แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมือง แสดงบทความทั้งหมด

28 สิงหาคม 2563

“การเมือง” แบบพระคริสต์

ทุกเรื่องถูกโยงให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีเรื่องอะไรในขณะนี้ที่จะอ้างตนเองว่า “เป็นกลาง” ไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง  

ปัจจุบัน “คริสตชน” ตกลงในหลุมพรางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัฒนธรรมคริสตชนอาจจะโดยไม่รู้ตัวอย่างน้อย 3 วัฒนธรรม

[1] วัฒนธรรมที่ตีตราเหมาเข่ง กล่าวคือ ถ้ามีคนหนึ่งที่ยืนยันบางเรื่องที่เห็นต่างจากเรา ปัจจุบันเรามัก “ตรีตราเหมาเข่ง” ว่าคน ๆ นั้นคิดไม่เหมือนเราทุกเรื่อง

ตัวอย่างเช่น มีครอบครัวหนึ่งที่เป็นสมาชิกคริสตจักรหนึ่งมานาน 8-9 ปี มาร่วมงานคริสตจักรตลอด ลูกหลานเติบโตในคริสตจักรนี้ จนกระทั่งการเทศนาครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่า ศิษยาภิบาลเอียงไปเป็น “ฝ่ายซ้าย” เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ในอีกคริสตจักรหนึ่ง ได้ยินเทศนามาเป็นร้อยครั้ง เมื่อมาได้ยินครั้งนี้ศิษยาภิบาลพูด “เอียงซ้าย” เลยตัดสินตีตราเหมาเข่งว่า คริสตจักรที่มีศิษยาภิบาล “เอียงซ้าย” เขาอยู่ด้วยไม่ได้แล้ว?

[2] วัฒนธรรม “สงครามเอาแพ้เอาชนะในวงการคริสตชน” ตนจะต้องเอาชนะให้ได้ การชนะกลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าความรักเมตตา ทำให้เกิดการแยกข่ายแบ่งขั้วกันในคริสตจักร แบ่งแยกเป็น “พวกมิตร” และ “ศัตรู” ขึ้นในคริสตจักร และคริสตชนปัจจุบันกำลังได้รับผล “เชื้อร้าย” จากวัฒนธรรมตัวนี้ แต่ละคนคอยระวัง ถ้าถูกกล่าวร้ายจะได้ตอบโต้กลับทันที

ปัจจุบัน คริสตจักรหลายแห่งตกเป็น “เครื่องมือ” ของนักการเมือง มากกว่าการเป็นจิตสำนึกของชุมชน สังคม และชาติ คริสตจักรได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้ที่เป็นสำนึกของสังคม แต่คริสตจักรส่วนมากถูกครอบงำด้วยกระแสสังคมชาติจนตกเป็นเหยื่อของ “การเอาแพ้เอาชนะกัน” เพื่อนำไปถึงการที่ตน “จะได้รับผลประโยชน์” ที่ตนเองต้องการจากนักการเมือง คริสตจักรจึงตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเพื่อแลกประโยชน์จากนักการเมืองที่สัญญาจะให้

[3] วัฒนธรรม “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งมีโอกาส” คริสตจักรปัจจุบันวิ่งไปตามกระแสทางจริยธรรมของสังคมส่วนใหญ่ เช่น ใครทำมากได้มาก ใครทำน้อยได้น้อย หรือทำอย่างไรเพื่อตนจะได้มากที่สุด “ยิ่งมากยิ่งดี” “ยิ่งอำนาจยิ่งมีโอกาส” ดังนั้น หลายต่อหลายคนในคริสตจักรจึงแสวงหาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริยธรรมแบบนี้ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์หน้ามือเป็นหลังมือ กัดกร่อนแก่นกลางรากฐานของคริสตจักร

