แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โควิด 19 แสดงบทความทั้งหมด

01 พฤษภาคม 2564

ความเชื่อ กับ ความวิตกกังวลในการฉีดวัคซีน โควิด 19

ในช่วงนี้เราท่านต่างตกอยู่ในภาวะที่สับสนว่า เราควรจะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด 19 หรือไม่ ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า ชีวิตตอนนี้เป็นชีวิตที่ต้องเสี่ยง คือจะเลือก “เสี่ยงรับเชื้อโควิด 19 หรือ จะเสี่ยงรับผลกระทบข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน”

คนในสายวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกเราว่า วัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 แต่ทุกคนจะต้องตระหนักความจริงว่า เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลอยู่ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสโควิด 19 แพร่ระบาดที่รุนแรงอย่างที่เป็นอยู่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวเรื่องผลข้างเคียงการฉีดวัคซีนโควิดฯ ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ก็มีออกมาไม่ขาดสาย แม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้รับการฉีดวัคซีนก็ตาม   แต่ข่าวคราวเหล่านั้นมีอิทธิพลสร้างความกลัว หรือ อย่างน้อยสร้างความไม่มั่นใจแก่คนเหล่านั้นที่จะต้องตัดสินใจรับการฉีดวัคซีนหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตามโดยภาพรวม หรือ โดยภาพใหญ่แล้ว จำนวนประชาชนที่ได้รับวัคซีน เมื่อนำมาเสริมหนุนกับกระบวนการป้องกันอื่น ๆ ไม่ว่า วินัยในการใส่หน้ากากอนามัย การรักษาสุขอนามัยส่วนตัวของแต่ละคน และการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล ตลอดจนมาตรการการกักเก็บรักษาตัวกลุ่มบุคคลที่ต้องสงสัย การฉีดวัคซีนได้เข้ามาเสริมให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและความพยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในภาวะวิกฤติรุนแรงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ผมมองว่านี่คือวิกฤติชีวิตที่คริสตชนต้องพึ่งความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้ามั่นคง และ เชื่อฟังตามพระบัญชาของพระเจ้า

(1) การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองในภาวะวิกฤติ การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นเรื่องของการที่คริสตชน “รักเพื่อนบ้านและดูแลเอาใจใส่ตนเอง” ตามพระบัญชาของพระเจ้า วิธีการการป้องกันดังกล่าวเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากเรา(ถ้ามี)ไปยังคนอื่น และในเวลาเดียวกันเป็นการป้องกันตัวเราเองจากกรรับเชื้อจากคนอื่น(ถ้ามี)ที่เราพบปะ สัมผัส และอยู่ใกล้ชิด และกระบวนการป้องกันนี้เป็นสติปัญญาจากพระปัญญาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่เราในทางความรู้ด้านการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพ และการดูแลสุขอนามัยในชีวิตของเรา

(2) การรับมือกับสิ่งที่เราไม่รู้อีกหลายเรื่อง ตามสถานการณ์ในขณะนี้ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขที่ยังไม่รู้ รวมไปถึงวัคซีนที่มนุษย์พยายามผลิตขึ้น และลองใช้ในเวลานี้ เราไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีผลข้างเคียง ผลกระทบระยะยาวอย่างไรบ้าง อย่างที่บอกแล้วว่า การฉีดวัคซีนเป็นความเสี่ยงหนึ่งที่อาจจะต้องรับผลข้างเคียง แต่ในขณะที่การไม่รับฉีดวัคซีนก็เผชิญกับอีกความเสี่ยงหนึ่งในการรับเชื้อร้ายตัวนี้

วิกฤติในประการนี้ผมขอเรียกว่า “วิกฤติความจำกัดทางปัญญา” ของมนุษย์เราในเวลานี้ สิ่งที่ทำได้คือการทูลขอพระปัญญาของพระเจ้าที่จะช่วยเปิดเผย ชี้ทาง ให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จะพบวิธีการที่มีประสิทธิภาพ  

พระธรรมยากอบ 1:5 บอกเราว่า “แต่ถ้าใครในพวกท่านขาดสติปัญญา ให้คนนั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานให้กับทุกคนด้วยพระทัยกว้างขวางและไม่ทรงตำหนิ แล้วเขาก็จะได้รับตามที่ทูลขอ” (มตฐ.) และในที่นี้รวมถึงกรณีของคนที่ไม่มั่นใจในการรับฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 ด้วย

(3) การไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19   สร้างความเครียดกังวลในชีวิตของผู้คนอย่างมากมาย รวมถึงคนที่บอกว่าตนเองเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วย ใน ฟิลิปปี 4:6-7 บอกแก่เราชัดเจนว่าในภาวะที่กังวล สับสน สิ้นหวัง ในความไม่แน่นอนนี้ให้เรา “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใด ๆ เลย แต่ “จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอนพร้อมกับการขอบพระคุณ” แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”  (สมช.)



อธิษฐานเพื่อขอการทรงปกป้องคุ้มครองในวิกฤติ “โควิด 19”

องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก พระองค์ล่วงรู้ถึงระบบการทำงานภายในร่างกาย ชีวิต จิตใจของลูกทั้งหมด และพระองค์ทรงรู้ลึกถึงผลร้ายจากไวรัสตัวนี้ และ ผลกระทบจากวัคซีนที่ฉีดเข้าร่างกายลูก  

ในพระธรรมสดุดี บอกลูกว่า “เพราะพระองค์ทรงสร้างส่วนลึกล้ำภายในตัวข้าพระองค์ พระองค์ทรงถักทอข้าพระองค์ขึ้นในครรภ์มารดา...พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์อย่างมหัศจรรย์และน่าครั่นคร้าม...” “...พระเนตรของพระองค์ทรงเห็นข้าพระองค์ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง” นั่นหมายความว่า ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะฉุดลากชีวิตของลูกให้ออกไปจากโลกนี้ได้ ถ้ามิใช่แผนการของพระองค์  

เพราะข้าพระองค์เป็นของพระองค์ ลูกเชื่ออย่างมั่นคงว่า ไม่มีใครหรืออะไรที่จะแตะต้องชีวิตของลูกได้ถ้าไม่ได้ผ่านพระหัตถ์ที่รักเมตตาของพระองค์ก่อน แม้ในกรณีของชีวิตบางคนที่ตกเป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย แต่พระองยังคงสามารถใช้ชีวิตคนนั้นเพื่อให้เกิดสิ่งดีได้   ขอบพระคุณที่ทรงปกป้องรักษาและนำลูกไปสู่วิถีแห่งสันติสุข

