แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความเชื่อ แสดงบทความทั้งหมด

01 พฤษภาคม 2564

ความเชื่อ กับ ความวิตกกังวลในการฉีดวัคซีน โควิด 19

ในช่วงนี้เราท่านต่างตกอยู่ในภาวะที่สับสนว่า เราควรจะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 หรือไม่ ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า ชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตที่ต้องเสี่ยง คือจะเลือก “เสี่ยงรับเชื้อโควิด 19 หรือ จะเสี่ยงรับผลกระทบข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน”

คนในสายวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกเราว่า วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่ทุกคนจะต้องตระหนักความจริงว่า เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอยู่ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสโควิด 19 แพร่ระบาดที่รุนแรงอย่างที่เป็นอยู่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวเรื่องผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนโควิดฯ ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ก็มีออกมาไม่ขาดสาย แม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้รับการฉีดวัคซีนก็ตาม   แต่ข่าวคราวเหล่านั้นมีอิทธิพลสร้างความกลัว หรือ อย่างน้อยสร้างความไม่มั่นใจแก่คนเหล่านั้นที่จะต้องตัดสินใจรับการฉีดวัคซีนหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวม หรือ โดยภาพใหญ่แล้ว จำนวนประชาชนที่ได้รับวัคซีน เมื่อนำมาเสริมหนุนกับกระบวนการป้องกันอื่น ๆ ไม่ว่า วินัยในการใส่หน้ากากอนามัย การรักษาสุขอนามัยส่วนตัวของแต่ละคน และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ตลอดจนมาตรการการกักเก็บรักษาตัวกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัย การฉีดวัคซีนได้เข้ามาเสริมให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและความพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในภาวะวิกฤติรุนแรงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ผมมองว่านี่คือวิกฤติชีวิตที่คริสตชนต้องพึ่งความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้ามั่นคง และ เชื่อฟังตามพระบัญชาของพระเจ้า

(1) การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองในภาวะวิกฤติ การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นเรื่องของการที่คริสตชน “รักเพื่อนบ้านและดูแลเอาใจใส่ตนเอง” ตามพระบัญชาของพระเจ้า วิธีการการป้องกันดังกล่าวเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากเรา(ถ้ามี)ไปยังคนอื่น และในเวลาเดียวกันเป็นการป้องกันตัวเราเองจากกรรับเชื้อจากคนอื่น(ถ้ามี)ที่เราพบปะ สัมผัส และอยู่ใกล้ชิด และกระบวนการป้องกันนี้เป็นสติปัญญาจากพระปัญญาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เราในทางความรู้ด้านการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพ และการดูแลสุขอนามัยในชีวิตของเรา

(2) การรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้อีกหลายเรื่อง ตามสถานการณ์ในขณะนี้ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขที่ยังไม่รู้ รวมไปถึงวัคซีนที่มนุษย์พยายามผลิตขึ้น และลองใช้ในเวลานี้ เราไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีผลข้างเคียง ผลกระทบระยะยาวอย่างไรบ้าง อย่างที่บอกแล้วว่า การฉีดวัคซีนเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่อาจจะต้องรับผลข้างเคียง แต่ในขณะที่การไม่รับฉีดวัคซีนก็เผชิญกับอีกความเสี่ยงหนึ่งในการรับเชื้อร้ายตัวนี้

วิกฤติในประการนี้ผมขอเรียกว่า “วิกฤติความจำกัดทางปัญญา” ของมนุษย์เราในเวลานี้ สิ่งที่ทำได้คือการทูลขอพระปัญญาของพระเจ้าที่จะช่วยเปิดเผย ชี้ทาง ให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จะพบวิธีการที่มีประสิทธิภาพ  

พระธรรมยากอบ 1:5 บอกเราว่า “แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ” (มตฐ.) และในที่นี้รวมถึงกรณีของคนที่ไม่มั่นใจในการรับฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 ด้วย

(3) การไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19   สร้างความเครียดกังวลในชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย รวมถึงคนที่บอกว่าตนเองเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วย ใน ฟิลิปปี 4:6-7 บอกแก่เราชัดเจนว่าในภาวะที่กังวล สับสน สิ้นหวัง ในความไม่แน่นอนนี้ให้เรา “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใด ๆ เลย แต่ “จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอนพร้อมกับการขอบพระคุณ” แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”  (สมช.)



15 มกราคม 2561

ถ้ามีความเชื่อ...ต้องไม่ด่วนยอมแพ้!

อะไรคือความแตกต่างของผู้ที่มีความเชื่อศรัทธา กับ คนที่ไม่มีความเชื่อศรัทธา?

คนที่เชื่อศรัทธาจะไม่ยอมแพ้ “ยกธงขาว” ตั้งแต่เมื่อพบเห็นความยากลำบากครั้งแรก ๆ พวกเขาบากบั่น มุ่งมั่น ไปทีละก้าว ก้าวต่อก้าว ก้าวแล้วก้าวอีกไม่ย่อท้อ คนที่เชื่อศรัทธาเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นมุ่งมั่น คนที่มีความเชื่อศรัทธาคือคนที่บากบั่นพากเพียร คนที่มีความเชื่อคือคนที่ยืนหยัดเด็ดเดี่ยว คนที่มีความเชื่อศรัทธาคือคนที่ไม่รู้ว่าจะล้มเลิกท้อถอยอย่างไร เมล็ดไม้สักงอก เติบโต เป็นต้นไม้ใหญ่ได้อย่างไร? ต้นสักที่สูงใหญ่มาจากเมล็ดสักเม็ดเล็ก ๆ เมื่องอกแล้ว ค่อย ๆ เติบใหญ่ ในทุกหน้าแล้งมันเสี่ยงต่อการถูกไฟป่าเผา แต่เพราะมันไม่ย่อหย่อน ท้อถอย และยอมแพ้ต่างหากที่ทำให้มันเป็นต้นสักที่เติบใหญ่ สูงตระหง่านอยู่ได้

ที่ผ่านมา ผมเคยเป็นคนหนึ่งในหลาย ๆ คนที่ทำอะไรมัก “ยอมแพ้” ง่าย ๆ แต่ประสบการณ์ชีวิตสอนผมว่า เราจะไม่ล้มเหลวในชีวิตเลยตราบใดที่เรายังไม่ท้อถอย ยอมแพ้ พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ที่เลวร้าย ลำบาก ทุกข์ยากที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพื่อที่จะทดสอบและเสริมสร้างให้เราเป็นคนที่ยืนหยัด มั่นคง เด็ดเดี่ยว ที่พระองค์จะใช้ได้

ศาสนาจารย์ ริก วอร์เรน เล่าว่า คริสตจักรเซดเดลแบค เขาเทศนาครั้งแรกในคริสตจักรแห่งนี้ให้คนฟัง 1 คน ริก หมายถึงภรรยาของเขา เธอรู้สึกว่าคำเทศนาของ ริก ยืดยาวเกินไป หลังจากนั้นอีก 31 ปี เธอก็ยังบอกกับ ริก ว่า เทศนาของเขายังยาวเกินไป

ริกเล่าอีกว่า เมื่อเขาเริ่มต้นคริสตจักร เขาคาดหวังว่าจะมีตัวอาคารโบสถ์ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ปรากฏว่า คริสตจักรแห่งนี้ไม่มีอาคารโบสถ์เป็นของตนเองเป็นเวลา 15 ปี และใน 13 ปีแรกเราต้องเปลี่ยนที่เช่าหลายที่ ริกถามว่า “ท่านรู้ไหม มีสักกี่ครั้งที่ผมรู้สึกท้อแท้จนอยากจะยอมแพ้? เกือบจะทุกเช้าวันจันทร์ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจะล้มเลิกความตั้งใจอย่างไร”

พระเจ้าตรัสกับ ริก ว่า “ถ้าเราไม่ให้อาคารโบสถ์แก่เจ้า เจ้ายังจะรับใช้เราหรือไม่? ริก ตอบพระเจ้าว่า “แน่นอน ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ข้าพระองค์ยังจะรับใช้พระองค์”

คริสตจักรแห่งนี้เติบโตขึ้นจนมีสมาชิกเกินกว่า 10,000 คน ก่อนที่เขาจะมีตัวอาคารโบสถ์เป็นของตนเอง พวกเขาจะต้องจัดสถานที่นมัสการพระเจ้าสำหรับคน 10,000 คนทุกวันอาทิตย์ แล้วเก็บกวาด จัดเก็บ สถานที่นั้นหลังการนมัสการเลิกทุกวันอาทิตย์ ใครบ้างอยากทำงานลำบากเช่นนั้น? แน่นอน คงไม่มีใครที่อยากทำอย่างนั้น อีกทั้งดูเป็นคริสตจักรที่ไม่น่าชื่นชมสนใจอะไรเลย มีแต่จะต้องทำงานหนัก แต่พระเจ้าทรงใช้เวลาที่พวกเขาต้องทุกข์ยากลำบาก ทำงานหนัก เพื่อทดสอบและเสริมสร้างความมุ่งมั่น ตั้งใจ ยืนหยัด อย่างเด็ดเดี่ยวของพวกเขา

อะไรที่ทำให้เราอดทน บากบั่นจาริกไปได้บนเส้นทาง และ ในเวลาที่แสนทุกข์ยากลำบากเช่นนี้? อาจารย์เปาโล กล่าวจากประสบการณ์ตรงของท่านว่า “...(ที่)เรา...ไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่าสภาพภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่สภาพภายในนั้นก็ได้รับการเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ วัน เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ” (2 โครินธ์ 4:16 มตฐ.)