เราจะไม่สามารถ "แก้ปัญหา" ด้วยการมีมาก ๆ และยิ่งใหญ่ขึ้น

เราไม่สามารถ "รักคนอื่น" เพราะเรามีมาก ๆ และมีอำนาจ

เราไม่สามารถ "พบพระคริสต์" เพราะเรามีมาก ๆ

น่าเสียดายที่คริสตจักรปัจจุบันขาดการสนใจวิเคราะห์เจาะลึกถึงคำสอนและรูปแบบการดำเนินชีวิตของพระเยซูคริสต์ว่า พระองค์มีจุดยืนและแสดงออกเช่นไรต่อ “การเมือง” ในสมัยของพระองค์

การเมืองที่ “ให้ชีวิต” ของตนเองแก่ประชาชน

ในสมัยของพระเยซูคริสต์ แต่ละพวกแต่ละคนต้องการให้พระองค์ “เข้าข้าง” หนุนพวกตนเอง และต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม เพราะเห็นว่า “ประชาชน” ชื่นชมในพระเยซู แต่พระองค์ปฏิเสธ เพราะทุกฝ่ายต่างมีจุดยืน หลักคิด และ ข้อสมมติฐานที่พระองค์รับไม่ได้ พระองค์จึงปฏิเสธจะให้การสนับสนุน เพราะพระองค์เห็นว่าพวกเขามีสมมติฐานว่า  “อำนาจและทรัพยากรใด ๆ จะถูกใช้ตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจเป็นหลัก” จะไม่ได้ถูกใช้เพื่อคนเล็กน้อยและคนส่วนรวมในสังคมชุมชน

คริสตจักรต้องตระหนักชัดว่า พระเยซูคริสต์เข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะ “คว่ำพลิก” และเปลี่ยนแปลงโลกนี้ขึ้นใหม่   เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ชัดเจนว่า

พระเยซู “ผู้ทรงสภาพเป็น “พระเจ้า” ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้ หรือ ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง (ฟิลิปปี 2:6 )

พระเยซูคริสต์มิได้เล่นเกม “เอาแพ้เอาชนะ” ตามกระแสสังคม แต่พระคริสต์ทรงใช้ชีวิตเพื่อที่ “จะยอมเสียสละชีวิต” หรือ “เล่นเกมเพื่อจะแพ้”

เราต้องเข้าใจว่า พระเยซูคริสต์ “เล่นเกม” ที่แตกต่างจากเรา พระองค์มี “กติกา” ในการเล่นไม่เหมือนเรา และพระองค์มี “ชัยชนะ” ที่แตกต่างจากเรา ทั้งนี้ที่พระองค์ไม่ยอมเข้าข้างกลุ่มไหน พวกไหน ก็เพราะกลุ่มต่าง ๆ ทั้งสิ้นต้องการให้กลุ่มอื่นแพ้ เพื่อตัวเองจะได้ชนะ

แต่... “พระเยซูคริสต์เล่นเกมเพื่อจะแพ้ เพื่อประชาชนจะสามารถชนะได้”

จากนั้น เปาโลอธิบายถึงพระเยซูคริสต์ต่อไปว่า “แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” (ข้อ 7) กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงกระทำตนให้เป็นมนุษย์ปุถุชน ยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา พระองค์ลงมาเป็นทาสที่ต่ำต้อยด้อยค่าในความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นคนสำคัญอะไรเลย พระองค์ปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ “พรรคใดพรรคหนึ่ง” หรือ “พวกใดพวกหนึ่ง” เพราะไม่ว่าพรรคไหน พวกไหน หรือ แม้แต่กลุ่มไหน ต่างก็ต้องการไขว่คว้าหาอำนาจและผลประโยชน์เพื่อตนเองทั้งสิ้น และที่พระองค์ “ทรงรับสภาพทาส” เพราะในแต่ละวัน “ทาส” จะแสวงหาว่าตนจะรับใช้นายอย่างดีได้อย่างไร จะรับใช้คนอื่น ๆ อย่างดีได้อย่างไร   แต่ถ้าเรากระทำตามความต้องการมุ่งหวังของตนเอง คริสตจักรก็ไม่ต่างจากองค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อตนเอง