เพราะพระองค์ทรงรู้ลึกซึ้งถึงระบบต่าง ๆ ของการทำงานในร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของลูก ลูกทูลขอพระหัตถ์ที่จะเสริมสร้างความสงบสันติสัมผัสในชีวิตลูก ตามที่พระองค์จะอนุญาตให้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่จะกระตุ้นให้เกิดการป้องกันให้ชีวิตได้รับสวัสดิภาพ

พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการหนุนใจ พระองค์ทรงเป็น “ศิลาให้ข้าพระองค์เข้าลี้ภัย   และเป็นป้อมปราการมั่นคงเพื่อช่วยข้าพระองค์ให้ปลอดภัย” พระองค์ทรงเป็นแพทย์รักษาที่อ่อนโยนของลูก ลูกขอจำนนต่อพระองค์และทูลขอให้พระองค์ปกป้องคุ้มครองในกระบวนการต่าง ๆ ที่ลูกกระทำเพื่อขจัดการแพร่ระบาดของเจ้าเชื้อร้ายตัวนี้ ไม่ว่าจะระบาดจากตัวลูกไปยังคนอื่น หรือจากคนอื่นมายังลูกก็ตาม

ข้าแต่พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก อย่าเพียงปกป้องร่างกายของลูกเท่านั้น แต่โปรดปกป้องจิตใจ ความนึกคิดของลูก โปรดตรวจสอบถึงส่วนลึกในจิตใจของลูก “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจตรา และทรงทราบถึงจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงตรวจสอบและประจักษ์แจ้งความคิดกระวนกระวายของข้าพระองค์ โปรดดูว่ามีสิ่งใดบ้างในตัวของข้าพระองค์ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัย และขอทรงนำข้าพระองค์ไปตามวิถีนิรันดร์”

โปรดปกป้องลูกจากการความหยิ่งผยองกล่าวอวดตัวว่า “ฉันจะไม่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้” โปรดปกป้องลูกจากความโอหังลำพองใจเพราะยังไม่ติดเชื้อนี้ แต่โปรดประทานจิตใจที่ไวต่อเสียงและน้ำพระทัยของพระองค์ และใส่ใจคนอื่นรอบข้างอย่างที่ตนใส่ใจตนเอง โปรดปกป้องลูกจากการมีจิตใจที่อหังการว่า “ฉันสามารถปกป้องตนเองให้ปลอดภัยได้  ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือหรือพึ่งใคร”

ขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์เป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประคับประคองผู้ที่ล้มลงให้ลุกขึ้น และทรงยกชูผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน” ขอพระคุณพระองค์อยู่เคียงข้างลูกในช่วงเวลาของการแพร่ระบาดของไวรัสฯ อย่างหนัก และในขั้นตอนของการฉีดวัคซีนแก่ประชาชน ขอพระคุณสำหรับความรอบรู้ พระเมตตา และการปกป้องคุ้มครองทั้งสิ้น ลูกขอมอบชีวิตของลูกไว้ในพระหัตถ์ของผู้ทรงรอบรู้ระบบการทำงานทั้งสิ้นในชีวิตลูก และวางใจในพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำและปกป้องชีวิตของลูก  

อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า  อาเมน



25 พฤษภาคม 2563

สิ่งดีที่คริสตจักรน่าจะทำต่อหลังวิกฤติโควิด 19

“วิถีชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” หลังโควิด 19 จะเป็นแบบไหน อย่างไรนั้นต่างก็คาดเดากันไปได้ แต่ละคริสตจักรท้องถิ่นไม่จำเป็นที่จะต้องมี “วิถีชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร” ที่เหมือนกันเสมอไป แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยทำแต่ทำในช่วงรับมือกับวิกฤติโควิด 19 แล้วเห็นว่า เราน่าจะทำเช่นนั้นต่อไป ซึ่งพอจะประมวลบางประเด็นได้ดังนี้ 

1. การประชุมปรึกษางานของคณะธรรมกิจคริสตจักร หรือ คณะกรรมการต่าง ๆ ของคริสตจักร ผมยอมรับว่า  บางครั้งที่เรายังจำเป็นที่จะต้องมีการประชุมคณะธรรมกิจ หรือ คณะกรรมการพันธกิจต่าง ๆ แบบพร้อมหน้ากัน แต่ในการประชุมบางครั้งสามารถที่จะประชุมกันแบบออนไลน์เพื่อลดการเดินทาง หรือ สามารถประชุมทั้ง ๆ ที่บางท่านอาจจะอยู่ต่างจังหวัด และสามารถเลือกเวลาประชุมที่สะดวกสำหรับทุกคนโดยไม่ต้องเดินทางมาที่คริสตจักร  และเรื่องเร่งด่วนก็สามารถได้รับการพิจารณาทันเวลา

2. มุ่งเน้นการทำพันธกิจการรับใช้ จากสถานการณ์โควิด 19  คริสตจักรของเราได้เรียนรู้ถึงการทำพันธกิจการรับใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการรับใช้กันและกันในชุมชนคริสตจักร และการรับใช้ที่เข้าถึงชุมชนสังคมรอบข้างชีวิตของสมาชิกคริสตจักร 

นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า ศิษยาภิบาลบางท่านได้ใช้พื้นที่สื่อสารทางออนไลน์ของตน บางท่านใช้พื้นที่ออนไลน์ของคริสตจักร กลายเป็น “ตลาดเสนอสินค้าออนไลน์” ชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยสมาชิก ทั้งที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูป และผลผลิตด้านหัตถกรรมต่าง ๆ ที่สมาชิกผลิต ผลปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าออนไลน์อย่างดี ช่วยให้สมาชิกสามารถมีรายได้อีกทางหนึ่งอย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเป็นการบริการฟรีจากศิษยาภิบาล/คริสตจักร เป็นพันธกิจการส่งเสริมการตลาดแก่สมาชิกคริสตจักรครับ

ขอตั้งข้อสังเกตว่า คริสตจักรเหล่านี้การถวายในช่วงวิกฤติโควิด 19 กลับมีการถวายที่มากกว่าก่อนสถานการณ์โควิดเสียอีก เพราะนี่คือทางหนึ่งในการอภิบาลชีวิตด้านเศรษฐกิจของสมาชิกคริสตจักร  และ อาจจะสามารถขยายกว้างออกไปถึงชุมชนรอบข้างด้วยในอนาคต

3. การพบปะกันของกลุ่มเล็กต่าง ๆ ในคริสตจักรทางออนไลน์ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการพบปะกลุ่มเล็กต่อไปนี้ต้องทำกันบนออนไลน์ทุกครั้ง แต่ถ้าสมาชิกกลุ่มสะดวกที่จะพบกลุ่มเล็กของตนออนไลน์ก็น่าจะทำต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอธิษฐาน กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ กลุ่มที่ทำพันธกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อสมาชิกทุกคนจะสามารถเข้าร่วมได้ตามความสะดวกของแต่ละคน และคนในครอบครัวคนอื่นที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมได้ด้วย