พระเจ้าสนพระทัยว่า เราจะเป็นคนอย่างไร มากกว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเราในตอนนี้

พระองค์ใช้การประสบกับการทดลอง ความทุกข์ยากลำบาก ความแร้นแค้น และเกิดปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตคนของพระองค์ ที่จะสอนและเสริมสร้างให้เขาเป็นคนที่บากบั่นพากเพียร เป็นคนที่มีความหนักแน่น ตั้งใจ แน่วแน่ และเสริมสร้างอุปนิสัยและบุคลิกคนของพระเจ้า และ มีชีวิตตามที่พระองค์จะทรงใช้ได้

ปัญหา ความทุกข์ยากลำบากที่เราประสบพบเจอในชีวิตปัจจุบันนี้ เป็นการทดสอบ และ เสริมสร้างให้เราเป็นผู้ที่มีความเชื่อศรัทธาที่สัตย์ซื่อ

ท่านยังจะรับใช้พระองค์ต่อไปหรือไม่ เมื่อชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากข้นแค้น?

เปาโลเขียนไว้ใน กาลาเทีย บทสุดท้ายว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร” (6:9 มตฐ.)

ประเด็นใคร่ครวญ และ แบ่งปันความคิดเห็น ประสบการณ์

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ กับที่กล่าวข้างต้นที่ว่า พระเจ้าสนพระทัยว่าท่านจะเป็นคนอย่างไร มากกว่าที่มีอะไรกำลังเกิดขึ้นในชีวิตของท่านในปัจจุบันนี้? ทำไม?

การที่ท่านรู้ว่า พระเจ้ากำลังทำพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางสถานการณ์ชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากของท่าน จะช่วยเปลี่ยนท่าที และ แนวทางที่ท่านจะจัดการและรับมือกับสถานการณ์วิกฤติเหล่านั้นหรือไม่? อย่างไร? และทำไม?

ในสถานการณ์แบบไหนที่ท่านพร้อมจะยอมแพ้ “ยกธงขาว”? แต่ถ้าท่านเลือกที่จะไว้วางใจพระเจ้าในสถานการณ์นั้น ขณะที่ท่านบากบั่น พากเพียร และ พยายามในสถานการณ์ดังกล่าว ท่านคิดว่าจะเกิดความแตกต่างหรือไม่? อย่างไร? ทำไม?

ท่านมีตัวอย่าง หรือ ประสบการณ์ตรงในเรื่องข้างต้นนี้หรือไม่? ถ้ามี เล่าแบ่งปันกันฟังและเรียนรู้ด้วยกัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง

Prasit.emmaus@gmail.com; 081 289 4499

04 ธันวาคม 2558

ความเชื่อที่กล้ากระทำและหลักแหลมด้วยพระปัญญา

โดย​ความ​เชื่อ เมื่อ​โม​เสส​เกิด​มา บิดา​มารดา​จึง​ซ่อน​ท่าน​ไว้​ถึง​สาม​เดือน
เพราะ​เห็น​ว่า​ท่าน​เป็น​เด็ก​น่ารัก และ​บิดา​มารดา​ของ​ท่าน​ไม่​ได้​กลัว​คำ​สั่ง​ของ​กษัตริย์​เลย
(ฮีบรู 11:23 มตฐ.)

เมื่อนางผดุงครรภ์ตัดสินใจไม่ยอมทำตามคำบัญชาแผนการที่ชั่วช้าเลวร้ายของฟาโรห์  ฟาโรห์เริ่มแผน 2 ของเขา   สั่งให้ฮีบรูบ้านใดก็ตามที่ทารกเกิดมาเป็นเพศชายให้นำไปทิ้งลงในแม่น้ำไนล์   โดยอนุญาตให้เลี้ยงทารกหญิงไว้ได้   น่าสังเกตว่า  แผนการที่ชั่วช้าเลวร้ายของนักปกครองประเทศมักจะใช้อำนาจเพื่อทำลายทุกสิ่งที่อาจจะเป็นภัยต่อตนเอง   ทำให้เราคิดถึงกษัตริย์เฮโรดที่ตื่นตระหนกอย่างมากเมื่อนักปราชญ์บอกเขาว่ากษัตริย์องค์ใหม่บังเกิดในอาณาจักรของตน   และเมื่อพบว่า นักปราชญ์ไม่ยอมทำตามคำสั่งของตนจึงจัดการแผนที่ชั่วร้ายกว่าเดิมคือ  สั่งให้ทหารฆ่าทารกที่อายุต่ำกว่า 2 ปีที่บ้านเบ็ธเลเฮ็มให้หมด

เหี้ยมแค่ไหน?   เพียงปกป้องความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง   แต่เด็กไม่รู้อะไรต้องสังเวยแผนการชั่วร้ายของเฮโรดไปกี่ชีวิต?

พ่อและแม่ของโมเสส   ผู้ที่มีบุตรอย่างน้อยมาแล้ว 2 คน (เท่าที่เรารู้จากพระคัมภีร์) คือ อาโรน ลูกชาย และ มิเรียม ลูกสาว   แล้วผู้เป็นภรรยาได้ให้กำเนิดลูกอีกคนหนึ่งในช่วงเวลาที่วิกฤติเป็น “เด็กชาย” เมื่อคลอดทารกออกมา  พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า “...เมื่อ​นาง​เห็น​ว่า​บุตร​น่า​รัก จึง​ซ่อน​ไว้​ถึง​สาม​เดือน และ​บิดา​มารดา​ของ​ท่าน​ไม่​ได้​กลัว​คำ​สั่ง​ของ​กษัตริย์​เลย”(อพยพ 2:2;  ฮีบรู 11:23 มตฐ.)  แท้จริงแล้ว แม่ทุกคนย่อมมองว่าทารกที่ตนให้กำเนิดน่ารักทั้งสิ้น   แต่ที่นี่นางกล้าหาญที่จะไม่ทำตามคำสั่งของฟาโรห์   และนี่คือ “ความเชื่อ” ที่เราสามารถเห็นและสัมผัสได้   เพราะเป็นความเชื่อที่เป็นพฤติกรรม ความเชื่อที่เป็นการกระทำ   ที่นางทำได้เช่นนี้เพราะ เธอวางใจในการปกป้องของพระเจ้า   แทนที่จะเกรงกลัวคำสั่งของผู้ปกครองประเทศ

เธอได้ซ่อนทารกเพศชายคนนี้ไว้ 3 เดือน   เธอคงทำทุกวิถีทางและทุกวิธีที่จะให้ทารกอยู่กับเธออย่างปลอดภัย   ให้ทารกได้ดูดนมแม่ให้เติบโตและแข็งแรง   เมื่อเห็นว่ายากที่ซ่อนบุตรชายต่อไปเธอได้ใช้ปัญญาของความเป็นแม่วางแผนขั้นต่อไป   เธอสานตะกร้าจากต้นกก  แล้ว “ยา​ด้วย​ยาง​มะ​ตอย​และ​ชัน”(ข้อ 3) แล้ววางแผนไปลอยตะกร้าทารกน้อยนี้ให้ผ่านไปบริเวณที่ธิดาฟาโรห์ลงมาสรงน้ำ   ส่วนมิเรียม พี่สาวเดินตามตะกร้าไปห่าง ๆ (ข้อ 4)   โดยผู้เป็นแม่เชื่อและคาดหวังว่า  จิตใจของสตรีที่มีจิตวิญญาณความเป็นแม่จะเกิดความเมตตาปรานีจากธิดาฟาโรห์

ความเชื่อที่เปี่ยมล้นด้วยปัญญา เป็นอีกมรดกหนึ่งที่โมเสสได้รับจากการที่เขาเกิดมาในยามวิกฤติแห่งการกดขี่นี้

ชนชาติอิสราเอลรู้สึกว่าตนตกลงในกับดักของอียิปต์  ตนตกเป็นเหยื่อของมหาอำนาจ   ตนไม่รู้จะหลบลี้หลีกหนีอำนาจที่ฉ้อฉลรุนแรงนี้ได้อย่างไร   ชีวิตและจิตใจต้องฉีกขาดภายใต้กรงเล็บของพวกนายงานอียิปต์   แต่สิ่งที่เขายังมีอยู่ในจิตวิญญาณของเขาคือความหวัง   พวกเขาหวังในพระสัญญาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อบรรพบุรุษของเขา  อับราฮาม อิสอัค และ ยาโคบ  ที่จะเป็นพระพรชั่วลูกชั่วหลาน

ความเชื่อที่เป็นการกระทำและอุดมด้วยปัญญาที่มีในตัวแม่ได้ซึมซับเข้าในชีวิต ความคิด จิตสำนึกของโมเสส   ความฝันหวังถึงพระสัญญาแห่งเสรีภาพที่ทรงสัญญาต่อประชากรของพระองค์   แต่ถ้ามองในสายตามนุษย์จะคาดหวังอะไรได้อีกจากโมเสส   เมื่อชีวิตของโมเสสพลิกผันเข้าไปอยู่ในวังของฟาโรห์   เขาจะต้องถูกล้างสมองให้เป็นคนอียิปต์กลับมากดกี่ข่มเหงชนชาติอิสราเอลเป็นแน่