ถ้าคริสตชนแต่ละคนเป็นอวัยวะหนึ่งใน “พระกาย” ของพระคริสต์ เราจะต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้เป็นศีรษะของกายนั้น ดังนั้น ถ้าจะให้คริสตจักร ให้คริสตชนมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เราต้องปกป้องคนอื่น ปกป้องสิทธิของคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำเพื่อตัวเราเอง เรียกร้องเพื่อตนเอง

คริสตจักรจะเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน เมื่อเรา “ยอมให้” มากกว่า “เรียกร้อง” ให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการ ความคิดนี้น่ากลัวหรือเปล่า ทำให้เรารู้สึกว่าเราสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างหรือเปล่า?

นี่คือสาเหตุที่พวกสาวกปฏิเสธความคิดของพระเยซูที่พระองค์จะถูกจับโดยพวกที่มีอำนาจ และพระองค์ได้อธิบายเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าแก่สาวก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เข้าใจ สาวกเข้าใจว่า การที่พระองค์ถูกจับ และถูกตรึงเสียชีวิตบนกางเขน นั่นหมายความว่า พระเยซูคริสต์และพวกสาวกแพ้ พวกสาวกสูญเสีย สาวกถามพระเยซูว่า “ถ้าพระองค์ถูกจับ และ ถูกฆ่าตาย แล้วเราจะชนะได้อย่างไร?” และพระองค์ตอบสาวกว่า “ด้วยวิธีการนี้แหละที่เราจะชนะ”  

พระเยซูไปเยรูซาเล็มเพื่อที่พระองค์จะแพ้เกมนี้ พระเยซูได้ชวนสาวกให้ร่วมในกระบวนการถึง 3 ปีเพื่อที่จะแพ้ในเกมนี้ บุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อที่รับการปรนนิบัติรับใช้ แต่พระองค์มารับใช้คนจำนวนมาก และยอมให้ชีวิตเป็นค่าไถ่ของประชาชนเหล่านั้น นี่เองที่พระองค์แตกต่างจากนักการเมืองอย่างสิ้นเชิง

พระคริสต์มาในโลกนี้เพื่อสถาปนาการปกครองของพระองค์ (แผ่นดินของพระเจ้า) ที่แตกต่างจากการปกครองตามวิถีแห่งโลกนี้ ด้วยระบบคุณค่าที่แตกต่างจากโลกนี้ พระองค์บอกว่า ในแผ่นดินแห่งการปกครองของพระองค์ คนต้นจะกลายเป็นท้ายคนท้ายจะกลับเป็นคนต้น  

แล้วสาวกก็ได้เรียนรู้บทเรียนนี้ จากในการเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้าย พระองค์เป็นผู้ล้างเท้าสาวกแต่ละคน และเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่กางเขนที่พระองค์อธิษฐานยกโทษคนที่ตรึงพระองค์ และพระองค์ยังบอกกับโจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงข้างพระองค์ว่า เขาจะได้อยู่กับพระองค์ในเมืองบรมสุขเกษม  

และเมื่อพระองค์เป็นขึ้นจากความตาย พวกสาวกจึงมารวมตัวกันเพื่อพบกับพระองค์ สิ่งสำคัญที่คริสตชนปัจจุบันจะต้องเรียนรู้จากสาวกของพระคริสต์คือ พวกเขาปฏิเสธที่จะมีอำนาจเพื่อที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับตนเอง   ใช่พวกเขาไม่ทำสิ่งใด ๆ เพื่อจะเป็น “ฝ่ายชนะ” แต่พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขามีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อตนเองแต่เพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์ และเพื่อชีวิตของมวลชน

คริสตจักรกับการเมือง

พระเยซูคริสต์บอกสาวกของพระองค์ว่า ด้วยกระบวนคิดกระบวนเชื่อเช่นนี้เองที่พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ขึ้น ถ้าท่านมีชีวิตที่ติดตามพระเยซูคริสต์ แบก “กางเขนของตน” ตามพระคริสต์ไป มิใช่แบกเอา “สิทธิของตนเอง” ตราบใดคริสตจักรในโลกนี้ยอมตนตกเป็นเครื่องมือของอำนาจแห่งโลกนี้ อำนาจนักการเมือง คริสตจักรจะตกอยู่ในสภาพที่มีแต่ความหวาดกลัว

หลักการของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์คือ เราไม่ต้องการช่วงชิงชัยชนะเพื่อตนเอง แต่เราได้ชัยชนะเพื่อคนอื่น   ถ้าคริสตจักรเห็นแก่เงิน เห็นตำแหน่ง ชื่อเสียง เห็นแก่ผลประโยชน์สำหรับตนเอง นั่นไม่ใช่คริสตจักรของพระคริสต์แต่เป็นกลุ่มคนที่แสวงหาการรับใช้นักการเมืองแบบโลกนี้เพื่อผลประโยชน์แห่งตน

เมื่อคริสตชนไปออกเสียง ลงคะแนนบัตรเลือกตั้ง เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กฎหมายของประเทศเป็นสิ่งที่เราต้องทำ   แต่การกระทำนี้เรากระทำเพื่ออะไรเราต้องสัตย์ซื่อชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เราออกเสียงเลือกตั้งเพื่อสังคมชุมชน เพื่อคนในชุมชนของเรา มิใช่เพื่อคริสตจักรเอง หรือ ตนเอง หรือ เพื่อนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง

นี่คือจุดยืนของพระเยซูคริสต์ “[6] ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้” หรือใช้ฐานะเท่าเทียมกับพระเจ้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง “[7] แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์” “[8] พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความตาย กระทั่งตายบนกางเขน” 

พระองค์ผู้ทรงสถานะสูงสุด แต่พระองค์กลับถ่อมลงต่ำที่สุด พระองค์ยอมตนเพื่อคนชั่ว ด้วยความเชื่อฟัง จนยอมตายบนกางเขน และนี่เป็นที่แตกต่างจากกระแสแห่งโลกนี้อย่างสิ้นเชิง และด้วยหลักการของพระคริสต์นี้เองที่ทำให้โลกไม่เป็นไปอย่างเดิม

แล้วทำอย่างไรที่จะใช้หลักการของพระเยซูคริสต์เป็นหลักการที่จะเปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้เกิดสังคมที่สันติ-ยุติธรรม และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ที่มี “พระฉายาของพระเจ้า” เท่าเทียมกัน

เราต้องตระหนักเสมอว่า เป้าหมายของการมีคริสตจักรมิใช่เพื่อเราจะมารวมตัวกันที่คริสตจักร แต่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นดลใจให้ผู้คนให้ติดตามพระเยซูคริสต์ และมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นทุกวัน

นี่คือ “การเมือง” แบบพระคริสต์ ที่หยั่งรากลึกลงในพระกิตติคุณของพระองค์

คริสตจักรท้องถิ่น และ คริสตจักรระดับชาติในประเทศไทย พร้อมที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบพระคริสต์  “การเมืองบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” หรือไม่?  หรือยังเลือกที่จะขับเคลื่อนการเมืองแบบ “เอาแพ้เอาชนะ เอาอำนาจ เอาผลประโยชน์” กัน ที่ไม่รู้จักที่จะ “ให้ชีวิต” แด่พระคริสต์ท่ามกลางชีวิตมวลชนทั้งหลายในโลกนี้

การเมือง “แบบพระเยซูคริสต์”

การเมืองตามกระแสสังคมโลก มุ่งใช้ประชาชนให้เป็นเครื่องมือเพื่อตนเอง เพื่อจะได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์สำหรับตน  

แต่พระเยซูคริสต์มาเพื่อ “ให้ชีวิต” ของพระองค์เอง เพื่อปกป้อง ปกครอง เยียวยารักษา และเสริมสร้างชีวิตของประชาชนและสังคมโลกให้มีคุณภาพชีวิตเฉกเช่น “แผ่นดินของพระเจ้า” 