4. การถ่ายทอดสดการนมัสการ และ การอัดเทปการนมัสการ ที่เราบันทึกเทปเพื่อสมาชิกที่ต้องการสามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของคริสตจักร สำหรับคนที่ไม่สามารถมาร่วมหรือเข้าร่วมในการนมัสการในอาทิตย์นั้น ๆ จะมีโอกาสติดตามการนมัสการในเวลาที่เขาสะดวก

5. ให้เยาวชน/วัยรุ่นเข้าร่วมพันธกิจคริสตจักร จากวิกฤติที่ผ่านมาในหลายคริสตจักรได้รับความช่วยเหลือจากเยาวชน/วัยรุ่นในคริสตจักรในการถ่ายทอดรายการไลฟ์สด หรือการทำคลิปการนมัสการพระเจ้าของแต่ละสัปดาห์   บางคริสตจักรศิษยาภิบาลได้ขอให้อนุชนบางท่านมาช่วยศิษยาภิบาลในการทำไลฟ์สดการสอนพระคัมภีร์ด้วย สิ่งเหล่านี้ให้เราทำต่อไปและเยาวชน/วัยรุ่นจะร่วมในพันธกิจคริสตจักรอีกมากมายที่ต้องใช้ความรู้ทักษะและความสร้างสรรค์ในการสื่อสารทันสมัยเหล่านี้ที่มีอยู่ในตัวอนุชนของคริสตจักร

6. นิมิต/วิสัยทัศน์ของคริสตจักร เมื่อวิกฤติโควิด 19 ผ่านไป ศิษยาภิบาลควรเชิญชวนคณะธรรมกิจ  สมาชิกคริสตจักร  เยาวชน/วัยรุ่นในคริสตจักรมาร่วมกันถอดบทเรียนรู้จากการทำงานในช่วงที่คริสตจักรต้องรักษาระยะห่างทางสังคม รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล  และ การเก็บกักตัวในบ้าน เพื่อใช้บทเรียนที่ได้จากวิกฤติที่ผ่านมาในการกำหนดนิมิต/วิสัยทัศน์ และ การวางแผนงานพันธกิจของคริสตจักรในช่วงครึ่งปีหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม 2020)   และนำสิ่งใหม่ ๆ ที่ทำแล้วเกิดผลมาปรับประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างชีวิตและการทำพันธกิจของคริสตจักรต่อไป

7. เวลาของครอบครัว จากวิกฤติที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มต้นของการที่คนในครอบครัวมีโอกาสที่จะร่วมกันในการนมัสการพระเจ้าด้วยกัน การเรียนรู้พระวจนะ และการอธิษฐานร่วมกัน ตลอดจนมีโอกาสในการปรึกษาหารือกันว่า  จะทำพันธกิจเข้าถึงชีวิตของชุมชนอย่างไรบ้าง ขอให้รักษาเวลาอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้และดำเนินการต่อไป และยังสามารถที่จะทำสิ่งอื่น ๆ ร่วมกันในครอบครัวมากกว่านี้

8. การอภิบาลชีวิตกันและกันในคริสตจักร ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา หลายครอบครัวได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารแสดงความรักห่วงใยต่อกัน และมีโอกาสที่จะอธิษฐานเผื่อกัน ตลอดจนช่วยเหลือกันและกันในสิ่งต่าง ๆ ที่แบ่งปันและเอื้ออาทรกันได้ ขอให้จิตวิญญาณของการอภิบาลกันและกันเหล่านี้พัฒนาและเติบโตต่อไปทั้งในครอบครัวและในชุมชนคริสตจักรของเรา

นอกจากนี้ยังพบว่า ในช่วงวิกฤตินี้มีศิษยาภิบาลบางท่านที่ได้ทำพันธกิจแบบ “ครอบครัว/ชุมชนเป็นศูนย์กลาง” ในการขับเคลื่อนพันธกิจการอภิบาลคนในคริสตจักร ซึ่งแตกต่างจากวิธีการทำพันธกิจอภิบาลในคริสตจักรก่อนหน้าวิกฤติโควิด 19 ที่ใช้การพบปะกันในคริสตจักรเป็นศูนย์กลางการทำพันธกิจการอภิบาลชีวิต

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่จะต้องรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล (physical Distancing) ในช่วงของ Social Distancing  นอกจากศิษยาภิบาลจะใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในการนมัสการ ในการเรียนพระคัมภีร์แล้ว ศิษยาภิบาลบางท่านยังติดตามไปอภิบาลสมาชิกในจุดต่าง ๆ ในชุมชนโดยนัดหมายมาพบปะกันในบ้านของบางท่าน แต่รักษาระยะห่างระหว่างบุคคล และการสวมหน้ากากอนามัยทุกคน เพื่อที่จะนมัสการด้วยกัน เรียนพระวจนะ และ อธิษฐานร่วมกัน   ตลอดจนการปรึกษาหารือในประเด็นวิกฤติชีวิตที่พบของบางคนบางครอบครัว

ศิษยาภิบาลเหล่านี้ยืนยันว่า ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ท่านเหล่านี้กระจายจุดอภิบาลกว้างไกลและมากกว่าก่อนหน้าวิกฤตินี้ และยืนยันว่าได้ผลมากกว่าการอภิบาลที่ใช้อาคารโบสถ์เป็นศูนย์กลางเท่านั้น และตั้งใจว่า หลังโควิด 19 ก็จะทำเช่นนี้ต่อไป

9. คิดอย่างสร้างสรรค์ จากวิกฤติโควิด 19 ที่ผ่านมา ได้ผลักดันให้เราต้องคิดอย่างรวดเร็วว่าเราจะตอบสนองต่อวิกฤติหรือบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างไร และเราพบว่าเราสามารถคิดจนได้ความคิดที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม  สร้างสรรค์ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า วิถีชีวิตและการทำพันธกิจหลังโควิด 19 เราจะมีสมาชิกและผู้นำที่คิดอย่างมีเป้าหมายและสร้างสรรค์

แล้วท่านละครับ... ต้องการเห็นสิ่งดีมีค่าที่คริสตจักรของท่านควรกระทำต่อเนื่องจากวิกฤติโควิด 19 อะไรบ้างครับ?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


16 เมษายน 2563

“ศิษยาภิบาลเปลี่ยนไป...” หลังวิกฤติโควิด 19

จากการเกิดวิกฤติโควิด 19 คริสตจักรเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ได้รับกระทบที่รุนแรง และมีส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งชีวิต และ พันธกิจคริสตจักร และอีกส่วนหนึ่งที่กระทบอย่างมาก คือศิษยาภิบาลในคริสตจักรท้องถิ่น จนอาจจะสามารถกล่าวได้ว่า “ศิษยาภิบาลเปลี่ยนไป...” หลังวิกฤติโควิด 19

จากการสังเกตและการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตและการทำพันธกิจคริสตจักร และ การทำงานของศิษยาภิบาลคริสตจักรท้องถิ่นต่าง ๆ ในขั้นต้นที่สถานการณ์วิกฤติยังไม่ลงตัว พอประมาณการคร่าว ๆ ได้ว่า ตัวของศิษยาภิบาล และ การทำหน้าที่อภิบาลได้รับผลกระทบจนเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1) ศิษยาภิบาลส่วนหนึ่งจะเติบโตแข็งแรงขึ้นจากสถานการณ์โควิด 19 และอีกส่วนหนึ่งจะท้อถอยเพราะตนเองไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ในสถานการณ์วิกฤติโควิด 19 ศิษยาภิบาลส่วนหนึ่งปรับตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้มีฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ว่า พระเจ้าทรงประทานสิ่งจำเป็นมากมายแม้ในภาวะวิกฤติที่ขาดแคลน ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้มีมุมมองอนาคตอย่างสร้างสรรค์  

ในขณะที่ศิษยาภิบาลอีกกลุ่มหนึ่งรอเวลาที่คริสตจักรและชุมชนจะกลับไปสู่สภาพเดิมที่เคยเป็น แต่น่าเสียดายทั้งคริสตจักรและสังคมจะไม่กลับไปสู่สภาพอย่างในอดีตอีกแล้ว หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ศิษยาภิบาลกลุ่มหลังจะอยู่ยากรับใช้ลำบาก

2) ศิษยาภิบาลจำนวนมากขึ้นเริ่มจะมองว่าอาคารโบสถ์เป็นเพียงเครื่องมือมิใช่เป้าหมายในการทำพันธกิจคริสตจักร
ศิษยาภิบาลได้แบ่งปันประสบการณ์ถึงคริสตจักรที่เขารับใช้สามารถขับเคลื่อนไปอย่างน่าทึ่งแม้อยู่ท่ามกลางวิกฤตินี้ก็ตาม แม้ว่าสมาชิกจะไม่มีการพบปะกันทางกายภาพ และอาคารโบสถ์มิใช่ศูนย์กลางของชีวิตคริสตจักรอีกต่อไป

ดังนั้นสิ่งที่บ่งชี้ความสำเร็จของชีวิตและพันธกิจคริสตจักรจึงมิใช่มีคนมาร่วมกันในคริสตจักรอาทิตย์ละกี่คน ได้รับเงินถวายเท่าใด และที่คริสตจักรทำกิจกรรมอะไรบ้าง

แต่ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้กลับมอง “คริสตจักรที่เป็นชีวิตของผู้เชื่อ และ กลุ่มคนผู้เชื่อ” เป็นที่สถิตของพระเจ้า   คริสตจักร (ที่เป็นชีวิตผู้เชื่อ) เป็นพระวรกายที่ขับเคลื่อนพระราชกิจของพระเยซูในชีวิตประจำวันท่ามกลางคนในชุมชนที่สมาชิกคน ๆ นั้นเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้วย พวกเขาสื่อสารสัมพันธ์กันใกล้ชิด “ในอากาศ” (สื่อออนไลน์) และ ทางกายภาพด้วยเมื่อมีโอกาสอำนวย เป็นความสัมพันธ์หนุนเสริมกันและกันด้วยพลังแห่ง “พระวิญญาณบริสุทธิ์”

คริสตจักรแบบหลังนี้เองที่จะ “เขย่า และ พลิกคว่ำ” สังคมโลกนี้ในพื้นที่ที่มีผู้คนรวมกันเป็นคริสตจักรให้เปลี่ยนแปลงเป็น “แผ่นดินของพระเจ้า”

3) ศิษยาภิบาลจำนวนมากขึ้นที่จะมองว่าโลกของการสื่อสารออนไลน์เป็นโอกาสสำหรับพระกิตติคุณ มากกว่าที่จะมองว่าเครื่องมือสื่อออนไลน์ทันสมัยเป็นเครื่องมือของซาตานที่ล่อลวงให้ทำชั่ว

แน่นอนว่าที่ผ่านมา เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ได้สร้างความชั่วความเสียหายมากมายหลายด้านในผู้คนวัยต่าง ๆ ถ้วนหน้า แต่ในช่วงวิกฤติโควิด 19 ศิษยาภิบาลหลายท่านได้เห็นและมีประสบการณ์ว่า เครื่องมือสื่อสารทันสมัยตัวนี้มิได้ดีชั่วในตัวของมันเอง แต่อยู่ที่ผู้ใช้ ดังนั้น เครื่องมือสื่อสารดิจิตัลทันสมัยที่นำมาใช้ในพระราชกิจของพระเจ้าก็จะเกิดผลดีเกินกว่าที่คาดคิด

จากประสบการณ์ในวิกฤติโควิด 19 ทำให้ศิษยาภิบาลหลายท่าน “คิดใหม่ มองใหม่” ต่อการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ทันสมัยเหล่านี้ และพระเจ้าสามารถอวยพระพรผ่านการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ผ่านการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ด้วย แน่นอนว่า ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้ต้องการการหนุนเสริมให้ศิษยาภิบาล ผู้นำ และสมาชิกคริสตจักรมีทักษะความสามารถในการใช้เครื่องมือสื่อทันสมัยนี้ในพระราชกิจของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ศิษยาภิบาลอีกกลุ่มหนึ่งเฝ้ารอให้สถานการณ์โควิด 19 กลับสู่สภาพเดิมแล้วทำพันธกิจอย่างที่คริสตจักรและที่ตนเคยทำมาก่อนหน้านี้ ศิษยาภิบาลกลุ่มนี้ไม่สนใจที่จะพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ หรือของประทานจากพระเจ้าในการใช้เครื่องมือสื่อสารทันสมัยนี้ในการรับใช้พระเจ้าในโลกนี้

4) ศิษยาภิบาลจำนวนมากขึ้นได้ค้นพบ และ เข้าไปมีส่วนร่วมชีวิตในชุมชนมากขึ้น

ที่ผ่านมา ทั้งศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักรบางกลุ่มมักวางกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะให้คนในชุมชนเข้ามาร่วมกิจกรรมในคริสตจักร แต่วิกฤติโควิด 19 กดดันให้การทำพันธกิจของคริสตจักรต้องออกไปติดต่อ สื่อสารสัมพันธ์ และเข้าถึงคนในชุมชน อาคารโบสถ์-บริเวณคริสตจักรเป็นพื้นที่หนึ่งที่พวกเขาอาจจะใช้เป็นที่พบปะ เพื่อเตรียมการทำพันธกิจของพระเจ้า แต่มิใช่เป้าหมายปลายทางของพื้นที่ในการทำพันธกิจของเขา