คำถามคือ  แล้วโมเสสจะรับมือจัดการอย่างไรกับโอกาสพิเศษในชีวิตของเขา   เขาคิดอย่างไรกับสิทธิพิเศษเหนือกว่าคนอิสราเอลเผ่าพันธุ์ของตน   เขาจะทำอย่างไรกับผลประโยชน์มากมายที่รอเขาในชีวิตข้างหน้า  ในที่สุดโมเสสจะยืนเคียงข้างกับพวกมีอำนาจกดขี่ชนชาติอิสราเอลหรือไม่  หรือ เขาจะตัดสินใจเลือกที่จะอยู่เคียงข้างกับชนชาติอิสราเอลผู้ถูกกดขี่ในเวลานั้น

นั่นเป็นสถานการณ์ชีวิตของเราท่านแต่ละคนจะต้องเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันของเรา   แล้วเราท่านจะเลือกเช่นไร   เราท่านหนีไม่พ้นที่จะต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่ข้างหน้าเรา   เราจะเลือกผลประโยชน์ที่วางรออยู่ข้างหน้าเรา   เราจะตัดสินใจงับเหยื่อที่อำนาจแห่งความชั่วร้าย “หย่อน” ลงหน้าเรา  หรือเราจะตัดสินใจด้วยพระปัญญาที่จะเลือกเคียงข้างกับประชาชนผู้เสียเปรียบและถูกกดขี่  

วันนี้  ในช่วงเทศกาลเตรียมรับเสด็จ   เป็นเวลาที่เราแต่ละท่านต้องตัดสินใจว่าจะฝังตนเองในพระราชวังที่สมบูรณ์พูนสุขสำหรับเรา   หรือจะตัดสินใจออกจากวังมาอยู่ในกระท่อมของพระคริสต์ที่อยู่ท่ามกลางชีวิตประชาชนที่ไร้ซึ่งอำนาจและความอุดมสมบูรณ์  และถูกฉกชิงทำร้ายคุณค่าในความเป็นมนุษย์แห่งพระฉายาในตัวเขา?

อย่าลืมนะครับ   ความเชื่อเป็นเรื่องของความหวังที่ไว้วางใจพระเจ้า ไม่ว่าสถานการณ์ชีวิตที่เรากำลังเผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร  เราต้องทุ่มทั้งชีวิตกระทำเยี่ยงพระคริสต์ด้วยพระกำลังจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทุ่มทั้งชีวิตด้วยสุดจิตสุดใจสุดกำลังความคิดและปัญญาที่มาจากพระปัญญาของพระเจ้าด้วยครับ!

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

03 ธันวาคม 2558

ความเชื่อที่ท้าทาย

17 แต่​นาง​ผดุง​ครรภ์​ยำ​เกรง​พระ​เจ้า
จึง​ไม่​ได้​ทำ​ตาม​พระ​บัญชา​ของ​กษัตริย์​อียิปต์
ปล่อย​ให้​เด็ก​ชาย​รอด​ชีวิต
(อพยพ 1:17 มตฐ.)

เมื่อต้องตัดสินใจที่จะดำเนินตามพระประสงค์ หรือ ยอมตนที่จะเดินบนเส้นทางที่พระเจ้าทรงมีเพื่อเรา   เราเห็นตัวอย่างจากสตรีสองท่านชื่อ​ชิฟราห์ และ ​ปูอาห์ นางผดุงครรภ์ชาวฮีบรู ที่ร่วมในกระบวนการที่จะทำตามแผนการของพระเจ้า   เธอทั้งสองเลือกที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า   แต่นั่นหมายความว่าเธอตัดสินใจที่จะเลือก “ขัดขืน” ต่อพระบัญชาของฟาโรห์   ซึ่งต่างก็รู้อยู่เต็มอกว่า  นั่นเป็นการเลือกที่จะฝ่าฝืนคำสั่งตามกฎหมาย และนี่คือการกระทำที่เป็นรูปธรรมที่ชี้ถึงความหมายของ “การยำเกรงพระเจ้า” (“แต่​นาง​ผดุง​ครรภ์​ยำ​เกรง​พระ​เจ้า...”)  และบุคลิกความยำเกรงแบบนี้ได้ส่งทอดลงมาในชีวิตทารกน้อยโมเสสที่เธอทั้งสองช่วยกันทำคลอด

ในเวลานั้น ชนชาติฮีบรูได้ขยายเผ่าพันธุ์ขึ้นจำนวนมากและรวดเร็วทำให้ประชาชนอียิปต์เกิดความกลัว   ฟาโรห์ที่ปกครองอียิปต์ในตอนนั้นไม่รู้เรื่องราวประวัติความเป็นมาว่าทำไมพวกฮีบรูถึงมาอยู่ในอียิปต์อย่างไร   เขาไม่รู้ถึงโยเซฟชาวฮีบรูที่เป็นผู้กอบกู้หายนะภัยจากสถานการณ์ภัยแล้งและการขาดแคลนอาหารให้คนอียิปต์อยู่รอดปลอดภัยอย่างไร   แต่ฟาโรห์องค์นี้มุ่งมองไปยังสถานการณ์ที่น่ากลัวในตอนนั้น  และพูดกับคนของพระองค์ว่า  “...ดู​สิ คน​อิส​รา​เอล​มี​มาก​เกิน​ไป​และ​มี​กำลัง​ยิ่ง​กว่า​พวก​เรา​อีก มา​เถิด ให้​พวก​เรา​หา​อุบาย​ปราบ​เขา ไม่​อย่าง​นั้น​เขา​จะ​ทวี​มาก​ขึ้น แล้ว​ถ้า​เกิด​สง​คราม​ขึ้น​เมื่อ​ไร เขา​จะ​สม​ทบ​กับ​พวก​ข้า​ศึก​สู้​รบ​กับ​พวก​เรา แล้ว​จะ​ยก​ออก​ไป​จาก​แผ่น​ดิน​นี้ (ข้อ 9-10 มตฐ.)  พระองค์บัญชานางผดุงครรภ์ของฮีบรู ให้ฆ่าทารกชาวฮีบรูทุกคน

แผนการนี้ดูจะเด็ดขาดและมีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ   พวกเขากระทำต่อพวกอิสราเอลให้เป็นทาสที่ต้องทำงานหนัก ใช้แรงงานราคาถูก  ให้ทำปูนสอน ทำอิฐ และเป็นแรงงานก่อสร้างเมืองตามแผนการที่ยิ่งใหญ่ของพวกอียิปต์  เมืองรามเสส (Ramses)  แต่มาตรการนี้ไม่สามารถที่จะควบคุมจำนวนประชากรฮีบรูที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจำนวนมาก   แต่กลับทำให้ “ชาว​อียิปต์​ทั้ง​เกลียด​ทั้ง​กลัว​ชน​ชาติ​อิส​รา​เอล...”(ข้อ 12 มตฐ.)   เฉกเช่นนักปกครองเผด็จการในทุกยุคทุกสมัย   ที่ใช้อำนาจกำลังและความรุนแรงในการกดขี่ฝ่ายตรงกันข้ามและประชาชน   แต่เราก็เห็นมาในประวัติศาสตร์แล้วว่า  อำนาจเผด็จการย่อมไม่สามารถควบคุม บังคับ กดขี่ประชาชนได้ดั่งใจตลอดไปได้

การที่นักปกครองใช้วิธีการปกครองอย่างฉ้อฉลไร้ความยุติธรรมมีแต่ที่จะสร้างแรงเกลียดชังและวิญญาณกบฏให้รุนแรงขึ้น แผนการกำจัดการเพิ่มจำนวนประชากร หรือ การพยายามกำจัด “กำลัง” ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยมาตรการต่าง ๆ ของฟาโรห์   ประสบความล้มเหลว  มีแต่จะสร้างความเกลียดกลัวและก้าวร้าวให้เกิดขึ้นในตัวคนอียิปต์ที่รุนแรงขึ้น  อีกทั้งเป้าหมายที่ต้องการทำให้เกิดกลับไม่ประสบความสำเร็จ พระเจ้าทรงใช้คนที่เล็กน้อย  สตรีที่ทำหน้าที่ต่ำต้อยในชุมชนให้ทำการใหญ่ในแผนการของพระองค์   พระเจ้าทรงใช้นางผดุงครรภ์ทั้งสองคือ  ชิฟราห์ และ ​ปูอาห์

ใช่ครับ  พระคัมภีร์ของคริสตชนสอนให้ผู้เชื่อที่จะเชื่อฟังอำนาจของผู้ปกครองประเทศ  เป็นคำสั่งที่มีเหตุผลที่เราต้องกระทำตาม   แต่อย่างไรก็ตาม เราจะยอมที่จะอยู่ใต้อำนาจและยอมทำตามคำสั่งของผู้ปกครองประเทศเมื่อผู้ปกครองกลุ่มนั้นปกครองด้วยความถูกต้องเป็นธรรม  ปกป้องคนดีและลงโทษคนชั่ว (ดูโรม 13:3 มตฐ.)   แต่เมื่อผู้ปกครองประเทศปกครองด้วยอำนาจที่ฉ้อฉล  ถ้าเราต้องเลือกระหว่างการที่เราจะต้องเกรงกลัวพระเจ้า   กับการปกครองที่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลของผู้ปกครองประเทศ  คริสตชนเลือกที่จะยำเกรงพระเจ้าเฉกเช่นนางผดุงครรภ์ทั้งสอง  เพราะผู้ปกครองกลุ่มดังกล่าวกำลังข่มเหงคนถูกต้องชอบธรรม

เหตุการณ์ในพระธรรมกิจการ   พวกผู้นำศาสนายิวในสมัยนั้นสั่งให้พวกสาวกที่ติดตามพระเยซูคริสต์ “หยุด” ประกาศเรื่องราวและพระราชกิจของพระคริสต์   และที่สำคัญคือให้หยุด “สานต่อพระราชกิจของพระคริสต์” ในชุมชนคนยิว   แต่คำตอบของสาวกพระคริสต์ตอบด้วยความสุภาพที่ท้าทายกลางสภาฯว่า  “...เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​เรา​ควร​เชื่อฟัง​พวก​ท่าน​หรือ​ควร​เชื่อฟัง​พระ​เจ้า ขอ​พวก​ท่าน​พิจารณาดู  เพราะ​เรา​ไม่​สา​มารถ​หยุด​พูด​ใน​สิ่ง​ที่​ได้​เห็น​และ​ได้​ยิน (กิจการ 4:19-20 มตฐ.)