อีกทั้งยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนแต่ละคนที่จะมี ชีวิต จิตใจ และจิตวิญญาณแบบพระคริสต์ที่ “ให้ชีวิตตนเองแก่คนรอบข้าง” เพื่อร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลิกคว่ำสังคมโลกของพระคริสต์ ให้เป็นชุมชนสังคมแห่งแผ่นดินของพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



30 เมษายน 2562

การเมืองบนรากฐาน “พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์” (เชิงปฏิบัติ)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนในประเทศซูดานใต้ (South Sudan) ซึ่งเป็นประเทศใหม่อายุไม่เกิน 10 ปี  ประชากรส่วนใหญ่เลื่อมใสศรัทธาในคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก   ทับทิม พญาไท ได้เขียนในบทความของท่าน “ว่าด้วยการเมืองกับ “ธรรมะ” ลงเผยแพร่ใน ผู้จัดการออนไลน์ ว่า...

“...องค์พระประมุขแห่งศาสนาคริสตจักรคาทอลิก พระสันตะปาปา “ฟรานซิส” ท่านได้ประพฤติ ปฏิบัติเอาไว้เมื่อไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์มานี้ และก่อให้เกิดความฮือฮามิใช่น้อยต่อสายตาชาวโลก นั่นก็คือการที่พระองค์ได้ทรุดตัวลง “จูบฝ่าเท้า” บรรดาผู้นำทางการเมือง 5 รายจากประเทศซูดานใต้ (South Sudan) ที่เพิ่งได้รับเอกราชมาเมื่อไม่ถึง 10 ปีที่แล้ว แต่ดันต้องหันมากัดกัน ฟัดกัน ตามแบบฉบับ“นักการเมือง” ทั้งหลาย ชนิดผู้คนล้มตายกันไปแล้วนับเป็นแสน ๆ คน ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่อีกนับล้าน...”

“...องค์ประมุขชาวคริสต์นิกายคาทอลิกอันเป็นศาสนาที่บรรดาชาวซูดานใต้ส่วนใหญ่ให้ความเคารพ ศรัทธา ตัดสินใจทรุดพระองค์ลงไปจูบฝ่าเท้า ฝ่าตีน ผู้นำทางการเมือง 5 ราย แม้ว่าไขข้อของพระองค์จะไม่ค่อยดี ต้องมีคนมาช่วยประคับประคอง ให้ก้มลงไปถึงฝ่าเท้า ฝ่าตีนของผู้นำในแต่ละราย ไล่มาตั้งแต่ประธานาธิบดี ผู้นำกบฏ ไปจนถึงรองประธานาธิบดีอีก 3 ราย เพื่อวิงวอนขอให้ช่วยธำรงรักษา “สันติภาพ” ในซูดานใต้ หลังจากผู้คนเดือดร้อนกันมาเยอะแล้ว...”

เราชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้แล้ว คิดและรู้สึกอย่างไรครับ? และเมื่อมองเขาแล้วกลับมามองตน เราคิดอย่างไรบ้างครับ?

เรารู้อยู่แก่ใจว่า ในองค์กรคริสต์ศาสนาของเราไม่ควรที่จะใช้วิธีการ หรือ ทำตนเป็นเหมือน “นักการเมือง” ทั้งหลาย แต่การที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรควรจะจะบริหารจัดการชุมชนคริสต์ศาสนาของเราบนรากฐานพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นความเชื่อศรัทธาเชิงปฏิบัติ มิใช่ความเชื่อศรัทธาที่เก็บกักอยู่แต่ในใจครับ   หรือเป็นความศรัทธาที่พูดมากแต่ไม่ทำครับ! แต่ต้องเป็นเหมือนพระคริสต์ “ศรัทธาที่ทำ” ในชีวิตประจำวันของพระองค์

หรือ เราต้องรอให้พระคริสต์มาจูบตีนของเราก่อน?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499

03 ธันวาคม 2555

เต้นไปตามจังหวะ ‘ปี่กลองการเมือง’?