ผู้นำที่ได้รับประสบการณ์ดังกล่าวจึงพยายามแสวงหาแนวทางในการทำพันธกิจที่สร้างสรรค์ที่มีอิทธิพล มีพลังที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตของชุมชน ดังนั้น คริสตจักรจึงมุ่งที่จะเข้าไปถึงคนในชุมชน มากกว่าการที่จะเชิญชวนคนในชุมชนมาในตัวอาคารหรือบริเวณคริสตจักรอย่างที่เคยทำกันในอดีต

5) ศิษยาภิบาลจำนวนหนึ่งมองเรื่องการชี้วัดความสำเร็จงานคริสตจักรแตกต่างไปจากเดิม

จากการเก็บข้อมูลของหลายคริสตจักรพบว่า ครั้งเมื่อมีการนมัสการพระเจ้าที่รวมศูนย์ในคริสตจักรมีคนมาร่วมนมัสการ 100 คน แต่เมื่อมีการถ่ายทอดการนมัสการออนไลน์ออกไป มีคนเข้าชม/ร่วมนมัสการค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนในสัปดาห์ที่ 3 มีผู้เข้าร่วม/ชม 250 คน อะไรที่ทำให้เกิดผลที่แตกต่างกันมากมายเพียงนี้? และยังพบว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วม/ชมการนมัสการเกือบทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ ที่คริสตจักรสามารถเข้าถึงและติดต่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งติดต่อผ่านกลุ่มเล็กของคริสตจักรในชุมชนต่าง ๆ และ ครอบครัวสมาชิกในพื้นที่ต่าง ๆ และจากจุดนี้เองที่คริสตจักรสามารถที่จะรับใช้ตามบริบทชีวิตของคนเหล่านี้ในชุมชน จากวิกฤตโควิด 19 ช่วยให้ศิษยาภิบาลมองเห็นช่องทางต่าง ๆ ที่สามารถทำพันธกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ปัญหาคือ ศิษยาภิบาลจะต้องเปลี่ยนวิถีการทำงานพันธกิจคริสตจักรของตน และจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ และ กระบวนการการอภิบาลชีวิตสมาชิก และ อภิบาลชีวิตชุมชนด้วย

ให้เรามองไปที่ทางเปิดกว้างของพระเจ้าสำหรับเราในการทำพระราชกิจของพระองค์ มากกว่าการมุ่งมองไปที่อุปสรรคที่กีดขวางการทำพันธกิจที่เกิดจากโควิด 19


ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


09 เมษายน 2563

หลังโควิด 19...คริสตจักรท้องถิ่นไทยจะไม่เหมือนเดิม!?

3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์โควิด 19 มวลมนุษยชาติไม่สามารถที่จะคาดการณ์อะไรได้เลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนมวลมนุษย์ประสบความมึนงง แต่พบว่า...พระเจ้าทรงกระทำพระราชกิจในสถานการณ์นี้อยู่

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว  ธุรกิจ หรือแม้แต่คริสตจักรเอง ต่างก็กำลังต่อสู้ดิ้นรนควานหาข้อมูลความจริงที่ผุดโผล่ขึ้นมาใหม่ ๆ ในแต่ละวัน เพื่อจะปรับแผนไล่ให้ทันกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีในความคาดคิดมาก่อนหน้านี้เลย

ในภาวะที่ไม่แน่นอน-มั่นคงผสมกับความตื่นตระหนกกลัว จากรายงานทั่วโลกของการแพร่ระบาดทำให้รู้สึกว่า “มันเหนือความสามารถควบคุมของมนุษย์” ความรู้สึกเช่นนี้ง่ายที่จะทำให้เรามีมุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าวในแง่ร้าย   ในฐานะที่เราเป็นผู้นำในการอภิบาลชีวิต และ ในการทำพันธกิจทำให้เกิดคำถามมากมายขึ้นในความคิดจิตใจของเรา เช่น...

  • จากการที่สมาชิกคริสตจักรต้องปฏิบัติ “การอยู่ระยะห่างจากกัน” (Physical Distancing) และการวางระยะห่างจากสังคม (Social Distancing) ถ้ายิ่งนานออกไปที่ไม่ได้มาร่วมกันที่คริสตจักร (อาคารโบสถ์) จะกลายเป็นความเคยชินและอาจจะมีผลทำให้สมาชิกมาร่วมในคริสตจักรลดน้อยลงไปไหมในอนาคตเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว?
  • ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยและยากลำบาก จะต้องมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของคริสตจักรแน่   และยิ่งถ้าไม่มีการพบกันในโบสถ์การถวายจะเป็นอย่างไรในอนาคต? สถานะทางการเงินของคริสตจักรจะอยู่รอดไหม?
  • การที่สมาชิกไม่ได้มาพบปะกันที่โบสถ์สร้างผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสาวกพระคริสต์ในคริสตจักร และ มีผลกระทบต่อความเป็นหนึ่งเป็นเอกภาพในคริสตจักรหรือไม่?


ผมได้เฝ้าดูการตอบสนองของผู้อภิบาลและผู้นำคริสตจักรท้องถิ่นต่อสถานการณ์ที่วุ่นวายสับสนนี้  ขอแบ่งการตอบสนองออกเป็น 3 ภาพใหญ่คือ

ภาพแรก 
กลุ่มคริสตจักรที่ทำตามคำขอร้องของรัฐบาล ที่หยุดการรวมตัวทำกิจกรรมของคนกลุ่มใหญ่ (ตามหลักการของ Social Distancing เพื่อการหยุดและป้องกันการแพร่กระจายของ โควิด 19) แต่ผู้อภิบาลกลุ่มนี้ไม่มีความสามารถ และ ประสบการณ์การ “อภิบาลด้วยกระบวนการทางไกล” จึงไม่รู้จะทำอะไร ได้แต่ตามข่าวว่าสมาชิกคนไหนเจ็บป่วยแล้วก็โทรศัพท์ไปอธิษฐานเผื่อ สำหรับการนมัสการในวันอาทิตย์ ผู้อภิบาลและผู้นำคริสตจักรกลุ่มนี้ขาดความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ หรือ เครื่องมือสื่อสารทันสมัย พวกเขาอาจจะส่งข้อพระคัมภีร์ไปให้สมาชิกในกลุ่มไลน์ หรือ ลงในเฟสบุ๊คบัญชีของตน คาดหวังว่าสมาชิกจะเปิดอ่าน นอกนั้นก็อธิษฐานเผื่อรอเวลาที่สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติดังเดิม

ภาพที่สอง  
กลุ่มที่สองนี้เป็นคริสตจักรท้องถิ่นที่ผู้อภิบาลหรือ ผู้นำคริสตจักรบางท่านที่ไม่รู้หรือเข้าใจ หรือ ไม่เชื่อเรื่อง “การอยู่ระยะห่างทางสังคม” ตามมาตรการการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 ดังนั้น จึงยังเปิดอาคารคริสตจักร หรือ การพบปะตามบ้านสมาชิกในการนมัสการ ซึ่งถูกมองว่า เป็นกลุ่มชนที่ไม่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของทางราชการ

ภาพที่สาม  
กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นคริสตจักรที่ให้ความร่วมมือตามมาตรการของทางราชการเพื่อเป็นการป้องกัน และ พยายามหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 แต่ผู้อภิบาลและผู้นำคริสตจักรกลับมีมุมมองว่า ในภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้พระเจ้ากำลังทำพระราชกิจในตัวเขา ในคริสตจักร และในชุมชนรอบข้างของพวกเขา ดังนั้น พวกเขาจึงแสวงหาทางที่จะเข้าร่วมมีส่วนในกระบวนการพระราชกิจของพระเจ้าในวิกฤติโควิด 19 ทั้งในระดับส่วนตน ในชุมชนสมาชิกคริสตจักร และในชุมชนสังคมรอบข้างของตน

ขอตั้งข้อสังเกตว่า คริสตจักรในภาพที่สามนี้ส่วนใหญ่เป็นคริสตจักรที่มีประสบการณ์ในการทำพันธกิจอภิบาลชีวิตคนในชุมชน และมีการสร้างสมาชิกคริสตจักรของตนให้มีชีวิตสาวกพระคริสต์ที่เข้าร่วมสานต่อพระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในชุมชนอยู่ก่อนที่จะเกิดภาวะวิกฤติโควิด 19 แล้ว เมื่อเกิดภาวะวิกฤตินี้ คริสตจักรเหล่านี้สามารถใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการปรับใช้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ คริสตจักรกลุ่มนี้ตื่นเต้นกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการร่วมพระราชกิจของพระเจ้าในวิกฤตกาลนี้  

ยิ่งกว่านั้นเกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายพวกเขาให้ใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นโอกาสที่จะสร้างสมาชิกให้เป็นสาวกพระคริสต์มากยิ่งขึ้นผ่านการรับใช้พระคริสต์ในสถานการณ์โควิด 19 นี้ คริสตจักรกลุ่มนี้กำลังพบว่า  หลังความสูญเสีย เจ็บปวด ในวิกฤติโควิด 19 นี้คริสตจักรท้องถิ่นในประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บ้างพูดถึงขนาดที่ว่า “ไม่โตก็ตาย” (เอ๊ะ! พูดอย่างงี้ไม่แรงไปหน่อยหรือพี่?)  

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คริสตจักรกลุ่มนี้มีความหวาดกลัวต่อ โควิด 19 เช่นกัน แต่คริสตจักรก็พร้อมที่จะเจริญเติบโตและแข็งแรงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ครั้งนี้ และเรากำลังมองเห็นถึงความเข้มแข็งและเติบโตขึ้นของคริสตจักรด้วย ดังนี้     

แล้วคริสตจักรของท่านเป็นกลุ่มไหนครับ?

แต่ที่แน่นอนคือ ไม่ว่าท่านจะเป็นคริสตจักรในภาพใดก็ตาม หลังวิกฤติโควิด 19 คริสตจักรจะไม่เหมือนเดิม ดังนี้

1. ช่วงนี้ผู้ทำพันธกิจ และ ผู้อภิบาล มีโอกาสที่จะแยกตัวเอง “เก็บตัวอยู่เงียบ”

ที่ผ่านมาเนื่องจากคริสตจักรท้องถิ่นมีบุคลากรที่จำกัดในการทำพันธกิจด้านต่าง ๆ ต้องทำงานมากทำงานหนักเพราะคนน้อย ในเวลาช่วงนี้มีโอกาสที่จะต้องอยู่ห่างทางสังคม หรือ บางท่านต้องเก็บกักตนเอง ในเวลาช่วงนี้เป็นโอกาสที่จะได้อยู่เงียบใคร่ครวญ ภาวนา ติดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น และบางคนมีโอกาสแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของตนอย่างจริงจัง บางคนอาจจะมีโอกาสมองไปข้างหน้าเมื่อภาวการณ์เปลี่ยนแปลงเริ่มอยู่ตัว   เพื่อจะดูว่าตนจะมีชีวิตและทำพันธกิจอย่างไรในสถานการณ์ใหม่

2. เปิดประตูใหม่แห่งข่าวดีของพระเยซูคริสต์ในชุมชน

ในภาวการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ผู้คนถูกบีบให้ต้องขับเคลื่อนชีวิตให้ช้าลง ด้วยความระมัดระวัง มีเวลาที่จะสนใจถึงข่าวคราวความเป็นไปของสถานการณ์ และสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนของตน

ถ้าคริสตจักรใดมีโอกาสที่จะใช้พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ หรือ ข่าวดีแห่งชีวิตของพระเยซูคริสต์ในช่วงเวลาวิกฤติในชีวิตของผู้คน และหนุนเสริมให้สมาชิกแต่ละคนหาทางติดต่อ สื่อสารสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชน ผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำข่าวดีของพระเยซูคริสต์เข้าไปเป็นคำตอบในชีวิตของคนที่สมาชิกคริสตจักรได้ติดต่อสื่อสารสัมพันธ์ด้วย และเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสใหม่สำหรับการทำพันธกิจของพระเยซูคริสต์ในชุมชนของตน

มิติใหม่ของการสื่อสัมพันธ์พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นพันธกิจชีวิตของสมาชิกแต่ละคนที่ทำและขับเคลื่อนในชีวิตประจำวัน และ ในผู้คนชุมชนที่ตนรู้จัก ด้วยศักยภาพความสามารถ หรือ ของประทานที่พระเจ้าประทานที่มีและเป็นอยู่จริงในแต่ละตัวคน ตามสถานการณ์หรือบริบทที่เป็นจริงในชุมชนนั้น ๆ

3. การทำพันธกิจมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องต่อความเป็นอยู่จริง และ บริบทในชุมชนตนมากยิ่งขึ้น

หลังสถานการณ์ โควิด 19 การทำพันธกิจนคริสตจักรจะมีประสบการณ์ใหม่ แทนที่จะลอกเลียนรูปแบบการทำพันธกิจตาม “สูตร” ต่าง ๆ แต่คริสตจักรจะค้นพบว่า ตนเองสามารถทำพันธกิจตามประสบการณ์ในช่วง “โควิด 19” ที่ผ่านมา

แต่ละคริสตจักรท้องถิ่นจะแสวงหากระบวนการทำพันธกิจบนฐานความเป็นจริงบนศักยภาพและความสามารถตามของประทานของสมาชิกแต่ละคน ที่จะตอบสนองต่อความเป็นจริงในชีวิตของผู้คนในชุมชนตามที่เป็นอยู่ และจะเป็นโอกาสของการค้นพบวิธีการ กระบวนการ และขั้นตอนใหม่ ๆ ในการทำพันธกิจของตน