ในเทศกาล “เตรียมรับเสด็จพระคริสต์เข้าในชีวิตเรา”  เราจะเปิดใจยอมรับพระคริสต์ และ กล้าที่จะต่อต้านอำนาจฉ้อฉล  หรือ  เราจะเลือกนิ่งเฉยต่อการสานต่อพระราชกิจของพระคริสต์ในชุมชนที่เราอยู่   ในเทศกาลนี้เป็นเวลาที่ท้าทายความเชื่อของเราว่า  “เราจะตัดสินใจกบฏแข็งขืนต่ออำนาจและการกระทำที่ฉ้อฉล หรือ กบฏต่อพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

คำถามเพื่อการใคร่ครวญและอภิปราย

ท่านเคยมีประสบการณ์ชีวิตอย่างนางผดุงครรภ์ ชิฟราห์ และ ปูอาห์ หรือไม่?   ทั้งในครอบครัว หรือ ในที่ทำงาน หรือในชุมชนที่ท่านอยู่อาศัย?   เหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?  ท่านทำอย่างไร?   แล้วเกิดผลอย่างไรบ้าง?

09 สิงหาคม 2557

ชีวิตความเชื่อที่เปราะบาง

คริสตจักรจะฟูมฟักความเชื่อของสมาชิกให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการเผชิญหน้ากับกระแสชีวิตประจำวันได้อย่างไร?

ความจริงที่ขัดแย้งกันอย่างน่างงงวยที่สุดของผู้นำคริสตชนคือ   ยิ่งเราทนุถนอมปกป้องให้ชีวิตคริสตชนมั่นคงปลอดภัยมากแค่ไหน   ในระยะยาวแล้วเรากำลังสร้างความเปราะบางและอ่อนแอในชีวิตคริสตชนมากขึ้นแค่นั้น!  

ดังนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่คริสตจักรจะต้องกลับมาตรวจสอบเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า  ในพันธกิจการสร้างสาวกพระคริสต์ของคริสตจักร   เราได้กระทำอย่างจริงจัง ให้ความคิดและจิตใจของสมาชิกให้หยั่งรากลงลึกในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มากน้อยแค่ไหน?

ปัญหาของผู้นำ, พันธกิจการสอน,  การบ่มเพาะชีวิตจิตวิญญาณสมาชิก  และปัญหาในโปรแกรมการสร้างสาวกพระคริสต์ของคริสตจักรมิได้อยู่ที่ว่าเราหล่อหลอมความเชื่อของสมาชิกในคริสตจักรอย่างตื้นเขินเท่านั้น   แต่คริสตจักรได้พัฒนาความเชื่อของสมาชิกอย่างคับแคบด้วยมิใช่หรือ?   เราจะหนุนเสริม  ตระเตรียม และเสริมสร้างสมาชิกคริตจักรให้มีความเชื่อที่สามารถเผชิญหน้าและรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้าย  และกระแสสังคมโลกปัจจุบันที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้อย่างไร?  ทำอย่างไรที่เราจะเสริมสร้างให้ชีวิตจิตวิญญาณของสมาชิก ไม่ให้เปราะบาง   

จากประสบการณ์ของโลก   ไม่ว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์วิกฤติที่เลวร้าย เช่น เมื่ออเมริกาที่เป็นมหาอำนาจ ยิ่งใหญ่ แต่กลับถูกถล่มจากผู้ก่อการร้าย   หรือเมื่อเศรษฐกิจโลกต้องพบกับวิกฤติล้มพับครั้งสำคัญ   สิ่งเหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่ได้คาดคิดชัดเจนมาก่อน   แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว   ทำให้ผู้คนต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น   และสิ่งที่ได้คือการเสริมสร้าง  “ภูมิคุ้มกัน”  ต่อสถานการณ์ที่อาจะจจะเกิดขึ้นอีก   หรือ สร้าง “ภูมิคุ้มกันป้องกันความเปราะบาง” ที่อาจจะจะเกิดขึ้นได้   นั่นหมายความว่า  ภายหลังการเผชิญหน้ากับวิกฤติอันเลวร้ายได้เกิดชุดประสบการณ์และสิ่งที่เรียนรู้   แล้วนำมาเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  ความปลอดภัยที่เข้มแข็งกว่าเดิม   ให้เป็นระบบความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอีก   มากกว่านั้น  ยังเสริมสร้างระบบที่เข้มแข็งกว่าเดิมที่จะไม่ให้วิกฤติเลวร้ายนั้นเกิดขึ้นซ้ำสอง

ถามว่า  แล้วคริสตจักรจะใช้กระบวนการดังกล่าวในการเสริมสร้างสาวกพระคริสต์ในชีวิตสมาชิกคริสตจักรได้หรือไม่?   คริสตจักรจะมิเพียงแต่เสริมสร้างชีวิตคริสตชนที่เข้มแข็งเหนียวแน่นเท่านั้น   แต่จะปรับเปลี่ยน หนุนเสริมความเชื่อที่เปราะบางและอ่อนแอให้เข้มแข็ง  และเกิดระบบภูมิคุ้มกันอำนาจแห่งความบาปชั่วในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านการเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากลำบากในชีวิตและอำนาจบาปชั่วด้วยการทรงนำและชูช่วยจากองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้หรือไม่?  

คริสตจักรของเรามักหล่อหลอมความเชื่อที่ไม่สามารถต้านทาน และ รับมือเผชิญหน้าในชีวิตประจำวันที่เป็นจริงแก่สมาชิกคริสตจักร

คริสตจักรกำลังเสริมสร้าง “ความเชื่อที่เปราะบางและอ่อนแอ” ในชีวิตจริงของสมาชิก!

ความเชื่อที่เปราะบาง   เป็นความเชื่อศรัทธาที่ไม่มีพลังต้านทาน และ ที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน   แต่ถ้าคริสตจักรของเราละเลยและมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้   หรือเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่หน้าที่ความรับผิดชอบของคริสตจักรแล้ว   เรากำลังเตรียมและเสริมสร้างให้สมาชิกคริสตจักรของเรามุ่งหน้าสู่ชีวิตสาวกของพระเยซูคริสต์ที่ล้มเหลว!

คริสตจักรคงต้องถามตนเอง 2 คำถามสำคัญคือ    เมื่อสมาชิกต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายและความซับซ้อนในสถานการณ์ชีวิตประจำวัน...  

  1. คริสตจักรจะช่วยให้สมาชิกยอมเปิดความคิดจิตใจของเขาที่จะรับมือกับสถานการณ์หลากหลายรูปแบบด้วยพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์  คำสอน  และแบบอย่างชีวิตที่รักเมตตาและเสียสละของพระคริสต์ได้อย่างไร?
  2. คริสตจักรจะช่วยให้สมาชิกมองสถานการณ์ และ กระแสสังคมที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเขาอย่างไร?   คริสตจักรจะช่วยสมาชิกให้มองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นความเลวร้ายที่เขาต้องหลีกเลี่ยงไปให้ห่างไกล หรือ  ช่วยให้สมาชิกมองว่านี่คือสถานการณ์จริงของสังคมโลกที่เราจะต้องปล้ำสู้และเผชิญหน้า   แต่มิใช่ด้วยกำลังความสามารถของเราเอง   แต่ด้วยพระกำลังจากองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์?