คริสตชนจะเข้ามีส่วนร่วมใน “การเมือง” ที่ก่อเกิดการยกย่องสรรเสริญพระเจ้าได้อย่างไร?

คำถามที่เรามักได้ยินได้ฟังจากสมาชิกคริสตจักรคือ 

“แล้วคริสตชนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร?

ยิ่งกว่านั้น   หลายคนวิพากษ์ว่า   ไม่ต้องถามว่าคริสตชนจะยุ่งการเมืองได้หรือไม่?   เพราะทุกวันนี้สององค์กรใหญ่ที่เป็นองค์กรพี่เบิ้มคริสต์ศาสนาในประเทศไทยต่างถูกผู้นำองค์กรเอาระบบ “การเมืองแบบน้ำเน่า” ในสังคมไทยมาใช้ในการบริหารจัดการเลือกตั้งเพื่อดูว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารองค์กรมาใช้   โดยไม่ได้ปรึกษาและขออนุญาตจากสมาชิกส่วนใหญ่ในองค์กรเลย

ที่ผู้นำองค์กรเหล่านี้ต้องถามตนเอง จิตสำนึกของตนเอง และสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กรก่อนคือ   กระบวนการการเมืองน้ำเน่าดังกล่าวเป็นการกระทำที่สอดคล้องและตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระเจ้าตามพระวจนะของพระองค์หรือไม่?   นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็นว่า คริสตชนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว “การเมืองในองค์กร” หรือไม่?  อย่างไร?

อีกประเด็นคำถามหนึ่งก็คือ   คริสตชนควรเข้าไป “ยุ่งเกี่ยว” หรือ “มีส่วนร่วม” หรือ “มีความรับผิดชอบ”  ในด้านการเมืองของประเทศได้หรือไม่อย่างไร? (ทั้งระดับท้องถิ่น และ ระดับชาติ)   ตั้งแต่คำถามที่ว่า   คริสตชนจะเป็นสีอะไร  จะเป็นสี แดง, เหลือง, ฟ้า, ชมพู, ขาว หรือ หลากสี?   จะสนับสนุนพรรคไหน?  จะลงคะแนนเสียงให้กับใคร?   คริสตชนใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินใจเรื่องข้างต้นนี้?   คริสตชนมีหลักคิดและความเชื่อศรัทธาที่ใช้ในการตัดสินเรื่องเหล่านี้อะไรหรือไม่?    

คริสตชนแต่ละคนมองการเมืองอย่างไร?

การที่คริสตชนจะมองว่า  คริสตชนควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือ มีส่วนร่วม หรือ มีความรับผิดชอบต่อ “การเมือง” หรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับมุมองหรือทัศนคติทางการเมืองของคริสตชนคนนั้นหรือกลุ่มนั้น  เช่น  ถ้ามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของกิจกรรมที่ “สกปรก”   เป็นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น  ช่วงชิงอำนาจ  หรือ  การแย่งชิงผลประโยชน์   ก็ทำให้คนกลุ่มหนึ่ง “อยากเล่นการเมือง”   อีกส่วนหนึ่งไม่ต้องการเข้าไปเกลือกกลั้วตัวเองให้ต้องเปื้อนเปรอะทางการเมือง   แต่ถ้ามองว่าการเมืองเป็นเรื่องของการสร้างความขัดแย้ง แบ่งสีแบ่งพวก   มีแต่เรื่องโต้เถียง สาดโคลน  คนกลุ่มนี้ก็มักจะไม่เข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

เราอยู่ในเมืองไทย  เราดูเรื่องคริสตชนกับการเมืองในสหรัฐอเมริกา  เรามักมีภาพรวมใหญ่ๆ ว่า  พวกอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่จะเลือกพรรครีพับพลิกั้น  ส่วนพวกหัวก้าวหน้าส่วนใหญ่จะเลือกเดโมแครต  และที่แบ่งขั้วเลือกตั้งนี้ก็ยังมีมุมมองที่แตกต่างกันในพวกเดียวกันเช่น   พวกหนึ่งเป็น “พรรคนิยม” เลือกเพราะเป็นสมาชิกของพรรคนี้   อีกพวกหนึ่งเลือกเพราะคนที่ตนเลือกมีวิธีคิดวิธีเชื่อใกล้เคียงกับที่ตนคิดตนเชื่อ เป็นต้น

