระเยซูคริสต์ทรงเห็นวิกฤติ พระองค์จึงตรัสตอบสาวกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงพวกเขาเถิด” (ข้อ 37)

อะไรที่ทำให้สาวก และ พระเยซูมองในเหตุการณ์เดียวกันแต่มองเห็นแตกต่างกัน? อะไรที่ทำให้คนหนึ่งเห็นวิกฤติ แต่อีกคนหนึ่งมองว่าไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ถ้าเรากลับย้อนไปอ่านพระคัมภีร์ข้อก่อนหน้านี้ ที่จริงพระเยซูชวนเหล่าสาวก “ไปยังที่สงบเงียบ” (ข้อ 32) แต่ประชาชนวิ่งจากเมืองต่างๆ ตามพระเยซูไป มาระโกบันทึกชัดเจนว่า “เมื่อพระเยซูทรงขึ้นจากเรือ และเห็นคนหมู่ใหญ่ก็ทรง สงสาร เพราะพวกเขาเป็นเหมือนแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง” (ข้อ 34) พระองค์เปลี่ยนจากการหาที่สงบเงียบ มาอยู่กับฝูงชนกลุ่มนี้ เพราะพระเยซูคริสต์มองฝูงชน “ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาคุณ” คำว่า “สงสาร” ในที่นี้ทำให้เราคิดถึงคำอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรียผู้มีใจเมตตา” ที่พระเยซูคริสต์เล่า บอกว่า “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเดินทางมาถึงที่ที่คนนั้นอยู่ เมื่อเห็นเขาก็ สงสาร...” (ลูกา 10:33 อมตธรรม) คือเป็นความรู้สึกที่มาจากส่วนลึกก้นบึ้งแห่งจิตใจ หรือที่บอกว่าเป็นความรู้สึกที่ลุ่มลึกจากลำไส้

การมองสถานการณ์หรือเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ด้วย “จิตใจที่เมตตา” ทำให้ผู้มองสามารถเห็นวิกฤติ เพราะผู้มองเหตุการณ์นั้นมองด้วยความสำนึกว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นั้น ตนต้องการที่จะรับผิดชอบต่อสถานการณ์นั้น

แต่ถ้ามองสถานการณ์เดียวกันนั้นด้วยตรรกะ แล้วสรรหาเหตุผลสารพัดเพื่อยืนยันความเข้าใจต่อเหตุการณ์นั้นว่าถูกต้อง ก็จะใช้หลักการบริหารจัดการแบบ “ปัดสวะ” “โยนกอง” ออกไปรอบๆ ให้ความรับผิดชอบห่างพ้นไกลตัว จึงมองไม่เห็นวิกฤติ หรือมองว่าถ้ามันจะมีวิกฤติก็เป็นวิกฤติ “ของเขา” มิใช่วิกฤติของตน คนอื่นต้องแก้ปัญหา ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น เมื่อสาวกเห็นว่าจะค่ำแล้ว ถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว จึงบอกพระเยซูว่าให้ปล่อยประชาชนไปในหมู่บ้านหาที่พักหาอาหารกินกันเอง สาวกมองไม่เห็นวิกฤติ มองเห็นแต่เหตุการณ์! และเสนอวิธีการบริหารจัดการเหตุการณ์นั้นแบบไร้ความสำนึกรับผิดชอบ

กระบวนการสร้างสาวกของพระเยซูคริสต์

สิ่งแรก เมื่อพระองค์จะสร้างสาวกเหล่านี้ให้มีวิธีคิด วิธีเชื่อ และวิธีมองใหม่ พระองค์ “ผลัก” สาวกให้เข้าไปในวิกฤติกาลครั้งนั้น พระเยซูบอกกับสาวกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงพวกเขาเถิด” (ข้อ 37) พระองค์ดึงเหล่าสาวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์นั้น ยิ่งกว่านั้นให้มีส่วนรับผิดชอบในสถานการณ์นั้น

ทั้งนี้พระเยซูคริสต์มิเพียงแต่ที่จะให้สาวกคิดและเข้าใจว่า เขาจะต้องมีส่วนร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมรับผิดชอบกับประชาชนในเหตุการณ์นี้เท่านั้น แต่พระองค์กำลังจะสร้างความเข้าใจใหม่แก่สาวกว่า ในทุกวิกฤติถ้าเราไม่หลีกลี้หนีไปให้ห่าง แต่ยอมอยู่ในวิกฤตินั้นด้วยความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้า จะเป็นโอกาสที่เราจะเห็นถึงพระราชกิจแห่งพระคุณของพระองค์ และพระราชกิจเหล่านั้นที่จะเสริมสร้างสาวกให้เติบโต เข้มแข็ง และเกิดคุณค่าความหมายในชีวิต