การหลีกลี้หนีปัญหา  ความขัดแย้ง  และกระแสสังคมรังแต่จะทำให้เราอ่อนแอ อ่อนกำลัง จิตวิญญาณเปราะบาง   แต่การเผชิญหน้าสถานการณ์เหล่านั้นด้วยพระกำลังและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   คือโอกาสที่เราจะเรียนรู้  เติบโต  เข้มแข็งขึ้นในชีวิตการเป็นสาวกของพระคริสต์

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

28 กรกฎาคม 2557

อธิษฐาน...ตัวเชื่อมความเชื่อกับงานที่ทำ

การอธิษฐานเป็นทางหนึ่งที่เชื่อมโยงความเชื่อของเรากับงานที่เราทำในแต่ละวัน   ยังเป็นการเชื่อมความเชื่อของเรากับผู้คนที่เราสัมผัสสัมพันธ์ในงานที่เราทำด้วย   และยังเป็นการเชื่อมความเชื่อของเรากับสุขภาวะชีวิตของเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น   กับสภาพชีวิตทั้งในครอบครัว  การเงินการทอง   และจิตวิญญาณของคนเหล่านั้นด้วย  

เมื่อเราอธิษฐานเพื่องานที่เราทำ   เรากำลังนำพระพรมาสู่การงานที่เราทำ   นำพระพรมาถึงเพื่อนร่วมงาน   และบรรยากาศแวดล้อมในที่ทำงาน    อีกทั้งยังเป็นการนำพระพรมาถึงผู้คน  ทั้งการตัดสินใจของคนระดับต่าง ๆ ที่เราร่วมงานด้วย   ตลอดจนถึงลูกค้าของเรา   ผลิตภัณฑ์ของบริษัท  และการประชุมขององค์กร หน่วยงานที่เราทำงานด้วย

การอธิษฐานยังเป็นการเชื่อมโยงความเชื่อของเรากับการห่วงใยต่อสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในงานที่เราทำเกี่ยวข้องด้วย    อีกทั้งเป็นการห่วงใยและรับผิดชอบต่อศักดิ์ศรี คุณค่าของความเป็นคนของเพื่อนร่วมงานในองค์กรที่เราทำงาน   และที่สำคัญการอธิษฐานยังเชื่อมความเชื่อกับการทำงานของเราให้ตระหนักเสมอว่า   พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างในการงานที่เรากระทำ   พร้อมเสมอที่จะทรงนำ  ทรงช่วย และอวยพระพร

การอธิษฐานเพื่อการงานที่เราทำ   เราไม่เน้นความสำคัญที่พิธีรีตอง   รูปแบบ  หรือวิธีการ   และก็ไม่ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานยาวหรือสั้น  ใช้เวลามากหรือน้อย   แต่อยู่ที่การเปิดชีวิตและการงานของเราขอการทรงนำ  การสอน   และรับความเข้าใจจากพระองค์   ซึ่งมีโอกาสที่เราจะอธิษฐานเพื่อการงานของเรา เช่น

ทุกเช้าเมื่อเราเริ่มต้นวันใหม่กับพระเจ้า   เราสามารถอธิษฐานเพื่อการงานที่เราทำและรับผิดชอบ   เพื่อเพื่อนร่วมงานของเรา   เพื่อการบริหารจัดการขององค์กร   เพื่อลูกค้าที่เราะต้องพบปะสัมพันธ์

เมื่อเราเริ่มต้นงานในแต่ละวัน   ทุกวันเมื่อเราไปถึงที่ทำงาน   ให้เราอธิษฐานในใจของเรา 5-10 นาทีก่อนที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใด   อธิษฐานเพื่อการทำงานในวันนี้  เพื่อเพื่อนร่วมงาน  และผู้คนที่เราจะเจอะเจอในวันนี้   หรือถ้าวันไหนเมื่อไปถึงที่ทำงานเกิดภารกิจรีบเร่งกระทันหัน   เราก็สามารถที่จะอธิษฐาน 5-10 ในช่วงเวลาที่เราพักเที่ยง

เมื่อระหว่างเวลาทำงาน   เช่น  เมื่อเราต้องเดินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเมื่อเรากำลังทำงาน   เราพบกับผู้คน  เพื่อนร่วมงาน  สถานการณ์ต่าง ๆ เราสามารถที่จะอธิษฐานในใจขณะที่กำลังเดิน  เพื่อคนที่เราพบเห็น ขอจิตใจที่รักเมตตาของพระเจ้าทรงนำเขา   ขอทรงเคียงข้างการทำงานและชีวิตของเขา  และอวยพระพรงานที่เขาทำ และ ชีวิตที่เป็นอยู่ของเขา

เมื่อเราเสร็จสิ้นภารกิจการงานในแต่ละวัน   ก่อนที่เราจะกลับบ้าน ให้เราใช้เวลาสั้น ๆ ในการขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงนำในทุกสถานการณ์ในวันนี้   ขอบพระคุณพระองค์สำหรับเพื่อนร่วมงาน   และในเวลาเดียวกันขอมอบสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จในวันนี้ให้อยู่ภายใต้การทรงนำของพระองค์ต่อไป   ขอการทรงคุ้มครองจิตใจ  อารมณ์  ความคิดของเราจากพระองค์   ให้พร้อมที่จะไปพบกับคนที่บ้าน   และนำพระพรเข้าบ้าน  

บางท่านเลือกที่จะอธิษฐานการเสร็จภารกิจแต่ละวันเมื่อเวลามาที่รถส่วนตัวก่อนที่จะขับกลับบ้าน

อธิษฐานกับเพื่อนร่วมงานคริสตชน   ในกรณีที่มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นคริสตชน   อาจจะมีการนัดพบกันสัปดาห์ละครั้งที่รับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน   หรือหลังเลิกงานวันใดวันหนึ่ง   เพื่อที่จะพบปะ พูดคุย  แบ่งปันประสบการณ์ ความคิด ความชื่นชม  และความห่วงกังวลแก่กัน    เพื่อที่จะหนุนใจ และให้กำลังใจแก่กัน   และมีโอกาสอธิษฐานด้วยกัน   พร้อมทั้งการหนุนเสริมเพิ่มพลัง  และช่วยเหลือในสิ่งที่เราสามารถทำได้

กลุ่มเล็กในคริสตจักรสำหรับคนทำงาน ในคริสตจักรเราสามารถรวบรวมสมาชิกที่ทำงานในหน้าที่การงานต่าง ๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กที่ไม่จำเป็นจะต้องมีมากคน   แต่เป็นกลุ่มที่สนิทสนม  และสนใจจะพบปะกับคนทำงานคนอื่น ๆ ในคริสตจักร   เป็นโอกาสพบปะ  พูดคุย  แบ่งปันประสบการณ์การทำงานทั้งที่ชื่นชมยินดี  และที่ห่วงกังวล   มีโอกาสศึกษาพระวจนะด้วยกัน   และในเวลาเดียวกันก็มีเวลาในการอธิษฐานเพื่อกันและกัน   และยังเป็นกลุ่มสนิทที่จะให้คำแนะนำดี ๆ จากประสบการณ์ชีวิตการงานแก่กันและกัน   และอาจจะติดตามหนุนเสริมเพื่อนที่ต้องการความช่วยเหลือในวันทำงาน   อาจจะด้วยการอธิษฐานเผื่อ   การถามไถ่ชีวิตและการงาน   และอาจจะอธิษฐานร่วมกันผ่านทางโทรศัพท์   การส่งข้อความหนุนเสริมให้กำลังใจทางโทรศัพท์ ทางไลน์  เป็นต้น

เราเห็นแล้วว่า  การอธิษฐานเพื่อกิจการงานที่เราทำนั้นไม่ยากอย่างที่เคยคิด   เกิดขึ้นได้เสมอ   ไม่มีรูปแบบตายตัว   แต่ให้เราฉวยทุกโอกาสที่จะอธิษฐานเพื่องานที่ทำ  เพื่อนร่วมงานในองค์กร  การบริหารจัดการ   และผลงานที่จะเกิดขึ้น   และในแต่ละครั้งเมื่ออธิษฐาน   การอธิษฐานของเรามีองค์ประกอบเรียบง่าย คือ

  1. อวยพระพร:  ให้เราเริ่มต้นด้วยการทูลขอให้พระเจ้าทรงอวยพระพรในงานที่เราทำ  “องค์พระผู้เป็นเจ้า  โปรดอวยพระพรในกิจการงานที่ผมทำในวันนี้   และ อวยพระพรผู้คนที่ผมต้องทำงานด้วย...”
  2. ขอการทรงนำ: ขอการทรงนำในการบริหารจัดการของผู้บริหารองค์กร   ให้เป็นองค์กรที่ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง   ให้มุ่งเน้นเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของลูกค้า  หรือผู้คนที่มารับบริการ   ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำให้ผู้บริหารที่จะเอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิตของคนทำงานในองค์กร และ สภาพแวดล้อมขององค์กร
  3. ทูลขอความช่วยเหลือ: ทูลขอพระเจ้าทรงโปรดเมตตาในสิ่งที่องค์กรที่เราทำงานมีความจำเป็นต้องการ  องค์พระผู้เป็นเจ้า   โปรดช่วยสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทด้วย”   “องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดเมตตารักษาและปกป้องนักเรียนที่กำลังป่วยที่โรงพยาบาลเพราะอาหารเป็นพิษ”
  4. ทูลขอเพื่อส่วนตัว: เราควรทูลขอความจำเป็นต้องการเพื่อตนเองในที่ทำงานของเรา  “องค์พระผู้เป็นเจ้า  โปรดอวยพระพรผมให้มีชีวิตที่เป็นแสงสว่างในที่ทำงานแห่งนี้   โปรดสอนและประทานกำลังชีวิตแก่ผมที่จะมีชีวิตที่สะท้อนถึงความรักที่เสียสละของพระคริสต์ในชีวิตประจำวัน”
  5. ขอบพระคุณ:  ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับให้เรามีงานที่ทำ  ขอบพระคุณทรงเคียงข้างในการทำงาน  ขอบพระคุณที่ทรงอวยพระพร  และทรงนำ


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

18 มิถุนายน 2557

เมื่อความเชื่อล้มเหลว...เป็นโอกาสเติบโตในความเชื่อ

“ข้าพระองค์เชื่อ   ที่ยังขาดความเชื่ออยู่นั้นขอทรงช่วยให้เชื่อด้วยเถิด” 
(มาระโก 9:24 อมต.)

เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากก้นบึ้งแห่งหัวใจพ่อ
“...แต่ถ้าพระองค์ทรงช่วยได้ขอโปรดทรงสงสารเรา และช่วยเราด้วยเถิด” (ข้อ 22)
พระเยซูคริสต์ท้าทายผู้เป็นพ่อว่า  “ถ้าช่วยได้นะหรือ...ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับคนที่เชื่อ”
ผู้เป็นพ่อเห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนที่เป็นมาเวลานาน   ร้องประโยคอมตะออกมาว่า
“ข้าพระองค์เชื่อ   ที่ยังขาดความเชื่ออยู่นั้นขอทางช่วยให้เชื่อด้วยเถิด”

ใช่...ความเชื่อเป็นความไว้วางใจในพระเจ้า
แต่ความเชื่อที่เกิดขึ้นในตัวเรา...ไม่ใช่การตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้น
แต่ความเชื่อเป็นพระราชกิจของพระเจ้าที่ทรงกระทำในชีวิตของเรา
ดังผู้เป็นพ่อทูลขอพระเยซูคริสต์ให้ช่วยเขามีความเชื่อในส่วนที่ขาดอยู่ด้วย

ความเชื่อคือการที่เรารู้ถึงพระคริสต์และพลังอำนาจของพระองค์
เป็นการที่เรารู้ว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยในชีวิตของเรา 
เรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงไถ่ถอนให้เราหลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปผิด

การรู้เช่นนี้เท่านั้น  ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของเราเข้มแข็งเสมอไป
บ่อยครั้งชีวิตของเราล้มเหลว   ความเชื่อของเราสะดุดล้ม
ในเวลาวิกฤติเช่นนี้   ถ้าเราเปิดชีวิตเราให้พระเจ้าเข้ามา
พระองค์จะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตของเรา
เราได้รับประสบการณ์และการสัมผัสจากพระองค์
ความเชื่อที่ขาดพร่องจึงได้รับการเสริมเพิ่มเติมเต็มให้แข็งแรงขึ้น
เราไว้วางใจพระองค์มากยิ่งขึ้น

เมื่อใดที่ความเชื่อเราล้มเหลว...จงอย่าท้อถอย  อย่าหันหลังให้พระคริสต์
เพราะนั่นเป็นเวลาและโอกาสที่พระองค์จะกระทำพระราชกิจในชีวิตของเรา
เป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นในความเชื่อ

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

02 เมษายน 2557

ความเชื่อที่มีส่วนร่วม...

...ทุก​ครั้ง​ที่​ข้าพเจ้าทูล​ขอ​เพื่อ​ท่าน​ทุก​คน ก็​ทำ​การ​ทูล​ขอ​ด้วย​ความ​ยินดี​เสมอ 
เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​มี​ส่วน​ร่วม​ใน​ข่าว​ประเสริฐ​ตั้ง​แต่​วัน​แรก​จน​เวลา​นี้ (ฟีลิปปี 1:4-5 มตฐ.)

การทำงานแบบมีส่วนร่วมให้ความสำเร็จในการทำงานได้มากกว่าที่แยกต่างคนต่างทำ   ดั่งคำกล่าวที่ว่า “รวมกันเราอยู่  แยกหมู่เราตาย”   นั่นเป็นการยืนยันว่า  การทำงานเป็นทีมย่อมมีพลังเข้มแข็งกว่าการทำงานแบบตัวใครตัวมัน   การที่คนในกลุ่มยอมอุทิศตนเพื่อร่วมกับคนอื่นๆ ในกลุ่มจะช่วยให้การต่อสู้และการเผชิญหน้าของกลุ่มเข้มแข็งมีพลัง

ไม่ว่าเราจะเรียกว่า   การทำงานแบบเป็นทีม   การทำงานแบบมีส่วนร่วม  พลังร่วม  สมาคม  ชมรม

น่าสังเกตว่า  การทำงานแบบมีส่วนร่วมนั้นเป็นการใช้ความสามารถของตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาร่วมในการขับเคลื่อน   ที่นำไปสู่ความสำเร็จมากกว่าที่แยกทำแต่ละคน   แล้วเอาผลสำเร็จที่ได้จากแต่ละคนมารวมกันเสียอีก

แม่ชีเทเรซากล่าวว่า   “ท่านสามารถทำในสิ่งที่ท่านทำได้   ฉันทำในสิ่งที่ฉันสามารถทำได้   เมื่อเรามาทำงานร่วมกัน  เราสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า”   เพราะการทำงานร่วมด้วยกันมิได้ใช้หลักการ 1+1=2  แต่มีหลักการว่า 1 ทำร่วมกันกับอีก 1 หรือมากกว่านั้น   มีพลังสร้างพลังและผลสำเร็จมากกว่าการเอาความสามารถที่ทำให้สำเร็จของแต่ละคนมารวมเข้าด้วยกัน   เพราะมันจะทำให้เกิดความสำเร็จที่เกิดจาก “ความสามารถร่วม”ที่ไม่มีในคนใดคนหนึ่งเลยในกลุ่มนี้   แต่เมื่อทำด้วยกันจะเกิดความสามารถเพิ่มพูนขึ้นใหม่ที่ได้จากความสามารถร่วม   ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าตามที่แม่ชีเทเรซากล่าวไว้เกิดผลสำเร็จที่เพิ่มพูนขึ้น

“การที่มีคนหนึ่งทำงานร่วมกับท่าน   ก็ดีกว่ามีสามคนที่ทำงานเพื่อท่าน”  คำกล่าวนิรนาม   ในที่นี้เน้นการทำงานร่วมด้วยกัน   มีพลังกว่าการที่มีใครบางคนทำเพื่อเรา   การทำงานร่วมกันแตกต่างจากการที่คนหนึ่งคนใด หรือ คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดทำงานเพื่อคนอื่นหรือกลุ่มอื่น    แต่การทำงานร่วมกันเป็นการตั้งใจและเต็มใจที่ต้องการทำด้วยกัน  เพราะสำนึกถึงคุณค่าในความสามารถของแต่ละคน  ที่สำคัญถึงขนาดขาดเสียมิได้   และมิใช่การกระทำเพื่อตนเอง  หรือ เพื่อคนอื่น  หรือทั้งเพื่อตนเองและเพื่อคนอื่นเท่านั้น  

แต่การทำงานร่วมกันให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพ   การเห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน  และความไว้วางใจที่มีต่อกันสำคัญและมีพลังมากยิ่งกว่าการทำงานเพื่อให้เกิดผลเท่านั้น 

แอนดรูว์ คาร์เนกี้  ได้กล่าวยอมรับว่า  “ความสำเร็จที่ข้าพเจ้าได้รับนั้นเป็นหนี้ความสามารถของผู้คนมากมายรอบข้างข้าพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นความสามารถเล็กน้อย หรือ ใหญ่โตของพวกเขา    ซึ่งเป็นความสามารถที่เยี่ยมยอดยิ่งกว่าความสามารถของข้าพเจ้า”

จอห์น วู๊ดเดน   โค้ชบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล   กล่าวเตือนสติทีมบาสเกตบอลของเขาเสมอว่า  “ผู้ที่ชูตลูกบอลลงห่วงได้นั้นมีสิบมือด้วยกัน”   นี่ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นเป็นคนพิเศษ หรือ คนประหลาดมีสิบไม้สิบมือ   แต่จอห์นกำลังเตือนสตินักบาสในทีมว่า   คนที่ชูตลูกลงห่วงได้นั้นมิได้ทำได้ด้วยตนคนเดียวเท่านั้น   แต่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ต่างมีส่วนที่ทำให้เขาสามารถพาลูกไปชูตลงห่วงได้    ที่ลูกบาสลงห่วงได้มิใช่เพราะสองไม้สองมือของตนเท่านั้น   แต่เพราะความร่วมไม้ร่วมมือของเพื่อนในทีมต่างหาก

การทำงานร่วมด้วยกัน  การทำงานเป็นทีม   คนในทีมต้องมีสายตาพิเศษที่สามารถมองเห็นมืออื่นๆ อีกตั้งแปดเก้ามือที่คนทั่วไปมองไม่เห็น   การทำงานเป็นทีมต้องเห็นคุณค่าและความสำคัญของคนร่วมทีม (ไม่ใช่ผู้บริหารเก่งอยู่คนเดียว  ทำถูกแต่ผู้เดียว   บ้างมักพูดเหน็บแนมดูถูกลูกน้องต่อหน้าคนอื่น)

สัจจะความจริงประการนี้เตือนประชากรของพระเจ้าทุกคน   เราทุกคนต่างเป็นคนใช้ของพระคริสต์   ที่ต้องทำงานรับใช้พระองค์อย่างมีเอกภาพที่สอดประสานและหนุนเสริมกันและกันดั่งอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายที่ทำงานร่วมกันอย่างประสานกลมกลืนกันตามการสั่งการของสมองที่ศีรษะ หรือ ตามพระประสงค์ของพระคริสต์   และต้องตระหนักชัดว่า  การทำงานร่วมกันเช่นนี้ย่อมเกิดผลมากกว่าที่เราแต่ละคนต่างคนต่างทำ   นี่ยังไม่รวมถึงผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขัดแข้งขัดขากัน   หรือลอบทำร้ายทำลายกันลับหลัง