รากฐานบางประการของคริสตชนที่เข้าไปมีส่วนในทางการเมือง

รากฐานหรือจุดยืนที่สำคัญของคริสตชนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองทั้งในระดับองค์กร  การเมืองระดับท้องถิ่น  และการเมืองระดับชาติคือ   พระมหาบัญญัติของพระเยซูคริสต์   เรามีส่วนในด้านการเมืองด้วยการยืนหยัดการเข้าไปมีส่วนร่วมการเมืองด้วย การรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดความคิดของเราเป็นรากฐานประการหลัก   การคิด การตัดสินใจ  และการทุ่มชีวิตของเราเข้าไปมีส่วนในการเมืองเพราะ “เรารักพระเจ้า”   สิ่งนี้ไม่มีใครรู้ชัดถึงน้ำใสใจจริงในเรื่องนี้ของเราได้เท่ากับพระเจ้า และ ตัวเราเอง   เราโกหกคนอื่นได้  เราหลอกลวงตนเองได้  แต่เราปิดบังพระเจ้าไม่ได้!

กล่าวคือเราได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้มีส่วนในงานการเมืองระดับต่างๆ ในฐานะหน้าที่ที่แตกต่างกันไป   แต่ที่สำคัญคือ  ต้องถามตนเองเสมอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้พระเจ้าทรงประสงค์ให้เรามีส่วนร่วมในด้านการเมืองขององค์กรนั้น ท้องถิ่นนี้ หรือ ประเทศนี้อย่างไร?  

กล่าวคือ...เราเข้าไปมีส่วนร่วมงานการเมืองตามพระประสงค์ของพระเจ้า

เรามิได้เข้าไปมีส่วนร่วมเพราะ คนๆ นั้น  พรรคการเมืองโน้น  สัญญาจะให้จะแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์อะไรบ้างแก่ส่วนตัวของเรา  คริสตจักรของเรา  ครอบครัวของเรา   เรามิได้เข้าไปมีส่วนทางการเมืองเพราะ “ผลประโยชน์” ทั้งส่วนตน  ส่วนพวก   แต่เราอุทิศตนทำงานการเมืองเพื่อตอบสนองต่อพระมหาบัญญัติของพระคริสต์

รากฐานในพระมหาบัญญัติประการที่สองคือ  รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง   เราเข้าไปมีส่วนในงานการเมืองครั้งนั้นๆ เพื่อ “เพื่อนบ้าน”  คนในชุมชนรอบข้าง  คนในคริสตจักร  คนในชุมชน  คนในประเทศจะได้รับพระพรชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นจากการบริหารจัดการทางการเมืองบนรากฐานพระมหาบัญญัตินี้

การที่คริสตชนเข้าไปมีส่วนการเมืองระดับต่างๆ ก็เพื่อที่จะให้พระประสงค์ของพระคริสต์ตามพระมหาบัญญัติของพระองค์สำเร็จเกิดผลเป็นรูปธรรมในชีวิตทุกด้านในคริสตจักร ชุมชน และประเทศ   เพื่อคนทั้งหลายเห็นถึงการทุ่มเททำงานการเมืองบนรากฐานพระประสงค์ของพระคริสต์   แล้วทำให้คนที่พบเห็นและสัมผัสเกิดการสรรเสริญยกย่องพระเจ้าของคริสตชน

ศิษยาภิบาลควรวางตัวอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

ศาสนาจารย์  ศิษยาภิบาลที่วางตัวเหมาะสมไม่ควร “เลือกข้างเลือกฝ่าย”   แต่ที่ผ่านมามีศิษยาภิบาล ศาสนาจารย์ส่วนหนึ่งเป็นตัวกลางชักนำเอาพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เข้ามาแสดงจุดยืนในคริสตจักร หรือ ในองค์กรของตนเอง โดยเป็นการสนับสนุนหรือเปิดโอกาสให้บางพรรคบางพวกเข้ามาหาเสียง  กีดกันบางพรรคบางพวกไม่ให้เข้ามาแนะนำตนเองและหาเสียง  หรือชักนำ “นักเล่นการเมือง” เข้ามาเสนอผลประโยชน์ที่สัญญาว่าจะให้แก่คริสตจักร    แต่ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่า ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ไม่ให้พูดหรือทำงานเรื่องการเมือง   แต่ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ต้องวางตัวอยู่เหนือ “การเลือกข้าง”   แต่หนุนเสริมให้สมาชิกคริสตจักรของตนมี “พระมหาบัญญัติของพระคริสต์” เป็นหลักคิดหลักเชื่อ และ จุดยืนการเมืองของคริสตชนในการคิดตัดสินใจในการมีส่วนในการเมืองระดับต่างๆ 

อีกประการหนึ่ง  ในฐานะศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์  สามารถที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้สมาชิกในคริสตจักร หรือ องค์กรของตนเองเกิดการเปิดใจกว้างรับฟังกันและกัน   ยอมรับฟังความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละคน   และมีประเด็นกระตุ้นคิดสมาชิกคริสตจักรหรือองค์กรให้คิดลึกในหลักคิดหลักเชื่อของคริสต์ชน เช่น   ถ้าเราเลือกกลุ่มนั้นพรรคนี้หรือคนนั้นแล้วจะสร้างผลกระทบอย่างไรต่อผู้คนเพื่อนบ้านของเรา  คนในชุมชนของเรา?   จะสร้างผลกระทบต่อประเทศชาติของเราอย่างไรบ้าง?   หน้าที่หนึ่งของศิษยาภิบาลคือช่วยให้ผู้คนใช้สิทธิและโอกาสทางการเมืองของตนอย่างมีเป้าหมายและมีจุดยืนบนพระมหาบัญญัติของพระคริสต์ที่ชัดเจน

ประการต่อมาคือ   การใช้พระคัมภีร์เป็นเกณฑ์ในการตัดสินด้านการเมือง   เราจะไม่บอกว่าพระคัมภีร์ข้อนั้นข้อนี้สนับสนุนกลุ่มนั้นพรรคนี้หรือคนใดคนหนึ่ง   แต่เราจะเน้นว่า  พระคัมภีร์ข้อนั้นตอนนี้ได้สอนอะไร บ่งชี้อะไรถึงพระประสงค์ของพระเจ้า  หรือได้สำแดงให้เห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจอะไร และ อย่างไร   และเราในฐานะคริสตชนจะมีส่วนร่วมสานต่อพระราชกิจของพระองค์ในเรื่องนั้นอย่างไรบ้าง   พระวจนะของพระเจ้าได้แสดงให้เราเห็นว่า  เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพระองค์อย่างไรบ้าง   ศิษยาภิบาลหรือศาสนาจารย์มีบทบาทหน้าที่หนุนเสริมเพิ่มพลังความเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าแก่สมาชิกของตน  เสริมสร้างสมาชิกของตนให้เข้าใจถึงพระวจนะในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไร  และประสงค์ให้ประชากรของพระองค์มีส่วนร่วมในพระราชกิจดังกล่าวอย่างไรด้วย

การเมืองคริสตชนคือการที่มุ่งนำเพื่อนบ้านให้มีประสบการณ์ชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า   เพื่อคนเหล่านั้นจะได้สัมผัสและสัมพันธ์กับพระคริสต์ที่จะครอบครองปกป้องชีวิตของเขา   เพื่อแผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่  น้ำพระทัยขอพระองค์เป็นอย่างไรในสวรรค์   จะได้เป็นจริงเช่นนั้นในแผ่นดินโลก

นี่คือบทบาททางการเมืองของคริสตชนในโลกนี้ครับ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499