ในเวลาเดียวกัน พันธกิจชีวิตในคริสตจักรก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนไปด้วย แทนที่จะเน้นที่ชั้นเรียนรวีฯ ในวันอาทิตย์ตามขั้นอายุ แต่อาจจะเปลี่ยนมาหนุนเสริมให้แต่ละครอบครัวเอาใจใส่ความเติบโตในชีวิตและความเชื่อของบุตรหลานและคนในครอบครัวของตน การสร้างสาวกพระคริสต์อาจจะต้องเปลี่ยนจากชั้นเรียนในโบสถ์ ไปสู่การสร้างสาวกในกลุ่มเล็กผ่านสื่อออนไลน์ตามเวลาสะดวกของแต่ละกลุ่ม และให้นำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเป็นการสร้างสาวกเชิงปฏิบัติ ในพื้นที่ชุมชนชีวิตประจำวันของสมาชิกในกลุ่มเล็กแต่ละคน และมีการติดตามหนุนเสริมในกลุ่มเล็กออนไลน์ โดยเน้นการเสริมสร้างสาวกพระคริสต์ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในกลุ่มเพื่อนใกล้ชิด และ ในชุมชนท้องถิ่นของตน

4. คริสตจักรเรียนรู้และเกิดความกล้าขึ้นในการจัดการด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 บางคริสตจักรได้ริเริ่มใช้สื่อออนไลน์ทันสมัยในการนมัสการพระเจ้า และ ในพันธกิจบางด้านของคริสตจักรก่อนแล้ว บางคริสตจักรยังกล้า ๆ กลัว ๆ ในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีทันสมัยเหล่านั้น บางคริสตจักรกลับมองว่าการทำเช่นนั้นเป็นการสร้างความเด่นดังแก่คริสตจักรของตน จึงต่อต้าน

แต่จากประสบการณ์ และ สถานการณ์ที่บีบบังคับจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้หลายคริสตจักรได้รับประสบการณ์ใหม่จากการใช้สื่อออนไลน์ทันสมัยในพันธกิจการนมัสการพระเจ้าออนไลน์ และการใช้สื่อออนไลน์ในพันธกิจด้านอื่น ๆ ทำให้มีนิมิตถึงการทำพันธกิจคริสตจักรด้วยสื่อออนไลน์ในลักษณะต่าง ๆ ที่เหมาะสมสอดคล้องกับตนและสภาพบริบทที่เป็นอยู่ของคริสตจักร

ทั้งนี้รวมถึงผู้นำและศิษยาภิบาลส่วนหนึ่งที่ตั้งใจที่จะแสวงหาความรู้และทักษะในการใช้สื่อออนไลน์ทันสมัยเพื่อสามารถนำมาใช้ในงานพันธกิจด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานกลางเสริมพันธกิจคริสตจักรจะต้องเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องนี้บนความเป็นจริงของคริสตจักร

5. เลิกถกเถียงกันในบางเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ กลับมาสนทนากันที่เรื่องที่หนุนเสริมเพิ่มพลังกันและกันของคริสตจักร

สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้การถกเถียงกันในความแตกต่างของคริสตจักรเอง ไม่ว่าเรื่องลัทธินิกาย   พิธีกรรมปฏิบัติ กลับเงียบเสียงลงแต่เสียงขอการปรึกษาแสวงหาว่า คริสตจักรจะตอบสนอง และ ทำพันธกิจด้านต่าง ๆ อย่างไรที่จะสามารถทะลุอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ค่อย ๆ เกิดขึ้น

และนี่อาจจะเป็นการเริ่มต้นนำสู่ความสำเร็จตามพระดำรัสของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา” (ยอห์น 13:35 มตฐ.) ดูเหมือนว่าในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานของโควิด 19  คริสตจักรที่เคยมีแต่ถกเถียงเอาแพ้เอาชนะกันกลับหันหน้าเข้าหากันด้วยท่าทีที่รักเมตตาต่อกัน

และถ้านี่ควรเป็นมุมมองใหม่ของคริสตจักรท้องถิ่นที่มีต่อกัน เอกภาพความเป็นหนึ่งของคริสตจักรในพระคริสต์ก็จะชัดเจน และ สังคมโลกจะมีมุมมองต่อคริสตจักรในเชิงบวกและเกิดความสนใจแน่นอน

6. มองให้เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19

ให้เราคริสตชนอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างร้อนรนจริงใจในสถานการณ์วิกฤตโควิด 19 และในเวลาเดียวกันให้เรารับใช้คนในชุมชนด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม ตามศักยภาพ ความสามารถ ตามของประทานที่มีในแต่ละตัวคน ตามบริบทของสังคม 

ในเวลาเดียวกันให้เรารักและใส่ใจทุกคนในพระกายของพระคริสต์คือสมาชิกคริสตจักรในภาวะที่เราต้องรักษาระยะห่างทางสังคม แม้ว่าแต่ละคนแต่ละบ้านสมาชิกต่างต้องอยู่ในพื้นที่ของตนเอง แต่เราต้องตระหนักเสมอว่าพระเจ้าสถิตเคียงข้างเราเสมอไม่ว่าเราจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตามในสถานการณ์นี้

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ แม้จะเป็นสถานการณ์ที่เราเห็นว่าเลวร้าย ทำร้าย และ ทำลาย เราคริสตชนแต่ละคนต้องนิ่ง และ สงบแล้วมองให้เห็นในแต่ละวันถึง “พระหัตถ์ของพระเจ้า” ว่าพระองค์กำลังกระทำพระราชกิจอะไรในภาวะวิกฤติของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ในช่วงเวลานี้ และเราจะมีส่วนเข้าร่วมในพระราชกิจนี้อย่างไรในชุมชนของเรา

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499


30 มีนาคม 2563

มองให้เห็นพระราชกิจพระเจ้า...ในสถานการณ์ “โควิด 19”

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ภัยพิบัติ สถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด และ สูญเสียเรามักมุ่งมองไปที่เหตุร้าย การสูญเสีย ความทุกข์ยาก และ ฯลฯ  แล้วเกิดคำถามว่า เป็นความผิดความบาปของใคร? หรืออะไรที่ทำให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้น? นี่เป็นหมายสำคัญของการสิ้นโลกใช่ไหม? หรือไม่ก็มีคำถามสงสัยพระเจ้าว่า ทำไมพระองค์อนุญาตให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นแก่คนที่พระองค์ทรงรัก?

แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้เรากลับมิได้ใส่ใจว่า พระเจ้ากำลังทำพระราชกิจอะไรในเหตุการณ์นั้น ดังนั้น เราจึงพลาดที่จะมีโอกาสร่วมในพระราชกิจดังกล่าว เราจึงพลาดโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในชัยชนะที่พระองค์ทรงกอบกู้และพลิกฟื้นสถานการณ์ที่เลวร้ายทำลายนั้นให้เกิดชีวิตใหม่ สังคมใหม่ โลกใหม่ แผ่นดินใหม่ตามพระประสงค์ของพระองค์

เรื่องราวในพระกิตติคุณยอห์น บทที่ 9 เป็นคำถามที่สอนและการอธิบายของพระเยซูคริสต์ว่า เราจะมอง หรือ มีมุมมองอย่างไรต่อสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา

โดยปกติทั่วไป เมื่อเราพบกับเหตุการณ์เลวร้าย เรามักพุ่งมุมมองตรงไปที่ “ใครเป็นคนที่ทำผิด?”  “ใครคือต้นเหตุของความเลวร้าย?” “อะไรที่ทำให้เกิดความเลวร้ายนี้ขึ้น?” “ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะใคร?” และสาวกของพระเยซูคริสต์ก็เป็นคนหนึ่งในกลุ่มนี้ด้วย พวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ใครทำบาป คนนี้หรือพ่อแม่ของเขา เขาถึงเกิดมาตาบอด?” (ยอห์น 9:2 มตฐ.)

คำตอบของพระเยซูเปลี่ยนมุมมองของสาวกไปอย่างสิ้นเชิง พลิกกลับหน้ามือเป็นหลังมือ พระองค์ไม่ตอบคำถามที่สาวกถาม แต่พระองค์เปลี่ยนฐานเชื่อและกรอบคิด (mindset) ของสาวก ที่สาวกถามพระเยซูเช่นนั้นเพราะสาวกมี “มุมมอง” ต่อสถานการณ์นี้อย่างผิดพลาด และถ้าดันทุรังแก้ปัญหาตามมุมมองที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ก็เป็นการแก้ปัญหาอย่างผิดเรื่องผิดประเด็นไปด้วย

พระเยซูตอบพวกสาวกตรงไปตรงมาว่า “ไม่ใช่คนนี้หรือพ่อแม่ของเขาที่ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอดเพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา เราต้องทำพระราชกิจของผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่ กลางคืนอันเป็นเวลาที่ไม่มีใครทำงานนั้นกำลังใกล้เข้ามา” (ข้อที่ 3-4 มตฐ.)

ความหมายลึก ๆ ในที่นี้พระเยซูบอกสาวกว่า “พวกท่านถามคำถามผิด เพราะมีฐานเชื่อกรอบคิด (mindset) ที่ผิดพลาด”

ในสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19  ขอให้เราเลิก “สาดโคลนคำถาม” เพื่อที่จะตีตรากล่าวหา หรือ ค้นหา “แพะรับบาป” (อย่างผู้นำประเทศมหาอำนาจและนักการเมืองส่วนใหญ่เขาทำกัน) คำถามพวกนี้ทั้งชุดมันจะไม่ช่วยประชากรและสังคมโลกเลย รังแต่จะหาทางมุ่งทำลายทำร้ายฝ่ายตรงกันข้ามของตนเท่านั้น มันไม่ได้แก้ปัญหา แต่ผู้นำพวกนี้กลับสร้างและสะสมปัญหาพอกพูนให้มากยิ่งขึ้น

เราในฐานะสาวกพระคริสต์และหลายคนในฐานะผู้นำ เราคงจำเป็นต้องเปลี่ยน “ฐานเชื่อกรอบคิด” (mindset) ใหม่แบบพระเยซู ในเวลาเช่นนี้ให้เราร้องทูลต่อพระเจ้าจากก้นบึ้งหัวใจของเราว่า  

“องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์กำลังทำอะไรอยู่ในสถานการณ์แพร่ระบาดที่เลวร้ายของไวรัสโควิด 19? ที่สร้างผลกระทบอย่างมากต่อผู้คนในสังคมโลก และ ความสัมพันธ์ใกล้ชิดในแต่ละคนของพวกเราด้วย... 

ขอพระองค์โปรดสำแดงให้ลูกได้เห็น รู้ เข้าใจ และโปรดช่วยให้ลูกรู้ว่าจะร่วมในพระราชกิจดังกล่าวของพระองค์ได้อย่างไรบ้าง? ลูกควรพูดอย่างไรบ้าง? ควรทำอะไรบ้าง? และควรทำอย่างไรที่จะเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์? เพื่อลูกจะได้เข้าร่วมในพระราชกิจดังกล่าวตามพระประสงค์ของพระองค์ 

ทูลขอในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน.”

การที่เราในฐานะคริสตชน และ ผู้นำคริสตจักร ชุมชน  หรือ องค์กรคริสตชน เราจะต้อง

(1) มองให้เห็นว่า พระเยซูคริสต์กำลังทำพระราชกิจอะไรในสถานการณ์ไวรัสโควิด 19?
(2) เราต้องรู้ว่า พระองค์มีพระประสงค์ให้เราร่วมในพระราชกิจนี้ในเรื่องอะไร?
(3) เราต้องชัดเจนว่า พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราร่วมในพระราชกิจนี้เพื่อให้เกิดอะไร?
(4) เราต้องรู้เท่าทันว่า เราจะร่วมในพระราชกิจดังกล่าวอย่างไร?

พระเยซูคริสต์บอกกับสาวกและพวกผู้นำศาสนายิว รวมถึงประชาชนว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติที่เลวร้าย พระเจ้าจะทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ในสถานการณ์นั้น “เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา” (หรือในเหตุการณ์นั้น ๆ) และพระองค์บอกอีกว่า พระองค์ประสงค์ให้เราเข้าร่วมในพระราชกิจของพระองค์และบอกว่า  “เราต้องทำพระราชกิจของผู้ทรงใช้เรามาเมื่อยังวันอยู่...” (ข้อ 4 มตฐ.)

ถ้าเรามองไม่เห็นพระราชกิจในสถานการณ์ที่เลวร้าย เราจะกลายเป็น “คนตาบอดฝ่ายจิตวิญญาณ” พวกฟาริสีที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นรู้สึกเคือง จึงถามกลับพระเยซูว่า  

“เราตาบอดด้วยหรือ?”
พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าพวกท่านตาบอด ท่านก็จะไม่มีบาป แต่พวกท่านพูดเดี๋ยวนี้เองว่า ‘เรามองเห็น’ เพราะฉะนั้นบาปของท่านยังมีอยู่” (ข้อ 40-41 มตฐ.)

หรือว่าคริสตชน และ ผู้นำคริสตชนขณะนี้เป็นเหมือนฟาริสีไปแล้ว?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499