ชีวิตที่อยู่ร่วมกันอย่างมีสามัคคีธรรม และการทำพันธกิจในคริสตจักร   เรามิได้ทำเพื่อตัวเราเอง  หรือเพื่อคนใดคนหนึ่งที่เราเคารพนับถือ หรือ ที่เราสงสาร   แต่ที่เราทำพันธกิจร่วมกันเพื่อรับใช้พระคริสต์   และจะมีบางสิ่งบางอย่างพิเศษที่เกิดจากการที่สมาชิกในคริสตจักรทำพันธกิจร่วมกัน   เพราะในการทำพันธกิจร่วมกันนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงร่วมทำด้วย   ทรงเสริม ทรงเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนแก่คริสตจักรด้วย    นั่นหมายความว่าการรับใช้นั้นจะเกิดผลเกินกว่าที่เราทุ่มเทรับใช้รวมกันเสียอีก

การมีชีวิตร่วมกันในคริสตจักร  และ  การขับเคลื่อนรับใช้พระคริสต์ร่วมกันในงานหลากหลายงาน หลากหลายองค์กร หน่วยงาน   เราต้องเห็นคุณค่าความหมายและความสำคัญของกันและกัน   ความสำเร็จมิได้เกิดจากความเก่งกาจของศิษยาภิบาล หรือ ผู้นำคริสตจักร  ผู้บริหารองค์กรเท่านั้น    เราต้องเห็นมือของคนอื่นๆ ในทีมที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนั้นด้วย   การที่ขาดคนหนึ่งคนใดในคริสตจักร หรือ หน่วยงานก็จะทำให้ขาดความสมบูรณ์ได้

สัจจะความจริงเตือนเราว่า   ชีวิตและการขับเคลื่อนพันธกิจของคริสตจักรมิได้ขึ้นอยู่กับ  ศิษยาภิบาล  ผู้นำคริสตจักร  หรือ ผู้บริหารองค์กร หน่วยงาน เท่านั้น   แต่ความสำคัญของคริสตจักรตามพระคัมภีร์และความเชื่อศรัทธาของคริสตชนอยู่ที่การเสริมสร้างและหนุนช่วยให้สมาชิกทุกคนในคริสตจักร   คนทำงานในองค์กรคริสเตียนร่วมในการรับใช้พระคริสต์ด้วยกัน    ในงานและความรับผิดชอบหลากหลายรูปแบบ    เพื่อให้ทั้งคริสตจักรมุ่งหน้ารับใช้พระคริสต์ร่วมกันด้วยพระนามของพระคริสต์   ในอาชีพการงาน  ในชีวิตและครอบครัว  ในสังคมชุมชนที่ตนดำเนินชีวิตประจำวัน

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

16 สิงหาคม 2556

ระวัง...ความเชื่อที่ไร้ราก

15 คน​เขลา​เชื่อ​ถือ​ทุก​อย่าง
แต่​คน​หยั่ง​รู้​มองดู​ว่า​เขา​กำลัง​ไป​ทาง​ไหน (สุภาษิต 14:15, 1971)
15คน​รู้​น้อย​เชื่อทุก​อย่าง
แต่​คน​สุขุม​พิเคราะห์​ดู​ย่าง​ก้าว​ของ​ตน(สุภาษิต 14:15 มตฐ)
คนอ่อนต่อโลกเชื่อไปหมดทุกอย่าง
แต่คนสุขุมรอบคอบรู้จักยั้งคิดในแต่ละย่างก้าว (สุภาษิต 14:15 อมตธรรม)

เมื่อเราเชื่อในบางสิ่ง  เราก็ไม่ได้เชื่อในทุกสิ่ง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   คนที่เชื่อในทุกสิ่งจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เชื่อในสิ่งใดเลย   และนี่คือประเด็นของพระธรรมสุภาษิต 14:15   “คนอ่อนต่อโลกเชื่อไปหมดทุกอย่าง   แต่คนสุขุมรอบคอบรู้จักยั้งคิดในแต่ละย่างก้าว” (อมตธรรม)

เมื่อคนที่เปิดความคิดของเขาออกกว้างและยอมรับทุกเรื่องทุกสิ่งที่เข้ามาถึงเขา   รวมทั้งสัจจะความจริงของพระกิตติคุณ   แท้จริงแล้วเขาแสดงให้เห็นว่า เขามิได้ยึดมั่นความเชื่อในสัจจะเรื่องใดอย่างมั่นคงเลย   และนั่นคือกรอบคิดมุมมองของคนที่อ่อนต่อโลก   แต่ในพระคัมภีร์สำนวนฉบับ 1971 ใช้คำว่า “คนเขลา”

แต่คนสุขุมรอบคอบ  ซึ่งเป็นคนฉลาด เขาจะเป็นคนรู้จักยั้งคิด(อมตธรรม)   พิเคราะห์(มตฐ.) ในแต่ละย่างก้าวของเขา   เพราะเขามีความเชื่ออย่างมั่นคง   เขามีความไว้วางใจที่มีมาตรฐานที่สูงกว่า   คนกลุ่มนี้รู้ซึ้งว่ามิใช่ทุกสิ่งทุกเรื่องที่เป็นสัจจะความจริง   เขาต้องการใช้สติปัญญาที่พระเจ้าประทานแก่เขาในการพินิจพิจารณาว่าอะไรที่เป็นสัจจะความจริง และอะไรบ้างที่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเชื่อถือ

ทำให้ผมคิดถึงคำอุปมาเรื่องคนออกไปหว่านเมล็ดพืชที่พระเยซูคริสต์ทรงสอนว่า...
5 (เมล็ดที่หว่าน)บ้าง​ก็​ตก​ใน​ที่​ซึ่ง​มี​พื้น​หิน มี​เนื้อ​ดิน​น้อย จึง​งอก​ขึ้น​อย่าง​เร็ว​เพราะ​ดิน​ไม่​ลึก
6 แต่​เมื่อ​ดวงอาทิตย์ขึ้น​มัน​ก็​ถูก​แผด​เผา จึง​เหี่ยว​ไป​เพราะ​ราก​ไม่​มี
20 และ​เมล็ด​พืช​ซึ่ง​หว่าน​ตก​ใน​ที่​ดิน​ซึ่ง​มี​พื้น​หิน​นั้น ได้​แก่​บุคคล​ที่​ได้​ยิน​พระ​วจนะ แล้ว​ก็​รับ​ทัน​ที​ด้วย​ความ​ยินดี
21 แต่​ไม่​มี​ราก​ลึก​ใน​ตัว​จึง​ทน​อยู่​ชั่ว​คราว และ​เมื่อ​เกิด​การ​ยาก​ลำ​บาก หรือ​การ​ข่ม​เหง​ต่างๆ เพราะ​พระ​วจนะ​นั้น
เขา​ก็​เลิก​เสีย​ใน​ทัน​ที​ทัน​ใด (มัทธิว 13:5-6, 20-21  มตฐ.)

คนที่รับสัจจะคำสอนของพระเยซูคริสต์ทั้งหมดทันที  โดยไม่ได้คิดพิจารณา  ไม่มีการพินิจพิเคราะห์อย่างสุขุมก็เป็นคนที่มิได้เชื่อในสัจจะความจริงของพระเยซูคริสต์อย่างจริงจัง   รับด้วยความตื่นเต้น  รับเชื่อตามเพื่อน   รับเชื่อเพราะถูกโน้มน้าว   แต่มิใช่รับเพราะด้วยการพิเคราะห์อย่างสุขุมรอบคอบในตนเอง   ดังนั้น จึงเป็นการยอมรับพระกิตติคุณที่ไม่ได้มาจากการตัดสินใจที่ยอมเชื่ออย่างมั่นคง   เขาจึงไม่ได้เชื่ออะไรเลย   และเมื่อความทุกข์ยากลำบากเกิดแก่ชีวิตเขา   เขาก็ละทิ้งสัจจะความจริงได้อย่างง่ายดาย

การเป็นคนเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณมิได้หมายความว่า เขาคนนั้นจะเชื่อทุกอย่าง  โดยมิได้พินิจ พิเคราะห์สุขุมและรอบคอบก่อนที่จะเชื่อ   เชื่อแบบ “งมงาย”   ทำตัวอย่างไร้เดียงสาพาซื่อ   อย่าเชื่อแบบ “คนเขลา” “คนรู้น้อย”ที่เชื่อทุกอย่าง  หรือ ทำตนเป็น “คนอ่อนต่อโลก”  ที่เชื่อในทุกเรื่องเมื่อสิ่งเหล่านั้นถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา   เพราะความเชื่อแบบ “ไม้หลักปักขี้ควาย”   เป็นการเชื่อสัจจะความจริงของพระกิตติคุณในทุกเรื่องโดยไม่สนใจพินิจพิเคราะห์   เป็นความเชื่อที่มิได้ใช้ปัญญาที่พระเจ้าประทานให้    ดังนั้นความเชื่อของคนเช่นนี้จะปราศจากความมั่นคงแข็งแรง   การที่ใครมีความเชื่อแบบพาซื่อไร้เดียงสาย่อมไม่เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   แต่ผู้ที่มีความเชื่อที่มั่นคงจะพิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างที่จู่โจมเข้ามาหาตัวเขาอย่างฉลาด สุขุม พินิจพิเคราะห์ และรอบคอบ   แม้จะต้องใช้เวลา   แต่ก็เป็นการหยั่งรากลึกของความเชื่อลงในสัจจะความจริงของพระเจ้า