ประการที่สอง เมื่อพระเยซูดึงเหล่าสาวกเข้ามาอยู่ท่ามกลางวิกฤติในตอนนั้น โดยบอกพวกเขาให้เลี้ยงประชาชน ทันทีเราได้เห็นวิธีคิดและความคิดของสาวกที่มีอยู่ เขาตอบพระเยซูว่า “นี่จะต้องใช้เงินเท่ากับค่าจ้างคนงานคนหนึ่งถึงแปดเดือนทีเดียว (หรือสำนวนเดิมคือ สองร้อยเดนาริอัน หนึ่งเดนาริอันคือค่าจ้างแรงงานคนหนึ่งในหนึ่งวัน) เราต้องใช้เงินมากขนาดนั้นไปซื้ออาหารมาให้เขากินหรือ”

สิ่งที่สาวกคิดได้ทันทีคือ มันเป็นความรับผิดชอบของเราต่ออาหารการกินของประชาชนด้วยหรือ? เราไม่ได้บอกพวกเขาว่าเราจะเลี้ยงอาหารพวกเขา ที่พระองค์ทรงรักษาโรค ทรงขับผี และทรงสั่งสอนก็เป็นสิ่งที่เกินพอเสียอีก เราจะต้องซื้อหาอาหารมาเลี้ยงพวกเขาด้วยหรือ? (คิดด้วยหลักการ ตรรกะ เหตุผล)

ความคิดที่สองคือ “มันต้องใช้เงิน(ต้องมีงบประมาณ)” นี่เราจะต้องใช้เงินมหาศาล เราไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น พระองค์รู้ไหมเราต้องใช้เงินเท่ากับค่าจ้างคนทำงานคนหนึ่งที่ทำงานนานถึงประมาณ 8 เดือนเลยเชียวนะ มันไม่ใช่วิกฤติของเรา เราจึงไม่ต้องรับผิดชอบ ถึงเราจะรับผิดชอบเราก็ไม่มีกำลังพอ (คำพูดแบบนี้คุ้นๆ หูอยู่ใช่ไหมครับ) สาวกบอกพระเยซูคริสต์ตรงๆ ว่า เราไม่สามารถทำอะไรในวิกฤติกาลครั้งนี้

ประการที่สาม การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีเชื่อ ของสาวกในเหตุการณ์ครั้งนี้ พระองค์ส่งสาวกลงไปค้นหาความจริงด้วยตนเอง ความจริงที่ต้องค้นหาในวิกฤติครั้งนี้คือ การค้นหา “ศักยภาพ” หรือ “ของประทาน” ที่มีอยู่ในคน(ทั้งตนเองและคนอื่น) และชุมชนในสถานการณ์วิกฤตินั้น และสิ่งที่สาวกค้นพบในชุมชนวิกฤติครั้งนั้นคือ “ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว” และเด็กที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อที่ยอมให้อาหารของตนแก่สาวก

แต่ในความคิดของสาวกก็คือ อ้ายแค่เศษอาหารจิ๊บจ้อยนี้จะพออะไรกับฝูงชนจำนวนมากมาย พวกเขาบอกพระเยซูว่า “เด็กคนหนึ่งที่นี่มีขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาเล็กๆ สองตัว แต่จะพออะไรกับคนมากมายขนาดนี้” (ยอห์น 6:9 อมตธรรม)

ในวิกฤติกาลเช่นนี้ พระเยซูต้องการเปลี่ยนความคิดของสาวกว่า ในชีวิตนี้ความสำเร็จหรือการแก้ปัญหามิใช่ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรจำนวนมากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับการทรงจัดเตรียมของพระเจ้า และเราจะยอมใช้สิ่งที่พระองค์จัดเตรียมสำหรับเราที่จะใช้ในงานของพระองค์หรือไม่ แต่โดยปกติแล้วคนที่มองข้ามวิกฤติก็จะไม่มองหาของประทานที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า พระเยซูคริสต์จึงหนุนเสริมให้สาวกลงไปค้นหาของประทานในชุมชนนั้นด้วยตัวของสาวกเอง

ประการที่สี่ ในเหตุการณ์ครั้งนี้ พระเยซูคริสต์ทรงเปลี่ยนวิธีคิดวิธีเชื่อของเหล่าสาวกจากการที่จะฝ่าวิกฤติด้วยความเชื่อมั่นใน “เงินทองงบประมาณ” “ทรัพยากร” และความสามารถของตนเองที่มีอยู่ แต่พระองค์สำแดงให้เห็นชัดว่า วิกฤติครั้งนี้จะฝ่าผ่านไปได้ก็ด้วยสำนึกว่า การเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้คือ พระราชกิจอันทรงพระคุณของพระเจ้า และพระองค์เชิญชวนสาวกของพระองค์เข้ามีส่วนร่วมในพระราชกิจอันทรงคุณครั้งนี้ด้วย

พระเยซูทรงรับขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวนั้นมา ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองฟ้าสวรรค์แล้วขอบพระคุณพระเจ้า และหักขนมปังส่งให้เหล่าสาวก พวกเขาก็แจกจ่ายให้ประชาชน พระองค์ยังทรงแบ่งปลาสองตัวให้คนทั้งปวงโดยทั่วกันด้วย ในวิกฤติของมนุษย์เป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงสำแดงความเมตตากรุณาแก่ประชาชน วิกฤติของมนุษย์เป็นโอกาสที่มนุษย์และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น ในวิกฤตินั้นเองที่พระเจ้าทรงเปิดโอกาสให้เราได้มีส่วนร่วมรับใช้ในพระราชกิจของพระองค์ และที่สำคัญคือในวิกฤตินั้นเองที่เราได้รับการเรียนรู้ใหม่ๆ จากพระเจ้า ทำให้เราเกิดการเปลี่ยนในความคิดความเชื่อ ในทัศนคติและมุมมอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตไปในทางที่พระองค์ประสงค์ วิธีการที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อในขั้นนี้คือ การที่พระองค์เชิญชวนให้เราเข้ามาร่วมในพระราชกิจของพระองค์ ลงมือกระทำด้วยตนเอง และได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำครั้งนั้น ดั่งสาวกที่ได้รับขนมปังและปลาจากที่พระองค์ทรงหักแล้วนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชน

ประการสุดท้าย พระองค์บ่มเพาะเสริมสร้างเราให้เป็นสาวกของพระองค์ด้วยการตอกย้ำความคิดความเชื่อที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นความคิดความเชื่อที่ยั่งยืน ไปสู่การเป็นสำนึกที่ตระหนักชัด สู่การเป็นวินัยชีวิตที่เป็นอุปนิสัยคริสเตียนของเราแต่ละคน

ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของเหล่าสาวก และ รู้สึกตื่นเต้นกับเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่ตนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัว แล้วยังชื่นชมกับการที่ได้เลี้ยงอาหารคนจำนวนมากมายให้อิ่มหนำสำราญ พระเยซูคริสต์ตรัสสั่งให้สาวกรวบรวมเศษอาหารที่เหลือได้ 12 ตะกร้าเต็ม (6:43 อมตธรรม)

นี่คือกระบวนการประมวลให้เกิดเป็นองค์ความรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ การประมวลมิได้กระทำด้วยการสรุปเป็นหลักการของพระเยซูคริสต์ แต่พระองค์ประมวลโดยให้สาวกแต่ละคน “นับพระพร” คือลงไปเก็บเศษอาหารที่เหลือด้วยตนเอง สาวกต้องทึ่งอย่างมากเมื่อพบว่าอาหารที่เหลือมีมากถึง 12 ตะกร้า การได้เห็นถึงพระพรและพระคุณของพระเจ้าเช่นนี้เป็นภาพที่ย้ำเตือนในความคิดและความทรงจำของสาวกไปตลอดชีวิต และสิ่งนี้ภายหลังได้สะท้อนออกมาในคำกล่าวและการทำพันธกิจของเปโตรที่มีต่อคนง่อยที่หน้าประตูงามว่า เงินและทองเราไม่มี แต่สิ่งที่เรามีคือ ในพระนามพระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธจงเดินเถิด (กิจการ 3:6)

การสร้างสาวกไม่ได้สร้างแต่ความรู้เท่านั้น การสร้างสาวกเป็นการพัฒนาเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิตจากพระเจ้า เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่รากฐานของชีวิตคือ ความคิดและความเชื่อ มุมมองและทัศนคติ พฤติกรรมและการดำเนินชีวิต ให้เปลี่ยนแปลงไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า แน่นอนว่า องค์ความรู้เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่การก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อจะต้องไม่มองข้ามหรือหลีกเลี่ยงวิกฤติในชีวิต เพราะนั่นคือโอกาสที่พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา เราต้องพร้อมที่ลงมือกระทำตามที่พระเจ้าทรงนำ การฟันฝ่าวิกฤติเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่ท้าทายและเชิญชวนให้เราเข้าไปมีส่วนร่วม และจะต้องเริ่มต้นการร่วมในพระราชกิจการเปลี่ยนแปลงตามแผนการที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ และจากของประทานที่มีอยู่ในชุมชนและคนในชุมชน แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยปานใดก็ตาม การสร้างสาวกต้องพบความจริงด้วยประสบการณ์ตรง และการประมวลประสบการณ์เป็นองค์ความรู้สู่การพัฒนาเป็นความสำนึกตระหนักชัด และยึดมั่นดำเนินชีวิตตามแนวทางที่ได้รับการทรงเปลี่ยนตามพระประสงค์นั้น

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
แม่แก้ดน้อย สันทราย เชียงใหม่
เดือนระลึกพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี พฤศจิกายน 2011