ความเชื่อที่มั่นคงเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยทั้ง  ความไว้วางใจ   อารมณ์ความรู้สึก   ประสบการณ์  และเป็นความเชื่อที่ใช้ปัญญาที่พระเจ้าประทานให้ด้วย

ความเชื่อเป็นเรื่องของชีวิต   มิใช่เป็นเรื่องเฉพาะแต่อารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น   ถ้าเชื่อด้วยอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้นความเชื่อของคนๆ นั้นจะแปรปรวนไปตามอารมณ์ความรู้สึกของคนนั้น   เป็นความเชื่อที่ผิวเผิน   เป็นความเชื่อที่ไม่ได้หยั่งรากลึกลงในดินแห่งพระวจนะและไม่มีรากที่เกาะแน่นยึดมั่นในพระประสงค์ของพระเจ้า 
21 จง​พิสูจน์​ทุก​สิ่ง สิ่ง​ที่​ดี​นั้น​จง​ยึดถือ​ไว้​ให้​มั่น (1เธสะโลนิกา 5:21 มตฐ)
จงทดสอบทุกสิ่ง  จึงยึดมั่นในสิ่งที่ดี (1เธสะโลนิกา 5:21 อมตธรรม)

ในวันนี้ทุกสิ่งที่เราคิด เรากระทำ  และทุกสิ่งที่เราแสดงออก เป็นตัวชี้ชัดถึงความเชื่อของเรา   ดังนั้น   ในทุกเรื่องที่เราจะตัดสินใจ   ในทุกย่างก้าวที่เราจะเคลื่อนไป   จงเป็น “คนสุขุมรอบคอบรู้จักยั้งคิดในแต่ละย่างก้าว   อย่างคน “สุขุม” และ “คนหยั่งรู้”   ที่รู้ว่าตนจะก้าวไปทางไหน

แต่ถ้าเวลาใดที่ท่านเกิดความสับสนงุนงงในชีวิต   ไม่รู้จะไปทางทิศใด   อย่าลืมว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเคียงข้างท่านตลอดเวลา   ปรึกษากับพระองค์   ขอการสำแดงและชี้นำ   เพื่อท่านจะพิจารณาแล้วตัดสินใจที่จะเดินไปในทางนั้นด้วยการทรงนำ  ด้วยพระปัญญา  และด้วยพระกำลังจากพระเจ้า

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

08 มิถุนายน 2555

ความเชื่อที่เห็นแก่ตัว


อ่านยอห์น 6:22-27
วันรุ่งขึ้นประชาชนที่อยู่อีกฟากเห็นว่าก่อนหน้านั้นที่นั่นมีเรืออยู่ลำเดียว  และพระเยซูไม่ได้ลงเรือลำนั้นไปกับเหล่าสาวก  พวกสาวกไปกันเองตามลำพัง   มีเรือลำอื่นๆ จากทิเบเรียสมาจอดใกล้ๆ ที่ซึ่งประชาชนได้กินขนมปังหลังจากที่ได้ทรงขอบพระคุณพระเจ้าแล้ว  เมื่อเขาเห็นว่าพระเยซูกับเหล่าสาวกไม่ได้อยู่ที่นั่น   จึงลงเรือมายังเมืองคาเปอรนาอุมเพื่อตามหาพระเยซู
เมื่อประชาชนพบพระองค์ที่อีกฟากของทะเลสาบก็ทูลถามพระองค์ว่า “รับบี ท่านมาถึงที่นี่เมื่อใด”   พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  พวกท่านตามหาเราไม่ใช่เพราะเห็นหมายสำคัญ  แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม   อย่าขวนขวายหาอาหารที่เน่าเสียได้   แต่หาอาหารที่คงอยู่ถึงชีวิตนิรันดร์ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน  พระเจ้าพระบิดาทรงประทับตรารับรองบุตรมนุษย์แล้ว  (อมตธรรม)

เราเคยถามตนเองหรือไม่ว่าเวลาที่เราสนใจและคิดถึงพระเยซู เราคิดถึงพระองค์ในแง่ไหนมากกว่ากัน   ทุกวันนี้เราสนใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นใคร?   หรือสนใจว่าพระองค์สามารถทำอะไรเพื่อเราบ้าง?   คงต้องยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่า จะด้วยการรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม  ลึกลงไปในจิตใจใต้จิตสำนึกของเรา   เมื่อเราคิดถึงพระเยซูเราคิดถึงความช่วยเหลือ  เราคิดถึงสิ่งที่พระองค์จะประทาน  เราคิดถึงสิ่งที่เราจะทูลขอต่อพระองค์   น้อยครั้งนักที่เราจะคิดและสำนึกว่าพระองค์เป็นใคร   หรือเราต้องการรู้จักพระองค์มากยิ่งๆ ขึ้นว่าพระองค์คือผู้ใด

เรื่องประเด็นเช่นนี้มิใช่สิ่งใหม่  พระองค์พบกับปัญหาเช่นนี้ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงกระทำพันธกิจในโลกนี้  ฝูงชนเสาะแสวงตามหาพระเยซู   เพื่อทูลขอให้พระองค์กระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อพวกเขา หรือ เพื่อให้พระองค์กระทำในสิ่งที่ตนต้องการ   และพระองค์ทรงรู้เท่าทันถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้พวกเขาแสวงหาพระองค์

หลายครั้งเป็นการยากที่จะแยกแยะชัดเจนว่า  การที่เราเข้าใกล้ชิดพระองค์เพื่อจะใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าให้ช่วยทำ(หรือพูดให้เพราะหน่อยก็คือประทาน)บางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการ กับ การที่เราเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ด้วยจิตใจที่ถ่อมด้วยมีความจำเป็นต้องการพระองค์ช่วยในสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าในชีวิต   ยิ่งกว่านั้นในบางเรื่องที่เราเข้าไปทูลขอต่อพระองค์เป็นการทูลขอแบบ “กดดัน” พระองค์ หรือไม่ก็เร่งรัดพระองค์   และบางครั้งก็มีความคิดและใจปรารถนาให้พระองค์ทรงกระทำตามแนวทางหรือวิธีการที่เราต้องการมากกว่าการที่เราทูลขอให้เรามีใจปรารถนาสอดคล้องตามพระประสงค์ของพระองค์  หรือ  ทูลขอให้พระองค์ทรงเปิดเผยให้เราได้เข้าใจและเห็นถึงพระประสงค์ของพระองค์ในเรื่องนั้นหรือสถานการณ์นั้นๆ   และที่สำคัญคือทูลขอให้ทุกสิ่งทุกสถานการณ์ชีวิตของเราเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์   บ่อยครั้งเหลือเกินสิ่งที่เราเรียกว่า “ความเชื่อศรัทธา”   แท้จริงคือวิญญาณแห่งความต้องการใคร่ได้ใคร่มีของเราเองมากกว่า

เราต้องตระหนักชัดเสมอว่า ความจำเป็นต้องการของเรามีเวลาที่จะจบสิ้น   แต่พระคริสต์ทรงเป็นอยู่ตลอดไป   ถ้าการอธิษฐานของเราเป็นเพียงการที่เราทูลขอในสิ่งที่เราต้องการจากองค์พระผู้เป็นเจ้า   เราได้สูญเสียโอกาสที่สำคัญยิ่งที่จะรู้จักกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เราจะใช้ชีวิตนิรันดร์กาลกับพระองค์   ให้เราใช้เวลาที่จะใกล้ชิดติดสนิทกับพระคริสต์   แล้วเราจะเกิดความชื่นชมยินดีในสัมพันธภาพใกล้ชิดตลอดกาลกับพระองค์

ในแต่ละวัน เราสนิทชิดเชื้อกับพระองค์มากแค่ไหน?  การที่เราจะใกล้ชิด ติดสนิท และมีสามัคคีธรรมกับพระองค์มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับใจปรารถนาของเรา  เพราะพระองค์ทรงเปิดโอกาสและประทานสิทธิในการที่เราจะเข้าใกล้ชิดพระองค์ได้เสมอ   เราได้ใช้ทุกเวลาและโอกาสในการที่จะเรียนรู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้นหรือไม่?   ถึงแม้ว่าพระเจ้าพอพระทัยที่เราอธิษฐานต่อพระองค์  และพระองค์ประสงค์ให้เราทูลทุกเรื่องในชีวิตของเราต่อพระองค์   แต่พระองค์ก็มีพระประสงค์ให้เรามีชีวิตที่ใกล้ชิดและชื่นชมยินดีที่ได้อยู่กับพระองค์ด้วยเช่นกัน

ในวันนี้ ให้เราสลัดทิ้ง ความเชื่อศรัทธาที่เห็นแก่ตัว   ความเชื่อศรัทธาแบบบริโภคนิยม  ที่คิดแต่จะได้



ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499